You are here

CG and corruptions News - 7 December 2017

ป้อมรอแจงปปช. บี้ร่ำรวยผิดปกติ - ไทยโพสต์ ป้อมรอแจงปปช. บี้ร่ำรวยผิดปกติ - ไทยโพสต์

เผยจนท.รัฐถูกร้องประพฤติมิชอบสูงสุด- กรุงเทพธุรกิจ

กก.ปฏิรูปมั่นใจปราบทุจริตได้ผล - ข่าวสด

คลังเร่งแก้ปมจัดซื้อจัดจ้าง 'คน-ไอที'ไม่พร้อมท้องถิ่นผวาโทษหนัก - ประชาชาติธุรกิจ

ยันไม่ยุ่งตั้งอธิการบดีมม.-หนุนสภามหา'ลัยจัดการ - ไทยรัฐ

ที่ดินแจงรอศาลถอนโฉนดสมุย - ฐานเศรษฐกิจ

คอลัมน์ ป้อมพระอาทิตย์: ทำไม"ประวิตร"ซวยไม่เลิก - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

คอลัมน์ พอเพียงอย่างพอใจ: Public Hearing ของตลท. กับอำนาจที่ไม่เคยพอ... ฐานเศรษฐกิจ

รายงาน: ธรรมาภิบาล? AOTโต้ผลาญเงิน 3 พันล้าน - ฐานเศรษฐกิจ

ผลของกฎหมาย ในการกระทำความผิดต่อชีวิตร่างกายของทหาร ที่ผู้บังคับบัญชาทหารทุกระดับชั้นพึงระมัด

ระวัง - มติชน

ป้อมรอแจงปปช. บี้ร่ำรวยผิดปกติ - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2560

กรุงเทพฯ * "ซุปตาร์ป้อม" ท่องคาถาเรื่องแหวนเพชร-นาฬกาหรู พร้อมให้การเฉพาะ "ป.ป.ช." อย่างเดียว "วรวิทย์" ย้ำชงที่ประชุมใหญ่พฤหัสบดีแน่ หน้าเก่าทั้ง "อนุสรณ์-ศรีสุวรรณ" พาเหรดขย้ำ บี้เล่นงานทั้งแจ้งบัญชีเท็จ-ร่ำรวยผิดปกติ คณะ กก.ปฏิรูปด้านโกงโอ่ ปชช.หนุนเต็มสูบจี้รัฐเร่งคลอดกฎหมายใน 1 ปี

"ผมไม่ต้องชี้แจงอะไร เดี๋ยวผมจะชี้แจงต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เอง แต่ยืนยันว่ามีหลักฐานพร้อมที่จะชี้แจง ขอให้ สื่อมวลชนถามเรื่องอื่นจะดีกว่า" คำให้สัม ภาษณ์ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระ ทรวงกลาโหม ที่กล่าวก่อนการประชุมคณะ กรรมการพิจารณางบบูรณาการจัดทำงบ ประมาณในลักษณะบูรณาการเชิงยุทธ ศาสตร์ ประจำปีงบประมาณ 2562 จากกรณีสวมใส่นาฬกาสวิตเซอร์แลนด์ ยี่ห้อ ริชาร์ด มิลล์ รุ่น RM 029 และแหวนทอง คำขาวหัวเพชร ซึ่งมีมูลค่าหลายล้านบาทในระหว่างถ่ายภาพหมู่คณะรัฐมนตรีเมื่อเช้าวันที่ 4 ธ.ค.

เมื่อถามย้ำว่า นาฬกาดังกล่าวได้มา ก่อนเข้าหรือหลังเข้ารับตำแหน่ง พล.อ.ประ วิตรย้ำว่า "ไม่รู้ ผมไม่ตอบ เพราะผมจะตอบกับ ป.ป.ช.เลย ผมไม่รู้จะตอบผู้สื่อข่าวไปทำไม ตอบไปก็จะเอาไปต่อความไปเรื่อยๆ ผมทำงานมาไม่เคยมีเรื่องทุจริต"

และเมื่อรุกถามอีกว่า จากนี้ต้องระวังตัวมากขึ้นหรือไม่ พล.อ.ประวิตรตอบทันทีว่า ไม่ต้องระวังตัว เพราะไม่เห็นว่ามีอะไร และยืนยันไม่ว่าไม่ท้อ ให้ว่ากันไปเลย

ทั้งนี้ ระหว่างการให้สัมภาษณ์ พล.อ. ประวิตรมีสีหน้ายิ้มแย้ม หัวเราะอย่างอารมณ์ดี แต่พยายามบ่ายเบี่ยงไม่ตอบคำถามในเรื่องดังกล่าว โดยย้ำแต่เพียงว่าจะชี้แจงต่อ ป.ป.ช.

ด้านนายวรวิทย์ สุขบุญ รักษาการเลขาธิการ ป.ป.ช.กล่าวในประเด็นนี้ว่า เป็น ประเด็นที่สาธารณะให้ความสนใจและมีข้อ สงสัย สำนักงาน ป.ป.ช.จึงสามารถดำเนินกระบวนการตรวจสอบตามปกติได้ทันทีโดยไม่ต้องรอให้มีผู้มาร้อง โดยในวันที่ 7 ธ.ค.จะรายงานเรื่องดังกล่าวให้ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.รับทราบว่า สำนักงาน ป.ป.ช.จะดำเนินการตรวจสอบเนื่องจากเป็นกรณีที่สังคมสนใจ ซึ่งกรณีแบบนี้มีอยู่เป็นประจำ

เมื่อถามว่า พล.อ.ประวิตรจะให้ข้อมูลต่อ ป.ป.ช. นายวรวิทย์กล่าวว่า ป.ป.ช.มีวิธีการทำงานอยู่ ซึ่งจะตรวจสอบตามปกติและไม่รู้สึกกดดัน เพราะเป็นการทำงานตามปกติ ทั้งหมดดูที่ข้อเท็จจริง

ขณะที่นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า นาฬิการิชาร์ด มิลล์ที่ พล.อ.ประวิตรสวมใส่นั้นไม่ปรากฏในเอกสารบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ซึ่งได้รายงานไว้ต่อ ป.ป.ช. เมื่อครั้งเข้ารับตำแหน่งทางการเมืองเมื่อวันที่ 7 ต.ค.57 ซึ่งอาจขัดต่อพระราชบัญญัติ ป.ป.ช. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

ไล่บี้ 'ซุปตาร์ป้อม'

"นาฬิการิชาร์ด มิลล์ เป็นนาฬิกาหรูราคาแพงหลักหลายล้านบาทของคนระดับซูเปอร์สตาร์ ไม่น่าเชื่อว่าในคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะมีซุปตาร์ป้อมรวมอยู่ด้วย และดูเหมือนท่านจะยอมรับว่านาฬิกาหรูเป็นของท่านจริงและเป็นของเก่า" นายอนุสรณ์กล่าว

นายอนุสรณ์ยังกล่าวว่า ขอตั้งคำถามในเรื่องดังกล่าวดังนี้ 1.นาฬิกาเรือนนี้ไม่ปรากฏในบัญชีทรัพย์สิน ทั้งที่มูลค่าหลายล้านบาท ในขณะที่รถยนต์ราคา 100,000 ก็มีแจ้งในบัญชีทรัพย์สิน หากอ้างว่าหลงลืมฟังขึ้นหรือไม่ 2.นาฬิกาหรูเรือนนี้ได้แต่ใดมา เพราะเมื่อดูบัญชีเงินฝาก ตามเอกสารบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ซึ่งได้รายงานต่อ ป.ป.ช. 4 ครั้ง มีทรัพย์สินจากปี 2551 จนถึงปี 2557 รวมกว่า 87 ล้านบาท หรือมีทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นกว่า 30 ล้านบาท หากนาฬิกาเรือนนี้ซื้อเอง ทำไมเงินไม่ลดลงหรือนำเงินจากส่วนใดมาซื้อ

3.สังคมสงสัยว่าคนรับราชการกินเงินเดือนเมื่อเกษียณก็รับบำนาญ ไม่มีธุรกิจ ไม่ได้ถือหุ้นในกิจการใด ไม่มีเงินปันผล มีรายได้มาจากดอกเบี้ยเงินฝากเป็นหลัก การครอบครองทรัพย์สินมูลค่าขนาดนี้เป็นแบบอย่างที่ดีต่อสังคมหรือไม่ 4.หากอ้างว่ามีบุคคลหรือคณะบุคคลมอบนาฬิกาหรูนี้ให้ จะถือว่าขัดต่อคุณธรรมจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือขัดต่อประกาศของ ป.ป.ช.ที่ห้ามเจ้าหน้าที่รัฐ รับทรัพย์สินเกิน 3,000 บาท ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการทุจริตคอร์รัปชันหรือไม่

นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย กล่าวเช่นกันว่า ป.ป.ช.ต้องดำเนินการไต่สวนและยื่นฟ้องเป็นคดีฐานจงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช. หรือจงใจยื่นบัญชีด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ โดยต้องเสนอเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองวินิจฉัยโดยเร็วต่อไป รวมทั้งยังอาจเข้าข่ายการร่ำรวยผิดปกติอีกด้วย

"ทรัพย์สินมูลค่ามากกว่า 87 ล้านบาท ไม่ปรากฏที่มาของเงินในบัญชีธนาคารและทรัพย์สินอื่นๆ ทั้งนี้หากจะประมาณการจากการที่ พล.อ.ประวิตรรับราชการทหารมาประมาณ 40 ปีและเป็นนักการเมืองมา 2 สมัย และไม่ได้มีธุรกิจใดๆ เลยนั้นก็ไม่น่าที่จะมีรายได้มากมายถึงขนาดนี้" นายศรีสุวรรณกล่าวและว่าจะไปยื่นคำร้องในวันพฤหัสบดีที่ 7 ธ.ค. เวลา 10.30 น. ณ สำนักงาน ป.ป.ช.

วันเดียวกัน นายอุทิศ บัวศรี ผู้ช่วยเลขาธิการ ป.ป.ช.กล่าวว่า ตั้งแต่ต้นปี 2560 จนถึงปัจจุบันพบว่าสถิติของการร้องเรียนปัญหาทุจริตคอร์รัปชันในไทย ซึ่งอยู่ระหว่างไต่สวนข้อเท็จจริงมีจำนวน 2,757 รายการ โดยเรื่องที่ร้องเรียนสูงสุดคือเจ้าหน้าที่ของรัฐใช้อำนาจโดยมิชอบ การจ่ายเงินงบประมาณอย่างมีนัยแอบแฝง เรื่องรับสินบน และเรื่องบุกรุกป่า ซึ่งที่ผ่านมาสำนักงาน ป.ป.ช.ได้ตรวจสอบ ไต่สวน และได้ข้อสรุปแล้วกว่า 50%

นายอุทิศกล่าวต่อว่า สำนักงาน ป.ป.ช. ยังมั่นใจว่าไทยจะเป็นประเทศปลอดคอร์รัป ชันได้แน่นอน เพราะนอกจากนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการป้องกันและปราบปรามการคอร์รัปชันแล้ว ยังมีการเปิดศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ และสิ่งที่เห็นเด่นชัดคือ การพร้อมใจร่วมมือกันปราบปราม คอร์รัปชันของทุกหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ตลอดจนนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ที่นำเอาเครื่องมือเทคโนโลยีมาใช้ ทำให้ช่องทางการคอร์รัปชันลดน้อยลง

บี้รัฐบาลคลอดกฎใน 1 ปี

ขณะเดียวกันที่สำนักงาน ป.ป.ช. นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ ด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ แถลงความคืบหน้าการดำเนินการปฏิรูปว่า กรรมการปฏิรูปฯ ได้รับฟังความคิดเห็นเสร็จสิ้นแล้วทั้ง 4 ภาค มีประชาชนร่วมแสดงความคิดเห็นร่วม 1,000 คนจากทุกภาคส่วน ซึ่งผลการรับฟังความคิดเห็น ประชาชนให้ความสนใจเรื่องการป้องกันและปราบปรามการทุจริตมากขึ้น เพราะเห็นว่าการทุจริตทำให้ประเทศเสียหายทุกด้าน โดยประชาชนส่วนใหญ่ต้องการเข้ามาเป็นเครือข่ายป้องกันการทุจริต การชี้เบาะแสและฟ้องร้องผู้กระทำผิด โดยขอให้รัฐออกกฎหมายเพื่อรับรองอำนาจดังกล่าวให้ประชาชนภายใน 1 ปี และต้องคุ้มครองประชาชนที่แจ้งเบาะแสด้วยในลักษณะการคุ้มครองพยาน

นายปานเทพกล่าวต่อว่า ประชาชนยังต้องการให้รัฐเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนเข้าถึงได้ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ตลอดจนต้องการให้เจ้าหน้าที่รัฐปฏิบัติหน้าที่อย่างซื่อสัตย์สุจริต ลดการใช้ดุลยพินิจต่างๆ ลงไป โดยออกกฎระเบียบต่างๆ ให้ชัดเจน พร้อมทั้งจัดให้มีการแจ้งสถานะทางการเงินอย่างเปิดเผยให้ประชาชนได้รับทราบ หากมีการทุจริตในหน่วยงานแล้วผู้บังคับบัญชาไม่ตรวจสอบหรือเพิกเฉย ต้องมีความผิดทั้งทางอาญาและทางวินัย ต้องพ้นจากตำแหน่งไปด้วย

"ผลการรับฟังความคิดเห็นของประชา ชนส่วนใหญ่ตรงกับที่คณะกรรมการปฏิรูปฯ ได้วางแนวทางไว้เกือบทุกด้าน เรามั่นใจว่า การปฏิรูปจะได้ผล ทิศทางประเทศเรามีความ หวัง ประชาชนให้ความสนใจ และตื่นตัวมากที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในเรื่องนี้ โดยจะเสนอแผนดังกล่าวต่อรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยว ข้องก่อนวันที่ 24 ธ.ค.นี้" นายปานเทพกล่าว

ด้าน พล.อ.อ.วีรวิท คงศักดิ์ โฆษกคณะกรรมการปฏิรูปฯ กล่าวว่า จากการรับฟังความ เห็นของประชาชน สิ่งที่คณะกรรมการปฏิรูปฯ มองและเน้น 8 ประการ คือ 1.เน้นการมีส่วน ร่วมของภาคประชาชนให้เป็นแกนกลางในการเสนอแนะ ติดตาม ตรวจสอบ และต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ โดยรัฐควรออกกฎหมายรับรองการทำงานของภาคประชาชนภายใน 1 ปี 2.เครือข่ายตรวจสอบของภาคประ ชาชนต้องได้รับบทบาทและมีอำนาจในการเข้าถึงและตรวจสอบข้อมูลอย่างแท้จริง 3. ยุทธศาสตร์ด้านการปราบปรามการทุจริตและ ประพฤติมิชอบต้องเน้นมาตรการบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิดอย่างแท้จริง

เผยจนท.รัฐถูกร้องประพฤติมิชอบสูงสุด- กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2560

กรุงเทพธุรกิจ ป.ป.ช.เผยสถิติเจ้าหน้าที่รัฐ ใช้อำนาจโดยมิชอบ ถูกร้องเรียนสูงสุดประจำปี 2560 เร่งปลูกฝังคนรุ่นใหม่ เดินหน้า ย้ำ "คนไทยไม่ทนต่อการทุจริต" พร้อมรณรงค์ ปราบปรามการทุจริตอย่างต่อเนื่อง

นายอุทิศ บัวศรี ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เปิดเผยว่า นับตั้งแต่ต้นปี 2560 จนถึงปัจจุบัน พบว่าสถิติของการร้องเรียนปัญหาทุจริตคอร์รัปชันในไทย ซึ่งเป็นเรื่องกล่าวหาร้องเรียนที่อยู่ระหว่างดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริง มีจำนวน 2,757 รายการ โดยเรื่องที่มีการร้องเรียนสูงสุด คือ เจ้าหน้าที่ ของรัฐใช้อำนาจโดยมิชอบ ซึ่งที่ผ่านมาสำนักงาน ป.ป.ช.ได้ดำเนินการตรวจสอบ ไต่สวน และได้ข้อสรุปแล้วกว่า 50%

"ตอนนี้เราอยู่ในรูปแบบรัฐสมัยใหม่ โลกสมัยใหม่ที่ต้องแยกเรื่องส่วนตนและส่วนรวม หากเรายังเอาตำแหน่งหน้าที่ของรัฐมาใช้ประโยชน์ส่วนตน ถ้าคนไทยยังเป็นแบบนี้เราก็จะไม่หลุดพ้นปัญหาคอร์รัปชันและจะเป็นตลอดไป " นายอุทิศ กล่าว

สำนักงาน ป.ป.ช.ยังมั่นใจว่าประเทศไทยจะเป็นประเทศปลอดคอร์รัปชันได้อย่างแน่นอน เพราะนอกจากนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการป้องกันและปราบปราบปรามการคอร์รัปชัน ยังมีการเปิดศาลอาญาคดีทุจริต และประพฤติมิชอบและสิ่งที่เห็นเด่นชัด คือการร่วมมือกันปราบปรามคอร์รัปชันของทุกหน่วยงานทั้งภาครัฐ และเอกชน ตลอดจนนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ที่นำเอาเครื่องมือเทคโนโลยีมาใช้

อย่างไรก็ดีจากการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐประจำปีงบประมาณ 2559 - 2560 ดังกล่าว สำนักงาน ป.ป.ช.จึงได้มีกำหนดมอบรางวัล ITA Awards แก่หน่วยงานที่มีผลการประเมินผ่านเกณฑ์ กำหนด ในวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 9 ธ.ค. นี้ ภายใต้แนวคิด "Zero Tolerance คนไทย ไม่ทนต่อการทุจริต" เพื่อสร้างความตระหนัก และสร้างแรงจูงใจแก่หน่วยงานภาครัฐ ให้เกิดการพัฒนาและปรับปรุงการ ดำเนินงานในมิติต่างๆ อย่างต่อเนื่อง

กก.ปฏิรูปมั่นใจปราบทุจริตได้ผล - ข่าวสด ฉบับวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2560

เมื่อวันที่ 6 ธ.ค. ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ถนนพิษณุโลก นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ แถลงผลการรับความคิดเห็นของประชาชน 4 ภูมิภาค ประมาณ 1,000 คน ก่อนทำแผนเสนอรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนวันที่ 24 ธ.ค.ว่า ข้อเสนอแนะในการปฏิรูป พบว่ามีแนวทางในการดำเนินการ อาทิ

1.เน้นการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนให้เป็นแกนกลางในการเสนอแนะ ติดตาม ตรวจสอบ และต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ รวมถึงการฟ้องร้องหน่วยงานของรัฐที่ไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามที่รัฐธรรมนูญได้บัญญัติไว้ โดยรัฐต้องเร่งรัดออกกฎหมายรองรับการทำงานของเครือข่ายประชาชนภายใน 1 ปี ให้เป็นกฎหมายที่มุ่งให้ประชาชนเป็นผู้มีอำนาจและบทบาทปฏิบัติ ต่อต้านและขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบ โดยรัฐต้องให้ความคุ้มครองและป้องกันการถูกกลั่นแกล้ง 2.เครือข่ายตรวจสอบของภาคีประชาชนต้องได้รับบทบาทและมีอำนาจในการเข้าถึงและตรวจสอบข้อมูลอย่างแท้จริง เป็นต้น มั่นใจว่าการปฏิรูปจะได้ผล วันนี้เราเห็นทิศทางประเทศมีความหวัง เพราะประชาชนตื่นตัวมากที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในเรื่องนี้

ด้านพล.อ.อ.วีรวิท คงศักดิ์ โฆษกคณะกรรมการกล่าวถึงมาตรการที่จะให้ข้าราชการทุกระดับยื่นบัญชีทรัพย์สินว่า เป็นการยื่นไปเก็บข้อมูลในสมุดประวัติของข้าราชการแต่ละคน โดยขณะนี้กรมศุลกากรได้เริ่มนำร่องให้เจ้าหน้าที่ในตำแหน่งสำคัญที่เสี่ยงจะมีการทุจริตกว่า 1,000 คน ยื่นบัญชีทรัพย์สินเก็บไว้ในสมุดประวัติแล้ว เชื่อว่าต่อไปความโปร่งใสของเจ้าหน้าที่รัฐจะมีมากขึ้นจากการยื่นบัญชีทรัพย์สินทั้งที่เปิดเผยตามกฎหมายและที่เก็บเป็นความลับ พอมีเรื่องร้องเรียนก็สามารถนำข้อมูลมาตรวจสอบได้

คลังเร่งแก้ปมจัดซื้อจัดจ้าง 'คน-ไอที'ไม่พร้อมท้องถิ่นผวาโทษหนัก - ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2560

กรมบัญชีกลางยันพร้อมแก้ข้อติดขัด พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างใหม่ เร่งออกกฎกระทรวง แนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนรองรับ ด้าน อปท.โอดบุคลากร-ระบบไอที-อินเทอร์เน็ตไม่พร้อม คนท้องถิ่นหวั่นงานไม่เดิน กฎเข้ม ผิดพลาดทั้งที่ไม่เจตนาแต่เจอโทษหนัก

นางสาวสุทธิรัตน์ รัตนโชติ อธิบดี กรมบัญชีกลาง เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ในช่วงต้นเดือน ธ.ค.นี้ จะมีการประชุมคณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ ที่มีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน โดยจะหารือเกี่ยวกับกรณีที่รัฐบาลจะให้ท้องถิ่นจัดทำโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจในชุมชน โดยใช้เงินสะสมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทั้งนี้ หากหน่วยงานท้องถิ่นตกลงกับกระทรวงมหาดไทยเรื่องจัดสรรงบประมาณแต่ละโครงการเรียบร้อยแล้ว เกิดมีข้อติดขัดเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างทั้งในโครงการนี้และโครงการอื่น ๆ ก็สามารถเสนอให้คณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาฯ พิจารณาผ่อนคลายข้อติดขัดให้ได้

ทั้งนี้ หลัง พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและบริหารพัสดุภาครัฐ 2560 มีผลบังคับใช้ 23 ส.ค. 2560 กระทรวงการคลัง ได้ออกประกาศ ระเบียบ และกฎกระทรวง อีก 8 ฉบับ ให้หน่วยงานรัฐมีแนวทางปฏิบัติงานชัดเจนถูกต้อง อาทิ กฎกระทรวง กำหนดพัสดุที่รัฐต้องการส่งเสริมหรือสนับสนุน และกำหนด วิธีการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุ โดยวิธีคัดเลือกและวิธีเฉพาะเจาะจง ฯลฯ เช่น นมโรงเรียน, นมยูเอชที จิตรลดา เป็นต้น กฎกระทรวงกำหนดวงเงินการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุโดยวิธีเฉพาะเจาะจง เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังได้แก้ไขข้อติดขัดต่าง ๆ และแจ้งเวียนทุกหน่วยงานทราบแล้ว 8 เรื่อง ซึ่งกรมได้รับทราบข้อจำกัดบางประเด็นในการปฏิบัติงานที่เกิดขึ้นกับบางหน่วยงาน จึงไม่ได้นิ่งนอนใจ และได้นำประเด็นต่าง ๆ เสนอให้คณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาฯ กำหนดแนวทางปฏิบัติให้คล่องตัวขึ้น และยังเปิดรับฟังทุกความคิดเห็น รวมทั้งแก้ไขปัญหาเต็มที่

แหล่งข่าวจากกรมบัญชีกลาง เปิดเผย ว่า ที่ผ่านมากรมบัญชีกลางจัดอบรมสร้างความรู้ ความเข้าใจแก่บุคลากรของสำนักงานคลังเขต และคลังจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อให้กระจายถ่ายทอดความรู้ให้กับหน่วยงานในส่วนภูมิภาคได้ถูกต้องชัดเจน รวมถึงประชาสัมพันธ์ทำ ความเข้าใจกับส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น เว็บไซต์กรมบัญชีกลาง "www.gprocurement.go.th" และ facebook "การจัดซื้อจัดจ้าง ภาครัฐ" เป็นต้น

ขณะเดียวกันได้ออกหนังสือเวียนแจ้งแนวปฏิบัติต่อเนื่อง มีการผ่อนปรน อาทิ ให้หน่วยงานรัฐที่จำเป็นเร่งด่วนต้องใช้พัสดุใช้วิธีคัดเลือกได้ หรือกรณีจำเป็นต้องใช้พัสดุโดยฉุกเฉินก็ใช้วิธีเฉพาะเจาะจงได้ รวมถึงกำหนดการ จัดซื้อจัดจ้างวงเงินไม่เกิน 500,000 บาท ให้ใช้วิธีเฉพาะเจาะจงได้ แจ้งผ่อนปรนเกี่ยวกับการจัดอาหาร อาหารว่างและเครื่องดื่ม ค่าเช่าที่พัก ผ่อนคลายการจัดซื้อยาโรงพยาบาลให้จัดซื้อยาวงเงินไม่เกิน 500,000 บาทต่อครั้ง ด้วยวิธีเฉพาะเจาะจงได้ เป็นต้น

ล่าสุดคณะกรรมการนโยบายการ จัดซื้อจัดจ้างฯ ที่ รมว.คลังเป็นประธาน ได้มีมติเห็นชอบหลักการให้รัฐวิสาหกิจ 33 แห่ง ที่จัดซื้อจัดจ้างเกี่ยวกับการพาณิชย์ โดยตรงได้รับยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติ ตาม พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างใหม่ เป็นต้น

นายศุภสัณห์ หนูสวัสดิ์ นายกเทศมนตรีตำบลนาทวี ประธานภาคใต้ สมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฉบับใหม่ จริง ๆ แล้วใกล้เคียงกับของเดิม ในส่วนของท้องถิ่นไม่ได้มีปัญหา แต่อุปสรรคคือการใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด ซึ่งคนต้องพร้อม เจ้าหน้าที่ต้องปรับตัวให้ทัน ระบบต้องพร้อม ไม่มีปัญหา เพราะวันนี้การป้องกันแก้ไขปัญหาทุจริตมีมาตรการลงโทษแรงมาก หากบกพร่องโดยไม่เจตนาทุจริตควรมีทางออกให้ เจ้าหน้าที่ และโดยหน้าที่ท้องถิ่นต้องทำงาน 24 ชั่วโมง หากระเบียบออกมามากจนเจ้าหน้าที่สับสนงานจะไม่เดิน งานที่ควรเสร็จใน 3 วัน อาจยืดเป็น 7-10 วัน กระทบการบริการประชาชน

น.ส.ปิยะรัตน์ ลิ่วลักษณียนาวิน รองปลัดเทศบาลรักษาราชการแทนปลัดเทศบาลนครนนทบุรี เปิดเผยทำนองเดียวกันว่า พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างใหม่ ทำให้ท้องถิ่นกังวลหลายเรื่อง ตั้งแต่นำระบบอินเทอร์เน็ตมาใช้ควบคู่กับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งยุ่งยากในขั้นตอนปฏิบัติ โดยเฉพาะท้องถิ่นขนาดเล็ก ที่สำคัญระบบล่มบ่อยครั้ง และติดขัดไม่ต่อเนื่อง บางท้องถิ่นคอมพิวเตอร์ไม่พร้อม สัญญาณอินเทอร์เน็ตไม่สมบูรณ์ จึงควรนำร่องในพื้นที่ที่มีความพร้อมก่อนบังคับใช้ทั่วประเทศ เพราะหากผิดพลาด จะส่งผล ต่อเจ้าหน้าที่โดยตรง และมีโทษหนัก ทำให้เจ้าหน้าที่กังวล งานที่ควรลื่นไหลกลับสะดุด

ยันไม่ยุ่งตั้งอธิการบดีมม.-หนุนสภามหา'ลัยจัดการ - ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2560

จากกรณี รศ.ดร.สุกรี เจริญสุข คณบดีวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล (มม.) ยื่นหนังสือถึงนายกสภา มม., รมว.ศึกษาธิการ, สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา และศาลปกครอง เพื่อขอให้เพิกถอนมติการแต่งตั้ง ศ.นพ.บรรจง มไหสวริยะ เป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดลนั้น ศ.นพ.อุดม คชินทร รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ตนคงไม่สามารถเข้าไปดำเนินการอะไรได้ เพราะสภามหาวิทยาลัยมีแนวทางแก้ปัญหาอยู่แล้ว ตนไม่ขอก้าวล่วง สภา มม. อะไรที่มีแนวทางอยู่แล้วก็อยากให้ดำเนินการตามนั้น ทั้งนี้ ที่ผ่านมามีคนบอกว่า ปัญหาธรรมาภิบาลในมหาวิทยาลัย เป็นเรื่องที่แก้ไขไม่ได้ และต้องการให้ตนมาออกระเบียบใหม่ ซึ่งเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้อง เพราะหลักการคือให้มหาวิทยาลัยมีความอิสระไม่ต้องการให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ไปควบคุม ทุกอย่างวางแนวทางไว้ดีอยู่แล้ว

“สภามหาวิทยาลัยมีอำนาจสูงสุด ดังนั้นสภามหาวิทยาลัยต้องรับผิดชอบทุกอย่าง เพียงแต่สภามหาวิทยาลัยก็ต้องปรับตัวเอง ต้องกล้าทำในสิ่งที่ถูกต้อง ทำในสิ่งที่ตรงตามหลักธรรมาภิบาล มีคุณธรรม จริยธรรม เพราะอำนาจอยู่ที่สภามหาวิทยาลัย ไม่ได้อยู่ที่รัฐมนตรี ทั้งนี้ อำนาจจะมาอยู่ ที่รัฐมนตรีก็ต่อเมื่อเกิดปัญหาที่รุนแรงจนสภามหาวิทยาลัยไม่สามารถแก้ไขได้ ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นกับ มม. ยังอยู่ในกระบวนการที่สามารถแก้ไขได้ ซึ่งสภา มม. คงต้องทบทวนบทบาทตัวเองว่าจะทำอย่างไร ที่จะให้การบริหารงานดำรงไว้ซึ่งคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาล” รมช.ศึกษาธิการกล่าว.

ที่ดินแจงรอศาลถอนโฉนดสมุย - ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ยอมรับเพิกถอนที่ดินกระทบหยุดบิน

"กรมที่ดิน" แจงถอนโฉนดบางส่วนสนามบินสมุยล่าช้า เหตุติดบางกอกแอร์เวย์ส ห้ามเข้ารังวัดแปลงที่ดิน-รออัยการชี้ขาดตามมาตรา 99 กฎหมายป.ป.ช.

ปมขัดแย้งระหว่างกรมที่ดินและอัยการแรงงานภาค 8 ที่ต่างอ้างอิงการใช้ข้อกฎหมายเพิกถอนเอกสารสิทธิ บางส่วนภายในสนามบินเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ของบริษัทการบินกรุงเทพฯ (BA) ที่ออกโดยมิชอบ นับตั้งแต่ คณะกรรมการป.ป.ช.มีมติชี้ขาดในปี 2555 ชี้มูลความผิดเจ้าหน้าที่กรมที่ดินออกโฉนดมิชอบ

นายสุรพล ศรีวิโรจน์ ผู้อำนวยการสำนักมาตรฐานการออกหนังสือสำคัญ กรมที่ดินชี้แจง "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า กรมที่ดินไม่นิ่งนอนใจที่จะใช้ประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 61เพิกถอนโฉนดบางส่วนที่ออกโดยมิชอบซึ่งเป็นที่ตั้งสนามบินเกาะสมุย และตามตัวบทกฎหมาย หากพบความผิดเจ้าพนักงานต้องเข้าพื้นที่เพื่อแก้ไขรูปแผนที่ระวางภาพถ่ายทางอากาศและรังวัดสอบเขตรูปแปลงที่ดิน เพื่อกันพื้นที่ส่วนที่ออกโดยมิชอบออกไป แต่ติดปัญหากรมไม่สามารถเข้ารังวัดได้ เนื่องจากบริษัทดังกล่าวไม่ยินยอมให้เข้าพื้นที่ นับตั้งแต่ปี 2555

คดีดังกล่าวเกี่ยวข้องกับคณะกรรมการป.ป.ช.ที่เป็นผู้ชี้มูลความผิดต่อเจ้าพนักงานกรมที่ดินที่ออกโฉนดทับ "พรุ" ซึ่งเป็นที่สาธารณะตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 99 ตามที่ ชาวบ้านชมรมรักษ์เกาะสมุยยื่นเรื่องร้องเรียนจำนวน 3 แปลง แต่ 2 แปลงติดอยู่ในพื้นที่ทิศตะวันตกของสนามบินเนื้อที่ 3 ไร่เศษ และ 1 ไร่เศษ ตามลำดับ จากที่ดินทั้งหมด 268 ไร่ ส่วนอีกแปลงได้ดำเนินการเพิกถอนเอกสารสิทธิ์แล้วเนื่องจากอยู่นอกเขตสนามบิน

ในทางปฏิบัติจะเห็นว่ามี 2 กฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการชี้มูลความผิดของป.ป.ช.ตามมาตรา 99 ที่ต้องให้อัยการต้องฟ้อง ทำให้กรมต้องส่งเรื่องไปยังอัยการสูงสุด เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาเพื่อรอให้มีคำสั่งชี้ขาดว่าจะดำเนินการอย่างไรแต่อัยการแรงงานภาค 8 เกาะสมุยมองว่าเป็นอำนาจกรมที่ดิน ที่สามารถใช้อำนาจตามมาตร61ได้

นายสุรพลกล่าวว่า โดยสรุปคือต้องรอให้อัยการสูงสุดชี้ขาดในไม่ช้านี้ ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างใด ซึ่งไม่อาจคาดเดาได้ ซึ่งอาจจะสั่งให้กรมที่ดินปฏิบัติตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 61 หรือ อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือส่งให้ศาลเป็นผู้ชี้ขาดซึ่งกรมพร้อมดำเนินการทันที

"ต้องยอมรับว่าการเพิกถอนล่าช้า ซึ่งเราไม่นิ่งนอนใจ แต่ก็มีเคสที่ต้องพิจารณาจำนวนมากเกี่ยวกับเรื่องที่ดินขณะที่เจ้าหน้าที่มีน้อย แต่เราทำเต็มที่ ขณะนี้รอให้อัยการชี้มาหากส่งศาลก็ว่าไปตามกระบวนการ ซึ่งเคสที่ผ่านมาก็สั่งให้รังวัดใหม่ทาบกับภาพทางอากาศทั้งหมดเราพร้อมปฏิบัติทุกแนวทาง"

สำหรับที่ดินบางส่วนของสนามบินเกาะสมุยที่ออกโดยมิชอบ เกิดจากที่ผ่านมา มีการซื้อที่ดินจากชาวบ้าน ซึ่งเป็นน.ส.3 และนำมารวมเป็นแปลงใหญ่จำนวน 30-40 แปลง จากนั้นได้มีการนำที่ดินมาแบ่งแยกใหม่และนำนส.3ที่ได้มาออกเป็นโฉนดทั้งหมด แต่กลับพบว่าบริเวณตอนกลางตัวสนามบินทางทิศตะวันตก ออกทับพรุที่สาธารณะ ซึ่งที่ผ่านมากรมได้ให้บริษัท ชี้แนวเขต แต่ก็เงียบหายไป ที่ผ่านมากรมได้ตรวจสอบหลักฐานน.ส.3 ที่ดินที่บริษัทบางกอกแอร์เวย์สซื้อต่อจากชาวบ้านยืนยันว่าออกโดยชอบด้วยกฎหมาย ส่วนที่ดินบริเวณหัวสนามบินซึ่งเป็นที่ดินของกรมธนารักษ์ เรื่องนี้กรมไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย

อย่างไรก็ดี หากมีการเพิกถอนที่ดินทั้ง 2 แปลง จะส่งผลกระทบต่อกิจการการบินพาณิชย์ของบริษัทดังกล่าวอาจถึงขั้นไม่สามารถใช้สนามบินได้ เพราะต้องกันพื้นที่สำหรับเป็นเขตการบินหากจะทำได้ จะเจรจาขอเช่าที่ดินดังกล่าวแทน ซึ่งขั้นตอนนี้ต้องรอศาลสั่ง

คอลัมน์ ป้อมพระอาทิตย์: ทำไม"ประวิตร"ซวยไม่เลิก - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2560

โดย: โสภณ องค์การณ์

เป็นข่าวฉาวโฉ่ขึ้นมาอีกจนได้ สำหรับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ซึ่งสวมใส่เฟอร์นิเจอร์หรูประดับในวันถ่ายภาพหมู่ ครม.ชุดใหม่ รัฐบาลประยุทธ์ 5 เมื่อวันที่ 4 ธันวาคมที่ผ่านมา จนนำไปสู่เสียงเรียกร้องการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินตามมา

นาฬิกายี่ห้อดังจากประเทศสวิส มูลค่านับสิบล้านบาท และแหวนเพชรเม็ดโต วงละหลายแสนบาท เป็นเฟอร์นิเจอร์ที่พล.อ.ประวิตรสวมใส่ และหลังจากภาพถูกเผยแพร่ คำถามก็ตามมาทันที

ทรัพย์สินทั้งสองรายการนี้ พล.อ.ประวิตรได้แต่ใดมาเพราะการตรวจสอบรายการบัญชีทรัพย์สินที่แจ้งไว้กับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไม่ปรากฏรายการนาฬิกาและแหวนเพชรที่ พล.อ.ประวิตรสวมใส่

ป.ป.ช.ประกาศจุดยืนออกมาแล้ว จะตรวจสอบที่มาที่ไปของนาฬิกาและแหวนเพชรของพล.อ.ประวิตร แต่สังคมคงไม่ได้ตั้งความคาดหวังกับการสอบสวนของป.ป.ช.เท่าใดนัก

เพราะคดีสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในเหตุการณ์ 7 ต.ค. 2551 ป.ป.ช.เคยช่วย พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. น้องชาย พล.อ.ประวิตร โดยการตัดตอนไม่ยื่นอุทธรณ์ศาลชั้นต้นที่พิพากษายกฟ้อง พล.ต.อ.พัชรวาทมาแล้ว

เมื่อถึงคราวที่ พล.อ.ประวิตรต้องตกอยู่ในวิบากกรรม ทำไม ป.ป.ช.จึงหาทางลงให้ไม่ได้

การตรวจสอบบัญชีทรัพย์สิน เพื่อหาที่มาที่ไปของนาฬิกาหรูและแหวนเพชรเม็ดงามนั้น พล.อ.ประวิตรคงไม่กังวลเท่าไหร่ แต่สิ่งที่สร้างความอึดอัดใจคือ

ทำไมกระสุนปืนจึงชอบตกใส่ ทำไมจึงกลายเป็นเป้าโจมตีของสังคมอยู่ตลอดเวลา ความวัวยังไม่ทันหาย ความควายก็เข้ามาแทรก ข่าวลบๆ เรื่องร้ายๆ มักมาลงที่พล.อ.ประวิตร

ไล่มาตั้งแต่การซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพ การผลักดันโครงการลงทุนขนาดใหญ่ภาครัฐ หรือแม้แต่การถูกโจมตีว่าอยู่เบื้องหลังการแต่งตั้งข้าราชการระดับสูง และการแต่งตั้งตำรวจ

การเป็นนายทหารที่มากบารมี เป็นผู้มีอำนาจ เป็นรองนายกรัฐมนตรีดูแลความมั่นคง เป็นบุคคลสาธารณะ ไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้ พล.อ.ประวิตรตกเป็นเป้าโจมตีของสังคม

เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีอำนาจและบารมีมากกว่า แต่กลับมีข่าวฉาวไม่เท่าพล.อ.ประวิตร แม้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ แต่ไม่ถูกโจมตีหนักเท่า พล.อ.ประวิตร

การถูกจับผิดในเรื่องทรัพย์สินนั้น ไม่ใช่เรื่องคราวซวยของ พล.อ.ประวิตร แต่เป็นเพราะถูกสังคมจับจ้องพฤติกรรมเป็นที่เคลือบแคลง

พล.อ.ประวิตรไม่ได้ทำอะไรผิดไปเสียหมด เพียงแต่พฤติกรรมที่ผ่านมา ทำให้สังคมเกิดความไม่ไว้วางใจ และคำชี้แจงข้อโจมตีต่างๆ ก็ไม่สามารถลบล้างข้อครหาอย่างหมดจด

จะแก้ต่าง แก้ตัว กลบเกลื่อนข้อกล่าวหาอย่างไร สังคมไม่ได้ให้ความเชื่อถือนัก

อย่างไรก็ตาม แม้จะถูกกระแสวิพากษ์วิจารณ์หนักเพียงใด พล.อ.ประวิตรสามารถเอาตัวรอดได้ตลอด เช่นเดียวกัน กระแสโจมตีเรื่องนาฬิกาหรูและแหวนเพชรเม็ดงาม พล.อ.ประวิตรคงหาทางลงได้ โดยไม่ถึงขั้นจนตรอกทางการเมือง

แต่เสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่ลุกลามอย่างรวดเร็วในวงกว้าง เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่า พล.อ.ประวิตรกำลังถูกกระแสสังคมติดตามสอดส่องในพฤติกรรม ด้วยสายตาที่ไม่ไว้วางใจ

คะแนนนิยมของ พล.อ.ประวิตรกำลังตกต่ำถึงขีดสุด กลายเป็นจุดอ่อนของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ และมองไม่เห็นว่า จะฟื้นฟูความศรัทธาและความน่าเชื่อถือกลับมาได้อย่างไร

พล.อ.ประยุทธ์ไม่มีท่าทีทิ้ง "พี่ป้อม" การปรับ ครม.ครั้งล่าสุด จึงไม่มีการปรับเปลี่ยนตำแหน่งแต่อย่างใด และเป็นการตอกย้ำจุดยืนว่า

พล.อ.ประยุทธ์พร้อมจะอยู่หรือไปพร้อม "พี่ป้อม"แต่ พล.อ.ประวิตรไม่คิดจะทบทวนบทบาทตัวเองบ้างหรือ เพราะยิ่งอยู่ยาว ยิ่งตกเป็นเป้ากระสุนถูกกระแสโจมตีจนน่วมไปทั้งตัว

ไม่รู้ว่า พล.อ.ประวิตรจะอยู่ต่อไปอย่างไร เพราะทำอะไรถูกจับผิดไปหมดแล้ว.

คอลัมน์ พอเพียงอย่างพอใจ: Public Hearing ของตลท. กับอำนาจที่ไม่เคยพอ... ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ฉาย บุนนาค

(ต่อจากตอนที่แล้ว)

ขออนุญาตทบทวนอีกครั้งนะครับว่า "หน้าที่" และ "พันธกิจ" ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประ เทศไทย คือการมุ่งมั่นสร้างสรรค์และพัฒนาให้ตลาดทุนเกิดประโยชน์ต่อทุกภาคส่วนของสังคม

ดังนั้นเพื่อบรรลุเป้าหมายและสร้างกลไกการทำงานที่เป็นเลิศนั้น ตลท.จึงมีนโยบายและขบวนการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนและนำข้อมูลเหล่านี้มาประมวลผลเพื่อการปรับปรุงต่อไป

หากแต่วิธีการปฏิบัติที่ผ่านมา (จากที่ได้พูดถึงในตอนก่อน) "การเปิดรับฟังความคิดเห็น" หรือ "Public Hearing" ที่แล้วมานั้น ได้ถูกดำเนินการแบบแค่ "เชิงสัญลักษณ์" หรือ แบบ "ผักชีโรยหน้า"

ทุกความคิดเห็น จากทุกภาคส่วน ไม่ควรถูกละเลยหรือมองข้ามหาก ตลท. มีนโยบายเพื่อให้บริการทุกภาคส่วนอย่างจริงจัง

Public Hearing มาจาก 2 คำศัพท์คือ

Public แปลว่า สังคม และ Hearing แปลว่า การได้ยิน

หากแต่การ "ได้ยิน" หรือ "Hear" นั้นไม่เพียงพอ

เพราะการได้ยินก็อาจเปรียบเหมือนเพียงลมผ่านเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา หากคนเหล่านั้นไม่ใส่ใจและยึดแนวทางความคิดของตนเป็นใหญ่

ดังนั้นตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในฐานะองค์กรของรัฐควร "รับฟัง" หรือ "Listen" ไม่ใช่แค่ "ได้ยิน"

ในหลายครั้งที่ผ่านมา การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ของตลท. มาจากการอ้างความสากลของระเบียบปฏิบัติ แต่เพียงเพราะความแตกต่างเล็กน้อยในรายละเอียดบางข้อของระเบียบปฏิบัติเราและประเทศเพื่อนบ้านนั้นฟังดูไม่เข้าท่า เสมือนมีเจตนาอื่นแอบแฝง?

ความพยายามแก้ไข "มาตรการ backdoor listing" ที่ท่าน "สอดไส้" และ "ลักหลับ" โดยแอบทำกันเงียบๆนั้น ไม่สง่างามเอาเสียเลย.และเมื่อพอค้นดูเข้าก็พบว่า มีการเสนอปรับปรุงเกณฑ์เพื่อเพิ่มอำนาจของตัวท่านเอง (เจ้าหน้าที่ ตลท.) ในการใช้"ดุลพินิจ" โดยอ้างความสอดคล้องตาม "เจตนารมณ์" ของกฎนั้นๆ หากมีเหตุอันควรสงสัย

แล้วทีนี้ทำไมท่านไม่เปรียบเทียบกับต่างประเทศหรือสังคมที่มีอารยะบ้าง ว่ามีที่ไหน ที่เขาเพิ่มอำนาจเจ้าหน้าที่ในการใช้ "ดุลพินิจ"

โลกเขาไปไกลและมีการใช้ระบบ AI ในการตรวจสอบหรืออนุมัติเรื่องต่างๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ "ดุลพินิจ"

อีกทั้งเพิ่งต้นเดือนตุลาคมนี้เอง ที่กระทรวงการคลังประกาศนโยบายเน้นความโปร่งใส และหวังการลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่... หรือ ก.ล.ต. และ ตลท. มิได้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของท่าน?

"ดุลพินิจ" แปลว่า การวินิจฉัยที่เห็นสมควร

ในมุมอำนาจด้านปกครอง ดุลพินิจเป็นเรื่องอันตรายมากหากตกอยู่ในมือของผู้ที่ไม่สุจริต เพราะการใช้ "ดุลพินิจ" ถือเป็นที่มาของอำนาจและผลประโยชน์ เนื่องจากดุลพินิจสามารถเปิดช่องทางทุจริตและช่องทางเอื้อประโยชน์พวกพ้องของเจ้าหน้าที่รัฐ!

ความน่าเชื่อถือและความโปร่งใสของตลาดทุนกำลังสั่นคลอนแน่หากเรื่องพรรค์นี้ถูกปล่อยปละละเลยต่อไป

ทำไม ตลท. ถึงยังหลงยุค เขียนกฏระเบียบให้อำนาจตัวเองมากกว่าใช้ระบบตัดสินนี่เป็นคำถามที่คุณเกศรา และผู้บริหารต้องตอบให้กระจ่าง!

และคำตอบที่ไม่มีคนกล้าถามจึงเป็นที่ประจักษ์. ว่าที่ทำไม ตลท. จึงเล่น "ซ่อน" "แอบ" กับกรณี Public Hearing นี้!

อำนาจเสมือนดั่งยาเสพติดสำหรับผู้ที่ได้ลิ้มลอง

ฝากถึงคุณเกศรา มัญชุศรี ในฐานะกรรมการผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อขอให้ท่านทบทวนเรื่องดังกล่าวอย่างจริงจังและเปิดให้มีการรับฟังความคิดเห็นอย่างเป็นรูปธรรมและโปร่งใส

จะได้ไม่มีใครว่าท่านได้ว่า...

"จำศีลเอาหน้า ภาวนาโกหก"

หรือที่แปลว่า แสร้งทำเป็นว่าถือศีลเคร่งครัด ชอบเจริญภาวนาเข้ากรรมฐาน ที่แท้ลวงให้คนอื่นเข้าใจว่าตนเป็นคนมีศีลมีธรรม เขาจะได้เชื่อถือไว้วางใจ

รายงาน: ธรรมาภิบาล? AOTโต้ผลาญเงิน 3 พันล้าน - ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2560

นายนิตินัย ศิริสมรรถการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท.(AOT) ได้ทำหนังสือชี้แจงตามที่หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับประจำวันที่ 3-6 ธันวาคม 2560 ได้ลงข่าว "CTX ภาค 2 สุวรรณภูมิ เตรียมผลาญงบ 3 พันล้าน"โดยเนื้อหาข่าวมีข้อสงสัยถึง"คำชี้แจงที่ไม่ตรงกับหนังสือยืนยันของ CTX ว่าใช้งานได้อีก 5 ปี จึงเป็นคำถามว่าแล้วทำไม AOT ถึงร้อนรนใช้เงินนัก" โดยข่าวได้เชื่อมโยงว่าการที่เครื่อง CTX ปัจจุบันสามารถใช้งานต่อไปได้ถึงปี 2565 โดยไม่จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลง อันเป็น การ "ผลาญเงิน" แต่อย่างใดนั้น

บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ขอเรียนชี้แจงว่า ทอท. ได้จัดซื้อเครื่องตรวจสอบวัตถุระเบิดแบบ X-Ray (CTX) รุ่น 9400 DSI จำนวน 26 เครื่องจากบริษัท Morpho Detection International, LLC. (MD LLC) เพื่อติดตั้งสำหรับใช้งานที่ ทสภ. หรือท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ตั้งแต่เปิดให้บริการในปี 2549 โดยปัจจุบันได้จ้างบริษัทเอกชนซึ่งเป็นผู้แทนของ MD LLC ในไทย ดูแลและซ่อมแซมเครื่อง CTX จนถึงวันที่ 6 กรกฎาคม 2562 ซึ่ง ทอท. ได้รับแจ้งจาก MD LLC เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2556 ว่าได้แจ้งให้ลูกค้าทั่วโลกทราบแล้วว่าจะยกเลิกการผลิตเครื่อง CTX รุ่น 9400 DSI ในปี 2557 ดังนั้นหากสิ้นสุดสัญญาการจ้างเอกชนดูแลและซ่อมแซมเครื่อง CTX ในปี 2562 แล้ว หาก ทอท. ประสงค์จะใช้เครื่อง CTX รุ่น 9400 DSI ซึ่ง เป็นรุ่นที่มีเทคโนโลยีเก่านี้ต่อไป MD LLC จะเรียกค่าปรับปรุงซ่อมแซม (Refurbish) เครื่อง CTX ทั้ง 26 เครื่องเป็นเงิน 8,346,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) คิดเป็นเงินไทยประมาณ 275 ล้านบาท

บริษัทต้องจ่ายเพิ่ม1.6พันล.

จากหนังสือที่ MD LLC แจ้ง ทอท. เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2558 มีใจความว่า นอกจากค่าปรับปรุงซ่อมแซม (Refurbish) เครื่องจำนวนประมาณ 275 ล้านบาทแล้วนั้น MD LLC จะขอคิดค่าดูแลและซ่อมแซมเครื่องเป็นเงิน 22,514,169.6 ดอลลาร์ สหรัฐฯ (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 740 ล้านบาท ในช่วงระยะเวลา 5 ปีแรก (นับจากปี 2562-2567) หรือคิดเป็นเฉลี่ยปีละราว 148 ล้านบาท และจะขอเพิ่มเป็นเฉลี่ยปีละราว 167 ล้านบาทในช่วง 4 ปีถัดไป (ปี 2567-2571)

ทอท.ได้พิจารณาข้อเสนอของ MD LLC แล้ว เห็นว่าควรจัดหาให้มีระบบใหม่ในการใช้งานก่อนวันที่ 6 กรกฎาคม 2562 เนื่องจากหลังจากนั้นค่าใช้จ่ายในการ Refurbish และการจัดจ้างดูแลและซ่อมแซมเครื่อง CTX รุ่น 9400 DSI ตามที่เสนอมาเป็นวงเงินรวมทั้งสิ้นสูงถึงราว 1,680 ล้านบาทเพื่อให้ ทอท. ได้มี "เครื่องเดิมที่ยกเลิกการผลิตไปแล้ว" ใช้งานต่อไปอีก 9 ปี ซึ่งมีความไม่คุ้มค่าทางการเงิน และมีความสุ่มเสี่ยงต่อคุณภาพการให้บริการเป็นอย่างยิ่ง เมื่อเทียบกับการจัดหา "ระบบใหม่ที่มีเทคโนโลยีปัจจุบัน" ในวงเงินราว 2,590 ล้านบาท ที่รวมระยะเวลารับประกัน 2 ปี รวมค่าแรงและอะไหล่ และมีอายุการใช้งานไปอีกราว 15 ปีข้างหน้า ทั้งนี้เพื่อให้มีระบบใหม่ดังกล่าวใช้งานได้ทันในปี 2562 ทอท. จำเป็นต้องเปิดให้มีการประมูลภายในเดือน ธันวาคม 2560

ทอท.อ้างธรรมาภิบาลโปร่งใส

ทอท.ยึดมั่นการดำเนินงานภายใต้หลักธรรมาภิบาล โปร่งใส ตรวจสอบได้ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ประเทศชาติเป็นสำคัญ ทอท. จึงจำเป็นที่จะต้องออกมาตอบโต้และชี้แจงข่าวสารข้อมูลที่ถูกต้องให้สาธารณชนได้รับทราบ ทั้งนี้การเผยแพร่ข่าวสารโดยมิได้มีการตรวจสอบข้อมูลให้ครบถ้วน นอกจากจะส่งผลเสียต่อผู้เผยแพร่ในด้านภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือแล้ว ยังจะส่งผลต่อประชาชนผู้บริโภคข่าวสาร อันจะนำมาซึ่งวัฒนธรรมที่ ทอท. ในฐานะรัฐวิสาหกิจและบริษัทมหาชนของคนไทยไม่พึงประสงค์ให้เกิดขึ้นในสังคมไทยต่อไป

ก่อนหน้านี้นายนิตินัย ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน ว่า ตนรับหนังสือร้องเรียนของบริษัท Smiths Detection ผู้จำหน่ายเครื่อง CTX ไว้พิจารณา และยืนยันว่าโครงการปรับปรุงเครื่องเอกซเรย์ของระบบลำเลียงกระเป๋าสัมภาระภายในสนามบินสุวรรณภูมิ ทดแทนเครื่องซีทีเอ็กซ์ 9400 จำนวน 26 เครื่องที่ใช้งานอยู่ตั้งแต่เปิดสนามบิน ยังไม่ได้มีการเปลี่ยนสเปกความ เร็วในการตรวจสอบกระเป๋าจากความเร็ว 0.3 เมตรต่อวินาทีเป็น 0.5 เมตรต่อวินาที

ส่วนที่ทอท.ต้องเปลี่ยนระบบ เป็นเพราะอะไหล่ในรุ่นนี้ทางซีทีเอ็กซ์แจ้งว่าจะไม่มีการผลิตออกมาแล้ว เพราะตกรุ่น ประกอบกับระบบนี้มีอายุการใช้งานมากว่า 11 ปีแล้ว

CTXยันไม่ต้องจ่ายค่าบำรุง

Mr.Scott Basham ผู้อำนวยการฝ่ายขายของ บริษัท Smiths Detection ได้ยื่นหนังสือถึงทอท.โดยระบุว่าเครื่องซีทีเอ็กซ์ 9400 สามารถสนับสนุนอะไหล่ไปอีก 10 ปี หลังเลิกการผลิตและขณะนี้บริษัทผลิตรุ่นซีทีเอ็กซ์ 9800 ซึ่งสามารถสนับสนุนอะไหล่ไปจนถึงปี 2030 ซึ่งเครื่องซีทีเอ็กซ์ที่ติดตั้งนั้นสามารถใช้อะไหล่ร่วมกันได้ ที่สำคัญเครื่องซีทีเอ็กซ์มีฐานของเครื่อง มีขนาดและตำแหน่งเดียวกัน ดังนั้นผลกระทบต่อระบบสายพานลำเลียง Baggage Handling System (BHS) ที่มีอยู่หรือการจัดการสายพานลำเลียงกระเป๋าสัมภาระใหม่ที่จะถูกเพิ่มเข้าไปในระบบจะมีน้อยมาก)

อย่างไรก็ตามในการทำความเข้าใจเรื่องนี้ ต้องลำดับความย้อนหลัง เมื่อปี 2558 เดือนมีนาคม Morpho เจ้าของเครื่อง CTX ทำหนังสือแจ้งทอท. ว่าถ้าจะใช้เครื่องจนถึงปี 2571 ขอค่าบำรุงซ่อมแซมเพิ่ม 275 ล้านบาท และจ่ายค่าซ่อมบำรุงรายปี ปีละ 148-167 ล้านบาท หรือประมาณ 5.7-6.4 ล้านบาท ต่อเครื่องต่อปี

เดือนเมษายนที่ผ่านมา บริษัท Smiths Detection ประเทศอังกฤษ ขอซื้อกิจการ CTX จาก Morpho สหรัฐอเมริกา และวันที่ 16 พฤศจิกายน 2560 บริษัท Smiths ทำหนังสือยืนยัน ถึงคุณนิตินัยว่า ทอท.ไม่ต้องจ่ายเงินค่า refurbish จ่ายแต่ค่าซ่อมตามปกติ

ขณะที่ ทอท. อ้างถึงหนังสือ บริษัท Morpho เมื่อมีนาคม 2558 และยืนยันต้องเปิดประมูลภายในเดือนธันวาคมนี้ ซึ่งเหลืออีกไม่กี่วันทำการ

หนังสือจากบริษัท Smiths ล่าสุดเดือนพฤศจิกายนยืนยัน ว่า ทอท.ไม่ต้องจ่ายค่าปรับปรุงซ่อมแซม (refurbish) จ่ายเพียงค่าซ่อมปกติอย่างที่เคยจ่ายมาแล้ว 11 ปี และอะไหล่ยังมีต่อไปอีก 5 ปี เป็นอย่างต่ำ

ค่าซ่อมรายปีปกติไม่ว่าใช้ระบบใดก็ต้องใช้เงินซ่อมบำรุง ซึ่งหากรวมค่าซ่อมรายปีไปอีก 9 ปีข้างหน้า แน่นอนว่าย่อมสูงและแลดูไม่คุ้มค่าทางการเงิน แต่เงินจำนวนนี้ไม่ว่าจะเปลี่ยนระบบหรือไม่ต้องจ่ายอยู่ดี

จี้ทอท.เปิดข้อมูลคัดที่ปรึกษา

อย่างไรก็ตามความเป็นธรรมาภิบาลที่ทอท.อ้างนั้นควรต้องลงมือปฏิบัติ ด้วยการเปิดเผย การคัดเลือก การให้คะแนน การได้มาซึ่งบริษัทที่ปรึกษาและจ้างที่ปรึกษาด้วยราคา เท่าไหร่ เปิดเผยข้อมูลว่า บริษัทที่ปรึกษาสิงคโปร์รายนี้ เป็นที่ปรึกษาให้แก่ทอท. ทั้งหมดกี่สัญญา

ในโครงการระบบลำเลียงกระเป๋าสัมภาระเปลี่ยนเที่ยวบิน Transfer Baggage เนื่องจากเป็นโครงการที่มีมูลค่าสูงถึง 2,000 ล้านบาท สมควรเปิดเผยข้อมูล การประมูลที่เร่งรีบ มีเวลาเพียง 12 วัน ให้เตรียมเอกสารประมูลทั้งหมด ทั้งแบงก์การันตี เอกสารทางเทคนิค หลักเกณฑ์ การให้คะแนน ทางเทคนิค และทางราคา และราคาของผู้ชนะ

ทอท.ได้หาข้อมูล เกี่ยวกับการเปลี่ยนเครื่องตรวจจับ วัตถุระเบิด ในสนามบินอื่นๆ ที่เป็นสนามบินชั้นนำ และเป็น สนามบินที่มีระบบ CTX9400 ทำกันอย่างไร ต้องเสียเงินค่าออก แบบหรือไม่

ที่ผ่านมาผู้บริหารระดับสูงของทอท. และวิศวกร ได้ไปเยี่ยมชมศูนย์ทดสอบ เครื่อง ตรวจจับวัตถุระเบิด ที่ติดตั้งจริงกับระบบสายพานลำเลียงและทราบว่า เครื่องยี่ห้อใดรุ่นใด ผ่านการทดสอบ และเครื่องยี่ห้อใดรุ่นใดไม่ผ่านการทดสอบเหตุใดจึงไม่ถูกเปิดเผย

จากข้อมูลชี้แจงของทอท.และคำถามพร้อมข้อห่วงใยของบริษัทที่ได้แจกแจงผลดีผลเสียของการจัดหาเครื่องตรวจวัตถุระเบิดครั้งนี้ คงพอแลเห็นได้ว่าข้อมูลด้านไหนมีน้ำหนักมากกว่ากัน

"บริษัท Smiths ยืนยันว่า ทอท.ไม่ต้องจ่ายค่า ปรับปรุงซ่อมแซมจ่ายเพียงค่าซ่อมปกติ"

ผลของกฎหมาย ในการกระทำความผิดต่อชีวิตร่างกายของทหาร ที่ผู้บังคับบัญชาทหารทุกระดับชั้นพึงระมัดระวัง - มติชน ฉบับวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2560

พลโท ทวี แจ่มจำรัส

ข้าราชการบำนาญ

เมื่อ พ.ย.60 เม.ย. และ มิ.ย.59 ที่ผ่านมา มีเหตุการณ์ที่ ค่อนข้างไม่เหมาะสมในแวดวงทหารที่แพร่กระจายไปทางสื่อทุกประเภท กรณีนักเรียนเตรียมทหารเสียชีวิต ซึ่งญาติอ้างว่าเกิดจากการปรับปรุงวินัยอย่างรุนแรงของนักเรียนรุ่นพี่ ที่ต้องหาข้อเท็จจริงให้แน่ชัดต่อไป กรณีผู้บังคับบัญชาทหารที่เป็นนายทหารสัญญาบัตรชั้นนายร้อยและนายสิบ ทำร้ายร่างกายพลทหาร และอีกกรณีได้สั่งลงโทษด้วยการวิ่งออกกำลังกายเกินสมควรจนเป็นเหตุให้เสียชีวิตและบาดเจ็บสาหัส ซึ่งผู้บังคับบัญชาระดับสูงก็ต้องสั่งสอบสวนลงโทษเพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างที่ไม่ดีแก่ผู้บังคับบัญชาทหารคนอื่นๆ

อีกนิ้วไหนร้ายก็อาจต้องตัดทิ้งไป

เป็นการกระทำความผิดส่วนบุคคล ไม่ใช่เป็นความผิดขององค์กร ซึ่งทหารก็มีวัฒนธรรมองค์การที่ดีๆ ของตนเองในการปรับปรุงบุคลิกลักษณะผู้นำและการธำรงรักษาไว้ซึ่งวินัย มาเป็นเวลานับแต่ พ.ศ.2430 ถึงปัจจุบันก็ได้ 129 ปีแล้ว ที่มีการถ่ายทอดเป็นคำขวัญ (Slogan) และคำกล่าวปฏิญาณ (OATHS) เช่น "ตายในสนามรบเป็นเกียรติของทหาร" "ไม่มีอะไรที่ทหารใหม่ทำไม่ได้ ทำไม่ไหวทำไม่ทัน" "ตายเสียดีกว่า ที่จะละทิ้งหน้าที่" ฯลฯ และถ้าเป็นนักเรียนนายทหาร "ข้าพระพุทธเจ้า จะรักษามรดกของพระองค์ท่านไว้ด้วยชีวิต" ก็ได้สืบทอดมาจนถึงปัจจุบันนี้

มีกฎหมายสำคัญที่ใช้ควบคุมกำกับดูแลในเรื่องวินัยและพฤติกรรมของทหาร 3 ฉบับ (ถ้าไม่นับรวมกฎหมายอาญา แพ่ง และปกครอง) ได้แก่ 1) ประมวลกฎหมายอาญาทหาร พ.ศ.2454 2) พ.ร.บ.วินัยทหาร พ.ศ.2476 และ 3) พ.ร.บ.ธรรมนูญ ศาลทหาร พ.ศ.2498 ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากสื่อมวลชนจะมีผลทางกฎหมาย ดังนี้

1.ตามประมวลกฎหมายอาญาทหาร พ.ศ.2454 เกิดการชกต่อยกันขึ้นระหว่างพลทหารกับนายสิบ เช่น พลทหารเก่ง ชกสิบโท ชัย ถ้าพลทหารเก่ง เป็นลูกหมู่ (ลูกแถว) แล้วสิบโท ชัย เป็นผู้บังคับหมู่โดยตรงไม่เกินหนึ่งชั้นของพลทหารเก่ง พลทหารเก่งจะมีความผิดฐานทำร้ายผู้บังคับบัญชาตามประมวลกฎหมายอาญาทหาร มาตรา 38 มีโทษตามสมควรแก่เหตุ 3 ประการ

1) ถ้ามันได้กระทำความผิดนั้นต่อหน้าราชศัตรูลงโทษ 3 สถาน คือ ประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต จำคุกสามปีถึงยี่สิบปี

2) ถ้ามันมิได้กระทำผิดต่อหน้าราชศัตรูแต่ได้กระทำในเวลาสงคราม หรือในเขตซึ่งอยู่ในอำนาจกฎอัยการศึก ท่านให้ลงอาญาจำคุกมัน ตั้งแต่ปีหนึ่งนับจนถึงยี่สิบปี

3) ถ้ามันได้กระทำความผิดนั้น ในเวลาหรือที่อื่นนอกจากที่ว่ามาแล้ว ท่านให้ลงโทษอาญาจำคุกมันตั้งแต่ปีหนึ่งขึ้นไปจนถึงเจ็ดปี และในมาตรา 40 ถ้าในการกระทำผิดเช่นว่าเป็นเหตุให้ผู้ต้องประทุษร้ายถึงตายหรือต้องบาดเจ็บสาหัสด้วยไซร้ ท่านว่ามันสมควรรับโทษหนักยิ่งกว่าที่บัญญัติไว้ในมาตรานี้ แต่ถ้าสิบโท ชัย ไม่ใช่เป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงแต่เป็นผู้ใหญ่เหนือตน มาตรา 39 ท่านว่ามันควรรับอาญา จำคุก ไม่เกินกว่า 5 ปี (ผู้ใหญ่เหนือตน ได้แก่ ผู้ที่มียศสูงกว่าไม่ได้อยู่ในสายการบังคับบัญชาโดยตรง อาจอยู่ในหน่วยหรือต่างหน่วยหรือต่างกองทัพกัน ฯลฯ)

นอกจากนั้นข้าราชการทหารยังอาจถูกบังคับตามมาตรา 30 ผู้ใดเป็นทหารและขัดขืนหรือละเลยมิกระทำตามคำสั่งอย่างใดๆ ท่านว่ามันมีความผิด ต้องระวางโทษจำคุกตามสมควรแก่เหตุอีกด้วย ในหลักกฎหมายอาญาการกระทำความผิดกรรมเดียวแต่ผิดกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามบทที่หนักที่สุด

กรณีผู้บังคับบัญชาทำร้ายผู้ใต้บังคับบัญชา เช่น ร้อยตรี เด่น หรือ สิบโท ดัง ชกและเตะพลทหารไก่ มีความผิดฐานทำร้ายร่างกายตามประมวลกฎหมายอาญา ไม่ใช่ประมวลกฎหมายอาญาทหาร เพราะทางราชการทหารถือว่าการทำร้ายผู้บังคับบัญชาโดยตรงของตนเองมีความผิดรุนแรง

ยกตัวอย่างเช่น พันเอก เก่ง ตำแหน่งรองผู้บัญชาการกรม ต่อย พันเอก (พ.) ยอด ตำแหน่งผู้บังคับการกรม เป็นการทำร้ายผู้บังคับบัญชาโดยตรงถึงแม้ว่ามียศพันเอกเหมือนกัน หรือพลตรี ชาย รองแม่ทัพ ต่อย พลโท กาจ แม่ทัพเดียวกัน เป็นการทำร้ายผู้บังคับบัญชาเหนือตน (มาตรา 38) แต่ถ้า พลโท กาจ เป็นแม่ทัพอื่นๆ ไม่ใช่เป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรง ก็เป็นการทำร้ายร่างกายผู้ใหญ่เหนือตนตามประมวลกฎหมายอาญาทหาร (มาตรา 39) แต่ถ้าพันโท เก่ง ผู้บังคับกองทัพ ต่อย พันตรี ยอด รองผู้บังคับกองพัน เป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกายตามประมวลกฎหมายอาญา ไม่ใช่ประมวลกฎหมายอาญาทหาร

เขตอำนาจศาลที่รับพิจารณาพิพากษาตัดสินคดี โดยไม่มีพลเรือนร่วมกระทำผิดด้วย เป็นกรณีผู้บังคับบัญชาทำร้ายผู้ใต้บังคับบัญชาก็ขึ้นศาลทหาร ได้แก่ ศาลมณฑลทหารบกในเขตพื้นที่ แต่ถ้าเป็นนายทหารชั้นนายพลกระทำความผิด ก็ต้องดำเนินคดีที่ศาลทหารกรุงเทพแห่งเดียวที่ กทม. มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาได้ทุกตัวบทกฎหมาย โดยไม่จำกัดชั้นยศของจำเลย

2.ตามประมวลกฎหมายอาญา เป็นความผิดเกี่ยวกับชีวิตและร่างกายที่ผู้บังคับบัญชาทหาร ทำร้ายร่างกายผู้ใต้บังคับบัญชาของตน หรือทำร้ายผู้มียศตำแหน่งเทียบเคียงกัน เช่น พันโทหญิง สุนันทา สังกัดกองทัพบก ตบหน้าเรืออากาศเอกหญิง สุรัตน์ สังกัดกองทัพอากาศ ดังนี้ พันโทหญิงสุนันทา มีความผิดฐานทำร้าย ร่างกายตามประมวลกฎหมายอาญา แต่ไม่มีความผิดฐานทำร้ายผู้ใหญ่เหนือตนตามประมวลกฎหมายอาญาทหาร ฯลฯ เพราะเรืออากาศเอกหญิง สุรัตน์ มียศต่ำกว่าพันโท หญิงสุนันทา อยู่ในเขตอำนาจศาลทหาร

หรือจ่าเอก แมน สังกัดกองทัพเรือ ชกพันจ่าอากาศโท ชัย สังกัดกองบัญชาการกองทัพไทย ดังนี้ จ่าเอก แมน มีความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้ใหญ่เหนือตนอยู่ในเขตอำนาจศาลทหาร และในกรณี สิบโท ชัย ลักทรัพย์เป็นเงินห้าพันบาทของพลทหารเอก จนเป็นสาเหตุให้เกิดการชกต่อยกันขึ้นนั้น ก็มีความผิดฐานลักทรัพย์อีก 1 กระทง และถ้าเป็นการลักทรัพย์ด้วยเหตุฉกรรจ์ก็มีโทษสูงกว่าลักทรัพย์ปกติธรรมดา

ในข้อเท็จจริงไม่มีพลเรือนร่วมด้วย ก็อยู่ในอำนาจของ ศาลมณฑลทหารบกในเขตพื้นที่

และนอกจากนั้นถ้ามีข้อเท็จจริงต่างๆ ที่พนักงานสอบสวนรวบรวมได้ อาจเป็นความผิดตาม ม.157 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตต้องระวางโทษจำคุกและปรับและอาจมีความผิดตาม ม.83 ตัวการ ในกรณีความผิดใดเกิดขึ้นโดยการกระทำ ของบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป ผู้ที่ได้ร่วมกระทำความผิด ด้วยกันนั้นเป็นตัวการต้องระวางโทษตามที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ซึ่งความผิดตาม ม.157 นี้ ต้องส่งต่อไป ให้ ป.ป.ช.หรือ ป.ป.ท.ดำเนินการแก่ผู้กระทำความผิดตาม ชั้นยศหรือระดับที่กำหนดไว้

3.ตามประมวลกฎหมายแพ่งและกฎหมายปกครอง มาตรา 420 ความผิดเรื่องละเมิด บัญญัติว่าผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขา เสียหายถึงแก่ชีวิตก็ดี แก่ร่างกายก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี ท่านว่าผู้นั้นทำละเมิด จำต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น และ พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 หน่วยงาน ของรัฐต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่

ในกรณีนี้ผู้เสียหายอาจฟ้องหน่วยงานของรัฐดังกล่าวได้โดยตรง แต่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้

มาตรา 8 ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดใช้ค่าสินไหม ทดแทนแก่ผู้เสียหายเพื่อการละเมิดของเจ้าหน้าที่ให้หน่วยงาน ของรัฐมีสิทธิเรียกให้เจ้าหน้าที่ผู้ทำละเมิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวให้แก่หน่วยงานของรัฐได้ ถ้าเจ้าหน้าที่ได้กระทำการนั้นไปด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่าง ร้ายแรงในกรณีตามตัวอย่าง ได้ทำละเมิดต่อพลทหาร 2 นาย ทำให้เสียชีวิต 1 นาย บาดเจ็บสาหัส 1 นาย จึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น

ดังนั้น ญาติของผู้เสียหายหรือตัวผู้เสียหายเองจึงแต่งตั้ง ทนายฟ้องกองทัพบกเพราะเป็นหน่วยงานของรัฐและเป็นนิติบุคคล โดยมีผู้กระทำผิดเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ สังกัด กองทัพบก ถ้ากองทัพบกแก้คดีก็ต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหายไป และกองทัพบกก็สามารถมาไล่เบี้ยคืนกับผู้ทำให้เกิดความเสียหายจากกลุ่มทหารนั้นได้

ในกรณีนี้ถ้ากลุ่มทหารนั้นได้ทำไปด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง จึงออกคำสั่งทางปกครองให้กลุ่มทหารนั้นเป็นรายบุคคล รับผิดชอบจ่ายค่าสินไหมทดแทน ถ้าไม่ยินยอมก็ต้องฟ้องศาลต่อไป แต่ถ้าผู้กระทำทั้งหมดนั้นกระทำไปด้วยความรอบคอบไม่ได้จงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง และศาลเชื่อตามพยานหลักฐานข้อเท็จจริงอย่างนี้ กองทัพบกก็ต้องรับผิดชอบเสียงบประมาณเองไปโดยปริยาย ไม่สามารถไล่เบี้ยจากใครได้

มีอีกหนึ่งคดีที่เกิดขึ้นจริง เมื่อ ก.ค.59 แจ้งว่าคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ปปท.) กระทรวงยุติธรรม ได้ส่งหนังสือแจ้งการไต่สวนข้อเท็จจริงกรณีการเสียชีวิตของพลทหาร ระบุพบว่านายทหารสัญญาบัตร 1 นาย กับพวกรวม 10 นาย ในฐานะผู้ถูกกล่าวหา มีความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.157 ประกอบ ม.83 และประมวลกฎหมายอาญาทหาร ม.30 วงเล็บ 2 โดยจะมีการส่งสำนวนคดีไปยังพนักงานอัยการต่อไป ส่วนคดีแพ่งนั้น มารดาพลทหารที่เสียชีวิตได้ยื่นฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนทางละเมิดต่อหน่วยงานต้นสังกัดจนสามารถเจรจาไกล่เกลี่ยกันได้

โดยศาลแพ่งสั่งให้กองทัพบกเป็นผู้ชดเชยเยียวยา ค่าเสียหายแก่มารดาพลทหารที่เสียชีวิตเป็นเงินประมาณ 7 ล้านบาทเศษด้วย

4.ตาม พ.ร.บ.วินัยทหาร พ.ศ.2479 และการใช้อำนาจทางปกครอง ซึ่งผู้บังคับบัญชามีอำนาจลงทัณฑ์ ผู้ทำผิดวินัยทหารได้ 5 สถาน ได้แก่ ภาคทัณฑ์ ทัณฑกรรม กัก ขัง และจำขัง ทราบว่าผู้บัญชาการกองพลได้สั่งลงทัณฑ์ ขังนายทหารตำแหน่งผู้บังคับหมวดได้หนึ่งเดือน (สั่งขัง 30 วัน เต็มอำนาจ) และผู้บังคับหมู่ได้ 2 เดือน (สั่งขัง 45 วัน) และในมาตรา 7 ทหารผู้ใดกระทำผิดต่อวินัยทหารจะต้องรับทัณฑ์ตาม พ.ร.บ.นี้และอาจต้องถูกปลดจากประจำการหรือถูกถอดจากยศทหารได้ แต่ในคดีนี้มีการกระทำความผิดทางอาญา มีผู้เสียชีวิตจึงต้องรอผลการพิจารณาของศาลทหารว่าจะลงโทษสถานใด ถ้าสั่งลงโทษจำคุกโดยไม่มีการรอลงอาญา ก็เป็นสาเหตุแห่งการถูกปลดและถอดยศต่อไปได้ นอกจากนั้นโทษทางปกครองที่ผู้บังคับบัญชามีอำนาจ เช่น การงดบำเหน็จเลื่อนขั้นเงินเดือนประจำปี การปรับย้ายออกจากตำแหน่งเดิมเป็นประจำหรือสำรองราชการหรือพักราชการ สั่งปลดหรือไล่ออกจากราชการ ทำให้ทางราชการไม่จ่ายเงินเดือนและสิทธิต่างๆ เดือดร้อนถึงสิทธิที่บิดามารดาจะได้รับด้วย

ส่วนในรายของนักเรียนเตรียมทหารรุ่นพี่ ถ้ากระทำผิด และยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนกองประจำการก็ต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ. ศาลเยาวชนและครอบครัว และวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 และได้ทราบว่า ท่านผู้บัญชาการทหารสูงสุดได้สั่งย้ายให้ผู้บังคับการกรม และผู้บังคับกองทัพที่ปกครองดูแลนักเรียนเป็นประจำหน่วย ฐานบกพร่องต่อหน้าที่ และสั่งตั้งกรรมการสอบสวนหาสาเหตุการเสียชีวิตแล้ว โดย ไม่ได้ปกป้องผู้กระทำผิดแต่อย่างใด

เป็นข้อสังเกตว่านายทหารมียศ ร้อยตรี ร้อยโท และสิบตรี สิบโท น่าจะเพิ่งจบการศึกษาไปใหม่ๆ และนักเรียนเตรียมทหารรุ่นพี่ อายุยังอยู่ในช่วงวัยต้นอาจขาดการยับยั้งชั่งใจ นึกสนุก คึกคะนอง และส่วนใหญ่จะแอบลักลอบสั่งกระทำรุนแรง เกินกว่าเหตุในเวลากลางคืนจึงส่งผลร้าย 1) ต่อชื่อเสียงของหน่วยเป็นส่วนรวม (ถึงแม้จะเป็นความผิดเฉพาะบุคคล) 2) ต่อตัวเอง ที่ชีวิตรับราชการอาจต้องจบสิ้นลง พ่อแม่อุตส่าห์ส่งเสียเล่าเรียนสอบแข่งขันเข้าไปศึกษาใน ร.ร.ทหารได้ มีความเก่งและความรู้ความสามารถดีอยู่แล้ว แต่ด้วยความอ่อนด้อยประสบการณ์ทำให้ชีวิตต้องพลิกผัน เป็นข้าราชการมีอนาคตที่ดีกลับต้องมาถูกต้องโทษเสียเองไม่คุ้มกัน และ 3) ต่อความหวังของพ่อแม่ญาติพี่น้อง ที่อาจจะต้องขาดที่พึ่งที่อาศัยต่ออนาคตของลูกๆ เหล่านี้มีอาชีพรับราชการทหาร มั่นคงและมีเกียรติ ก็ต้องพังทลายไป กลับมาเป็นภาระให้แก่พ่อแม่ญาติพี่น้องอีกด้วย เป็นเรื่องน่าเศร้าจริงๆ ถ้ารู้อย่างนี้ ก็จะไม่กระทำอีกเด็ดขาด

จึงเป็นอุทาหรณ์สำคัญของข้าราชการทหารที่มีอำนาจว่า อำนาจต้องใช้ด้วยความเป็นธรรม อย่าลุแก่อำนาจและบิดเบือน ในการใช้อำนาจ (ABUSE OF POWER) ขอให้ผู้บังคับบัญชาทหาร ทุกระดับได้ตระหนักและจำไว้ว่าการกระทำความผิดต่อชีวิตร่างกายของทหารไม่ว่าชั้นยศใด จนล้มตายและบาดเจ็บสาหัสนั้น มีผลกระทบทางลบอย่างยิ่งต่อองค์การและต่อตนเอง

ดังนั้นผู้บังคับบัญชาทหารทุกระดับจะต้องพึงระลึกใน การใช้อำนาจของตนเอง และควบคุมกำกับดูแลการใช้อำนาจของผู้ใต้บังคับบัญชาด้วยความเข้มงวดอยู่เสมอตลอดไปทุกโอกาส