You are here

CG and corruptions News - 6 September 2017

กลต.กล่าวโทษ'วิชัย'IFECต่อปอศ.ทุจริตต่อหน้าที่ - โพสต์ทูเดย์

กกอ.ยันทุจริตมีมูล กมธ.การศึกษาฯออกตัวไม่มีอำนาจเช็กบิล ผู้บริหารม.ราชภัฏฯใช้งบฯไม่โปร่งใส - สยามรัฐ

มท.1ขึงขังสางปมที่ดินวัดลดแรงต้านโอนกรรมสิทธิ์ - ไทยโพสต์

คอลัมน์ ทายท้าวิชามาร: นิรโทษอัลไพน์? - ข่าวหุ้น

ไม้แข็งจัดซื้อจัดจ้างล้างทุจริต สะเทือนลงทุนดัน ศก. - โพสต์ทูเดย์

คอลัมน์ 1 เสียงเพื่อสร้างสรรค์: วันต่อต้านคอร์รัปชัน : 6 ก.ย. 2560 - โพสต์ทูเดย์

คอลัมน์ เส้นใต้บรรทัด: ส่อง 'สมอง' ของโฆษก 'เพื่อไทย'- แนวหน้า

กลต.กล่าวโทษ'วิชัย'IFECต่อปอศ.ทุจริตต่อหน้าที่ - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2560

โพสต์ทูเดย์- ก.ล.ต. กล่าวโทษประธานกรรมการ IFEC กรณีกระทำทุจริตต่อหน้าที่ ห้ามเป็นผู้บริหาร บจ.

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวโทษ นายวิชัย ถาวรวัฒนยงค์ ประธานกรรมการบริษัท อินเตอร์ ฟาร์อีสท์ เอ็นเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น (IFEC) ต่อกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (ปอศ.) กรณีทุจริตโดยแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้เพื่อตนเองหรือบุคคลอื่น

สำหรับการถูกกล่าวโทษทำให้นายวิชัยเข้าข่ายมีลักษณะขาดความน่าไว้วางใจในการเป็นกรรมการและผู้บริหารของบริษัทที่ออกหลักทรัพย์และบริษัทจดทะเบียน (บจ.)

ขณะที่ ก.ล.ต.อยู่ระหว่างการตรวจสอบเรื่องร้องเรียนอื่น เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการและผู้บริหารของ IFEC รวมทั้งอดีตคณะกรรมการและผู้บริหารของ IFEC ว่าเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งหากปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีการกระทำที่ฝ่าฝืนพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯ จะเป็นผลให้บุคคลดังกล่าวอาจถูกดำเนินการตามกฎหมายซึ่งมีทั้งโทษอาญาและมาตรการลงโทษทางแพ่ง

ทั้งนี้ เนื่องมาจากเดือน ธ.ค. 2559 IFEC มีกรรมการบริษัทน้อยกว่าองค์ประชุมที่กฎหมายกำหนด นายวิชัยประธานกรรมการจึงเรียกประชุมผู้ถือหุ้น IFEC เพื่อเลือกตั้งกรรมการทดแทนกรรมการที่ว่าง การประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 2/2560 เมื่อวันที่ 14 ก.พ. 2560 และการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2560 เมื่อวันที่ 2 พ.ค. 2560 นายวิชัยได้ให้ที่ประชุมเลือกตั้งกรรมการบริษัททดแทนตำแหน่งที่ว่างโดยใช้การลงคะแนนเสียงแบบสะสม ทั้งที่รู้ว่าข้อบังคับบริษัทไม่สามารถทำได้

นอกจากนี้ วันที่ 26 มิ.ย. 2560 กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ไม่รับจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการที่ได้มาจากการเลือกตั้งดังกล่าว เนื่องจากไม่เป็นไปตามข้อบังคับของบริษัท และฝ่าฝืนมาตรา 70 แห่งพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535

กกอ.ยันทุจริตมีมูล กมธ.การศึกษาฯออกตัวไม่มีอำนาจเช็กบิล ผู้บริหารม.ราชภัฏฯใช้งบฯไม่โปร่งใส - สยามรัฐ ฉบับวันที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2560

"กกอ." เผย "อดีต ผอ.สถาบันวิจัยมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม" ส่อไม่โปร่งใสจัดงบโครงการวิจัยให้ตนเองกว่า 10 ล้านบาท มีมูล 2 กรณี แต่อำนาจลงโทษอยู่ที่สภามหา'ลัย ด้าน "ปธ.กมธ.การศึกษาฯสนช." แจง กมธ.ไม่มีหน้าที่สอบปมทุจริตงบวิจัย ชี้งานวิจัยเป็นนโยบาย "บิ๊กตู่" ตอบโจทย์ไทยแลนด์ 4.0 ตรงเป้ายุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี นำพา ปท.มั่งคั่งยั่งยืน

จากกรณีเครือข่ายนักศึกษาคณาจารย์ต่อต้านคอร์รัปชัน มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม เปิดเผยกับ "สยามรัฐ" ว่า ขณะนี้ได้รับการร้องเรียนว่ามีการดำเนินการที่ส่อไปในทางไม่โปร่งใส ของอดีตผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา ในการจัดสรรงบประมาณให้โครงการวิจัย ที่ตนเองเป็นหัวหน้าโครงการโครงการละ 2 ล้านบาท 5 โครงการ โครงการละ 5 แสนบาทอีก 1 โครงการรวมกว่า 10 ล้านบาท ซึ่งเป็นการขัดกับระเบียบ ของข้อบังคับมหาวิทยาลัย ที่กำหนดให้ผู้วิจัย 1 คนสามารถเป็นหัวหน้าโครงการวิจัยได้เพียง 1 โครงการ ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุด เมื่อวันที่ 5 ก.ย.60 ดร.สุภัทร จำปาทอง เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) กล่าวว่า ทางมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม ได้สรุปเรื่องการสืบสวนข้อเท็จจริง พบว่าเกือบครึ่งหนึ่งมีปัญหามานานเกินกว่า 6 ปี ทั้งนี้ทางมหาวิทยาลัยฯ ได้ชี้มูลว่ามี 2 กรณีที่ตรวจสอบแล้วมีมูลคือ เรื่องกิจการหอพักนักศึกษาและเรื่องการใช้เงินที่เรียกเก็บจากนักศึกษาที่จะเข้ารับปริญญาบัตรเมื่อปี 2552 ส่วนกรณีอดีตผู้บริหารได้อนุมัติงบฯ พาภรรยาไปทัศนศึกษาต่างประเทศ เป็นเงินเกือบ 5 แสนบาทนั้นทางมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคามได้ชี้แจงว่า ไปในฐานะอาจารย์ประจำหลักสูตรอย่างไรก็ตามเรื่องการสอบสวนและลงโทษนั้น เป็นอำนาจหน้าที่ของสภามหาวิทยาลัยฯ ที่จะดำเนินการ

"ประเด็นอื่นๆ ที่ร้องเรียนนั้นยังไม่ได้ข้อสรุปอยู่ระหว่างการดำเนินการสืบหาข้อเท็จจริง รวมถึงเรื่องของสโมสรนักศึกษา ซึ่งทางมหาวิทยาลัยฯ เพิ่งทราบข่าว ก็จะดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยเร็ว"

ด้าน นายตวง อันทะไชย ประธานคณะกรรมาธิการการศึกษาและกีฬา สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) กล่าวว่า เรื่องนี้ตนไม่มีรายละเอียด ส่วนกรรมาธิการฯจะหยิบยกกรณีดังกล่าวมาพิจารณาหรือไม่นั้น ไม่ใช่หน้าที่ของกรรมาธิการฯ แต่ถ้ามีผู้มาร้องกรรมาธิการฯ ถึงจะสามารถหยิบยกเรื่องนี้มาพิจารณาได้ จากนั้นก็เชิญผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องมาชี้แจงข้อเท็จจริง

เมื่อถามว่า งานวิจัยสามารถทำได้แต่การที่จะทำให้งานวิจัยเกิดประโยชน์และโปร่งใสไม่รั่วไหลต้องทำอย่างไรบ้างนายตวง กล่าวว่า งานวิจัยเป็นนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.ที่ต้องการให้งานวิจัยในอนาคตที่กินได้ เป็นงานวิจัยที่มีชีวิตนายกฯ เน้นไปที่ R@D คืองานวิจัยและพัฒนาเป็นสิ่งที่ต้องทำ ทุกมหาวิทยาลัยต่อไปนี้ในอนาคตถ้าจะทำงานวิจัยต้องตอบโจทย์ ไม่ใช่ตอบโจทย์ผู้วิจัย แต่ต้องตอบโจทย์สังคม ตอบโจทย์ประเทศ ที่จะทำให้ประเทศไทยไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 เช่นจะพัฒนาอะไร เกิดนวัตกรรมอะไร หรือในภาคอีสานนวัตกรรมเกี่ยวกับข้าว จะทำวิจัยให้ข้าวเป็นเครื่องสำอาง หรือทำน้ำมันจากข้าว อย่างนี้ในอนาคตงานวิจัยในลักษณะนี้จำเป็นต้องมีโดยเฉพาะมหาวิทยาลัย รวมทั้งมหาวิทยาลัยราชภัฏด้วยจะต้องทำแบบนี้งบประมาณในการวิจัยต้องทำแบบนี้ เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนประเทศไปสู่นโยบายไทยแลนด์4.0 ของรัฐบาลได้ เวลาที่จะอนุมัติงบประมาณควรจะพิจารณาว่าตอบโจทย์นโยบายประเทศอย่างไร หรือเป้าหมายของประเทศ โดยเฉพาะยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีของรัฐบาล ว่าวิจัยแล้วจะนำประเทศไปสู่ความมั่งคั่ง ยั่งยืนได้อย่างไร

เมื่อถามว่า ใครจะเป็นผู้ตรวจสอบงบวิจัยเหล่านี้ เพราะบางหน่วยงานก็ไปทำแล้วไม่เกิดประโยชน์ นายตวง กล่าวว่า โดยยึดนโยบายรัฐเป็นตัวตั้งว่างานวิจัยเกี่ยวข้องกับไทยแลนด์ 4.0 อย่างไรและนโยบายดังกล่าวนำไปสู่การสร้างประเทศให้แผ่นดินมั่งคั่งยั่งยืนตามยุทธศาสตร์ 20 ปี ได้อย่างไร หากไม่อยากให้เกิดการทุจริต ซึ่งจะกำหนดกรอบการทำวิจัยเลย ไม่ใช่ว่าใครจะทำอะไรก็ได้ และต้องมีกลไกในการกลั่นกรอง ไม่ใช่ใครคิดว่าจะวิจัยเรื่องอะไรก็ทำไม่ได้

เมื่อถามว่า งบงานวิจัยของมหาวิทยาลัยหรือราชภัฏใครจะเป็นผู้ตรวจสอบการใช้งบประมาณดังกล่าว นายตวงกล่าวว่า การของบประมาณมีหลายแห่งทั้ง สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนงานวิจัย (สกว.) หรือหน่วยงานอื่นที่สนับสนุนงานวิจัย ส่วนการตรวจสอบว่าใช้ตรงวัตถุประสงค์หรือไม่เป็นหน้าที่ของเจ้าของเงินที่ให้ไป และกลไกในการตรวจสอบในหน่วยราชการตามปกติมีหน้าที่ตรวจสอบ

มท.1ขึงขังสางปมที่ดินวัดลดแรงต้านโอนกรรมสิทธิ์ - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2560

ไทยโพสต์ * มท.1 เผย "บิ๊กตู่" สั่งตั้ง กก.สางปมอัลไพน์ หวั่นสังคมต้านออก กม. โอนกรรมสิทธิ์ที่ธรณีสงฆ์ ทีมอัยการคดีพิเศษถกเครียด หาช่องอุทธรณ์คดีทัวร์ศูนย์เหรียญ เร่งให้ทันภายใน 30 วัน

เมื่อวันที่ 5 กันยายน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาด ไทย กล่าวก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ได้หารือกับปลัดกระทรวงมหาด ไทย เรื่องดำเนินการยื่นอุทธรณ์คดีที่นาย ยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาการปลัดกระทรวงมหาดไทย ในขณะนั้น มีคำสั่งให้ยกเลิกคำสั่งเพิกถอน โฉนดที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์ของอธิบดีกรมที่ดิน ซึ่งขณะนี้กระทรวงมหาดไทยอยู่ ระหว่างศึกษาคำวินิจฉัยของศาลอย่างละเอียด และจะดำเนินการตามที่กฤษฎีกาให้คำแนะ นำ

ส่วนกรณีร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินธรณีสงฆ์ของวัดธรรมิ การามวรวิหาร จ.ประจวบคีรีขันธ์ ให้แก่ มูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย ในฐานะผู้จัด การมรดกของนางเนื่อม ชำนาญชาติศักดานั้น เป็นหน้าที่ของสำนักงานพระพุทธศาสนา แห่งชาติ (พศ.) ที่จะต้องดำเนินการแต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมน ตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้สั่งการให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อพิจารณาตามลำดับ ซึ่งตามขั้นตอนแล้ว เมื่อร่างกฎหมายเสร็จสิ้นต้องเสนอให้ ครม.พิจารณา ก่อนส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณา

"ส่วนตัวยังไม่ทราบว่าทาง พศ.จะมีแนวทางออกมาอย่างไร แต่เท่าที่ทราบขณะนี้ มีความกังวลเกี่ยวกับผู้ได้รับผลกระทบจากการซื้ออสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่สนามกอล์ฟอัลไพน์ จำนวนกว่า 600 ราย ยอมรับว่ามีความกังวลในการเลือกดำเนินการ เพราะหากออกเป็น พ.ร.บ.แล้ว สังคมก็จะเกิดคำถามว่า เหตุใดถึงไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ดังนั้นจึงเห็นว่าควรให้ทุกอย่างเดินไปตามขั้นตอนของกฎหมาย ส่วนผู้เสียหายสามารถยื่นฟ้องร้องต่อศาลปกครอง ดำเนินการเอาผิดกับผู้ที่กระทำผิดตั้งแต่ต้น" พล.อ.อนุพงษ์ระบุ

พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะเลขาธิการ คสช. กล่าวถึงวันต่อต้านคอร์รัปชัน วันที่ 6 ก.ย.ว่า ในภาพรวม พล.อ.ประยุทธ์ได้เร่งปราบทุจริตในหน่วยงานภาครัฐอยู่แล้ว ถือเป็นนโยบายของรัฐบาลที่มอบหมายทุกหน่วยให้มีการเร่งรัดในเรื่องนี้ พร้อมกับการดำเนินการหากมีการชี้เบาะแสมา ทางหน่วยต้องไปดำเนินการแก้ไข หากเป็นเรื่องใหญ่เข้าสู่ขั้นตอนของศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) ซึ่งกระบวนการที่ผ่านมามีเรื่องร้องเรียนมาพอสมควร ซึ่งได้คุยกับเลขาธิการ ศอตช.ไปเมื่อวันที่ 4 ก.ย.ที่ผ่านมา ได้เร่งรัดในการดำเนินการเพื่อให้ผลการร้องเรียนเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะเป็นงานนโยบายที่นายกรัฐมนตรีสั่งการมา

วันเดียวกัน พ.ต.ท.รวมชัย มานะ พนักงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษ 3 กล่าวถึงการยื่นอุทธรณ์คดีทัวร์ศูนย์เหรียญ หลังศาลอาญามีคำพิพากษายกฟ้องนายธงชัย โรจน์รุ่งรังสี อดีตกรรมการบริษัท ไทยเฮิร์บ จำกัด กับพวกรวม 13 คน ฐานเป็นอั้งยี่, ความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และ พ.ร.บ.นำเที่ยวและมัคคุเทศก์ว่า ขณะนี้คณะทำงานอัยการอยู่ระหว่างพิจารณาเอกสาร หลักฐาน และคำพิพากษาศาลชั้นต้นอย่างละเอียด เพื่อดูว่าจะมีช่องทางในการยื่นอุทธรณ์คดีหรือไม่ ซึ่งเรื่องการยื่นอุทธรณ์คดีเป็นอำนาจหน้าที่ของอัยการในฐานะโจทก์ ทางตำรวจไม่มีอำนาจในตรงนี้ ส่วนเรื่องจะมีการเพิ่มเติมพยานหลักฐานใหม่ในชั้นอุทธรณ์หรือไม่นั้น จะต้องพิจารณาดูรายละเอียดอีกครั้ง ทั้งนี้ หากทีมอัยการมีความเห็นยื่นอุทธรณ์คดีจะเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุดในระยะเวลาไม่เกิน 30 วันตามกฎหมาย

ด้านนายสังศิต พิริยะรังสรรค์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า การที่ศาลยกฟ้องคดีดังกล่าว แสดงให้เห็นของการตั้งข้อหาของตำรวจนั้นมีปัญหา และทำให้ผู้ประกอบธุรกิจได้รับความเดือดร้อน ทั้งกฎหมายอาญาและกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึงการกระทำสองมาตรฐานขององค์กรตำรวจ ที่ใช้อำนาจในการตั้งข้อหาแก่บางบริษัทที่ประกอบธุรกิจทัวร์กับคนจีน ขณะที่บริษัทอื่นๆ ที่ประกอบธุรกิจเช่นเดียวกันกลับไม่ถูกดำเนินคดี ซึ่งในระดับสากลระบุว่าเป็นการคอร์รัปชันรูปแบบหนึ่ง แต่สุดท้ายเรื่องนี้ยังมีองค์กรศาลยุติธรรม ที่ยังเป็นที่พึ่งหวังให้แก่ประชาชนได้

นายสังศิตยังกล่าวถึงกรณีคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจที่ยังหาข้อยุติในการกระจายอำนาจ องค์กรตำรวจไม่ได้ว่า เวลานี้คณะกรรมการปฏิรูปตำรวจควรหยุดพูดได้แล้วว่าจะปฏิรูปตำรวจหรือไม่ แต่ควรจะพูดว่าจะทำอะไรบ้าง หรือมากน้อยเพียงใด ส่วนประเด็นกระจายอำนาจองค์กรตำรวจ เป็นเรื่องที่สากลได้ทำกันหมดแล้ว หากใครไม่ทำจะเกิดความล้าหลัง ตกกระแสโลก และขัดขวางการเกิดประโยชน์ประเทศชาติและความยุติธรรมของประชาชน อีกทั้งหากยังไม่มีการกระจายอำนาจออกไป จะทำให้เกิดปัญหาซ้ำซาก เช่น รีดไถ เก็บส่วย ซื้อขายตำแหน่ง การใช้อำนาจที่เกิดจากการรวมศูนย์อำนาจและใช้ไปอย่างไม่สุจริต ในทางกลับกันหากกระจายอำนาจออกไป ปัญหาดังกล่าวจะมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยลง เพราะตรวจสอบได้ง่ายขึ้น.

คอลัมน์ ทายท้าวิชามาร: นิรโทษอัลไพน์? - ข่าวหุ้น ฉบับวันที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2560

รัฐบาลตกเป็นข่าวจะออกกฎหมาย "นิรโทษอัลไพน์” หลังศาลตัดสินจำคุกยงยุทธ วิชัยดิษฐ อดีตปลัดมหาดไทยไปหมาดๆ ทำให้นักต้านโกงด่ากราด จะอุ้มคนโกงช่วยคนผิดหรือไง

ย้อนดูความเป็นมากันหน่อยไหม ทำไมต้องหาทางออกอย่างนี้

นางเนื่อม ชำนาญชาติศักดา ทำพินัยกรรมยกที่ดินกว่า 700 ไร่ให้วัดธรรมิการามวรวิหาร ตั้งแต่ปี 2514 โดยที่ดินยังใส่ชื่อผู้จัดการมรดก จนปี 2531 วัดจึงทำหนังสือถึงมหาดไทย ขออนุญาตได้มาซึ่งที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 84 เสนาะ เทียนทอง รมช.มหาดไทยขณะนั้นมีคำสั่งไม่อนุญาต วัดจึงเปลี่ยนผู้จัดการมรดกเป็นมูลนิธิมหามกุฎราชวิทยาลัย โอนที่ดินเป็นของมูลนิธิ แล้วขายให้บริษัทอัลไพน์ฯ ซึ่งมีภรรยาและน้องชายเสนาะถือหุ้นใหญ่ ในราคา 142 ล้านบาท เมื่อวันที่ 21 ส.ค. 2533 บริษัทนำที่ดินไปจดจำนอง 220 ล้านบาทในวันเดียวกัน

อันที่จริง วัดก็รับว่าต้องการขายที่เอาเงินไปพัฒนาวัด ที่ทำหนังสือไปก็อยากให้เสนาะมีคำสั่งไม่อนุญาต เพื่อจะได้ขาย แต่ที่มันเป็นเรื่องใหญ่คือ บริษัทของเมียและน้องเสนาะดันซื้อไว้เอง ในราคาสุดคุ้ม

ทศวรรษต่อมา บริษัทสร้างหมู่บ้านและสนามกอล์ฟ ขายต่อให้ผู้อื่น หนึ่งคือหมู่บ้านราชธานี มีผู้ซื้อโดยสุจริตราว 600 คน อีกหนึ่งคือสนามกอล์ฟอัลไพน์ ขายให้ทักษิณ ชินวัตร 500 ล้านในปี 2541 โดยบางคนเชื่อว่า “ซื้อใจ” ดึงเสนาะเป็นขุนพลใหญ่ช่วยไทยรักไทยชนะเลือกตั้งปี 2544

ทันทีที่ไทยรักไทยชนะเลือกตั้ง ข้อมูลอัลไพน์ก็โผล่สะพัด สื่อรุมถล่ม ฝ่ายค้านอภิปรายไม่ไว้วางใจ กฤษฎีกาตีความว่าเป็นที่ธรณีสงฆ์ ถ้าไม่เพิกถอนก็ต้องออกกฎหมายโอนที่ดิน แต่แหม จะออกกฎหมายได้ไง ในเมื่อทักษิณซื้อไปแล้ว แม้โดยนิตินัยเป็นผู้ซื้อโดยสุจริต แต่ถ้ารัฐบาล รัฐสภา ออกกฎหมายโอนที่ดิน ก็จะถูกถล่มไปใหญ่

เมื่ออธิบดีกรมที่ดินวินิจฉัยให้เพิกถอน ยงยุทธ วิชัยดิษฐ ซึ่งขณะนั้นเป็นรองปลัดมหาดไทย จึงรับเผือกเผา วินิจฉัยว่าถ้าเพิกถอนจะทำให้ผู้ซื้อโดยสุจริตเดือดร้อน จน ป.ป.ช.ชี้มูลและศาลตัดสินจำคุก

ว่าตามเนื้อผ้า ปัญหาที่ดินอัลไพน์ต้องแยกสองส่วนคือ การดำเนินคดีอาญาคนทำผิด กับแก้ไขเยียวยาการซื้อขายที่บานปลายมา 27 ปี แต่ข้อแรกก็มีเรื่องตลกคือ “ป๋าเหนาะ” แม้ถูก ป.ป.ช.ชี้มูล แต่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็ยกฟ้องอย่างเซอร์ไพรส์ คดีขาดอายุความ เพราะโจทก์คือ ป.ป.ช.ไม่นำตัวมาส่งศาลตั้งแต่วันที่ 21 ส.ค. 2553

พูดอีกอย่าง ต้นเรื่องคือป๋าเหนาะรอดไป แต่ปลายเรื่องคือยงยุทธติดคุก

ในประเด็นแก้ไขเยียวยา ปัญหาคือถ้าเพิกถอนโฉนดกลับเป็นที่ธรณีสงฆ์ ใครจะรับผิดชอบผู้ซื้อบ้าน 600 ราย ซึ่งคงฟ้องกรมที่ดินอันดับแรก วัด มูลนิธิ เสนาะ คงถูกลากมาอลวน (แต่คงหมดอายุความ) จึงคิดวิธีรวบรัดที่สุดคือออกกฎหมาย “นิรโทษ” การโอนที่ดินให้มูลนิธิ ซึ่งจะรับรองการซื้อขายเปลี่ยนมือต่อมาทั้งหมด

การออกกฎหมาย “นิรโทษ” ไม่ทำให้ยงยุทธหลุดพ้นคดี เพียงแต่สังคมจะเห็นว่ารัฐบาลนี้ก็คิดเหมือนยงยุทธ คือไม่สามารถเพิกถอนกลับไปเป็นที่ธรณีสงฆ์ เพราะมันบานปลายมาไกล

แล้วประเด็นไหนที่คนทำใจยากที่สุด ก็จะทำให้สนามกอล์ฟทักษิณหลุดไปด้วยไง มีคนตั้งมากที่อยากให้ความเป็นธรรมผู้ซื้อบ้าน 600 ราย แต่อยากให้ยึดสนามกอล์ฟคืนวัด

ไม้แข็งจัดซื้อจัดจ้างล้างทุจริต สะเทือนลงทุนดัน ศก. - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2560

เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ซึ่งมีผลบังคับใช้ในวันที่ 23 ส.ค. 2560 ที่ผ่านมา ถือเป็นการปฏิรูปการจัดซื้อของประเทศครั้งใหญ่ เพื่อให้เกิดความโปร่งใส ตรวจสอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นมาตรฐานสากลเป็นที่ยอมรับของนักลงทุนไทยและ ต่างประเทศ

เดิมการจัดซื้อจัดจ้างของประเทศ มีฐานะแค่ประกาศของสำนักนายกรัฐมนตรีเท่านั้น ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหลักการและวิธีการที่เอื้อต่อนักการเมืองและกลุ่มทุนมาตลอด ทำให้การ จัดซื้อจัดจ้างของไทยไม่เป็นที่ยอมรับของนักลงทุนต่างประเทศ เพราะถูกกีดกันการเข้ามาประมูลโครงการต่างๆ เป็นอุปสรรคสำคัญในการพัฒนาประเทศที่ต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศอีกจำนวนมาก และต้องพึ่งเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศสูง

นอกจากนี้ ระบบการ จัดซื้อจัดจ้างแบบเก่ามีช่องโหว่ให้เกิดการทุจริต ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในรัฐบาลชุดนี้ กรณีของการ จัดซื้อจัดจ้างรถเมล์เอ็นจีวีจำนวน 489 คัน วงเงิน 3,389 ล้านบาท ซึ่งมีปัญหาผู้นำเข้าสำแดงนำเข้าเป็นเท็จ จนองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ต้องยกเลิกสัญญา หรือจะเป็นกรณีคดีสินบนบริษัท โรลส์-รอยซ์ ที่จ่ายให้กับ ผู้บริหารบริษัท การบินไทย

และบริษัท ปตท. ในช่วงปี 2534-2548 ล้วนแล้วแต่เป็นช่องโหว่ของการจัดซื้อจัดจ้างแบบเก่า

แม้แต่ ธนาคารโลก ยังออกมาแสดงความพอใจกับการยกระดับชั้นของกฎหมายการจัดซื้อจัดจ้างของไทยจากการประกาศระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นกฎหมาย พ.ร.บ. ทำให้มีความน่าเชื่อถือและเป็นมาตรฐานสากล ซึ่งเป็นข้อเรียกร้องของนักลงทุนต่างชาติมาตลอด เนื่องจากเห็นว่าการจัดซื้อจัดจ้างที่ไทยใช้อยู่ปัจจุบันไม่มีความแน่นอน เพราะเพียงออกเป็นมติ ครม. ก็สามารถเปลี่ยนการจัดซื้อจัดจ้างให้เอื้อประโยชน์กับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งได้แล้ว

ด้าน วิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รมช.คลัง กล่าวว่า กฎหมายใหม่ทั้ง พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ หรือ พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิตใหม่ที่จะเริ่มบังคับใช้วันที่ 16 ก.ย. 2560 และ พ.ร.บ.ศุลกากรใหม่ที่จะมีผลบังคับใช้วันที่ 13 พ.ย. 2560 จะทำให้บรรยากาศการลงทุนของไทยดีขึ้น ซึ่งจะมีผลทำให้การจัดอันดับความยากง่ายการทำธุรกิจของไทยถูกเลื่อนขั้นให้ดีตามไปด้วย ซึ่งตอนนี้เอกชนเริ่มมีการลงทุนเพิ่มขึ้น หลังจากรัฐบาลเป็นตัวนำการลงทุนเร่งลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ รวมถึงการเดินหน้าโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ อีอีซี ซึ่งจะทำให้มีการลงทุนของเอกชนมากขึ้นในอนาคต

นอกจากนี้ พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างใหม่ ยังได้ปรับปรุงในหลายเรื่อง เช่น เรื่องความโปร่งใสมีการเขียนไว้ ในกฎหมายให้การจัดซื้อจัดจ้างของไทย

มีการทำข้อตกลงสัญญาคุณธรรมให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบตั้งแต่การเริ่มต้นจัดซื้อจัดจ้างไปจนถึงการส่งมอบงาน

ขณะเดียวกัน การจัดซื้อจัดจ้าง ในอนาคต จะเน้นเรื่องคุณภาพประสิทธิภาพการใช้งานให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ได้เน้นราคาถูกสุดเหมือนเดิม เนื่องจากการประมูลโดยต้องยึดราคา ต่ำสุดได้ของที่ไม่มีคุณภาพและใช้งานได้ไม่เต็มที่ ทำให้สูญเสียเงินงบประมาณไปยังไม่คุ้มค่าจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างใหม่ ยังมีบทลงโทษผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดที่ทำให้เกิดความเสียหายหรือทุจริต ถึงขั้นจำคุก ซึ่งจะช่วยลดการทุจริตจากการจัดซื้อจัดจ้างได้มาก นอกจากเป็นผลดีกับเศรษฐกิจ ยังเป็นที่ยอมรับของนักลงทุนต่างชาติมากขึ้น ส่งผลให้มี นักลงทุนใหม่ๆ เข้ามาประมูลโครงการภาครัฐจำนวนมาก ส่งผลให้มีตัวเลือกได้มากและราคาประมูลโครงการ จะถูกลง

ทั้งนี้ ตาม พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างฯ กำหนดให้กรมบัญชีกลางเป็นหน่วยงานกลางที่สนับสนุน ดูแล และรับผิดชอบการดำเนินการตาม พ.ร.บ.ฯ รวมทั้งเป็นฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการทั้ง 5 คณะ ซึ่งการดำเนินการตาม พ.ร.บ.ฯ ดังกล่าว จะต้องจัดทำกฎหมายลำดับรอง ซึ่งประกอบด้วย กฎกระทรวง ระเบียบ และประกาศคณะกรรมการฯ รวม 41 ฉบับ โดยจะต้องดำเนินการเป็นกรณีเร่งด่วนให้แล้วเสร็จก่อน พ.ร.บ.ฯ มีผลใช้บังคับในวันที่ 23 ส.ค. 2560

นอกจากนี้ ตาม พ.ร.บ.ฯ ได้กำหนดขอบเขตการบังคับใช้ครอบคลุมหน่วยงานของรัฐทุกแห่ง (ราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ องค์การมหาชน องค์กรอิสระ องค์กรตามรัฐธรรมนูญหน่วยธุรการของศาล มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ หน่วยงานสังกัดรัฐสภาหรือในกำกับของรัฐสภาหน่วยงานอิสระของรัฐ) ซึ่งที่ผ่านมามีการเร่งอบรมทำความเข้าใจกับทุกฝ่าย เพื่อให้ช่วงการเปลี่ยนผ่านไม่มีอุปสรรค ทำให้เกิดการเบิกจ่ายชะงักไม่เป็นผลดีกับเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม การประชุมคณะกรรมการนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ นัดแรกเมื่อปลายเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา โดยมี อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เป็นประธาน พร้อมด้วยผู้แทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญจากสภาวิชาชีพ เช่น สภาวิศวกร สภาสถาปนิก เข้าร่วมประชุม เพื่อติดตามผลการบังคับใช้ พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ ปี 2560 ซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้ไปเมื่อวันที่ 23 ส.ค.ที่ผ่านมา พบว่ารัฐวิสาหกิจ 33 แห่ง มีปัญหาไม่สามารถดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างบางโครงการได้ตาม พ.ร.บ.ฉบับใหม่ โดยเฉพาะการจัดซื้อจัดจ้างแบบ เชิงพาณิชย์

โดยรัฐวิสาหกิจที่มีปัญหาเบิกจ่ายล้วนเป็นรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ เช่น บริษัท ปตท. บริษัท การบินไทย การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าฝ่ายผลิต บริษัท อสมท บริษัท กสท โทรคมนาคม บริษัท ทีโอที ธนาคารกรุงไทย รวมถึงสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐแห่งอื่นๆ ซึ่งมีเม็ดเงินลงทุนจำนวนมาก เมื่อการเบิกจ่ายมีปัญหาย่อมทำให้การขยายตัวของเศรษฐกิจสะดุด โดยเฉพาะในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้

ส่งผลให้กระทรวงการคลังต้องเร่งผ่าทางตันแก้ปัญหาเป็นการเร่งด่วน ให้รัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งไปจัดทำรายละเอียดมาว่ามีรายละเอียดอย่างไร โดยจะมีการตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาพิจารณาโดยตรง ซึ่งแนวทางแก้ไข

ยกเว้นบางกิจกรรมไม่จำเป็นต้องเข้าเกณฑ์ตาม พ.ร.บ.ใหม่นี้ และให้ออกระเบียบขึ้นมาสำหรับใช้กำกับดูแลการจัดซื้อจัดจ้างรายการที่ติดขัดเป็นการเฉพาะ แต่ทั้งหมดต้องอยู่ภายใต้หลักการ โปร่งใสตรวจสอบได้

มีเงื่อนไขการประกวดราคาที่เปิดกว้างเพื่อการแข่งขันที่เป็นธรรม ตามเจตนารมณ์ของกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างใหม่ที่ทำขึ้น

ทั้งหมดแสดงให้เห็นว่า พ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้างฯ แม้ว่าจะมีผลดีกับเศรษฐกิจไทยมากขึ้นในหลายๆ ด้าน แต่ในระยะสั้นหนีไม่พ้นจะส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจไทยเพราะการเบิกจ่ายเกิดการสะดุด โดยเฉพาะการเบิกจ่ายของรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ ซึ่งล่าสุดสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) รายงานว่าการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ ไตรมาส 2 ปี 2560 ขยายตัวสูงถึง 20.5% ต่อปี เป็นการขยายตัวต่อเนื่องจากไตรมาสก่อนหน้าที่ขยายตัว 17% ซึ่งมีส่วนสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 ปี 2560 ขยายตัว 3.7%

อย่างไรก็ตาม สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่แถลงการณ์ขยายตัวทางเศรษฐกิจไตรมาส 2 ขยายตัวได้ 3.7% มาจากปัจจัยบวกหลายด้านทั้งการส่งออก การบริโภค และการลงทุนภาคเอกชน ขยายตัวได้ดี แต่การใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวลดลงเพราะ มีปัญหาเบิกจ่ายล่าช้า

ล่าสุด ยังมีปัญหา พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ เข้ามาเป็นปัญหาเพิ่ม ย่อมทำให้การเร่งเบิกจ่ายของรัฐบาลในครึ่งปีหลังโดยเฉพาะไตรมาสสุดท้ายของปีไม่ได้ง่าย ย่อมส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจไม่มากก็น้อย ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลจะแก้ปัญหาปลดล็อกปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างใหม่ได้รวดเร็วขนาดไหน

คอลัมน์ 1 เสียงเพื่อสร้างสรรค์: วันต่อต้านคอร์รัปชัน : 6 ก.ย. 2560 - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2560

พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์

เขียนเรื่องของการที่ประเทศไทย เข้าเป็นสมาชิกพิธีสารมาดริดไว้ ยังไม่จบดี ตั้งใจจะเขียนต่อในฉบับนี้ แต่มาเห็นกำหนดการเสวนาวิชาการเนื่องในวันต่อต้านคอร์รัปชันปี 2560 คือปีนี้ ซึ่งกำหนดจะจัดขึ้นที่ห้องคอนเวนชันเซ็นเตอร์ บี2 ชั้น 22 โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ ในวันนี้ซึ่งในวันที่ 6 ก.ย.ของทุกปี องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) จะจัดงานกระตุ้นเตือนให้ประชาชนสำนึกถึงความชั่วร้ายของการคอร์รัปชั่น ว่า บ่อนทำลายประเทศ และเศรษฐกิจของประเทศ ตลอดจนปลุกจิตสำนึกให้คนไทยเกลียดและเกรงกลัวการคอร์รัปชั่น โดยจะจัดเป็นงานใหญ่ เช่น มีการเดินต่อต้านการโกง ฯลฯ

ผู้เขียนจึงขอหันมาเขียนเรื่อง เกี่ยวกับการคอร์รัปชั่นก่อน เพื่อให้ทันกับการจัดงานขององค์กรต่อต้านคอร์รัปชันในวันที่ 6 ก.ย.ปีนี้ ถึงแม้ว่า ปีนี้องค์กรจะไม่ได้จัดเป็นงานใหญ่อย่างเช่นทุกปี เนื่องจากประชาชนคนไทยยังอยู่ในภาวะเศร้าโศกเสียใจ ยิ่งใกล้เดือน ต.ค.เข้าไปเท่าไร ก็ยิ่งรู้สึกหดหู่ สะเทือนใจ ไม่มีอารมณ์จะทำเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ฯลฯ การจัดงานจึงเป็นเพียงการเสวนา แต่ก็มีหัวข้อที่น่าสนใจคือ "รัฐบาลใหม่! คอร์รัปชั่นเก่า"

อ่านครั้งแรกคิดว่า รัฐบาลใหม่ คือ รัฐบาลปัจจุบัน โดยเฉพาะท่าน ผู้อ่านหลายท่านที่ได้เคยเห็น รายงานของ IMD (International Institution for Management Development) ที่ประเมินความสามารถในการแข่งขันระหว่างประเทศของสมาชิก 63 ประเทศ แล้วเห็นว่าปัจจัยและข้อมูลหลายๆ เรื่องที่ IMD นำมาวิเคราะห์นั้น มีหนึ่งเรื่องที่ปรากฏในรายงานคือ ประสิทธิภาพของรัฐบาล ถ้าเทียบอันดับที่ IMD จัดให้แล้ว ประสิทธิภาพของรัฐบาลในปี 2017 ดีขึ้นกว่าปี 2016 ถึง 2 อันดับ คือขึ้นจากอันดับ 23 ในปี 2016 มาเป็นอันดับ 20 ในปี 2017 แต่ปัจจัยหรือข้อมูลภายใต้ประสิทธิภาพของรัฐบาลนั้น มีอยู่หนึ่งเรื่องที่ไม่ได้ดีขึ้น นั่นคือ การติดสินบนและการคอร์รัปชั่น กลับตกจากอันดับ 39 ในปี 2016 มาเป็นอันดับ 43 ในปี 2017

หัวข้อที่องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันตั้งไว้ จึงน่าจะเรียกแขกได้ดี อย่างไรก็ตาม เมื่อได้อ่านความเป็นมาและวัตถุประสงค์ของการจัดงานแล้วจึงเข้าใจได้ว่า น่าจะหมายถึงรัฐบาลใหม่ ภายหลังการเลือกตั้ง ซึ่งผู้เขียนขอยกความเป็นมาและวัตถุประสงค์มาใส่ไว้ข้างล่างนี้

"การจัดงานครั้งนี้เพื่อให้สังคมไทยได้ตระหนักรู้ว่า ในอนาคตการที่เราจะมีรัฐบาลที่ดีไม่ทำให้ประชาชนผิดหวัง ไม่โกงกิน ไม่ใช้อำนาจโดยเห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้อง จำเป็นที่คนไทยต้องแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันให้มีการขับเคลื่อนมาตรการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่นที่จำเป็นให้สำเร็จ รวมทั้งแนวทางที่จะทำให้ประชาชนสามารถรู้เท่าทันเพื่อการตัดสินในเรื่องผลประโยชน์ของประเทศชาติร่วมกัน โดยภารกิจเหล่านี้ต้องเข้มข้นและ ต่อเนื่องในทุกๆ รัฐบาล

วัตถุประสงค์1.เพื่อให้ประชาชนได้ตระหนักถึงความสำคัญในการเลือกตั้ง และผลจากการเลือกคนไม่ดีเข้าสภา ซึ่งในที่สุดจะส่งผลต่อเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของประเทศ

2.เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนเกิดความเกลียดชังการทุจริตคอร์รัปชั่น ที่เป็นมหันตภัยร้ายส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง อันอาจนำไปสู่ความล่มสลายของประเทศ

3.เพื่อปลุกเร้าสังคมไทยในทุกภาคส่วนให้ลุกขึ้นมาร่วมกันต่อสู้กับการโกง และต่อต้านคนโกง

4.เพื่อระดมความคิดเห็นถึงยุทธวิธีของแต่ละภาคส่วนในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นทุก รูปแบบและทุกขนาดอย่างยั่งยืน"

เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ข้างต้น องค์กรคงต้องออกมาเคลื่อนไหวอย่างจริงจัง เข้มข้น ฉับไว และต่อเนื่องในปีหน้า ให้ความรู้แก่ประชาชนถึงเล่ห์เหลี่ยมกลโกง รวมถึงตัวอย่างการคอร์รัปชั่นที่ผ่านมา ผลเสียที่จะตกถึงประเทศและประชาชน ที่สำคัญจะต้องรณรงค์ให้การใช้กฎหมาย ซึ่งระยะหลังนี้คาดว่าจะออกมาหลายฉบับ เช่น ที่เรียกกันว่ากฎหมาย 4 ชั่วโคตร ฯลฯ เป็นไปอย่างรอบคอบ บริสุทธิ์ ยุติธรรม ไม่ใช่เป็นไปเพื่อพวกพ้อง หรือการขจัดคู่แข่ง

ที่สำคัญคือต้องปรับมายด์เซตของคนไทยเสียใหม่ ซึ่งผู้เขียนไม่แน่ใจว่าจะทำได้หรือไม่ การที่คนไทยมีวัฒนธรรมมาเป็นร้อยๆ ปี หรือจะเรียกว่าอยู่ในดีเอ็นเอก็ได้ในการเกื้อกูลช่วยเหลือญาติพี่น้องเพื่อนฝูง ความรักพวกพ้อง เขาจะดีเลวอย่างไรไม่รับทราบ ถ้าเขาเป็นเพื่อนพ้องน้องพี่ฉันเขาดีหมด การที่คนไทยไม่แยกดี-เลว ดำ-ขาว แต่บอกว่า บางอย่างสีเทาๆ ก็รับได้

ถ้ายังปรับมายด์เซตของคนไทย ไม่ได้ กฎหมายกี่ฉบับก็ลดการคอร์รัปชั่นให้น้อยลงไม่ได้ ยิ่งมีหลักสูตรสารพัดหลักสูตรที่เปิดกันจนจำไม่ไหว ล้วนเป็นหลักสูตรที่สร้างเครือข่าย ความรู้จัก คุ้นเคย และทำให้เกิดการช่วยเหลือเกื้อกูลกันตามดีเอ็นเอของคนไทย คนที่เรียน ก็เรียนกันแทบจะทุกหลักสูตร เจอกันแล้ว เจอกันอีก มีใครที่จะเข้ามาตรวจสอบ ตัดลด จัดระเบียบหลักสูตรเหล่านี้บ้างไหม สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ท้าทายไม่ใช่เฉพาะองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น แต่รวมถึงรัฐบาลปัจจุบันที่ควรจะต้องดำเนินการให้ได้ก่อนการเลือกตั้ง

คอลัมน์ เส้นใต้บรรทัด: ส่อง 'สมอง' ของโฆษก 'เพื่อไทย'- แนวหน้า ฉบับวันที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2560

จิตกร บุษบา

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาระบุว่า ครบเงื่อนไข ในการยกเลิกหนังสือเดินทางของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ถ้าหากกระทรวง การต่างประเทศไม่ชี้แจง จะตกเป็นจำเลยสังคม ว่า ความจริง เรื่องการยกเลิกหนังสือเดินทางเป็นอำนาจหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งมีระเบียบปฏิบัติเป็นแนวทางในการดำเนินการ อยู่แล้ว เป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการตามกฎหมาย

การที่ฝ่ายการเมืองมาแสดงความเห็นในลักษณะนี้ ควรใช้ความระมัดระวัง เพราะอาจถูกตั้งคำถามได้ว่า ไปเกี่ยวข้องอะไร หรืออาจถูกมองว่า ไปกดดันการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ เคยเป็นนายกรัฐมนตรี น่าจะทราบว่า การดำเนินการใดๆ ต้องยึดหลักความถูกต้องตามกฎหมาย

ส่วนประเด็นที่ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์จะขอลี้ภัยการเมืองนั้น ขนาดตนเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย ยังไม่ทราบเลยว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ อยู่ที่ไหน และยังไม่รู้เลยว่า จะขอลี้ภัยทางการเมืองหรือไม่ พรรคเพื่อไทย ได้ออกแถลงการณ์ไปแล้วว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ น่าจะออกมาชี้แจงในช่วงเวลาที่เหมาะสม ดังนั้น ไม่มีประโยชน์ที่จะไปคาดการณ์ไปในทางหนึ่งทางใด จะสร้างความสับสนและสังคมไม่ได้ประโยชน์ นายอภิสิทธิ์ ควรเลิกยุ่ง เรื่องคนอื่น เอาเวลาไปคิดนโยบายและพัฒนาพรรค เผื่อจะชนะการเลือกตั้ง จะดีกว่าหรือไม่ (ที่มา : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์)นี่ไม่ใช่ครั้งแรก ในการแสดงความ "ตื้นเขินทางปัญญา" และ "แร้นแค้นความสำนึก" ของ นายอนุสรณ์ ผู้เคยออดอ้อนมวลชนคนเสื้อแดงบนเวทีการชุมนุม นปช. จนมาได้ดิบได้ดีเป็นรองโฆษกพรรค

ผมค่อนข้างแปลกใจ ที่พรรคนี้ ทำไมไม่หาคนฉลาดๆ รอบรู้ มีเหตุมีผล และคิดอะไรอย่างมีสามัญสำนึกมาทำหน้าที่โฆษกให้มากขึ้น ชอบเอาคนตะแบงเก่ง และไร้ตรรกะมาทำหน้าที่ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อภาพลักษณ์ขององค์กรเลย

เช่น กรณีนี้ของนายอนุสรณ์

(1) เกิดจากการฟังไม่จบ ดูไม่ครบ ตามมาตรฐานอ่านหนังสือ ไม่เกินปีละ 8 บรรทัด ละกระมัง จึงทำให้นายอนุสรณ์คลาดเคลื่อนใน ข้อเท็จจริง นี่มองในทางดีนะครับ ในทางชั่ว นี่คือนิสัย "บิดเบือน" เพราะ ในความเป็นจริง นายอภิสิทธิ์ตั้งข้อสังเกตว่า กรณีนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หลบหนีการฟังคำพิพากษาศาล (เหมือนพี่ชายของเธอ นายทักษิณ ชินวัตร หนีการฟังคำพิพากษาศาล ในคดีที่ดินรัชดา) แล้วศาลออก หมายจับ ประกอบกับข่าวการหลบหนีออกนอกประเทศไปแล้วนั้น มันเข้า เงื่อนไขตามระเบียบการยกเลิกหนังสือเดินทางได้ ที่เหลือเป็นเรื่องดุลพินิจ ของเจ้าหน้าที่ ว่าจะยกเลิกหรือไม่ยกเลิก เพราะ 1.ยิ่งลักษณ์เป็นบุคคลที่ถูกออกหมายจับ 2.ยิ่งลักษณ์มีคำสั่งระหว่างการขอประกันตัวจากศาล ว่า ห้ามเดินทางออกนอกประเทศ บัดนี้ 2 องค์ประกอบนั้นครบ ระเบียบ กำหนดว่าเข้าข่ายเพิกถอนหนังสือเดินทางได้ เพียงแต่ว่า เจ้าหน้าที่จะใช้ ดุลพินิจอย่างไรเท่านั้นเอง ซึ่งนายอภิสิทธิ์ก็มิได้ก้าวก่าย แต่แสดงความ กังวลว่า มีบางบุคคลในรัฐบาลปัจจุบัน ไม่อธิบายข้อบัญญัติในระเบียบให้ ชัดว่า มีอยู่ และเข้าองค์ประกอบแล้ว ซึ่งทำให้ประชาชนเข้าใจคลาดเคลื่อน ไปจากความเป็นจริง ซึ่งนายอภิสิทธิ์เสนอว่า ควรอธิบายเสียให้ชัดว่า ระเบียบมีอย่างนี้ แต่ด้วยดุลพินิจ จึงยังไม่ออกเพิกถอนหนังสือเดินทาง คนก็จะได้แยกออกว่า การจะเพิกถอนหรือไม่เพิกถอน มี 2 ขั้นตอน คือเป็นไปตามระเบียบหรือไม่ และใช้ดุลพินิจกันอย่างไร ก็เท่านั้นเอง

(2) หากจะเข้าข่าย "กดดัน" ตามที่นายอนุสรณ์พยายามจะ ทำให้เป็น ก็ถือเป็นการ "กดดันให้ทำหน้าที่" ไม่เหมือนกรณีนายวัฒนา เมืองสุข" ของพรรคเพื่อไทย ที่ออกมาพูดในทำนองว่า ผู้พิพากษาคดีจำนำข้าวไม่ได้มีแค่ 9 คน แต่ยังมีประชาชนอีกหลายสิบล้านคน กรณีนั้น ทำไมอนุสรณ์ไม่ออกมาตำหนิบ้างล่ะ ว่าอย่า "ข่มขู่" ศาล

(3) ส่วนเรื่องการ "ตกเป็นจำเลย" นั้น หาใช่เรื่องการไม่ เพิกถอนหนังสือเดินทางไม่ แต่เป็นการแสดงความกังวลว่า หากนางสาวยิ่งลักษณ์เดินทางหลบหนีไปต่างประเทศ และดำเนินการขอลี้ภัยในเวลาต่อมา ถ้าฝ่ายรัฐบาลไม่เตรียมการหรือเตรียมคำอธิบาย ว่าคดีนี้เป็นคดีอะไร เป็นคดีการเมืองหรือไม่ ขั้นตอนการดำเนินการเป็นมาอย่างไร ก็อาจตกเป็นจำเลยเสียเอง ในสายตาของนานาประเทศ

โดยการอธิบายนั้น ให้อธิบายตามความเป็นจริงว่า คดีนี้ เริ่มต้นขึ้น ตามกลไกของระบอบประชาธิปไตย คือ พรรคฝ่ายค้านยื่นอภิปรายไม่ไว้ วางใจในสภา และยื่นเรื่องให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบการทุจริต ซึ่งเป็นการกระทำ ที่ผิดกฎหมาย และเป็นกฎหมายที่มีมาก่อนหน้านั้นแล้ว เมื่อ ป.ป.ช. ตรวจสอบ พบว่ามีมูลการทุจริต ทั้งเรื่องจีทูจีและการปล่อยปละละเลยไม่ระงับยับยั้ง โครงการ ทั้งที่มีการแจ้งเตือนแล้วจากหลายหน่วยงาน ป.ป.ช. จึงส่งสำนวน ให้อัยการพิจารณา อัยการเห็นควรส่งฟ้องศาล ศาลรับคดีไว้ มีการไต่สวน นำสืบในศาล ครบถ้วนทุกขั้นตอน นางสาวยิ่งลักษณ์ก็ไปศาลทุกนัดไม่เคยขาด ดังนั้น เรื่องนี้จึงไม่ใช่เรื่องการคุกคามหรือกลั่นแกล้งทางการเมือง เป็นการตรวจสอบเอาผิดตามขั้นตอนปกติของกฎหมายปกติ ไม่เกี่ยวข้อง กับการรัฐประหาร ซึ่งมักจะถูกใช้เป็นข้ออ้างในการลี้ภัย ก็เท่านั้นเอง

(4) เชื่อว่า นายอนุสรณ์น่าจะ "มีการศึกษา" พอที่จะ "ฟังรู้- ดูเป็น-อ่านออก-เขียนได้" แต่การเอาข้อมูลมั่วๆ มาใช้งาน มันสะท้อน ความมักง่าย ไม่มีการตรวจสอบหรือไต่สวนทวนความให้ชัดเจน ไม่ใส่ใจ เหตุผลใดๆ นอกจาก "กูจะโต้วาที" เป็นที่ตั้ง ผลกับตัวนายอนุสรณ์เอง คือ คนจะมองว่าเป็นโฆษกโง่ๆ มักง่าย แต่ผลกระทบทางสังคมสำคัญกว่า คือ นายอนุสรณ์ได้ผลิตความเท็จ การบิดเบือน สู่การรับรู้ของผู้คนหากไปหลงเชื่อคำบิดเบือนชุดนี้ ก็จะเกิดอคติ ความเข้าใจผิด ซึ่งอาจเป็น ไปตามความต้องการของนายอนุสรณ์ก็เป็นได้ จึงอยากฝากไปยังผู้หลักผู้ใหญ่ ของพรรคเพื่อไทยว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่อย่าละเลย อย่าให้คนทั้งหลายมองภาพของพรรคว่า นาย 2 คน เจอคดีแล้วหนีไป ไม่เคารพกฎหมาย ไม่มีความรับผิดชอบต่อบ้านเมือง เอาเปรียบ ปลุกปั่น ทรยศหักหลังคนเสื้อแดงด้วยการออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ให้ นปช. ตายฟรี ตายแทน ยังไม่พอ ยังสะสมโฆษก ที่มีพฤติกรรมเช่นนี้ไว้อีก แล้วมาตรฐานของพรรค จะเป็นอย่างไร ในความรู้สึกของคนทั่วไป ในพรรค ไม่มีใครพอจะพูดความจริง พูดให้ตรงกับข้อเท็จจริง ดูดี มีสมอง ได้มากกว่านี้ อ่านหนังสือ ได้จบได้ครบกว่าคนนี้ แล้วโต้แย้งแบบ "ปัญญาชน" กว่าคนคนนี้แล้วกระนั้นหรือ?

(5) ส่วนเรื่องที่นายอนุสรณ์บอกว่า ยิ่งลักษณ์อยู่ที่ไหนตนยังไม่ ทราบเลยนั้น ก็ไม่นับว่าเป็นเรื่องแปลก เพราะธรรมเนียมปกติ แต่ไหน แต่ไรมา ไม่ว่าในสังคมไทยหรือสังคมไหนๆ คนระดับ "นาย" เขาก็มิได้ แพร่งพรายทุกเรื่องสู่ระดับ "ขี้ข้า" อยู่แล้ว ถูกไหมครับ ข้อนี้ก็ต้องลอง พิจารณาดูฐานะของอนุสรณ์กับยิ่งลักษณ์ซิว่า เข้าข่ายหรือไม่ ยิ่งเรื่องการ "หนีศาล-หนีคดี" แบบ "ผู้ร้ายกลัวคำพิพากษาศาล" เช่นนี้ ใครเขาจะบอก หรือต่อให้นายอนุสรณ์และพรรคเพื่อไทยรู้ นายอนุสรณ์จะบอกไหมว่ารู้?!?

(6) ส่วนประเด็นพรรคเพื่อไทยออกแถลงการณ์ว่า ยิ่งลักษณ์ น่าจะออกมาชี้แจงในช่วงเวลาที่เหมาะสมนั้น ก็ต้องถามว่า "รู้ได้อย่างไร?" บางเรื่องที่ควรรู้ กลับทำเป็นไม่รู้ บางเรื่องที่ไม่ควรรู้ กลับทำ เป็นสู่รู้ ร้อนตัว ออกมาแถลงแทนยิ่งลักษณ์เสียอย่างนั้น ในความถูกต้องแล้ว พรรคเพื่อไทยควรแถลงประณามการไม่เคารพกฎหมาย จากเหตุ ไม่มาฟังคำพิพากษาของศาลมากกว่า ควรตำหนิว่า การหลบหนีไม่ใช่พฤติกรรมของสุจริตชน และพรรคเพื่อไทยขอประกาศว่า มิได้รู้เห็น เกี่ยวข้อง หรือสนับสนุนการหลบหนีดังกล่าวมากกว่า จริงไหม?

(7) ส่วนประเด็นที่ว่า "นายอภิสิทธิ์ ควรเลิกยุ่งเรื่องคนอื่น เอาเวลาไปคิดนโยบายและพัฒนาพรรค เผื่อจะชนะการเลือกตั้งจะดีกว่าหรือไม่" นั่น เป็นวิธีคิดของ "นักธุรกิจการเมือง" เพราะหาก เป็นวิธีคิดของ "คนปกติ" การพูดของนายอภิสิทธิ์คือการรักษาหลักการ ความถูกต้อง อันเป็นหน้าที่พลเมือง นายอภิสิทธิ์คงไม่ได้สนใจว่า "ยิ่งลักษณ์" เป็น "คนอื่น" หรือเป็น "พวกกู" แต่ยิ่งลักษณ์เป็นอดีตนายกรัฐมนตรี เป็นบุคคลสาธารณะ เป็นจำเลยในคดี ที่สร้างความเสียหาย ให้แก่วินัยการเงินการคลังของประเทศ ใช้นโยบายเอาคนจนบังหน้า แล้วเปิดทางให้คนชั่วเข้ามาหาประโยชน์จากเงินงบประมาณ ที่บอกว่าจะเอาไปช่วยชาวนา ซึ่งบัดนี้มาหลบหนีการอ่านคำพิพากษาของศาล มีหมายจับ และอาจหลบหนีออกนอกราชอาณาจักร ซึ่งแปลว่า เข้าข่ายที่จะเพิกถอน หนังสือเดินทางได้ เจ้าหน้าที่ควรอธิบายต่อสังคมว่า ทำไมจึงยังไม่ เพิกถอนหนังสือเดินทางอย่างตรงไปตรงมาก็เท่านั้นเอง

(8) มาตรฐานของการเป็นนักการเมืองและพรรคการเมืองที่ดีนั้น ไม่ใช่มุ่งแต่การ "ชนะการเลือกตั้ง" แต่ต้องมุ่งรักษาความถูกต้อง ความรู้ของประชาชนและประเทศชาติ ไม่อย่างนั้น แพ้การเลือกตั้งก็ไม่ทำอะไรกันเลยสิครับ การชนะการเลือกตั้งจึงไม่ควรเป็น "สำนึกเดียว" ของนักการเมืองและพรรคการเมือง แต่คนจะเป็นนักการเมืองนั้น สำนึกที่สำคัญที่สุด คือ การปกป้องความถูกต้องและรักษาผลประโยชน์ของส่วนรวมเป็นใหญ่ พรรคประชาธิปัตย์เมื่อเป็นฝ่ายค้าน จึงได้ทำหน้าที่ "ตรวจสอบ" ด้วยการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ นำมาสู่การยื่นข้อมูลการทุจริตในโครงการจีทูจีสู่ ป.ป.ช. เมื่อตรวจสอบแล้ว ป.ป.ช.ยังพบว่า ผู้มีหน้าที่กำกับนโยบายให้สุจริตและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อชาวนา ได้ปล่อยปละละเลย เพิกเฉย ไม่กำกับ จนเกิดการทำ "จีทูจีปลอม" ขึ้นมา คนไทยหลอกรัฐไทย ซื้อข้าวถูกๆ จากรัฐบาล มาขายแพงกว่าในตลาดไทย ซ้ำเติมตลาด เอาเปรียบคนอื่น และเผลอๆ วนข้าว เข้าไปในโครงการรับจำนำ ได้กำไรเหนาะๆ ทันที นี่ไงครับ สำนึกของนักการเมืองที่ดี ที่ไม่ต้องรอแค่ "ชนะการเลือกตั้ง"

(9) และหากดู "มาตรฐานความเป็นพรรคการเมือง" ประกอบเข้าไปด้วยนั้น จะพบว่า พรรคประชาธิปัตย์ตั้งมานานกว่า 60 ปี ไม่เคยถูกยุบพรรคเลย แต่พรรคเพื่อไทย ถูกยุบพรรคไป 2 ครั้ง เมื่อครั้งเป็นพรรคไทยรักไทย และพรรคพลังประชาชน เพราะคนระดับรองหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค กระทำการผิดกฎหมาย เพียงเพื่อให้พรรค "ชนะการเลือกตั้ง" โดยไม่สนใจว่า วิธีที่จะชนะนั้น สุจริตหรือไม่ การมุ่งจะชนะการเลือกตั้งจึงไม่ใช่หลักการที่ถูกต้องของนักการเมืองและพรรคการเมืองเลย ยิ่งพรรคที่เคยพยายามโกงโดย "รองหัวหน้าพรรค" ยิ่งย่อมไม่ใช่พรรคที่ควรเผยอหน้าชูคอมาสอนสั่งใคร อย่างไม่รู้อับอายในประวัติและที่มาของพรรคตัวเอง เช่นที่นายอนุสรณ์ทำ

ผมถึงบอกไงครับ ว่าพรรคเพื่อไทย ควรพิจารณาหาใครที่ "สมองสมบูรณ์" กว่าเขา มาทำหน้าที่โฆษกพรรค ไม่ใช่ไปช้อนเอา "นักร้องบนเวทีชุมนุม" อย่างนี้ มาเป็นโฆษก ให้สังคมตีความว่าเป็นการ "ตบรางวัล" กัน จนหา มาตรฐานของความเป็นโฆษกที่ฉลาดแทบไม่ได้!!

พรรค-มีหัวหน้าพรรคอย่างนายทักษิณ ที่ถูกตรวจสอบเอาผิด จนต้องหนีไปอยู่ต่างประเทศคนหนึ่งไม่พอ มามียิ่งลักษณ์ หนีศาลอีกคน แล้วมีโฆษกแบบนี้ คือมาตรฐานของพรรคการเมืองที่ดี ที่ควร ไปสอนหัวหน้าพรรคการเมืองพรรคอื่นเขาได้แล้วหรือครับ ตักน้ำใส่กะโหลก ชะโงกดูเงา แล้วส่งอนุสรณ์ไปตอบ "คนเสื้อแดง" ให้ได้ ว่าทำไมออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมให้คนเสื้อแดงตายแทน ตายเปล่า โดยไม่เอาความ ยุติธรรมมาให้พวกเขา ในเวลาที่เขาหนุนคุณจนมีอำนาจ "ชนะการเลือกตั้ง" ได้แล้ว-จะดีกว่า!!