You are here

CG and corruptions News - 7 February 2018

จับปธ.อิตาเลียนฆ่าเสือดำกลางป่า'ทุ่งใหญ่''เปรมชัยกรรณสูต'กับพวกอีก3ยึดซากถูกถลกหนังหั่นเป็นชิ้นเจอ9ข้อหาหนัก-ศาลให้ประกัน - ไทยรัฐ

ปปช.นัดเรืองไกร ให้ข้อมูลนาฬิกา - ข่าวสด

'พนม'มอบตัวปัดทุจริตเงินทอนวัด - คม ชัด ลึก

'ศรีวราห์'โยนปปง.เรียก'สมยศ'แจง - กรุงเทพธุรกิจ

'ดีเอสไอ' ยันสอบ 'สมยศ' - ไทยรัฐ

Column COMMENTARY: Somyot loans expose patronage roots - BANGKOK POST

คอลัมน์ ทางออกนอกตำรา: เงินอเมริกัน(ไม่)อันตราย - ฐานเศรษฐกิจ

คอลัมน์ ต่อ ต้าน คอร์รัปชัน: บทบาท ป.ป.ช. ในวิกฤติศรัทธานาฬิกาหรู - แนวหน้า

คอลัมน์ กวนน้ำให้ใส: ไม่ได้มาตรฐานโพลนิด้า - แนวหน้า

Column STOPPAGE TIME: How Prawit has succeeded where Prayut has failed - THE NATION

ไทยวอน "ไอบ้า" ล้างภาพทุจริตให้สิ้นซาก ก่อนมวยหลุดโอลิมปิก - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

จับปธ.อิตาเลียนฆ่าเสือดำกลางป่า'ทุ่งใหญ่''เปรมชัยกรรณสูต'กับพวกอีก3ยึดซากถูกถลกหนังหั่นเป็นชิ้นเจอ9ข้อหาหนัก-ศาลให้ประกัน - ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

รวบตัวบิ๊กบอสบริษัทชื่อดัง “เปรมชัย กรรณสูต” ประธานบริหารบริษัทอิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) กับพวกรวม 4 คน ขณะลักลอบเข้าไป ตั้งแคมป์ล่าสัตว์ป่าสงวนในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรฝั่งตะวันตก จ.กาญจนบุรี ยึดของกลางทั้งทูตสังหารปืนไรเฟิลพร้อมกระสุน ซากเสือดำที่ถูกชำแหละกับซากไก่ฟ้า ถูกตั้ง 9 ข้อหาหนัก แต่ให้การปฏิเสธ หลังฝากขังศาลให้ประกันตัวทั้งหมดคนละ 1.5 แสนบาท สำหรับบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทรับเหมาที่ครองเบอร์ 1 ของประเทศไทย และต่างประเทศจำนวนมาก

กลายเป็นที่ฮือฮาของวงการมหาเศรษฐีเมืองไทย เมื่อเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรฝั่งตะวันตก พื้นที่ อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี บุกรวบตัวนายเปรมชัย กรรณสูต อายุ 63 ปี อยู่บ้านเลขที่ 12/3 ซอยศูนย์วิจัย 3 แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กทม. ตำแหน่งประธานบริหารบริษัทอิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) กับพวกรวม 4 คน พร้อมของกลางซากสัตว์หายาก

จับบิ๊กอิตาเลียนไทยคาของกลาง

รวบประธานบริหารบริษัทชื่อดังครั้งนี้ เปิดเผยเมื่อเวลา 06.30 น. วันที่ 6 ก.พ. นายวิเชียร ชิณวงษ์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรฝั่งตะวันตก พื้นที่ อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี พร้อมกำลังคุมตัว 1.นายเปรมชัย กรรณสูต อายุ 63 ปี อยู่บ้านเลขที่ 12/3 ซอยศูนย์วิจัย 3 แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กทม. ตำแหน่งประธานบริหารบริษัทอิตาเลียน-ไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) 2.นายยงค์ โดดเครือ อายุ 65 ปี อยู่บ้านเลขที่ 84 หมู่ 8 ต.คุ้งพะยอม อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี 3.นางนที เรียมแสน อายุ 43 ปี อยู่บ้านเลขที่ 102 หมู่ 1 ต.ทุ่งสว่าง อ.ประทาย จ.นครราชสีมา และ 4.นายธานี ทุมมาศ อายุ 56 ปี อยู่บ้านเลขที่ 47 หมู่ 3 ต.ช่องสะเดา อ.เมืองกาญจนบุรี พร้อมของกลางซากสัตว์ป่า ปืนและเครื่องกระสุนปืน ส่งให้ พ.ต.อ.วุฒิพงษ์ เย็นจิตต์ ผกก.สภ.ทองผาภูมิ ดำเนินคดี 5 ข้อหา

ระดมสอบสวนเครียดทั้งวัน

ต่อมาเวลา 13.30 น. พล.ต.ต.สุทธิ พวงพิกุล ผบก.ภ.จ.กาญจนบุรี พล.ต.ต.สมชาย รักเสนาะ ผบก.สส.ภ.7 พ.ต.อ.ชาตรี ศรีบุญ ผกก. (สอบสวน) ภ.จ.กาญจนบุรี พร้อมคณะ พนักงานสอบสวน และ พ.ต.อ.สมหมาย โชติกะนาวิน นวท. (สบ 4) พร้อม เจ้าหน้าที่วิทยาการ ภ.จ.กาญจนบุรี เดินทางมาตรวจสอบของกลางที่ สภ.ทองผาภูมิ พร้อมสอบสวนกลุ่มผู้ต้องหาอย่างเคร่งเครียด โดยมี พ.ต.อ.วุฒิพงษ์ เย็นจิตต์ ผกก.สภ.ทองผาภูมิ และ ร.ต.ท.สุมิตร บุญยะนิจ รอง สว. (สอบสวน) สภ.ทองผาภูมิ ร่วม สอบสวนด้วย

ถูกดำเนินคดี 9 ข้อหาหนัก

ขณะเดียวกัน นายธรรมรัช วงษ์โสภา ผอ.ส่วนอุทยานแห่งชาติ รักษาราชการ ผอ.สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) จ.ราชบุรี นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าชุดเฉพาะกิจพญาเสือ กรมอุทยานฯ และนิติกร สอบ.3 เดินทางมาสมทบกับนายวิเชียร ชิณวงษ์ หัวหน้าเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก เพื่อตรวจสอบการบันทึกจับกุมและพยานหลักฐาน หลังตรวจสอบเสร็จแล้ว นายวิเชียร ชิณวงษ์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์ สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษนายเปรมชัยกับพวกรวม 8 ข้อหา

ประกอบด้วย 1.ร่วมกันล่าสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ 2.ร่วมกันล่าสัตว์ป่าคุ้มครองโดยมิได้รับอนุญาต 3.ร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งซากของสัตว์ป่าคุ้มครองโดยมิได้รับอนุญาต 4.นำเครื่องมือสำหรับใช้ในการล่าสัตว์ป่า หรือจับสัตว์ หรืออาวุธใดๆ เข้าไปในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโดยไม่ได้รับอนุญาต 5.ร่วมกันเก็บหาของป่าในเขตป่าสงวนแห่งชาติโดยมิได้รับอนุญาต 6.ร่วมกันพยายามล่าสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโดยไม่ได้รับอนุญาต 7.ร่วมกันเข้าไปในเขตรักษาพันธุ์ 8.ข้อหาร่วมกันซ่อนเร้นช่วยพาเอาไปเสียซึ่งซากของสัตว์ และพนักงานสอบสวน เพิ่มอีก 1 ข้อหา คือ พ.ร.บ.อาวุธปืน รวมเป็น 9 ข้อหา แต่ผู้ต้องหาทั้ง 4 คนให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา

ให้ประกันตัวคนละ 1.5 แสน

จากนั้น พ.ต.อ.วุฒิพงษ์ เย็นจิตต์ ผกก.สภ.ทองผาภูมิ และ ร.ต.ท.สุมิตร บุญยะนิจ รอง สว. (สอบสวน) สภ.ทองผาภูมิ พร้อมกำลังนำตัวนายเปรมชัย พร้อมพวกรวม 4 คน ขึ้นรถตู้เดินทางไปฝากขังต่อศาลจังหวัดทองผาภูมิทันที โดยทนายยื่นประกันหลักทรัพย์คนละ 150,000 บาท ศาลพิเคราะห์แล้วอนุญาตให้ประกันตัวชั่วคราว จากนั้นเดินทางกลับไปยัง สภ.ทองผาภูมิ เพื่อให้ปากคำเพิ่มเติมโดยนายเปรมชัยและทนายเปิดเผยว่าการที่นายเปรมชัยกับพวกเข้าไปในป่าเพราะต้องการพักผ่อนและขออนุญาตเจ้าหน้าที่เรียบร้อยแล้ว ผู้สื่อข่าวถามว่าทำไมตั้งแคมป์ในจุดห้าม ทนายตอบแทนว่า ตอนนั้นเป็นกลางคืนอีกทั้งนายเปรมชัยไม่ชำนาญเส้นทางเลยตั้งแคมป์พักผ่อน พอสอบถามเรื่องปืนว่าใครเป็นเจ้าของอ้างกำลังตรวจสอบ จากนั้นทั้งหมดเดินทางกลับกรุงเทพฯทันที

ขณะที่ พล.ต.ต.สุทธิ พวงพิกุล ผบก.ภ.จ.กาญจนบุรีกล่าวว่า คดีนี้เป็นที่สนใจของประชาชนจึงมาดูสำนวนสอบสวนให้เป็นไปตามระเบียบอย่างเคร่งครัด ส่วน พล.ต.ท.กิตติพงษ์ เงามุข ผบช.ภ.7 พล.ต.ต.กฤษณะ ทรัพย์เดช รอง ผบช.ภ.7 เดินทางมา สภ.ทองผาภูมิ ร่วมประชุมกับ พล.ต.ต.สุทธิ พวงพิกุล ผบก.ภ.จ.กาญจนบุรี พล.ต.ต.สมชาย รักเสนาะ ผบก.สส.ภ.7 พ.ต.อ.ชาตรี ศรีบุญ ผกก. (สอบสวน) ภ.จ.กาญจนบุรี พ.ต.อ.สมหมาย โชติกะนาวิน นวท. (สบ.4) และเจ้าหน้าที่วิทยาการ ภ.จ.กาญจนบุรี

เผยเบื้องหลังการจับกุมคนดัง

สำหรับรายละเอียดการจับกุมบิ๊กอิตาเลียนไทยกับพวกในผืนป่ามรดกโลกทุ่งใหญ่นเรศวรครั้งนี้มีขึ้นเมื่อบ่ายสองวันที่ 4 ก.พ. เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรฝั่งตะวันตกพื้นที่ อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี จับกุมตัวนายเปรมชัย กรรณสูต อายุ 63 ปี อยู่บ้านเลขที่ 12/3 ซอยศูนย์วิจัย 3 แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กทม. ตำแหน่งประธานบริหารบริษัทอิตาเลียนไทยดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) นายยงค์ โดดเครือ อายุ 65 ปี อยู่บ้านเลขที่ 84 หมู่ 8 ต.คุ้งพะยอม อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี นางนที เรียมแสน อายุ 43 ปี อยู่บ้านเลขที่ 102 หมู่ 1 ต.ทุ่งสว่าง อ.ประทาย จ.นครราชสีมา และนายธานี ทุมมาศ อายุ 56 ปี อยู่บ้านเลขที่ 47 หมู่ 3 ต.ช่องสะเดา อ.เมืองกาญจนบุรี

ตะลึงในเต็นท์พบซากเสือดำ

ตรวจค้นภายในเต็นท์พบปืนลูกกรวดติดลำกล้องขนาด 30-06 จำนวน 1 กระบอก ปืนไรเฟิลติดลำกล้องขนาด .22 มม. จำนวน 1 กระบอก ปืนลูกซองแฝดเบอร์ 20 จำนวน 1 กระบอก เครื่องกระสุนปืนขนาด 30.06 จำนวน 7 นัด กระสุนปืน ขนาด .22 มม.หัวทองแดง จำนวน 53 นัด กระสุนปืน ขนาด .22 หัวตะกั่ว 61 นัด กระสุนปืนลูกซอง เบอร์ 20 จำนวน 21 นัด เข็มขัดบรรจุกระสุนปืนลูกซองแบบคาดเอว 1 เส้น น้ำมันล้างปืน 1 ขวด นอกจากนี้ยังพบซากเสือดำถูกชำแหละแล้ว 1 ตัว หนัก 10.6 กิโลกรัม แต่ไม่มีหนังความยาวหัวถึงสะโพก 83 เซนติเมตร และหนังเสือดำที่ถูกชำแหละแล้ว 1 ผืน หนัก 2.6 กิโลกรัม ความยาวหัวถึงหาง 148 เซนติเมตร ชิ้นส่วนของเสือดำถูกสับแยกร่างบรรจุในถุงดำ นอกจากนี้ ยังพบซากไก่ฟ้าหลังเทา 1 ตัว น้ำหนัก 0.6 กิโลกรัม ซึ่งสัตว์ป่าทั้งสองชนิดเป็นสัตว์ป่าประเภทสัตว์ป่าคุ้มครองเจ้าหน้าที่จึงยึดไว้เป็นหลักฐาน

ขอไปเที่ยวแต่แอบตั้งแคมป์

จากรายงานระบุด้วยว่า นายเปรมชัยกับพวกรวม 4 คน เข้าไปท่องเที่ยวพื้นที่ดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 3 ก.พ.โดยใช้เส้นทางผ่านสำนักงานเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก-หน่วยพิทักษ์ป่าทิคอง -หน่วยพิทักษ์ป่ามหาราชมีโปรแกรมการท่องเที่ยวป่าเป็นเวลา 2 วัน 1 คืน ซึ่งเส้นทางดังกล่าวเป็นเส้นทางเปิดให้ท่องเที่ยวผ่านได้โดยใช้ชื่อว่า “ทินวย-ทิคอง-มหาราช” รวมระยะทางประมาณ 30 กิโลเมตร ต่อมาวันที่ 4 ก.พ. เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ทุ่งใหญ่นเรศวรรับแจ้งจากเจ้าหน้าที่หน่วยพิทักษ์ป่ามหาราชว่าพบคณะของนายเปรมชัย ลักลอบตั้งแคมป์ในป่าห้วยปะชิ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตกท้องที่ ต.ชะแล อ.ทองผาภูมิ เป็นพื้นที่ทับซ้อนป่าสงวนแห่งชาติป่าเขาน้ำโจน ค่าพิกัดภูมิศาสตร์ (GPS) ในระบบ WGS84 คือ 47 P 485821 E 1678956 N ซึ่งบริเวณดังกล่าวเป็นจุดที่เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันสัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตกไม่อนุญาตให้ผู้ใดเข้าไปตั้งแคมป์อย่างเด็ดขาด

แอบซ่อนของกลางบริเวณแคมป์

หลังรับแจ้งนายวิเชียร ชิณวงษ์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตกได้ส่งกำลังเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบพบของกลางเป็นปืนหลายกระบอกและซากสัตว์ดังกล่าวจึงควบคุมตัวนายเปรมชัยกับพวกไปสอบสวนที่สำนักงานเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก โดยนำตัวพร้อมของกลางออกจากจุดที่จับกุมมาถึงสำนักงานเขตฯ ในเวลาประมาณ 02.40 น. วันที่ 5 ก.พ. เพื่อสอบปากคำเบื้องต้น จากนั้นตอนสายวันที่ 5 ก.พ.นายวิเชียร ชิณวงษ์ หัวหน้าเขตฯได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบจุดที่จับกุมเพิ่มเติมอีกครั้ง ผลปรากฏพบซากเสือดำถูกชำแหละเนื้อและหนังแล้วกับเครื่องกระสุน ปืนอีกจำนวนมากถูกซุกซ่อนไว้บริเวณที่แคมป์พักโดยมีใบไม้คลุมไว้จึงยึดไว้ประกอบสำนวนการจับกุม

เบื้องต้นดำเนินคดี 5 ข้อหา

กระทั่งเช้าวันที่ 6 ก.พ. นายวิเชียร ชิณวงษ์ หัวหน้าเขตฯ พร้อมกำลังคุมตัวนายเปรมชัยกับพวกพร้อมของกลางซากสัตว์ป่า อาวุธปืน และเครื่องกระสุนปืนส่งให้ พ.ต.อ.วุฒิพงษ์ เย็นจิตต์ ผกก.สภ.ทองผาภูมิ เพื่อดำเนินคดีเบื้องต้น 5 ข้อหา แต่ภายหลังถูกเพิ่มเป็น 9 ข้อหา ขณะที่ พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร. เปิดเผยถึงคดีจับกุมนายเปรมชัยกับพวกว่า สภ.ทองผาภูมิ รับมอบตัวผู้ต้องหา 4 คน ในเบื้องต้นผู้ต้องหาทั้งหมดได้ให้การปฏิเสธพร้อมกันนี้ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อมูลของผู้ใช้งานในโซเชียลมีเดียที่เผยแพร่ หรือแชร์ข้อความในลักษณะบิดเบือนข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้ว ส่วน พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. กล่าวว่า เมื่อมีการกระทำผิดต้องบังคับใช้กฎหมายตามขั้นตอน ต้องนำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน เรื่องนี้ไม่มีอะไรกังวล ถ้ามีเหตุระเบิดซิน่ากังวลกว่า ส่วนผู้ต้องหาจะมีหน้าที่การงานใหญ่โตแค่ไหนไม่เกี่ยวกัน กฎหมายไม่ได้บอกว่าใครใหญ่ใครไม่ใหญ่ ต้องบังคับใช้กฎหมายไป

“บิ๊กตู่” ลั่นทำผิดต้องรับโทษ

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงการจับกุมนายเปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหารและกรรมการ บมจ.อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องการทำผิดกฎหมายซึ่งไม่ว่าใครที่ทำผิดกฎหมายต้องถูกลงโทษ ถ้ามีการ พิจารณาคดีแล้วว่าผิดต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ซึ่งการเข้าสู่กระบวนการต้องมีผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษและนำเข้าสู่การพิจารณาตัดสินโดยศาลหรือกระบวนการยุติธรรม ตนไม่มีอำนาจไปก้าวล่วงอะไรตรงนี้ ทุกเรื่องเป็นเรื่องของกลไก ให้ทุกฝ่ายดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา อย่ามาอ้างตนหรืออ้างใครเอื้อประโยชน์ใครไม่ได้ทั้งนั้น

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า พล.อ.ประยุทธ์ออกอาการไม่พอใจเมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า จากอาวุธหนักที่ยึดได้หลายรายการ เจ้าตัวยังให้การปฏิเสธ แต่น่าสงสัยว่าการติดอาวุธหนักเข้าไปได้ อาจมีเจ้าหน้าที่รัฐไฟเขียว โดย พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “เป็นเรื่องของผู้กระทำความผิดที่เขาไม่รับผิด แล้วมาเกี่ยวอะไรกับเจ้าหน้าที่รัฐ ผมไม่เข้าใจ คำถามแบบนี้ไม่สร้างสรรค์”

รมว.ย้ำไม่น่าเกิดเรื่องใน พ.ศ.นี้

พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า เรื่องนี้ไม่ต้องไปสงสัยประเด็นอื่นมีคนแอบเข้าไปล่าสัตว์แล้วเจ้าหน้าที่จับได้ กรณีนี้เขาขอเข้าไปแต่เมื่อเข้าไปแล้วเขาไม่ออกตามเวลาที่ได้รับอนุญาต กลับไปกางเต็นท์ข้างในถือว่าขัดต่อระเบียบเจ้าหน้าที่จึงเข้าไปจับกุม พอเข้าไปเจออาวุธปืนและซากเสือดำ ถือเป็นเรื่องใหญ่ เมื่อเป็นคดีความเจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการเหมือนคดีทั่วไป ต้องสอบสวนว่าเขาทำแบบนี้เพื่ออะไร ผิดเป็นผิดไม่ต้องกังวล ปกตินักท่องเที่ยวที่ได้รับอนุญาตให้เข้าเขตอุทยานเจ้าหน้าที่จะไม่ค้นรถเพราะคนที่เข้าไปเที่ยวอุทยานฯ เขารักธรรมชาติโดยพื้นฐานแต่เมื่อเกิดเหตุการณ์อย่างนี้เราก็เสียใจ ไม่น่าเกิดขึ้นใน พ.ศ.นี้

ไม่ใช่เป็นแขกพิเศษของใคร

พล.อ.สุรศักดิ์กล่าวอีกว่า รายละเอียดต้องไปดูในพื้นที่เพราะปกติจะมีคนขออนุญาตเข้าไปท่องเที่ยวแล้วก็กลับออกมาตามที่ขออนุญาต ที่ผ่านมา เราเข้มงวดในเรื่องเหล่านี้มาตลอด แต่คาดไม่ถึงว่าจะมีคนที่ทำพฤติกรรมอย่างนี้ ยืนยันว่านายเปรมชัย ไม่ได้เป็นแขกพิเศษของเจ้าหน้าที่แต่อย่างใด ตนยังไม่รู้จัก แต่ถ้าใครเกี่ยวข้อง หรือเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องต้องดำเนินการเช่นกัน ทั้งนี้จะให้อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชไปดูที่เกิดเหตุอีกที

ไม่กังวลจับนักธุรกิจระดับสูง

ขณะที่นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชกล่าวว่า เบื้องต้นนายเปรมชัยยังให้การปฏิเสธแต่ต้องว่าไปตามพยานหลักฐาน ต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกคน ส่วนข้อมูลที่นำไปสู่การจับกุมในครั้งนี้มาจากเจ้าหน้าที่ได้ไปตรวจพบซากเสือดำ อาวุธปืนแต่เจ้าหน้าที่ไม่ได้เห็นในตอนยิง ดังนั้น ทุกอย่างต้องว่าไปตามกระบวนการ เท่าที่ได้รับรายงานขณะนี้ยังไม่พบว่ามีเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องแต่กลุ่มของนายเปรมชัย ขออนุญาตเข้าพื้นที่ไปจุดหนึ่งแต่กลับลักลอบไปอีกจุดหนึ่ง

ผู้สื่อข่าวถามว่า กังวลหรือไม่ เพราะนายเปรมชัย เป็นถึงนักธุรกิจระดับสูง นายธัญญากล่าวว่า ไม่ได้กังวล เพราะถือว่าเจ้าหน้าที่ทำดีที่สุด ปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม ต้องให้ขวัญและกำลังใจเจ้าหน้าที่ เนื่องจากไม่ได้เลือกปฏิบัติ ใครผิดว่าไปตามผิด แต่ต้องอยู่ที่พยานหลักฐานว่าเป็นอย่างไร เมื่อถามว่า นักท่องเที่ยวหรือบุคคลทั่วไปสามารถพกพาอาวุธปืนเข้าไปในพื้นที่ป่าสงวนหรืออุทยานแห่งชาติได้หรือไม่ นายธัญญากล่าวว่า ไม่ให้เอาเข้า ไปอยู่แล้ว แต่โดยปกติเจ้าหน้าที่ไม่มีโอกาสตรวจค้นว่าใครจะนำอะไรเข้าไปในพื้นที่บ้าง

อ้างขอนุญาตเข้าศึกษาธรรมชาติ

ที่กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช น.ส.กาญจนา นิตยะ ผอ.สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กรม อุทยานฯ แถลงว่าเขตรักษาพันธุ์ทุ่งใหญ่นเรศวรฝั่งตะวันตกอยู่ในเขตมรดกโลกเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร-ห้วยขาแข้ง เป็นพื้นที่ที่มีสัตว์ป่ามากมายหลายชนิด เช่น เสือดำ เสือโคร่ง เสือดาว เลียงผา และสมเสร็จ เป็นต้น ซึ่งการเข้าพื้นที่เขตรักษาพันธุ์ฯ กรมอุทยานฯกำหนดแนวทางและหลักปฏิบัติไว้ชัดเจน กรณีของนายเปรมชัย กรรมสูต ขออนุญาตเข้าไปศึกษาธรรมชาติ พักการเต็นท์ ดังนั้นขออนุญาต ผอ.สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่เกี่ยวข้องในกรณีนี้คือ ผอ.สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง)

ไม่รู้จัก “เปรมชัย” เป็นการส่วนตัว

น.ส.กาญจนากล่าวว่า กรณีการขอเข้าพื้นที่ของนายเปรมชัย ตนได้รับโทรศัพท์จากบุคคลที่ระบุว่า เป็นผู้ประสานงานของนายเปรมชัย กรรณสูตร ประธานบริหารบริษัทอิตาเลียนไทย ดีเวล็อปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ว่าจะขอเข้าพื้นที่ดังกล่าวซึ่งตนได้แจ้งให้ไปประสานกับทางสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ได้เลย เพราะเป็นการขอเข้าพักกางเต็นท์เพื่อศึกษาธรรมชาติ ยืนยันว่าไม่ได้รู้จักกับนายเปรมชัยเป็นการส่วนตัว ส่วนที่มีการระบุว่านายเปรมชัยเป็นแขกของตนนั้น ไม่มีความจริง ต้องตอบว่า นักท่องเที่ยวหรือผู้ที่ต้องการศึกษาธรรมชาติในเขตรับผิดชอบของกรมอุทยานฯเป็นแขกของเจ้าหน้าที่ทุกคน และปฏิบัติกับทุกคนที่มาติดต่อเช่นเดียวกันและเท่าเทียมกันหมด ทั้งนี้ การขอให้ อำนวยความสะดวกในการเข้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฯ นั้น ไม่ค่อยเกิดขึ้นอยู่แล้ว เพราะไม่ใช่พื้นที่ที่มีความ สะดวกสบายมากนัก ส่วนมากจะเป็นการขอเข้าพื้นที่อุทยานฯมากกว่า

ไม่คิดคนระดับนี้จะก่อเหตุ

เมื่อถามว่าเจ้าหน้าที่ได้มีการตรวจค้นอาวุธก่อน กล่มบุคคลดังกล่าวเข้าพื้นที่หรือไม่ น.ส.กาญจนา กล่าวว่า มีการสุ่มตรวจตามปกติ แต่ไม่มีใครคาดคิดว่าคนระดับนี้จะกระทำการแบบนี้ เพราะขอเข้าไปศึกษาธรรมชาติ ซึ่งปกติก็มีการตรวจสอบสิ่งของที่นำเข้าไปและนำออกมาอยู่แล้ว เมื่อถามว่าถือว่าเจ้าหน้าที่ประมาท หรือไม่ น.ส.กาญจนากล่าวว่า เชื่อว่าเจ้าหน้าที่ก็ทำงานอย่างเต็มที่อยู่แล้ว ถือว่าเป็นโชคดีที่เจ้าหน้าที่ตรวจพบการกระทำดังกล่าว แต่โชคร้ายที่เราสูญเสียสัตว์ป่าไปหลายตัวโดยเฉพาะเสือดำ ซึ่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ขนาดใหญ่ หายาก ขณะนี้ในพื้นที่เหลืออยู่ไม่เกิน 130 ตัวเท่านั้น ยืนยันว่ากรมอุทยานฯจะเร่งติดตามคดีให้ถึงที่สุด โดยได้ส่งเจ้าหน้าที่ส่วนกลางเข้าไปช่วยทำสำนวนเพื่อให้เกิดความรัดกุมและสามารถเอาผิดผู้ที่เกี่ยวข้องได้ เรื่องนี้นายเปรมชัยต้องมีส่วนรับผิดชอบ เพราะอยู่ร่วมในเหตุการณ์ และจะอ้างว่าเป็นลูกน้องดำเนินการ แต่ไม่ห้ามปรามไม่ได้

ถ้าไม่ขออนุญาตต้องเพิ่มข้อหา

ผู้สื่อข่าวถามว่า นายธรรมรัฐ วงศ์โสภา รักษา การ ผอ.สำนักพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) ระบุว่าคณะของนายเปรมชัย ไม่ได้ขออนุญาตก่อนเข้าพื้นที่ น.ส.กาญจนากล่าวว่า ถือว่าเป็นความผิดอีกฐานหนึ่งคือเข้าพื้นที่ก่อนได้รับอนุญาต ทั้งนี้ทราบว่ากลุ่มดังกล่าวจะขอเข้าพื้นที่ระหว่างวันที่ 3-5 ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งได้รับรายงานจากเจ้าหน้าที่ว่าช่วงเย็นวันที่ 3 ก.พ.พบกลุ่มบุคคลดังกล่าวไม่ได้อยู่ในจุดที่อนุญาตให้พักแรมได้ และได้แจ้งให้กลับไปอยู่ในจุดที่เจ้าหน้าที่กำหนด ส่วนเจ้าหน้าที่ได้ยินเสียงปืนหรือพบความผิดปกติอื่นหรือไม่นั้น น.ส.กาญจนากล่าวว่า เดิมในจุดดังกล่าวมีเจ้าหน้าที่อยู่ 4 นาย ระหว่างลาดตระเวนได้ยินเสียงปืนดังขึ้น จึงได้ขอกำลังมาสมทบเพิ่มและได้เข้าไปตรวจในบริเวณรอบๆเต็นท์ของผู้ต้องหา พบกระสุนปืนตกอยู่ 1 ปลอก จึงผิดสังเกตและได้เข้าตรวจค้นจนพบซากสัตว์ดังกล่าว

เรียกร้องรัฐบาลดำเนินคดีถึงที่สุด

วันเดียวกัน นายศศิน เฉลิมลาภ ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ออกแถลงการณ์กรณีล่าสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตกระบุว่าการที่คนมีสถานภาพทางสังคมเข้าไปล่าสัตว์ป่า ในพื้นที่อนุรักษ์แสดงให้เห็นถึงการไม่เคารพกฎหมายและผลงานการอนุรักษ์ของสังคมไทยแถมยังอ้างตัวรู้จักข้าราชการในระดับบริหารขอเข้าไปยังพื้นที่โดยให้เจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกในการท่องเที่ยวพักผ่อน แต่กลับเข้าไปล่าสัตว์ป่าจนถูกจับกุมนับเป็นการกระทำที่ปราศจากความละอายใจและย่ามใจว่าเจ้าหน้าที่คงไม่กล้าดำเนินการตรวจสอบ ขอชื่นชมและเป็นกำลังใจให้เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตกในความกล้าหาญในการปฏิบัติหน้าที่ครั้งนี้และขอให้กรมอุทยานฯและรัฐบาล อย่าได้เกรงกลัวต่ออิทธิพลและสถานะให้ทางธุรกิจอันใหญ่โตของผู้ต้องหา ขอให้สืบสวนและดำเนินการตามกฎหมายอย่างถึงที่สุดเพื่อเป็นบรรทัดฐานที่ดีตลอดไป

ต้องชี้แจงคณะกรรมการบริษัท

นายบัญฑิต นิจถาวร กรรมการผู้อำนวยการ สถาบันกรรมการบริษัท (IOD) ซึ่งเป็นองค์กรที่ส่งเสริม การกำกับดูแลกิจการที่ดีของบริษัทเอกชนไทย กล่าวว่า น่าจะเป็นพฤติกรรมส่วนตัวของนายเปรมชัยที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ในส่วนนี้คงต้องรับผิดชอบไปตามกระบวนการยุติธรรม ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับบริษัทจดทะเบียนในฐานะที่เป็นกรรมการผู้จัดการคงต้องชี้แจงเรื่องนี้ให้คณะกรรมการของบริษัททราบเพื่อให้คณะกรรมการบริษัทพิจารณาดำเนินการตามนโยบายการกำกับดูแลกิจการของบริษัทและข้อกำหนดจรรยาบรรณผู้บริหารและพนักงานของบริษัทส่วนนายปริย เตชะมวลไววิทย์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กรและส่งเสริมความรู้ผู้ลงทุน สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า กรณีที่เกิดขึ้นถือเป็นเรื่องส่วนตัวที่ยังต้องมีกระบวนการในการพิจารณาตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และจากการสอบถามไปยังบริษัทอิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD เจ้าหน้าที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์แจ้งว่ายังไม่มีการชี้แจงใดๆจากบริษัทในขณะนี้ ส่วนราคาหุ้น ITD เมื่อวันที่ 6 ก.พ.ปรับตัวลง 0.14 บาท มาปิดที่ 3.72 บาท หรือลดลง 3.63% มูลค่าการซื้อขาย 326 ล้านบาท เป็นการปรับตัวลงตามตลาดในภาพรวมที่ลดลง 21.89 จุด ปิดที่ 1,788.43 จุด ขณะที่ระหว่างวันลดลงไปมากถึง 52 จุด

บิ๊กบอสรับเหมาใหญ่ที่สุด

สำหรับบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ที่มีนายเปรมชัย กรรณสูต เป็นประธานกรรมการบริหารนั้น ถือได้ว่าเป็นบริษัทรับเหมาที่ครองเบอร์ 1 ของประเทศไทย โดยโครงการขนาดใหญ่ที่รัฐบาล ได้เปิดประมูลออกมาตั้งแต่ปี 60 และที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าอิตาเลียนไทยได้งานทั้งในและต่างประเทศจำนวนมาก เฉพาะปี 60 ที่ผ่านมาอิตาเลียนไทย ได้ประมูลงานของรัฐรวมกว่า 100,000 ล้านบาท นับว่าสูงสุดในประวัติการณ์ โดยโครงการรถไฟทางคู่ที่การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดประมูลรถไฟทางคู่ 9 สัญญา พบอิตาเลียนไทยคว้างานมากสุดกว่า 3 สัญญา วงเงินรวม 22,600 ล้านบาท รวมถึง งานก่อสร้างโครงสร้างและงานระบบหลัก ขยายขีดความสามารถสนามบินสุวรรณภูมิ ระยะที่ 2 มูลค่า 12,000 ล้านบาท งานก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ช่วงหัวลำโพง-บางแค และบางซื่อ-ท่าพระ มูลค่า 11,441 ล้านบาท

ยึดงานก่อสร้างรถไฟฟ้าหลายสี

นอกจากนี้ ยังมีงานก่อสร้างรถไฟฟ้าสาย สีแดง สัญญา 2 ช่วงบางซื่อ-รังสิต มูลค่า 23,925 ล้านบาท โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว สัญญาที่ 1 ช่วงสะพานใหม่-คูคต มูลค่า 15,000 ล้านบาท โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี สัญญา 3 โครงสร้างใต้ดิน ช่วงหัวหมาก-คลองบางม้า มูลค่า 18,589 ล้านบาท โครงการระบบขนส่งมวลชนขนาดรอง (โมโนเรล) ระยะที่ 1 สถานี รถไฟฟ้ากรุงธนบุรี-สำนักงานเขตคลองสาน มูลค่า 2,500 ล้านบาท สำหรับโครงการทางน้ำนั้นอิตาเลียนไทยได้รับงานโครงการผูกพันตั้งแต่ปี 57-61 จำนวน 2 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 1,405 ล้านบาท ประกอบด้วย โครงการสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งแม่น้ำป่าสัก ปีงบประมาณ 58-61 มูลค่า 976 ล้านบาท และโครงการเสริมทรายชายหาดพัทยา มูลค่า 429 ล้านบาท

โครงการหลายแสนล้านที่ ตปท.

ส่วนโครงการงานก่อสร้างที่ต่างประเทศ อิตาเลียนไทยได้งานมาแล้ว 2 โครงการ คือ ทางด่วนยกระดับ มูลค่า 50,000 ล้านบาท ซึ่งมีความคืบหน้าก่อสร้างไปแล้วกว่า 8% กับโครงการสร้างรถไฟฟ้ายกระดับ มูลค่ากว่า 30,000 ล้านบาท ที่เมืองดักการ์ ประเทศบังกลาเทศ นอกจากนั้น ยังได้เข้าร่วมประมูลงานก่อสร้างสนามบินอีก 30,000 ล้านบาท และมอเตอร์เวย์อีก 100,000 ล้านบาท ที่บังกลาเทศ รวมทั้งก่อสร้างรถไฟใต้ดิน มูลค่า 30,000 ล้านบาท

กินรวบทางบางปะอิน-โคราช

ส่วนโครงการของกรมทางหลวงในปี 60 มี 7 โครงการหลักๆ มูลค่ารวมกว่า 5,824 ล้านบาท ประกอบไปด้วย โครงการทางหลวงเชื่อมผืนป่า ทล.304 กบินทร์บุรี-ปักธงชัย งบประมาณ 1,319 ล้านบาท โครงการอุโมงค์ทางลอดทางหลวงหมายเลข 402 ตัดกับ 4026 (ทางแยกเข้าสนามบิน) จ.ภูเก็ต งบประมาณ 478 ล้านบาท โครงการ ทล.304 กบินทร์บุรี-ปักธงชัย ตอน 3 ส่วนที่ 1 งบประมาณ 794 ล้านบาท จ.นครราชสีมา-ปราจีนบุรี และโครงการ ทล.202 บ้านใหม่ไทยพจน์-อ.พุทไธสง กม.92-107 งบประมาณ 535 ล้านบาท และโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 6 บางปะอิน-นครราชสีมา ตอน 7 งบประมาณ 1,509 ล้านบาท ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 6 บางปะอิน-นครราชสีมา ตอน 8 งบประมาณ 1,050 ล้านบาท และทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 6 บางปะอิน-นครราชสีมา ตอน 9 งบประมาณ 933 ล้านบาท

ปี 61 กะฟันกว่า 3 แสนล้าน

สำหรับในปี 61 ในส่วนของโครงสร้างพื้นฐานทางรางนั้นอิตาเลียนไทยได้เตรียมที่จะเข้าร่วมประมูลรถไฟทางคู่ 9 เส้นทาง มูลค่า 400,000 ล้านบาท รถไฟไทย-จีน, รถไฟฟ้าสายสีม่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะและสีส้ม ศูนย์วัฒนธรรม-บางขุนนนท์มูลค่ากว่า 200,000 ล้านบาท ส่วนทางน้ำนั้นที่จะเปิดประมูลโดยเฉพาะโครงการสร้างท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 มูลค่ากว่า 57,000 ล้านบาท และโครงการบริหารจัดการทางน้ำ ซึ่งอิตาเลียนไทยคาดว่าจะได้งานในปี 61 รวมไม่น้อยกว่า 300,000 ล้านบาท

สื่อต่างประเทศตีปี๊บไปทั่วโลก

ขณะเดียวกัน สำนักข่าวต่างประเทศ ทั้ง เอเอฟพี รอยเตอร์ และอีกหลายเว็บไซต์ข่าวต่างประเทศรายงานข่าวการจับกุมนายเปรมชัย กรรณสูตพร้อมพวกอีก 3 คน หลังเข้าไปล่าสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ตะวันตก จ.กาญจนบุรี พร้อมยังยึดปืนไรเฟิล 3 กระบอก กระสุน 143 นัดและอุปกรณ์การล่าสัตว์อื่นๆ และถูกตั้งข้อหาหนักด้วย

ประวัติ “เปรมชัย กรรณสูต”

สำหรับประวัติของนายเปรมชัย กรรณสูต เกิดเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2497 เป็นบุตรคนสุดท้องจากพี่น้อง 5 คน ของ นพ.ชัยยุทธ กรรณสูต ผู้ก่อตั้งกลุ่มบริษัทอิตัลไทย จบการศึกษาคณะวิศวกรรมเหมืองแร่จากรัฐโคโรลาโด สหรัฐอเมริกาและสำเร็จการศึกษาปริญญาโทด้าน MBA จากมหาวิทยาลัยเซาท์เธิร์นแคลิฟอร์เนีย เริ่มทำงานตั้งแต่ปี พ.ศ.2522 ด้วยอายุ 22 ปี โดยได้รับช่วงบริหารต่อจากบิดา ถือหุ้นสูงสุด 14.88% ทำงานภายใต้แรงกดดัน และความคาดหวังจากในและนอกองค์กร กระทั่งปี 2537 ได้นำพาอิตาเลียนไทยเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และเมื่อปี 2547 นายเปรมชัยเคยติดอันดับที่ 5 ของเศรษฐีหุ้นไทยโดยการถือครองหุ้นมูลค่ารวม 7,584 ล้านบาท ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานบริหารและกรรมการ บมจ.อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด นอกจากนี้ ยังเป็นผู้ที่ชื่นชอบการท่องเที่ยว เดินป่า และดำน้ำอีกด้วย

ปปช.นัดเรืองไกร ให้ข้อมูลนาฬิกา - ข่าวสด ฉบับวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า ตนได้รับหนังสือตอบรับจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อเชิญไปให้ถ้อยคำกรณีที่ตนเคยขอให้กรรมการ ป.ป.ช.อายัดนาฬิกาและแหวนเพชรที่อยู่ในความครอบครองของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและรมว.กลาโหม มาตรวจสอบว่าเป็นทรัพย์สินที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดย ป.ป.ช.ขอทราบรายละเอียดเพิ่มเติมจากตนดังนี้ 1.รายการทรัพย์สินที่เป็นนาฬิกาและแหวนเพชร สามารถระบุได้หรือไม่ว่ามีจำนวนเท่าใด รุ่นใด มูลค่าประมาณเท่าใด

2.รายการทรัพย์สินตามข้อ 1 เป็นของพล.อ.ประวิตรหรือไม่ ได้มาอย่างไร ตั้งแต่เมื่อใด 3.รายการทรัพย์สินตามข้อ 1 เป็นทรัพย์สินที่พล.อ.ประวิตรได้มาโดยไม่สมควรนอกเหนือจากการปฏิบัติหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่หรือไม่อย่างไร 4.มีเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องในเรื่องดังกล่าวหรือไม่อย่างไร โดยตนจะไปให้ข้อมูลในวันที่ 14 ก.พ. เวลา 09.30 น. ที่ห้องประชุม 2208 อาคาร 2 สำนักงาน ป.ป.ช จ.นนทบุรี

'พนม'มอบตัวปัดทุจริตเงินทอนวัด - คม ชัด ลึก ฉบับวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

"พนม" อดีตผอ.พศ.ดอดเข้ามอบตัว บก.ปปป. ปัดทุจริตเงินทอนวัด ขอสู้คดีในชั้นศาล

เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ที่กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) พ.ต.อ. วรายุทธ สุขวัฒน์ รอง ผบก.ปปป. เปิดเผย ความคืบหน้าคดีเงินทอนวัดว่า นายพนม ศรศิลป์ อดีตผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เข้ามอบตัวตามหมายเรียกในคดีฟอกเงินกรณีการร่วมกันทุจริต งบอุดหนุนบูรณปฏิสังขรณ์วัดและพัฒนาวัดหรือเงินทอนวัด ในงบประมาณปี 2558 มีความเกี่ยวข้องกับการอนุมัติงบประมาณของ 3 วัด ได้แก่ คดีทุจริตงบประมาณบูรณะวัดไร่ขิง จ.นครปฐม คดีทุจริตงบปริยัติธรรม วัดกวิศรารามราชวรวิหาร จ.ลพบุรี และคดีทุจริตงบประมาณบูรณปฏิสังขรณ์วัดช้าง จ.เพรชบุรี ซึ่งขณะนั้น ผู้ต้องหาดำรงตำแหน่ง ผอ.พศ. และได้เซ็นอนุมัติงบประมาณดังกล่าว อย่างไรก็ตามทั้ง 3 คดีมีผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องอีกหลายคน บางส่วนได้เข้ามารับทราบข้อกล่าวหาแล้ว บางส่วนหลบหนีอยู่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งบก.ปปป.จะดำเนินการออกหมายเรียกและหมายจับ ต่อไป

ต่อมาเวลา 13.00 น. นายพนม ได้เดินทางมายังบก.ปปป. โดยขึ้นลิฟต์ขนของ ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะเข้าไปยังห้องสอบสวนทันทีโดยไม่ให้สัมภาษณ์ใดๆ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าภายหลังนายพนมได้เข้ามอบตัวตามหมายเรียกในคดีฟอกเงินกรณีเงินทอนวัด โดยพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาฟอกเงินแก่นายพนมรวม 3 คดี ทั้งนี้นายพนมให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ยืนยันไม่ได้กระทำความผิดขอต่อสู้คดีในชั้นศาล พนักงานสอบสวนจึงสอบปากคำเบื้องต้นพร้อมพิมพ์นิ้วมือทำประวัติผู้ต้องหา ก่อนปล่อยตัวกลับ เนื่องจากคดีนี้ผู้ต้องหาเข้ามอบตัวรับทราบข้อกล่าวหาตามนัด

สำหรับคดีเงินทอนวัดลอตที่ 2 มีผู้กระทำความผิดที่ถูกออกหมายเรียก 19 คน เป็นข้าราชการ 13 คน พลเรือน 2 คน และพระภิกษุสงฆ์ 4 รูปซึ่งมี 1 รูปที่ถูกจับกุมและจับสึกแล้วส่งอัยการสั่งฟ้องดำเนินคดีไว้

'ศรีวราห์'โยนปปง.เรียก'สมยศ'แจง - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

กรุงเทพธุรกิจ "ศรีวราห์" ชี้เป็นหน้าที่ ปปง.เรียก"สมยศ" ชี้แจงยืมเงิน "เสี่ยกำพล" ด้าน"ดีเอสไอ" เผยยังไม่ได้รับหนังสือชี้แจงจากอดีตผบ.ตร. ยันดำเนินการ ตามพยานหลักฐาน รอผลสรุป คณะทำงานก่อนเรียกผู้เกี่ยวข้องชี้แจง

พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รองผ.ตร.) กล่าวถึงกรณีที่ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง อดีตผ.ตร. ออกมายอมรับว่าเคยยืมเงิน จำนวน 300 ล้านบาท จาก นายกำพล วิระเทพสุภรณ์ หรือ "เสี่ยกำพล" เจ้าของสถานบันเทิงวิคตอเรีย ซีเครทที่ถูกดำเนินคดีในข้อหาค้ามนุษย์และเป็นคดีมูลฐานฟอกเงินว่า ขณะนี้เป็นหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) ที่จะตรวจสอบเส้นทางการเงินของ เครือข่ายผู้ต้องหาว่าเชื่อมโยงไปถึงใครบ้าง เรื่องนี้ทางปปง.จะเป็นผู้ตัดสินใจเองว่าจะมีการเรียก พล.ต.อ.สมยศเข้ามาชี้แจงหรือไม่

พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ รักศักดิ์สกุล รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) กล่าวว่า แม้พล.ต.อ.สมยศ ได้ออกมาชี้แจงผ่านสื่อแสดงความบริสุทธิ์ของตัวเอง ก็ไม่ได้หมายความว่า ดีเอสไอ ไม่มีความจำเป็นต้องเรียกมาสอบ เพราะจนถึงขณะนี้ดีเอสไอไม่เคยได้หนังสือ หรือข้อชี้แจงใดๆในเรื่องนี้จากอดีตผบ.ตร. การดำเนินการในเรื่องนี้ ทั้งนี้ดีเอสไอจะต้องดำเนินการควบคู่ไปกับพยานหลักฐานอื่นๆที่ได้มา ซึ่งในส่วนของ อดีตผบ.ตร.หากมีการเรียกมาคงจะต้องทำเป็นกลุ่ม เพราะมีจากหลักฐานที่ดีเอสไอ มีอยู่นอกจาก พล.ต.อ.สมยศ แล้วยังมีอีกหลายบุคคลที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมการเงินกับนายกำพล อย่างไรก็ดีการออกหมายเรียกนั้นต้องรอการประชุมร่วมของคณะทำงาน ในคดีนี้ จึงจะสามารถสรุปได้ ยืนยันว่า เรื่องดังกล่าวเจ้าหน้าที่ทำงานอย่าง ตรงไปตรงมาไม่มีข้อยกเว้นส่วน จำนวนเงินที่ยึดอายัดเครือข่าย นายกำพล ขณะนี้ยังอยู่ที่ 300 กว่าล้านบาท ยังไม่มีเพิ่มเติม แต่ยังคงประสานการทำงานกับปปง.เดินหน้ายึดทรัพย์อย่างต่อเนื่อง

'ดีเอสไอ' ยันสอบ 'สมยศ' - ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

กรณี พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง อดีต ผบ.ตร.และนายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ออกมาแถลงข่าวยอมรับยืมเงินจากนายกำพล วิระเทพสุภรณ์ ผู้ต้องหาคดีค้ามนุษย์ อาบอบนวด วิคตอเรียซีเครท 300 ล้านบาท และได้ใช้คืนให้เป็นที่เรียบร้อยโดยการโอนผ่านเข้าระบบธุรกรรมการเงินของธนาคารอย่างถูกต้อง และได้รายงานให้ ป.ป.ช.ทราบเมื่อ 3 ปีที่แล้ว อ้างว่าไม่ทราบว่าเงินที่นายกำพลให้ยืมนั้นเป็นเงินจากการค้ามนุษย์หรือไม่ เมื่อวันที่ 5 ก.พ.ที่ผ่านมา

ความคืบหน้าเมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 6 ก.พ. พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ รักศักดิ์สกุล รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)กล่าวว่า การที่ พล.ต.อ.สมยศออกมาชี้แจงผ่านสื่อแสดงความบริสุทธิ์ของตัวเองไม่ได้หมายความว่า ดีเอสไอไม่มีความจำเป็นต้องเรียกมาสอบ เพราะจนถึงขณะนี้ดีเอสไอไม่เคยได้หนังสือหรือข้อชี้แจงในเรื่องนี้จากอดีต ผบ.ตร. ลำพังการชี้แจงผ่านสื่อไม่สามารถนำมาแก้ต่างในสำนวนคดีได้หากเรียกมาสอบปากคำ คงจะต้องทำเป็นกลุ่มตามหลักฐานที่ดีเอสไอมีอยู่ นอกจาก พล.ต.อ.สมยศแล้วยังมีบุคคลที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมการเงินกับนายกำพลอีกหลายคนส่วนจะเรียกเมื่อไหร่มีใครบ้าง ต้องรอการประชุมร่วมของคณะทำงานในคดีไม่มีข้อยกเว้น

ด้าน พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอกล่าวว่า ขณะนี้พนักงานสอบสวนกองคดีต่อต้านการค้ามนุษย์ กองคดีการเงินการธนาคาร แยกกันสอบสวนแกะรอยเส้นทางการเงิน ในส่วนของสำนักงานกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.)รวมถึงสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.)ก็เร่งตรวจสอบเพื่อรวบรวมหลักฐานส่งให้ดีเอสไอเช่นกัน

ขณะที่ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผบ.ตร. กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวมีการโอนเงินเข้าบัญชีอดีตนายตำรวจ เรื่องนี้ ปปง.กรณียังไม่ได้ประสานมา

บ่ายวันเดียวกัน พ.ต.อ.สุวัฒน์ อินทสิทธิ์ รองผบก.ปทส. พร้อมเจ้าหน้าที่ศูนย์พิทักษ์น้ำบาดาลกรมทรัพยากรน้ำบาดาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำหมายค้นศาลจังหวัดพระโขนง เลขที่ 18/2561 ลงวันที่ 6 ก.พ.เข้าตรวจค้นสถานบริการอาบอบนวดธาราวดี รีสอร์ต แอนด์ สปา เลขที่ 1 ถนนพัฒนาการแขวงและเขตสวนหลวง กทม. ครั้งที่ 2 มีนายญาณธน สันติธนธาดา พร้อมทนายความนำตรวจค้น

พ.ต.อ.สุวัฒน์เผยว่า จากการตรวจครั้งก่อนพบค่าเหนี่ยวนำไฟฟ้าสูง จึงมาตรวจซ้ำผลการตรวจค่าเหนี่ยวนำไฟฟ้าค่อนข้างปกติกับค่าเฉลี่ยรอบข้างที่ได้ตรวจวัดค่าน้ำประปามีผลออกมาใกล้เคียงกันส่วนผลการตรวจจากห้องแล็บครั้งแรกพบค่าเหนี่ยวนำไฟฟ้าสูงที่สระน้ำพุ ห้องครัว ห้องน้ำ พบค่าน้ำมีแร่ธาตุสูงกว่าปกติซึ่งไม่ใช่น้ำประปาแน่นอน

Column COMMENTARY: Somyot loans expose patronage roots - BANGKOK POST Issued date 7 February 2018

Soonruth Bunyamanee

The admission of former national police chief Somyot Poompunmuang that he borrowed 300 million baht from a fugitive massage parlour tycoon reminds us how deeply the patronage system is entrenched in Thai society.

Pol Gen Somyot seemed unperturbed while telling his story. But for the public, it is in fact alarming to hear that he borrowed such a huge amount of money from the owner of the Victoria's Secret Massage parlour while he was serving as national police chief in 2014 and 2015.

His admission came after the Department of Special Investigation (DSI) revealed its investigation found that the money trail of the outlet's alleged owner, Kampol Wirathepsuporn, led to the former police chief.

Mr Kampol faces several charges including human trafficking and forcing women under the age of 18 into prostitution following the crackdown on the massage parlour in mid-January. He is still at large. Pol Gen Somyot, who is currently the president of the Football Association of Thailand, admitted the police chief mentioned in the DSI report is him. He clarified that he and Mr Kampol had been friends for more than 20 years and share the same hobby - collecting Buddhist amulets.

In fact, it's not wrong for Pol Gen Somyot to have the owner of a massage parlour as a friend. He also included these loans in the assets declaration list he submitted to the National Anti-Corruption Commission during his time in office. That makes his case different from that of Deputy Prime Minister Prawit Wongsuwon's luxury watches. Gen Prawit failed to declare the watches in his assets declarations, though he maintains he borrowed them from friends.

The loans affair is more a matter of ethical standards because Pol Gen Somyot borrowed huge amounts of money from the alleged brothel operator while he was serving as the police chief. Pol Gen Somyot said that on several occasions when he ran into financial trouble, the massage parlour owner loaned him money.

Pol Gen Somyot was appointed a member of the National Council for Peace and Order (NCPO) on Sept 15, 2014 and police chief two days after that. Over a month later, on Oct 28, he borrowed money from Mr Kampol for the first time, followed by another three loans in 2015.

Pol Gen Somyot insisted it was like a friend borrowing from a friend. However, I don't think it should be considered normal practice for law enforcement officers, particularly for one in the top position.

Supposing Pol Gen Somyot was still police chief, I wonder how he would react to the raid on the Victoria's Secret Massage parlour by the DSI and local authorities, and how he would handle his "friendship" with Mr Kampol who is also his benefactor. He said he knew Mr Kampol operated several massage parlours but he was not aware the sources of the money might come from illegal activities. Nor did he know that Mr Kampol was allegedly engaged in human trafficking. But shouldn't a proper distance be maintained between a massage parlour owner and the national police chief?

Even though running massage parlours is technically legal in Thailand, every one knows this business is in a grey area since many establishments are known to offer sexual services to customers. Didn't Pol Gen Somyot know this?

In his interview with Spring News channel yesterday, Pol Gen Somyot also shocked viewers when asked why he borrowed so much money from Mr Kampol. His answer was the police service was more like his sideline career. In fact, he ran businesses including stock trading. The money he borrowed was used for business purposes. Fortunately, he served as national police chief just for one year. In the two latest crackdowns on two massage parlours - Nataree, in June last year, and Victoria's Secret Massage this year - details of several police officers who received benefits from the alleged brothels, ranging from monthly payments to free-ofcharge services, were exposed.

The story of the friendship between Pol Gen Somyot and Mr Kampol reflects how strong the connections between business operators and law enforcement authorities can be. In fact, his case is an example of the patronage system entrenched in this country. This is just the latest example to come to light. How many other similar cases have not been uncovered? How many law enforcement authorities have maintained close relationships with businesses which are the subjects of their law enforcement efforts? These officers could offer privileges to certain groups, foster the patronage system and operate largely unchecked.

In my view, the patronage system and nepotism that remain in every corner of society are actually worse than corruption. For corruption, you can take action against it and punish wrongdoers. But for patronage and nepotism, we can do little but watch it on action as it damages our country.

Soonruth Bunyamanee is deputy editor, Bangkok Post.

"These officers could offer privileges to certain groups and operate largely unchecked."

คอลัมน์ ทางออกนอกตำรา: เงินอเมริกัน(ไม่)อันตราย - ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

บากบั่น บุญเลิศ mrbb.boonlert@gmail.com

ต้องบอกว่า เป็นประเด็นร้อนในกลุ่มองค์กรเอกชน หรือเอ็นจีโอ เมื่อ "กองทุนเพื่อประชาธิปไตยแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา: National Endowment for Democracy หรือ NED" องค์กรที่รับรู้กันในสภาคองเกรส ว่ามีสังกัดอยู่ในกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ และมีบัญชีที่อยู่ภายใต้การดูแลของสถานทูตสหรัฐอเมริกาเผยแพร่งบประมาณที่ให้การช่วยเหลือองค์กรเอกชน สถาบันต่างๆ ที่เสนอโครงการเพื่อขอเงินสนับสนุนมาดำเนินกิจกรรมที่สอดรับกับวัตถุประสงค์ของ NED ในประเทศไทย

ผมเองได้รับข้อมูลนี้มาจากหน่วยงานของรัฐ ในระยะแรกก็ชั่งใจว่า จริงหรือไม่จริง แต่เมื่อเข้าไปดูในรายละเอียดผ่านเว็บไซต์ https://www.ned.org/region/asia/thailand-2017 พบว่า เป็นข้อมูลจริง และชัดแจ้งแดงแจ๋

NED เป็นองค์กรที่มี "แอนดรูว์ เอช.การ์ด" อดีตหัวหน้าสำนักงาน ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา (จอร์จ ดับเบิลยู บุช) เป็นประธานกรรมการ ระบุชัดว่าในปี 2017 ให้การสนับสนุนองค์กรเอกชน รวมถึงบริษัทเอกชนในประเทศไทยไปทั้งสิ้นกว่า 2.76-2.81 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือตกประมาณ 80-90 ล้านบาท

องค์กรนี้ หลายคนอาจจะไม่รู้ แต่คนในกระทรวงการต่างประเทศยืนยันกับผมชัดเจนว่า เป็นที่รับรู้กันว่า NED เป็น CIA ภาคพลเรือนของสหรัฐอเมริกา ที่สนับสนุนด้านการเงินแก่องค์กรเอกชนบ้านเรา ให้ทำงานในโครงการต่างๆ ที่สอดรับกับวัตถุประสงค์ของ NED

แน่นอนว่า การสนับสนุนเงินในโครงการต่างๆ นั้น เป็นเรื่องที่องค์กรในประเทศของไทยจะต้องเสนอโครงการเข้าไป เพื่อขอรับเงินสนับสนุน เรียกว่า "เราเป็นผู้ขอ" ส่วน "NED เป็นผู้พิจารณาและประเมินผล" โครงการ

ต้องบอกว่า หลายโครงการถือเป็นเรื่องดีสำหรับประเทศไทย ภายใต้การเดินหน้าออกมาแทนประชาชนขององค์กรที่รับเงินจาก NED แต่หลายโครงการที่องค์กรเอกชนของไทยรับเงินเขามาต้องบอกว่า "ล่อแหลมต่อการทำให้ชาติไทยอ่อนแออย่างยิ่ง"

หลังจากที่ฐานเศรษฐกิจนำเสนอข่าวในเรื่องนี้ ปรากฏแรงกระเพื่อมอย่างรุนแรงในกลุ่มองค์กรเอกชนที่ทำงานด้านการเคลื่อนไหวด้านมวลชนและการปฏิรูป การสร้างการเมืองภาคพลเมืองขึ้นมาให้เข้มแข็ง

เอ็นจีโอ หลายคนประกาศก้องว่า จะฟ้องผม. .เอ็นจีโอ หลายคนนัดรวมพลต่อต้านสื่อในกลุ่มฐานเศรษฐกิจและสปริงนิวส์กรุ๊ป

เอ็นจีโอ หลายคนบอกว่า เราอย่าเหมารวมเข่งว่า เขารับเงินมาทำลายชาติ เพราะสิ่งที่พวกเขาทำงานหนักในการปลุกคนในชาติให้ตื่น และสู้กับอำนาจรัฐนั้น ถ้าไร้เงินสนับสนุนเขาคงทำไม่สำเร็จแน่ และที่สำคัญเขารับเงินมาทำโครงการโดยไม่ปรากฏการแทรกแซงจากเจ้าของเงินเลยแม้แต่น้อยเอ็นจีโอ หลายคนบอกว่า เราเสนอข่าวข้างเดียว เอาข้อมูลจากไลน์มาขยายผล

ผมขอเรียนแจ้งในที่นี้ว่า ผมได้รับข้อมูลเหล่านี้เมื่อวันจันทร์ที่ 29 มกราคม 2561 เราใช้เวลาในการค้นคว้าหาข้อมูลมาระยะหนึ่ง และพยายามที่จะสอบถามนักวิชาการ เอ็นจีโอหลายคนเพื่อมาชี้แจงในเรื่องนี้ แต่หลายคนไม่ยอมชี้แจง บางคนปฏิเสธด้วยซ้ำไปว่า ไม่รู้ ไม่เกี่ยว ทั้ง ๆ ที่ตัวเองเป็นผู้มีอำนาจเต็มในองค์กรนั้น

เราเห็นว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ที่มีผลกับคนไทย และเป็นเรื่องที่คนไทยทุกคนควรรู้ว่า องค์กรเอกชนที่ตัวเองเข้าไปมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนนั้น มีที่มาที่ไปในการดำเนินงานอย่างไร มีที่มาที่ไปของเงินสนับสนุนกิจกรรมสาธารณะอย่างไร

ถ้าองค์กรเอกชนรับเงินจากมูลนิธิไม่แสวงหากำไร หรือกองทุนส่วนบุคคล กองบรรณาธิการเรา คงเพิกเฉย ไม่ใส่ใจ

แต่ถ้าองค์กรเหล่านี้รับเงินจากองค์กรที่มีบุคคลระดับ "หัวหน้าทำเนียบขาวของสหรัฐอเมริกา" และรับรู้ว่า การจ่ายเงินนั้น มาจากการอนุมัติเห็นชอบงบประมาณจากสภาคองเกรสของสหรัฐอเมริกาแล้วไซร้ ผมว่า ใครเมิน หน้าหนีข่าวนี้คงเป็นสื่อมวลชนที่แปลกพิลึกกึกกือมากๆ

ในฐานะคนทำงานสื่อมวลชน เพื่อนำเสนอประเด็นสาธารณะมาอย่างยาวนาน เราขอตั้งปฏิญาณว่าจะเกาะติดเรื่องนี้ และติดตามกิจกรรมของกลุ่มเหล่านี้อย่างเต็มที่ ในขณะเดียวกันเราก็ไม่รีรอที่จะติดต่อกับผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อควานหาข้อเท็จจริงมานำเสนอ

หากใครองค์กรใดจะชี้แจงข้อมูลในการรับเงินจาก NED ที่รับรู้กันในกระทรวงการต่างประเทศว่าเป็น CIA ภาค พลเมืองของอเมริกามาทำกิจกรรมสาธารณะในประเทศไทย เชิญส่งข้อมูลมาได้เราจะเผยแพร่ให้ประชาชนได้รับรู้

เอาละคราวนี้ เราไปติดตามคำชี้แจงขององค์กรที่ได้รับเงินจาก NED

องค์กรแรกคือ Center for International Private Enterprise (CIPE) ศูนย์เพื่อธุรกิจเอกชนนานาชาติ ที่รับไป 257,361 ดอลลาร์สหรัฐฯ ดร.บัณฑิต นิจถาวร ผู้อำนวยการและกรรมการสถาบันกรรมการบริษัทไทย หรือ IOD ให้สัมภาษณ์ยืนยันว่า ไอโอดีไม่ได้รับเงินสนับสนุนจาก NED โดยตรง เป็นการพาดพิงที่ข้อมูลคลาดเคลื่อนทำให้เกิดความเสียหาย และเข้าใจผิดหลายเรื่อง

ที่ระบุว่ามีการสนับสนุนผ่าน CIPE หรือ ศูนย์วิสาหกิจเอกชนระหว่างประเทศ มายังโครงการต่อต้านการทุจริตหรือคอร์รัปชัน หรือ CAC ของไอโอดี นั้นขอชี้แจงว่าโครงการ CAC เป็นโครงการที่หน่วยงานรัฐร่วมกับเอกชน 8 หน่วยงาน เป็นโครงการต่อต้านการทุจริตซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเป็นปัญหาสำคัญของประเทศ โครงการ CAC ได้รับการสนับสนุนอย่างหลากหลายทั้งในและต่างประเทศมา 7 ปี โครงการประสบความสำเร็จอย่างดี ได้รับการยอมรับและการสนับสนุนอย่างมาก

"ในฐานะที่เป็นกรรมการไอโอดี โครงการ CAC มีความอิสระ ไม่ว่าองค์กรไหนจะเข้ามาสนับสนุนก็ไม่สามารถแทรกแซงการทำงานได้ โครงการที่ทำมีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ มีประโยชน์ทางธรรมาภิบาล"

นายโคทม อารียา รองประธานมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม ยอมรับว่า NED ให้การสนับสนุนทางการเงินจริง โดยNED เป็นองค์กรที่คล้ายกับอยู่ในการสนับสนุนของพรรคเดโมแครทของอเมริกา ซึ่งก็มีอีกองค์กรที่คล้ายกันคือ International Republican Institute หรือ IRI เป็นองค์กรเพื่อความก้าวหน้าทางประชาธิปไตยที่ได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐฯ ทำงานส่งเสริมประชาธิปไตยในประเทศต่างๆ แต่ NED เขาไม่ได้มีคำสั่งหรืออาณัติมาจากพรรคเดโมแครต แต่อาจจะทำเป็นเครือข่ายบ้างนิดหน่อย

นายโคทม กล่าวว่า ส่วนจะมองว่าเขามาแทรกแซงประชาธิปไตยในประเทศหรือไม่ ก็แล้วแต่จะมอง สำหรับเราที่ทำงานกับองค์กรเหล่านี้มาหลายสิบปี เราก็ทำงานโดยพื้นฐานของเรา ที่เขียนโครงการของบ ทำตามโครงการตามงบประมาณที่ขอ เสร็จแล้วต้องรายงานเขาว่า เราใช้จ่ายอะไรบ้าง เพราะเป็นเรื่องที่มูลนิธิทุกแห่งเปิดเผยหมด มีผู้สอบบัญชี และส่งให้กรมสรรพากรตรวจสอบตามปกติ

"การทำงานหรือวิธีคิดในการทำงานประชาธิปไตยก็เป็นไปตามที่เราเสนอ เขาก็มีสิทธิที่จะไม่สนับสนุนหากไม่เห็นด้วยกับวิธีคิด อย่างไรก็ตาม NED หรือองค์กรเหล่านี้ เขาไม่ได้มาลงในรายละเอียดและครอบงำวิธีคิดหรือการทำงาน จะเข้ามา ตอนที่จะทำโครงการและเขามาประเมินผล จึงขอยืนยันว่า NED ไม่ได้กำกับความคิดของเรา เพราะอย่าลืมว่าประชาธิปไตย คือ การเคารพความคิดเห็นซึ่งกันและกัน" นายโคทม กล่าว

ด้าน นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้ก่อตั้งโครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ iLAW ที่รับเงินสนับสนุนมา 40,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ยอมรับว่า ทราบดีว่าเงินของ NED คือการอนุมัติงบจากสภาคองเกรสสหรัฐฯ ตามที่ NED เปิดเผยรายงานหน้าเว็บไซต์ เราก็เปิดเผยหน้าเว็บเช่นกันว่า iLaw รับเงินจากที่ไหนบ้าง เรื่องนี้หลายองค์กรก็ประกาศ ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรเลย

"เรารับเงินจาก NED มา 3 ปี ในการทำฐานข้อมูลการแสดงสิทธิและเสรีภาพ การดำเนินคดีทาง พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ และการจับตาการออกกฎหมายสำคัญ เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการออกกฎหมาย"

นายยิ่งชีพ บอกอีกว่า ครบ 1 ปี iLaw จะมีการส่งรายงานให้กับ NED แต่ไม่ว่าจะส่งรายงานอะไรไป ถ้าไม่บรรลุเป้า ข้อมูลที่ทำคนอ่านน้อย เขาก็ไม่ได้ว่าอะไร และตั้งแต่ทำงานมาเขาไม่เคยเสนอหรือแทรกแซงให้เราทำหรือไม่ทำอะไร เพราะทุกกิจกรรมเราคิดและทำของเราเอง เพราะงานที่เราทำเป็นภาษาไทย แต่เจ้าหน้าที่ของเขาเป็นชาวต่างชาติ แต่เขาก็จะประเมินว่า จะต่องบประมาณให้เราหรือไม่ จากการติดตามงานเราจากช่องทางอื่นที่เป็นภาษาอังกฤษ

คุณผู้อ่านละคิดเห็นประการใด.

คอลัมน์ ต่อ ต้าน คอร์รัปชัน: บทบาท ป.ป.ช. ในวิกฤติศรัทธานาฬิกาหรู - แนวหน้า ฉบับวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

รศ.ดร.ต่อตระกูล ยมนาค และดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค

สัปดาห์นี้เพื่อสนองที่ คสช.แถลงไม่ห้ามแสดงความคิดเห็นทางการเมือง จากกรณีขบวนล้อการเมืองในการแข่งขันฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ ประเด็นนาฬิกาหรูของ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เราจึงขอวิเคราะห์ผลจากกรณีนี้ ต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่ลดลงอย่างมากจนเกือบกลายเป็นวิกฤติศรัทธาต่อการทำงานของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ต้องรับผิดชอบ พิจารณาเรื่องการไม่แจ้งทรัพย์สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เนื่องจากความเคลือบแคลงใจในความเป็นอิสระของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดนี้ที่ หลายคนมาจากตำรวจและทหาร รวมถึงประธานป.ป.ช.ที่เคยเป็นรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมืองที่รายงาน ตรงต่อพลเอกประวิตร

แต่เพื่อให้ความเป็นธรรมกับ ป.ป.ช.ด้วย คงต้องยกประวัติการทำงานป.ป.ช.ที่ผ่านมาที่สามารถทำงานได้มีประสิทธิภาพและดำรงความเป็นกลางได้ดี พอสมควร มีการชี้มูลความผิดหลายคดีและเอาผิดผู้มีอิทธิพลได้หลากหลายวงการและสำหรับกรณีนาฬิกานี้ ประธาน ป.ป.ช.ก็ประกาศถอนตัวจากการพิจารณาในขั้นตัดสินสุดท้ายแล้วด้วย แต่กระนั้น ทั้งหมดนี้ก็ยังไม่อาจลบล้างความเคลือบแคลงใจของประชาชนทั่วไปต่อการทำงานของกรรมการ ป.ป.ช.ที่เหลืออีก 8 คนได้มากนัก ดังที่สะท้อนจากผลสำรวจนิด้าโพลเรื่องการยืมนาฬิกาเพื่อนที่มีผลชัดเจนว่ามีคนถึง 61% เชื่อว่า ป.ป.ช. ถูกแทรกแซงการทำงานจากรัฐบาลและ คสช. และคน 76% เริ่มเห็นว่ารัฐบาลและคสช. มีความไม่ปกติและไม่โปร่งใส

สาเหตุหนึ่งของความเคลือบแคลงใจนี้คือความคิดเห็นประชาชนจำนวนมากที่ตีความเชื่อมโยงการถือครองนาฬิกาเหล่านี้ โดยไม่แจ้งต่อ ป.ป.ช.กับโอกาสความสุ่มเสี่ยงเกิดคอร์รัปชัน จึงลดทอนความเชื่อมั่นต่อพลเอกประวิตรลง แม้ยังไม่มีการตัดสิน ชี้มูลออกมาเป็นทางการก็ตาม ดังเห็นได้จากผลสำรวจออนไลน์ของหลายสำนักข่าวและหลายกลุ่มประชาสังคม เช่นที่ www.change.org ที่เสนอให้พลเอกประวิตรลาออก ก็มีคนสนใจเข้าร่วมลงชื่อสนับสนุนถึง 58,162 คน (ณ วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2561) ขณะที่ โพลล์ออนไลน์เฟซบุ๊คเพจ "ที่นี่ Thai PBS" ของสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสสรุปผลแสดงความเห็นตอบคำถาม"อยากให้พล.อ.ประวิตรอยู่หรืออยากให้ไป"ภายใน 24 ชั่วโมง มีผู้เข้าร่วมแสดงความคิดเห็นถึง 192,000 รายชื่อ และลงคะแนน"อยากให้ไป"ถึง 96% ส่วนโพลล์สื่อออนไลน์อื่นๆ ที่ถามคำถามเดียวกันนี้ เช่น ต้องแฉ และ The Standard ต่างสรุป ผลออกมาไม่ต่างกัน คือมีเสียงประชาชนให้พล.อ.ประวิตรลาออกในสัดส่วนที่มากกว่าต้องการให้อยู่ต่อแบบทิ้งห่างเห็นได้ชัด หากรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังปล่อยไปโดยไม่ชี้แจงให้กระจ่างหรือแก้ไขอย่างจริงจัง ตัวเลขในโพลล์ต่างๆ เหล่านี้ ก็มีแนวโน้มที่จะพุ่งขึ้นสูงไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นวิกฤติศรัทธาต่อทั้งระบบเลยก็ได้

แน่นอนว่าโพลล์ออนไลน์เช่นนี้ไม่อาจสะท้อนความเห็นคนไทยทั้งประเทศได้อย่างครอบคลุม แต่จำนวนความเห็นที่มากเช่นนี้ ก็แสดงความสนใจของสังคมอย่างมาก จึงสมควรได้รับการชี้แจงที่ชัดเจน ดังนั้นตราบใดที่ ป.ป.ช. ผู้รับผิดชอบการสืบสวนสอบสวนกรณีนี้ ยังไม่สามารถชี้แจงเรื่องราวได้กระจ่าง และยังขออนุญาตไม่เปิดเผย รายละเอียดข้อมูลเช่นนี้อยู่ ก็ยากที่ประชาชน จะหายเคลือบแคลงใจในการทำงานของหน่วยงาน

เมื่อมองด้วยความเป็นธรรม ความเห็นของสังคมนั้นอาจไม่ได้ประกอบด้วยข้อเท็จจริงที่ชัดเจน ทำให้ยังขาดความ ชอบธรรมในการตัดสินว่า ใครผิดใครถูก จึงต้องวิเคราะห์จากแง่มุมของกฎหมายด้วย ซึ่งประเด็นนี้อัยการ ปรเมศวร์ อินทรชุมนุม รองอธิบดีสำนักงานชี้ขาดคดีอัยการสูงสุด ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ"ล่าความจริง"ของสถานีเนชั่นทีวี เมื่อ 29 มกราคม 2561 ว่า การยืมทรัพย์สินราคาสูงเกิน 200,000 บาทนั้นถือเป็นหนี้สิน ต้องแจ้ง ป.ป.ช. เพราะตามกฎหมาย ป.ป.ช.กำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งการเมืองต้องแจ้งทั้งทรัพย์สินและหนี้สิน การกู้เงินหรือยืมเงินนับเป็นหนี้สิน จึงต้องแจ้งดังนั้นสำหรับกรณีนี้ อัยการปรเมศวร์มีความเห็น ว่า การยืมนาฬิการาคาแพงแม้เรือนเดียว ที่มีมูลค่าเป็นล้าน ก็ถือเป็นหนี้สินที่ต้องแจ้ง หากไม่แจ้งก็อาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมาย ของ ป.ป.ช.ได้

ในประเด็นนี้ เมื่อมองกลับไปในอดีต กรณีหนึ่งที่ ป.ป.ช.ได้แสดงความสามารถอย่างยอดเยี่ยม ชี้มูลความผิดนายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม อดีตปลัดกระทรวงคมนาคมและ ส่งฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จนมีคำพิพากษาศาลฎีกาฯตัดสินแล้วว่ามีความผิด จงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จ กรณีซุกเงินสด 17.5 ล้านบาท (คราวโจรปล้นบ้าน) และซุกรถยนต์ตู้โฟล์คราคา 3 ล้านบาท ก็มีการวิเคราะห์จากหลายสำนักข่าวว่า มีลักษณะคล้ายกับการไม่แจ้งทรัพย์สินนาฬิการาคาแพงหลายเรือนใน ครั้งนี้เช่นเดียวกัน

เมื่อทั้งความเห็นประชาชนในสังคม การวิเคราะห์แง่มุมกฎหมายและกรณีตัวอย่างคำพิพากษาพุ่งเป้ามาที่โอกาสชี้มูลเป็นความผิดได้ และหาก ป.ป.ช.ต้องการข้อมูลใดเพิ่มเติมประกอบการพิจารณา ก็ไม่น่าจะเป็นปัญหาอะไร เพราะนอกจากอำนาจตามกฎหมายที่ ป.ป.ช. มีอยู่แล้ว หน่วยงานต่างๆ ก็พร้อมสนับสนุน เช่น ล่าสุดอธิบดีกรมศุลกากรแถลงว่า กรมสามารถตรวจสอบการเสียภาษีนำเข้าของนาฬิกาหรูได้ ถ้าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร้องขอมา จึงเป็นความรับผิดชอบที่ ป.ป.ช.ต้องทำงานเข้มข้นและรวดเร็วเพื่อชี้แจงการพิจารณาอย่างชัดเจน เพราะมีประชาชนที่ยังเชื่อมั่นใน ป.ป.ช.กำลังรอฟังผลอยู่

ความจริงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้อาจไม่ใช่เรื่องที่ฟังดูมืดมนไปเสียหมด กรณีนี้ทำให้เราได้รับรู้ว่า เมื่อประชาชนรวมตัวกันแล้ว สามารถสร้างผลกระทบต่อสังคมได้จริง หรืออย่างน้อยก็สามารถสร้างแรงกดดันให้ ผู้มีอำนาจและหน่วยงานรัฐต้องชี้แจงและเร่งทำงานเพื่ออธิบายต่อสังคมให้ได้โดยเร็ว และที่สำคัญคือ ได้รับรู้ว่าประชาชนจะมีส่วนร่วม มากขึ้นเมื่อมีเครื่องมือที่เหมาะสมมาสนับสนุน เช่น กรณีนี้ที่สังคมรับรู้ว่ามีนาฬิกาถึง 25 เรือนก็เพราะมีการนำเทคโนโลยีมาสร้างฐานข้อมูลให้ประชาชนช่วยส่งข้อมูลมาให้

สุดท้าย อีกประการหนึ่งซึ่งสำคัญไม่น้อยกว่าการเร่งพิจารณาและแถลงชี้แจงคำชี้มูล คือการที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการต่อต้านคอร์รัปชันทั้งรัฐ เอกชนและประชาสังคม จะต้องหาทางป้องกันเหตุการณ์ที่อาจนำไปสู่วิกฤติศรัทธาต่อหน่วยงานต่อต้านคอร์รัปชันได้อีกในอนาคตและแนวทางป้องกันที่น่าจะมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลดีที่สุดคือการสร้างความโปร่งใสให้เกิดขึ้นอย่างแท้จริง โดยอาศัยเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามา สนับสนุนด้วย

ดังนั้น จึงควรให้การสนับสนุนโครงการต่อต้านคอร์รัปชันต่างๆ ที่เราเคยนำเสนอไปแล้วอย่าง โครงการ "สังคมดี๊ดี สองนาทีง่ายๆ" ของโครงการแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริต ที่ให้ประชาชนส่งความเห็นต่อการรับบริการภาครัฐโดยไม่ต้องเปิดเผยตัวตน โครงการ"ต้องแฉ"ที่เปิดเพจเฟซบุ๊คให้ประชาชนร่วมส่งข้อมูลเกี่ยวกับการคอร์รัปชันเพื่อให้สำนักข่าวสืบสวนสอบสวนมาดำเนินการต่อ และเว็บไซต์"ภาษีไปไหน"ที่เปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐอย่างเป็นระบบ

ทั้งหมดนี้จึงสร้างความท้าทายกับ ป.ป.ช. มากพอสมควร ทั้งการจัดการกับกรณีที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า และการสร้างแนวทางป้องกันเหตุการณ์เช่นนี้ในอนาคต เราในฐานะประชาชนที่ยังมีความหวังกับการต่อต้านคอร์รัปชันในประเทศไทยอยู่ จึงขอเป็นกำลังใจให้ ป.ป.ช.สามารถฝ่าฟันวิกฤตินี้ได้อย่างสง่าผ่าเผย เพื่อเป็นที่พึ่งให้สังคมไทยต่อไปนะครับ

คอลัมน์ กวนน้ำให้ใส: ไม่ได้มาตรฐานโพลนิด้า - แนวหน้า ฉบับวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

สารส้ม

วันก่อน ได้เขียนบทความ "มาตรฐานนิด้าโพล"

ได้ตั้งโจทย์ไปยังนิด้าว่า"...เมื่อ ดร.อานนท์ลาออกไปแล้ว ผลสำรวจอย่างไม่เป็นทางการก็หลุดออกไปสู่สื่อสาธารณะแล้ว (ถูก-ผิดครบถ้วนหรือไม่ ก็ไม่รู้) บัดนี้ ถึงเวลาที่นิด้าโพลเอง จะต้องปกป้องสถาบันวิชาการของตนเอง ด้วยการตรวจสอบมาตรฐานการทำโพลล์ชุดที่เป็นปัญหา และเปิดเผยชุดคำถามที่ใช้จริงๆ กับผลสำรวจ พร้อมด้วยคำอธิบาย ประเมินมาตรฐานทางวิชาการ ว่าการทำโพลล์ชุดนั้น ได้มาตรฐาน หรือไม่ได้มาตรฐานของนิด้าโพลอย่างไร? ด้วยเหตุผลใด?"

ในข้อเขียนข้างต้นได้ระบุชื่อ "อาจารย์ประดิษฐ์ วรรณรัตน์"อธิการบดีของนิด้าด้วย

ล่าสุด เมื่อวันที่ 5 ก.พ.ที่ผ่านมา อาจารย์ประดิษฐ์ วรรณรัตน์ อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดแถลงข่าว ชี้แจงรายละเอียดต่อสื่อมวลชน กรณีสั่งระงับผลสำรวจความเห็นนิด้าโพล เกี่ยวข้องประเด็นนาฬิกาหรู

วันนี้ ขอสรุปสาระสำคัญ ตามที่ฝ่ายนิด้า ได้แจ้งไขออกมา ดังนี้

1.อธิการบดีนิด้า เปิดเผยข้อเท็จจริงเป็นครั้งแรก ว่าคำถามที่ถูกใช้ในการถามกลุ่มตัวอย่างมี 5 คำถาม

ได้แก่

คำถาม 1 ปกติเพื่อนของท่านเคยให้ยืมนาฬิกาแสนหรูราคาแพงมาใส่หรือไม่?

คำถาม 2 หากนักการเมืองอ้างว่าทรัพย์สินมูลค่าสูงมากที่ครอบครองมาจากการหยิบยืมเพื่อน ท่านเชื่อว่าเป็นการพูดความจริงหรือไม่?

คำถาม 3 ท่านคิดว่าการอ้างเรื่องการหยิบยืมทรัพย์สินราคาแพงมาครอบครอง จะทำให้การตรวจสอบการทุจริตต่อไปในอนาคต ทำได้หรือไม่?

คำถาม 4 ท่านคิดว่าคนที่พูดโกหก หรือพูดไม่จริง มีโอกาสประพฤติทุจริตหรือคดโกงหรือไม่?

คำถาม 5 ท่านยอมรับพฤติการณ์ปกป้องพรรคพวกรุ่นพี่รุ่นน้อง ที่น่าสงสัยว่าจะทุจริต/ประพฤติมิชอบ/กระทำผิดกฎหมายได้หรือไม่?

2.อธิการฯนิด้าระบุว่า คำถามในการทำโพลล์จะต้องไม่ชี้นำ ผู้ตอบให้ตอบไปในทิศทางที่ผู้ทำโพลล์ต้องการ

แต่ปรากฏว่าทุกคำถามในการทำโพลล์นี้ มีลักษณะเป็นคำถามชี้นำอย่างเห็นได้ชัดเจน (จากการสรุปของ ดร.นพดล กรรณิกา อดีต ผอ.เอแบคโพล และ ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์ จากสวนดุสิตโพล ในรายการเป็นเรื่องเป็นข่าว ช่อง PPTV ซึ่งออกอากาศเมื่อวันที่ 31 ม.ค. 2561)

ตัวอย่างเช่นคำถามที่1เป็นคำถามที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง โดยเฉพาะผู้ที่ตอบแบบสอบถามจำนวน 55% มีรายได้ต่ำกว่า 20,000 บาท และ 61% มีการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี ซึ่งกลุ่มนี้คงไม่มีเพื่อนสนิทที่จะมีนาฬิกาแสนหรูราคาแพงให้ยืมได้ ดังนั้น คนกลุ่มนี้ก็จะต้องตอบว่า "ไม่เคย" อีกทั้งคำถามนี้ยังได้บรรจุคำที่สร้างอารมณ์ (Loading words) เช่น "แสนหรูราคาแพง" ซึ่งไม่ควรใช้ในการตั้งคำถามของการทำโพลล์ที่ถูกต้อง

3.อธิการบดีนิด้า ยืนยันว่า เหตุผลหลัก 3 ประเด็นที่ทำให้การ ทำโพลล์ดังกล่าว ขาดคุณสมบัติของการเป็นโพลล์ที่ดี และถูกต้องตามหลักวิชาการ ได้แก่

(1)ประโยชน์ที่ได้ต่อสังคมในการทำโพลล์เรื่องนี้ โดยท่านมองว่า การทำโพลล์เรื่องนี้ในช่วงเวลานี้ ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะว่าเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่กำลังอยู่ภายใต้การสอบสวนของป.ป.ช. ซึ่ง ป.ป.ช. ยังไม่ได้ข้อสรุป ผลของโพลล์อาจไปสร้างกระแสชี้นำสังคม นำไปสู่ความวุ่นวายได้

(2)คำถามในการทำโพลล์ จะต้องไม่ชี้นำผู้ตอบให้ตอบไปในทิศทางที่ผู้ทำโพลล์ต้องการ

(3)ผู้ทำโพลล์ต้องมีความเป็นกลางและปราศจากอคติต่อประเด็นหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับโพลล์ที่ทำ แต่ปรากฏว่า จากข้อความที่นายอานนท์ ได้โพสต์ลงบนหน้า Facebook ของตนเองเมื่อวันที่ 24 ม.ค. 2561 (ซึ่งเป็นวันก่อนการทำโพลล์) ว่า "ถ้าป้อมรอด ตู่กับ คสช. ก็จะไม่รอด อยู่ไม่ได้ ขาดความชอบทำ" แสดงให้เห็นว่านายอานนท์มีอคติและความไม่เป็นกลางต่อประเด็นนี้ ก่อนการทำโพลล์ครั้งนี้ และข้อความ "ลุงตู่ครับ ผมนะอยู่ข้างท่านมาตลอด ลุ้นใจหายใจคว่ำกับลุงมาตลอด ลุ้นจนถอดใจก็มี คนรอบข้างตัวลุงมีปัญหาจริงๆ ครับลุงตู่" ที่นายอานนท์ได้โพสต์ลงบน Facebook ของตนเองเมื่อวันที่ 26 ม.ค. 2561 (ซึ่งเป็นวันก่อนกำหนดการรายงานผลโพลล์) แสดงให้เห็นว่าผู้โพสต์มีความคิดเห็น ชัดเจนตามที่ตนได้โพสต์ และคำถามที่ 5 ของการทำโพลล์ครั้งนี้ ก็มีใจความในทำนองเดียวกับสิ่งที่นายอานนท์โพสต์

4.อาจารย์ประดิษฐ์ยืนยันว่า จากการพิจารณาเหตุผล 3 ประการข้างต้น เห็นว่าการทำโพลล์ดังกล่าว ขาดคุณสมบัติของการเป็นโพลล์ที่ดี ตนต้องรับผิดชอบต่อภารกิจของสถาบัน จึงต้องออกคำสั่งระงับยับยั้งโพลล์ดังกล่าวเพื่อการตรวจสอบ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความถูกต้องและ ชื่อเสียงของสถาบัน

การันตีว่า ตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งอธิการบดี 5 ปี ไม่เคยสั่งให้แก้ไขผลโพลล์แต่อย่างใด

ท่านฝากไปยังสื่อมวลชนและประชาชนว่า อย่าเคลือบแคลงหรือไม่มั่นใจในการดำเนินงานของนิด้าโพล ซึ่งยึดมั่นในความเป็นกลางและความถูกต้องตามหลักวิชาการในการสะท้อนเสียงของประชาชนให้สังคมได้รับรู้

5.เป็นเรื่องดีที่ทางนิด้า ไม่นิ่งนอนใจ

ไม่ปล่อยเรื่องให้เงียบหาย เป็นคลื่นกระทบฝั่ง โดยที่สังคมไม่ได้รู้ข้อเท็จจริง

สำหรับเรื่องนี้ เห็นด้วยกับท่านอธิการฯนิด้า ว่าคำถามไม่เป็นธรรม และไม่ได้มาตรฐานของการทำโพลล์จริงๆ

หากอนุญาตให้เปิดเผยตั้งแต่ต้น แล้วใช้วิธีติดตามมอนิเตอร์ ตรวจสอบมาตรฐาน ประเมินผลอย่างตรงไปตรงมา และให้ผู้จัดทำได้ชี้แจงผลงานของตนเองด้วย และหากไม่ได้มาตรฐาน ก็ควรจัดการลงโทษกับผู้บริหารที่ทำงานไม่ได้มาตรฐานของนิด้าโพล ย่อมจะเป็นธรรม และสวยงามกว่า เพราะเมื่อปิดกั้นไว้ สุดท้าย ผลสำรวจก็หลุดไปถึงสื่อสาธารณะอยู่ดี ซ้ำยังขาดข้อมูลว่าถามกลุ่มตัวอย่างว่าอย่างไร

Column STOPPAGE TIME: How Prawit has succeeded where Prayut has failed - THE NATION Issued date 7 February 2018

TULSATHIT TAPTIM

tulsathit@nationgroup.com

Of all people, Prime Minister Prayut Chan-o-cha and Deputy Prime Minister Prawit Wongsuwan shouldn't have been surprised by the public uproar over the latter's luxury wristwatches. In politics, transparency has to do with doubts as much as facts. You can't keep governing effectively when you are the centre of suspicion, whether you're innocent or not.

Probably it's not fair, but Prayut staged a coup against the Yingluck government first and put the former prime minister and some of her Cabinet members on trial for alleged corruption later.

The same "principle" should apply where Prawit is concerned. Once serious doubts mount, the man first has to go, and then he can start trying to prove his innocence.

Since his controversial rise to power, Prayut has prioritised a campaign against corruption.

To be successful, he must first realise that the problem is not just about crooks receiving bribes or awarding lucrative projects to their own networks. There are the same people everywhere, but it is particularly hard in Thailand to tackle the issue exactly because of the kind of proPrawit attitudes on the government side.

Thailand's vicious cycle goes like this: Powerful politicians start by declaring war on corruption, and anyone except their own people are punished. Once those in power face graft accusations themselves, they decry a "conspiracy", saying the charges were cooked up in order to bring them down.

The powerful politicians then will collapse under the weight of massive scandals, giving way for a new bunch to come in and declare a fresh war on corruption. On and on it has been going.

If fighting corruption is all about finding out what your enemies do or did and penalising them, anyone can conquer graft, because that is super easy. The hard part is how to deal with corruption among your own people, or even doubts concerning your own people. This is a problem facing every democratically elected government, and it's now seriously threatening the Prayut regime.

Thais are well aware of this problem, judging from the campaigns against Prawit, which are organised regardless of political ideology. In pro-tecting Prawit, Prayut gave mainstream politicians solid ammunition with which to attack his coup and anti-graft agenda.

The prime minister denounces some of those attacking Prawit as being politically motivated, but the prime minister has no one to blame but himself for the politicisation of the wristwatch affair.

In a way, Prawit has succeeded where Prayut has failed. The deputy prime minister has dissolved all the political colours, at least where he is concerned. Many people who had never been united before are now joining hands in an attempt to force him out of the Cabinet. More importantly, Prawit has brought attention to the real reason why corruption is so hard to eradicate in Thailand.

By refusing to leave the Cabinet, Prawit has typified Thai politicians' basic response to corruption charges or doubts. In this country, nobody quits because of mere suspicion. Resignations can make those who appoint them lose face, but failures to resign have led to greater losses. Thailand has seen protests against corruption turn ugly simply because the accused wouldn't budge, but a bigger price of nepotism is the invincibility of corruption.

Fighting graft is about setting a high standard.Low standards include those conspiracy claims, which allow the accused to stay on in their posts, demand legal or parliamentary convictions, which are all but impossible, or have their bosses transfer them to other positions.

Prayut and Prawit are contributing to a low standard. They may think they are doing the right thing, but they actually are feeding the fundamentally wrong attitude that's plagued this country for a very long time. Whether they know it or not, the two are not helping make matters more transparent and they are mocking all the TV ads that seek to make people ashamed of nepotism or bribes.

Luxury watches may sound trivial, but the big uproar over them means Thais know how small, unattended cases can lead to bigger, more damaging ones. In fact, the political crisis rocking this country has one root in tolerance of "friendly" corruption. It entails the accused politicians'reliance on conspiracy claims instead of being ashamed of their deeds, the belief that resignation constitutes guilt, and the public attitude that graft on one side is more acceptable than graft on the other.

Prayut has proclaimed a noble agenda. Some have lauded it while others have mocked it, and both views have been understandable.Now the mocking side is expanding, and that is understandable too. In Thailand, graft has been part of a political game rather than considered a perilous national scourge.If things go on like this, there is only one eventual winner - the corruption itself.

ไทยวอน "ไอบ้า" ล้างภาพทุจริตให้สิ้นซาก ก่อนมวยหลุดโอลิมปิก - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

ผู้จัดการรายวัน 360 - สมชาย พูลสวัสดิ์ ประธานฝ่ายพัฒนาเทคนิคสมาคมกีฬามวยสากลแห่งประเทศไทย ยอมรับการตัดกีฬามวยจากโอลิมปิก 2020 ที่ญี่ปุ่น ตามคำขู่ของคณะกรรมการโอลิมปิกสากล หรือ "ไอโอซี" ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่สหพันธ์มวยสากลสมัครเล่นนานาชาติ หรือ "ไอบ้า" ก็ควรจะมีการเปลี่ยนแปลงให้การตัดสินขาวสะอาด เพื่ออนาคตของกีฬาชนิดนี้

หลังจากที่คณะกรรมการโอลิมปิกสากล หรื "ไอโอซี" มีการประชุมเพื่อหารือเรื่องการบริหารงานของสหพันธ์มวยสากลสมัครเล่นนานาชาติ หรือ "ไอบ้า" ที่มีปัญหาเรื่องความโปร่งใสในการเรื่องของการตัดสิน จนมีการครหาว่าอาจมีการล็อกผลแข่งขัน และมีความกังวลเกี่ยวกับการบริหารงานของบอร์ดที่มีหนี้สินในยุคของ ชิง กั๊วะ วู อดีตประธาน "ไอบ้า"

ซึ่งแม้ปัจจุบันอดีตประธานชาวไต้หวัน ที่พัวพันกับเรื่องการเงิน ผู้ตัดสิน และการตรวจสารต้องห้าม จะหลุดออกจากตำแหน่งไปแล้วก็ตาม แต่ กาฟูร์ ราคิมอฟ ผู้รักษาการประธาน "ไอบ้า" คนปัจจุบันก็ยังขาดความน่าเชื่อถือ เนื่องจากมีชื่อพัวพันกับองค์กรอาชญากรรมในอุซเบกิสถาน ซึ่งหากว่าองค์กรมวยแห่งนี้ไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นต่อ "ไอโอซี" ได้ ก็อาจส่งผลให้มีมติให้ถอดมวยสากลสมัครเล่นออกจากการแข่งขันยูธ โอลิมปิกเกมส์ ครั้งที่ 3 ในช่วงปลายปีนี้ ที่ประเทศอาร์เจนตินา รวมถึงโอลิมปิกเกมส์ 2020 ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ออกจนกว่าจะแก้ไขปัญหาความไม่โปร่งใสทั้งหมดให้เรียบร้อย

ขณะที่ สมชาย พูลสวัสดิ์ ประธานฝ่ายพัฒนาเทคนิคสมาคมกีฬามวยสากลแห่งประเทศไทย เผยถึงเรื่องนี้ว่า "ในส่วนของการดำเนินการขั้นต่อไปของสมาคมกีฬามวยฯ นั้น ต้องให้นายกสมาคมเป็นผู้ตัดสินใจ ซึ้งคงต้องไปหารือกับตัวแทนแต่ละชาติก่อน สำหรับเรื่องความไม่โปร่งใสที่ถูกตรวจพบ ถือเป็นปัญหาเรื้อรังของมวยสากลที่ควรได้รับการแก้ไข"

"ในการแข่งขันสวยสากลสมัครเล่น ในโอลิมปิกเกมส์ 2016 รุ่นแบนตัมเวต ก็มีความน่ากังขาในการตัดสินอย่างมาก "เจ้าสด" ฉัตร์ชัย บุตรดี นักชกชาวไทยก็แพ้ วลาดิเมียร์ นิคิติน จากรัสเซีย ในรอบ 16 คนสุดท้าย แบบน่ากังขาทั้งที่สามารถต่อยได้ดีกว่าทุกยก แต่กรรมการกลับให้คู่แข่งเอาชนะไปได้ โดยเฉพาะรอบก่อนรองชนะเลิศที่ ไมเคิล คอนลาน แชมป์โลกชาวไอริช แพ้ให้กับ นิคิติน แบบที่นักชกรัสเซียถูกต่อยอย่างสะบักสะบอม ทำให้มียังมีการสอบสวนอย่างต่อเนื่อง"

พร้อมกันนี้ประธานเทคนิคสมาคมมวยฯ ยอมรับว่าการตัดการแข่งขันกีฬามวยสากลสมัครเล่น ออกจากโอลิมปิก 2020 นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องผ่านการหารืออีกหลายขั้นตอน เนื่องจากเป็นกีฬาสากลที่ได้รับความนิยม แต่หากมีการทำงานที่สามารถตรวจสอบได้ มีความชัดเจน ก็จะช่วยส่งผลดีให้กับการพัฒนาวงการมวยในอนาคตด้วย

นอกจากนี้ ประธานฝ่ายพัฒนาเทคนิค ยังเผยถึงความพร้อมของทัพกำปั้นไทยในการแข่งขันเอเชียนเกมส์ 2018 ที่ประเทศอินโดนีเซีย ที่ทีมมวยหญิงมีความหวังคว้าเหรียญทองเพิ่มขึ้น หลังจากได้ ร่วมงานกับ ฮวน ฟอนตาเนียล อดีตสตาฟฟ์โค้ชกำปั้นทีมชาติไทยมาช่วยทำทีม

"เอเชียนเกมส์ครั้งนี้มีการแข่งขันมวยหญิงเพิ่มขึ้นมา 5 รุ่น การได้ ฟอนตาเนียล ที่มีประสบการณ์คุมทีมชาติไทย กลับมาช่วยถือว่าช่วยเพิ่มความหวังให้กับทีม ส่วน เซเดโย สตาฟฟ์โค้ชชาวคิวบาอีกคนก็รับหน้าที่คุมทีมชาย ตามนโยบายของสมาคมฯ ที่ต้องการแยกโค้ชเป็นชุดๆ เพื่อประสิทธิภาพในการทำงาน"

ทั้งนี้ พิชัย ชุณหวชิร นายกสมาคมกีฬามวยสากลแห่งประเทศไทย จะแถลงข่าวความคืบหน้าเกี่ยวกับการร่วมประชุมกับคณะกรรมการโอลิมปิกสากล และข้อสรุปการแข่งขันมวยสากล ในปีฬาโอลิมปิกเกมส์ 2020 ภายในสัปดาห์นี้อีกครั้ง.