You are here

CG and corruptions News - 6 October 2017

อธิบดีกรมป่าไม้เชื่อถูกย้ายเหตุกระทบนายทุนเขาค้อ - โพสต์ทูเดย์

พิษณุห่วงองค์การค้าฯทั้งปัญหาทุจริต-ธุรกิจฝากพินิจศักดิ์สานต่อ - ไทยโพสต์

ไทยโพสต์: กฎหมาย ป.ป.ช.ฉบับใหม่ ต้องเข้มข้น ปราบโกงสำเร็จ - ไทยโพสต์

กระทิงแดงพับแผนลงทุนขอนแก่น 3,000 ล้าน - คม ชัด ลึก

คำสั่งเสียงสะท้อน'มหาเถร'จัดระเบียบสงฆ์-พุทธพาณิชย์ - มติชน

คอลัมน์ เมืองไทย 360: ตั้งข้อหาฟอกเงิน"โอ๊ค" ขยี้หัวใจ"แม้ว"เสี่ยงสติแตก !! - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

คอลัมน์ ส่อง...ตำรวจ: พวกเรียกรับสินบนจงระวัง! - ไทยรัฐ

เกษตรฯ มุ่งสร้างความเข้มแข็งสหกรณ์เพิ่มขีดความสามารถธุรกิจ...ขยายเศรษฐกิจสหกรณ์ - สยามรัฐ

คอลัมน์ ต่างประเทศ อินโดจีน: ปมบัญชีร้อนดูแตร์เต - มติชนสุดสัปดาห์

อธิบดีกรมป่าไม้เชื่อถูกย้ายเหตุกระทบนายทุนเขาค้อ - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2560

โพสต์ทูเดย์ - อธิบดีกรมป่าไม้ขอความเป็นธรรมถูกย้ายเพราะกระทบนายทุนรุกที่ เตรียมยื่นหนังสือที่ทำเนียบฯ

นายชลธิศ สุรัสวดี อธิบดีกรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) แถลงข่าวขอความเป็นธรรม กรณีที่ถูกคำสั่งโยกย้ายไปเป็นที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ว่า การโยกย้ายดังกล่าวทำให้กระทบกับชื่อเสียง เพราะในคำสั่งมีการระบุว่าโยกย้ายเพราะถูกตั้งกรรมการตรวจสอบทุจริต จึงอยากชี้แจงว่าไม่ได้ตั้งใจที่จะร้องขอเพื่ออยู่ในตำแหน่งต่อ แต่สิ่งที่อยากบอกคือ ได้ตั้งใจทำงานเพื่อประเทศชาติและป่าไม้ของประเทศ โดยเฉพาะการทวงคืนผืนป่า

ทั้งนี้ เชื่อว่าการดำเนินการทวงคืนผืนป่าจำนวนมากไปกระทบกับนายทุน ทั้งที่ภูทับเบิก เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ รวมทั้งการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและซิปไลน์ที่ จ.เชียงใหม่ จึงมั่นใจว่าสาเหตุหนึ่งที่ถูกย้าย เพราะไปกระทบผลประโยชน์ของนายทุนจำนวนมาก จนนำมาสู่การ กลั่นแกล้ง ที่สำคัญหลังจากถูกโยกย้ายได้สอบถามไปยังหน่วยงานต่างๆ ทั้ง สอทช. และ ป.ป.ช. ว่ามีเรื่องใดปรากฏในสารบบที่ได้ถูกตั้งกรรมการสอบทุจริตและต้องให้ชี้แจงบ้าง แต่คำตอบที่ได้รับคือ ยังไม่ได้รับการแจ้งว่ามี ดังนั้นในวันที่ 6 ต.ค. เวลา 09.00 น. จะเดินทางไปยื่นหนังสือ ขอความเป็นธรรมที่ทำเนียบรัฐบาล

พิษณุห่วงองค์การค้าฯทั้งปัญหาทุจริต-ธุรกิจฝากพินิจศักดิ์สานต่อ - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2560

ศึกษาธิการ * "พิษณุ" ฝากงาน "พินิจศักดิ์" ช่วยแก้ปัญหาหนี้ครู ห่วงองค์การค้าฯ ทั้งเรื่องธุรกิจและปัญหาทุจริต เผยตั้งแต่รับตำแหน่งตั้ง กก. 19 คณะสางทุจริต

นายพิษณุ ตุลสุข อดีตรองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (อดีตรองปลัด ศธ.) และอดีตผู้ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (อดีตเลขาฯ สกสค.) กล่าวว่า หลังจากตนพ้นจากการปฏิบัติหน้าที่รองปลัด ศธ.และเลขาฯ สกสค. เนื่องจากเกษียณอายุราชการ และ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ได้มีคำสั่งมอบหมายให้นายพินิจศักดิ์ สุวรรณรังค์ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ปฏิบัติหน้าที่เลขาฯ สกสค. และผู้อำนวยการองค์การค้าของ สกสค.ต่อจากตนอีกครั้งนั้น ตนคงไม่ต้องฝากงานอะไรกับนายพินิจศักดิ์มาก เพราะรู้และเข้าใจงานของ สกสค.และองค์การค้าของ สกสค.ดีอยู่แล้ว แต่ก็มีบางเรื่องที่อยากให้สานต่อ เช่น เรื่องการแก้ปัญหาหนี้สินครู ซึ่งตนอยากให้เดินหน้าต่อไปด้วยความมั่นคง ส่วนเรื่องการแก้ไขปัญหาทุจริตต่างๆ ขณะนี้เริ่มคลี่คลายและดำเนินการกับกลุ่มบุคคลต่างๆ ไปแล้ว น่าจะจบได้ในไม่ช้านี้ นอกจากนี้เข้าใจว่าทางนายพินิจศักดิ์เองก็รับลูกเพื่อสานต่อเรื่องการส่งเสริมงานสวัสดิการให้กับเจ้าหน้าที่ สกสค.ในหลายๆ เรื่อง เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ด้วย

นายพิษณุกล่าวอีกว่า สิ่งที่ตนเป็นห่วงก็คืองานขององค์การค้าของ สกสค. เพราะยังมีเรื่องที่จะต้องมีการติดตาม สืบสวนสอบสวนกันอีกเยอะมาก โดยระหว่างที่ผมยังปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการองค์การค้าของ สกสค.อยู่นั้น ได้มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงถึง 19 คณะ และยังตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ขององค์การค้าของ สกสค.อีก 7 คณะ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่นายพินิจศักดิ์จะต้องมีการติดตามอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ยังมีเรื่องการหาเงินมาจ่ายค่าดอกเบี้ยให้กับพนักงานและเจ้าหน้าที่องค์การค้าของ สกสค.ตามคำสั่งศาลอีกประมาณกว่า 500 ล้านบาท ซึ่งเบื้องต้นผมเล็งไว้ว่าจะต้องขอกู้เงินจากกองทุนเงินสนับสนุนพิเศษและส่งเสริมความมั่นคงโครงการสวัสดิการเงินกู้ฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) ซึ่งถือเป็นภาระหนักของนายพินิจศักดิ์ แต่ก็เข้าใจว่าเรื่องนี้น่าจะได้ข้อยุติในเร็วๆ นี้

"อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่าถ้าองค์การค้าของ สกสค.มีการบริหารงานอย่างโปร่งใส ตรงไปตรงมา อีกทั้งในอนาคตอาจจะมีการขอปรับราคาหนังสือเรียนเพื่อให้พออยู่ได้ ไม่ใช่ขายขาดทุนเหมือนทุกวันนี้ เชื่อว่าองค์การค้าของ สกสค.จะกลับมามีกำไรได้อีกครั้งแน่นอน" อดีตเลขาธิการ สกสค.กล่าว.

ไทยโพสต์: กฎหมาย ป.ป.ช.ฉบับใหม่ ต้องเข้มข้น ปราบโกงสำเร็จ - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2560

นับถึงเวลานี้ ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐ ธรรมนูญที่รอส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาก็เหลือเพียง 3 ฉบับ ประกอบด้วย ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต, ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา, ร่าง พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่ง กรธ.ก็วางคิวส่งให้ สนช.ตามลำดับข้างต้น

แม้ไฮไลต์สำคัญจะอยู่ที่ร่าง พ.ร.บ.การเลือกตั้ง ส.ส. และร่าง พ.ร.บ.การได้มาซึ่ง ส.ว. เพราะเป็นสองกฎหมายลูกที่จะนำไปสู่การเลือกตั้งตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ว่าต้องจัดการเลือกตั้งภายในไม่เกิน 150 วัน หลังมีการประกาศใช้ พ.ร.บ. 4 ฉบับ คือ กฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง-กฎหมายพรรคการเมือง-กฎหมายการได้มาซึ่ง ส.ว. และกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. แต่กฎหมาย ป.ป.ช.ก็ถือเป็นกฎหมายสำคัญ เพราะจะเป็นกฎหมายที่จะมารองรับกลไกการป้อง กันและปราบปรามการทุจริต ตามที่คณะกรรมการร่างรัฐ ธรรมนูญ (กรธ.) เขียนไว้ จนนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ประกาศอย่างภาคภูมิใจว่า เป็นรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง

ความคืบหน้าของเรื่องนี้ นายนรชิต สิงหเสนี โฆษกคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เปิดเผยปฏิทินไว้ว่า ร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ทาง กรธ.ได้พิจารณาเรียงรายมาตราเสร็จสิ้นแล้ว โดยมีจำนวน 188 มาตรา แบ่งออกเป็น 11 หมวด และบทเฉพาะกาล ซึ่งจะส่งร่างกฎหมายดังกล่าวไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ในวันที่ 5 ต.ค. เพื่อให้พิจารณาในรายละเอียดและส่งความคิดเห็นกลับมายัง กรธ.ภายใน 1 สัปดาห์ ก่อนที่ กรธ.จะส่งร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวให้ สนช.ภายในวันที่ 24 ต.ค.ต่อไป

นายนรชิต บอกด้วยว่า สาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว คือ การมุ่งเน้นให้ ป.ป.ช.ทำงานด้านการป้องกันและปราบปรามเป็นหลักเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ส่วนคดีในลักษณะประพฤติมิชอบ เช่น การกระทำผิดวินัยหรือจริยธรรม ป.ป.ช.จะไม่เข้าไปทำหน้าที่ตรวจสอบเอง โดยหาก ป.ป.ช.พบข้อเท็จจริงก็สามารถส่งให้หน่วยงานต้นสังกัดตรวจสอบต่อไปได้ ทั้งนี้ เพื่อลดจำนวนคดีที่ค้างอยู่ในระบบของ ป.ป.ช.ให้มีจำนวนน้อยลง นอกจากนี้ กรธ.ยังกำหนดให้มีการจัดตั้งสำนักงาน ป.ป.ช.ภาค ไม่เกิน 12 ภาคทั่วประเทศ เพื่อทำหน้าที่กำกับดูแล ป.ป.ช.จังหวัด รวมไปถึงการทำหน้าที่ไต่สวนที่ได้รับมอบหมายจาก ป.ป.ช.ส่วนกลาง

ขณะที่การดำรงอยู่ของกรรมการ ป.ป.ช.ชุดปัจจุบัน ทางโฆษก กรธ.บอกไว้ว่า กรธ.จะพิจารณาคุณสมบัติเป็นหลัก หากกรรมการ ป.ป.ช.คนใดมีคุณสมบัติ และไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดก็สามารถดำรงตำแหน่งต่อไปได้ แต่หากใครมีคุณสมบัติไม่ครบและมีลักษณะต้องห้ามตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดจะต้องพ้นจากตำแหน่ง โดยกระบวนการในการพิจารณากรณีดังกล่าวจะต้องมีการตั้งคณะกรรมการสรรหา ภายใน 20 วัน จากนั้นคณะกรรมการสรรหาจะทำหน้าที่ในการพิจารณาคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามให้เสร็จภายใน 15 วัน

หลังจาก กรธ.ส่งร่าง พ.ร.บ.ป.ป.ช.ไปให้ สนช.แล้ว ก็ต้องรอดูกันว่า ทาง กมธ.ของ สนช. รวมถึงมติของที่ประชุม สนช. จะมีการปรับเปลี่ยนแก้ไขสาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ. ป.ป.ช. จากที่ กรธ.ส่งไปหรือไม่

อย่างไรก็ตาม เนื้อหาสาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ. ป.ป.ช.จริงๆ แล้วมีหลายเรื่อง หลายประเด็น ที่น่าสนใจ ไม่ใช่แค่เรื่องการรีเซตคุณสมบัติ ป.ป.ช.เท่านั้น แต่เรื่องอำนาจหน้าที่ของ ป.ป.ช. ที่แม้จะมีการเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญแล้ว แต่กฎหมาย ป.ป.ช.ดังกล่าว ก็จะมีการขยายความด้วยการเขียนให้มีความละเอียดมากขึ้น รวมถึงเรื่องอื่นๆ ที่จะเป็นส่วนขยายในการทำงานของ ป.ป.ช. และเจ้าหน้าที่ของสำนักงาน ป.ป.ช. ที่ถือเป็นองค์กรหลักในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

ทั้งนี้ เมื่อไปดูจากร่าง พ.ร.บ.ป.ป.ช. ที่ ป.ป.ช.ส่งไปให้ กรธ.ก่อนหน้านี้ ร่างฯ ดังกล่าวเขียนถึงหน้าที่และอำนาจของ ป.ป.ช.ไว้ เช่น (1) ไต่สวนและมีความเห็นกรณีมีการกล่าวหาว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ หรือผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้ใดมีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติหรือทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติหรือทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือประพฤติมิชอบ หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง เพื่อดำเนินการต่อไปตามรัฐธรรมนูญหรือตาม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้

(2) ไต่สวนและวินิจฉัยว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐร่ำรวยผิดปกติหรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ หรือกระทำความผิดฐาน ทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม หรือกระ ทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ตามกฎหมายอื่นหรือประพฤติมิชอบ เพื่อดำเนินการต่อไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้

(3) ไต่สวนและวินิจฉัยว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐต่างประเทศ เจ้าหน้าที่ขององค์การระหว่างประเทศ หรือบุคคลใด กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นต้น

กระบวนการต่อจากนี้ จึงต้องดูว่าท้ายสุดทาง สนช. หลังได้รับร่าง พ.ร.บ.ป.ป.ช.จาก กรธ.แล้ว สนช.จะมีการ เขียนร่าง พ.ร.บ.ป.ป.ช.ออกมาอย่างไร เพื่อทำให้การป้อง กันและปราบปรามการทุจริต มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลอย่างแท้จริง.

กระทิงแดงพับแผนลงทุนขอนแก่น 3,000 ล้าน - คม ชัด ลึก ฉบับวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2560

"กระทิงแดง" ประกาศเลิกลงทุนมูลค่า 3,000 ล้าน ที่ขอนแก่น หลังเจอปัญหาเรื่องที่ดิน เตรียมย้ายฐานผลิตไปประเทศเพื่อนบ้าน

จากกรณีกระทรวงมหาดไทยอนุมัติให้บริษัท เคทีดี พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทลูกของกระทิงแดง เช่าพื้นที่ป่าสาธารณะห้วยเม็ก ต.บ้านดง อ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่ส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยและออกมาคัดค้าน ในขณะที่บริษัทชี้แจงว่าได้ขออนุญาตเช่าพื้นที่ดังกล่าวโดยทำตามระเบียบข้อบังคับและขั้นตอนทางกฎหมายอย่างถูกต้องตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุดเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม บริษัท เคทีดี พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ได้ชี้แจงต่อสื่อมวลชนอีกครั้งว่า บริษัทได้ตัดสินใจยกเลิกแผนการลงทุนก่อสร้างโรงงานผลิตเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ ต.บ้านดง อ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่นแล้ว โดยคำชี้แจงบรรยายทำนองว่า บริษัทมีความตั้งใจจะร่วมพัฒนาเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของชุมชนบ้านดง จ.ขอนแก่น ให้แข็งแกร่ง การเข้ามาทำโรงงานจะสร้างห่วงโซ่อุปทาน เกิดรายได้ให้คนในพื้นที่ทั้งในรูปแบบการจ้างแรงงาน การจัดซื้อจัดจ้างจากคนในชุมชน สร้าง รายได้ให้ อบต. ในรูปแบบภาษีบำรุงท้องที่ ภาษีโรงเรือน และสร้างรายได้ให้ประเทศในรูปแบบของการส่งออก ซึ่งคาดว่าจะมีมูลค่าราว 10,000 ล้านบาทในอีก 5 ปีข้างหน้า ทำให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล

อย่างไรก็ตามแม้บริษัทจะปฏิบัติตามระเบียบและข้อบังคับกฎหมายทุกขั้นตอนครบถ้วนทุกประการแล้วก็ตาม แต่ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา พบว่ามีบางคนบางกลุ่มไม่เห็นด้วยกับการเข้ามาตั้งโรงงานและได้ใช้วิธีการต่างๆ นานา บิดเบือนเจตนารมณ์อันบริสุทธิ์ใจของบริษัทที่ต้องการอยู่ร่วมกับชุมชนอย่างยั่งยืน แม้บริษัทได้ชี้แจงข้อเท็จจริงและดำเนินการต่อไปก็ยังพบความไม่พอใจตลอดเวลา ขณะที่ผู้บริหารของบริษัทต้องทำงานภายใต้กรอบระเบียบด้านความซื่อสัตย์ โปร่งใส ตรงไปตรงมา นี่จึงเป็นความลำบากใจ หากต้องคอยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจึงขอตัดสินใจยกเลิกการลงทุนราว 3,000 ล้านบาท เพื่อย้ายฐานการผลิตไปยังสถานที่ที่เหมาะสม ซึ่งอาจจะเป็นประเทศเพื่อนบ้าน เพราะโรงงานแห่งนี้จะเป็นฐานการผลิตสำคัญเพื่อการส่งออกไปยังกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี

ทั้งนี้แม้บริษัทจะไม่ได้ลงทุนในพื้นที่แต่ก็ยังมีความตั้งใจทำงานร่วมกับชาวบ้านและทำกิจกรรมเพื่อสังคมที่ได้เริ่มต้นทำไว้ต่อไปตามเจตนารมณ์เดิม อาทิ โครงการเกษตรอินทรีย์วิถียั่งยืน โครงการยุวเกษตรอินทรีย์ และโครงการอื่นๆ รวมถึงบริษัทยินดีให้ความร่วมมือกับหน่วยงานราชการในการตรวจสอบข้อเท็จจริงต่างๆ ต่อไป

คำสั่งเสียงสะท้อน'มหาเถร'จัดระเบียบสงฆ์-พุทธพาณิชย์ - มติชน ฉบับวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2560

หมายเหตุ - ความเห็นพระสังฆาธิการและนักวิชาการ กรณีมหาเถรสมาคม (มส.) มีคำสั่งเจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก ที่ 1/2560 ลงวันที่ 28 กันยายน ให้พระสังฆาธิการตรวจสอบพฤติกรรมและลงโทษพระภิกษุสามเณรในปกครอง ทั้งในเรื่องวัตรปฏิบัติและการจำกัดพื้นที่จำหน่ายวัตถุมงคลต่างๆ

พระเทพวินยากรณ์

เจ้าอาวาสวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร

จ.นครศรีธรรมราช รองเจ้าคณะภาค 16-17-18 (ธรรมยุต)

อาตมายังไม่เห็นจดหมายฉบับดังกล่าว แต่เมื่อ มส.ออกมาแบบนั้น เท่ากับเป็นการขีดกรอบให้พระสงฆ์พึงระมัดระวังการปฏิบัติตามกิจของสงฆ์ที่พึงกระทำ ความจริงกฎหมายมีอยู่แล้ว แต่ไม่ปฏิบัติ ความวุ่นวายจึงเกิดขึ้น แต่เป็นเพียงส่วนน้อย ถามว่าอึดอัดใจหรือไม่กับเรื่องนี้ คงไม่ลำบากอะไร หากสงฆ์ปฏิบัติตามกฎก็อยู่กันตามปกติ

กรณีห้ามขายวัตถุมงคลในวัด จะทำให้ทางวัดขาดรายได้เพื่อนำมาเป็นค่าใช้จ่ายภายในวัดหรือไม่นั้น ความจริงไม่ได้ห้ามขาย แต่ห้ามจำหน่ายภายในอุโบสถ แต่ภายนอกยังจำหน่ายได้ ควรทำแต่พองาม อย่ามากเกิน พุทธพาณิชย์ที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้มีมากเกินไป อ้างสรรพคุณมากมาย โฆษณาเกินจริง ความจริงแล้ว มส.ไม่ได้ห้ามสร้าง แต่ห้ามโฆษณา ถามว่าจะกระทบต่อวัดเรื่องการจำหน่ายหรือไม่ ก็กระทบบ้าง เพราะพระไม่มีรายได้อะไร แต่ในวัดมีค่าใช้จ่าย ต้องพึ่งพาตนเองบ้างจากการบริจาคของผู้มีจิตศรัทธา แต่โดยภาพรวมแล้วเห็นว่าดีมากกว่าเสีย ถือเป็นทางออกที่ดีสำหรับสงฆ์ด้วย

พระราชสิทธิเมธี

เจ้าคณะจังหวัดพิจิตร

กรณี มส.มีหนังสือถึงวัดแต่ละพื้นที่ งดพุทธพาณิชย์ ห้ามจำหน่ายพระเครื่อง ห้ามขึ้นป้ายโฆษณาพระเครื่อง คงต้องรอหนังสือจากพระผู้ใหญ่อย่างเป็นทางการเพื่องดการปุกเสกพระเครื่อง เรื่องนี้อาตมาเห็นด้วย และมีกฎมานานแล้วแต่ไม่บังคับใช้จริงจัง อีกทั้งควรทำมานานแล้ว การออกกฎมาแบบนี้เป็นเรื่องดี เพราะเป็นการเตือนสติพระที่อยู่นอกรีตที่ชอบอวดอุตริ นอกจากนี้ ยังเป็นการห้ามบุคคลที่ชอบหากินกับวัดกับพระ มีการจำหน่ายวัตถุมงคลเต็มไปหมด อย่างไรก็ตาม มส.ไม่ได้ห้ามว่าจำหน่ายวัตถุมงคล ไม่เช่นนั้นจะนำเงินตรงไหนมาพัฒนาวัด เพียงแต่ห้ามจำหน่ายในโบสถ์ ในวัด ขณะนี้ได้แจ้งไปยังทุกวัดกว่า 500 แห่ง ในจังหวัดพิจิตร ห้ามจำหน่ายวัตถุมงคลในอุโบสถ์แล้ว

พร้อมขอความร่วมมือเอาป้ายลงหรือห้ามโฆษณา ซึ่งทุกวัดขานรับพร้อมให้ความร่วมมือ

พระราชโพธิวรคุณ

เจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยสะเก็ด พระอารามหลวง จ.เชียงใหม่

เจ้าคณะอำเภอดอยสะเก็ด

เห็นด้วยกับคำสั่งเจ้าคณะปกครองสงฆ์ ยินดีสนองแนวทางดังกล่าว โดยเฉพาะไม่จำหน่ายวัตถุมงคลภายในโบสถ์และพระวิหาร ไม่ขึ้นป้ายทำพิธีพุทธาภิเษกวัตถุมงคล แต่มีข้อควรคิดว่าวัตถุมงคลบางอย่างควรห้าม เพราะไม่เหมาะสมกับชาวพุทธ เช่น พระพุทธรูปไปแปลงเป็นพระพุทธนวโกฏ มีเศียร 9 เศียร ทำให้ผิดไปจากพุทธลักษณะ บางรายไปทำกุมารทอง เงาะ ชูชก ผ้ายันต์ หรือเครื่องรางของขลัง ไม่อยากให้มอมเมาประชาชนเกินไป

ส่วนการสร้างพระพุทธรูปประดิษฐ์สถาน หรือพระเครื่อง ไม่ควรห้าม เพราะพระเป็นที่พึ่งของพุทธศาสนิกชนด้านจิตใจ แต่ควรอยู่ในความเหมาะสม อย่าเกินเลยไป สร้างพอดีๆ สร้างขึ้นมาเพื่อเจริญพุทธมนต์ ไม่ต้องทำพิธีปลุกเสกอะไร เพียงอัญเชิญพุทธคุณสถิตในพระพุทธรูป หรือพระเครื่องเหล่านั้น เพื่อมอบเป็นของสมนาคุณและพุทธานุสติ อาตมาคิดว่าไม่น่ามีปัญหาอะไร ส่วนการห้ามจำหน่ายวัตถุมงคลภายในโบสถ์ พระวิหาร ถือเป็นเรื่องถูกต้อง เพราะเป็นสถานที่สักการะ กราบไหว้บูชา ปฏิบัติธรรม และเผยแผ่คำสั่งสอนของ พระพุทธศาสนา ไม่ใช่สถานที่มอมเมาพุทธศาสนิกชน

อยากให้เข้าถึงพุทธธรรม ไม่ใช่เป็นการปฏิรูป แต่เป็นการพัฒนาใหม่ อาทิ หลักสูตรคำสอน ปัจจุบันเน้นสอนบาลีอย่างเดียว ควรประยุกต์คำสอนปัจจุบัน โดยเฉพาะภาษาอังกฤษให้พระสงฆ์ สามเณรเรียนบาลีควบคู่ภาษาอังกฤษ ให้มีความรู้ทั้งทางโลก ทางธรรม และเห็นด้วยกับคำสั่งให้กวดขันพระภิกษุ สามเณร อยากให้พระสงฆ์ สามเณร มีสมาร์ทการ์ด อยากให้เลิกใช้ใบสุทธิ เพราะมีการปลอมแปลงขายกัน แม้แต่ตราเจ้าคณะอำเภอยังปลอมได้

อย่างไรก็ตาม กรณีการร่างกฎหมายควบคุมพระ ห้ามจับเงินทอง ไม่เห็นด้วย เพราะวัดมีค่าใช้จ่าย พัฒนาวัด ค่าคนงาน สร้างศาสนสถาน เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม หากมอบให้คณะกรรมการวัดดูแล บางครั้งก็ไม่ซื่อสัตย์ จึงไม่เห็นด้วยกับการให้คณะกรรมการหรือญาติโยมมาคุมวัด อยากให้พระสงฆ์บริหารจัดการกันเอง จัดระบบบริหารให้ดี โปร่งใส ตรวจสอบได้ ให้เป็นมาตรฐานทุกวัด และควรให้พระถือปัจจัยพอประมาณ ไม่อยากให้ใช้กฎหมายบังคับแบบสุดโต่งหรือหย่อนยานเกินไป ควรใช้กฎหมายแบบทางสายกลาง

รายได้ของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติที่มอบแก่วัด ส่วนใหญ่เป็นค่าประจำตำแหน่ง ค่าน้ำ ค่าไฟ ตามระเบียบกฎหมายกำหนด ที่เหลือทางวัดต้องหารายได้เอง หากไม่ให้สร้าง และจำหน่ายวัตถุมงคล อาจมีผลกระทบต่อการบริหารจัดการและพัฒนาวัดได้ โดยเฉพาะวัดเล็กหรือวัดที่อยู่ห่างไกล ส่วนวัดหลวงหรือวัดขนาดใหญ่ไม่ค่อยมีปัญหา เพราะมีพุทธศาสนิกชนมาทำบุญ บริจาค ค่อนข้างมากอยู่แล้ว

โดยภาพรวมอำเภอดอยสะเก็ด วัดส่วนใหญ่ไม่ได้สร้างวัตถุมงคล หรือเครื่องรางของขลังมากนัก ซึ่งได้ประชุมพระสังฆาธิการ และเจ้าอาวาสทุกวัดแล้ว ให้ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าคณะปกครองสงฆ์ ทำอะไรให้อยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม อย่าทำอะไรตามใจตัวเองเกินไปนัก เหตุว่า หนึ่ง มีกฎหมายควบคุม หรือตีกรอบพระสงฆ์อยู่ สอง อยู่ในกรอบของพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ สาม อยู่ในกรอบพระธรรมวินัย สี่ อยู่ในกรอบของสายตาประชาชน ดังนั้นต้องปฏิบัติตนให้เหมาะสม เป็นพระสงฆ์ไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้าเป็นพระดี มีคนเคารพ กราบไหว้ ถ้าเป็นพระไม่ดี ย่อมถูกโจมตีเช่นกัน อยากให้ช่วยกันสร้างภาพลักษณ์พระที่ดี เป็นพระนักปฏิบัติ หรือพระนักพัฒนา เพื่อจรรโลงพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืนตลอดกาล

พระครูปภัสสรวรพินิจ (หลวงพ่อไพโรจน์)

เจ้าอาวาสวัดห้วยมงคล อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์

ขณะนี้วัดห้วยมงคล ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้ปกครองคณะสงฆ์อย่างเคร่งครัด และไม่มีผลกระทบกับการเช่าวัตถุมงคลเหรียญหลวงปู่ทวด เนื่องจากหลายปีที่ผ่านมาได้รับความนิยมจากลูกศิษย์ทั่วประเทศ ทำให้ที่ผ่านมาวัดมีรายได้มากกว่า 100 ล้านบาท

จากนั้นนำไปมอบให้โรงพยาบาลหัวหินเพื่อจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ และมอบให้องค์กรสาธารณกุศล การแจกวัตถุมงคลเนื่องในโอกาสสำคัญ รวมทั้งใช้งบประมาณในการพัฒนาวัดให้เป็นศูนย์รวมทางจิตใจของพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศ และแหล่งท่องเที่ยวสำคัญในพื้นที่ อ.หัวหิน

อดิศร เนาวนนท์

คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา

ข้อห้ามทั้งหมดน่าจะมาจาก 5 สาเหตุ คือ กรณีพระรูปหนึ่งที่ใช้ โซเชียลโจมตีศาสนาอื่น กรณีพระตุ๊ดพระแต๋วใช้โซเชียลในทางไม่เหมาะสมกับสมณเพศ พระที่ออกมาวิจารณ์การเมือง พระที่ประพฤติผิดเพศบรรพชิต เช่น ขายยาบ้าและเสพยาเสพติด และสุดท้ายคือ เรื่องพระและวัด เป็นพุทธพาณิชย์ โดยจุดแตกหักที่ทำให้ออกข้อห้ามเหล่านี้มา คือกรณีของรูปหนึ่งที่ถูกให้ลาสิกขา และเรื่องของพระพุทธพาณิชย์ ทั้งนี้ มหาเถรและรัฐบาล ต้องพิจารณาว่าการสั่งห้ามดังกล่าวจะแก้ปัญหาได้หรือไม่ โดยเฉพาะการห้ามเล่นโซเชียล ปัจจุบันโลกเปลี่ยนไปมาก จะออกข้อห้ามเหมือนสมัยพุทธกาลคงเป็นไปได้ยาก เพราะพระจำนวนมากใช้โซเชียลในการสอนธรรมะ ซึ่งยุคนี้เข้าถึงประชาชนมากที่สุด และพระบางแห่งบางพื้นที่มีความจำเป็นต้องขับรถเอง เป็นต้น มหาเถรควรคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงของโลกจะไปออกข้อห้ามทั้งหมดโดยไม่คำนึงบริบทอื่นๆ คงสำเร็จยาก

ทุกวันนี้เกือบทุกวัดมีการติดป้ายโฆษณาบอกบุญญาติโยม เช่น สร้างโบสถ์ ฝังลูกนิมิต สร้างพระพุทธรูป สร้างวัตถุมงคล กฐิน ผ้า หรืองานอื่นๆ มากมาย การไม่ห้ามวัดเรี่ยไรหรือเชิญชวนทำบุญ ห้ามมีป้ายโฆษณาจะทำได้หรือ มหาเถรจะไปตระเวนปลดป้ายวัดลงอย่างนั้นหรือ เมื่อห้ามแล้วจะติดตามตรวจสอบอย่างไร การออกข้อบังคับมาดูเหมือนดีแต่ในทางปฏิบัติทำได้ยาก มหาเถรและรัฐบาลควรพิจารณาปัญหาเรื่องของพระเป็นเรื่องๆ ไป สำคัญควรให้ความรู้แก่พระสงฆ์จะเป็นเรื่องที่เหมาะสมกว่า

ทวัฒน์ชัย แสนประสิทธิ์

กำนันตำบลกุดพิมานกรรมการวัดบ้านไร่ จ.นครราชสีมา

เดิมวัดบ้านไร่ให้เช่าบูชาวัตถุมงคลหลวงพ่อคูณที่ใต้อุโบสถ เมื่อมีคำสั่ง มส.ก็ได้ปฏิบัติตามและนำวัตถุมงคลไปจัดไว้ในสถานที่ที่เหมาะสม ขณะนี้วัตถุมงคลของวัดบ้านไร่เหลือไม่มาก หลังจากหลวงพ่อคูณละสังขารไป วัดก็ไม่ได้จัดสร้างวัตถุมงคลอีกเลย

ผลกระทบจากคำสั่งดังกล่าวต้องมีบ้าง ทางวัดต้องปรับลดค่าใช้จ่ายโดยเฉพาะค่าไฟฟ้าเดือนละเป็นแสนบาท เพราะรายได้ส่วนใหญ่มาจากแรงศรัทธาของประชาชน คำสั่งให้ยกเลิกในเรื่องต่างๆ นั้น วัดบ้านไร่ยังไม่ทราบว่าจะให้ยกเลิกตลอดไปหรือไม่ คงต้องรอคำสั่งที่ชัดเจนจากทางคณะสงฆ์ แต่ไม่ว่าคำสั่งจะออกมาเช่นไร วัดบ้านไร่พร้อมปฏิบัติตาม

คอลัมน์ เมืองไทย 360: ตั้งข้อหาฟอกเงิน"โอ๊ค" ขยี้หัวใจ"แม้ว"เสี่ยงสติแตก !! - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2560

อาจจะเรียกว่านับถอยหลังกันเลยก็ว่าได้ สำหรับ "ลูกโอ๊ค" พานทองแท้ ชินวัตร ลูกชายคนเดียวของ ทักษิณ ชินวัตร ที่ล่าสุดเมื่อวันที่ 4 ตุลาคมที่ผ่านมา ขจรศักดิ์ พุทธานุภาพ อัยการพิเศษฝ่ายสำนักงานคดีสอบสวน 3 ในฐานอัยการผู้ร่วมในการสอบสวนคดีกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในคดีฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงิน ธนาคารกรุงไทย ปล่อยกู้บริษัท อาร์เคโปรเฟสชั่นแนล จำกัด (เครือบริษัทกฤษดามหานคร) ได้เปิดเผยว่า ทางดีเอสไอ ได้ส่งหมายเรียกไปที่บ้านของ พานทองแท้ กับพวกรวม 4 คนตามที่อยู่ในทะเบียนราษฎร์ เพื่อให้มารับทราบข้อกล่าวหาดังกล่าวในวันที่ 24 ตุลาคมนี้ โดยนอกจาก พานทองแท้ แล้วยังมี นางกาญจนาภา หงษ์เหิน เลขานุการส่วนตัวของ คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพ็ชร มารดาของพานทองแท้ นายวันชัย หงษ์เหิน สามีของนากาญจนาภา และนางเกศินี จิปิภพ มารดาของนางกาญจนาภา

แม้ว่าตามขั้นตอนกฎหมายผู้ถูกกล่าวหาอาจใช้วิธีขอเลื่อนการมารับทราบข้อกล่าวหาได้อีกสัก 1-2 ครั้งไม่เกิน 3 ครั้ง แต่ก็ต้องมีเหตุผลที่รับฟังได้ เพราะหากฟังไม่ขึ้น ก็เข้าข่ายเจตนาบ่ายเบี่ยงบิดพลิ้ว หรือหากไม่มารับทราบข้อหา ก็อาจจะเจอหมายจับต่อไปก็ได้

อย่างไรก็ดี ตามขั้นตอนทางกฎหมายหลังจากนั้นก็ยังขึ้นอยู่กับว่า ในที่สุดแล้วอัยการจะสั่งฟ้องหรือไม่ อาจไม่ฟ้อง หรือสอบเพิ่มเติมหรือสั่งฟ้อง ซึ่งหากสั่งฟ้อง พานทองแท้ ชินวัตร ก็ยังสามารถต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่ ตั้งแต่ศาลชั้นต้นไปจนถึงศาลฎีกา ซึ่งทางเจ้าหน้าที่อัยการรายนี้จึงเรียกร้องให้ เขาสู่กระบวนการยุติธรรม เพื่อพิสูจน์ว่ามีความผิดหรือไม่

อย่างไรก็ดี เมื่อมีการส่งหมายเรียกให้มารับทราบข้อกล่าวหาในวันที่ 24 ตุลาคม และต้องใช้เวลาอีกนาน อาจจะนับปีแต่มันก็ถือว่า "เริ่มเดิน" แล้ว และสำหรับ พานทองแท้ ชินวัตร ก็ต้องบอกว่านับถอยหลัง "เสี่ยงคุกตะราง" ไป อีกคน

แน่นอนว่า ไม่ว่าใครก็ตามเมื่อถูกดำเนินคดีเป็นต้องเครียด ไม่เว้นแม้แต่ พานทองแท้ ชินวัตร แต่ก็ยังโชคดีกว่าอีกหลายคน เพราะยังมีเงินจ้างทนายความมาช่วยเหลือแก้ต่างได้มากมาย โดยก่อนหน้านี้ก็มอบหมายให้ทนายความไปยื่นคำร้องขอความเป็นธรรมจากหลายหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และล่าสุด เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม ก็มอบหมายไปยื่นเรื่องต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อขอระงับการแจ้งข้อกล่าวหาดังกล่าวกับ พานทองแท้ โดยอ้างว่าที่ผ่านมา คดีฟอกเงินตกไปแล้ว เหลือเพียงข้อหารับของโจรเท่านั้น

ขณะเดียวกัน ยังเรียกร้องให้เปลี่ยนพนักงานสอบสวน โดยให้เปลี่ยนไปเป็นการสอบสวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินแทน เนื่องจากเห็นว่าการทำงานของดีเอสไอ ไม่เป็นธรรม

เอาเป็นว่า นี่คือการเคลื่อนไหวของ พานทองแท้ ชินวัตร ที่ใช้เทคนิคทางกฎหมายต่อสู้คดี ซึ่งทำได้อยู่แล้ว ขณะเดียวกันอาจเป็นข้อสังเกตให้เห็นด้วยเช่นกันว่า นี่คือความได้เปรียบของคนมีเงิน หรือ "ลูกคนมีเงิน" ที่สามารถจ้างทนาย ให้ดำเนินการแทน เป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมายให้อย่างดี และยังสามารถ "ยื้อเวลา"ไปได้อีกพักหนึ่ง อย่างไรก็ดีทุกอย่างขึ้นอยู่กับดุลพินิจของพนักงานสอบสวน และสุดท้ายหากไปถึงศาล ก็อยู่ที่ว่าจะตัดสินออกมาอย่างไร

สำหรับที่มาของการดำเนินคดีในข้อหาฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงินในครั้งนี้ เพราะเป็นผลต่อเนื่องมาจากคำพิพากษาความผิดกับอดีตผู้บริหารธนาคารกรุงไทย และศาลสั่งจำคุกไปแล้ว โดยมีการระบุถึงเส้นทางการเงิน มีการจ่ายเช็คให้กับ พานทองแท้ ชินวัตร และคนใกล้ชิดดังกล่าว ซึ่งมีการแกะรอยเส้นทางการเงินปรากฏเป็นหลักฐานเอาไว้

แต่สิ่งที่น่าจับตากันก็คือ คดีนี้จะหมดอายุความภายในกลางปีหน้า จนทำให้หลายฝ่ายมองว่า อาจมีการสร้างเงื่อนไขต่อรองทางการเมืองกันได้เหมือนกัน ระหว่างกลุ่มอำนาจ ในปัจจุบัน คือกลุ่มคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กับ ทักษิณ ชินวัตร โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวที่โฟกัสไปยัง "พี่ใหญ่" พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ว่าจะเป็น"เกม"บางอย่างหรือไม่ เพราะรับรู้กันว่า นอกเหนือจาก ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่เป็นน้องสาวแล้ว พานทองแท้ ชินวัตร ก็ถือว่าเป็น "หัวใจ"ของ ทักษิณ ชินวัตร ดังนั้น เมื่อถูกดำเนินคดี มันก็เหมือนกับการ "ขยี้หัวใจ" ซึ่งยอมไม่ได้ แล้วจะมีปฏิกิริยาตอบโต้กลับมาแบบ "สติแตก" หรือไม่ อย่างไร

ทำให้เป็นที่จับตาว่า จะมีบทสรุปอย่างไร คดีจะสามารถไปถึงศาลก่อนหมดอายุความในกลางปีหน้าหรือไม่ แต่ขณะเดียวกัน ในเมื่อเป็นเป็นความผิดที่เกิดขึ้นจากคำพิพากษา ก็ต้องบังคับให้เดิน หากไม่ดำเนินการมันก็เข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ มีความผิดตามกฎหมายอีก แต่อีกด้านหนึ่งมันก็เหมือนกับ "เข้าทาง" เมื่อลูกเข้าเท้า ก็ต้องเตะไปต่อ ส่วนจะเด้งไปทางไหน หรือจะเตะออกนอกสนามไปเลย ก็น่าจับตา แต่เมื่อคนดูจับจ้องไม่วางตารอบวง มันก็ไม่ง่ายแน่นอน !!.

"ทำให้เป็นที่จับตาว่าจะมีบทสรุปอย่างไร คดีจะสามารถไปถึงศาลก่อนหมดอายุความในกลางปีหน้าหรือไม่แต่ขณะเดียวกันในเมื่อเป็นเป็นความผิดที่เกิดขึ้นจากคำพิพากษาก็ต้องบังคับให้เดิน หากไม่ดำเนินการมันก็เข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่มีความผิดตามกฎหมายอีก แต่อีกด้านหนึ่งมันก็เหมือนกับ "เข้าทาง" เมื่อลูกเข้าเท้าก็ต้องเตะไปต่อ ส่วนจะเด้งไปทางไหนหรือจะเตะออกนอกสนามไปเลยก็น่าจับตา แต่เมื่อคนดูจับจ้องไม่วางตารอบวงมันก็ไม่ง่ายแน่นอน"

คอลัมน์ ส่อง...ตำรวจ: พวกเรียกรับสินบนจงระวัง! - ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2560

สหบาท

ช่วงหลังเห็นหลายหน่วยงานตื่นตัวเรื่องข้าราชการทุจริต คอร์รัปชัน เรียกรับส่วย อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน...

ทำให้รู้สึกดี สังคมไทยของเราเริ่มมีอนาคต?

เพราะการเรียกรับสินบนในวงราชการ เป็นสนิมเนื้อในคอยกัดกินสังคมไทยมานาน ทำให้โดนดูถูกดูแคลน

แต่ช่วงหลังถ้าสังเกตให้ดี จากคนที่เคยก้มหัวยอมศิโรราบกับระบบเฮงซวยเริ่มมีคนลุกขึ้นมาสู้เพื่อผลประโยชน์และความถูกต้องยุติธรรมของตัวเอง

อย่างกรณีลูกจ้าง 3 คนของ อบต.พิมูล อ.ห้วยเม็ก จ.กาฬสินธุ์ ถูกเรียกรับเงินคนละ 1 แสนบาทจาก นายคำเติม นระศรี นายกองค์การบริหารส่วนตำบลพิมูล

เป็นค่าลายเซ็นต่อสัญญาจ้าง!

แทนที่จะยอมจ่ายเงินเพื่อให้ได้มีงานทำต่อ ลูกจ้างทั้ง 3 คน ลุกขึ้นสู้ ด้วยการเข้าร้องทุกข์เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.ประจำจังหวัดกาฬสินธุ์ และตำรวจภูธรภาค 4

วางแผนเอาเงินของกลางถ่ายเอกสารเป็นหลักฐาน นัดหมายให้ นายคำเติม ไปรับเงินที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งใน ต.ห้วยเม็ก เมื่อลูกจ้างทั้ง 3 คนจ่ายเงินเสร็จ ตำรวจแสดงตัวเข้าตรวจค้นจับกุม พบเงินสดใบละ 1,000 บาท ที่ถ่ายเอกสารไว้เป็นหลักฐานรวม 3 แสนบาท ในตัวผู้ต้องหา

ถึงกับอึ้งพูดไม่ออก ขอให้การในชั้นศาล...

หรืออีกคดีที่ผู้รับเหมาก่อสร้างคนหนึ่งเข้าร้องเรียนเจ้าหน้าที่ ป.ป.ท.เขต 1 ว่า ถูก นายเอกรินทร์ ฉายศรี อายุ 44 ปี ผอ.กองช่างใน อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา เรียกรับเงินค่าเซ็นรับงานก่อสร้างอาคารอเนกประสงค์เทศบาลตำบลเจ้าเจ็ดหลายครั้ง

ครั้งหลังสุดเรียกรับเงินอีก 5 หมื่นบาท จ่ายไปแล้ว 3 หมื่นบาท เหลืออีก 2 หมื่นบาท ทนไม่ไหวกับการถูกสูบเลือดสูบเนื้อ ตัดสินใจเข้าร้องเรียนเจ้าหน้าที่!

วิธีการแบบเดียวกัน เจ้าหน้าที่ถ่ายเอกสารเงินของกลางไว้เมื่อเหยื่อส่งเงินเข้ากระเป๋า นายเอกรินทร์ เจ้าหน้าที่แสดงตัวจับกุมเจ้าตัวอ้างว่า เงินของกลางไม่ใช่ส่วย แต่เป็นค่าให้คำปรึกษาและช่วยเหลือเรื่องงานล่าช้า!เรื่องราวการดำเนินคดี เจ้าหน้าที่ก็ว่ากันไป แต่สิ่งที่อยากจะชี้ให้เห็นคือ คนไทยตื่นแล้ว...

ต่อไปนี้ใครเรียกรับส่วยพึงสังวรไว้ด้วยว่า อาจต้องกลายเป็นผู้ต้องหาก็เป็นได้?

สกู๊ปพิเศษ: เกษตรฯ มุ่งสร้างความเข้มแข็งสหกรณ์เพิ่มขีดความสามารถธุรกิจ...ขยายเศรษฐกิจสหกรณ์ - สยามรัฐ ฉบับวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2560

1 ตุลาคม ของทุกปี เป็นวันสถาปนากรมส่งเสริมสหกรณ์ ซึ่งในปีนี้ครบรอบ 45 ปี จึงได้มีการจัดงานสัมมนาทางวิชาการเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนา กรมส่งเสริมสหกรณ์ ขึ้น โดยได้รับเกียรติจากนางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงานณ โรงแรมปรินซ์พาเลซ มหานาค กรุงเทพฯ

พร้อมกันนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบนโยบายการขับเคลื่อนโครงการสำคัญ ตามนโยบายรัฐบาล ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ด้านการส่งเสริมและพัฒนาสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรให้เกิดความเข้มแข็งและประสบความสำเร็จ ซึ่งมีคณะผู้บริหารกรมส่งเสริมสหกรณ์ ข้าราชการ ผู้แทนขบวนการสหกรณ์ และกลุ่มเกษตรกร เข้าร่วมรับฟังนโยบาย

สำหรับการจัดสัมมนาในครั้งนี้ นอกจากรับทราบนโยบายแนวทางการปฏิบัติงานในปีงบประมาณ 2561 เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานให้สอดคล้องกับนโยบายแนวทางการปฏิบัติงาน มีความรู้ ความเข้าใจในสถานการณ์ที่กำลังเปลี่ยนแปลงมีการบูรณาการปฏิบัติงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สอดคล้องกับสภาวการณ์ในปัจจุบัน อีกทั้งเพื่อรำลึกถึงวันคล้ายวันสถาปนากรมส่งเสริมสหกรณ์ ครบรอบ45 ปี ในวันที่ 1 ตุลาคม 2560

นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า จากนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ดำเนินงานตามภารกิจหลักในการส่งเสริมและพัฒนาสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรรวมทั้งการขับเคลื่อนโครงการสำคัญ ตามนโยบายรัฐบาลและของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สามารถแนะนำส่งเสริมและพัฒนาสหกรณ์ และกลุ่มสหกรณ์ให้เกิดความเข้มแข็ง ซึ่งการที่จะขับเคลื่อนงานตามนโยบายให้ประสบความสำเร็จกรมส่งเสริมสหกรณ์ต้องดำเนินการตามภารกิจ ปี 2561 ที่ถือเป็นปีแห่งการพัฒนาคน และยกระดับการบริหารจัดการ จะต้องมีการสร้างความเข้มแข็งให้แก่สมาชิก เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการดำเนินธุรกิจ ที่จะนำไปสู่การขยายตัวของระบบเศรษฐกิจของสหกรณ์ โดยสหกรณ์ต้องมีการพัฒนาการบริหารจัดการด้วยระบบธรรมาภิบาล และการกำกับดูแลการตรวจสอบอย่างเข้มแข็งมากขึ้น จึงต้องมีมาตรการที่จะสนับสนุนให้การดำเนินการตามนโยบาย โดยใช้แนวคิดของระบบสหกรณ์มาบริหารจัดการ เพื่อลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และเพิ่มมูลค่าสินค้าอย่างมีประสิทธิผล

ขณะเดียวกัน เป้าหมายที่สำคัญของการพัฒนาสหกรณ์ทุกประเภท คือ

สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรมีความเข้มแข็งอย่างมั่นคง เป็นกลไกและเครื่องมือในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากแบบยั่งยืนตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่จะทำให้เกษตรกร สมาชิกสหกรณ์ และกลุ่มเกษตรกร อยู่ดีกินดี มีความมั่นคงยั่งยืน นำไปสู่การประสานประโยชน์ของนโยบายรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นด้านการเกษตร ด้านการค้า หรือด้านการเข้าถึงบริการทางการเงิน เป็นต้น

ที่ผ่านมา กรมส่งเสริมสหกรณ์ มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนงาน/โครงการสำคัญ โดยให้ความสำคัญกับการจัดทำแผนปฏิบัติงาน ทั้งแผนระดับกระทรวงและระดับจังหวัด ซึ่งจะเป็นกลไกในการทำงานแบบบูรณาการ โดยส่วนราชการทุกระดับจะต้องอำนวยการ ติดตาม กำกับดูแล ให้หน่วยงานระดับพื้นที่ปฏิบัติงานให้เป็นไปตามแผน เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ภายใต้5 มาตรการ คือ 1.สร้างความเข้มแข็งของสมาชิก 2.เพิ่มขีดความสามารถในการดำเนินธุรกิจ 3.พัฒนาการบริหารจัดการและระบบธรรมาภิบาล 4.มาตรการกำกับและตรวจสอบ และ 5.มาตรการสนับสนุน

5 มาตรการดังกล่าว จะช่วยส่งเสริมให้สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรมีบทบาท และเป็นกลไกที่จะขับเคลื่อนโครงการตามนโยบายของรัฐบาล และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้แก่ การส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ การขับเคลื่อนศูนย์เรียนรู้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) การพัฒนาการเกษตรตาม Agri map เกษตรอินทรีย์ ธนาคารสินค้าเกษตร เกษตรทฤษฎีใหม่ เกษตรผสมผสานแผนผลิตข้าวครบวงจร การจัดหาที่ดินทำกิน การจัดการระบบน้ำในไร่นา และโครงการประชารัฐ ซึ่งผลจากการส่งเสริมให้สหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร มีบทบาทในการขับเคลื่อนโครงการต่างๆ นี้ก็จะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพ และมาตรฐานของสินค้า การแปรรูป และการสร้างมูลค่าเพิ่ม ที่จะนำไปสู่ความเข้มแข็งต่อระบบการพัฒนาความเข้มแข็งของสหกรณ์

ทั้งนี้ การจัดงานสัมมนาทางวิชาการ ในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนากรมส่งเสริมสหกรณ์ ครบรอบ 45 ปี ครั้งนี้เป็นการระดมความคิดเห็นในการเร่งแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นของสหกรณ์อย่างจริงจัง เพื่อให้สหกรณ์มีรากฐานที่เข้มแข็ง รวมถึงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ถึงแผนงานและมาตรการที่จะต้องขับเคลื่อนอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลอย่างแท้จริง

คอลัมน์ ต่างประเทศ อินโดจีน: ปมบัญชีร้อนดูแตร์เต - มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2560

สมัยหาเสียงเลือกตั้งเมื่อช่วงต้นปีที่แล้ว โรดริโก ดูแตร์เต หรือโรดี้ ที่ชาวตากาล็อกเรียกกันติดปาก เล่าปูมประวัติของตนเองว่ามาจากครอบครัวยากจน ต้องสร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาและตัวเขาเองก็ใช้ชีวิตอย่างสมถะ

แต่พอมีประเด็นร้อนจี้โรดี้ที่ตอนนี้ได้เป็นประธานาธิบดีฟิลิปปินส์สมใจ ให้เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินของตนเองขึ้นมา โรดี้กลับแจกแจงปากเปล่าว่าเขามีทรัพย์สินที่มาจากการขายที่ดินมรดกของพ่อแม่และมีธุรกิจทำไม้ของครอบครัว

แต่ก็ยังยืนยันว่าเงินออมในบัญชีที่เขาเก็บหอมรอมริบมาทั้งชีวิตนับจากเริ่มต้นทำงานตอนอายุ 27 ปี จนตอนนี้วัยล่วงเข้า 72 ปีแล้ว มีไม่เกิน 40 ล้านเปโซ (ประมาณ 26 ล้านบาท)

ไม่ได้มีเป็นร้อยเป็นพันล้านเปโซอย่างที่มีการกล่าวหา

แถมโรดี้ยังท้าให้ยิงเขาได้เลย หากมีใครพบว่าเขาซุกซ่อนเงินไว้ในบัญชีธนาคารนับร้อยนับพันล้านเปโซอย่างที่ว่า!!

ความร่ำรวยของโรดี้กำลังเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองในฟิลิปปินส์อยู่ในห้วงเวลานี้ หลังจากผู้ตรวจการรัฐสภายื่นคำร้องต่อคณะกรรมการปราบปรามการฟอกเงิน (เอเอ็มแอลซี) ให้เปิดการสอบสวนทางการเงินต่อประธานาธิบดีดูแตร์เต

เนื่องจากผู้ตรวจการรัฐสภาอ้างว่ามีข้อมูลที่กล่าวหาผู้นำฟิลิปปินส์ว่ามีเงินฝากที่ไม่ชอบมาพากลอยู่ในบัญชีธนาคารรวมกันเป็นจำนวนถึง 211 ล้านเปโซ (ราว 138 ล้านบาท)

โดยที่ผู้นำฟิลิปปินส์ยังไม่ยอมแจ้งบัญชีทรัพย์สินที่ถือครอง ตามข้อกำหนดทางกฎหมายที่มีอยู่ด้วย

ข้อมูลข้างต้นที่ผู้ตรวจการรัฐสภากล่าวอ้างว่ามีอยู่ในมือเพื่อขอให้เอเอ็มแอลซีทำการสอบสวนในเรื่องนี้ ถูกระบุว่าได้มาจาก นายอันโตนิโอ ตริลลาเนส วุฒิสมาชิกฝ่ายค้าน คู่ปรับตัวฉกาจของโรดี้

ที่เมื่อเร็วๆ นี้ก็เพิ่งออกโรงกล่าวหา นายเปาโล ดูแตร์เต ลูกชายของโรดี้ที่ขณะนี้ดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองดาเวาว่าพัวพันกับแก๊งค้ายาเสพติด

แต่ในกรณีของโรดี้ นายตริลลาเนสกล่าวหาว่าความร่ำรวยของนายโรดี้อาจมาจากการทุจริต

และเขายังไม่ปฏิบัติตามกฎหมายที่กำหนดให้ต้องเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินต่อเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง

ปลายสัปดาห์ก่อนหลังจากเรื่องนี้เพิ่งถูกเปิดประเด็นขึ้น โรดี้ยังมีท่าทีว่าจะให้ความร่วมมือในการตรวจสอบความโปร่งใสทางการเงินของเขา แต่เมื่อต้นอาทิตย์ที่ผ่านมา โรดี้กลับมามีท่าทีแข็งกร้าว ประกาศลั่นจะไม่ยอมรับอำนาจของผู้ตรวจการรัฐสภาเพื่อให้มีการสอบสวนเรื่องนี้

โรดี้ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมดว่าเป็นเรื่อง "โกหกที่ไร้มูลความจริง"

โรดี้ยังโต้กลับ นางคอนชิตา คาร์ปิโอ โมราเลส ผู้ตรวจการรัฐสภาว่าไม่มีอำนาจที่จะตรวจสอบเขา เพราะเอกสารข้อมูลที่นาง โมราเลสอ้างว่าได้มาจากนายตริลลาเนส เพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบยื่นคำร้องให้เอเอ็มแอลซีเปิดการสอบสวนบัญชีทรัพย์สินของโรดี้นั้นเป็นข้อมูลที่มิชอบด้วยกฎหมาย ไม่สามารถนำมาใช้เป็นหลักฐานในชั้นศาลได้

เหตุผลข้างต้นของโรดี้อ้างข้อกฎหมายว่าด้วยการปกปิดข้อมูลของธนาคารเป็นความลับของฟิลิปปินส์ ที่ให้อำนาจเฉพาะศาลและคณะกรรมการปราบปรามการฟอกเงินเท่านั้นที่สามารถเข้าถึงข้อมูลบัญชีธนาคารเพื่อนำมาใช้ในการสอบสวนคดีอาญาหรือการไต่สวนคดีของศาลยุติธรรมได้

ที่มากไปกว่านั้น โรดี้ยังขู่จะเล่นงานกลับฝ่ายตรงข้าม โดยประกาศที่จะตั้งคณะทำงานขึ้นมา สอบสวนการทุจริตในคณะผู้ตรวจการรัฐสภา ที่จุดเสียงโจมตีจากสมาชิกคองเกรสฟากฝ่ายค้านว่าโรดี้เป็นพวกอาฆาตมาดร้าย

เป็นอีกหนึ่งประเด็นร้อนที่เพิ่มขึ้นมารุมเร้าผู้นำตากาล็อก ที่เจ้าตัวไม่วายโยนกลองว่าเป็นเกมการเมืองที่มุ่งดิสเครดิตตน...