You are here

CG and corruptions News - 7 June 2017

ทอท.สั่งสอบด่วน หาต้นตอข่าวรั่วประมูลที่จอดรถ - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

จวกยับล้มสรรหาดีดีบินไทย สหภาพฯร้องนายกฯสอบ - เดลินิวส์

ยึด70ล.3บริษัทเบี้ยวติดตั้งCCTV - ไทยโพสต์

คอลัมน์ แกะรอย: 'ล้มสรรหา'ดีดีบินไทยพ่วงโยกย้าย – กรุงเทพธุรกิจ

ธรรมาภิบาล - โลกวันนี้

คอลัมน์ CEO Talk: L = Learning Organization 'เรียนรู้' อย่างเป็น 'มิตร' - โพสต์ทูเดย์

คอลัมน์ หมุนตามทุน: กรมศุลกากรเน่าใน...เหล็กขี้โกงลอยนวล – แนวหน้า

บทความพิเศษ: ต้องปฏิรูปตำรวจเพื่อประชาชนไม่ใช่เพื่อตำรวจ - ไทยโพสต์

คอลัมน์ ไปสู่ถนนดินลูกรัง: การบรรจุแต่งตั้งลูกหลานไทย - คม ชัด ลึก

บทบรรณาธิการสยามรัฐ: มีเรื่องอะไรที่คนไทยไม่โกง ? - สยามรัฐ

รายงานพิเศษ: กลิ่นตุๆตั้ง'นายพันสีกากี'ซื้อเก้าอี้-คำสั่งมั่ว – ไทยโพสต์

คอลัมน์ เขียนเพื่อคิด: ความเสื่อมโทรมทางศีลธรรม : แก้กันที่ต้นทาง – แนวหน้า

คอลัมน์ มองมุมใหม่: ก่อนตอบนายกฯธรรมาภิบาลคืออะไร – กรุงเทพธุรกิจ

คอลัมน์ ต่อต้านคอร์รัปชัน: จ่ายใต้โต๊ะเป็นอุปสรรคต่อธุรกิจ? – แนวหน้า

ทอท.สั่งสอบด่วน หาต้นตอข่าวรั่วประมูลที่จอดรถ - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2560

แหล่งข่าวจาก บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เปิดเผยว่า ตามที่ "ผู้จัดการรายวัน360" นำเสนอข่าว "ล็อกสัมปทานที่จอดรถดอนเมือง ประมูลส่อทุจริต" นั้น ทำให้ผู้บริหาร ทอท. ที่เกี่ยวข้องได้ประชุมเร่งด่วน พร้อมกับมีคำสั่งให้เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงและสอบสวนหาผู้ที่เผยแพร่ข้อมูลและบุคคลที่นำเอกสารเป็นข้อมูลสำคัญภายใน ทอท. เผยแพร่สู่สาธารณะและสื่อต่างๆ โดยมิได้รับอนุญาต โดยระบุว่าเป็นการบิดเบือนข้อมูลและทำให้เกิดผลเสียต่อภาพลักษณ์ ทอท. เนื่องจากการประมูลงานให้สิทธิประกอบกิจการโครงการบริหารจัดการอาคารจอดรถยนต์ ณ ท่าอากาศยานดอนเมือง จำนวน 1.5 พันคัน ระยะเวลา 15 ปี ยังอยู่ระหว่างการดำเนินการเสนอคณะกรรมการ ทอท. โดย ทอท. ได้ออกเอกสารชี้แจงยืนยันว่าได้ดำเนินโครงการด้วยความโปร่งใส เป็นไปตามข้อกำหนด การจัดจ้าง และขณะนี้ยังไม่ได้มีการสรุปผลการประมูลแต่อย่างใด

ต่อกรณีดังกล่าว แหล่งข่าวระบุว่า ประเด็นที่น่าสงสัยคือ เมื่อระบุว่ากำลังตรวจสอบเรื่องคุณสมบัติของผู้ยื่นประมูล แต่ในการประชุมคณะกรรมการปรับปรุงรายได้ที่มี นายวิชัย บุญยู้ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (สายงานพัฒนาธุรกิจและการตลาด) ทอท. เป็นประธาน ได้สรุปผลประมูลเรียบร้อยแล้วว่า บริษัท เอ็มพีเม็ก จำกัด เป็นผู้ได้รับคัดเลือกและเตรียมรายงานบอร์ด ทอท. เพื่อทราบ

ตั้งข้อสงสัยเจตนาให้มีคู่แข่งน้อยราย

อนึ่ง เมื่อวันที่ 19 พ.ค. 60 กลุ่มธรรมาภิบาลเครือข่ายภาคประชาชนต้นทุจริตและคอร์รัปชัน ซึ่งมีนายวิวัฒน์ สมบัติหลาย เป็นประธาน ได้ยื่นหนังสือถึง พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช., นาย พิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และนายนิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. เพื่อขอให้ตรวจสอบโครงการประมูลงานบริหารจัดการอาคารจอดรถยนต์ สนามบินดอนเมืองของ ทอท. ว่าเป็นการดำเนินการที่อาจปิดกั้นผู้ยื่นข้อเสนอการดำเนินงานที่สุจริต ไม่ให้เตรียมตัวต่อการเสนอราคา และ/หรือมีการดำเนินการเพื่อไม่ให้เกิดการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรมหรือไม่

ทั้งนี้ กลุ่มธรรมาภิบาลฯ ระบุว่า ได้รับข้อมูลและการร้องเรียนจากผู้ประกอบการว่า การประมูลดังกล่าวเป็นการคัดเลือกผู้ประกอบการมืออาชีพ มีความรู้ และเชี่ยวชาญในธุรกิจอย่างดี เพื่อเข้ามารับผิดชอบบริหารจัดการพื้นที่อาคารจอดรถสนามบินดอนเมืองสัมปทาน 15 ปี น่าจะมีการปิดกั้นผู้ประสงค์ยื่นประมูลคือ มีการกำหนดให้ผู้สนใจซื้อเอกสารระหว่าง 24 เม.ย.60- 28 เม.ย.60 กำหนดยื่นข้อเสนอวันที่ 15 พ.ค.60 เวลา 09.00-11.00 น. กำหนดเปิดซองเสนอค่าตอบแทนและประกาศผลคะแนน วันที่ 22 พ.ค.60 ซึ่งควรตรวจสอบการกำหนดระยะเวลาให้ผู้ยื่นข้อเสนอจากวันที่ซื้อซองเพียง 20 วัน ถือเป็นเวลาที่น้อยเกินไป จนเป็นเหตุให้ผู้ประกอบการหลายรายเตรียมไม่ทัน เท่ากับเป็นการมุ่งให้มีผู้ยื่นแข่งขันน้อยราย มีเจตนาที่จะให้เป็นคุณต่อรายใดรายหนึ่งหรือไม่ ทั้งยังเป็นการดำเนินการที่ส่อว่า ต้องการให้ผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่งได้รับการพิจารณาหรือไม่.

จวกยับล้มสรรหาดีดีบินไทย สหภาพฯร้องนายกฯสอบ - เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2560

เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่านางธีระสิน แสงรังษี ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารและประชาสัมพันธ์ บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้ส่งเอกสารประชาสัมพันธ์ถึงสื่อมวลชนเรื่องการบินไทยแจ้งความคืบหน้าการสรรหากรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (ดีดี) โดยระบุรายละเอียดว่าเมื่อวันที่ 5 มิ.ย. 60 คณะกรรมการบริษัท การบินไทยฯ (บอร์ด) ได้รับทราบผลการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งดีดีจากคณะกรรมการสรรหาฯ ซึ่งมีนายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธานทั้งนี้กระบวนการสรรหาได้เสร็จสิ้นแล้วและผลปรากฏว่าผู้สมัครทั้ง 4 รายไม่ผ่านเกณฑ์ที่กำหนด บอร์ดจึงมีมติให้ดำเนินการสรรหาดีดีใหม่เพื่อเปิดโอกาสให้บริษัทฯ ได้สรรหาผู้ที่เหมาะสมต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่าการสรรหาดีดีการบินไทยฯ แทนนายจรัมพร โชติกเสถียร ที่เกษียณอายุ มีผู้ผ่านคุณสมบัติ 4 คน ทั้งจากภายในและภายนอกองค์กร ได้แก่ 1. นายดนุช บุญนาค ที่ปรึกษากรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย 2. นายวิสิฐ ตันติสุนทร อดีตเลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ 3. นายธีรวิทย์ จารุวัฒน์ อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และ 4. นายยงสิทธิ์ โรจน์ ศรีกุล อดีตผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย(รฟม.) จากที่ยื่นใบสมัคร 8 คน

อีก 4 คนที่ไม่ผ่านคุณสมบัติได้แก่ 1. นายณรงค์ชัย ว่องธนะวิโมกษ์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่สายการเงินและ การบัญชี บริษัท การบินไทยฯ 2. นายวิเชฐ ตันติวานิช ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) 3. นายพฤทธิ์ บุปผาคำ ผู้จัดการใหญ่ บริษัทไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด จำกัด (มหาชน) หรืออีลิทการ์ด และ 4. นายศรีล สุขุม ผู้ช่วยประธานกรรมการบริหารบริษัท สิงห์ คอร์เปอเรชั่น จำกัด

รายงานข่าวแจ้งด้วยว่า ก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวลือมาตั้งแต่ก่อนเปิดให้แสดงวิสัยทัศน์ว่าจะยื้อการสรรหาหรือล้มการสรรหา ครั้งนี้เนื่องจากกรรมการสรรหาและบอร์ดไม่ถูกใจผู้สมัคร แต่มีข้อกังวลว่าหากล้มการสรรหาก่อนเปิดสัมภาษณ์และแสดงวิสัยทัศน์อาจทำให้เกิดปัญหาและอาจถูกตรวจสอบได้ เมื่อผลการประเมินขั้นตอนสุดท้ายสรุปว่าไม่ผ่านเกณฑ์ก็เป็นอันสิ้นสุดการสรรหา ขณะที่ผู้สมัครบางรายตั้งข้อสังเกตว่าขั้นตอนการสัมภาษณ์และให้แสดงวิสัยทัศน์เหมือนมีสัญญาณบางอย่างว่าจะไม่ผ่านการพิจารณา เพราะดูจากขั้นตอนการสัมภาษณ์ไม่มีการซักถามเพิ่มเติม

นายดำรงค์ ไวยคณี ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทย (สร.กบท.) กล่าวว่า การประกาศล้มสรรหาดีดีการบินไทยเป็นไปตามที่สหภาพฯ และสังคมคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ เพราะผู้เข้ารอบทั้ง 4 คนไม่ใช่คนของกลุ่มผู้มีอำนาจบ้านเมือง หรือคนของบอร์ดการบินไทย สัปดาห์หน้า สหภาพฯ จะยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีให้ตรวจสอบขบวนการสรรหาและล้มการสรรหาดีดีครั้งนี้ว่ามีความเป็นธรรมและเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาลของการบินไทยและเป็นบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยหรือไม่ เพราะการล้มการสรรหาครั้งนี้ก็ไม่มีเหตุผลชัดเจนบอกเพียง ผู้สมัครทั้ง 4 ราย ไม่ผ่านเกณฑ์ที่กำหนด ทั้ง ๆ ที่มีการสัมภาษณ์ไปแล้ว ซึ่งในการสัมภาษณ์ผู้สมัครที่ผ่านมานั้น กรรมการสรรหา ไม่ค่อยสนใจซักถามผู้สมัคร ปล่อยให้ผู้สมัครพูดเพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น และเป็นการสรรหาดีดีที่ยาวนานที่สุดตั้งแต่เดือน ต.ค. ปี 59 รวมกว่า 8 เดือน ทำให้องค์กรเกิดความเสียหายขาดช่วงการบริหารงาน

ด้านนายยงสิทธิ์ กล่าวว่า ยังไม่ทราบสาเหตุของการล้มการสรรหาครั้งนี้ แต่ไม่น่าจะใช้เหตุผลที่ชัดเจนว่าผู้สมัครทั้ง 4 ราย ไม่ผ่านเกณฑ์เพราะทีโออาร์กำหนดรายละเอียดคุณสมบัติผู้สมัครไว้ละเอียดและชัดเจนมากรวมทั้งกรรมการสรรหายังใช้เวลาพิจารณาเฉพาะประเด็นคุณสมบัติของผู้สมัครทั้งหมดว่าผ่านหรือไม่ผ่านเกณฑ์ยาวนานถึง 6 เดือน สุดท้ายมีคนตกคุณสมบัติไป 4 คน สละสิทธิ์ไป 1 คน และผ่านคุณสมบัติเพียง 4 คนเท่านั้น เห็นได้ว่าคณะกรรมการได้กลั่นกรองแล้ว

ตนกำลังงงกับการล้มการสรรหา ไม่อยากกล่าวหาว่า การล้มการสรรหาไม่เป็นธรรมแต่อยากให้การบินไทยออกมาชี้แจงเหตุผลที่แท้จริง เพื่อให้องค์กรดูสง่างาม อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ภาพลักษณ์ขององค์กรถือเป็นเรื่องสำคัญมากส่วน นายวิสิฐ กล่าวว่า ยังไม่ทราบรายละเอียดและบริษัทฯ ก็ยังไม่ได้แจ้งให้ทราบ

นายสมชัย กล่าวว่า ผู้สมัครทั้ง 4 รายมีสิทธิส่งใบสมัครได้อีก เป็นคนเก่ง มีความสามารถทุกคน แต่เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ของการบินไทยขณะนี้ต้องการผู้บริหารเบอร์ 1 ที่แตกต่างจากปัจจุบัน จึงถือว่ายังไม่ผ่าน โดยผู้บริหารคนใหม่ต้องดูภาพรวมการบริหารจัดการ โดยเฉพาะเรื่องการเงิน การบริหารปัญหาเร่งด่วน เช่น เรื่องการบริหารบุคลากรภายในองค์กร รวมทั้งต้องมาดูเรื่องการตลาดที่เห็นว่าควรมีการปฏิรูปครั้งใหญ่ การเร่งตัดค่าใช้จ่ายระยะสั้นที่ไม่จำเป็น และต้องเป็นผู้นำที่มีความคิดไกล รวมทั้งมีประสบการณ์ในการบริหารธุรกิจการบินอยู่บ้าง.

ยึด70ล.3บริษัทเบี้ยวติดตั้งCCTV - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ศึกษาธิการ * "โกศล" เผยได้รับรายงานกรณี CCTV จาก "เลขาฯ กพฐ." มี 1 ใน 4 บริษัทเข้ามาติดตั้งกล้องวงจรปิดให้ครบตามทีโออาร์ แต่อีก 3 บริษัทยังนิ่ง ไม่ดำเนินการติดตั้ง เตรียมให้เขตพื้นที่ฯ ยึดเงินประกันกว่า 70 ล้านบาท พร้อมทั้งไปจ้างบริษัทเอกชนรายใหม่ให้มาติดตั้ง

พล.ท.โกศล ประทุมชาติ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่า การกระทรวงศึกษาธิการ (ที่ปรึกษา รมว.ศธ.) ในฐานะรองประธานคณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนแก้ปัญหาทุจริตของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบการติดตั้งระบบกล้องวงจรปิด (CCTV) ในโครงการ Safe Zone School 12 เขตพื้นที่การศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ แบ่งเป็น โรงเรียนในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) จำนวน 10 เขต สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) จำนวน 2 เขต รวม 1,104 แห่ง ว่า เมื่อเร็วๆ นี้ นายการุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาฯ กพฐ.) ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อมูลในโครงการดังกล่าวด้วยตนเอง และได้มารายงานให้ตนรับทราบว่า หลังจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ส่งหนังสือแจ้งบริษัทเอกชน ซึ่งเป็นคู่สัญญาในการติดตั้งกล้องวงจรปิดทั้ง 4 บริษัท ให้มาติดตั้งกล้องวงจรปิดให้ครบตามข้อกำหนดการจัดซื้อจัดจ้าง หรือทีโออาร์ พร้อมแก้ไขในส่วนที่ชำรุดบกพร่องของอุปกรณ์ให้สามารถใช้การได้ตามปกติ ขณะนี้มี 1 ใน 4 บริษัทเท่านั้นที่เข้ามาดำเนินการตามสัญญา แต่อีก 3 บริษัทยังนิ่งเฉย ไม่มีการตอบรับ ดังนั้นตนจึงมอบให้เขตพื้นที่ฯ เตรียมยึดเงินประกันกว่า 70 ล้านบาท เพื่อให้ สพฐ.ไปจ้างบริษัทเอกชนรายใหม่ให้มาติดตั้งต่อไป

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ในกรณีที่บริษัทเข้ามาดำเนินการตามสัญญาแล้วถือว่าไม่มีความผิดใช่หรือไม่ พล.ท.โกศลกล่าวว่า ในข้อกฎหมายถือว่าบริษัทไม่มีความผิด เพราะได้เข้ามาดำเนินการแก้ไขตามสัญญา แต่ในส่วนของระบบราชการถือว่าเป็นความผิดสำเร็จแล้ว ดังนั้นคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงที่มีนายสุภัทร จำปาทอง เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (เลขาฯ กกอ.) เป็นประธาน ก็จะเดินหน้าสอบวินัยผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป ซึ่งเท่าที่ทราบ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ได้เร่งให้หาข้อสรุปเรื่องนี้โดยเร็วที่สุด อีกทั้งขณะนี้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้ลงพื้นที่และชี้มูลเหมือนกับที่เราเห็นคือ กล้อง 1 จุดต้องสามารถรับชมภาพได้ 16 ตัว อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่มีมวยล้ม เพราะสังคมกำลังติดตามให้ความสนใจ และไม่กังวลด้วยว่าจะไปเจอตอ ขอให้ดูความจริง และว่ากันไปตามหลักฐาน.

คอลัมน์ แกะรอย: 'ล้มสรรหา'ดีดีบินไทยพ่วงโยกย้าย - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2560

เฉลา กาญจนาkanchanatuk@hotmail.com

ไม่แปลกใจอะไรเลย กับการ “ล้มสรรหาดีดีการบินไทย” หรือกรรมการผู้อำนวยการใหญ่บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน)ครั้งนี้ เพราะตลอดเวลาที่มีการสรรหา รายชื่อที่โผล่ขึ้นมาและผ่านคุณสมบัติทั้ง 4 คน ล้วนไม่ใช่ตัวเลือกสักเท่าไหร่ จริงๆ ผู้สมัครที่บอกว่าผ่านคุณสมบัติทั้ง 4 คน เขาย่อมรู้แก่ใจอยู่แล้ว

ฉะนั้นการเรียกประชุมบอร์ดการบินไทยวาระพิเศษ เมื่อช่วงประมาณ 17.00 น.ของวันที่ 5 มิ.ย.2560 ข่าวแพร่สะพัดไปยังผู้สมัครแล้วว่ามี“การล้ม”เกิดขึ้น

เหตุผล“ล้มสรรหาดีดีการบินไทย”ของผู้สมัครทั้ง 4 คน นั่นคือ “ไม่ผ่านเกณฑ์ที่กำหนด”ตามที่ สมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการสรรหาดีดีการบินไทยให้เหตุผล การนำเรื่องนี้เข้าบอร์ดการบินไทยเพื่อแจ้งให้ทราบว่าทั้ง 4 ไม่ผ่านเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อให้บอร์ดการบินไทยมีมติอนุมัติ เปิดสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งดีดีการบินไทยใหม่นั่นเอง

งานนี้บอกเลยไม่ธรรมดา แว่วๆ มาว่ามีกรรมการสรรหาท่านหนึ่งถึงกับยื่นลาออกกลางคัน เสียอย่างนั้น ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเสร็จภารกิจหรือว่ามีอะไรเกิดขึ้น บุคคลท่านนี้ถือว่าเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถโดยเฉพาะในเรื่องของธรรมาภิบาล

กลับมีข่าวหนาหูว่าการประชุมนัดพิเศษมีของแถม“โยกย้าย”เข้าไปซะด้วย หนักไปกว่านี้เขาว่ากันว่า พอถึงวาระแต่งตั้งโยกย้าย อุษณีย์ แสงสิงแก้ว รักษาการดีดีกลับไม่อยู่ในห้องประชุมด้วยซะอย่างนั้น

วาระโยกย้ายไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นการ ย้ายแขวน ร.อ.กนก ทองเผือก จากรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สายทรัพยากรบุคคลและกำกับกิจกรรมองค์กร ไปนั่งตบยุงแทน ธีรพล โชติชนาภิบาล? ที่ปรึกษากรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ผู้ซึ่งกำลังจะเกษียณอายุอีก 3-4 เดือนข้างหน้า มีผู้คนสงสัยกันเหลือเกินว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงมาโยกย้ายเอาตอนนี้ แถมเป็นโยกย้ายนอกฤดูกาลเสียด้วย

ส่วนการสรรหาดีดีการบินไทย งานนี้เชื่อเถอะ..เกิดยากคงเป็นหน้าที่ของ อุษณีย์ แสงสิงแก้ว ที่ยังต้องทำหน้าที่รักษาการดีดีการบินไทยต่อไป มีโอกาสที่จะต่อวาระรักษาการดีดีไปอีกรอบก็เป็นไป แม้ทุกวันนี้ดูเหมือนจะนั่งควบแล้วควบอีกไม่ต่ำกว่า 4-5 ตำแหน่ง สงสัยคงจะเป็นอย่างนี้ไปอีกนาน

ธรรมาภิบาล - โลกวันนี้ ฉบับวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2560

(สมศักดิ์ ไม้พรต-รายงาน)

ท่ามกลางคำถาม 4 ข้อที่ท่านผู้นำตั้งขึ้นมาให้ประชาชนช่วยกันตอบ โดยแสดงความเป็นห่วงว่าหลังการเลือกตั้งอาจได้คนไม่ดี ได้รัฐบาลไม่ดี ไม่มีธรรมาภิบาลเข้ามาบริหารประเทศ แต่กลับเกิดคำถามย้อนกลับมาถึงรัฐบาลปัจจุบันว่ามีธรรมาภิบาลโดดเด่นเป็นที่ประจักษ์หรือไม่ เมื่อปรากฎข้อมูลจำนวนนายทหาร ทั้งที่ยังรับราชการอยู่และเกษียณอายุไปแล้วที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานบอร์ดรัฐวิสาหกิจเพิ่มขึ้นถึง 5 เท่า และได้รับแต่งตั้งให้นั่งเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจเพิ่มขึ้นจาก 42 เป็น 80 คน โดยบางคนถ่างขานั่งควบหลายเก้าอี้ในเวลาเดียวกัน

ในช่วงที่ชมรมคนไม่อยากให้มีเลือกตั้งก่นด่านักการเมือง และแสดงความกังวลว่าหลังเลือกตั้งแล้วจะได้รัฐบาลที่ไม่มีธรรมาภิบาลเข้ามาบริหารปกครองประเทศ จึงอยากให้รัฐบาลทหาร คสช.อยู่บริหารประเทศต่อไปก่อน เพราะเชื่ออย่างหมดใจว่ารัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลที่มีธรรมภิบาลมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา

แต่อยู่ดีๆกลับมีข้อมูลปรากฏออกมาโต้แย้งจากสื่อดังอย่างบีบีซีไทย ที่นำเสนอรายงานในหัวข้อ "สามปีหลังรัฐประหาร ท่ามกลางสัญญาปฏิรูป"

รายงานชิ้นนี้จับจ้องไปที่การเพิ่มจำนวนนายทหารเข้าไปนั่งเป็นประธานในคณะกรรมการ หรือบอร์ดรัฐวิสาหกิจที่เพิ่มจำนวนขึ้นถึง 5 เท่าตัวในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา และมีจำนวนทหารอดีตทหารเข้าเป็นกรรมการในบอร์ดเพิ่มขึ้นเกือบ 100% ใน 40 รัฐวิสาหกิจ

รายงานยังระบุว่ารัฐวิสาหกิจทั้ง 56 แห่งจาก 15 กระทรวง มีสินทรัพย์รวมกัน 14 ล้านล้านบาท สร้างรายได้ต่อปีถึง 4.3 ล้านล้านบาท โดยเป็นกำไรสุทธิถึง 1.9 แสนล้านบาท ทำให้ถูกมองว่าเป็น "ไข่ทองคำ" ที่ผู้มีอำนาจพยายามเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องเสมอ ไม่ว่าจะในยุคพลเรือน หรือ ทหาร

ที่ผ่านมานักการเมือง มักตกเป็นจำเลยว่านิยมตั้งคนที่ไม่มีความเหมาะสมเข้าไปนั่งในบอร์ดรัฐวิสาหกิจ ทำให้เกิดปัญหาบริหารงานไม่มีประสิทธิภาพ ขาดทุนซ้ำ ซาก ไปถึงขั้นมีข้อครหาเรื่องทุจริต เมื่อทหารในนามของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยึดอำ นาจในปี 2557 หนึ่งในวาระเร่งด่วนคือ การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ คสช.ออกคำสั่ง ที่75/2557 ตั้งคณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ (คนร.) หรือ "ซูเปอร์บอร์ด" ให้นายกรัฐมนตรีนั่งเป็นประธานขึ้นมาผ่าตัดด้วยตัวเอง

พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ ในฐานะประธานอนุกรรมการชุดหนึ่งของซูเปอร์บอร์ด เคยระบุว่า หนึ่งในวาระสำคัญในการปฏิรูป รัฐวิสาหกิจ คือการตั้งบอร์ดที่ "มีความรู้และประสบการณ์ตรงกับงานของรัฐวิสาหกิจนั้น ๆ"

บีบีซีไทย ตรวจสอบรายชื่อบอร์ดรัฐวิสาหกิจ 56 แห่ง จากชุดก่อนหน้าที่ คสช. จะเข้ามา ผ่านรายงานประจำปี 2556 ของ ทุกรัฐวิสาหกิจ กับชุดปัจจุบัน ผ่านรายงานประจำปี 2559 หรือเว็บไซต์ของรัฐวิสาหกิจ นั้นๆ พบว่ารายชื่อทหารที่เข้ามานั่งในบอร์ดรัฐวิสาหกิจ มีจำ- นวนเพิ่มขึ้นจาก 42 คน ใน 24 แห่ง เป็น 80 คน ใน 40 แห่ง หรือเกือบหนึ่งเท่าตัว และจำนวนรัฐวิสาหกิจที่มี ประธานบอร์ดเป็นทหาร ไม่ว่าจะยังรับราชการอยู่หรือเกษียณอายุราช การแล้ว เพิ่มขึ้นจาก 3 แห่ง เป็น 16 แห่ง หรือมากกว่า 5 เท่าตัว

นอกจากนี้ ทหารบางคนนั่งในบอร์ดรัฐวิสาหกิจมากกว่า 1 แห่ง บางคนเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ควบคู่กันไปด้วย ทำให้เกิดข้อสงสัยเรื่องประสิทธิ ภาพในการทำงาน เนื่องจากต้องทำงานหลายแห่งในเวลาเดียวกัน

นั่นเป็นส่วนที่เป็นไฮไลท์ของรายงานชิ้นนี้ ส่วนใครที่อยากอ่านรายละเอียดเข้าไปหาอ่านได้ที่ http://www.bbc.com/thai/thai land-40121632 ocidso cial owfacebook

รายงานชิ้นนี้อาจทำให้หลายคนฉุกคิดเรื่องธรรมภิบาลในยุคนี้ขึ้นมาได้บ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเอาไปเปรียบเทียบกับความรู้สึกที่เห็นพรรคการเมืองในรัฐบาลแต่งตั้งคนของตัวเองเข้าไปเป็นประธานบอร์ด หรือกรรมการในรัฐวิสาหกิจ

คำว่าระบบบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี หรือธรรมาภิบาล (GOOD GOVERNANCE) หมายถึง แนว ทางในการจัดระเบียบเพื่อให้สังคมของประเทศทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจเอกชน และภาคประชาชน สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข และตั้งอยู่ในความถูกต้องเป็นธรรม ตามหลักพื้นฐานการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี อันประกอบด้วย

1.หลักนิติธรรม (The Rule of Law) 2.หลักคุณธรรม (orality) 3.หลักความโปร่งใส (Accountability) 4.หลักการมีส่วนร่วม (Participation) 5.หลักความรับผิดชอบ (Responsibility) และ 6.หลักความคุ้มค่า (Cost)

เมื่อพิจารณาองค์ประกอบที่ทำ ให้เกิดธรรมภิบาลทั้ง 6 ข้อแล้วก็น่าคิดว่าการบริหารประเทศภายใต้รัฐบาลปัจจุบันนั้นมีครบทั้ง 6 ข้อที่ทำให้เกิดธรรมาภิบาลหรือไม่ ซึ่งรายงานเรื่องการตั้งคนเข้าไปนั่งในรัฐวิสาหกิจของบีบีซีไทยเป็นเพียงส่วนย่อยที่สามารถนำมาใช้พิจารณาเรื่องความมีธรรมาภิบาลได้

ไม่ต้องห่วงว่าในอนาคตจะได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาลหรือไม่ ไม่ต้องตั้งคำถามกับประชาชนว่าหากหลังเลือกตั้งแล้วถ้าได้รัฐบาลที่ไม่มีธรรมาภิบาลจะทำอย่างไร จะเรียกร้องหาใครเมื่อหัวหน้าคณะรัฐประหารไม่อยู่แล้ว เพราะนั่นเป็นเรื่องของอนาคต

เอาแค่รัฐบาลที่ท่านเป็นผู้นำอยู่ทำให้เกิดธรรมาภิบาลในการบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นที่ประจักษ์ต่อสาย ตาประชาชนให้ได้ก่อน โดยเริ่มต้นจากอธิบายให้ประ- ชาชนเข้าใจถึงความจำเป็นที่ต้องเพิ่มทหารจำนวนมาก เข้า ไปนั่งเป็นประธานบอร์ดและกรรมการในรัฐวิสาหกิจ โดยที่บางคนถ่างขาควบหลายเก้าอี้ในเวลาเดียวกันว่ามันทำ ให้เกิด "ธรรมาภิบาล" ได้อย่างไร

คอลัมน์ CEO Talk: L = Learning Organization 'เรียนรู้' อย่างเป็น 'มิตร' - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ธนพล ศิริธนชัย ประธานอำนวยการบริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน)

>>ผมเคยเล่าถึง Gold Value ไปแล้ว 2 ตัว คือ G = Good Governance ทำงานอย่างโปร่งใส และ O = Open- Minded ต้องเปิดใจไม่ปกปิด ครั้งนี้ผมจะเล่าถึง Gold Value ตัวที่ 3 ของโกลเด้นแลนด์ นั่นก็คือ L = Learning Organization "เรียนรู้" อย่างเป็น "มิตร"

หลายองค์กรยุคใหม่สนับสนุนให้คนเรียนรู้มากขึ้น แต่เราจะให้บุคลากรของเราเรียนรู้อย่างไร เพื่อให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ได้อย่างแท้จริง ก็ต้องมีหลายองค์ประกอบ ซึ่งผมก็คิดว่าองค์ประกอบสำคัญที่จะทำให้คนอยากเรียนรู้ นั่นก็คือบรรยากาศในการเรียนรู้ และนี่คือประเด็นที่เรามองมากกว่าว่าเราจะสร้างบรรยากาศอย่างไรที่จะกระตุ้นให้คนในองค์กรอยากเรียนรู้

กลับมาที่โกลเด้นแลนด์ เราสร้างบรรยากาศการเรียนรู้อย่างไร แล้วจะเรียนรู้ในสิ่งแวดล้อมแบบไหน ซึ่งผมเชื่อว่าการเรียนรู้ที่ดีจะต้องเกิดจากการที่เราเป็น "มิตร" กันก่อน โดย L = Learning Organization ในภาษาไทยของเรา เราใช้คำว่า "เรียนรู้อย่างเป็นมิตร" มิตรก็คือ เพื่อน ผมมีความเชื่อว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่เราคิดว่า คนคนนี้เป็นเพื่อนแล้ว จะทำให้เราเปิดใจที่จะเรียนรู้เขาได้ดีขึ้นและมีความไว้ใจ (Trust) มีความเชื่อใจซึ่งกันและกัน เราจะรับฟังเพื่อน สนใจที่จะเรียนรู้ในเรื่องที่เพื่อนบอก และในทางกลับกันเพื่อนเองก็มีความพร้อมที่จะถ่ายทอด (Knowledge Sharing) ให้เราได้เต็มที่ ไม่ปิดบังทั้งเรื่องการทำงาน และเรื่องอื่นๆ ที่เรา ควรจะเรียนรู้

ทีนี้ก็กลับมาที่คำว่า "เพื่อน" เพื่อนในการ ทำงาน ก็คือ "เพื่อนร่วมงาน" ซึ่งผมก็มานึกถึงความหมายของคำนี้ว่า จริงๆ แล้ว เพื่อนร่วมงาน คือ เราต้องเป็นเพื่อนกันก่อน แล้วค่อยมาร่วมงานกัน หรือว่าร่วมงานก่อนแล้วถึงจะเป็นเพื่อนกัน แล้วผมก็คิดว่าในสังคมการทำงานส่วนใหญ่ มีโอกาสไม่มากนักที่คนจะเป็นเพื่อนกัน ก่อน แล้วค่อยมาร่วมงานกัน เพราะส่วนใหญ่แล้วก็ร่วมงานกัน แล้วถึงจะเป็น "เพื่อน"

ดังนั้น เราจึงต้องหาวิธีที่จะทำให้ทุกคนมีความเป็นเพื่อนกันเพื่อสร้างบรรยากาศที่ดีในการทำงาน ทำให้เกิดการเรียนรู้กันอย่างเป็นมิตร ซึ่งวิธีของโกลเด้นแลนด์ ก็คือเราสร้างกิจกรรม ที่ทำให้ทุกคนมีโอกาสได้รู้จักกันมากขึ้น เช่น Coffee Talk ในช่วงเช้าที่จัดกรุ๊ปเล็กๆ มีตัวแทน พนักงานจากแต่ละแผนกมาพูดคุยกันในบรรยากาศสบายๆ จับคู่ทำความรู้จักกัน พร้อมบอกเล่าเรื่องของเพื่อนคนนั้นให้เพื่อนๆ คนอื่นได้รับฟัง ซึ่งผมก็จะเข้าร่วมในกิจกรรมนี้ด้วย โดยปีนี้ผมตั้งเป้าหมายที่จะรู้จักพนักงานให้ครบทุกคนภายในสิ้นเดือน มิ.ย. 2560 อีกทั้งยังมีกิจกรรมอื่นอีกอย่างโกลเด้นแลนด์วิ่งตามรอยพ่อ กิจกรรมการแข่งขันฟุตบอล Golden League กิจกรรมกีฬาสีที่แต่ละสี พนักงานจะมาจากทุกแผนก เพื่อให้ทุกคนได้มีโอกาสรู้จักกัน ฯลฯ

ในทุกกิจกรรมเราไม่ได้มีเป้าหมายแค่ "พนักงาน" กับ "พนักงาน" จะได้รู้จักกัน แต่ยัง หมายถึง "ผู้บริหาร" กับ "ผู้บริหาร" และ "พนักงาน" กับ "ผู้บริหาร" ก็ต้องมีโอกาสเจอกัน ทำกิจกรรม ร่วมกันด้วย เพื่อสร้างความเป็นเพื่อน สร้างมิตร ในการเรียนรู้

นั่นคือองค์กรแห่งการเรียนรู้ กระตุ้นให้ เขาอยากเรียนรู้ ด้วยการสร้างมิตรภาพ สร้างบรรยากาศในการเรียนรู้ ซึ่งผมเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้ จะทำให้ทุกคนเรียนรู้ได้ดีขึ้น เพราะการเรียนรู้จาก "มิตร" จะทำให้เราคิดได้กว้างไกล Knowledge increases by sharing but not by saving. - Kamari aka Lyrikal

คอลัมน์ หมุนตามทุน: กรมศุลกากรเน่าใน...เหล็กขี้โกงลอยนวล - แนวหน้า ฉบับวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2560

กระบองเพชร

กลับมาว่ากันเรื่องเหล็กอีกเรื่องหนึ่ง...หลังจากคราวก่อนนำเสนอ ความคืบหน้า"มหากาพย์เหล็กโกงชาติ"...ไปแล้ว...วันนี้ก็เป็นอีกเรื่องของกรณีเหล็กนำเข้าที่ตั้งใจจะหลีกเลี่ยงภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด และอากรเซฟการ์ด...ซึ่งเรื่องนี้ก็ทำท่าจะยืดยาวเป็นหนังภาคต่อ.... "กรมศุลเน่าใน...เหล็กขี้โกงลอยนวล"...!!ย้อนเรื่องราวให้โดย สังเขปจะได้ตามต่อกันได้....คือเมื่อปี 2558 มีผู้นำเข้าเหล็กแผ่นรีดร้อนจากจีนประมาณ 4-5 ราย ได้นำเข้าเหล็กฯมารวมกันประมาณ 1 หมื่นตัน...แต่ด้วยสันดานขี้โกง ก็เลยทาสีเคลือบกันสนิม....เพื่อเปลี่ยนพิกัดจาก 7208 (เหล็กรีดร้อน)....ซึ่งจะต้องเสียอากรตอบโต้การทุ่มตลาด (AD) และอากรป้องกันการนำเข้าเพิ่ม (Safeguard) ...แล้วก็สำแดงว่าเป็นเหล็กเคลือบ พิกัด 7210...ซึ่งไม่ต้องเสียภาษี AD และอากร Safeguard)...สำนักปราบปราม...ของกรมศุลกากรพบความผิดปกติก็ดำเนินการตรวจสอบ...แล้วส่งเรื่องให้...สำนักพิกัด....และ...สำนักตรวจสอบอากร...ดำเนินการตรวจสอบเพื่อดำเนินการจัดเก็บอากรที่ขาด...แต่สำนักพิกัดอากร...กลับโต้แย้งว่าผู้นำเข้าไปไม่ได้เข้าข่ายกระทำความผิด...ทั้งที่...สถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย (ISIT) และ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสินค้าเหล็ก และวัสดุ....ก็ได้ให้ความเห็นแล้วว่า... การเคลือบ/ทาสีตามตัวอย่างที่กรมศุลกากรได้ส่งตัวอย่างมาวิเคราะห์นั้น เป็นเพียงการเคลือบเพื่อประโยชน์ในการป้องกันสนิมขณะขนส่งเท่านั้น... ดังนั้นกรณีนี้สินค้าต้องเป็นสินค้าเหล็กแผ่นรีดร้อน (7208) เท่านั้น และต้องชำระอากร AD หรืออากร Safeguard ซึ่งไม่สามารถเปลี่ยนเป็นพิกัดเหล็กเคลือบ (7210) ได้อย่างแน่นอน... ขณะที่สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์สินค้าอุตสาหกรรม (สมอ.) เองยังกำหนดให้สินค้าเหล็กเคลือบสีลักษณะเช่นนี้ เป็นผลิตภัณฑ์มาตรฐานบังคับ เหล็กแผ่นรีดร้อน สำหรับงานโครงสร้างทั่วไป พิกัดตาม NSW 7208 ด้วย...แต่ถึงกระนั้นสำนักพิกัดก็ยังตะแบงหัวชนฝา....ว่าไม่ใช่ไม่ใช่... ในที่สุดอธิบดีกรมศุลกากร คุณกุลิศ สมบัติศิริ... ก็ได้สั่งการให้ขอความเห็นไปยัง...องค์การศุลกากรโลก (WCO)...เพื่อหาข้อยุติกรณีเหล็กนำเข้าจากจีนลอตนี้...และเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมานี้เอง WCO ก็ได้ส่งความเห็นยืนยันกลับมาว่า...กรณีเป็นการทาสีเคลือบผิวบางๆ เพื่อป้องการการเกิดสนิมในช่วงการขนส่งเท่านั้น...ซึ่งก็เท่ากับว่าเป็นเหล็กรีดร้อนในพิกัด 7208... ไม่ใช่เหล็ก เคลือบในพิกัด 7210...!! เมื่อได้ข้อสรุปชัดเจนออกมาเช่นนี้ อธิบดีกรมศุลกากร และ รองอธิบดีกรมศุลกากร ที่ดูแลสำนักปราบปราม...ก็ได้มีคำสั่งให้สำนักตรวจสอบอากร....เรียกเก็บอากรที่ขาด ประมาณ 880 ล้านบาท...(เป็นการคำนวณจากปริมาณนำเข้าที่คาดว่าหลบเลี่ยงอากร AD & SG)...แต่คำสั่งนี้ก็ถูกโต้แย้งถูกดึงเวลามานานหลายเดือน...ด้วยข้ออ้างเดิมจากสำนักตรวจสอบอากรว่าไม่พบว่าข้าข่ายกระทำความผิด...จนกระทั่งล่าสุดเมื่อวานนี้เอง...ที่อธิบดีกรมศุลกากร...และสำนักปราบปราม...ได้กำชับลงไปอีกให้เร่งดำเนินการเพราะหลักฐานนั้นชัดเจนว่านี้คือเหล็กรีดร้อน...พิกัด 7208 ดังนั้นผู้นำเข้าจึงต้องจ่ายอากร AD และ อากรSafeguard. เสียงของสำนักตรวจสอบอากร...ก็เริ่มอ่อยลง...จากเดิมที่ยันหัวชนฝาว่า"ไม่พบ ความผิด..เปลี่ยนเป็น...ขอตรวจสอบหลักฐานเพิ่ม...!!หมุนตามทุน...ก็อยากจะรู้ว่าจะแถไปทางไหนได้อีก...!!เพราะก่อนหน้านี้ บริษัทนำเข้าบางรายที่กระทำการในกรณีเดียวกันนี้...ยอมจ่ายอากรที่ขาดให้กรมศุลกากรแล้ว...!! ถ้าผู้นำเข้ารายนี้รอดตัวไม่ต้องจ่ายอากรที่ขาดกว่า 800 ล้านบาทล่ะก็...ก็ไม่มีคำใดมาอธิบายได้อีก...นอกจากคำว่า..."กรมศุลกากร ไส้เน่า เพราะเกลือเป็นหนอน "...และหากว่า กรมศุลกากรจะลบล้างภาพของ"หน่วยงานราชการที่ติดอันดับทุจริตมากที่สุด"....อธิบดีกรมศุลกากร...ก็ต้องแสดงความกล้าหาญ...เฉือนไส้เน่าส่วนนั้นทิ้งไปเสีย...และกำจัดพวก"เกลือเป็นหนอน"ให้สิ้นซาก..และ...แนวหน้า โลกธุรกิจ....จะตามเกาะติดเรื่องนี้ต่อไปจนกว่าจะได้ข้อยุติ....

บทความพิเศษ: ต้องปฏิรูปตำรวจเพื่อประชาชนไม่ใช่เพื่อตำรวจ - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ถวิล ไพรสณฑ์

หนังสือพิมพ์คมชัดลึก และอีกหลายฉบับ ลงวันที่ 19 พฤษภาคม 2560 ลงข่าวว่า พล.ต.ท.บุญเรือง ผลพานิชย์ (อดีตผู้บัญชาการตำรวจตรวจคนเข้าเมือง) สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ประธานคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อศึกษาแผนปฏิรูปกิจการตำรวจ ในคณะกรรมการประสานงานระหว่างสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ได้จัดทำพิมพ์เขียวแนวทางปฏิรูปตำรวจเพื่อเสนอเข้าที่ประชุมวิป 3 ฝ่าย (ครม. สนช. และ สปท.) พิจารณา ซึ่งตามข้อเสนอมีประเด็นปฏิรูปตำรวจ 8 ประเด็น คือ

1.โอนถ่ายภารกิจ ซึ่งไม่มีรายละเอียดว่ามีภารกิจอะไรบ้างที่จะถ่ายโอน เพียงแค่เสนอให้โอน สตร.ไปขึ้นตรงต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมแทน โดยอ้างว่าเพื่อประสิทธิภาพในการทำงานด้านกระบวนการยุติธรรม ในทางกลับกันยังมีข้อเสนอให้โอนงานจากหน่วยงานอื่นมาขึ้นกับ สตช. คือ

- โอนงานการออกหนังสือเดินทางที่เป็นอำนาจของกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ โดยอ้างความมั่นคงของประเทศ

- โอนอำนาจการออกทะเบียนอาวุธปืน ที่เป็นอำนาจของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย โดยอ้างความราบรื่น ในการประสานข้อมูลในระบบยุติธรรมทางอาญา

2.ปฏิรูปงบประมาณ โดยเสนอให้เพิ่มเงินเดือนข้าราชการตำรวจ ปรับปรุงระบบสวัสดิการและอื่นๆ

3.ระบบนิติวิทยาศาสตร์ โดยเสนอให้จัดหาอุปกรณ์เทคโนโลยีที่ทันสมัยและเป็นมาตรฐานสากล รวมถึงต้องขยายงานด้านนี้สู่หน่วยพิสูจน์หลักฐานให้ครอบคลุมทั่วประเทศ

4.ป้องกันการทุจริตคอร์รัปชัน โดยเสนอให้ติดตั้งระบบโทรทัศน์วงจรปิดที่สถานีตำรวจ เพื่อให้บริการประชาชน และให้เชื่อมสัญญาณไปยังส่วนกลางเพื่อตรวจสอบและควบคุมการทำงานของเจ้าหน้าที่ สนับสนุนให้ประชาชนแจ้งเบาะแส หรือข้อร้องเรียนความไม่โปร่งใสผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์

5.ระบบงานสอบสวนและการบังคับใช้กฎหมาย โดยให้- ปรับระบบเข้าเวรเป็นระบบสอบสวนแบบบูรณาการ - ให้ยกคดีที่มีความยุ่งยากซับซ้อน คดีของผู้มีอิทธิพล คดีต้องอาศัยความเชี่ยวชาญเป็นคดีที่ต้องสอบสวน เป็นคดีพิเศษ- ให้ตั้ง "ทีมไทยแลนด์" เพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามด่านพรมแดนระหว่างประเทศ เพื่อ บูรณาการการปฏิบัติงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

6.สร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนและท้องถิ่น โดยให้ประชาชนมีส่วนในการกำหนดนโยบาย งบประมาณ และระบบอาสาสมัคร รวมถึงสร้างระบบตรวจสอบ และติดตามการบริหารงานตำรวจ

7.ระบบสรรหาและระบบฝึกอบรม โดยให้โรงเรียนนายร้อยตำรวจเป็นสถาบันฝึกอบรมและฝึกวิชาชีพแทนสถาบันการศึกษา นอกจากนั้น ให้ปรับสายงานตำรวจบางประเภทเป็นตำรวจไม่มียศ เช่น นิติวิทยาศาสตร์ แพทย์ พยาบาล เป็นต้น

8.ปรับปรุงการบริหารงานบุคคลอย่างมีธรรมาภิบาล กล่าวคือ

- การแต่งตั้ง การย้าย เลื่อนตำแหน่งให้เฉลี่ยน้ำหนักระหว่างความอาวุโสกับความสามารถ และความประพฤติในสัดส่วน 50 : 50

- การแต่งตั้ง ผบ.ตร. ต้องให้ผ่านการดำรงตำแหน่งพนักงานสอบสวนไม่ต่ำกว่า 2 ปี และรับผิดชอบ สำนวน การสอบสวนไม่น้อยกว่า 70 สำนวนคดี

- กำหนดระดับสถานีตำรวจ เป็น 2 ระดับ คือ สถานีตำรวจระดับ 1 และระดับ 2 เพื่อใช้เป็นเกณฑ์แต่งตั้ง หรือเลื่อนตำแหน่ง และต้องรับราชการในสถานีตำรวจระดับนั้นๆ ไม่น้อยกว่า 2 ปี และเมื่อไปดำรงตำแหน่งในสถานีตำรวจระดับ 1 แล้ว ห้ามลดไปดำรงตำแหน่งในสถานีตำรวจระดับ 2

สำหรับข้อเสนอทั้งหมดนี้ "อนุกรรมการฯ" จะส่งเรื่องให้ ครม.พิจารณาเพื่อส่งต่อไปยัง คณะกรรมการปฏิรูปกิจการตำรวจ ที่ ครม.ต้องแต่งตั้งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 260 และให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี นับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้

ผมอ่านข้อเสนอทั้ง 8 ประเด็นแล้ว เห็นว่าทั้งหมดนี้ไม่ใช่เป็นการปฏิรูปตำรวจตามที่ประชาชนตั้งความหวังไว้กับ คสช.เพราะใครๆ ก็รู้ว่าวงการตำรวจนั้นเป็นอย่างไร แม้แต่ตำรวจเองส่วนใหญ่ก็ไม่พอใจกับการเล่นพรรคเล่นพวก การซื้อขายตำแหน่งที่มีข่าวคราวเกิดขึ้นเสมอ แม้ในยุค คสช.ที่ไม่มีนักการเมือง ตำรวจบางคนก็ยังพูดว่า ยุคนี้หนักหนาสาหัสกว่ายุคเลือกตั้ง ตำรวจดี มีฝีมือ ไม่มีทางเติบโตในชีวิตราชการ ไม่เหมือนตำรวจที่อยู่ใกล้ชิดกับผู้มีอำนาจที่เติบโตอย่างรวดเร็วโดยทางลัด การรวมศูนย์อำนาจแต่งตั้งอยู่ที่จุดจุดเดียว โดยต้องปฏิบัติตามโผแต่งตั้งที่ผู้มีอำนาจเหนือกว่าแจ้งไป จึงเท่ากับว่าโผมีอำนาจและศักดิ์สิทธิ์มากกว่าการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างโปร่งใส

คณะกรรมการปฏิรูปกิจการตำรวจตามรัฐธรรมนูญประกอบด้วยบุคคลที่ ไม่เคยเป็นข้าราชการตำรวจเป็นประธาน ผู้เป็นหรือเคยเป็นตำรวจจำนวนหนึ่ง รวม ผบ.ตร. ซึ่งมีจำนวนเท่ากันกับผู้ทรงคุณวุฒิที่ไม่เคยเป็นตำรวจมาก่อน และอีก 5 คน เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง คือ ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงยุติธรรม เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม และอัยการสูงสุด

ผมจึงมีข้อสังเกตว่า ทำไมคณะอนุกรรมการยังทำเรื่องนี้ ทั้งๆ ที่น่าจะรู้ว่านายกรัฐมนตรีได้ประกาศหลายครั้งว่าการปฏิรูปตำรวจให้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลต่อไป และคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญก็ได้ให้ข่าวมาก่อนว่าจะบัญญัติให้มีคณะกรรมการปฏิรูปที่ประกอบด้วยคนกลางและผู้ทรงคุณวุฒิที่มิใช่ตำรวจมาร่วมทำหน้าที่ด้วย

จึงมองได้ว่าอนุกรรมการชุดนี้น่าจะเตรียมการเสนอตั้งแท่น จากกลุ่มผู้มีอำนาจที่เกี่ยวข้องกับตำรวจในปัจจุบันที่ไม่ให้มีการปฏิรูปไปในทิศทางที่ทำให้ต้องสูญเสียอำนาจ โดยให้ ครม. สนช. และ สปช. รับรองไว้เป็นการล่วงหน้า เพราะเชื่อว่าผู้ที่จะได้รับการคัดเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) 250 คน ส่วนหนึ่งก็คงมาจาก สปท. หรือ สนช. ชุดปัจจุบัน ที่เคยรู้เห็นข้อเสนอเรื่องนี้มาแล้ว ก็ต้องถือว่าเป็นแผนการล้ำลึกของกลุ่มอำนาจนี้ ยิ่งเห็น

ชื่อ พล.ต.ท.บุญเรือง ผลพานิชย์ ซึ่งเป็นคนใกล้ชิดอย่างมากคนหนึ่งของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) เป็นประธานคณะอนุกรรมการแล้ว ผมจึงไม่ค่อยมั่นใจว่าจะมีความคิดเห็นเป็นอิสระได้ นี่คือประเด็นที่น่าสงสัยประการหนึ่ง

จากข้อเสนอดังกล่าว ผมมีข้อวิจารณ์และเสนอแนะดังนี้1.การโอนถ่ายภารกิจ อ่านแล้วไม่มีข้อเสนอว่ามีภารกิจอะไรบ้างที่จะถ่ายโอน นอกจากต้องการงานของหน่วยอื่นมาทำเสียเอง และกำหนดให้ สตช.ไปขึ้นกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเท่านั้น

ผมสงสัยว่า คณะอนุกรรมการคณะนี้ไม่ได้ศึกษากฎหมาย 2 ฉบับ ที่เกี่ยวกับเรื่องภารกิจตำรวจที่ต้องถ่ายโอนภารกิจบ้างหรือไม่ กล่าวคือ

- กฎหมายปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545 มาตรา 56 บัญญัติไว้ว่า "ภายใน 2 ปี นับแต่วันที่ พ.ร.บ.นี้ใช้บังคับให้รัฐบาลเสนอกฎหมายเพื่อโอนภารกิจของ สตช. ที่มิใช่ภารกิจหลักในการรักษาความสงบเรียบร้อยและการป้องกันและปราบปรามผู้กระทำความผิดไปเป็นของส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐอื่นที่เกี่ยวข้อง และเพื่อลดภารกิจในพื้นที่ตามลำดับความพร้อมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในการรักษาความสงบเรียบร้อย และการป้องกันและปราบปรามผู้กระทำผิด"

จนบัดนี้เลยเวลามาแล้ว 10 กว่าปี แต่ก็ไม่ได้ดำเนินการ- พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 มาตรา 6 บัญญัติให้ สตช.จะตราพระราชกฤษฎีกาโอนอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ไปให้หน่วยงานของรัฐอื่น คือ

(1) .......(2) .......(3) ป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางอาญา(4) รักษาความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัยของประชาชน และความมั่นคงของราชอาณาจักร

(5) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของข้าราชการตำรวจ หรือของ สตช.

เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับความผิดทางอาญาดังกล่าวทั้งหมดหรือบางส่วน ให้เป็นอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานหรือพนักงานเจ้าหน้าที่อื่นใดก็ได้ ในกรณีเช่นนี้ให้ข้าราชการตำรวจและสำนักงานตำรวจแห่งชาติพ้นจากอำนาจหน้าที่ดังกล่าวทั้งหมดหรือบางส่วน และให้ถือว่าพนักงานเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวเป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ พนักงานสอบสวนหรือพนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญาแล้วแต่กรณี

กฎหมาย 2 ฉบับดังกล่าวได้บัญญัติไว้ชัดเจนประมาณ 15 ปี มาแล้ว แต่ สตช.ก็อ้างว่า "กำลังดำเนินการอยู่ และยังอ้างว่ามีบางหน่วยงานไม่ยอมรับโอน เพราะไม่พร้อม" ตามความเห็นผม งานที่ควรถ่ายโอน ได้แก่ งานที่อยู่ในความรับผิดชอบของ อปท. ตามกฎหมาย เช่น การควบคุมอาคาร งานสาธารณสุข งานรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง งานหาบเร่แผงลอย เป็นต้น เพราะขณะนี้กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา เทศบาล และ อบต.บางแห่งมีความพร้อมมากกว่าตำรวจเสียอีก แต่ สตช.ก็หวงอำนาจไว้ ทั้งที่กฎหมาย 2 ฉบับได้บัญญัติไว้แล้ว

แปลกมากครับ คณะอนุกรรมการไม่ได้นำเรื่องนี้มาพิจารณาเลย แต่กลับจะขอ โอนงานออกหนังสือเดินทางที่กระทรวงการต่างประเทศรับผิดชอบ ซึ่งสามารถบริการประชาชนได้อย่างรวดเร็วและโปร่งใสอยู่แล้ว

หรืองานออกทะเบียนอาวุธปืนของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีขั้นตอนการออกทะเบียนทำได้อย่างรัดกุมแล้ว

ซึ่งผมไม่เชื่อว่า ถ้า สตช.มาทำเองจะบริการประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพเหมือน 2 หน่วยงานนั้น

นี่คือ ธาตุแท้ของตำรวจที่ต้องการแต่อำนาจอย่างเดียว ประชาชนจะเดือดร้อนอย่างไร ไม่คำนึงถึงทั้งสิ้น เพราะอำนาจก็คือที่มาของผลประโยชน์ 2.การปฏิรูปงบประมาณ ผมเห็นด้วยกับการเพิ่มเงินเดือนและให้สวัสดิการที่เหมาะสม

3.ระบบนิติวิทยาศาสตร์ ผมเห็นว่าไม่ควรอยู่ สตช. แต่ควรอยู่กับหน่วยงานอิสระ กระจายตามภาค แต่ไม่ควรมีทุกจังหวัด และขณะเดียวกัน ควรเปิดโอกาสให้มหาวิทยาลัยที่เปิดสอนสาขาแพทยศาสตร์ ทำหน้าที่นี้ได้ด้วย เพื่อเป็นการตรวจสอบกันได้

โดยหลักการและทางปฏิบัติของการจะปฏิรูปหรือทำอะไร ประเด็นหลักแรกคือ ต้องตั้งเป้าหมายให้ชัดเจนว่าจะปฏิรูปเพื่ออะไร ซึ่งในเรื่องปฏิรูปตำรวจนี้ เป้าหมายคือประชาชน เพราะฉะนั้น เมื่อเป้าหมายอยู่ตรงนั้น ก็ต้องไม่ใช่

4.การป้องกันการทุจริต โดยวิธีคิดตั้งระบบโทรทัศน์วงจรปิดที่สถานีตำรวจก็ไม่น่าได้ผล เพราะอาจจะมีการต่อรองผลประโยชน์นอกสถานีตำรวจก็ได้

5.ระบบงานสอบสวน โดยการจัดระบบเวรสอบสวนแบบบูรณาการ ซึ่งก็ไม่น่าจะแก้ปัญหาได้ การสอบสวนควรแยกออกจากโครงสร้างปัจจุบัน คือให้เป็นหน่วยงานที่มีอิสระ ไม่ให้มีการสั่งการจากผู้บังคับบัญชา หรือผู้มีอำนาจอื่นใดได้ และถ้าอยู่ใน สตช.ก็ต้องเป็นสายงานเฉพาะเหมือนดังที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 ซึ่งต่อมาถูกยกเลิกโดยคำสั่งของ คสช. ตามมาตรา 44 และให้มารวมกับสายงานอื่นๆ ตามสถานีตำรวจ งานสอบสวนปัจจุบันขึ้นอยู่กับการสั่งคดีของผู้บังคับบัญชาได้ง่าย

6.และ 7.ผมเห็นด้วย แต่น่าจะเสนอมาตรการที่จะดำเนินการให้ชัดเจนกว่านี้

8.การปรับปรุงการบริหารงานอย่างมีธรรมาภิบาล ผมเห็นว่าเป็นข้อเสนอที่อ่อนด้อย ไม่น่าเกิดขึ้นจากคณะอนุกรรมการที่มีความรู้ มีประสบการณ์ทำงานระดับนี้เลย

ทั้งหมดที่เสนอมานั้น ผมไม่ถือว่าเป็นการปฏิรูป แต่เป็นการเสนอความเห็นเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตำรวจ มากกว่าเพื่อประชาชน

1.ปรับโครงสร้าง สตช.ไม่ให้เหมือนกองทัพ ที่มีสายการบังคับบัญชาหลายลำดับชั้น แต่ควรปรับโครงสร้างโดย เล็งเป้าหมายที่ประชาชนเป็นสำคัญ เพราะฉะนั้น ต้องให้ ความสำคัญของสถานีตำรวจพื้นที่ เพื่อบริการประชาชนได้สะดวก รวดเร็ว ทั่วถึง เป็นธรรม และประชาชนตรวจสอบได้ โครงสร้างจึงควรมี 2 ชั้น คือ

ระดับส่วนกลาง ได้แก่ สำนักงาน สตช. กองบัญชาการสอบสวนกลาง กองบัญชาการตำรวจสันติบาล เป็นต้น

ระดับพื้นที่ในต่างจังหวัด ได้แก่ กองบังคับการจังหวัดและสถานีตำรวจภูธร โดยไม่ให้มีระดับภาคอื่นต่อไป

กรุงเทพมหานคร ให้ตำรวจนครบาลควรสังกัดกรุงเทพมหานคร

2.ภารกิจหลักให้ตำรวจมีภารกิจหลัก ตามคำขวัญคือ "พิทักษ์ สันติราษฎร์" และถ่ายโอนโดย

- ให้งานตำรวจรถไฟอยู่ในความรับผิดชอบของการรถไฟแห่งประเทศไทย (โดยไม่ให้ใช้คำว่าตำรวจ)

- ให้งานรักษาป่าไม้และทรัพยากรธรรมชาติเป็นภารกิจของเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานนั้นๆ

- งานในหน้าที่ของ อปท. ก็ให้มีเจ้าหน้าที่เทศกิจหรือจะเรียกชื่ออื่นได้ รวมทั้งการจราจรด้วย

- งานลิขสิทธิ์ให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่กระทรวงพาณิชย์- งานการดูแลนักท่องเที่ยวควรเป็นอำนาจหน้าที่ของจังหวัด โดยในระยะแรกให้องค์การบริหารส่วนจังหวัด มีหน่วยงานดูแลนักท่องเที่ยวเป็นการเสริมและช่วยเหลือตำรวจ

- งานอื่นๆ เหล่านี้เป็นต้น โดยหน่วยงานดังกล่าวจะมีเจ้าหน้าที่เฉพาะโดยไม่ต้องเรียกว่าตำรวจ

ทั้งนี้ ต้องให้พนักงานเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานนั้นเป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ พนักงานสอบสวน หรือพนักงานฝ่ายปกครอง หรือนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการจับกุม สอบสวน

3.แยกพนักงานสอบสวนออกจากสายการบังคับบัญชาปกติ และใช้บุคลากรที่มีความรู้เฉพาะเป็นพนักงานสอบสวน เช่น อาจต้องได้ผู้มีความรู้ทางกฎหมาย การคลัง การเงิน การธนาคาร คอมพิวเตอร์ ลิขสิทธิ์ เป็นต้น ผสมกับความรู้ทางกฎหมายควบคู่กันไป โดยการสร้างคนรุ่นใหม่ เมื่อสอบผ่านเข้ามาแล้วจะต้องมีการอบรมความรู้ด้านสืบสวน สอบสวน ไม่น้อยกว่า 1 ปี จึงบรรจุเข้ารับราชการเป็นพนักงานสอบสวน ซึ่งมีอัตราเงินเดือนสูงพอสมควร

4.ต้องสร้างความเข้มแข็งและความสำคัญของโรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพรานมากกว่าปัจจุบัน และ ไม่รับนักเรียนจากโรงเรียนเตรียมทหาร เพราะระบบทหารกับตำรวจแตกต่างกันมาก การเริ่มต้นจากการฝึก การเรียน แบบทหารก่อนเข้าโรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพรานเป็นเวลา 2 ปีนั้น เป็นการฝึกฝนให้มีความคิดแบบทหารแต่ต้นก่อนเข้าโรงเรียนนายร้อยตำรวจ พฤติกรรม นิสัยแบบทหารจึงติดตัวมาตลอด และที่สำคัญก็คือ มีการเล่นพวกกันมากเหมือนดังเช่น ข่าวที่ผู้นำรุ่นคนหนึ่งที่มีความเจริญก้าวหน้าในชีวิตราชการอย่างรวดเร็ว เป็นประวัติศาสตร์ของตำรวจก็ว่าได้ และเมื่อ 1 ปีที่ผ่านมายังประกาศในที่เลี้ยงรุ่นว่า จะสนับสนุนให้เพื่อนร่วมรุ่นทุกคนเป็นผู้กำกับการโดยเร็ว และทราบว่าข้อเท็จจริงที่ผ่านมาก็เป็นเช่นนั้น จึงต้องถามว่านี่คือระบบธรรมาภิบาลของตำรวจหรือ

นอกจากนั้น ตำรวจตั้งแต่ระดับรองสารวัตร (ร.ต.ต.) ขึ้นไป มีการแบ่งพวก แบ่งสี แบ่งชั้น กันจนเป็นที่รับรู้กันในวงการตำรวจ คือ

ชั้น 1 คือ ตำรวจที่ผ่านโรงเรียนเตรียมทหารโดยเฉพาะ ซึ่งมีจำนวนมากและก้าวหน้ากว่ากลุ่มอื่นๆ และจะอยู่ในตำแหน่งสำคัญๆ ของ สตช.ด้วย

ชั้น 2 ตำรวจที่ไม่ได้ผ่านโรงเรียนเตรียมทหาร แต่สอบเข้าโรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพรานโดยตรง ทั้งนี้ โดยมีคุณสมบัติให้บุคคลที่เป็นตำรวจอยู่แล้วมีสิทธิ์สอบคัดเลือกเข้าเรียนได้

ชั้นที่ 3 ตำรวจที่จบปริญญาตรีด้านหนึ่งด้านใดโดยเฉพาะ เช่น แพทย์ บัญชี หรือวุฒิอื่นใด ส่วนใหญ่ที่เข้าได้ก็คือ การมีเส้นสาย หรือเป็นลูกตำรวจผู้ใหญ่ หรือผู้มีอำนาจหรืออาจมีการใช้เงินใช้ทอง โดยใช้วิธีการคัดเลือก (ไม่ต้องสอบ) แต่ใช้วิธีการออกประกาศคัดเลือกให้ตรงกับคุณวุฒิของผู้จะคัดเลือก โดยบรรจุเป็น ร.ต.ต. และผ่านการอบรมช่วงเวลาหนึ่ง

ชั้นที่ 4 ตำรวจที่ได้รับเลื่อนตำแหน่งเพราะอาวุโส5.ตำรวจบางตำแหน่งไม่ควรมีชั้นยศ เช่น แพทย์ พยาบาล เป็นต้น

6.ยศสูงสุดของตำรวจในระยะยาวไม่ควรเกินพันตำรวจเอก ยกเว้นตำแหน่ง พล.ต.ต. ให้มีเพียงตำแหน่งเดียว คือ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ไม่มีตำรวจประเทศไหนในโลกที่มียศ พล.ต.ต. , พล.ต.ท. และ พล.ต.อ. 500 กว่าคน เหมือนประเทศไทย การมียศสูงเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีความห่างกับประชาชนมากเท่านั้น

7.และอื่นๆ ข้อเสนอของผม ตั้งเป้าหมายให้ตำรวจเป็นของประชาชน เพราะฉะนั้น การปฏิรูปตำรวจจึงต้องเพื่อประชาชน ไม่ใช่เพื่อตำรวจดังเช่นการรวมศูนย์ของตำรวจอย่างปัจจุบัน.

คอลัมน์ ไปสู่ถนนดินลูกรัง: การบรรจุแต่งตั้งลูกหลานไทย - คม ชัด ลึก ฉบับวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2560

เฉลิมศักดิ์ แหงมงาม

ในอดีตเราเคยให้ความสำคัญกับคนมากกว่าวัตถุ ดังนั้น นับแต่เริ่มก่อเกิดกระทรวง ทบวง กรมเป็นต้นมา เราจึงเห็นการบรรจุแต่งตั้ง ข้าราชบริพาร ลูกหลานชาวบ้านเข้าเป็นข้าราชการอย่างมากมาย แล้วตั้งชื่อตำแหน่งว่า "ข้าราชการ" เพื่อให้คนที่ได้รับการบรรจุแต่งตั้ง ได้ตระหนักว่า เขาคือบุคคลของพระราชา ต้องทำงานเพื่อชาติ เพื่อแผ่นดินอันเป็นที่รัก

ทว่าในยุคนักการเมืองสยายปีก มีการกระจาย อำนาจสู่ท้องถิ่น รัฐบาลเริ่มให้ความสำคัญกับวัตถุมากกว่าลูกหลานชาวบ้านมากขึ้น มาเน้นการก่อสร้าง พัฒนาถาวรวัตถุเป็นสำคัญ ไม่ว่าโครงสร้างพื้นฐาน แม้สถานที่ราชการ จึงถูกยกขึ้นเป็นข้ออ้างในการจัดสรรงบประมาณ ทว่ากำลังคนภาครัฐกลับถูกรีดจำนวนลงมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ด้วยข้ออ้าง เพื่อให้เหลือเม็ดเงินนำมาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ชาติบ้านเมืองให้มากที่สุด

แท้จริง คือความผิดพลาดอยู่ไม่น้อย เพราะวัตถุนั่นแหละ คือที่มาของการคอร์รัปชั่น

ตรวจสอบดูเถอะ เกือบทุกโครงการที่มีการคอร์รัปชั่นล้วนแล้วมาจากการก่อสร้างถาวรวัตถุ หรือโครงสร้างพื้นฐานเกือบทั้งสิ้น เพราะมันคือจุด เชื่อมต่ออย่างลงตัว ระหว่างภาคราชการกับนายทุนพ่อค้านักธุรกิจที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับราชการ

ผมมั่นใจ ถ้ารัฐบาลเน้นการตรวจสอบอย่างจริงจัง จะพบการทุจริตอีกบานตะไทเกือบทุกมิติ เพราะคน หันมาบูชาเงินเป็นพระเจ้า เห็นเงินดีกว่าการช่วยเหลือผู้คนให้มีอยู่มีกินอย่างเป็นสุข ข้าราชการเองหลายๆ คน แฝงตัวเป็นพ่อค้าในองค์กรที่สังกัด เอาชื่อลูกเมีย คนใกล้ชิดมาเป็นผู้รับเหมา แท้จริงเขานั่นแหละ คือผู้รับเหมาตัวเอ้

ทุกวันนี้ ข้าราชการ ในกระทรวง ทบวง กรม สำนัก กอง จังหวัด อำเภอ รวมถึงองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น จึงไปไม่ถึงไหน วนเวียนแต่เรื่องอำนาจและผลประโยชน์ในวังวนน้ำเน่า มองเห็นแต่วัตถุสวยงามว่าคือสัญลักษณ์การพัฒนา ไม่มีใครคิดจะเจริญรอยตามเบื้องยุคลบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ที่ทรงย้ำเน้นให้เป็นอยู่อย่างพอเพียง

ผมจึงขอปรบมือให้ท่านนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ที่กล้าตัดสินใจบรรจุพยาบาลที่เรียนจบมาแล้วยังไม่ได้รับราชการ ให้ทุกคนได้รับการบรรจุแต่งตั้งภายใน 3 ปี เพราะเงินเดือนที่ท่านอนุมัติให้เหล่าพยาบาลนั้น ไม่มีทางที่เจ้านาย พ่อค้านายทุนจะเข้าไปล้วงลูก ทุจริตได้อย่างแน่นอน เพราะมีกรอบระเบียบคุมไว้อย่างแน่นหนา

อีกสิ่งคือ ท่านทำให้กลุ่มหนุ่มสาวชาวไทยมีความหวังกับอนาคต พวกเขาจะได้ตั้งใจทำงานเพื่อชาติ บ้านเมือง อย่างอุทิศแรงกายแรงใจเป็นที่ตั้ง นับว่าท่านได้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกันช่วยคนดีกว่าสร้างวัตถุเป็นไหนๆ

ทุกวันนี้ ผมเห็นรัฐบาลจัดสรรให้เงินงบประมาณกับโครงการอภิมหาโปรเจกท์ สร้างถาวรวัตถุขึ้นมากมาย ไม่ว่าสนามกีฬา สถานที่ราชการ ศูนย์โอท็อป รถไฟฟ้า สร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษ อย่างอลังการงานสร้าง ใช้งบประมาณนับแสนล้านบาทในแต่ละปี...สร้างเพื่อใคร เพื่อลูกหลานชาวบ้านไทยอย่างนั้นใช่ไหม

...มันน่าจะเพียงพอได้แล้ว เมื่อไหร่ท่านจะหันมา สร้างคน สร้างป่า สร้างความสุขในใจคนอย่างแท้จริงเก็บทรัพยากรธรรมชาติไว้ให้ลูกหลานบ้าง อีกไม่กี่ปีมันน่าจะหมดลง

ว่างๆ ท่านให้ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ลองสำรวจตรวจสอบ ว่าสิ่งก่อสร้าง ไม่ว่าในส่วนที่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรับผิดชอบ สนามกีฬา อาคารต่างๆ ที่สร้างขึ้น ได้ใช้ประโยชน์เต็มที่สักกี่แห่ง... ร้างไร้คนดูแลกี่แห่ง ลองสำรวจดูนะครับ แล้วจะรู้สึกเสียดาย

บทบรรณาธิการสยามรัฐ: มีเรื่องอะไรที่คนไทยไม่โกง ? - สยามรัฐ ฉบับวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2560

เรื่อง "สหกรณ์" เคยถูกยกเป็น "วาระแห่งชาติ" มาแล้วเมื่อพ.ศ. 2555

สหกรณ์เป็นเรื่องดี เป็นแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของชนชั้นล่างที่เหมาะสมกับประเทศไทยมาก แต่สหกรณ์ในเมืองไทยยังมีภาวะลุ่มๆ ดอนๆ พูดตรงๆ ว่า ถ้าทำสหกรณ์ไทยได้ดีกว่านี้ คุณภาพชีวิตคนชั้นล่างไทยจะดีกว่านี้

การทำให้สหกรณ์มีประสิทธิภาพ จะต้องทำจาก Bottom Up ชาวบ้านต้องตื่นตัวจริงๆ มิใช่เพียงแต่ว่าราชการลงมาทำเอง

อย่างไรก็ตาม ทางราชการก็มีความคิดสร้างสรรค์ดีๆเหมือนกัน แต่ "การเมือง" ที่ผ่านๆ มาทุกรัฐบาล ยังเป็นตัวปัญหา

เมื่อ พ.ศ 2555 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการให้สหกรณ์เป็นวาระแห่งชาติ และมอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์บูรณาการกระทรวงที่เกี่ยวข้องร่วมกันพิจารณากำหนดแนวทางหรือกิจกรรมร่วมกันในการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติด้านสหกรณ์ซึ่งกรมฯ ได้จัดทำแนวทางการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ในวาระแห่งชาติ

แต่แล้วก็ดูเหมือนว่า ช่วงนั้นเกิดเรื่องโกงเงินสหกรณ์ออมทรัพย์ครูกันเกือบทั่วภาคอีสาน ติดตามมาด้วยการโกงเงินสหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่น และฯลฯ ความเป็นวาระแห่งชาติของสหกรณ์ก็เลยเงียบๆ ไป

ปัญหาที่จะต้องรักษาไข้ แล้วฟื้นฟูระบบสหกรณ์นั้น มีหลายด้านเช่นเรื่องการเพิ่มศักยภาพการเชื่อมโยงเครือข่ายระบบการผลิต การ

ตลาด และการเงินของสหกรณ์ ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ที่มุ่งสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบสหกรณ์ ผ่านการเชื่อมโยงเครือข่ายการผลิตสินค้าสหกรณ์ที่อยู่ในแต่ละชุมชนให้มีการผลิตสินค้าที่ตระหนักถึงคุณภาพ เป็น

ที่ต้องการของตลาด และเป็นสินค้าที่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม เมื่อสินค้ามีคุณภาพก็จะเกิดการเชื่อมโยงทางการตลาดผ่านศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ที่มีตั้งขึ้นในแต่ละจังหวัด ส่วนด้านการเชื่อมโยงทางการเงินของสหกรณ์ เงินทุนที่หมุนเวียนอยู่ในระบบสหกรณ์ทั้งประเทศมีกว่าห้าแสนล้านบาท แต่ส่วนใหญ่อยู่ในรูปเงินฝาก จำเป็นต้องปรับปรุงให้สามารถนำไปช่วยเหลือสหกรณ์ภาคเกษตรที่ยังขาดเงินทุน เมื่อเกิดการเชื่อมโยงกันได้ทั้งระบบ ภาคการผลิต เครือข่ายทั่วประเทศเครือข่ายกับต่างประเทศ จะส่งผลให้สหกรณ์มีความเข้มแข็งมากขึ้น

ความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาระบบสหกรณ์นั้น มีผู้รู้อยู่ไม่น้อยทางทฤษฎีนั้น ไทยเรามีความเข้มแข็งพอตัวอยู่ แต่ในทางปฏิบัติ ไทยเรายังด้อย จุดด้อยที่เป็นจุดตายของสหกรณ์ไทยก็คือ ด้อยเรื่องธรรมาภิบาล ไม่โปร่งใส หรือพูดตรงๆ ก็คือ "โกงกิน" โกงจนเจ๊ง

ประเด็นปัญหาคือพลเมืองต้องมีความตื่นตัว ความเข้าใจเรื่องสหกรณ์ และตื่นตัวจริงจัง กล้าทำกล้าเริ่มต้น สร้างองค์กรเริ่มจากเล็กๆ แล้วขยายสร้างเครือข่ายอำเภออื่น จังหวัดอื่น ให้ทั่วประเทศ ประสานงานกับสหกรณ์ต่างประเทศ สร้างเครือข่ายกับต่างประเทศ

ถ้าคนไทยมีธรรมาภิบาล ตื่นตัวตั้งใจทำจริง สหกรณ์ยังมีความหวังมีอนาคตที่ดี

ขณะนี้เรื่อง "สหกรณ์" กำลังถูกแทนที่ด้วย ระบบ "ประชารัฐ" วิเคราะห์ไว้ล่วงหน้าเลยว่า ปัญหาใหญ่ก็คือเรื่องเดิมๆ นั่นคือการโกง

รายงานพิเศษ: กลิ่นตุๆตั้ง'นายพันสีกากี'ซื้อเก้าอี้-คำสั่งมั่ว - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ดูท่าคำสั่ง "บิ๊กตู่" พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 7/2560 เรื่อง การปรับปรุงระบบการพิจารณาแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ ที่ต้องการให้การแต่งตั้งตำรวจตำแหน่งต่างๆ เป็นไปด้วยความถูกต้อง เป็นธรรม ปราศจากการเรียกรับผลประโยชน์ ในเรื่องการซื้อขายตำแหน่ง ซื้อขายเก้าอี้ จะต้องถูกตั้งคำถามว่าเป็นคำสั่ง "อาญาสิทธิ์" จริง หรือแค่สวยหรูกันแน่???

เมื่อจู่ๆ "วิทยา แก้วภราดัย" อดีตสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) อดีตแกนนำคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) และอดีต ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ก็ออกมาเขย่า "กรมปทุมวัน" เกี่ยวกับการแต่งตั้งตำรวจระดับ สารวัตร (สว.)รองผู้บังคับการ (รอง ผบก.) วาระประจำปี 2559

มีการซื้อขาย "ตำแหน่ง" ระดับ "สารวัตร" สนนราคา 2 ล้านบาท!!!!

"จนถึงวันนี้ระดับสารวัตรยังพูดกันว่ามีการซื้อกันถึง 2 ล้าน ที่จะต้องดูตัวอย่างคือในภูธรภาค 8 มีตำแหน่ง ผกก.ว่าง 26 ตำแหน่ง หากมีการปฏิรูปแล้ว ตำรวจอยู่ในแต่ละจังหวัดตำรวจแต่ละจังหวัดสามารถขึ้นครองตำแหน่งได้อย่างจริงจัง รองผู้บังคับการว่าง 12 ตำแหน่ง จับตาดูว่าตำรวจภูธรภาค 8 จะได้ตำแหน่งสักกี่คน"

"วิทยา" ย้ำและบอกให้ประชาชนคอยติดตามคำสั่งแต่งตั้งตำรวจในระดับสารวัตร รองผู้กำกับการ ผู้กำกับการ และรองผู้บังคับการ ที่กำลังจะมีขึ้นในอีก 2-3 วันนี้ ให้ดูว่าผลจะเป็นอย่างไร

ข้อมูลการซื้อขายตำแหน่งที่ "วิทยา" เปิดเผยออกมาจะจริงเท็จประการใด หรือเป็นเพียงกระแสข่าวลือ หรือการพูดปากต่อปากก็ตามที่ แต่กลิ่นตุๆ ที่ออกมาเช่นนี้ ก็ดูจะท้าทายคำสั่ง หัวหน้า คสช. เรื่อง "การปรับปรุงระบบการพิจารณาแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ" อย่างมาก

เนื่องจากคำสั่งดังกล่าวระบุเหตุผลเอาไว้ว่า....

"โดยที่การบริหารงานบุคคลของข้าราชการตำรวจซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ผู้รักษากฎหมายและต้นทางของกระบวนการยุติธรรมเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจให้ดำรงตำแหน่งต่างๆ หากมิได้ดำเนินการให้ถูกต้องเป็นธรรมแล้ว ย่อมกระทบต่อขวัญ กำลังใจ ความเจริญก้าวหน้าในอาชีพ และประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน

ทั้งหากมีผู้ใช้การแต่งตั้งเป็นช่องทางเรียกรับผลประโยชน์ อันไม่ชอบด้วยกฎหมายและปราศจากธรรมาภิบาลด้วยแล้ว ก็ยิ่งก่อให้เกิดความคับแค้นใจแก่ผู้ได้รับผลกระทบ และอาจเป็นการผลักภาระต่อไปให้แก่ประชาชนกลายเป็นวัฏจักรแห่งการทุจริตในวงราชการ ความไร้ประสิทธิภาพ ในการบังคับใช้กฎหมายและการอำนวยความยุติธรรม จำเป็นต้องปฏิรูประบบการบริหารงานบุคคลของข้าราชการตำรวจ ซึ่งรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติได้ดำเนินการในบางเรื่องบางประเด็นมาแล้วเป็นลำดับ และจะต้องดำเนินการต่อไปให้สมบูรณ์ทั้งระบบเพื่อตอบสนองความคาดหวังของประชาชน"

ดังนั้นไม่ว่าข้อมูลเรื่องการซื้อขายตำแหน่งที่ปรากฏออกมาจะ "เท็จ" หรือ "จริง" อย่างไร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยเฉพาะ "บิ๊กแป๊ะ" พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากหัวหน้า คสช. ในการจัดทำบัญชีแต่งตั้งทุกระดับตั้งแต่วาระปี 2558-2559 คงจะต้องตรวจสอบว่ามีการซื้อขายตำแหน่งจริงหรือไม่ หากจริงแล้วใคร ผู้ใดเป็นผู้ดำเนินการ ในสิ่งที่ท้าทายคำสั่งหัวหน้า คสช.เช่นนี้

อย่างไรก็ดี ตอนนี้แม้ว่าเรื่องซื้อขายตำแหน่งยังไม่ชัดเจนว่า "เท็จ" หรือ "จริง" แค่ไหน แต่สิ่งที่ปรากฏจากตัวคำสั่ง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่เริ่มแจกจ่ายคำสั่งแต่งตั้งระดับ สว.-รอง ผบก.วาระประจำปี 2559 คำสั่งแรกเลขที่ 247/2560 ตั้งแต่เมื่อวันที่ 4 มิ.ย.ที่ผ่านมา ในตำแหน่งเลื่อนไหล จำนวน 293 ตำแหน่ง คือ ความผิดพลาดทางด้านงานเอกสาร ด้านธุรการ ซ้ำรอยการแต่งตั้ง สว.-รอง ผบก.วาระประจำปี 2558 อีกแล้ว

ในคำสั่งที่ 247/2560 ลำดับที่ 46 ร.ต.ท.หญิงชนิกานต์ สีมันตร นายแพทย์ (สบ1) กลุ่มงานกุมารเวชกรรม รพ.ตร. ขึ้นเป็น นายแพทย์ (สบ2) กลุ่มงานกุมารเวชกรรม รพ.ตร. ซึ่งผู้ที่จะขึ้น "สบ2" ซึ่งเทียบเท่าระดับ "สารวัตร" จะต้องขึ้นจาก รองสารวัตร ยศ "ร.ต.อ." เท่านั้นหากจำกันได้ในการประกาศคำสั่งแต่งตั้ง สว.-รอง ผบก.วาระประจำปี 2558 ปรากฏว่า มีชื่อตำรวจคนเดียวไปลงหลายตำแหน่ง หรือบางตำแหน่งมีชื่อตำรวจไปลงหลายคน บางคนที่มีชื่อก็เลื่อนเป็นนายพลไปแล้ว แต่ได้รับการแต่งตั้งในระดับนายพันอีก หรือบางคนก็เสียชีวิตไปแล้วยังได้รับการแต่งตั้ง

ร้อนถึงผู้มีอำนาจสูงสุดต้องสั่งตรวจสอบบัญชีอีกครั้ง เป็นผลทำให้คำสั่งแต่งตั้ง "นายพัน" ต้องป่วน ต้องสะดุดลง!!!

เฮ้อ...เริ่มต้นก็ "มั่ว" (อีกแล้ว) ไม่รู้ต่อไปคำสั่งที่จะทยอยออกมา จะมีความผิดพลาด จะมีการมั่วอีกแค่ไหน.

คอลัมน์ เขียนเพื่อคิด: ความเสื่อมโทรมทางศีลธรรม : แก้กันที่ต้นทาง - แนวหน้า ฉบับวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2560

กษิต ภิรมย์kasitfb@gmail.com

แต่ไหนแต่ไรมา ประเทศไทยเราก็มุ่งที่จะเป็นสังคมใสสะอาด มีธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการบ้านเมือง และประชาชนพลเมือง เคารพกฎหมาย มีหลักธรรมในใจและในการดำรงชีวิต มาโดยตลอด

และเพื่อการนี้ เราก็มีการออกกฎหมายต่างๆ เพื่อประชาชนพลเมืองได้ปฏิบัติตนให้สอดคล้อง และมีบทลงโทษที่เข้มข้น โดยเฉพาะกับผู้ดำรงตำแหน่งใช้อำนาจรัฐ

ในขณะเดียวกันก็มีการจัดตั้งองค์กรเพื่อขับเคลื่อนสังคมให้อยู่ในร่องในรอยกับกฎหมายและศีลธรรม เช่น ศูนย์คุณธรรม ศูนย์ดำรงธรรม และศูนย์ป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น เป็นต้น และแล้วก็ยังมีบัญญัติ 10 ประการ ว่าด้วยคุณธรรม จริยธรรม ของเยาวชนคนหนุ่มคนสาว กำหนดออกมาจากความ นึกคิดของผู้นำประเทศคนปัจจุบันชื่อ ประยุทธ์ จันทร์โอชาความคึกคัก ขะมักเขม้นในเรื่องบ้านเมืองใสสะอาดนี้ น่าจะมีสาเหตุมาจากการที่ประเทศไทยเราถูกประเมินค่าต่ำมากๆจากประชาคมโลก ในเรื่อง ธรรมาภิบาลและความโปร่งใส ซึ่งนำไปสู่การใช้อำนาจโดยมิชอบ และการมีผลประโยชน์ทับซ้อนและการ ทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างลึกซึ้งกว้างขวาง ลึกซึ้งในทุกอณู ทุกระดับของสังคมไทย

ฉะนั้น จึงไม่เป็นที่แปลกใจและไม่เป็นที่ลังเลใจที่ประเทศไทยจะต้องแก้ไขสภาวะไร้ ธรรมาภิบาลและศีลธรรม เพื่อหน้าตา ความน่าเชื่อถือ และความมีศักดิ์ศรีเกียรติภูมิ ประเทศไทยจะอยู่ไปโดยเป็นที่ประหลาดใจหรือขำขัน ดูถูกดูแคลนของประชาคมโลกอีกต่อไปมิได้ ไทยเราต้องเริ่มต้นให้เคารพตนเองก่อน ด้วยการส่งเสริมความดีงาม

ประเทศต่างๆ เขามีการปลูกฝังกันตั้งแต่เยาว์วัย โดยประเทศที่เป็นที่เลื่องลือของโลก คือญี่ปุ่น รวมถึงประเทศที่พัฒนาแล้วไม่ว่าที่อเมริกาเหนือ หรือยุโรป ก็มีการปลูกฝังบ่มเพาะเช่นกัน และไปในทิศทางหรือแนวทางเดียวกัน นั่นคือ การให้คิด ให้ปฏิบัติ ว่าด้วยการอยู่ร่วมกันในสังคม จะไม่คิดถึงแต่ตัวเอง แต่ให้คิดถึงชุมชน รอบตัว และสังคมในวงกว้าง โดยเฉพาะการไม่ละเมิด ผู้อื่นและชุมชน

เมื่อคิดถึงชุมชนสังคมเป็นที่ตั้งแล้ว ความเห็นแก่ตัวแต่ต้นก็เป็นไปได้โดยยาก และไม่อาจจะคงอยู่ได้ และเมื่อคิดถึงสังคมส่วนรวม การละเมิดต่างๆและการเอารัดเอาเปรียบ ก็จะมีโอกาสได้แสดงตัวอย่างจำกัดยิ่ง

การที่สังคมของประเทศเหล่านี้สามารถป้องกันมิให้ปัญหาละเมิดสังคมเกิดขึ้นได้มาก ก็ด้วยการปลูกฝังการเคารพการอยู่ร่วมกันกับสังคม และการมีธรรมาภิบาลกันตั้งแต่เด็ก

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเคารพกฎหมายก็ถือเป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่ง แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด ไม่มีการเลือกปฏิบัติ จึงจะส่งผลให้ประชาชนพลเมืองเกรงกลัวและเคารพกฎหมายอย่างแท้จริง

ส่วนในการบริหารราชการโดยทั่วไปนั้น เมื่อผู้บังคับบัญชาเป็นแบบอย่าง เอาจริงเอาจัง กับกฎเกณฑ์ ระเบียบและความถูกต้อง โอกาสของความไม่ชอบมาพากลก็จะน้อยนิด ฉะนั้น ผู้ดำรงตำแหน่งบังคับบัญชาไม่ว่าปลัดกระทรวง ผู้ว่าการ เลขาธิการ และอธิการบดี หรือผู้ว่าราชการจังหวัด เหล่านี้ ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถแล้ว ความฉ้อฉลภายในองค์กรในสายบังคับบัญชาก็จะไม่เกิดขึ้น หรือหากเกิดขึ้นก็จะมีจำนวนน้อยครั้งและมีการแก้ไขได้ทันท่วงที

การปลูกฝังที่เยาวชนเป็นต้นทางหนึ่ง ส่วนการ เอาจริงเอาจังของผู้บังคับบัญชาต่างก็เป็นอีกต้นทางหนึ่งที่ต้องทำคู่ขนานกันไป

อีกต้นทางหนึ่งก็คือ ผู้นำทางศาสนาทั้งหลายที่จะต้องเอาหลักธรรมมาสั่งสอน อธิบายความ ให้เป็นที่เข้าใจถ่องแท้ ต้องสามารถที่จะเขาไปถึงในจิตใจของคนทั่วไปแบบที่เรียกว่า สามารถจับต้องได้ เพราะมีการปฏิบัติตามครรลองคลองธรรมก็ได้นั่นเอง

อีกทางหนึ่งคือ ผู้มีชื่อเสียง ผู้นำในสังคม ก็ต้องทำตัวเป็นแบบอย่าง ช่วยกันขับเคลื่อน ช่วยกันเป็นหูเป็นตา กล้าคิดกล้าพูดที่จะทัดทานความไม่ชอบมาพากลต่างๆ (speak up, speak out)

เมื่อต้นทางเหล่านี้เข้มแข็ง เอาจริงเอาจังแล้ว ความดีงามในสังคมก็จะแผ่กระจายได้ สังคมก็จะเข้มแข็งด้วยกฎหมายที่ใช้การได้ และด้วยสภาพจิตใจที่เข้มแข็งของผู้คน

คู่ขนานไปเมื่อมีเหตุเกิดหนึ่งใด ถ้าหน่วยงานที่มีอยู่แล้ว ไม่ว่าบรรดาองค์กรอิสระต่างๆ หรือองค์กรในกระบวนการยุติธรรม เช่น ศาลปกครอง จักได้ทำงานการ อย่างรวดเร็ว คำร้องเรียนของประชาชนก็จักได้รับการดูแลและบรรลุข้อยุติได้ ไม่มีความจำเป็นใดที่จะมีการคิดอ่านที่จะตั้ง องค์กร "ว่าด้วยธรรม" ขึ้นมากันอยู่เรื่อยๆ ซึ่งความเอาใจใส่ของผู้บังคับบัญชาทุกระดับ ทุกองค์กร เป็นการขจัดปัญหาแต่ต้นทางดังกล่าว ก็ไม่หนีคำพังเพยว่า "หัวไม่ส่าย หางไม่กระดิก"

หากต้นทางของประเทศไทย อันได้แก่ ผู้ปกครองที่บ้าน ครูบาอาจารย์ในโรงเรียน ผู้นำชุมชน ผู้นำศาสนา หัวหน้าส่วนราชการ และผู้มีชื่อเสียง ในสังคม ได้ทำการเป็นแบบอย่างและต่างลงแรงลงมือปลูกฝังและเสริมสร้างระเบียบวินัย และการเคารพกฎหมายแก่เยาวชนในสังคม ผสานไปกับการบังคับใช้กฎหมายอย่างรวดเร็วและเที่ยงธรรม เป็นกรอบให้ทุกคนอย่างเท่าเทียมได้เมื่อไหร่ เมื่อนั้นประเทศไทยก็จะมีหวังที่จะได้หลุดพ้นจากการถูกตราหน้าจากประชาคมโลกว่า เป็นประเทศที่ไร้ความโปร่งใส เต็มไปด้วยการทุจริตคอร์รัปชั่น แล้วยังกล้ากล่าวอ้างอย่างหน้าไม่อายว่าตนเองเป็นเมืองพุทธ กันได้เสียที

คอลัมน์ มองมุมใหม่: ก่อนตอบนายกฯธรรมาภิบาลคืออะไร - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ชำนาญ จันทร์เรือง

พลันที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. โยนคำถาม 4 ข้อ

ที่เน้นในเรื่องของ ธรรมาภิบาลให้ประชาชนไปขบคิด และให้แสดงความเห็นผ่านทางศูนย์ดำรงธรรม โดยถามว่า 1) ท่านคิดว่าการเลือกตั้งครั้งต่อไปจะได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาลหรือไม่ 2) หากไม่ได้จะทำอย่างไร ฯลฯ ซึ่งได้มีการแสดงความคิดเห็นทั้งโต้แย้งและสนับสนุน แต่มีประเด็นสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจทั้งผู้ถามคือ พล.อ.ประยุทธ์และประชาชนที่เป็นผู้ตอบก็คือประเด็นที่ว่าธรรมาภิบาลคืออะไรเสียก่อน

ธรรมาภิบาล หรือในชื่ออื่น “การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี” “หลักธรรมรัฐ”ฯลฯ ซึ่งตรงกับภาษาอังกฤษว่า Good Governance นั้น ไม่ใช่แนวความคิดใหม่ที่เกิดขึ้นในสังคม แต่เป็นการสั่งสมความรู้ที่เป็นวัฒนธรรมในการอยู่ร่วมกันเป็นสังคมของมวลมนุษย์มาเป็นพันๆปี ซึ่งเป็นหลักการเพื่อการอยู่ร่วมกันในบ้านเมืองและสังคมอย่างมีความสงบสุข สามารถประสานประโยชน์และคลี่คลายปัญหาข้อขัดแย้งโดย สันติวิธีและพัฒนาสังคมให้มีความยั่งยืน

ความหมาย

ธรรมาภิบาล คือ การปกครอง การบริหาร การจัดการ การควบคุมดูแล กิจการต่าง ๆ ให้เป็นไปอย่างถูกต้อง โปร่งใส ตรวจสอบได้ ฯลฯ ซึ่งสามารถนำไปใช้ได้ในภาคต่างๆ อาทิ ภาครัฐ ธุรกิจ(corporate governance หรือ บรรษัทภิบาล) ประชาสังคม ปัจเจกชน และองค์กรระหว่างประเทศ ฯลฯ

ธรรมาภิบาลเป็นหลักการที่นำมาใช้บริหารงานอย่างแพร่หลาย เพราะธรรมาภิบาลช่วยสร้างสรรค์และส่งเสริมองค์กร ให้มีศักยภาพและประสิทธิภาพ อาทิ พนักงานต่างทำงานอย่างซื่อสัตย์สุจริตและขยันหมั่นเพียร ทำให้ผลประกอบการขององค์กรธุรกิจนั้นขยายตัว นอกจากนี้แล้วยังทำให้บุคคลภายนอกที่เกี่ยวข้องศรัทธาและเชื่อมั่นในองค์กรนั้น ๆ อันจะทำให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เช่น องค์กรที่โปร่งใส ย่อมได้รับความไว้วางใจในการร่วมทำธุรกิจ, รัฐบาลที่โปร่งใสตรวจสอบได้ย่อมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนและประชาชน, ตลอดจนส่งผลดีต่อเสถียรภาพของรัฐบาลและความเจริญก้าวหน้าของประเทศ เป็นต้น

ธรรมาภิบาลเป็นทั้งหลักการ กระบวนการและเป็นเป้าหมายไปในตัว การมีธรรมาภิบาลจะนำมาสู่การมีประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ได้ในที่สุด และการมีประชาธิปไตยก็นำมาสู่การมีผลทางสังคม คือการมีการพัฒนาประเทศไปในทางที่สร้างความสงบสุขอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน ตลอดจนนำมาสู่การแก้ปัญหาความขัดแย้งต่างๆที่จะเกิดขึ้นได้โดยสันติวิธี

องค์ประกอบ

1) UNESCAP ได้กำหนดว่าหลักธรรมาภิบาล ประกอบด้วย 8 หลักการ คือ การมีส่วนร่วม (participatory) ,นิติธรรม (rule of law), ความโปร่งใส(transparency), ความรับผิดชอบ (responsiveness), ความสอดคล้อง(consensus oriented), ความเสมอภาค (equity and inclusiveness), การมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล (effectiveness and efficiency) และการมีเหตุผลอธิบายได้ (accountability)

2) สำนักงาน ก.พ. ได้กำหนดไว้โดยได้เสนอเป็นระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าหลักธรรมาภิบาลนั้นประกอบด้วย 6 หลักการ คือ หลักคุณธรรม(ethics), หลักนิติธรรม(rule of law), หลักความโปร่งใส(transparency), หลักความมีส่วนร่วม(participation), หลักความสำนึกรับผิดชอบ(accountability), หลักความคุ้มค่า(value for money)

ซึ่งต่อมาได้มีพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ.2546 ออกมา

3) สำนักงาน ก.พ.ร. ได้กำหนดหลักธรรมาภิบาลของการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี (GG Framework) ซึ่ง ครม.เห็นชอบเมื่อ 24 เม.ย.55 ประกอบด้วย 4 หลักการสำคัญ และ 10 หลักการย่อย ดังนี้

3.1 การบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่(New Public Management) ประกอบด้วยหลักประสิทธิภาพ (Efficiency), หลักประสิทธิผล (Effective) และหลักการตอบสนอง (Responsive)

3.2 ค่านิยมประชาธิปไตย(Democratic Value) ประกอบ ด้วยหลักภาระรับผิดชอบ/สามารถตรวจสอบได้ (Accountability), หลักความเปิดเผย/โปร่งใส (Transparency), หลักนิติธรรม (Rule of Law) และหลักความเสมอภาค (Equity)

3.3 ประชารัฐ(Participatory State) ประกอบด้วยหลักการกระจายอำนาจ (Decentralization) และหลักการมีส่วนร่วม/การมุ่งเน้นฉันทามติ (Participation/Consensus Oriented)

3.4 ความรับผิดชอบทางการบริหาร(Administrative Responsibility) ประกอบด้วยหลักคุณธรรม/จริยธรรม (Morality/Ethics)

จะเห็นได้ว่าหลักของ UNESCAP กำหนดนั้นไม่ได้มีเรื่องของหลักคุณธรรม หรือศีลธรรมจรรยาไว้เป็นการเฉพาะตามที่ไทยเราโดยสำนักงาน ก.พ.และสำนักงาน ก.พ.ร.กำหนดแต่อย่างใดเพราะหลักที่ใช้ในการบริหารงานตามหลักที่เป็นสากลนั้น มีความหมายที่กว้างขวางกว่าคุณธรรมหรือศีลธรรมจรรยา โดยหมายถึงความถูกต้องชอบธรรมทั้งปวงที่วิญญูชนพึงมีและพึงประพฤติปฏิบัติ

แต่จะเป็นหลักการใดก็ตาม หลักการทั้งหลายล้วนมีจุดมุ่งหมายที่จะรักษา “ความสมดุล” ในมิติต่างๆไว้ เช่น การรักษาสมดุลระหว่างตนเองกับผู้อื่น คือไม่เบียดเบียนผู้อื่นหรือตัวเองจนเดือดร้อน,การที่มีความโปร่งใส เปิดโอกาสให้ผู้ที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมตรวจสอบ ก็เพื่อมุ่งให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้เห็นถึงความสมดุลดังกล่าวว่าอยู่ในวิสัยที่ยอมรับได้

ส่วนหลักความรับผิดชอบก็ต้องสมดุลกับเสรีภาพที่เป็นสิ่งที่สำคัญของทุกคน และหลักความคุ้มค่าก็ต้องสมดุลกับหลักอื่นๆ เช่น บางครั้งองค์การอาจมุ่งความคุ้มค่า จนละเลยเรื่องความเป็นธรรมหรือโปร่งใส หรือบางครั้งที่หน่วยงานโปร่งใสมากจนคู่แข่งขันล่วงรู้ความลับที่สำคัญในการประกอบกิจการ ฉะนั้น ความสมดุลหรือความเป็นธรรมจึงเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของธรรมาภิบาล

จากที่กล่าวมาทั้งหมดก็เพื่อชี้ให้เห็นว่าหากทั้งผู้ถามหรือผู้ตอบ ไม่เข้าใจในความหมายและหลักการของ ธรรมาภิบาลที่แท้จริงแล้วก็ย่อมเป็นไปได้ที่จะเกิดการ “ตอบไม่ตรงคำถาม”หรือ “ถามไม่ตรงคำตอบ” ขึ้น และในทำนองกลับกันหากเข้าใจความหมาย และหลักการของธรรมาภิบาลที่แท้จริงแล้ว ก็ย่อมเกิดคำถามหรือคำตอบที่ถูกต้อง สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้

แน่นอนว่านอกจากจะเป็นคำถามหรือคำตอบ ถึงรัฐบาลในอนาคตที่จะมาจากการเลือกตั้งแล้ว ก็ย่อมเป็นคำถามหรือคำตอบถึงรัฐบาลในปัจจุบันด้วยความเป็นธรรมหรือสมดุลว่า 1) ท่านคิดว่าการรัฐประหารครั้งนี้ เราได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาลหรือไม่ 2) หากไม่ได้จะทำอย่างไร ฯลฯ ได้เช่นกัน

หากทั้งผู้ถามหรือผู้ตอบไม่เข้าใจในความหมายและหลักการของธรรมาภิบาลที่แท้จริงแล้วก็ย่อมเป็นไปได้ที่จะเกิดการ "ตอบไม่ตรงคำถาม" หรือ "ถามไม่ตรงคำตอบ"

คอลัมน์ ต่อต้านคอร์รัปชัน: จ่ายใต้โต๊ะเป็นอุปสรรคต่อธุรกิจ? - แนวหน้า ฉบับวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2560

รศ.ดร.ต่อตระกูล ยมนาค และดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค

ต่อตระกูล :ปีนี้ธนาคารโลก (World Bank) ได้ประกาศสำรวจล่าสุดพบว่าบริษัทในประเทศไทยมากถึง 41.4% ต้องจ่ายเงินใต้โต๊ะหรือให้ของขวัญพิเศษ เพื่อให้ได้รับจัดซื้อจัดจ้างโครงการของหน่วยงานภาครัฐ แต่เมื่อถามผู้บริหารบริษัทต่างๆ ว่า ให้เรียงลำดับปัญหา ที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ ผลกลับออกมาว่าคอร์รัปชันเป็นอุปสรรค ลำดับท้ายๆ เลย โดยมีนักธุรกิจไทยเพียง 2.7% ที่คิดว่าคอร์รัปชันเป็นอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุด อ่านแล้วรู้สึกว่าข้อมูลมันขัดๆ กับความรู้สึกยังไงไม่รู้นะ

ต่อภัสสร์ : บางครั้งข้อมูลความจริง ที่ค้นพบก็อาจจะขัดกับความรู้สึกของคนได้นะครับ ซึ่งนี่เป็นข้อสนับสนุนว่า ทำไมการตัดสินใจนโยบายต่างๆ ควรอ้างอิงมาจากข้อมูลความจริง ไม่ใช่ความรู้สึกของผู้ออกแบบนโยบายอย่างไรก็ตามความจริงที่ค้นพบนั้น ต้องมาได้ด้วยกระบวนการที่ถูกต้องทางวิชาการ ไม่ใช่เป็นการสร้างตัวเลขขึ้นมาเพื่อใช้ประโยชน์สนับสนุนความคิดของผู้นำเสนอ จึงต้องขอทราบว่า รายงานนี้ได้ข้อมูลมาอย่างไร

ต่อตระกูล : ข้อมูลนี่พูดถึงนี้เป็นผลการสำรวจที่ธนาคารโลก โดยหน่วยวิเคราะห์ภาคธุรกิจ ทำการเก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์ผู้บริหารและเจ้าของธุรกิจทั้งขนาดเล็ก กลาง และใหญ่ จำนวนกว่า 127,000 บริษัทจากกว่า 139 ประเทศทั่วโลก ตั้งแต่ปี พ.ศ.2548 จนถึงปัจจุบัน และจัดทำรายงานวิเคราะห์สรุปผลของแต่ละประเทศเพื่อหาปัจจัยและสิ่งแวดล้อมที่มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของธุรกิจหรือปัจจัยอะไรที่จะเป็นอุปสรรคทำให้ธุรกิจเสื่อมโทรม รายงานนี้ ชื่อ เอ็นเตอร์ไพรส์เซอร์เวย์ (Enterprise Surveys) สำหรับรายงานผลของประเทศไทย นั้น หน่วยวิเคราะห์ภาคธุรกิจ ธนาคารโลก ได้เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ผู้บริหารและเจ้าของธุรกิจกว่า 1,000 แห่ง ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2558 จนถึงมิถุนายน พ.ศ.2559 จึงเป็นข้อมูลที่ ทันสมัยมาก

ในบรรดาปัจจัยที่เค้าไปสำรวจนั้นมีหลายร้อยข้อสอบถามซึ่งไม่ได้เจาะจงเฉพาะเรื่องคอร์รัปชัน แต่สอบถาม ในหลายประเด็นหลัก เช่น กำหมาย กฎระเบียบ และระบบภาษี, อาชญากรรม, กิจการนอกระบบ, การกีดกันทางเพศ, การเงินการลงทุน, ระบบสาธารณูปโภค, นวัตกรรมและเทคโนโลยี, แรงงาน, ลักษณะทั่วไปขององค์กรธุรกิจ, อุปสรรคสำคัญ, ประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ, และคอร์รัปชัน ซึ่งหากผู้ใดสนใจก็สามารถ ไปอ่านรายละเอียดของรายงานนี้ได้ที่ https://www.enterprisesurveys.org/~/media/GIAWB/EnterpriseSurveys/Documents/Misc/Indicator-Descriptions.pdf

ต่อภัสสร์ : ผมเข้าไปอ่านผลการสำรวจแล้ว น่าสนใจครับ มีข้อมูลมหาศาลเลยที่สามารถนำมาใช้ในการออกแบบนโยบายเพื่อสนับสนุนการพัฒนาการเติบโตทางธุรกิจของไทยได้ ที่น่าสนใจมากที่สุดคือตารางเปรียบเทียบอัตราการ พบเจออุปสรรคต่อการพัฒนาธุรกิจต่างๆ 13 อุปสรรค ระหว่างประเทศไทยกับประเทศต่างๆ ทั่วโลก ผลสำรวจค่อนข้างดีเลยทีเดียว คือพบว่า ไม่มีบริษัทใดเลยที่รายงานว่าระบบศาลของไทยเป็นอุปสรรคในการประกอบกิจการ ในขณะค่าเฉลี่ยของทุกประเทศทั่วโลกอยู่ที่ 6.6% และและสูงถึง 32% ในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกและเอเชียแปซิฟิก ประเทศอื่นที่ทำได้ดีใกล้เคียงกับประเทศไทยในเรื่องของกระบวนการยุติธรรมก็มีเช่นประเทศอิสราเอล ที่ได้ 0.7% ส่วนประเทศที่มีปัญหามากๆ ในเรื่องกระบวนการยุติธรรมได้แก่ประเทศอาร์เจนตินา และประเทศบราซิลที่มีบริษัทถึง 45% ในประเทศรายงานว่า ศาลเป็นปัญหาในการดำเนินธุรกิจ

ต่อมาคือข้อมูลสำคัญที่บอกว่าบริษัทเอกชนไม่เห็นว่าคอร์รัปชันเป็นปัญหาสำคัญที่สุดในการทำธุรกิจโดยมีบริษัทในประเทศไทยมีเพียง 2.7% เท่านั้นที่รายงานว่าการคอร์รัปชันเป็นอุปสรรคสำคัญที่สุดในการทำธุรกิจในขณะที่มีบริษัทมากถึง 45% ถึง 57% ในประเทศไนจีเรีย เม็กซิโก และอาร์เจนตินา ที่รายงานว่า การคอร์รัปชันเป็นปัญหาสำคัญ ที่สุดในการทำธุรกิจ และข้อมูลที่ดีอีกข้อหนึ่ง คือมีบริษัทไทยเพียง 9.9% เท่านั้นที่ระบุว่าเคยโดนเรียกเงินใต้โต๊ะ ในขณะที่ ค่าเฉลี่ยของประเทศเอเชียใกล้เคียงมีอยู่สูง 30.4% ที่โดนเรียกจ่ายสินบน

ต่อตระกูล : รายงานเรื่องดีๆ ไปแล้ว ขอรายงานผลที่ตัวเลขออกมาไม่ค่อยดีด้วย ก็คือข้อมูลที่บอกว่า มีบริษัทในประเทศไทย ถึง 41.4% ที่คาดการณ์ว่าจะต้องมีการให้สิ่งตอบแทน(gifts) ที่มีมูลค่าเฉลี่ย 1.1% ของมูลค่างานเพื่อที่จะรับการจัดซื้อจัดจ้างโดยหน่วยงานภาครัฐ แต่เมื่อนำตัวเลขเงินใต้โต๊ะนี้ไปเทียบกับค่าเฉลี่ย ของประเทศในเอเชียตะวันออกและเอเชียแปซิฟิกแล้วนักธุรกิจไทยยังถูกเรียกต่ำกว่าถึงหนึ่งเท่าตัว(2.4%) และน้อย กว่าอัตราเฉลี่ยของทุกบริษัททั่วโลกอยู่หน่อยหนึ่ง(1.7%)

ตัวเลขสำคัญที่น่าสนใจมากอีก อันหนึ่ง คือตัวเลขที่เปิดเผยออกมาจากนักธุรกิจไทยถึง 33.1% ที่ยอมรับว่า เขาถูกคาดหวังให้ต้องจ่ายสินบนเพื่อแลกกับการออกใบอนุญาตก่อสร้างในขณะที่ตัวเลขนี้ในประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างสวีเดนอยู่แค่เพียง 1.6% หรือในประเทศที่นักธุรกิจเขาบอกว่าคอร์รัปชันเป็นอุปสรรคสำคัญมากต่อการทำธุรกิจอย่าง อาร์เจนตินา ก็มีอยู่เพียงแค่ 5.5% เท่านั้น แต่ประเด็นนี้ก็ยังมีตัวเลขเปรียบเทียบที่อาจจะทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐที่ทำเรื่องการออกใบอนุญาตก่อสร้างรู้สึก สบายใจขึ้นบ้างนั่นก็คือ ตัวเลขจากประเทศ กัมพูชาที่มีบริษัทถึง 86.8% หรือเกือบทุกบริษัทเลยที่ต้องจ่ายเงินเพื่อให้ได้ใบอนุญาตก่อสร้าง

ต่อภัสสร์ : อย่างนั้นสรุปว่าการจ่ายใต้โต๊ะเป็นอุปสรรคธุรกิจไทยหรือไม่ล่ะครับ

ต่อตระกูล : เป็นแน่นอน แต่ที่ตัวเลขออกมาต่ำ อาจจะแปลว่า มีอุปสรรคอื่นๆ ที่รุนแรงกว่าเรื่องการ คอร์รัปชัน อย่างเช่น ความไม่มั่นคงทางการเมือง ความไม่สะดวกในการ คมนาคมขนส่ง หรืออัตราภาษีที่สูง หรือเป็นเป็นเพราะนักธุรกิจที่ให้สัมภาษณ์ มีจำนวนไม่มากที่ต้องทำงานเกี่ยวข้องกับการก่อสร้าง ที่ดูจะมีปัญหามากใน ประเทศไทย อีกตัวเลขหนึ่งที่ยังสงสัยอยู่ คือจากตัวเลขที่แจ้งว่าการจ่ายเงินเพื่อให้ได้งานราชการนั้นน้อยเพียง 1.1% ของมูลค่าโครงการ ซึ่งน้อยกว่าที่เคยได้ยินมาจากประสบการณ์จริงมาก ไม่แน่ใจว่าเหตุการณ์เปลี่ยนไปแล้วในทางที่ดีขึ้นจริง หรือข้อมูลนี้ยังไม่ครอบคลุม

อย่างไรก็ตาม ที่สรุปได้แน่นอน คือ การจ่ายเงินใต้โต๊ะอาจจะไม่เป็น อุปสรรคสำคัญที่สุดต่อธุรกิจในประเทศไทย แต่จะเป็นอุปสรรคสำคัญ ต่อธุรกิจต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุนใน ประเทศอย่างแน่นอน และจะเป็นอุปสรรคตัวสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ ของประเทศในอนาคตด้วยครับ