You are here

CG and corruptions News - 7 August 2017

คอลัมน์ เศรษฐศาสตร์บัณฑิต: สร้างพลังธุรกิจสะอาด ต้านคอร์รัปชัน - กรุงเทพธุรกิจ

คอลัมน์ คิดเป็นเห็นต่าง: กองทุนธรรมาภิบาล ทางเลือกการลงทุนที่ยั่งยืน - โพสต์ทูเดย์

'อนันต์ อัศวโภคิน'แจงดีเอสไอคดีฟอกเงินคลองจั่นยันบริสุทธิ์ - มติชน

'ดีเอสไอ'ตั้งกก.สอบวินัย4จนท.คดีที่ดินพังงาดับ - มติชน

ตั้งสุเทพสอบ3ตร.ซื้อขายเก้าอี้ - โพสต์ทูเดย์

ป.ป.ช.ชี้'อำพล'ผิดวินัยร้ายแรง - มติชน

ป้อมขู่เชือดจนท.ช่วยธัมมชโยรู้ที่ซ่อนชัด- สตช.เร่งตรวจสอบช่องทางหลบหนีไปยุโรป - สยามรัฐ

คอลัมน์ กระจกไร้เงา: กองทุนรวมไร้คอร์รัปชัน - ไทยโพสต์

คอลัมน์ จุดนัดพบ: Matrix Board - โพสต์ทูเดย์

คดีพัชรวาทล่องหน รวยผิดปกติ'คอกม้า-รีสอร์ตร้อยล้าน' - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

บทบรรณาธิการ: ปปช.จะรับผิดชอบ ขรก.พ้นมลทินอย่างไร - กรุงเทพธุรกิจ

'บิ๊กตู่' ออกกฎแก้โกง 'เจ็ดชั่วโคตร' ล้างบางใต้โต๊ะสัมปทาน-โครงการรัฐ - ประชาชาติธุรกิจ

กางกฎหมาย 4 ชั่วโคตร ห้ามหากินทรัพย์สินรัฐ - โพสต์ทูเดย์

Bangkok Post: Credibility of NACC at risk -BANGKOK POST

จากทุจริต'จำนำข้าว'ถึงปมร้อน'ประมูลข้าว' - กรุงเทพธุรกิจ

คอลัมน์ เส้นใต้บรรทัด: ดูกันชัดๆ 'ทุจริตปลายน้ำ' จำนำข้าวยุค 'ยิ่งลักษณ์' - แนวหน้า

'ยิ่งลักษณ์'ยากปฏิเสธความรับผิดชอบ - ฐานเศรษฐกิจ

คอลัมน์ Socio Biz: การบริหารกิจการที่ดีกับธุรกิจขนาดเอสเอ็มอี - กรุงเทพธุรกิจ

นิด้าเสวนาปฏิรูปตำรวจ ชง'อัยการ'คุมสอบสวน - มติชน

คอลัมน์ โสภณองค์การณ์: ต้องปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทุกระดับ - ผู้จัดการสุดสัปดาห์ 360 องศา

คอลัมน์ เฉลิมชัย ยอดมาลัย: ภาษีบาปกับการใช้จ่ายที่น่ากังขา - แนวหน้า

คอลัมน์ มองตะเกียบเห็นป่าไผ่: ไต้หวันสกปรก ฮ่องกงคอร์รัปชั่น ตัวอย่างเมือง 'เฮงซวย' - โพสต์ทูเดย์

คอลัมน์ เศรษฐศาสตร์บัณฑิต: สร้างพลังธุรกิจสะอาด ต้านคอร์รัปชัน - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ดร.บัณฑิต นิจถาวร

bandid.econ@gmail.com

อาทิตย์ที่แล้วผมได้รับเชิญจากองค์การสหประชาชาติโดย UNODC หรือสำนักงานยูเอ็นด้าน ยาเสพติดและอาชญากรรม ร่วมกับศูนย์ เพื่อธุรกิจที่มีความรับผิดชอบของประเทศพม่า (Myanmar Center for Responsible Business) เป็นองค์ปาฐกในงานสัมมนา "การสร้างธุรกิจซื่อตรงและรับผิดชอบ" ที่กรุงย่างกุ้ง โดยขอให้ไปพูดเกี่ยวกับบทบาทภาคเอกชนในการต่อต้านการทุจริต จากที่ ผู้จัดพม่าสนใจโครงการแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริต (Private Sector Collective Action Coalition against Corruption : CAC)ที่ทางสถาบันไอโอดีกำลังขับเคลื่อนในนามองค์กรธุรกิจหลักของประเทศ 8 องค์กร

โครงการ CAC ได้ดำเนินการมาแล้วประมาณ 6 ปี และกำลังเป็นที่สนใจของหลายประเทศ เพราะรูปแบบของโครงการเปิดพื้นที่ให้บริษัทเอกชนสามารถร่วมแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชันของประเทศได้ โดยสมัครใจ คือเข้าร่วมประกาศเจตนารมณ์ทำธุรกิจสะอาดที่ปลอดการทุจริตคอร์รัปชันและการให้สินบน หลังเข้าร่วม บริษัทที่เข้าร่วม ต้องออกนโยบายและวางระบบควบคุมภายใน บริษัทเพื่อป้องกันไม่ให้มีการจ่ายสินบนหรือ การทุจริตคอร์รัปชัน และต้องผ่านการสอบทาน จากผู้ตรวจสอบอิสระจากภายนอกว่าบริษัท มีการปฏิบัติจริงตามนโยบายและแนวปฏิบัติ ที่ได้วางไว้และการสอบทานต้องเสร็จภายในเวลา 18 เดือน หลังการเข้าร่วมประกาศเจตนารมณ์ ซึ่งบริษัทที่ผ่านการสอบทานจะได้รับการรับรองจากคณะกรรมการโครงการCAC ว่าเป็นบริษัทที่มีนโยบายและ แนวปฎิบัติในการต่อต้านการทุจริตตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการ CAC กำหนด

รูปแบบการมีส่วนร่วมดังกล่าวทำให้บริษัทเอกชนสามารถช่วยแก้ปัญหาคอร์รัปชันของประเทศได้ โดยการสร้างธุรกิจสะอาดให้เกิดขึ้น เพราะประเทศที่มีปัญหาคอร์รัปชันรุนแรงอย่างประเทศไทย การแก้ปัญหาจะหวังพึ่งภาคราชการและ นักการเมืองคงไม่ได้ ถ้าจะสำเร็จ การ แก้ไขปัญหาต้องมาจากทุกฝ่าย ทั้งนักการเมือง ข้าราชการประจำ บริษัทเอกชน และ ภาคประชาสังคม สำหรับบริษัทเอกชนนั้น มีบทบาทสำคัญมาก เพราะบริษัทอยู่ในสมการ คอร์รัปชันในฐานะผู้ให้หรือผู้จ่ายสินบน เป็นด้านอุปทานของสมการคอร์รัปชัน ดังนั้นถ้าบริษัทเอกชนร่วมกันปฏิเสธไม่จ่ายสินบน คอร์รัปชันก็จะลดลงโดยปริยาย แต่บริษัทเอกชนบริษัทเดียวหรือสองบริษัททำไม่ได้ ต้องมีบริษัทจำนวนมากพร้อมใจกันทำ เป็นแนวร่วมใหญ่ เป็นพลังใหญ่ที่ปฏิเสธการจ่ายสินบนในการทำธุรกิจ พลังดังกล่าวจะทำให้อุปทานคอร์รัปชันลดลงและกดดันให้ผู้รับหรือฝ่ายราชการหรือฝ่ายการเมืองที่ทุจริตต้องเปลี่ยนพฤติกรรม

นอกจากนี้ พลังธุรกิจสะอาดก็สามารถผลักดันให้การทำงานของระบบราชการ ต้องโปร่งใสและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อลดเงื่อนไขของการใช้อำนาจหน้าที่ ทางราชการหาประโยชน์ การผลักดันนี้ทำได้ทั้งการออกกฎหมายใหม่หรือปรับปรุงระบบการทำงานของภาคราชการให้โปร่งใสขึ้น อย่างที่กำลังพยายามทำกันขณะนี้

ความคืบหน้าของโครงการ CAC ถึงขณะนี้ต้องบอกว่าเป็นความสำเร็จของบริษัทเอกชนที่ต้องการสร้างพฤติกรรมใหม่ให้เกิดขึ้นในการทำธุรกิจ คือ ทำธุรกิจที่ปลอดการให้สินบนและคอร์รัปชัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากและท้าทายมากสำหรับสังคมไทยที่ให้สินบนกันจนกลายเป็นวัฒนธรรมธุรกิจและวัฒนธรรมราชการ จนปัญหาทุจริตคอร์รัปชันของประเทศเติบโตติดอันดับโลก และกำลังทำลายเศรษฐกิจและสังคมของประเทศอยู่ขณะนี้

แต่ปัจจุบันก็เริ่มมีความหวังว่า พฤติกรรมลักษณะนี้กำลังเปลี่ยน เพราะคนจำนวนมากรู้ และตระหนักดีว่าประเทศจะแข่งขันไม่ได้และจะอยู่ไม่ได้ ถ้าปัญหาคอร์รัปชันของประเทศไม่มีการแก้ไข และเป็นหน้าที่ของทุกฝ่ายที่ต้องร่วมกันแก้ปัญหา และที่สะท้อนจากโครงการ CAC ก็คือ มีภาคเอกชนที่พร้อมแสดงตนเข้าร่วมแก้ไขปัญหามากขึ้น โดยสมัครเข้าร่วมโครงการ CAC เป็น จำนวนมาก และพร้อมปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ต่างๆของโครงการอย่างแข็งขัน สะท้อนจาก ข้อมูลบริษัทที่เข้าร่วมโครงการขณะนี้

1. จำนวนบริษัทที่เข้าร่วมประกาศเจตนารมณ์กับโครงการ CAC ล่าสุดมี 844 บริษัท เป็นบริษัทจดทะเบียน 405 บริษัท และเป็นบริษัททั่วไป 439 บริษัท

2. บริษัทที่เข้าร่วมมีทั้งบริษัทขนาดเล็ก กลาง และใหญ่ มีทั้งบริษัทในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด และมีทั้งบริษัทคนไทยและต่างชาติ

3. บริษัทจดทะเบียนที่เข้าร่วมโครงการ CAC 405 บริษัท มีมูลค่าตลาดรวมกันมากกว่า 80% ของมูลค่าตลาดของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยทั้งหมด และประมาณว่าบริษัท เหล่านี้มีการจ้างงานมากกว่า 2 ล้านคน 4. มีบริษัทที่เข้าร่วมอย่างน้อย 151 บริษัทที่เข้าร่วมแบบยกหรือกึ่งยกสมาคม คือ สมาคมธนาคารไทย 15 ธนาคารพาณิชย์ไทย เข้าร่วมทุกธนาคาร สมาคมบริษัทหลักทรัพย์ และสมาคมบริษัทจัดการกองทุน เข้าร่วม 53 บริษัท บริษัทประกันชีวิต เข้าร่วม 25 บริษัท บริษัทประกันวินาศภัยเข้าร่วม 51 บริษัท และสมาคมวิจัยการตลาดเข้าร่วม&7บริษัท

5. ในบรรดาบริษัทที่เข้าร่วมมี 232 บริษัท ที่ได้ผ่านการรับรองจากคณะกรรมการ CAC ว่าเป็นบริษัทที่มีนโยบายและแนวปฏิบัติในการต่อต้านการทุจริตตามเกณฑ์ที่คณะกรรมการ CAC กำหนด โดยเป็นบริษัทจดทะเบียน149 บริษัท

6. บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าตลาดสูงสุด 20 อันดับแรกมี 17 บริษัท ที่ได้ประกาศเจตนารมณ์กับโครงการCAC และมี 16 บริษัทที่ผ่านการรับรองจาก คณะกรรมการ CAC

7. ตามเกณฑ์ของคณะกรรมการ CAC บริษัทที่ผ่านการรับรองจะต้องขอรับรองใหม่ทุก 3 ปี เพื่อให้การปฏิบัติตามนโยบายต่อต้านการทุจริตของบริษัทเกิดขึ้นต่อเนื่อง ล่าสุดจาก 232 บริษัทที่ผ่านการรับรอง มี 50 บริษัทที่ผ่านการรับรองเป็นรอบที่ 2 หมายถึงได้ปฏิบัติตามนโยบายธุรกิจสะอาดต่อเนื่องมาแล้วอย่างน้อย 3 ปี

8. ทุกไตรมาสที่คณะกรรมการ CAC พิจารณาให้การรับรอง จะมีบริษัทที่ประกาศเจตนารมณ์ยื่นขอรับรองเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 50 บริษัทต่อไตรมาส

9. มีบริษัทที่ผ่านการรับรองอย่างน้อย 2 บริษัท คือ บริษัท สมบูรณ์ แอ๊ดวานซ์ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน)และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)ที่ได้ขยายผล ธุรกิจสะอาดไปสู่บริษัทในห่วงโซ่การผลิตของตนคือ เชิญชวนให้บริษัทที่อยู่ในห่วงโซ่ การผลิตเข้าร่วมโครงการ CAC เพื่อสร้างวงจรธุรกิจปลอดการทุจริตคอร์รัปชัน ที่ครบถ้วนนำมาสู่การสมัครเข้าร่วมโครงการ CAC ของบริษัทในห่วงโซ่ของ 2 บริษัทนี้ รวมแล้ว 128 บริษัท ตัวเลขเหล่านี้ชี้ให้เห็นถึงโมเมนตัมของโครงการ CAC และพลังของธุรกิจสะอาด ที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทย เป็นตัวอย่างที่หลายประเทศให้ความสนใจ พม่าก็เป็นตัวอย่างล่าสุดที่แสดงความสนใจ นอกจากนี้ก็มี อินโดนีเซีย รัสเซีย บราซิล ที่ได้สอบถามมา และมีประเทศมอริเชียส (Mauritius) ที่ได้นำ ลักษณะของโครงการ CAC ไปประยุกต์ใช้แล้ว ล่าสุด CIPE (Center for International Private Enterprise) ที่เป็นองค์กรสนับสนุนโครงการ CAC ตั้งแต่เริ่มแรก ได้รับ การติดต่อจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (Stanford University)สหรัฐขอนำโครงการ CAC ไปเขียนเป็นกรณีศึกษา หรือ case study ประกอบการเรียนการสอน ในหลักสูตรบริหารธุรกิจและนโยบายสาธารณะ นี่คือความก้าวหน้าของบริษัทเอกชนที่ต้องการสร้างธุรกิจสะอาดต่อต้านการทุจริต โดยมุ่งลดอุปทานคอร์รัปชันและสร้างพฤติกรรมธุรกิจใหม่เพื่อสร้างประเทศให้ปลอดการทุจริต บริษัทที่สนใจเข้าร่วมกับโครงการ CAC สามารถอ่านรายละเอียดได้ที่ www.thai-cac.com และติดต่อโครงการได้ที่คุณกิตติเดช ฉันทังกูล ที่เบอร์โทรศัพท์ 0-2955-1155 เบอร์ต่อ 302

"โครงการ CAC เป็นความสำเร็จของบริษัทเอกชน ที่ต้องการสร้างพฤติกรรมใหม่ให้เกิดขึ้นในการทำธุรกิจ คือ ทำธุรกิจที่ปลอดการให้สินบนและคอร์รัปชัน"

คอลัมน์ คิดเป็นเห็นต่าง: กองทุนธรรมาภิบาล ทางเลือกการลงทุนที่ยั่งยืน - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2560

พิษณุ พรหมจรรยา

ที่ปรึกษาด้านการประชาสัมพันธ์ สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD)phisanu@thai-iod.com

ในช่วงที่ผ่านมาปรากฏข่าวว่าสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้ลงโทษบริษัทจดทะเบียน หรือผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนที่กระทำความผิด ไม่ว่าจะโดยเจตนา หรือว่าประมาทเลินเล่อ อยู่เป็นประจำ ในขณะเดียวกันก็มีผู้ถือหุ้นที่เป็นผู้เสียหายจำนวนมากได้ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อ ก.ล.ต. ให้ช่วยดำเนินการทางแพ่งในกรณีบริษัทที่มีปัญหาการบริหารงาน และบริษัทที่จะขอเข้าฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลางจนเกิดความเสียหายแก่ผู้ถือหุ้น

สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่นี้ ฉายภาพชัดเจนว่าประเด็นเรื่องธรรมาภิบาลของบริษัทจดทะเบียนไทยยังเป็นประเด็นสำคัญที่นักลงทุนจำเป็นต้องให้ความสำคัญ เพราะสามารถสร้างความเสียหายได้อย่างมี นัยสำคัญหากเลือกเข้าไปลงทุนในบริษัทที่มีปัญหาด้านธรรมาภิบาลและบริษัทประสบปัญหาขึ้นมา

แน่นอนว่าสิ่งที่นักลงทุนไม่ว่าจะรายใหญ่รายย่อยต้องการมากที่สุดจากการเข้ามาลงทุนในตลาดทุนก็คือผลตอบแทน แต่ระดับของผลตอบแทนที่นักลงทุนจะได้รับก็ต้องแลกกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว ตามหลักการลงทุนพื้นฐานที่ว่า High Risk, High Return

ถึงแม้การลงทุนจะมีความเสี่ยง แต่ความเสี่ยงของการลงทุนก็ไม่ได้มีแค่ความเสี่ยงทางธุรกิจ (Business Risk) เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังมีความเสี่ยงในมิติอื่นๆ อีก อย่างเช่นความเสี่ยงด้านกฎหมาย (Legal Risk) ความเสี่ยงด้านกฎเกณฑ์ของทางการ (Regulatory Risk) ความเสี่ยงด้านชื่อเสียง (Reputation Risk) ความเสี่ยงด้านการทุจริตคอร์รัปชั่น (Corruption Risk)

หากบริษัทจดทะเบียนบริหารกิจการโดยยึดหลักธรรมาภิบาล มีการวางนโยบายและแนวปฏิบัติที่ชัดเจนเพื่อป้องกันการจ่ายสินบนในทุกรูปแบบอย่างชัดเจนและเป็นระบบ ก็จะช่วยลดความเสี่ยงที่นักลงทุนต้องเผชิญลงไปได้หลายด้าน บริษัทประเภทนี้มักจะให้ความสำคัญกับการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน และคำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม มากกว่าที่จะคำนึงถึงผลตอบแทนของผู้ถือหุ้นเป็นหลัก ซึ่งแนวคิดนี้เป็นแนวโน้มกระแสหลักของโลกที่กำลังทวีความสำคัญกับภาคธุรกิจมากขึ้นเรื่อยๆ คำถามที่น่าสนใจก็คือ นักลงทุนจะรู้ได้อย่างไร หรือจะใช้มาตรฐานอะไรในการชั่งน้ำหนักว่าบริษัทจดทะเบียนแห่งไหนให้ความสำคัญกับการบริหารโดยยึดหลักธรรมาภิบาล หรือมีการดำเนินการอย่างจริงจังในด้านของการต่อต้านคอร์รัปชั่น

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทางสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) ได้เป็นตัวกลางประสานกับบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) 11 แห่ง ประกาศว่าจะทยอยจัดตั้งและออกจำหน่ายกองทุนรวมธรรมาภิบาลไทย ตั้งแต่ปลายเดือน ส.ค.เป็นต้นไป โดย บลจ. 11 แห่ง ประกอบด้วย บลจ.กรุงไทย บลจ.กรุงศรี บลจ.ทหารไทย บลจ.ทาลิส บลจ.ทิสโก้ บลจ.ไทยพาณิชย์ บลจ.บัวหลวง บลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย) บลจ.กสิกรไทย บลจ.เอ็มเอฟซี และ บลจ.บางกอกแคปปิตอล

สำหรับคุณสมบัติของหลักทรัพย์ที่ บลจ. 11 แห่ง จะเลือกลงทุนในกองทุนธรรมาภิบาล มีการกำหนดร่วมกันว่าต้องเป็นบริษัทที่ได้รับการประเมิน CGR Rating โดยสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD) ตั้งแต่ 4 ดาวขึ้นไป และผ่านการรับรองเป็นสมาชิกแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น (CAC) ซึ่งในเบื้องต้นมีหลักทรัพย์ที่ผ่านเกณฑ์ทั้งสองข้อที่ บลจ.สามารถเลือกลงทุนได้ทั้งหมด 123 หุ้น

ถึงแม้ทุกแห่งจะเลือกหุ้นจาก Stock Universe เดียวกัน แต่ บลจ.แต่ละแห่งสามารถที่จะเลือกจัดพอร์ตการลงทุนของตัวเองได้ตามความเหมาะสม โดยการจะเลือกลงทุนในหุ้นตัวไหนบ้าง หรือให้น้ำหนักหุ้นตัวไหนมากน้อยแค่ไหน เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่เหมาะสมถือเป็นศิลปะของ บลจ.แต่ละแห่ง ซึ่งจะเป็นตัววัดฝีมือว่า บลจ.ไหนจะสามารถบริหารพอร์ตให้ได้ผลตอบแทนที่ดีกว่าจากการเลือกลงทุนในหุ้นน้ำดีเหมือนๆ กัน

นอกจากนี้ บลจ.ทั้ง 11 แห่ง ยังตกลงร่วมกันที่จะนำรายได้ 40% ของค่าธรรมเนียมการจัดการกองทุนที่ได้รับไปบริจาคให้กับหน่วยงานที่ส่งเสริมธรรมาภิบาล และหน่วยงานที่ส่งเสริมการต่อต้านคอร์รัปชั่น เพื่อสนับสนุนการสร้างระบบนิเวศของระบบธุรกิจและการลงทุนของไทยที่โปร่งใส ปลอดจากการการทุจริตคอร์รัปชั่นด้วย

จากการศึกษาข้อมูลในอดีตพบว่าเมื่อเกิดปัญหาวิกฤตขึ้นในระบบเศรษฐกิจการเงิน หุ้นส่วนใหญ่ในตลาดมักจะถูกเทขายอย่างระเนระนาดจนราคาหุ้นดิ่งเหว แต่หุ้นของบริษัทที่บริหารอย่างมีธรรมาภิบาลส่วนใหญ่จะมีการปรับตัวได้ดีกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด ซึ่งตอบโจทย์ของนักลงทุนระยะยาวที่ในปัจจุบันให้ความสำคัญกับเรื่องของความยั่งยืนมากขึ้นเรื่อยๆ

อยากเชิญชวนให้นักลงทุนพิจารณาทางเลือกใหม่นี้ ซึ่งนอกจากจะให้ผลตอบแทนที่ยั่งยืนในระยะยาวจากบริษัทที่มีธรรมาภิบาลที่ดีแล้ว ยังเป็นการสร้างมิติการลงทุนแนวใหม่ที่นักลงทุนสามารถร่วมส่งเสริมบริษัทที่รับผิดชอบต่อสังคมด้วย หากกองทุนธรรมาภิบาลได้รับการสนับสนุนที่ดีจากนักลงทุน ก็จะเป็นแรงจูงใจอย่างดีให้บริษัทจดทะเบียน ทำธุรกิจอย่างโปร่งใส มีธรรมาภิบาล และตระหนักในความรับผิดชอบต่อผู้ลงทุนและสังคมมากขึ้นด้วย

'อนันต์ อัศวโภคิน'แจงดีเอสไอคดีฟอกเงินคลองจั่นยันบริสุทธิ์ - มติชน ฉบับวันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2560

เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม นายขจรศักดิ์ พุทธานุภาพ อัยการพิเศษ ฝ่ายสอบสวน 3 สำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยกรณีนายอนันต์ อัศวโภคิน อดีตผู้บริหารเครือแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ทำหนังสือชี้แจงข้อหาร่วมกันฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงิน ที่ได้มาจากการยักยอกทรัพย์สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจัน จำกัด มาให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ว่านายอนันต์ส่งหนังสือคำชี้แจงและเอกสารหลักฐานต่างๆ มาจำนวนมาก รวมทั้งหนังสือคำให้การปฏิเสธ พร้อมกับนำหลักฐานต่างๆ มาแสดงให้พนักงานสอบสวนดู ซึ่งจะตรวจสอบว่าให้การว่าอย่างไร ปฏิเสธแบบไหน โดยหลังจากอ่านเอกสารหลักฐานทั้งหมดแล้ว อาจต้องเรียกนายอนันต์มาให้ปากคำเพิ่มเติม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 3 สิงหาคมที่ผ่านมา นายอนันต์พร้อมทนายความเดินทางมาส่งเอกสารและชี้แจงหลักฐานด้วยตัวเอง พร้อมยืนยันในความบริสุทธิ์ว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับการฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงินตามที่ดีดีเอสไอแจ้งข้อกล่าวหาไปก่อนหน้านี้

ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เมื่อเวลา 11.00 น. กลุ่มสมาชิกสหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่นรวมตัวเรียกร้องให้ดีเอสไอคืนทรัพย์สินที่สหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่น ชนะคดีแพ่ง เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2559 มูลค่าทรัพย์สิน 3,811 ล้านบาท ที่ยังอยู่ในการอายัดของดีเอสไอ คืนให้สหกรณ์ฯ เพื่อให้สหกรณ์ฯนำกลับมาบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่สมาชิก

พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผู้อำนวยการศูนย์บริหารคดีพิเศษ กล่าวว่า วันที่ 17 สิงหาคมนี้ ดีเอสไอจะประชุมหารือกันระหว่างพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ เพื่อตรวจทรัพย์สินที่ดีเอสไอยึดอายัดไว้กว่า 300 รายการ มูลค่า 3,811 ล้านบาท ว่าทรัพย์สินส่วนใดเกี่ยวข้องกับคดีการฟอกเงิน ก่อนจะส่งเรื่องให้ ปปง.ดำเนินการทางกฎหมาย เพื่อจะทำให้ได้ทรัพย์สิน คืนเร็วขึ้น แล้วทาง ปปง.จะนำทรัพย์สินไปขาย ทอดตลาดแล้วนำเงินคืนให้กับทางสหกรณ์ฯต่อไป

'ดีเอสไอ'ตั้งกก.สอบวินัย4จนท.คดีที่ดินพังงาดับ - มติชน ฉบับวันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2560

อธิบดีดีเอสไอเผยตั้งกรรมการสอบวินัย 4 จนท.แล้ว แต่ต้องรอผลคดีอาญา พร้อมให้ความร่วมมือ-อำนวยความสะดวก ตร.หาคนผิด

จากกรณีเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม ศาลมี คำสั่งคดีพลิกศพการเสียชีวิตของนายธวัชชัย อนุกูล อายุ 66 ปี อดีตเจ้าหน้าที่ที่ดิน จ.พังงา ผู้ต้องหาออกเอกสารสิทธิที่ดินทับซ้อนอุทยานแห่งชาติกว่าพันแปลง ที่เสียชีวิตภายในห้องควบคุมกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2559 โดยระบุว่ามีผู้ทำให้เสียชีวิตตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม นายชัยณรงค์ อนุกูล น้องชายนายธวัชชัยกล่าวว่า เป็นหน้าที่ตำรวจในการหาผู้กระทำผิด การชี้แจงของดีเอสไอ เป็นการผลักภาระของตัวเองให้ตำรวจ เพราะการเสียชีวิตของพี่ชาย เสียชีวิตระหว่างถูกคุมตัวในห้องขังดีเอสไอ ดังนั้น จะทำหนังสือยื่นต่อ พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม เพื่อขอให้ดีเอสไอแสดงสปิริตในการสืบสวนสอบสวนร่วมกับตำรวจ โดยจะปรึกษาร่วมกับทนายความว่าจะสามารถเอาผิดดีเอสไอได้มากน้อยเพียงใด

"ศาลอาญาเพิ่งจะมีคำสั่งไปเมื่อวันที่ 4 สิงหาคมที่ผ่านมา คงจะมีขั้นตอนการใช้ระยะเวลาในการส่งสำนวนคำสั่งไต่สวนชันสูตรพลิกศพที่ศาลสั่งให้ส่งคำสั่งดังกล่าวให้อัยการ เพื่อส่งให้พนักงานสอบสวน สน.ทุ่งสองห้อง ตั้งเรื่องสอบสวนหาตัวผู้ที่ทำให้ตายอีกครั้ง ระบบราชการที่จะต้องให้ระยะเวลาบ้าง" นายชัยณรงค์กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ก่อนหน้านี้นอกจากสำนวนไต่สวนชันสูตรพลิกศพที่อัยการยื่นต่อศาลอาญาไปแล้วนั้น ทางพนักงานสอบสวนมีการตั้งสำนวนการสืบหาผู้กระทำผิดไปควบคู่และมีการเรียกพยานไปสอบปากคำบ้างแล้วหรือไม่ นายชัยณรงค์กล่าวว่า ยังไม่มีการเรียกตนไปสอบสวนในสำนวนที่สืบหาผู้ที่กระทำให้ตาย แต่เข้าใจว่าตามขั้นตอนคงจะมีการรอสำนวนไต่สวนชันสูตรพลิกศพก่อนถึงค่อยมีการตั้งสำนวนหาผู้ที่กระทำให้ตาย แต่ไม่ทราบว่าก่อนหน้านี้ทางพนักงานสอบสวนมีการตั้งอีกสำนวนไว้หรือไม่ ต้องลองสอบถามกับทางพนักงานสอบสวนเอง

เมื่อถามว่า ในคดีนี้จะมีการฟ้องร้องเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของดีเอสไอต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) หรือไม่ นายชัยณรงค์กล่าวว่า ขณะนี้ก็มีการพุดคุยกับทางทนายความอยู่ แต่ยังไม่ได้คิดที่จะร้องเรียน ขอให้เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวน สน.ทุ่งสองห้องก่อน ถ้ามีการเข้าข่ายเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ ก็เชื่อว่าจะเป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนที่จะส่งเรื่องต่อให้ ป.ป.ท. หรือ ป.ป.ช.เอง

พ.ต.ท.สุบรรณ์ อธิเศรษฐ์ รองผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลทุ่งสองห้อง เปิดเผยว่า ทันทีที่ได้รับคำสั่งของศาล เจ้าหน้าที่จะเร่งดำเนินการสืบสวนสอบสวนเพื่อหาผู้กระทำผิด โดยจะเรียกประชุมฝ่ายสืบสวนสอบสวนในเร็วๆ นี้ และหากยังไม่สามารถหาข้อเท็จจริงได้ สามารถขอขยายเวลาในการสืบสวนสอบสวนได้ ส่วนนายชัยณรงค์จะแจ้งความดำเนินคดีบุคคลหรือหน่วยงานใดหรือไม่ถือเป็นสิทธิส่วนตัว

ด้าน พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวว่า ในส่วนของคดีอาญา เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ทุ่งสองห้อง จะเป็นผู้รับผิดชอบในคดีดังกล่าวตามขั้นตอนกฎหมาย เพื่อหาว่าบุคคลใดทำให้นายธวัชชัยเสียชีวิต และเกิดจากความประมาทหรือมีเจตนาหรือไม่อย่างไร ทุกอย่างจะอยู่ในสำนวนการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ดีเอสไอคงทำได้เพียงให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในการเรียกตัวเจ้าหน้าที่ดีเอสไอที่อยู่ในวันที่เกิดเหตุ หรือมาตรวจสถานที่ห้องควบคุมอีกครั้ง ทุกอย่างพร้อมอำนวยความสะดวก

พ.ต.อ.ไพสิฐยังกล่าวว่า ในส่วนของดีเอสไอ นั้นได้ตั้งกรรมการสอบสวนวินัยเจ้าหน้าที่ ดีเอสไอแล้ว 4 ราย เป็นคนที่เข้าเวรวันเกิดเหตุ 2 ราย และอยู่ที่ชั้นควบคุม 2 ราย ส่วนพนักงานรักษาความปลอดภัย 1 ราย ดีเอสไอไม่ได้ดำเนินการอย่างไร เพราะไม่ใช่บุคลากร

ของดีเอสไอ แต่ รปภ.รายดังกล่าวก็ยังคงปฏิบัติหน้าที่เดิม ไม่ได้หนีหายไปไหน และพร้อมให้ความร่วมมือเจ้าหน้าที่ตำรวจ สำหรับผลการสอบสวนทางวินัยคงต้องรอในส่วนของคดีอาญาแล้วเสร็จ

"ตอนนี้ดีเอสไอคงพูดอะไรได้ไม่มาก พูดไป จะกลายเป็นว่าแก้ตัว จึงอยากให้รอกระบวนการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้วทุกอย่างจะบ่งชี้ได้ชัดว่าเกิดอะไร เป็นเรื่องธรรมดาที่จะมีคนวิพากษ์วิจารณ์ แต่ทุกอย่างเป็นไปตามข้อเท็จจริง ทุกคนที่อยู่ในวันที่เกิดเหตุก็ไม่ได้หลบหนีไปไหน ยังทำงานตามปกติ" พ.ต.อ.ไพสิฐกล่าว

ตั้งสุเทพสอบ3ตร.ซื้อขายเก้าอี้ - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2560

โพสต์ทูเดย์ - ผบ.ตร.แต่งตั้ง "พล.ต.อ. สุเทพ" คุมสอบ 3 นายตำรวจเอี่ยวซื้อขายตำแหน่งภาค 8 ภายใน 60 วัน

พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เปิดเผยว่า พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้มีคำสั่งตั้ง พล.ต.อ.สุเทพ เดชรักษา รอง ผบ.ตร. เป็นประธานคณะกรรมการชุดสืบสวนข้อเท็จจริงกรณี 3 นายตำรวจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการซื้อขายตำแหน่งของกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 8

พ.ต.อ.กฤษณะ กล่าวอีกว่า คำสั่งดังกล่าวยังมีการแต่งตั้งคณะกรรมการรวมทั้งหมด 6 นาย คาดว่า ในวันที่ 7 ส.ค.จะทราบรายชื่อคณะกรรมการทั้งหมดซึ่งมีแนวทางการทำงาน หาพยานหลักฐาน และสอบปากคำพยานเพิ่มเติม เพื่อพิสูจน์ทราบข้อเท็จจริงและชี้มูลความผิด โดยมีกรอบระยะเวลาให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน แต่หากไม่แล้วเสร็จสามารถขยายเวลาได้ ทั้งนี้ยืนยันว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่นิ่งนอนใจในการแก้ปัญหาดังกล่าว อีกทั้งยังมี ขั้นตอนในการตรวจสอบเพื่อความโปร่งใสและจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ พล.ต.อ. ปัญญา มาเม่น จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะประธานการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการร้องเรียนซื้อขายตำแหน่งในการแต่งตั้งโยกย้ายประจำปี 2559 กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 สรุปผลการทำงานสอบสวนข้อเท็จจริง หลังจากได้มีการสอบปากคำพยานและ ผู้เกี่ยวข้องรวมจำนวน 114 ปาก ทั้งในส่วนผู้ที่ได้รับเลื่อนตำแหน่ง และ ผู้ที่รักษาการในตำแหน่งหรือที่เรียกกันว่าเปิดหลุมกว่า 30 ปาก และผู้ที่ได้รับการสับเปลี่ยนหมุนเวียนในตำแหน่งอื่น รวมทั้งเจ้าหน้าที่ผู้จัดทำบัญชีโยกย้าย

ขณะเดียวกันยังได้ลงความเห็นว่า การร้องเรียนซื้อขายตำแหน่งใน บช.ภ.8 มีมูลความจริง โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของ ผบ.ตร. พร้อมกับเสนอให้มีการตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยกับผู้เกี่ยวข้องเป็นนายตำรวจ 3 นาย ซึ่งในจำนวนนี้มีนายตำรวจระดับสูงรวมอยู่ด้วย

ป.ป.ช.ชี้'อำพล'ผิดวินัยร้ายแรง - มติชน ฉบับวันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2560

เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม แหล่งข่าวจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยว่า สัปดาห์ที่ผ่านมาที่ประชุม ป.ป.ช.ได้พิจารณากรณีนายอำพล วงศ์ศิริ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ถูกกล่าวหาว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งเลขาธิการ ป.ป.ท. แต่งตั้งบุคคลดำรงตำแหน่ง ผอ.สำนักเลขาธิการ และ ผอ.สำนักนโยบายยุทธศาสตร์ สำนักงาน ป.ป.ท. โดยมิชอบ โดยที่ประชุมมีมติว่านายอำพลมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง และให้ส่งรายงานมติดังกล่าวไปให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทราบเพื่อดำเนินการต่อไป

ทั้งนี้ นายอำพลเป็นหนึ่งในผู้ได้รับการ คัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กกต. แต่ กกต. มีมติชะลอการแต่งตั้งนายอำพลไว้ก่อนเพื่อรอผลการไต่สวนของ ป.ป.ช. อย่างไรก็ตาม มติชี้มูลความผิดของ ป.ป.ช.ในกรณีดังกล่าวส่งผลถึงการขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่ง เลขาฯ กกต.

นายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. กล่าวว่า ยังไม่ได้รับรายงานในเรื่องดังกล่าว ต้องรอให้ทาง ป.ป.ช.ส่งหนังสือรายงานมติดังกล่าวมายัง กกต.อย่างเป็นทางการเสียก่อน หากสำนักงาน กกต.ได้รับมติของ ป.ป.ช.ทันก่อนการประชุม กกต.ในสัปดาห์หน้า คาดว่าสำนักงาน กกต.จะนำเข้าที่ประชุม กกต.ได้ในวันที่ 8 สิงหาคมนี้

ป้อมขู่เชือดจนท.ช่วยธัมมชโยรู้ที่ซ่อนชัด-ประสานส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน สตช.เร่งตรวจสอบช่องทางหลบหนีไปยุโรป - สยามรัฐ ฉบับวันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2560

"สตช." ยกการ์ดสูง! ย้ำยังไม่พบข้อมูล "พระธัมมชโย" เผ่นออกนอกผ่านด่านปกติ ก่อนแทงกั๊กอาศัยใช้ช่องทางธรรมชาติพร้อมประสานหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง จัดกำลังอุดรอยรั่วตามชายแดน "บิ๊กป้อม" ฉุนขาดยันเอาผิดตำรวจเอี่ยวช่วยผู้ต้องหาไม่ไว้หน้า รอข้อมูลชัดเจนก่อนประสานส่งผู้ร้ายข้ามแดน ขณะที่ "กลุ่มแปดริ้ว" ยื่น"มส." สอบเจ้าคณะใหญ่หนฯ ฐานละเมิดจริยา ชงตั้ง"เจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา" เหตุขาดคุณสมบัติ-ศรัทธาทรุด-วงการสงฆ์เสียหาย

จากกรณีที่มีกระแสข่าวว่า พระไชยบูลย์ ธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ผู้ต้องหาหลบหนีหมายจับในข้อหาสมคบกันฟอกเงิน ร่วมกันฟอกเงินและรับของโจร คดีทุจริตสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่น ได้ใช้ช่องทางธรรมชาติหลบหนีออกจากประเทศไทยไปอยู่ในประเทศแถบยุโรป โดยมีลูกศิษย์พาหลบหนีออกจากประเทศแต่ไม่ทราบว่าเป็นพื้นที่ใด ตามที่ได้มีการเสนอข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุด เมื่อวันที่ 4 ส.ค.60 พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนะเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) กล่าวว่า หลังจากที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอประสานงานมายังตำรวจ ซึ่งก็ได้มีการตรวจสอบ และยังไม่พบว่าผู้ต้องหาดังกล่าวได้มีการเดินทางหลบหนีออกนอกประเทศทางช่องทางปกติ แต่จะอาศัยช่องทางธรรมชาติหลบหนีหรือไม่นั้น มีทั้งเป็นไปได้และเป็นไปไม่ได้ ซึ่งส่วนตัวยอมรับว่าเป็นห่วงในเรื่องของช่องทางธรรมชาติเหล่านี้ เนื่องจากในช่วงฤดูแล้งน้ำจะแห้งขอด ประชาชนจะสามารถสัญจรข้ามผ่านไปมาทางพรมแดนได้ ดังนั้นจึงได้มีการจัดกำลังเจ้าหน้าที่ลาดตระเวนเพื่อตรวจตราดูแลความเรียบร้อย และอุดรอยรั่ว นอกจากนี้ยังได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวัง และคัดกรองบุคคลตามจุดผ่อนปรน ตามชายแดนทั่วประเทศ

"ขอยืนยันว่า ที่ผ่านมาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไม่ได้นิ่งนอนใจ และให้ความร่วมมือกับทางดีเอสไอมาโดยตลอดแต่หากผู้ต้องหาหลบหนีออกไปจริง เจ้าหน้าที่ตำรวจก็มีเครื่องมือ และบุคลากรที่จะนำตัวผู้ต้องหากลับมาดำเนินคดีในประเทศได้"

ด้าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหมกล่าวว่า ต้องมีการสอบสวนหากพบว่ามีการช่วยเหลือให้ผู้กระทำความผิดหลบหนี ถ้าจริงก็ถือว่าเจ้าหน้าที่รายนั้นมีความผิด ส่วนการประสานตัวส่งผู้ร้ายข้ามแดนนั้น ขณะนี้ข้อมูลยังไม่ชัดเจนต้องรอผลการสอบสวนว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจช่วยจริงหรือไม่ และหนีไปยุโรปจริงหรือไม่ ซึ่งขณะนี้เป็นเพียงข่าวออกมายังไม่มีอะไรที่ชัดเจน

คอลัมน์ กระจกไร้เงา: กองทุนรวมไร้คอร์รัปชัน - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ปฏิญญา สิงห์พิสาร

ปัจจุบันการลงทุนในตลาดหุ้นที่มีความผันผวนสูง จึงทำให้นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ต่ำ หันไปลง ทุนในกองทุนมากขึ้น เพราะมีตัวช่วยบริหาร โดย ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-4 ส.ค.2560 นักลงทุนสถาบันมีสถานะซื้อสุทธิ 49,002.53 ล้านบาท แสดงให้เห็นว่าในภาวะที่ตลาดทุนกำลังไร้ทิศทางที่ชัดเจน ยังมีหนทางลงทุนเพื่อให้เงินงอกเงยขึ้นมาได้

และไม่ใช่แค่สถานะซื้อสะสมเท่านั้นที่มาแรงเป็นอันดับ 1 ของกลุ่มนักลงทุนทั้งหมด แต่ข้อมูลสถิติจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ก็ยังแรงไม่แพ้กัน โดยสิ้นไตรมาส 2/2560 ธุรกิจจัดการลงทุนมีกองทุนรวม 1,375 กอง มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) อยู่ที่ 4.19 ล้านล้านบาท กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์จำนวน 76 กอง NAV อยู่ที่ 372,330 ล้านบาท กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานจำนวน 6 กอง NAV ที่ 244,399 ล้านบาท และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจำนวน 397 กอง NAV อยู่ที่ 1.01 ล้านล้านบาท

ถึงแม้กองทุนจะดูสวยงามในยามนี้ แต่ก็ยังมีข้อติดขัดตรงที่การนำเงินไปลงทุนด้วยการบริหารจัดการของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ที่ต้องเลือกเฟ้นหุ้นที่จะลงทุน เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดแก่นักลงทุนที่ยอมไว้ใจให้ช่วยดูแลจัดการเงินให้ อีกทั้งปัจจุบันข่าวในทางลบของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ออกมาค่อนข้างมาก ในเรื่องของความโปร่งใสในการประกอบกิจการ ทำให้ทางสมาคมบริษัทจัดการลงทุน บลจ. 11 แห่ง ที่มีขนาดกองทุนรวมภายใต้การบริหารกว่า 90% ของทั้งอุตสาหกรรม ร่วมกันจัดตั้งและเปิดจำหน่าย "กองทุนรวมธรรมาภิบาลไทย" ขึ้นมา

โดย นางวรวรรณ ธาราภูมิ ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย และนายกสมาคม บลจ. เปิดเผยว่า บลจ.ทั้ง 11 แห่ง จะทยอยจัดตั้งและเปิดจำหน่ายกองทุนรวมธรรมาภิบาลไทยในช่วงไตรมาส 3 และ 4 ปีนี้เป็นต้นไป ประกอบด้วย บลจ.กรุงไทย, บลจ.กรุงศรี, บลจ.ทหารไทย, บลจ.ทาลิส, บลจ.ทิสโก้, บลจ.ไทยพาณิชย์, บลจ.บัวหลวง, บลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย), บลจ.กสิกรไทย, บลจ.เอ็มเอฟซี และ บลจ.บางกอกแคปปิตอล

สำหรับกองทุนรวมธรรมาภิบาลไทย มีนโยบายลงทุนในตราสารทุนของ บจ.ในตลาดหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ หรือตลาดรองอื่นๆ ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) โดยกองทุนจะลงทุนในบริษัทที่มีการกำกับดูแลกิจการที่ดี โดยพิจารณาจากการจัดอันดับ CG Scoring ที่ได้รับการรับรองเป็นสมาชิกแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน (CAC) ของสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD)

ขณะเดียวกัน ไม่ใช่แค่นักลงทุนเท่านั้นที่จะโล่งใจว่าเงินจะไม่สูญเปล่า แต่ บลจ.ต่างๆ จะนำรายได้ 40% ของค่าธรรมเนียมการจัดการกองทุนที่ได้รับไปบริจาคให้กับหน่วยงานที่ส่งเสริม ธรรมาภิบาล และหน่วยงานที่ส่งเสริมการต่อต้านคอร์รัปชัน โดยมีคณะกรรมการพิจารณาการบริจาคเงินเป็นผู้พิจารณาคัดเลือกโครงการที่เสนอขอรับการสนับสนุนและอนุมัติ รวมถึงติดตามและประเมินผลการนำเงินบริจาคไปใช้โครงการที่สนับสนุนดังกล่าว

ด้าน นายมานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) กล่าวว่า โครงการจัดตั้งกองทุนรวม ธรรมาภิบาลไทยจะเป็นเรื่องที่ดีมากที่ภาคเอกชนร่วมมือกันอย่างจริงจังในการส่งเสริมการต่อต้านการคอร์รัปชันและการสร้างธรรมาภิบาล เนื่องจากที่ผ่านมาได้รับการร้องเรียนว่ามีผู้บริหารของ บจ.หลายแห่งที่เป็นผู้บริหารองค์กร และยังมีส่วนร่วมในการปั่นหุ้นของบริษัทด้วย ส่งผลให้บริษัทไม่สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน ดังนั้นหากโครงการนี้ประสบผลสำเร็จมั่นใจว่าในอนาคตหุ้นปั่นหรือแก๊งปั่นหุ้นก็จะลดน้อยลง ซึ่งจะเป็นผลดีต่อตลาดทุนไทยในภาพรวมด้วย

"กองทุนรวมธรรมาภิบาลจะช่วยให้การบริหารงานของ บจ.ต่างๆ มีความโปร่งใสและบริษัทมีความรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้น, สังคมและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เบื้องต้นแม้จะนำร่องกว่า 100 บริษัทก่อนที่กองทุนสามารถเข้าไปลงทุนได้ แต่ในอนาคตจะทำให้ธุรกิจรายเล็กๆ ต้องปรับตัวตามเพื่อความอยู่รอดของธุรกิจ ซึ่งผลที่ตามมาคือปัญหาเรื่องของการคอร์รัปชันก็จะค่อยๆ ลดลงไป จากปัจจุบันที่มีปัญหาจากความร่วมมือของภาคเอกชนและเจ้าหน้าที่ภาครัฐส่วนหนึ่งที่ต้องการได้งานเร็วจึงต้องให้สินบน"

คำว่าธรรมาภิบาล เมื่อไปอยู่ในส่วนไหนก็ย่อมเป็นเรื่องดีทั้งนั้น ซึ่งจะเรียกความเชื่อมั่นให้กลับมาได้ หลังจากที่นักลงทุนบางคนผิดหวังจากการถือหุ้นรายตัวที่มีผู้บริหารไม่โปร่งใส คิดแต่จะเอาประโยชน์ส่วนตนเองทั้งนั้น จึงเชื่อได้ว่าหากกองทุนรวมธรรมาภิบาลเกิดขึ้นชัดเจนเมื่อไหร่ นักลงทุนจะต้องกำเงินแน่นๆ ร้องเพลงเข้าไปซื้อหน่วยลงทุนอย่างแน่นอน.

คอลัมน์ จุดนัดพบ: Matrix Board - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2560

สิริพร สงบธรรม เลขาธิการ สมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย

การบริหารจัดการ กำหนดทิศทางองค์กร คือ คณะกรรมการบริษัท ความหวังจึงถูกฝากไว้ อย่างเต็มที่ ในขณะเดียวกัน หน้าที่ย่อมมาพร้อมกับความรับผิดชอบ และมีค่าตอบแทนที่สมเหตุสมผล เรื่องนี้มีการถกประเด็นกันมาแล้วนานหลายปีและมีพัฒนาการขึ้นเป็นลำดับ รวมทั้งน่าจะเข้มข้นขึ้นในอนาคตเมื่อโลกใบนี้รู้ข้อมูลถึงกันอย่างรวดเร็วและความลับไม่มีในโลก หรือหากจะเป็นความลับก็จะเป็นไม่นาน เพราะทะลุทะลวงถึงกันเพียงปลายนิ้ว อย่างคณะกรรมการหรือบอร์ดของบรรดารัฐวิสาหกิจที่ถึงยุคที่ ผู้บริหารประเทศ มักจะส่งบุคลากรในกลุ่มนั้นๆ เข้าไปบริหาร หากมองทะลุถึงคุณสมบัติ ประสบการณ์อย่างลึกซึ้ง บนฐานแห่งความเป็นจริง อาจจะมีบุคลากรอีกหลายคนที่เหมาะสมกว่า หรืออาจเป็นคนที่อยู่ในสายงานนั้นๆ แต่ไม่อยู่ในสายสัมพันธ์ของใครๆ ก็ไม่ถูกเรียกใช้ประสบการณ์อันมีค่านั้น น่าเสียดาย กระแสของเรื่องการเลือกบุคลากรเข้าไปดูแลบริหารองค์กรต่างๆ จึงถูกหยิบขึ้นมาพูดคุยกัน ในวงกว้าง ถึงขั้นว่า อยู่ในกระแสการปฏิรูปองค์กร น่าตื่นเต้น หากทำได้จริงตามนั้น

โครงการ "การประเมินคุณภาพการจัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้น" ที่สมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย เป็นผู้ดำเนินการมาตลอด 12 ปีเต็ม ว่า มีพัฒนาการเรื่องนี้-เรื่องความให้ความสำคัญของ "กรรมการ" อย่างไร

ควรมีการเสนอ ชื่อ สกุล ประวัติของผู้ที่จะเสนอแต่งตั้ง ในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น/วิสามัญ เพื่อให้ผู้ถือหุ้นได้พิจารณาและลงมติ มีการแจ้งข้อมูลว่า ผู้ที่เสนอชื่อนั้นดำรงตำแหน่งเป็นผู้บริหาร หรือเป็นกรรมการในกิจการอื่นๆ อีกอยู่หรือไม่ เหตุนี้เคยมีการถกประเด็นว่า อาจเป็นธุรกิจที่เป็นคู่แข่งกัน หากนั่งบริหาร หรือเป็นกรรมการ คาบเกี่ยวกันทั้งสองแห่ง แบบนี้ยุ่งนะ เพราะต่างรู้ข้อมูลซึ่งกันและกัน เป็นอันรู้กันว่าโดยมารยาทไม่ควรนั่งเก้าอี้คู่แข่งขันในเวลาเดียวกัน ตอนนี้มีข้อกำหนดที่เข้มๆ ขึ้นอีกว่า ควรเปิดเผย ทั้งที่เป็นบริษัทจดทะเบียนและนอกตลาดด้วย ยิ่งเป็นบริษัทลูกย่อมต้องตอบคำถามกันได้อีก ควรมีการรับรองจากปากคำของคณะกรรมการสรรหา ว่าเป็นบุคลที่ได้รับการกลั่นกรองแล้วว่ามีคุณสมบัติเหมาะสมกับการประกอบธุรกิจของบริษัท รวมทั้งมีการเปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นนำเสนอรายชื่อบุคคลที่เห็นว่าเหมาะสมเข้ามาได้ และหากไม่มีผู้ถือหุ้นเสนอ ให้ระบุว่าไม่มีรายชื่อที่นำเสนอมา หรือหากมีรายชื่อก็ควรนำมาร่วมพิจารณาด้วย กรณีเสนอแต่งตั้งตำแหน่ง กรรมการอิสระ ควรระบุข้อความให้ผู้ถือหุ้นอุ่นใจว่า ท่านที่ถูกเสนอชื่อท่านนั้นๆ จะสามารถให้ความเห็นได้อย่างเป็นอิสระและเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง-เป็นประโยชน์โดยรวมต่อผู้ถือหุ้น จากสถิติปี 2560 พบว่า มี 128 บริษัท ที่ยังไม่ได้แจ้งกับผู้ถือหุ้น

ในเรื่องนี้การพิจารณาบุคลากรที่เหมาะสม มีการเริ่มให้เกณฑ์สมดุลแห่งมิติของการบริหารงาน เรียกกันว่าเป็นการแสวงหาผู้มีประสบการณ์ในสาขาความรู้วิชาชีพต่างๆ ให้เหมาะสม สอดคล้องกับธุรกิจนั้นๆ หรือ Matrix Board เช่น ผู้มีความรู้ด้านกฏหมาย บัญชี สื่อสารมวลชน ไอที วิชาชีพเฉพาะ ที่ตรงกับสายงานของธุรกิจขององค์กรเทียบเคียงกันว่า คล้ายๆกับการที่ต้องมีบริษัทจัดหาบุคลากร-Headhunter โดยมอบให้เขาไปเป็นแมวมองหาคนที่ใช่ มานำเสนอให้องค์กร เมืองไทยเราน่าจะมีแห่งเดียวที่เป็นแหล่งสะสม ผู้มากความรู้ ความสามารถ คือ สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย-IOD ลองพิจารณากันได้เมื่อผ่านกระบวนการสรรหา ผ่านมติของผู้ถือหุ้น รวมทั้งผ่านการพิจารณา เรื่องค่าตอบแทนแล้ว เมื่อเข้ามาดำรงตำแหน่ง หน้าที่และความรับผิดชอบ จะตามมาทันที

วันนี้ ก.ล.ต.มีเกณฑ์เข้มๆ ในการกำกับดูแล ซึ่งมีให้เราเห็นกันอยู่บ่อยๆ ในระยะหลังๆ ต้องมีการแจ้งจำนวนครั้งของการเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการบริษัท การลงมติ ในวาระสำคัญๆ ของบริษัท ซึ่งต้องมีส่วนในการรับผิดชอบต่อเรื่องนั้นๆ ด้วยการกำหนดการประชุม มักจะกำหนดกันไว้ปีละ 4 ครั้ง หรืออาจจะมากกว่านั้น ตามแต่ข้อกำหนดของแต่ละแห่ง

หัวใจสำคัญของการเป็นผู้กำหนดทิศทางขององค์กร คือ การควรมีการพิจารณาความเสี่ยง บนพื้นฐานข้อมูลตามข้อเท็จจริง มีหลายกรณีที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว พบว่า บางเรื่องบางครั้ง คณะกรรมการอาจได้รับข้อมูลเพียงบางส่วน ซึ่งมักจะเป็นส่วนบวก เป็นข้อดี เมื่อฝ่ายจัดการนำเสนอเรื่องเพื่อพิจารณา ดังนั้น จึงมีข้อแนะนำกันว่า คณะกรรมการควรทำการบ้านและแสวงหาข้อมูลในหลากหลายมิติ และนี่เป็นที่มาของการที่ควรมี Matrix Board เพื่อให้มีการแลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างกันอย่างกว้างขวาง และยึดประโยชน์ของผู้ถือหุ้นเป็นสำคัญ เหมือนเป็นเพียงฝันๆ และพูดกันลมๆ แต่วันนี้เริ่มแล้ว จากแบบประเมินที่หลายท่านอาจมองว่าเป็นเพียงแบบฟอร์มในกระดาษ เพียงเช็กๆ ติ๊กๆ ให้พอผ่านๆ ตามเกณฑ์ของข้อสอบก็พอแล้ว แต่โลกใบนี้ข้อมูลทะลุทะลวงถึงกัน ทำดี ทำด้วยใจที่ตั้งมั่น มองอนาคตที่ยืนยาว จะกลายเป็นธุรกิจที่อยู่ในสายตาของนักลงทุน อย่างกองทุนคนไทยใจดี กองทุนธรรมาภิบาล ที่เลือกลงทุนเฉพาะหุ้นที่ผ่านเกณฑ์การมีศีลธรรมอันดี หรืออาการแอนตี้สินค้าที่ไม่รักษาสิ่งแวดล้อม ยอดขายตกฮวบ อีกหน่อยผู้ถือหุ้นอาจกลายเป็นผู้ทรงพลัง เลือกลงทุนในหุ้นแบบนี้กันบ้าง ตำราเล่มนี้จะขายดีทันที

คดีพัชรวาทล่องหน รวยผิดปกติ'คอกม้า-รีสอร์ตร้อยล้าน' - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ผู้จัดการรายวัน360 - ช็อกหนักคดี "บิ๊กป๊อด" น้อง "บิ๊กป้อม" หายจาก สารบบเว็บ ป.ป.ช. ไปดื้อๆ หลังเจอสื่อตีแผ่คดีส่อร่ำรวยผิดปกติ เป็นเจ้าของคอกม้า - เปิดรีสอร์ตร้อยล้าน อำพรางใช้ชื่อลูกเมียจดทะเบียน ที่รอการตัดสิน ป.ป.ช. อ้างปรับปรุงย้ายข้อมูลคดีจากระบบเก่าไปใหม่ จึงต้องปิดเว็บ คาดเปิดใช้งานได้อีกครั้ง 7 ส.ค.

ผู้จัดการรายวัน360 - วานนี้ (6 ส.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไม่สามารถเข้าไปดูลิงก์เกี่ยวกับคดีของ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สวรรณ อดีตผบ.ตร. น้องชายของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ในกรณีร่ำรวยผิดปกติ ซึ่งมีผู้ยื่นร้องเรียนตั้งแต่ปี 2553 โดยป.ป.ช.ได้รับเรื่อง เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2553 เลขที่รับ 8265 เรื่องร้องเรียนเลขดำที่ 53511417 มีผู้ถูกกล่าวหา 2 คน คือ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และ พล.ต.ท. บุญเรือง ผลพานิชย์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ยศและตำแหน่งขณะนั้น) เป็นผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 มีข้อกล่าวหา 2 ข้อหา คือ 1. ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1,2 มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ โดยร่วมกันเป็นเจ้าของคอกม้า"รุ่งโรจน์ รุ่งพัชร"ตั้งอยู่ที่หุบเขาแก่งคอย มูลค่าร้อยล้านบาท ปรากฏตามข่าวหนังสือพิมพ์ ASTVผู้จัดการ รายวัน ประจำวันที่ 4 ก.ย. 52

2. ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ โดยทำนิติกรรมอำพรางด้วยการ จดทะเบียนจัดตั้ง หจก.สมถวิลรีสอร์ท ซึ่งมีนาง สมถวิล วงษ์สุวรรณ ภรรยา และนางสาวนวพร วงษ์สุวรรณ ลูกสาวของผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 เป็นหุ้นส่วน เพื่อเป็นเจ้าของสมถวิลรีสอร์ท มูลค่ากว่าร้อยล้านบาท ตั้งอยู่ หมู่ที่ 9 ต.บางพลีน้อย อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ ปรากฏตามเว็บไซต์ ASTVผู้จัดการรายวัน วันที่ 31 สิงหาคม 2552, วันที่ 2, 3, 4 กันยายน 2552 และหนังสือพิมพ์ ASTVผู้จัดการรายวัน ประจำวันที่ 1, 2, 3 กันยายน 2552

ขณะเดียวกัน แหล่งข่าวจากสำนักงานป.ป.ช. ได้มีการเปิดเผยข้อมูลกับ สำนักข่าวอิศรา www.isranews.orgว่า ยังไม่ทราบว่ามีการปิดลิงก์ที่ให้ประชาชนทั่วไปตรวจสอบข้อมูลระบบการไต่สวนข้อเท็จจริง และไม่ทราบว่า เกี่ยวข้องกับกรณีการเผยแพร่ข่าว พล.ต.อ.พัชรวาท ที่ถูกป.ป.ช. สอบอยู่หรือไม่ ทั้งนี้ ประสานไปยังศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงาน ป.ป.ช. ซึ่ง รับผิดชอบเรื่องนี้ตั้งแต่เมื่อวันที่ 5 ส.ค. 60 แล้ว

ล่าสุด เมื่อเวลาประมาณ 10.00 น. วานนี้ (6 ส.ค.) แหล่งข่าวกล่าวว่า ช่วงต้นเดือน ส.ค.60 ที่ผ่านมา ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงาน ป.ป.ช. ได้ทำหนังสือเวียนถึงทุกหน่วยงานใน ป.ป.ช. ว่า กำลังอยู่ระหว่างปรับปรุง และย้ายข้อมูลคดีต่างๆ จากระบบเก่าไประบบใหม่ จึงต้องปิดการเข้าถึงหน้าเว็บไซต์ สำนักงาน ป.ป.ช. ตั้งแต่คืนวันที่ 4 ส.ค. 60 และจะเปิดใช้งานได้อีกครั้งในวันที่ 7 ส.ค. 60

ทั้งนี้ สำหรับสถานะของคดี พล.ต.อ. พัชรวาท ดังกล่าว ป.ป.ช.ได้ตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนฯ เมื่อปี 2557 และเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาได้คัดค้าน ต่อมา ป.ป.ช.ได้แจ้งผลการคัดค้านดังกล่าวแก่ผู้ถูกกล่าวหา และคณะอนุกรรมการได้ไต่สวนครั้งแรก เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2557 ต่อมา ในปี 2558 ได้สอบปากคำพยานบุคคล และรวบรวมพยานหลักฐาน กระทั่งต้นปี 2560 ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุ

ล่าสุด ในเดือน พฤษภาคม 2560 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้สรุปข้อเท็จจริง เสนอคณะอนุกรรมการไต่สวนพิจารณาแล้ว หลังจากนั้นคณะอนุกรรมการไต่สวนได้ดำเนินการสอบปากคำพยานบุคคลต่อ

จึงต้องติดตามต่อไปว่า ผลสอบกรณีส่อว่าร่ำรวยผิดปกติของ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ในยุคที่ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ เป็นประธาน ป.ป.ช. จะมีบทสรุปอย่างไร.

บทบรรณาธิการ: ปปช.จะรับผิดชอบ ขรก.พ้นมลทินอย่างไร - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2560

สัปดาห์ที่ผ่านมามีคำพิพากษาให้ข้าราชการระดับสูงพ้นมลทิน 3 ราย จาก 2 คดีความต่างกรรม ต่างวาระ ในคดีแรกมีคำพิพากษาของศาลปกครองกลาง เมื่อวันที่ 1 ส.ค.ที่ผ่านมา ให้เพิกถอนคำสั่งกระทรวงการคลังที่ 658/2551 ลงวันที่ 12 พ.ค.2551 ที่ลงโทษปลดนายศิโรตม์ สวัสดิ์พาณิชย์ อดีตอธิบดีกรมสรรพากร ออกจากราชการ โดยระบุว่า การพิจารณารับโอนหุ้นบริษัทชินคอร์ปอร์เรชั่น จำกัด มหาชน ของ นายบรรณพจน์ ดามาพงษ์ จาก น.ส.ดวงตา วงศ์ภักดี ผู้ถือหุ้นแทน คุณหญิงพจมาน ชินวัตร 4.5 ล้านหุ้น มูลค่า 738 ล้านบาทเมื่อปี 2540 ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้

ศาลเห็นว่านายศิโรตม์ ไม่มีความผิดตามที่ ป.ป.ช.ชี้มูล เนื่องจากการพิจารณาเรื่องยกเว้นภาษีดังกล่าว เป็นไปตามลำดับขั้นตอนของหน่วยงานที่รับผิดชอบ ซึ่งทั้งสำนักตรวจสอบภาษี และสำนักกฎหมาย กรมสรรพากร ต่างเห็นตรงกันว่าเป็นการได้รับโอนจากการให้โดย เสน่หา เนื่องในพิธีหรือตามโอกาสแห่งขนบธรรมเนียมประเพณี และเป็นการได้รับจากการอุปการะโดยหน้าที่ธรรมจรรยา เข้าข่ายได้รับการยกเว้นภาษี อีกทั้งไม่ปรากฏว่าในเวลานั้นกรมสรรพากรมีการกำหนดหลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติเรื่องเงินที่ได้รับจากการอุปการะลักษณะ ดังกล่าวไว้ชัดเจน

ดังนั้นการพิจารณาจึงอยู่ในดุลพินิจของเจ้าหน้าที่และ ผู้มีอำนาจสั่งการ ซึ่งจะพิจารณาเป็นรายกรณี และในกรณีนี้ก็ไม่ปรากฏ ข้อเท็จจริงที่แสดงว่านายบรรณพจน์หรือคุณหญิงพจมาน ให้ผลประโยชน์ตอบแทนแก่นายศิโรตม์ เพื่อให้มีความเห็นเป็นประโยชน์กับบุคคล ทั้งสอง หรือมีพฤติการณ์ที่บ่งชี้ว่านายศิโรตม์มีเจตนาปฏิบัติหรือ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดได้รับประโยชน์ที่มิควรได้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังที่ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด ไปก่อนหน้านี้ จึงมีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งกระทรวงการคลังที่ลงโทษดังกล่าว

ส่วนอีกคดีศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ยกคำฟ้องคดีที่ ป.ป.ช. เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายเผชิญ ขำโพธิ์ อดีต รองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์รักษาราชการแทนอธิบดี เป็นจำเลยที่ 1 และนายสุริยงค์ หุณฑสาร ผู้อำนวยการส่วนจัดและควบคุมรายงานสถานีวิทยุและโทรทัศน์แห่งประเทศไทย รักษาราชการแทนผู้อำนวยการ สถานีวิทยุและโทรทัศน์แห่งประเทศไทย หรือช่อง 11 เป็นจำเลยที่ 2 ระบุว่ามีการคัดเลือกผู้เข้าร่วมผลิตรายการข่าว โดยไม่ได้ปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี และพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับ การเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐ พ.ศ.2542

ขณะที่ศาลได้พิจารณายกฟ้อง โดยระบุว่าการคัดเลือกผู้ร่วม ผลิตรายการไม่ได้มีการจัดซื้อจัดจ้างที่จะต้องปฏิบัติตามระเบียบและกฎหมายที่กล่าวอ้าง โดยเป็นการพิจารณาคัดเลือกจากคุณสมบัติของผู้ขอเข้าร่วมผลิตรายการ ไม่ได้ใช้วิธีการแข่งขันราคาเป็นสำคัญ ดังนั้นการกระทำของจำเลยจึงไม่มีมูลความผิดตามฟ้อง และเป็นเหตุให้ในที่สุดข้าราชการทั้ง 3 คนพ้น"มลทิน" แต่ประเด็นที่น่าเสียใจและน่ากังวลก็คือทั้ง 2 คดีความ กินระยะเวลามาถึง 9 ปี เป็น 9 ปีที่เสียโอกาสในหน้าที่ราชการ เพราะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันทีที่ป.ป.ช.ชี้มูล

นอกจากนี้ก็ยังเสียโอกาสที่จะประกอบอาชีพอื่นเพราะเสมือน มีความผิดติดตัว และยังถูกแสดงความรังเกียจจากคนรอบข้าง ทุกคนประวัติราชการไม่เคยด่างพร้อย บางคนยังเหลืออายุราชการอีกนานจนมองเห็นความก้าวหน้าในอนาคต จริงอยู่ว่าเมื่อมีข้อสงสัยต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ แต่ทำไมต้องใช้เวลายาวนานถึง 9 ปี การใช้เวลามากมายกับสิ่งที่ผู้ถูกกล่าวหาสูญเสียจะถูกชดเชยอย่างไร แม้นายศิโรตน์ จะไม่ขอแสดงความเห็น หรือนายสุริยงค์ จะโพสต์เห็นผ่านเฟซบุค ว่าจะ "ปิดสวิทช์" แต่เรื่องนี้ก็ไม่ควรปล่อยผ่าน น่าจะมีคำตอบสำหรับกรณีต่อๆ ไป ว่าใครจะรับผิดชอบ

'บิ๊กตู่' ออกกฎแก้โกง 'เจ็ดชั่วโคตร' ล้างบางใต้โต๊ะสัมปทาน-โครงการรัฐ - ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2560

9 ปีเต็มกว่ากฎหมาย "เจ็ดชั่วโคตร" ที่ถูกดอง แล้วก็คลอดออกมาในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. โดยใช้เวลาถกเครียดกว่า 2 ชั่วโมง ในที่สุดคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อนกัดฟันอนุมัติ

ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม พ.ศ. ... ออกมาให้ช่วงที่รัฐบาลทหาร-นักเลือกตั้งทุกยุค ถูกวิจารณ์ว่าใช้อำนาจเอื้อประโยชน์"ส่วนตัว-เครือญาติ"

มีหลักการเพื่อ "การบริหารงานของรัฐจะต้องเป็นไปด้วยความโปร่งใส เปิดเผยและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน ต้องให้ประชาชนปราศจากความเคลือบแคลงสงสัยในความซื่อสัตย์สุจริตและความรับผิดชอบของผู้มีหน้าที่ในการบริหารงานของรัฐ"

ความรับผิดของ "เจ้าหน้าที่รัฐ" มีทั้งทางกว้าง-ทางลึก โดยใช้บังคับกับเจ้าหน้าที่ของรัฐใน "หน่วยงานของรัฐ"ตั้งแต่ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน หน่วยงานอื่นใดที่ดำเนินกิจการของรัฐตามกฎหมายและได้รับเงินอุดหนุนหรือเงินหรือทรัพย์สินลงทุนของรัฐ

รวมถึง "ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง" อาทิ นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ส.ส. ส.ว. ข้าราชการการเมือง "คู่สมรส"-"ญาติ" ได้แก่ บุพการี ผู้สืบสันดาน คู่สมรสของบุตร พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน พี่น้องร่วมบิดาหรือมารดาเดียวกัน บุตรบุญธรรม ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเกี่ยวพันโดยทางนิตินัยหรือพฤตินัย

หัวใจของร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวอยู่ที่ มาตรา 5 ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐเข้ามีส่วนได้เสียไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม เพื่อประโยชน์ของตนเองหรือบุคคลอื่น ซึ่งเป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม

ขณะที่วรรคสอง การกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ ให้ถือว่าเป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ด้วย อาทิ การกำหนดนโยบายหรือการเสนอหรือให้ความเห็นชอบร่างกฎหมายซึ่งเอื้อประโยชน์เป็นการเฉพาะต่อกิจการที่ตน คู่สมรส บุตร หรือบิดามารดา มีส่วนได้เสียเกินกว่าส่วนได้เสียตามปกติที่บุคคลทั่วไปมีอยู่ ในกรณีที่เป็นนิติบุคคลการเป็นหุ้นส่วนหรือถือหุ้นร้อยละห้า ถือว่าเป็นการมีส่วนได้เสียเกินกว่าส่วนได้เสียตามปกติ

การใช้ตำแหน่งหรืออำนาจหน้าที่ซึ่งตนมีอยู่โดยทุจริต ไปมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจโดยอิสระในการใช้อำนาจตามตำแหน่งหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งดำรงตำแหน่งอื่นไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม เพื่อให้เจ้าหน้าที่ของรัฐนั้นกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด ได้แก่

การอนุมัติ อนุญาต รับจดทะเบียน หรือออกคำสั่งทางปกครองอื่นที่ให้สิทธิประโยชน์อันอาจคำนวณเป็นเงินได้ หมายถึง การปลดหนี้หรือการลดหนี้ให้เปล่า การให้ยืมโดยไม่คิดดอกเบี้ย การเข้าค้ำประกันโดยไม่คิดค่าธรรมเนียม การให้ค่านายหน้าหรือค่าธรรมเนียมการเป็นตัวแทน การขายหรือการให้เช่า การซื้อหรือการเช่าซื้อทรัพย์สินต่ำกว่าหรือสูงกว่ามูลค่าจริงตามท้องตลาด เป็นต้น

การให้สัมปทาน ทำสัญญา หรือทำนิติกรรม อันเป็นการให้ประโยชน์แก่บุคคลหนึ่งบุคคลใด การบรรจุ แต่งตั้ง เลื่อนเงินเดือน เลื่อนขั้นเงินเดือน โอน ย้าย ดำเนินการทางวินัย หรือให้เจ้าหน้าที่ของรัฐในบังคับบัญชาหรือกำกับดูแลของเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งดำรงตำแหน่งอื่นดังกล่าว พ้นจากตำแหน่งหรือพ้นจากการปฏิบัติหน้าที่

การไม่แจ้งความหรือไม่ร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดีอาญา การไม่ฟ้องคดี ไม่อุทธรณ์ ไม่ฎีกา ไม่ดำเนินการอื่นใดเกี่ยวกับคดี หรือให้ถอนคำร้องทุกข์ ให้ถอนฟ้อง ให้ถอนอุทธรณ์ หรือให้ถอนฎีกา ไม่บังคับทางปกครอง ไม่บังคับคดี หรือไม่บังคับตามคำชี้ขาด

ทั้งนี้โทษมาตรา 5 จำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 7 ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐรับของขวัญ ของที่ระลึก เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้ วรรคสอง ระบุว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐที่ได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดตามวรรคหนึ่งที่ตนไม่มีสิทธิได้รับ ต้องรายงานและส่งมอบสิ่งนั้นให้หน่วยงานที่ตนสังกัดในโอกาสแรกที่กระทำได้แต่ไม่เกิน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับสิ่งนั้นไว้ และให้สิ่งนั้นตกเป็นของหน่วยงานของรัฐ

วรรคสาม ให้นำความในวรรคหนึ่งมาใช้บังคับแก่คู่สมรสและญาติของเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งได้รับของขวัญ ของที่ระลึก เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้ เนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วย โดยอนุโลมให้มีหน้าที่แจ้งให้เจ้าหน้าที่ของรัฐทราบในโอกาสแรกที่กระทำได้แต่ไม่เกิน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับสิ่งนั้นไว้

ทั้งนี้ โทษมาตรา 7 จำคุกไม่เกินสามปี ปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 9 ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งพ้นจากตำแหน่งหน้าที่ไม่ถึงสองปี เป็นกรรมการ ที่ปรึกษา ตัวแทน พนักงาน ลูกจ้าง ผู้รับจ้าง หรือตำแหน่งอื่นในธุรกิจของเอกชน ซึ่งเคยอยู่ภายใต้อำนาจหน้าที่ของตนในการกำกับ ดูแล ฝ่าฝืนมีโทษ จำคุกไม่เกินหนึ่งปี ปรับไม่เกินห้าแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 10 ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งพ้นจากตำแหน่งหรือออกจากราชการหรือหน่วยงานของรัฐ กระทำการให้ผู้อื่นล่วงรู้ความลับของหน่วยงานราชการ มีโทษจำคุกไม่เกินห้าปี ปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ขณะเดียวกันบุคคลใดรับประโยชน์จากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ คู่สมรส บุตร หรือ ครม. คณะกรรมการข้าราชการรัฐสภา คณะกรรมการการบริหารศาล องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญหรือหัวหน้าหน่วยงานอื่นของรัฐ "โดยรู้เห็นเป็นใจด้วย"

ต้องระวางโทษกึ่งหนึ่งของโทษที่กำหนดไว้

หลังจากนี้สัมปทาน-โครงการของหน่วยงานรัฐ คงต้องสืบสาแหรกกันให้ดี

กางกฎหมาย 4 ชั่วโคตร ห้ามหากินทรัพย์สินรัฐ - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ในที่สุดกฎหมายที่รัฐบาล "บิ๊กตู่" พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รอคอยมานานเพื่อนำมาเป็นอาวุธป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐให้เด็ดขาด โดยเฉพาะการใช้อำนาจของฝ่ายการเมือง หรือผู้บริหารระดับสูงที่มีกุมอำนาจและทรัพยากรภาครัฐให้อยู่ในกรอบความซื่อสัตย์สุจริต ไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวหรือพวกพ้องนั้น คือร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม พ.ศ.... เรียกง่ายๆ ว่า กฎหมาย 4 ชั่วโคตร ไล่เรียงตั้งแต่ 1.ผู้สืบสันดาน 2.บุพการี 3.คู่สมรสของบุตร และ 4.พี่น้องและบุตรบุญธรรมคู่สมรส อีกทั้งยังรวมไปถึงภรรยาน้อย หรือกิ๊กที่แอบซ่อนไว้ แต่สามารถพิสูจน์ความสัมพันธ์ได้ย่อมเข้าข่ายกฎหมายฉบับนี้

สาระสำคัญของกฎหมาย 4 ชั่วโคตร คือกำหนดการกระทำดังต่อไปนี้ให้ถือว่าเป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม ได้แก่ การใช้ข้อมูลภายในของรัฐที่ยังเป็นความลับอยู่ ซึ่งตนได้รับหรือรู้จากการปฏิบัติราชการโดยทุจริต การริเริ่ม เสนอ จัดทำ หรืออนุมัติโครงการของรัฐ หรือของหน่วยงานของรัฐโดยทุจริต การใช้ทรัพย์สินของหน่วยงานที่ตนสังกัด หรือที่ตนปฏิบัติหน้าที่อยู่ไปเพื่อประโยชน์ของตนหรือผู้อื่น เป็นต้น กำหนดห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐรับของขวัญ ของที่ระลึก เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้ในการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติงานตามตำแหน่งหน้าที่ของตนหรือตามที่ได้รับมอบหมาย และกำหนดห้ามคู่สมรสและญาติของเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วย

กำหนดห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งพ้นจากตำแหน่งหน้าที่ยังไม่ถึงสองปี เป็นกรรมการ ที่ปรึกษา ตัวแทน พนักงาน ลูกจ้าง ผู้รับจ้าง หรือดำรงตำแหน่งอื่นในธุรกิจของเอกชน ซึ่งเคยอยู่ภายใต้อำนาจหน้าที่ของตน และรับเงินหรือประโยชน์ตอบแทนอื่นจากธุรกิจของเอกชนดังกล่าวเป็นพิเศษ กำหนดห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งพ้นจากตำแหน่งหรือออกจากราชการหรือหน่วยงานของรัฐ กระทำโดยประการใดๆ ให้ผู้อื่นล่วงรู้ความลับของทางราชการหรือหน่วยงานของรัฐ หรือใช้ความลับดังกล่าวไปโดยทุจริต และกำหนดให้สำนักงานอัยการสูงสุดตรวจร่างสัญญาของรัฐ กรณีมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าร่างสัญญาของรัฐทำขึ้นโดยทุจริต หรือมีลักษณะเป็นการขัดกันของผลประโยชน์ ให้แจ้งความเห็นไปยังคณะกรรมการ ป.ป.ช.

นอกจากนี้ กรณีโครงการของรัฐที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าเข้าลักษณะเป็นการทุจริตหรือการขัดกันระหว่างประโยชน์ดังกล่าว มีผลทำให้รัฐเสียประโยชน์อย่างร้ายแรง หรือการทุจริตหรือการขัดกันระหว่างประโยชน์ดังกล่าวมีลักษณะเป็นนัยสำคัญในการทำโครงการดังกล่าว โดยในกรณีนี้ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภายในสองปีนับแต่วันเริ่มโครงการ เพื่อสั่งให้ยุติหรือสั่งให้นำโครงการดังกล่าวกลับไปทบทวนใหม่เพื่อแก้ไขให้รัฐไม่เสียประโยชน์ และ กำหนดให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.จัดให้มีหน่วยงานพิเศษขึ้นภายใน เพื่อรับผิดชอบในการกำกับดูแลและการบังคับใช้พระราชบัญญัตินี้ และกำหนดให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.กำหนดบทกำหนดโทษทางอาญา

สังศิต พิริยะรังสรรค์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต มองว่า หากรัฐบาลต้องการแสดงความจริงใจในการปราบปรามการทุจริตจริงๆ ต้องส่งตัวแทนรัฐบาล โดยเฉพาะ "สุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ" รมว.ยุติธรรม เข้าไปเป็นประธานกรรมาธิการร่วมกับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อแสดงเจตจำนงให้เห็นว่าต้องการให้ออกกฎหมายฉบับนี้ออกมาบังคับใช้

ทั้งนี้ เพราะเชื่อว่าถ้ากฎหมายเข้าสภาเมื่อไหร่ จะมีกลุ่มการเมืองหรือกลุ่มข้าราชการบางส่วนจะไม่เห็นด้วย เพราะกฎหมายฉบับนี้เชื่อมโยงกับผลประโยชน์ทับซ้อนของครอบครัว ลูก หลาน พ่อแม่ญาติพี่น้องที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับตำแหน่งที่ตัวเองเป็นอยู่ อาจจะไปกระทบผลประโยชน์ส่วนตัวหรือครอบครัว ดังนั้น รัฐบาลอยากให้กฎหมายผ่านฉลุยรัฐบาลต้องเป็นประธานกรรมาธิการยกร่าง

ขณะที่ มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ เลขาธิการภาคีเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นแห่งชาติ (ภตช.) บอกว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวยังไม่พอกับการแก้ปัญหาทุจริตภาครัฐ เพราะประเทศไทยติดอันดับทุจริตสูงเป็นอันดับ 3 ของเอเชีย ดังนั้น ควรกำหนดมาตรการป้องกันให้ลงลึกไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างเจ้านายกับลูกน้องและเพื่อนร่วมรุ่น เพราะเป็นระบบอุปถัมภ์ระหว่างเพื่อนฝูงหรือผู้บังคับบัญชากับผู้ใต้บังคับบัญชาที่มีบุญคุณต่อกันย่อมต้องมีการตอบแทนในรูปแบบตำแหน่งหน้าที่การงาน เพราะนี่คือการทุจริตรูปแบบหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้จะใช้เวลานานแค่ไหนในสภา สนช.ต้องตามกันอย่ากะพริบ

Bangkok Post: Credibility of NACC at risk -BANGKOK POST Issued date 5 August 2017

Having been criticised for the lack of significant progress it has made in recent years, the National Anti-Corruption Commission (NACC) in the past month might have found cause to celebrate.

A number of its cases have now reached the judicial stage. It is also actively digging into more high-profile cases. Unfortunately, most are highly political in nature, and have little to do with corruption, unusual wealth or abuses of power for personal gain committed by government officials or politicians - the core mandates of the anti-graft agency.

While Thailand has become as politically divided as ever since the 2014 military coup, the NACC's actions - and indeed its inaction - suggest it has not remained politically impartial, the core quality of an independent agency.

The agency's increasingly political role is a questionable mandate that will do more harm than good.

This month, its three cases against politicians from one camp, the Pheu Thai Party, entered the judicial process. One case involves the Somchai Wongsawat government's dispersal of yellow-shirt protesters in 2008 while the other two concern the implementation of the rice-pledging scheme of the Yingluck Shinawatra government.

In the Somchai case, the Supreme Court on Wednesday acquitted all four defendants, including ex-prime minister Somchai, of abuses of power, reasoning they had no intention to cause injuries or fatalities.

Recently, an NACC source revealed the agency is probing 11 more cases against the Yingluck cabinet. One concerns the multi-million-baht compensation her government paid to victims of political conflict that started since 2005, claiming it was not paid in line with the law. The other 10 cases mostly concern alleged administrative wrongdoings.

As long as the NACC does not explicitly demonstrate how these cases involve outright corruption and abuses of power for personal gain, and were driven by ill motives, such political cases will continue to cast doubt about the agency's effectiveness and impartiality.

NACC secretary-general Sansern Poljeak insisted the revelation of the 11 cases against Ms Yingluck was not a bullying tactic. But his remark sounds less than convincing. For one thing, other governments have also implemented similar compensation schemes but no one has yet faced such a probe. Other governments have also implemented similar rice-pledging schemes, but none of them have been prosecuted.

Several corruption and abuse of power complaints filed against politicians from the Democrat camp have proceeded at a snail's pace.

To the disappointment of many, the NACC's probe into the alleged wrongdoing by members of the military regime since the coup had also raised suspicions. The graft agency has dismissed many of them without providing a sufficient explanation.

Its transparency has also been questioned. For instance, it repeatedly, for eight months, refused a request by a media outlet for information about its probe into an asset concealment allegation against Gen Preecha Chan-o-cha in 2015. The NACC subsequently agreed to disclose it at a later stage.

While the agency has been active with these cases, it has not made much progress on others concerning alleged corruption. These include its probe into the Rolls-Royce bribery scandal allegedly involving two state enterprises, which is still at a "preliminary stage" more than six months after a revelation by the UK Serious Fraud Office.

While its pursuit of legal action against one political side has drawn criticism for a lack of partiality, the agency's model of law enforcement is also questionable. By slapping criminal charges against politicians and government officials for their alleged administrative missteps or policy flaws, the NACC has used a legal basis, the malfeasance law, which critics argue is not suitable in this context.

As long as its mandate is geared in this direction, the anti-graft agency will further risk undermining its credibility, which is already waning, while outright corruption will continue to persist.

จากทุจริต'จำนำข้าว'ถึงปมร้อน'ประมูลข้าว' - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2560

กรุงเทพธุรกิจ ประเด็นร้อนระอุในคดี"จำนำข้าว"เริ่มงวดเข้ามาทุกขณะ ทั้งคดีทางปกครองที่อยู่ในขั้นตอนการสืบทรัพย์เพื่อทยอยยึดเพื่อชดใช้ค่าเสียหายแก่รัฐบาลที่เกิดขึ้นกว่าแสนล้านบาท ทั้งในส่วน 20% ของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร วงเงิน 3.5 หมื่นล้าน และในส่วนของผู้เกี่ยวข้องทั้งฝ่ายการเมืองและข้าราชการประจำ

ขณะเที่คดีอาญาในส่วนของนางสาวยิ่งลักษณ์ ที่ถูกกล่าวหาว่าปล่อยปละละเลย ไม่ระงับยังยั้งจนทำให้เกิดความเสียหายจำนวนมาก และคดีของนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมพวกรวม 28 คน ในคดีขายข้าวรัฐต่อรัฐ (จีทูจี)กับประเทศจีน พี่พบว่าไม่เกิดขึ้นจริง ก็กำลังจะมีการตัดสินในวันที่ 25 ส.ค.นี้ และอาจตามมาด้วยการฟ้องแพ่ง

แต่ขณะเดียวกันอีก 1 ปมใหม่ก็คือกรณี"ประมูลข้าว"ที่กำลังถูกจับตามองว่าจะเป็นประเด็นร้อน หรือเป็น"จุดตาย"ของรัฐบาลนี้หรือไม่ เพราะเกิดเป็นปรากฎการณ์ว่าทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลในอดีต ที่ต่างขั้วกันอย่างชัดเจนอย่างพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ ต่างก็ออกมาพุ่งเป้าใส่รัฐบาล

พร้อมกับมีคำถามมากมายที่ชวนให้สังคมสงสัย อย่างเช่นการตัดสิทธิ์ผู้เข้าประมูลบางรายที่ให้ราคาสูงกว่า การพบข้าวในโกดังข้ามจังหวัดที่ส่อว่าอาจเกิดการ"เวียนเทียนข้าว" แม้กระทั่งข้อกล่าวหาว่ามีการนำข้าวคุณภาพสำหรับการบริโภค มาประมูลในราคาอาหารสัตว์หรือในเกรดที่ต่ำกว่า

ยังไม่รวมถึงข้อร้องเรียนมากมายจากโรงสี จากผู้ค้าข้าวหลายแห่ง รวมทั้งประเด็น"ร้อน"ล่าสุดที่มีการกล่าวหารัฐมนตรีคนหนึ่ง ใช้เฮลิคอปเตอร์ทหารบินไปปิดประตูพูดคุยกับเจ้าของโรงสีแห่งหนึ่งในจังหวัดเพชรบูรณ์ นัยว่ามีการเจรจาต่อรองกันบางประการ

ที่สำคัญประเด็นที่สังคมจับจ้องมากที่สุดคือกระบวนการตรวจสอบเรื่องดังกล่าว"เงียบเชียบ"เกินกว่าที่ควรจะเป็น ย้อนแย้งกับการเฝ้ารอการพิสูจน์ของประชาชน แย้งกับนโยบายปราบปรามคอร์รัปชัน และผิดจากธรรมชาติรัฐบาลที่มักจะลงมือจัดการกับกระบวนการทุจริตอย่างทันทีทันใด

เรื่องที่เกิดขึ้นยิ่ง"เงียบ"มากเท่าไร ก็ยิ่งเกิดเป็นข้อสงสัย เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ ไปจนถึงการคาดเดาไปต่างๆ นานา แม้กระทั่งมีการมองว่าปมร้อนในการประมูลข้าว อาจเป็น"จุดตาย"ที่ทิ้งท้ายให้ภาพลักษณ์รัฐบาลไม่สวยงามอย่างที่ควรจะเป็น !!!

ข้อมูลล็อต 3 พิศดารกว่าเดิม

กรุงเทพธุรกิจ นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย กล่าวว่ามูลค่าความเสียหายจากการประมูลข้าว ได้มาจากการเปรียบเทียบตัวอย่างที่เกิดขึ้นกับโกดังข้าวของบริษัท ประสิทธิ์ชัยอุบล (โซลาร์ไรซ์) 2011 จำกัด ในครั้งแรก มีผู้เสนอซื้อข้าวหอมมะลิ 100% ในราคากิโลกรัมละ 11.25 บาท แต่ไม่ขาย กลับมาขายในครั้งที่ 2 ด้วยราคาอาหารสัตว์กิโลกรัมละ 6.10 บาท ทั้งที่ห่างกันเพียง 6 เดือน ไม่น่าจะทำให้คุณภาพข้าวหอมมะลิเสื่อมจนกลายเป็นอาหารสัตว์ได้

ขณะการประมูลข้าวทั่วประเทศเพื่อระบายข้าวในโกดังรัฐมีปริมาณ 2.143 หมื่นตัน ประมาณการความเสียหาย จากส่วนต่างของราคาที่ประมูลในราคา 6.10 บาท จะพบว่าความเสียหายมีมูลค่ากว่าหมื่นล้านบาท

ทั้งนี้ การชี้แจงของนางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ที่ระบุราคาที่เสนอมาครั้งแรกไม่ตรงกับอัตราราคาขั้นต่ำจึงไม่มีการขายข้าวให้ผู้เสนอ อีกทั้งปริมาณข้าวคุณภาพดี ที่เก็บในโกดังที่ทำการประมูลมีข้าวคุณภาพดีเพียง 2 กอง จากทั้งหมด 8 กอง นั้น

กรณีดังกล่าวเอกชนที่ชนะการประมูล คือบริษัทโรงสีเจริญผล ได้เข้าประมูลซื้อข้าวยกโกดัง ในราคา 7.25 บาท และข้าว 2 กองนั้น อธิบดีฯ ทราบหรือไม่ว่ามีการเสนอซื้อในราคากว่า 18 บาท

แม้กระทั่งในปี 2560 โรงสีประสิทธิ์ชัย ได้ทำหนังสือถึงกระทรวงพาณิชย์ว่ายินดีที่จะซื้อข้าว 11.25 บาท แต่กระทรวงพาณิชย์ก็ไม่อนุมัติ กลับนำไปขายให้กับบริษัทผลิตอาหารสัตว์ จึงถือว่าเป็นเรื่องแปลก ทั้งที่มีคนประสงค์เสนอซื้อ 11.25 บาท ซึ่งมีเอกสารยืนยันชัดเจน

ส่วนที่ถูกมองว่าการเปิดเผยข้อมูลหวังผลทางการเมือง นายยุทธพงศ์ ระบุว่าที่ออกมาพูดในช่วงนี้ เพราะข้าวล็อตนี้เพิ่งจะมีการประมูล และยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องการคดีความใดๆ ทั้งสิ้น แต่เป็นการักษาผลประโยชน์ของประชาชน ในฐานะอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

"ผมอยากขอรัองให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ใช้มาตรา 44 สั่งให้เปิดโกดังเพื่อพิสูจน์ว่าข้าวในโกดังเป็นอาหารคนหรืออาหารสัตว์กันแน่ เพราะว่าพวกผมไม่มีอำนาจเข้าไปเปิดโกดังได้ ขณะเดียวกัน การชี้แจงของกระทรวงพาณิชย์ ก็ไม่เคลียร์ ทำไมไม่เปิดโกดังให้เห็นกันชัดเจนกันไปเลย"

ก็พูดเอาแต่ว่าข้าวเสื่อมคุณภาพ คนกินไมได้ ใครเป็นคนรับรอง รูปภาพใดๆ ก็ไม่มีให้สามารถยืนยันใช้เป็นหลักฐานได้เลย

นอกจากนี้มีคำถามว่าตั้งแต่เกิดเรื่องขึ้นมา นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ หายไปไหน ทำไมจึงไม่สั่งการให้ตรวจสอบ ทั้งที่คนทั้งบ้านทั้งเมืองตั้งข้อสงสัยกัน

ที่ผ่านมาเคยเสนอนายสมคิด และนางอภิรดี เนื่องจากข้อมูลเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงานในกระทรวง ทั้งองค์การคลังสินค้า(อคส.) กรมการค้าต่างประเทศ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะเป็นประธานอนุกรรมการระบายข้าว เพื่อร้องเรียน แต่ก็ไม่เคยได้รับการตรวจสอบอย่างจริงจัง

รวมถึงหน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบ เช่น สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) ผ่านมาแล้ว 3 สัปดาห์ ก็ยังไม่มีการตรวจสอบ ทั้งที่การร้องเรียนไม่ได้เกิดขึ้นจากฝ่ายการเมืองเท่านั้น แม้กระทั่งเจ้าของโกดัง คลังสินค้า ก็ออกมาร้องเรียนในหลายจังหวัด ก็ยังไม่มีการตรวจสอบ ทำให้เห็นว่า เรื่องนี้มีความผิดปกติอย่างมาก

"เรื่องนี้ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า เหตุใดจึงไม่การตรวจสอบอะไรเลย ทั้งที่เรื่องอื่นๆ เพียงมีข้อสงสัย ก็มีการโยกย้ายข้าราชการประจำ ทั้งในส่วนกลาง ส่วนท้องถิ่น หรือจะเห็นได้ว่ามีการใช้มาตรา 44 เข้าดำเนินการ แต่เรื่องนี้ที่เป็นข้อสงสัยเช่นกัน และมีมูลค่าไม่น้อยกลับไม่ดำเนินการ"

นายยุทธพงศ์ ระบุว่าทราบว่าฝั่งพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาเรียกร้องให้มีการตรวจสอบเช่นกัน ซึ่งการทำหน้าที่ของทั้งพรรคเพื่อไทยหรือประชาธิปัตย์ ก็มีจุดประสงค์เดียวกัน คือการรักษาผลประโยชน์ให้กับประชาชน ซึ่งมองว่าเป็นความตั้งใจดีของทั้ง 2 ฝ่าย และเป็นการสะท้อนว่าถ้าเรื่องนี้ไม่มีมูลความจริงเหตุใดใครต่อใครมากมายจึงออกมาเรียกร้อง

"เราย้ำอยู่เสมอว่าไม่อยากให้มองเป็นประเด็นการเมือง แต่เพราะเห็นว่าเป็นความเดือดร้อนของประชาชน เราเองก็เป็นเพียงอดีต ส.ส.ที่มาจากพื้นที่ที่มีประชาชนเป็นเกษตรกร ชาวนา ซึ่งกำลังได้รับความเดือดร้อน เมื่อเราไม่ได้ทำหน้าที่ในสภา ก็ยังเป็นหน้าที่ที่ต้องนำปัญหาของคนในพื้นที่มาร้องเรียนต่อสาธารณชน ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับทราบและแก้ไข"

อย่างไรก็ตามถ้าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ตรวจสอบ คณะทำงานตรวจสอบของพรรค ก็จะยังคงทำงานแล้วนำข้อมูลทุจริตออกมาแฉให้ประชาชนรับทราบอย่างต่อเนื่อง

โดยวันนี้ (6 ส.ค.) เวลา 10.00 น. พรรคเพื่อไทย จะเปิดเผยข้อมูลทุจริตในการระบายข้าวของโครงการรับจำนำ ภาค 3 ที่มีความพิศดารยิ่งกว่าเดิม โดยเฉพาะการระบายข้าวที่เป็นอาหารคน ไปขายเพื่อทำเป็นปุ๋ย

จับตาผอ.คลังสินค้าคนใหม่

กรุงเทพธุรกิจ นายวัชระ เพชรทอง อดีตส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่าการประมูลระบายข้าว ชนิดที่ไม่ใช่การบริโภคของคนและสัตว์ ครั้งที่ 1/2560 เมื่อ 28 เม.ย. 1.03 ล้านตัน และครั้งที่ 2/2560 เมื่อ 15 มิ.ย. 2.12 ล้านต้น มีข้อน่าสงสัยว่ามีการกีดกันบางบริษัท อย่างบริษัท ทีพีเค เอทานอล จำกัด โดยอ้างว่า บริษัท มีคดีที่เป็นข้อพิพาทกับกระทรวงพาณิชย์ และยังไม่มีการชดใช้ความเสียหายประมาณ 1 ล้านบาท เมื่อ 20 ปีที่แล้ว

ทั้งยังอ้างว่า พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว(นบข.) รับคำสั่งจากพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้เอกชนรายนี้หมดสิทธิ์การประมูล แต่ในขณะเดียวกัน บริษัท พีเอสซี สตาร์ซ โปรดักส์ จำกัด(มหาชน) ที่ นพ.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ จำเลยที่ 3 ในคดีทุจริตมันสำปะหลังและคดีจำนำข้าวจีทูจี ทั้งยังเคยเป็นเลขานุการให้ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นกรรมการกลับได้รับการประมูล

"ผมยื่นหนังสือร้องเรียนไปยังพล.อ.ประยุทธ์ เมื่อ 17 ก.ค.ที่ผ่านมา พร้อมคำถามว่า ทำไมจึงไม่ตัดสิทธิ์บริษัท พีเอสซี ซึ่งนางดวงพร อ้างว่าตรวจแล้วไม่พบว่ามีคุณสมบัติต้องห้าม แต่เหตุใดจึงพบในอีกบริษัท ทั้งๆ ที่ข้อมูลทั้งหมดอยู่ในกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ทั้งสิ้น"

การที่ส่งหนังสือดังกล่าว เพราะหวังดีกับท่านนายกฯ และเกรงว่าท่านจะถูกฟ้องเป็นจำเลยในภายภาคหน้า เมื่อรัฐบาลยิ่งลักษณ์มีปัญหาจากการจำนำข้าว แต่รัฐบาลนี้มีปัญหาเรื่องการระบายข้าว ซึ่งข้าราชการที่เกี่ยวข้อง เขียนหนังสือราชการมัดมือมัดคอพล.อ.ประยุทธ์ ไว้โดยไม่ได้ส่งผลดีในทางกฎหมายแต่ประการใด

จนบริษัทที่ถูกตัดสิทธิ์ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองจนมีคำสั่งระงับการประมูลข้าว ทั้ง 2 ล็อตไปแล้ว

อีกกรณีคือการที่ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ใช้เฮลิคอปเตอร์ของกองทัพบก เดินทางไปยังโรงสีสนั่นเมือง จำกัด ซึ่งเป็นที่ตั้งของบริษัทกำแพงเพชร เอ็กซ์ปอร์ต โดยไม่มีการเปิดเผยข้อมูล ทั้งที่มีการร้องเรียนว่าโรงสีแห่งนี้ เป็นเอกชนที่ผลิตข้าวเพื่อการบริโภคของคน แต่กลับประมูลข้าวที่มิใช่การบริโภคของคน

ขณะที่เว็บไซต์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในวันที่ 14 ก.ค. ที่จะนำเสนอข้อมูลภารกิจของรัฐมนตรีแต่ในวันดังกล่าวกลับไม่มีข้อมูลภารกิจข้าราชการระดับสูงของกระทรวงเดินทางไปตรวจราชการที่โรงสีดังกล่าว จึงเป็นคำถามว่ามีการรายงานการตรวจพื้นที่ ให้คณะกรรมการ นบข. รับทราบด้วยหรือไม่ และทำไมมีการใช้เฮลิคอปเตอร์ของกองทัพบก ทำไมเจ้าของโรงสีต้องเบิกเงินจากธนาคารออกมาเป็นจำนวนมาก

อย่างไรก็ตามไม่ทราบเจตนาการเปิดข้อมูลทุจริตการประมูลข้าวทางฝั่งพรรคเพื่อไทย แต่พรรคเพื่อไทยก็มีสิทธิ์ที่จะสงสัยการดำเนินโครงการของรัฐบาลเช่นกัน และเป็นสิ่งที่พรรคเพื่อไทยต้องรับผิดชอบ ซึ่งรัฐบาลก็ต้องพิสูจน์ความจริงให้ปรากฎชัดว่าข้อมูลการร้องเรียนควรได้รับการแก้ไขหรือไม่อย่างไร เพราะข้อมูลทุกอย่างตรวจสอบได้ เว้นแต่จะเผาโรงสีเท่านั้น

ทั้งนี้ คงไม่มีการร่วมมือกับพรรคเพื่อไทย ในการตรวจสอบรัฐบาล เพราะไม่มั่นใจพรรคเพื่อไทยตั้งแต่โครงการจำนำข้าว ที่เคยเรียกร้องให้รัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ตรวจสอบการทุจริต แต่พรรคเพื่อไทยก็ปฏิเสธความปรารถนาของพรรคประชาธิปัตย์มาโดยตลอด จนเกิดปัญหาบานปลาย

นอกจากนี้ยังมีประเด็นน่าสังเกตุว่ามีความพยายามผลักดันนางอินทิรา โภคปุณยารักษ์ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า (อคส.) โดยนายสมคิด อาจน้ำเข้าคณะรัฐมนตรีในวันอังคารนี้

ขณะที่มีข้อมูลว่านางอินทิรา เป็นผู้ที่เดินตามหลังนางสาวยิ่งลักษณ์ และไม่มีความรู้เรื่องข้าวเลย นอกจากนี้ ยังมีการแต่งตั้งนางสาลินี วังตาล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ซึ่งเป็นคนที่เคยบินไปรายงานตัวกับนายทักษิณ ที่ประเทศดูไบ เป็นกรรมการ อคส.

"วันนี้เราจะเปิดข้อมูลทุจริตประมูลข้าวภาค 3 ที่มีความพิสดารยิ่งกว่าเดิม"

คอลัมน์ เส้นใต้บรรทัด: ดูกันชัดๆ 'ทุจริตปลายน้ำ' จำนำข้าวยุค 'ยิ่งลักษณ์' - แนวหน้า ฉบับวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2560

จิตกร บุษบา

fatboy9225@gmail.com

ทีดีอาร์ไอ เผยแพร่ผลการวิจัยเรื่อง "การทุจริตกรณีศึกษา : โครงการรับจำนำข้าวทุกเม็ด" โดย ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร และคณะ ไว้ในเว็บไซต์ของทีดีอาร์ไอ ที่ https://tdri.or.th/2015/08/corruption-in-the-paddy-pledging-scheme/ มีข้อมูลที่อ่านแล้วต้องยกมือทาบอก แล้วอุทานว่า อุแม่จ้า!! มันโกงกันขนาดนี้เลยรึ? มันทุ่มเทสมองเพื่อออกแบบวิธีโกงกันอย่างหนักเช่นนี้เลยรึ

โดยงานวิจัยแบ่งหัวข้อไว้น่าสนใจมาก คือ การทุจริตในระดับต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ล้อไปกับคำพูดติดปากอดีตนายกฯหญิงคนแรกของไทย

เนื้อหาตอนหนึ่งบอกว่า "...การทุจริตในสองขั้นตอนแรกมักจะเป็นการทุจริตของเกษตรกรบางคน โรงสีบางแห่ง เจ้าของโรงสีกับ เซอร์เวย์เยอร์บางราย และโกดังบางแห่ง ยกเว้นขบวนการลักลอบนำข้าวจากโรงสีไปขายก่อน ซึ่งที่ต้องอาศัยอำนาจทางการเมืองของผู้มีอิทธิพลทางการเมือง การทุจริตสองขั้นตอนแรกจึงเป็นการทุจริตขนาดเล็ก (แต่เมื่อรวมมูลค่าการทุจริตทั้งหมดอาจมีมูลค่าสูงมาก)

ส่วนการทุจริตในการระบายข้าว เป็นการทุจริตที่ต้องอาศัย อำนาจการระบายข้าว ซึ่งเป็นอำนาจของรัฐมนตรีและผู้มีอิทธิพลทางการเมืองเท่านั้น ยิ่งกว่านั้นมูลค่าการทุจริตจะมีมูลค่ามหาศาล เพราะรัฐบาลมีข้าวสารอยู่ในมือกว่า 35 ล้านตันข้าวสาร การทุจริตในการระบายข้าวจึงเป็นการทุจริตที่สำคัญที่สุด และเกี่ยวข้องโดยตรงกับนักการเมืองผู้มีอำนาจ..."

รูปแบบการทุจริตในการระบายข้าวมี 3 รูปแบบ ได้แก่

* การทุจริตที่เกิดจากการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (government to government sale หรือ G-to-G)

* การทุจริตในการขายข้าวให้ผู้เสนอราคาซื้อแบบลับๆ

* การทุจริตในโครงการข้าวถุงราคาถูกของกระทรวงพาณิชย์

การทุจริตทั้งสามรูปแบบ มีวิธีการทุจริตที่เหมือนกัน คือ รัฐบาลขายข้าวให้ผู้ซื้อในราคาที่ต่ำกว่าราคาขายส่งในตลาดค่อนข้างมาก จากนั้นผู้ซื้อ ก็นำข้าวดังกล่าวไปขายต่อให้พ่อค้าส่งออก หรือพ่อค้าข้าวถุงในราคาตลาด (ราคาขายส่ง) ทำกำไรมหาศาลให้กับผู้มีสิทธิ์ซื้อข้าวจากรัฐบาล เพียงแต่วิธีการขายทั้งสามรูปแบบแตกต่างกัน

1) ในกรณีจีทูจี รัฐบาลจะปิดบังข้อมูล ทั้งปริมาณขายและราคาที่ขายให้บริษัทหรือพ่อค้าบางราย โดยอ้างว่าเป็นความลับทางการค้า

การอภิปรายไม่ไว้วางใจของ สส. วรงค์ เดชกิจวิกรม (2557) พบหลักฐานว่าบริษัทจีนผู้ทำสัญญาซื้อแบบ G-to-G จากรัฐบาลไทย จดทะเบียนในเซี่ยงไฮ้ เป็นบริษัทค้าเฟอร์นิเจอร์สำนักงาน และไม่มีใบอนุญาตค้าข้าวในประเทศไทย แต่บริษัทมีคนไทยเป็นตัวแทนผู้มีอำนาจ ตัวแทนเหล่านี้มีความสัมพันธ์กับนักการเมืองในพรรครัฐบาล นอกจากนั้นหลักฐานการจ่ายเช็คให้กับกรมการค้าต่างประเทศ ซึ่งเป็นเช็คจากคนไทยผู้รับมอบอำนาจจากบริษัทผู้ซื้อ และเส้นทางการเงินของบริษัทดังกล่าว ทำให้สส. วรงค์สรุปว่า สัญญาดังกล่าว ไม่ใช่การซื้อขายแบบจีทูจีแต่บริษัทผู้ซื้อนำข้าวมาขายในประเทศ

อย่างไรก็ตามรัฐบาล (ทั้งรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์และนายกรัฐมนตรี) ต่างก็ยืนยันว่ามีการขายข้าวแบบจีทูจีถึง 1.76 ล้านตัน ในระหว่างปี 2555 และมีสัญญาจะขายข้าวเป็นจำนวน 7.3-8 ล้านตัน ในปี 2555-2556

แท้จริงแล้ว การขายแบบรัฐต่อรัฐจำนวน 7.3-8 ล้านตัน ไม่มีจริง แต่ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการทุจริตของผู้มีอิทธิพล ทางการเมือง โดยอาศัยข้ออ้างว่าการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐต้องเป็นความลับทางการค้า จึงไม่สามารถเปิดเผยปริมาณ และราคาขายที่ตกลงกับรัฐบาลผู้ซื้อได้

แต่แท้ที่จริงแล้ว ข้าวส่วนใหญ่มิได้ขายให้แก่รัฐบาลต่างประเทศ แต่เป็นการขายให้ผู้ประกอบการในประเทศ วิธีการทุจริต คือ นายหน้านักการเมืองจะเป็นผู้เดียวที่สามารถขอซื้อข้าวราคาถูกจากรัฐบาล เพื่อนำไปขายให้แก่พ่อค้าข้าว แต่รัฐบาลปิดบัง "ราคาขาย"

ในระยะแรก ผู้ซื้อเอกชนจะต้องจ่ายเช็คให้แก่ตัวแทนของ นายหน้า แต่เมื่อนายวรงค์ เดชกิจวิกรม สส.พรรคประชาธิปัตย์ พบว่า ไม่มีการซื้อขายแบบรัฐต่อรัฐจริง และพบหลักฐานการจ่ายเช็ค ให้ตัวแทนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับนายหน้าและนักการเมืองบางคน นายหน้าดังกล่าวก็เปลี่ยนให้ผู้ซื้อข้าวจ่ายแคชเชียร์เช็คโดยตรง ให้แก่กรมการค้าต่างประเทศ

อนึ่ง จากการสัมภาษณ์อดีตเจ้าหน้าที่กรมการค้าต่างประเทศที่เคยทำธุรกรรมด้าน G-to-G ยืนยันว่า ถึงแม้ในบางครั้งรัฐบาลไทย (หรือรัฐบาลต่างประเทศ) จะขอให้บริษัทเอกชนช่วยเป็นธุระจัดการ เช่น การปรับปรุงคุณภาพข้าว การขนส่ง ฯลฯ แต่ถ้าเป็นการค้าแบบ G-to-G กระทรวงพาณิชย์ต้องได้รับเงินชำระโดยตรงจากรัฐบาล ผู้ซื้อเท่านั้น

หลังจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคประชาธิปัตย์ในเดือนพฤศจิกายน 2555 พฤติกรรมการทุจริตในการระบายข้าวก็เปลี่ยนไป แทนที่นักการเมืองจะตั้งบริษัทตัวแทนมาเป็นคู่สัญญาการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ รัฐบาลก็พยายามนำเอารัฐวิสาหกิจระดับมณฑลของจีน เช่น บริษัทเป่ยต้าหวง กรุ๊ป 11 มาเป็นคู่สัญญากับรัฐบาล ทั้งๆ ที่โดยข้อเท็จจริง รัฐวิสาหกิจที่ได้รับโควตาการนำเข้าข้าวจากรัฐบาลจีนมีเพียง บริษัทเดียว คือ บริษัท COFCO12

เนื่องจากการตั้งบริษัทตัวแทนมาเป็นคู่สัญญากับกรมการค้าต่างประเทศเริ่มถูกฝ่ายค้านเฝ้ามองอย่างใกล้ชิด ฝ่ายการเมืองและบริษัทนายหน้าจึงเริ่มใช้วิธีการขายข้าวโดยตรงให้ผู้ส่งออกข้าวและพ่อค้าขายส่งข้าวถุง

วิธีการ คือ นายหน้ากับผู้ซื้อ จะตกลงราคาและปริมาณรับซื้อกัน เช่น ผู้ซื้อต้องการซื้อข้าว 3,000 ตัน ในราคาตันละ 15,000 บาท คิดเป็นเงิน 45 ล้านบาท ผู้ซื้อต้องจ่ายเช็คให้กับทางราชการ 45 ล้านบาท และนายหน้าจะสั่งให้ผู้ซื้อไปรับข้าวจากโกดังกลางของอคส.หรือ อ.ต.ก. จำนวน 3,000 ตัน แต่นายหน้าจะใช้อิทธิพลการเมือง ซื้อข้าว (ในนามของบริษัทผู้ซื้อ) ในราคา 12,000 บาทต่อตัน จำนวน 3,750 ตัน ฉะนั้น นายหน้าจะได้ข้าวฟรีจากโกดังกลาง ของรัฐบาล 750 ตัน ข้าวฟรีจำนวนนี้ ส่วนหนึ่งจะถูกนำไปส่งคืนโกดังกลางแทนข้าวสารจากโรงสีในเครือข่ายที่ร่วมมือกับนายหน้า แอบนำไปขายก่อน ข้าวส่วนที่เหลือก็สามารถนำไปขายให้ผู้ส่งออกหรือพ่อค้าขายส่งข้าวถุงได้

จากการสัมภาษณ์ผู้ซื้อข้าวจากนายหน้า ผู้ซื้อที่เป็นผู้ส่งออกบอกว่า ตนได้รับคำสั่งจากนายหน้าให้ไปรับข้าวจำนวนที่ตกลงกันที่โกดังกลาง และเขียนเช็คให้กรมการค้าต่างประเทศ แต่ตนไม่ทราบว่านายหน้าไปรับข้าวที่เหลือจำนวนเท่าไร

2) การทุจริตรูปแบบที่สองคือ การขายข้าวให้แก่ผู้เสนอราคาซื้อ

กระทรวงพาณิชย์รายงานว่า ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์พ.ศ. 2555 ถึงเดือนเมษายน พ.ศ.2557 มีการขายข้าวด้วยวิธีดังกล่าวถึง 5.7 ล้านตัน แต่พ่อค้าส่งออกบางรายให้สัมภาษณ์แก่ผู้วิจัยว่า รัฐบาลอนุมัติขายข้าวให้เฉพาะแก่ผู้ซื้อบางรายที่ให้การสนับสนุนนโยบายรับจำนำข้าว เช่น บริษัทซีพีอินเตอร์เทรด จำกัด (ดูคำให้สัมภาษณ์ของผู้บริหารบริษัท ซีพีอินเตอร์เทรดใน The Nation ฉบับวันที่ 12 กรกฎาคม 2556) ยิ่งกว่านั้นมีกระแสข่าวว่าผู้เสนอซื้อข้าวบางรายต้องเสนอซื้อผ่านนายหน้าผู้มีอิทธิพลทางการเมือง

โดยสรุปก็คือ การขายข้าวแบบนี้เป็นการขายข้าวแบบ ไม่โปร่งใส โดยรัฐบาลจะขายข้าวให้ในราคาต่ำกว่าราคาตลาด และไม่มีการเปิดเผยข้อมูลว่ากระทรวงได้ขายข้าวให้ใคร ในปริมาณ และราคาเท่าใด

หลักฐานเรื่องการขายข้าวในราคาต่ำกว่าราคาตลาด คือ เงินรายได้ จากการระบายข้าวที่กระทรวงพาณิชย์ส่งคืนใช้หนี้ให้แก่ ธ.ก.ส. กับตัวเลขปริมาณการระบายข้าวตลอดสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ (หรือ 16.37 ล้านตัน ดังนั้น ราคาข้าวที่รัฐบาลขายได้จึงเฉลี่ยเพียงตันละ 11,122.9 บาท เทียบกับราคาขายส่งของข้าวสารทุกชนิดในโครงการ รับจำนำ 17,809.6 บาท ต่อตัน ในระหว่างเดือนตุลาคม 2554 ถึงตุลาคม 2556 และ 15,190.45 บาทต่อตัน ในระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2556 ถึงเมษายน 2557

3) การทุจริตแบบที่สาม คือ นโยบายการขายข้าวถุงราคาถูกพฤติกรรมการทุจริตมีดังต่อไปนี้

การจัดทำข้าวถุงราคาถูก เป็นวิธีหนึ่งในวิธีการระบายข้าวจากโครงการรับจำนำของรัฐบาล โดยมติของคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) อนุมัติให้มีการจัดทำข้าวถุงราคาถูกชนิดถุงละ 1 และ 5 กิโลกรัม จำนวน 2.5 ล้านตัน โดยแบ่งการอนุมัติเป็น 4 รอบ แต่ละรอบมีการอนุมัติต่างกัน เริ่มตั้งแต่ 1 แสนตัน ไปจนถึงรอบละ 1.8 ล้านตัน ปรากฏหลักฐานว่าการอนุมัติเพื่อจัดทำข้าวถุงเป็นรอบๆ นั้น แต่ละรอบยังไม่สามารถดำเนินการจนแล้วเสร็จก็มีการอนุมัติรอบใหม่เพิ่มขึ้นตลอด

การศึกษาของ คณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ ของวุฒิสภา สอบสวนพบว่า การทุจริตในโครงการข้าวถุงราคาถูก มีการดำเนินงานดังต่อไปนี้

ในการจัดทำข้าวถุงราคาถูก อคส. ต้องว่าจ้างโรงสีรวม 6 ราย ให้ปรับปรุงสภาพข้าว แบ่งบรรจุและขนส่งไปยังร้านค้าในโครงการ โดยส่วนหนึ่ง อคส. ได้ว่าจ้างบริษัทเอกชนอีกสามรายเข้ามารับหน้าที่ระบายข้าวถุง บริษัทเอกชนเหล่านั้นซื้อข้าวถุงจาก อคส. ในราคา 65.6 บาทต่อถุง 5 กิโลกรัม เพื่อนำไปส่งมอบให้กับร้านค้าในโครงการ และให้ร้านค้าในโครงการขายในราคาไม่เกิน 70 บาท ต่อถุง 5 กิโลกรัม

การทุจริตเกิดขึ้นภายหลังการปรับปรุงสภาพ โรงสีต้อง ส่งมอบข้าวให้กับ อคส. แต่ในความเป็นจริงแล้ว อคส.ไม่ได้รับข้าว จำนวนนี้ทั้งหมดมาไว้ที่คลังของตนเอง ส่วนใหญ่ยังฝากไว้ที่คลังของ ผู้ปรับปรุง แต่ให้ผู้รับจ้างระบายไปรับข้าวจากผู้ปรับปรุง นำข้าวถุงไปกระจายให้ร้านค้าต่างๆ

คณะอนุกรรมาธิการตรวจสอบการระบายข้าวถุง ที่แต่งตั้งโดยคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา ตรวจสอบพบว่า บริษัทที่รับจ้างระบาย ได้ทำสัญญาขายสิทธิ์ในการรับจ้างให้กับโรงสี ผู้รับจ้างปรับปรุงทันที และมีกรณีที่บริษัทรับจ้างระบายให้ปากคำต่อคณะอนุกรรมาธิการว่า ตนเอาเงินของโรงสีที่รับจ้างปรับปรุงมาจ่ายเป็นค่าข้าวถุงให้แก่ อคส. บริษัทรับจ้างระบายข้าวถุง จึงไม่ได้รับข้าวออกจากโกดังของผู้ปรับปรุง ข้าวจำนวนนี้จึงไม่ได้นำออกสู่ตลาดในนามของข้าวถุงราคาถูก แต่ถูกนำบริษัทปรับปรุงข้าวไปขายในรูปของข้าวถุง ราคาปกติทั่วไปของโรงสีบางแห่งที่รับจ้างปรับปรุงข้าว

ความเสียหายที่เกิดขึ้น คือ รัฐบาลขายข้าวจำนวนนี้ให้กับโรงสี ผู้ปรับปรุงในราคา 65.60 บาท โดยที่จ่ายเงินค่าจ้างปรับปรุง 22.6-26 บาทต่อถุง ให้กับผู้ปรับปรุง เท่ากับผู้ปรับปรุงสามารถซื้อข้าวได้ในราคา 8.32 บาทต่อกิโลกรัม และยังได้รับเงินค่าปรับปรุงอีกต่อหนึ่ง แต่กลับนำข้าวส่วนใหญ่ไปขายในราคาตลาดที่สูงถึง 17-18 บาท ต่อกิโลกรัม ทำกำไรเข้ากระเป๋าเกือบ 100% แน่นอนว่ากำไร บางส่วน คงต้องแบ่งสันปันส่วนให้นักการเมืองผู้อยู่เบื้องหลัง

คณะอนุกรรมาธิการตรวจสอบการระบายข้าวถุง ของคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา ได้เชิญผู้ประกอบการที่ดำเนินงานระบายข้าวให้กับ อคส. มาให้ข้อมูลที่รัฐสภา โดยมีหลักฐาน ยืนยันชัดเจนว่า บริษัทเอกชน 3 ราย ที่เข้ามารับหน้าที่ระบายข้าวถุง ให้รัฐบาล คือ บริษัท ร่มทอง จำกัด, บริษัท คอนไซน์เทรดดิ้ง จำกัด และบริษัท สยามรักษ์ จำกัด ไม่ได้ทำธุรกิจเกี่ยวกับเรื่องข้าว แต่อย่างใด

บริษัท ร่มทอง จำกัด และบริษัท คอนไซน์เทรดดิ้ง จำกัด มีหลักฐานการจดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าว่าทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไม่เคยทำธุรกิจค้าข้าว มีผลการดำเนินงานขาดทุนติดต่อกัน 2 ปี ส่วนบริษัท สยามรักษ์ จำกัด ทำธุรกิจดอกไม้แห้ง แต่มีความสัมพันธ์กับเลขานุการรัฐมนตรีช่วยพาณิชย์ ซึ่งเคยนั่งเป็นกรรมการบริษัทก่อนจะลาออกมารับตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรี

ในคำให้การของบริษัทตัวแทนจำหน่ายข้าวถุงที่นำข้าวจากโรงสีผู้ปรับปรุงข้าวไปจำหน่าย ซึ่งมี 3 บริษัท ให้การรับสารภาพว่า เป็นแค่ตัวแทน (นอมินี) ไม่มีความสามารถและไม่มีประสบการณ์ในการจำหน่ายข้าวถุง เมื่อรับข้าวมาจึงได้ขายข้าวนี้กลับคืนให้โรงสีผู้รับปรับปรุงคุณภาพข้าว ประกอบด้วย เจียเม้ง, โชควรลักษณ์ และสิงโตทองไรซ์ โดยทั้ง 3 บริษัทออกเงินให้ก่อนเป็นแคชเชียร์เช็ค นำไปจ่ายค่าข้าวกับ อคส. เพื่อให้เบิกข้าวออกมา ซึ่งผู้บริหารของ บจก.คอนไซน์เทรดดิ้ง และบจก.ร่มทองได้ยืนยันด้วยวาจา และมีเอกสารยืนยันกับคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาเศรษฐกิจสภาผู้แทนราษฎรว่า ได้กระทำการดังกล่าวจริง ส่วน บจก.สยามรักษ์ได้ยืนยันในที่ประชุมคณะอนุกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา ว่า ได้ลงนามขายข้าวถุงให้กับโรงสีโชควรลักษณ์

คณะอนุกรรมาธิการเกษตรและสหกรณ์วุฒิสภา ยังพบ หลักฐานอีกว่า มีข้าวถุงราคาถูกกระจายถึงมือประชาชนเพียง 1.86 แสนตัน จากทั้งหมด 2.5 ล้านตัน โดย นายชนุตร์ปกรณ์ วงศ์สีนิล ผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า เคยให้ข่าวกับสถานีโทรทัศน์ไทย พีบีเอส (29 พฤศจิกายน 2556) ว่า อนุมัติให้เบิกไปเพียง 1.1 ล้านตัน ดังนั้น จะมีข้าวหายไปจากโครงการจำนวน 9 แสนตัน นอกจากนั้น คณะอนุกรรมาธิการฯ ยังพบว่า ร้านค้าที่จำหน่ายข้าวถุงในโครงการ ต้องซื้อข้าวสารในราคาที่สูงกว่าราคาที่ กขช. กำหนด 5-10 บาทต่อถุง บางร้านระบุว่าต้องเดินทางไปรับข้าวถึงคลังด้วยตนเอง

ที่ผมตัดมาอ่านกันอย่างจะแจ้งนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของรายงานฉบับสมบูรณ์ จำนวน 218 หน้า ในตัวรายงานยังมีข้อมูลที่สมบูรณ์ น่าอ่าน น่าศึกษา และเป็นประโยชน์ต่อการ "รู้เช่นเห็นชาติ" นโยบายที่อ้างการช่วยชาวนา แต่ตลอดระยะจากต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ เต็มไปด้วยผีเปรตหิวโซที่เข้ามา "ลักกินขโมยกิน" อย่างชัดเจนจนตาค้างกันเลยทีเดียว

ซึ่งสื่อที่มีสำนึกทั้งหลายควรเข้าไปอ่านและนำมาสรุป นำมา เผยแพร่ นำมาบอกกล่าวต่อประชาชน ดีกว่าเอา "โพย" แถลงปิดคดีของ "จำเลยปากแข็ง" มาเผยแพร่ด้านเดียวเป็นไหนๆ

'ยิ่งลักษณ์'ยากปฏิเสธความรับผิดชอบ - ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2560

นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ(กขช.)แถลงปิดคดีด้วยวาจาโครงการรับจำนำข้าวใน 6 เรื่องเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2560 ชี้ว่าไม่ได้ทำอะไรผิด และปฏิเสธไม่ได้ปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริตโครงการรับจำนำข้าวใน 5 ฤดูการผลิต(2554/55 ถึง 2556/57) ที่รับจำนำข้าวเปลือกมาทั้งสิ้น 54.3 ล้านตัน จ่ายเงินไปทั้งสิ้น 8.79 แสนล้านบาท ซึ่งหวังให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้พิจารณาและพิพากษายกฟ้องในที่สุดนั้น

รศ.สมพร อิศวิลานนท์ นักวิชาการอาวุโส สถาบันคลังสมองของชาติ ให้ความเห็นกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ภาพรวมคำชี้แจงใน 6 เรื่องของนางสาวยิ่งลักษณ์ คงไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบในฐานะอดีตนายกรัฐมนตรีและประธาน กขช.ที่กำกับดูแลนโยบายข้าวของประเทศในขณะนั้นได้ ทั้งนี้ในข้อเท็จจริงของโครงการมีข้อสังเกตหลายเรื่องที่ส่อในทางทุจริตเช่น ขอวงเงินดำเนินโครงการไว้ 5 แสนล้านบาท แต่เป็นเงินกู้ยืมจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ไม่ใช่เงินงบประมาณรายจ่ายปกติของรัฐที่ต้องผ่านกระบวนการขออนุมัติจากรัฐสภาอย่างถูกต้องตามหลักนิติรัฐ ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบความโปร่งใสของการใช้เงินได้

ขณะที่การรับจำนำข้าวทุกเมล็ดเป็นการผูกขาดทางการค้า และฝืนกลไกตลาด โดยรัฐบาลดำเนินการเสมือนเป็นผู้ค้าข้าวรายใหญ่ผูกขาดแต่เพียงรายเดียวของประเทศ โดยดึงอุปทานข้าวเปลือกและข้าวสารทั้งหมดเข้ามาไว้ในมือ เอื้อให้เกิดการทุจริตทุกขั้นตอน ซึ่งจากราคารับจำนำข้าวเปลือกเจ้าที่ 1.5 หมื่นบาทต่อตัน ราคาสูงกว่าตลาด ณ เวลานั้น 40% ส่งผลให้ราคาข้าวสารส่งออกของไทยมีต้นทุนการส่งออกประมาณ 774 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน สูงกว่าราคาตลาดโลก 25% ส่งผลให้การส่งออกข้าวของไทยหดตัวลงในทุกภูมิภาค เห็นได้จากการส่งออกข้าวไทยได้ลดลงจากระดับ 9 ล้านตันต่อปี ลงเหลือ 6 ล้านตันในปีแรกที่มีการรับจำนำ

นอกจากนี้ยังส่อทุจริตเชิงนโยบายจากรัฐบาลมีการปกปิด ไม่เปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการเก็บรักษาข้าว หรือข้าวคงเหลือในคลังกลาง และไม่อนุญาตให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อมูลการส่งออกข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) แต่ข้อมูลทั้งหมดก็มารู้ภายหลังว่าไม่ใช่ข้าวจีทูจีจริง โดยจากหลักฐานที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้รับ มีเช็คสั่งจ่ายกว่า 2,000 ฉบับเป็นเช็คที่ผู้ค้าข้าวไทยจ่ายให้กับกรมการค้าต่างประเทศ ไม่ได้ส่งมอบให้รัฐบาลต่างประเทศจริง ขณะเดียวกันรัฐบาลยังให้สิทธิ 2 บริษัทเอกชนที่เป็นพวกพ้องนักการเมือง(เพรซิเดนท์อะกริเทรดดิ้ง และสยามอินดิก้า)ผูกขาดประมูลข้าวในสต๊อกรัฐไปขายต่อให้ผู้ส่งออกรายอื่นๆ และกินส่วนต่าง เช่น ซื้อมา 14 บาท/กก. ไปขายที่ 16-17 บาท/กก.กินส่วนต่าง 2-3 บาท/กก. เป็นต้น

"เรื่องข้าวจีทูจีหลักฐานชัดเจนสื่อไปในทางทุจริต มีการขายแบบ ex-warehouse คือซื้อขายที่หน้าคลังไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าขายให้ใคร เรื่องนี้จะอ้างว่าได้มอบอำนาจให้กระทรวงพาณิชย์เป็นผู้รับผิดชอบในการระบายข้าวโดยตรง ไม่เกี่ยวข้องกับการทุจริต แต่ในฐานะผู้กำกับดูแลนโยบายคงไม่สามารถปฏิเสธความผิดเรื่องปล่อยปละละเลยได้"

นอกจากนี้รัฐบาลได้ละเลยต่อปัญหาที่เกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวทั้งในการปิดบัญชีโครงการ ไม่มีการรวบรวมรายการบัญชีต่างๆ ที่แสดงถึงผลการดำเนินโครงการ (กำไร/ขาด ทุน) และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)ไม่สามารถตรวจสอบการดำเนินงานได้ ซึ่งเป็นการปกปิดข้อเท็จจริงที่พึงรายงาน

แหล่งข่าวจากวงการค้าข้าวหลายรายระบุตรงกันว่า โครงการรับจำนำข้าวทุกเมล็ดสร้างความเสียหายต่ออุตสาหกรรมข้าวไทยทั้งระบบมากกว่าประโยชน์ที่ได้รับ โดยราคารับจำนำสูง ส่งผลให้ข้าวไทยราคาสูงกว่าคู่แข่ง ลูกค้าหันซื้อ จากประเทศอื่น และปัจจุบันยังต้อง ใช้เวลาดึงลูกค้าให้กลับมา ส่วนธุรกิจโรงสีแห่ขยายกิจการรับจ้างสีแปรข้าวจากโครงการรับจำนำ ปัจจุบันไม่มีโครงการจำนำข้าวแล้ว โรงสียัง มีกำลังสีมากกว่าผลผลิตข้าวในแต่ ละปีถึง 3 เท่าแข่งกันเจ๊ง อย่างไรก็ดี ศาลฯมีข้อเท็จจริงทั้งหมดในมือแล้ว จะตัดสินอย่างไรคงต้องติดตาม

คอลัมน์ Socio Biz: การบริหารกิจการที่ดีกับธุรกิจขนาดเอสเอ็มอี - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2560

เรวัต ตันตยานนท์

เรามักจะได้ยินเรื่องเกี่ยวกับความบกพร่องในการบริหารจัดการที่ดีของธุรกิจเสมอเมื่อเกิดกรณีที่บริษัทขนาดใหญ่ต้องประสบปัญหาถึงขั้นทำให้บริษัทต้องล่มสลายอย่างรวดเร็วแบบที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่เมื่อพูดถึงเรื่องของการบริหารจัดการที่ดีสำหรับธุรกิจขนาดเอสเอ็มอี คำตอบที่ได้รับจากเจ้าของหรือผู้บริหาร มักจะออกมาในทำนองที่ว่า

เอสเอ็มอีมีภารกิจอื่นมากมายที่ต้องทำเพื่อให้อยู่รอด เรื่องการบริหารกิจการที่ดีเป็นเรื่องของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์หรือบริษัทขนาดใหญ่เท่านั้น!!

แต่ในยุคที่เจ้าของหรือผู้บริหารกิจการเอสเอ็มอีส่วนใหญ่กลายเป็นเป็นทายาทรุ่นที่ 2 หรือรุ่นที่ 3 ที่มีพื้นฐานการศึกษาที่สูงขึ้นแนวทางการทำธุรกิจย่อมจะต้องแตกต่างไปจากรุ่นบุกเบิกไปบ้างไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของวิสัยทัศน์ที่เกี่ยวข้องกับวิธีบริหารจัดการธุรกิจภายใต้หลักการบริหารกิจการที่ดี

การบริหารจัดการที่ดี หรือ Good Governance ซึ่งอาจมีชื่อในภาคภาษาไทยได้หลากหลาย เช่น จริยธรรมธุรกิจ บรรษัทภิบาล หรือ การกำกับดูแลกิจการที่ดี ซึ่งมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนมาใช้คำว่า การบริหารกิจการที่ดี เพราะจะมีความหมายที่ครอบคลุมมากกว่าที่จะให้ผู้บริหารทำหน้าที่กำกับดูแลอย่างเดียว แต่ต้องบริหารกิจการไปสู่การเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนอีกด้วย

สำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้กำหนดแนวปฏิบัติในการจัดการกิจการที่ดีไว้ใน 5 เรื่องหลัก ได้แก่

1) สิทธิของผู้ถือหุ้น 2) การปฏิบัติต่อผู้ถือหุ้นอย่างเท่าเทียมกัน 3) บทบาทของผู้มีส่วนได้เสีย 4) การเปิดเผยข้อมูลที่โปร่งใส และ 5) ความรับผิดชอบของคณะกรรมการ

ซึ่งก็จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า แนวคิดการบริหารกิจการที่ดีของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์หรือบริษัทขนาดใหญ่คงนำมาใช้กับธุรกิจในขนาดเอสเอ็มอีได้ยาก เพราะบริบทของการบริหารธุรกิจจะแตกต่างกันอย่างมาก

สำหรับธุรกิจในระดับเอสเอ็มอีที่ต้องการบริหารกิจการให้เป็นไปตามแนวทางของการบริหารกิจการที่ดี จะมีแนวปฏิบัติที่ต่างออกไป ดังนี้

1. การดูแลผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือผู้มีส่วนได้เสียกับธุรกิจอย่างเป็นธรรม

ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือผู้มีส่วนได้เสียกับธุรกิจเอสเอ็มอีโดยทั่วไป อาจได้แก่ หุ้นส่วน คู่ค้า พนักงาน ผู้บริหาร ลูกค้า หน่วยงานภาครัฐ ผู้บริโภค ชุมชนรอบข้าง และสังคมโดยทั่วไป

2. บริหารธุรกิจอย่างโปร่งใส ไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการคอรัปชั่น การให้หรือรับสินบน การกระทำหรือหลีกเลี่ยงการกระทำเพื่อให้ได้ประโยชน์ต่อธุรกิจหรือได้เปรียบคู่แข่งขันทางธุรกิจโดยมิชอบ ไม่สนับสนุนอาชญากรรมทางธุรกิจทุกรูปแบบ รวมถึงการใช้แรงงานอย่างคำนึงถึงข้อกำหนดทางกฎหมายและสิทธิมนุษยชนพื้นฐานของแรงงานที่พึงได้รับ

3. ดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจโดยไม่สร้างความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การปล่อยน้ำเสีย มลพิษทางอากาศ ฝุ่น ควัน กลิ่น เสียง ขยะ ในลักษณะที่อาจสร้างความเดือดร้อนรำคาญให้กับชุมชนหรือบุคคลทั่วไป หรือผิดกฎหมาย รวมไปถึงการแสวงหาวิธีการ มาตรการ ในการที่จะพัฒนาวิธีการดำเนินธุรกิจให้ลดผลกระทบเชิงลบต่อสภาวะแวดล้อมให้ได้มากที่สุด และการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างประหยัดและระมัดระวัง

4. การมีระบบบัญชีที่โปร่งใส และการเสียภาษีที่ถูกต้องตามกฎหมาย

5. การดูแลพนักงานให้มีสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ดี ได้รับค่าจ้างค่าตอบแทนที่เป็นธรรม ให้สวัสดิการที่จะทำให้พนักงานมีการดำรงชีวิตที่ดีขึ้น รวมถึงการพัฒนาทักษะ ความรู้ ความสามารถ ให้กับพนักงาน เพื่อให้มีอาชีพการงานที่มั่นคงและมีความก้าวหน้าในอาชีพการงานได้ตามศักยภาพ รวมถึงการพิจารณาเลื่อนขั้นตำแหน่ง และได้รับการยกย่องเมื่อปฏิบัติหน้าที่การงานได้ดีเด่น

สิ่งเหล่านี้ เป็นพื้นฐานที่ธุรกิจเอสเอ็มอีสามารถทำได้ในบริบทและขอบเขตของการดำเนินธุรกิจที่จะได้รับการยอมรับว่า เป็นเอสเอ็มอีที่มีมีการบริหารกิจการที่ดี

เพื่อเป็นตัวอย่างให้กับเอสเอ็มอีอื่นๆ อีกเป็นจำนวนมากที่เคยเชื่อว่า เรื่องของการกำกับดูแลหรือการบริหารจัดการที่ดีนั้น เป็นเรื่องของบริษัทขนาดใหญ่เท่านั้น

โดยที่เอสเอ็มอีไม่เกี่ยว ???

นิด้าเสวนาปฏิรูปตำรวจ ชง'อัยการ'คุมสอบสวน - มติชน ฉบับวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2560

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) จัดเสวนาวิชาการเนื่องในวันรพี เรื่อง "ปฏิรูปตำรวจและระบบงานสอบสวนอย่างไรถึงได้ใจประชาชน" โดย ศ.ดร.บรรเจิด สิงคเนติ ผู้อำนวยการหลักสูตรนิติศาสตรดุษฎีบัณฑิต นิด้า กล่าวตอนหนึ่งว่า การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมเป็นหัวใจของการปฏิรูป เพราะสังคมต้องดำเนินด้วยหลักนิติรัฐ นิติธรรม ทั้งนี้ ตำรวจอยู่ภายใต้ระบบยศ ไม่เอื้อต่อความเป็นกลางในระบบยุติธรรม เพราะประเทศอยู่ในระบบอุปถัมภ์ จึงต้องช่วยกันส่งเสียงทิศทางปฏิรูปประเทศที่ควรเป็น ให้ประเทศนี้อำนวยความยุติธรรมให้คนทุกชนชั้น

"1.ระบบงานสอบสวนทุกวันนี้นำไปสู่ปัญหาความไม่ยุติธรรมของสังคมได้ จะต้องหาคนถ่วงดุล 2.ประเทศไทยสร้างองค์กรพิเศษขึ้นมามาก อย่างดีเอสไอ องค์กรอิสระต่างๆ ที่มีอำนาจทางอาญา เพราะแก้ปัญหาหลักไม่ได้ แต่องค์กรที่สร้างใหม่ก็เดินทางเดิม ทั้งที่เราต้องทำระบบสอบสวนหลักให้มีดุลยภาพก่อน ตำรวจจะเป็นของประชาชนได้ก็ต่อเมื่อระบบสอบสวนมีองค์กรเข้ามาช่วยกลั่นกรอง เพื่อความชัดเจนในพยานหลักฐาน" ศ.ดร.บรรเจิดกล่าว และว่า ควรให้พนักงานอัยการมีอำนาจควบคุมการสอบสวนในคดีสำคัญและคดีที่มีการร้องเรียน

รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต คณบดีคณะพัฒมนาสังคมและสิ่งแวดล้อม นิด้า กล่าวว่า การปฏิรูปตำรวจต้องเอาโรงพักเป็นศูนย์กลาง ยุบกองบัญชาการทั้งหมด นายพลไม่ต้องมีมาก ในจังหวัดมีกองกำกับการ โยกย้ายแค่ภายในจังหวัด ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ สร้างระบบข้อมูลโปร่งใสตรวจสอบได้ว่าคดีที่แจ้งไปถึงไหนแล้ว และทำความเป็นจริงเกี่ยวกับจำนวนคดีอาชญากรรม รวมทั้งต้องยกเลิกโรงเรียนนายร้อยตำรวจ และยกเลิกตำรวจชั้นประทวนที่จบ ม.6 ให้จบปริญญาตรี

ด้าน นิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความเห็นประชาชนเรื่อง "ปฏิรูปตำรวจอย่างไรจึงจะได้ใจประชาชน"ระหว่างวันที่ 24- 29 กรกฎาคมที่ผ่านมา จากประชาชน 2,003 หน่วยตัวอย่าง พบว่าเรื่องการแยกระบบงานสอบสวนออกจากตำรวจ เพื่อสร้างหลักประกันความเป็นอิสระและความยุติธรรมในการดำเนินคดีอาญา พบว่าร้อยละ 69.75 เห็นด้วย เพราะเป็นการแยกระบบงานจับกุมและงานสอบสวนออกเป็นสัดส่วนเช่นเดียวกับในบางประเทศที่ใช้ระบบดังกล่าว ช่วยลดภาระงาน ตำรวจ ป้องกันการใช้อำนาจสอบสวนในทางที่ผิด สร้างความเชื่อมั่นในระบบงานสอบสวนมากขึ้น มีความโปร่งใสยุติธรรมมากขึ้น รองลงมา ร้อยละ 24.31 ไม่เห็นด้วย เพราะการสอบสวนเป็นหน้าที่ของตำรวจ เชื่อมั่นว่าทำหน้าที่ดังกล่าวได้ดีเพราะมีประสบการณ์ หากแยกระบบงานสอบสวน อาจเกิดความซ้ำซ้อน ล่าช้า ขาดความต่อเนื่อง

เรื่องให้พนักงานอัยการมีอำนาจตรวจสอบควบคุมการสอบสวนคดีที่มีโทษจำคุกเกิน 5 ปี หรือคดีที่มีการร้องเรียน พบว่าร้อยละ 79.83 เห็นด้วย เพราะเป็นการป้องกันการทุจริตในระบบงานสอบสวน เพื่อความโปร่งใสเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ประชาชนที่ไม่มีความรู้ด้านกฎหมายอาจโดนยัดเยียดข้อกล่าวหา ขณะที่ร้อยละ 12.83 ไม่เห็นด้วย เพราะมีฝ่ายตรวจสอบควบคุมอยู่แล้ว อัยการมีภาระงานมากอยู่แล้ว อาจเกิดความซ้ำซ้อน

เรื่องการออกหมายเรียกบุคคลมาแจ้งข้อหาหรือเสนอศาลออกหมายจับ ควรได้รับความเห็นชอบจากพนักงานอัยการ พบว่าร้อยละ 62.61 เห็นด้วย เพราะเป็นการทำงานร่วมกันหลายฝ่าย จะได้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง ชัดเจน ป้องกันการจับแพะหรือยัดเยียดคดีให้ผู้ต้องหา รองลงมา ร้อยละ29.15 ไม่เห็นด้วย เพราะกระบวนการต่างๆ อาจล่าช้ายุ่งยากเกินไป อาจส่งผลเสียต่อรูปคดี

คอลัมน์ โสภณองค์การณ์: ต้องปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทุกระดับ - ผู้จัดการสุดสัปดาห์ 360 องศา ฉบับวันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ประเทศไทยมีหลายองค์กรสำคัญทำหน้าที่สืบสวน ปราบปราม จับกุมผู้กระทำผิดในคดีทุจริต ประพฤติมิชอบในวงราชการ ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงวิธีการและโครงสร้างหน่วยงานและเจ้าหน้าที่มาโดยตลอด แต่ปรากฏว่าการทุจริต คอร์รัปชัน ยังคงติดอันดับโลก ทำไม?

ถ้ามีองค์กรเหล่านี้มาก ต้องแก้ไขกฎหมายให้รัดกุม ก็สะท้อนให้เห็นว่าผลงานยังไม่ได้ผลตามความคาดหวังหรือ เป้าหมายของการทำงาน ยิ่งมีสภาวะปัญหาเศรษฐกิจ การดิ้นรนเพื่อให้มีความมั่นคงในทรัพย์สินและชีวิตสุขสบาย ทำให้เกิด กิเลสในกลุ่มผู้มีโอกาสโกง

การทุจริต คอร์รัปชันในวงการราชการแต่เดิมนั้นมีตัวหลัก 3 ประการคือ นักการเมือง ข้าราชการ พ่อค้าผู้จ่ายเงินสินบน จากนั้นมีการพัฒนาด้วยการตั้งงบประมาณไว้โกงกินยาว ผูกมัดผ่านการจัดซื้อจัดจ้าง แม้จะพ้นตำแหน่งไปแล้วรายได้จากการโกงยังมีต่อเนื่อง

เว้นแต่ว่าจะมีการจ่ายรับเป็นงวดเดียวเพื่อความสะดวกปลอดภัยในการซุกซ่อนให้พ้นจากการตรวจสอบ ที่น่ากังวลคือการทุจริต คอร์รัปชันยังติดเชื้อลามมายังเจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่ปราบปรามการประพฤติมิชอบ ในรูปแบบของการละเว้น การทำสำนวนให้อ่อนละมุน

เรามีอะไรบ้างที่ตรวจสอบ จับกุมการทุจริตในภาครัฐ? อ๋อ! เรามี ป.ป.ช. ปปท. ปปง. สตง. ดีเอสไอ ผู้ตรวจการแผ่นดิน และหน่วยงานต่างๆ ภายใต้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เช่นกองปราบฯ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ตำรวจเศรษฐกิจ ตำรวจคอมพิวเตอร์

มีหน่วยงานเยอะแยะ แต่ทำไมปัญหาการทุจริตยังคงมีเพิ่ม ไม่มีวี่แววว่าจะลด ทั้งๆ ที่ผู้นำรัฐบาลแต่ละคณะก็ประกาศครึกโครมว่าจะจัดการปัญหาการทุจริตอย่างเด็ดขาด ไม่เห็นแก่หน้าใครทั้งสิ้น ใครมีหลักฐานให้ยื่นไปยังเจ้าหน้าที่ แต่ก็ ไม่ได้ผล ทำไม...?

คำตอบที่มักได้ยินคือ...เจ้าหน้าที่ไม่ทำหน้าที่ ทำแล้วเจอตอ ระบบเส้นสายอิทธิพล มีการเอื้ออวยประโยชน์ ดำเนินคดีทำสำนวนไม่รัดกุม ขาดหลักฐานสำคัญ พยานไม่มีน้ำหนัก และยังมีการใช้ดุลพินิจสั่งไม่ฟ้องบ้าง ตัดบางประเด็นออกไปบ้าง เกิดความเจือจางในข้อหา

ในประเทศที่พัฒนาแล้ว เพียงแค่ตำรวจก็ทำหน้าที่แทนบางองค์กรที่บ้านนี้เมืองนี้มี และทำงานได้ผล ถ้ามีความตั้งใจจริง มือสะอาด ไม่จำเป็นต้องมีองค์กรยั้วเยี้ยซ้ำซ้อน ทั้งมีข้อครหาเรื่องค้าสำนวน กินตามน้ำ ทวนน้ำ ใต้โต๊ะ หักดิบ ทำให้การทุจริตเฟื่องฟูขยายตัว

แต่น่าประหลาด ผู้รับผิดชอบบ้านเมืองกลับไม่รู้สึกอับอาย หน้าบาง เมื่อองค์กรปราบปรามการทุจริตไม่ได้เรื่อง องค์กรปราบ โกงในเมืองไทยมีคดีค้างคาอยู่มากมาย ใช้เวลาเป็น 10 ปีหรือนานมากกว่านั้นกว่าจะสรุปสำนวนได้ว่าจะฟ้องร้องได้หรือไม่ได้

บางองค์กรมีเรื่องดองไว้มากกว่า 1 หมื่นคดี จนชาวบ้านเชื่อมั่นว่าต่อให้ใช้เวลาถึงชาติหน้าก็ไม่จบสิ้นเพราะกว่าแต่ละเรื่องเก่าผ่านไป มีเรื่องใหม่มาแทนมากกว่ากันเยอะ การไม่ได้เรื่องแบบนี้ทำให้เกิดแรงจูงใจเสี่ยงโกง ได้เงินก้อนใหญ่ก็คุ้ม และยังมีต่อเนื่อง

แน่นอน มีเงินโกงเหลือเพียงพอสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการสู้คดี ในกรณีถูกจับได้ไล่ทัน ดังนั้นเสียงร่ำลือถึงการวิ่งเต้นใช้อิทธิพลเส้นสายจ่ายเงินเปิดทางเพื่อให้หลุดคดีอาญาจึงเป็นแนวหนทางปฏิบัติสำหรับอาชญากร ตัวโกงให้รอดพ้นโทษได้ง่ายดาย

คำพูดซึ่งคนได้ยินซ้ำซากจำเจ แต่เป็นเรื่องจริงที่ทำให้คนบ้านนี้ เมืองนี้หัวเราะไม่ออก ร้องไห้ไม่ได้ก็คือ "คุกมีไว้ขังคนจน คนไม่มีเส้นสาย" แต่คนมีอำนาจจัดการก็ยังไม่รู้สึกว่าต้องอาย ต้องเร่งปรับปรุงยกเครื่องกระบวนการต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพ น่าเชื่อถือได้

การมีองค์กรมาก ทำให้เรื่องเยอะ คดียืดเยื้อ เจ้าหน้าที่ต้องทำงานเตรียมเอกสาร ผู้ถูกกล่าวหาต้องทนทุกข์อยู่นานเป็นปีๆ กว่าคดีจะถูกนำขึ้นสู่ศาลเพื่อพิจารณาตัดสินว่าผิดหรือไม่ผิด ระหว่างนั้นทำให้คนถูกกล่าวหาหมดโอกาสทำมาหากินตามปกติเพราะมีมลทิน

ข้ออ้างในภาษาโลกสวยที่ว่า "ผู้ต้องหาหรือจำเลยทุกคนยังเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีการพิสูจน์และคำพิพากษาของศาลว่าเป็นผู้กระทำความผิด" นั้น ก็ฟังกันได้ในโลกสวย

แต่ความเป็นจริงของชีวิตก็คือ "ผู้ถูกกล่าวหา หรือจำเลย ไม่เป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะพิสูจน์ในศาลและมีคำพิพากษายืนยันว่าเป็นผู้บริสุทธิ์" เพราะการมีคดีย่อมไม่ถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์แล้ว ผู้บริสุทธิ์ย่อมไม่ควรถูกฟ้องร้องมีคดีติดตัวตั้งแต่แรก และส่วนใหญ่เป็นแบบนี้

มีเสียงเรียกร้องให้มีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำเพื่อฟื้นฟูความน่าเชื่อถือ ความเชื่อมั่นของประชาชน โดยเฉพาะองค์กรตำรวจซึ่งอยู่ต้นน้ำ รัฐบาลคุณท่านเพิ่งเริ่มก้าวแรกในงานปฏิรูปตำรวจ ไปถึงไหนยังไม่รู้

ส่วนอีก 2 ระดับคงจะยากเพราะมีขั้นตอน และไม่ได้สังกัดหน่วยงานเดียวกัน การอนุมัติร่างกฎหมายปราบปรามการทุจริต 3-4-7 ชั่วโคตรอะไรก็แล้วแต่จะเรียกนั้น จะได้ผลหรือไม่ขึ้นอยู่ตัวบุคคลที่ทำหน้าที่ ทุกวันนี้มีกฎหมายสารพัด ถ้าเจ้าหน้าที่ไม่ทำ ก็สิ้นท่า

ความผิดปกติในกระบวนการยุติธรรมไม่ใช่มีเฉพาะในคดีทุจริต คอร์รัปชัน ยังมีคดีพิพาทฟ้องร้อง ละเมิด ความขัดแย้ง การกระทำผิดกฎหมายในคดีต่างๆ ซึ่งจำเป็นต้องให้มีกระบวนการยุติธรรมที่เที่ยงธรรมทำงานอำนวยความยุติธรรมที่เที่ยงธรรมอย่างแท้จริง

ถ้าเกิดปัญหาความอยุติธรรม ประชาชนพึ่งพากระบวนการและองค์กรเหล่านี้ไม่ได้ ก็ไม่ต่างจากสภาวะรัฐล้มเหลว บ้านเมืองรอวันเกิดมิคสัญญีกลียุค กฎหมายก็เอาไม่อยู่ถ้าประชาชนคับแค้นใจเมื่อมีการบิดเบือน การทุจริตในการใช้อำนาจหน้าที่ ไม่เที่ยงธรรม

ยิ่งมีคดีเกี่ยวโยงกับการเมือง มวลชน การขัดแย้งด้านผลประโยชน์ การช่วงชิงอำนาจ ถ้ามีข้อสงสัยในการใช้อำนาจไม่เป็นธรรม การใช้อิทธิพล เงิน วิ่งเต้นเบี่ยงเบนผลแห่งคดีได้ จะทำให้เกิดความเสี่ยง ความมั่นคงมีปัญหา ความไม่น่าเชื่อถือส่งผลต่อเศรษฐกิจ สังคม

ประเทศไทยจะเป็น 4.0 ตามคำอ้างได้หรือไม่ ก็อยู่ที่ความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรม และบุคคลต่างๆ ซึ่งทำหน้าที่ ดังนั้นการปฏิรูปแค่ต้นน้ำ ไม่เป็นผล ต้องใช้ความกล้าหาญจัดการให้ครบทุกขั้นตอน เป็นการแสดงให้เห็นความจริงใจ ความตั้งใจด้วย.

มีเสียงเรียกร้องให้มีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำจนถึงปลายน้ำเพื่อฟื้นฟูความน่าเชื่อถือ ความเชื่อมั่นของประชาชนโดยเฉพาะองค์กรตำรวจซึ่งอยู่ต้นน้ำ รัฐบาลคุณท่านเพิ่งเริ่มก้าวแรกในงานปฏิรูปตำรวจไปถึงไหนยังไม่รู้ ส่วนอีก 2 ระดับคงจะยากเพราะมีขั้นตอน และไม่ได้สังกัดหน่วยงานเดียวกันการอนุมัติร่างกฎหมายปราบปรามการทุจริต 3-4-7 ชั่วโคตรอะไรก็แล้วแต่จะเรียกนั้นจะได้ผลหรือไม่ขึ้นอยู่ตัวบุคคลที่ทำหน้าที่ ทุกวันนี้มีกฎหมายสารพัดถ้าเจ้าหน้าที่ไม่ทำ ก็สิ้นท่า

คอลัมน์ เฉลิมชัย ยอดมาลัย: ภาษีบาปกับการใช้จ่ายที่น่ากังขา - แนวหน้า ฉบับวันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2560

chalermchai@naewna.com

Earmarked Tax คือภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ แปลไทย เป็นไทยได้ว่า คือภาษีหรือค่าธรรมเนียมชนิดหนึ่งซึ่งมีรายได้ มาจาก Earmarked Tax แล้วนำเงินที่ได้นั้นไปใช้ตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้เท่านั้น โดยไม่สามารถนำไปใช้เพื่อการ อื่นได้เป็นอันขาด อย่างไรก็ตาม มีการเรียกภาษีชนิดนี้ว่าภาษีบาป (Sin Tax)

สำหรับประเทศไทยจัดเก็บภาษีชนิดนี้จากการจำหน่ายบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อควบคุมและลดการสูบบุหรี่รวมถึงดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในหมู่ประชาชน และเพื่อต้องการส่งเสริมให้ประชาชนมีสุขภาพดีขึ้นเมื่อห่างไกล จากสิ่งเสพติดทั้งสองชนิด

หน่วยงานในประเทศไทยที่ได้เงินจากภาษีบาป ซึ่งทุกคนทราบกันเป็นอย่างดีคือกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริม สุขภาพ (สสส.) และองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (สสท.) หรือคนทั่วไปรู้จักในชื่อไทยพีบีเอส นอกจากนี้ ยังมีกองทุนเพื่อการพัฒนากีฬาอีกด้วย สำหรับสสส.ได้รับเงินร้อยละ 2 ของอัตราภาษี ซึ่งไม่มีการ กำหนดเพดานวงเงินที่ได้รับในแต่ละปีงบประมาณ ส่วนไทยพีบีเอส ได้รับเงินร้อยละ 1.5 ของอัตราภาษี โดยกำหนดรายได้สูงสุด ในแต่ละปีงบประมาณ ไม่เกิน 2 พันล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีกองทุนเพื่อการพัฒนากีฬาอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม พบว่ามีปัญหาใหญ่ที่น่าตั้งเป็นข้อสังเกต ในการใช้ Earmarked Tax หรือภาษีบาปสำหรับองค์กรต่างๆ ในประเทศไทยคือ การตรวจสอบการใช้จ่ายเงินภาษีดังกล่าว ในหน่วยงานซึ่งได้รับเงินอุดหนุนจาก Earmarked Tax ทำได้ยากมาก และปริมาณรายได้ซึ่งหน่วยงานได้รับเงินจาก Earmarked Tax ไม่มีความเหมาะสมหรือไม่สอดคล้องกับผลการดำเนินงานของหน่วยงาน มีความเสี่ยงที่จะได้รับแรง กดดันทางการเมืองเพื่อเพิ่มรายได้ที่ได้รับจาก Earmarked Tax โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ได้รับผลประโยชน์ การใช้จ่ายของรัฐบาล ไม่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากการใช้จ่ายตามวัตถุประสงค์เจาะจงอาจทำให้ใช้จ่ายเกินความจำเป็นหรือใช้จ่ายโดยไม่คุ้มค่า เมื่อเปรียบเทียบกับการนำเงินไปใช้จ่ายตามวัตถุประสงค์อื่นๆ (อ่านเพิ่มเติมจากการคลังปริทัศน์ ฉบับที่ 7/2557 สำนักนโยบายการคลัง)

คำถามที่คนไทยจำนวนหนึ่ง โดยเฉพาะผู้ที่เฝ้าติดตาม ดูการทำงานของคณะผู้บริหารระดับสูงของไทยพีบีเอสตั้งเป็นประเด็นคือ ไทยพีบีเอสใช้เงินภาษีบาปปีละ 2 พันล้านบาท ได้มีประสิทธิภาพเพียงใด แล้วมีคำถามที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ การใช้จ่ายเงินภาษีบาปภายในไทยพีบีเอสตั้งแต่เริ่มตั้งองค์การมาจนถึงขณะนี้มีความโปร่งใสขาวสะอาดและบริสุทธิ์แท้จริงหรือไม่ ขณะเดียวกัน สาธารณชนก็มีคำถามมากมายถึง เรื่องการใช้จ่ายเงินจำนวนมหาศาลภายในสสส.ว่าโปร่งใสและขาวสะอาดมากน้อยเพียงใด

ย้อนกลับไปที่ประเด็นไทยพีบีเอสกับการได้เงินภาษีบาปปีละ 2 พันล้านบาทเพื่อใช้จ่ายในองค์การ ซึ่งอ้างว่าเพื่อผลิตรายการสำหรับสาธารณะ คำถามคือ กล้ายืนยันหรือว่ารายการที่ไทยพีบีเอสนำเสนอนั้นเป็นที่ต้องการของสาธารณชนโดยแท้จริง ไทยพีบีเอสนำเสนอรายการที่สถานีโทรทัศน์ช่อง อื่นๆ ไม่สามารถนำเสนอได้จริงหรือ แต่คำถามที่ลึกกว่านั้น คือ ไทยพีบีเอสใช้เงินภาษีบาปตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ได้ขาว สะอาดปราศจากมลทินจริงหรือ โปรดสำเหนียกไว้ตลอดเวลาว่า ภาษีบาปก็คือเป็นภาษีของประชาชน ซึ่งเป็นเงินของแผ่นดิน เพราะฉะนั้นใครก็ตามที่ใช้ภาษีของแผ่นดิน ก็ต้องถูกตรวจสอบ โดยไม่มีข้อยกเว้น

คอลัมน์ มองตะเกียบเห็นป่าไผ่: ไต้หวันสกปรก ฮ่องกงคอร์รัปชั่น ตัวอย่างเมือง 'เฮงซวย' - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2560

นิธิพันธ์ วิประวิทย์

ถ้าบอกว่าจีนเคยเป็นประเทศที่ยากจนข้นแค้นแสนสาหัสมาก่อนเมื่อไม่นานมานี้ ผู้ใหญ่วัยกลางคนคงรู้กันดี แต่กับใครที่อายุไม่เกิน 20 อาจคิดภาพกันไม่ออกนัก

สัก 30-40 ปีที่แล้ว พี่น้องชาวไทยเชื้อสายจีนคงเคยได้ยินเรื่องทัวร์เยี่ยมญาติที่ไปแต่ละครั้งแทบหมดเนื้อหมดตัว ไม่ใช่เพราะถูกหลอกหรือถูกโกง เนื่องด้วยไม่ยอมจากบ้านเกิดหลงปักหลักอยู่ที่จีนแผ่นดินใหญ่ พวกเขาจึงต้องขอทุกอย่างที่เราพกติดตัวไปเพื่อใช้ประทังชีวิต ไม่ว่าจะเป็น เงินทอง เครื่องประดับ

30 ปีต่อมา ใครจะไปคิดว่าจีนจะกลายเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ ประชาชนอยู่ดีกินดี ออกท่องเที่ยวพยุงเศรษฐกิจทั่วโลก เทคโนโลยีทางเศรษฐกิจก้าวไกลจนถึงขั้นประกาศตัวจะเป็นสังคมไร้เงินสดในอีก 5 ปีข้างหน้า

ถ้าจะถามว่าเพราะอะไร ก็คงตอบสั้นๆ ได้ว่า เพราะวิสัยทัศน์ผู้นำที่กล้าพลิกอุดมการณ์ ล้าสมัย ประกาศเปิดประเทศและระบบเศรษฐกิจอย่างมีแผนการ

ถ้าบอกว่าไต้หวันเคยเป็นเมืองที่สกปรกมากมาก่อนเมื่อไม่กี่สิบปีก่อนหน้านี้ หลายคนคงนึกไม่ออก

ช่วงปี 1970-1980 ไต้หวันมีพัฒนาการด้านเศรษฐกิจก้าวกระโดด แต่ก็พ่วงมาด้วยปัญหาขยะล้นเมือง ถึงขนาดคนไต้หวันเรียกบ้านเมืองตัวเองว่า "เกาะขยะ"

แล้วไต้หวันก็ประกาศจะเปลี่ยนแปลง สร้างระบบการจัดเก็บขยะแบบใหม่ ยกเลิกการตั้งถังขยะสาธารณะในบริเวณที่อยู่อาศัย แต่ให้รถขยะที่มาพร้อมเสียงเพลงไพเราะมาจัดเก็บตามเวลา ประชาชนต้องเดินออกมาทิ้งขยะที่รถกันเอาเอง

โดยมีเงื่อนไขพ่วงว่า ถุงขยะที่ใช้ต้องซื้อจากรัฐเท่านั้น หากไม่ใช่ รัฐจะไม่รับเก็บ ซึ่งเท่ากับว่าใครทิ้งมากจ่ายมาก จ่ายค่าถุงมากโดยปริยาย

แต่ถ้าแยกขยะที่รีไซเคิลออกมาได้ รัฐจะมีรถอีกประเภทมาจัดเก็บให้ฟรี พร้อมมาตรการดักจับคนที่แอบลักลอบทิ้งขยะโดยให้รางวัลแก่ผู้พบเห็น

ผู้บริหารเมืองไต้หวันโดนกระแสต่อต้านหนักมากในช่วงแรก แต่พอไต้หวันกลายเป็นบ้านเมืองสะอาดในระยะเวลาอันสั้น เสียงก่นด่าก็หมดไป ผลข้างเคียงที่น่าสนใจคือผู้คนนิยมพกถุงผ้า ไม่นิยมผลิตภัณฑ์ที่มีหีบห่อซับซ้อนสิ้นเปลือง

ถ้าจะถามว่าความสำเร็จเกิดขึ้นเพราะอะไร ก็คงตอบสั้นๆ ได้ว่า เพราะวิสัยทัศน์ผู้นำที่ไม่นิ่งเฉยเมื่อเห็นปัญหา

ฮ่องกงก่อนปี 1974 เต็มด้วยปัญหาคอร์รัปชั่น คนฮ่องกงเห็นการยัดเงิน ติดสินบนบนโต๊ะใต้โต๊ะเหมือนอากาศในชีวิตประจำวัน ขาดไปก็ใช้ชีวิตไม่ได้

ขนาดเรื่องเกี่ยวกับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินสาธารณะอย่างรถดับเพลิงยังต้องติดสินบน

ชาวฮ่องกงยุคนั้นมีวลีติดปากว่า "เหยาโสย เหยาโสย โหมวโสย โหมวโสย, เหยาโสย ก่อโสย โหมวโสย ส่านโสย" แปลเป็นไทยว่า "เงินมา น้ำมา เงินขาด น้ำหมด มีเงินก็ให้เงินมา เงินไม่มาน้ำก็จากไป"

"โสย" ในประโยคแปลว่า น้ำ ซึ่งมีความหมายว่าเงินเช่นกัน

ฮ่องกงพยายามขจัดคอร์รัปชั่นมาตลอดแต่ไม่เคยสำเร็จ กระแสการปราบคอร์รัปชั่นจุดติดเมื่อปี 1973 ปีที่ Peter Godber หัวหน้าผู้กำกับแห่งกรมตำรวจฮ่องกงเกษียณอายุราชการ เขามีชื่อเสียงด้านความเก่งกาจและมีประสิทธิภาพในการทำงาน แต่กลับคดโกงและโกยเงินคอร์รัปชั่นแล้วชิ่งบินกลับไปสู่เกาะอังกฤษ

คดีนี้ทำให้คนฮ่องกงตื่นตัวลุกขึ้นประท้วง Dirty Cop จนในที่สุดจุดติดจนนำมาสู่การต่อต้าน Corruption Town ผู้บริหารเกาะฮ่องกงรีบใช้โอกาส ก่อให้เกิด ICAC หรือคณะกรรมการอิสระเพื่อต่อต้านคอร์รัปชั่นในปี 1974 ซึ่งเป็นหน่วยงานอิสระ มีอำนาจเด็ดขาดในการปราบคอร์รัปชั่น

คอร์รัปชั่นในฮ่องกงลดลงเรื่อย เพียงในปี 1986 ประชากรอายุ 15-24 ปี กว่าร้อยละ 75 ก็เห็นว่าการคอร์รัปชั่นเป็นความเลวร้ายต่อสังคม ต่างกับยุคก่อนหน้าที่เห็นเป็นเรื่องจำเป็นต่อชีวิต

ทำไมฮ่องกงถึงทำได้ ก็คงต้องตอบว่าเพราะนโยบายจากผู้นำที่ปรับให้เข้ากับสภาพความเป็น

จริงรอบด้าน มีทั้งมาตรการระยะสั้นที่เด็ดขาด และมาตรการระยะยาวที่ปลูกฝังรากลึกให้กับสำนึกประชาชน

เฮงซวย เป็นคำยืมจากภาษาจีนแต้จิ๋ว ในภาษาจีนมีความหมายต่างจากแบบไทย

เฮงซวย (จีนกลางอ่าน ซิงซวย) ประกอบจากคำว่า เฮง แปลว่า รุ่งเรือง และ ซวย แปลว่า ตกต่ำ เมื่อประกอบกันแปลว่า "ความรุ่งเรืองและตกต่ำ" เป็นคำบรรยายสถานภาพเอาแน่เอานอนไม่ได้ มักใช้กับบ้านเมือง ตระกูลหรือไม่ก็วิถีชีวิตที่มีทั้งดีร้าย ทั้งเจริญและเสื่อม

ที่ใช้แบบไทยๆ เพื่อบรรยายความเอาแน่เอานอนไม่ได้ของสิ่งนั้นๆ เช่น ใช่ด่าว่า คนเฮงซวย หรือของเฮงซวย จึงผิดไปจากความหมายเดิมบ้าง

ซึ่งหากว่ากันตามความหมายเดิม ความเฮงซวยของสามเมืองข้างต้นทำให้เรารู้ว่า บ้านเมืองจะเฮง หรือจะซวย ล้วนเป็นไปได้ ปัจจัยด้านเวลาสำคัญแน่ แต่ที่สำคัญไม่แพ้กัน คือวิสัยทัศน์และเทคนิคการลงมือทำของผู้นำ รวมถึงศักยภาพในการเรียกร้องความร่วมมือของคนในสังคม ทำได้เมืองที่เคยซวยจะได้กลับมาเฮง