You are here

CG and corruptions News - 7 March 2018

ศาลปกครองกลาง เพิกถอน-คำชี้ขาด ชดใช้คดีคลองด่าน - ไทยรัฐ

ศาลฎีกาออกหมายจับ'ทักษิณ' คดีแปลงค่าสัมปทานโทรคมฯ - มติชน

กรมอุทยานฯแจ้งตร.เอาผิดครอบครองงาช้างแอฟริกาคิวจับเมียเปรมชัย - คม ชัด ลึก

Probe begins of claim lecturer hit student whistleblower - THE NATION

"สมยศ"ยืนยันโปร่งใส แจง4,200ล้านบาท เจียดใช้หนี้ยุค"บังยี" - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

'ฐิติราช' ลั่นผิดจริงฟันหมด 'ผบก.-พยาน-กองเชียร์' - คม ชัด ลึก

คอลัมน์ เหนี่ยวไก: ต้องเด็ดขาด - โพสต์ทูเดย์

เมินเฉย...เท่ากับร่วมทุจริต สำนึกแห่งความดี นศ.แฉโกง ต้นแบบสู้อำนาจมืด - เดลินิวส์

คอลัมน์ ไฮด์ปาร์กลงกระดาษ: "บิ๊กตู่" เหลวปราบโกงกับปฏิรูปชาติ! - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

คอลัมน์ ลงมือสู้โกง: ร่วมพลิกโฉมประเทศไทยในสองนาที - แนวหน้า

คอลัมน์ 1 เสียงเพื่อสร้างสรรค์: การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ (จบ) - โพสต์ทูเดย์

คอลัมน์ เล่นกับไฟ: โกง แก้ด้วยปากไม่ได้ - เดลินิวส์

ศาลปกครองกลาง เพิกถอน-คำชี้ขาด ชดใช้คดีคลองด่าน - ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2561

เมื่อวันที่ 6 มี.ค.ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการที่ให้กรมควบคุมมลพิษชดใช้ค่าเสียหายในโครงการก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน จ.สมุทรปราการ จำนวนกว่า 9 พันล้านบาท ให้กับ 6 บริษัทร่วมค้าเอ็นวีพีเอสเคจี ซึ่งมีบริษัทวิจิตรภัณฑ์ก่อสร้างเป็นแกนนำ

โดยศาลเห็นว่าพฤติกรรมการทุจริตเอื้อประโยชน์ให้ใช้ที่ดินของบริษัทคลองด่านมารีน แอนด์ฟิชเชอรี่ จำกัด บริษัทในเครือการก่อสร้างโครงการและเอื้อประโยชน์ให้แก่กิจการร่วมค้าเอ็นวีพีเอสเคจี ให้ได้รับคัดเลือกเข้าทำสัญญาโครงการกับกรมควบคุมมลพิษรวมทั้งให้ผ่านคุณสมบัติในการประกวดราคาและเพิ่มวงเงินงบประมาณก่อสร้างโครงการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ของนายปกิต กิระวานิช อดีตอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ นายศิริธัญญ์ ไพโรจน์พิบูรณ์ อดีตรองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ และนางยุวรี อินนา ผอ.กองจัดการคุณภาพน้ำ เป็นผลทำให้ราชการเกิดความเสียหายดังนั้นการลงนามสัญญาของนายปกิต กิระวานิช อดีตอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ จึงไม่มีผลผูกพันกรมควบคุมมลพิษคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการที่ให้กรมควบคุมมลพิษชำระค่าเสียหายจึงมีเหตุให้เพิกถอนได้ ตามมาตรา 40 วรรค 3 พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ เนื่องจากการบังคับตามคำชี้ขาดดังกล่าวเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน

ทั้งนี้ กรณีคดีดังกล่าวกระทรวงการคลังและกรมควบคุมมลพิษ ได้ยื่นร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่จากที่ก่อนหน้านั้นเมื่อ 21 พ.ย.57 ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาว่าคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการที่ให้กรมควบคุมมลพิษชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทที่อยู่ในขอบเขตของสัญญาอนุญาโตตุลาการและไม่เกินคำขอของคู่พิพาทตามมาตรา 37 วรรคสอง พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ 2545 จึงไม่มีเหตุให้เพิกถอน กรมควบคุมมลพิษจึงต้องจ่ายค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย โดยคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 พ.ย.58 ให้กรมควบคุมมลพิษแบ่งจ่ายค่าเสียหายเป็น 3 งวดและเมื่อ วันที่ 26 พ.ย.58 ได้จ่ายชำระงวดแรกไปเป็นเงิน 3,174,581,566.04 บาท และ 21,713,855.40 บาท ส่วนงวดถัดๆมายังไม่มีการจ่ายเนื่องจากศาลปกครองได้รับคำร้องขอให้รื้อคดีนี้ไว้พิจารณาวินิจฉัยใหม่และเมื่อวันที่ 14 ก.ย.60 ได้มีคำสั่งงดการบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่รัฐต้องจ่ายค่าเสียหายไว้ก่อนจนกว่าคดีที่รื้อขึ้นพิจารณาใหม่นี้จะมีคำพิพากษาถึงที่สุด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการอ่านคำพิพากษาวันนี้มีกลุ่มประชาชนชาวคลองด่าน จ.สมุทรปราการ ที่คัดค้านการจ่ายค่าเสียหายในโครงการ มาร่วมฟังคำพิพากษาด้วยและแสดงความดีใจที่ศาลมีคำสั่งดังกล่าว โดยนายเฉลา ทิมทอง แกนนำกลุ่ม กล่าวว่า คำพิพากษาที่ออกมาถือเป็นชัยชนะของประชาชนที่ไม่ต้องนำเงินภาษีที่เสียให้กับรัฐไปจ่ายค่าเสียหายให้เอกชนที่กระทำการทุจริตกับเจ้าหน้าที่รัฐบางราย อย่างไรก็ตาม อยากเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกมติ ครม.17 พ.ย.58 ที่ให้จ่ายเงินค่าเสียหายให้กับเอกชน

ด้านนางสุณี ปิยะพันธุ์พงศ์ อธิบดีกรมควบคุมมลพิษเปิดเผยหลังศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการที่ให้กรมฯ ชดใช้ค่าเสียหายโครงการก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน จ.สมุทรปราการ จำนวนกว่า 9 พันล้านบาทว่า ขณะนี้ถือว่าคดีดังกล่าวยังไม่สิ้นสุด ต้องรอว่ากิจการร่วมค้าเอ็นวีพีเอสเคจี จะอุทธรณ์ต่อศาลปกครองกลางภายใน 30 วันหรือไม่ แต่ถ้าไม่อุทธรณ์ก็ยังมีคดีอื่นที่ยังค้างคาอยู่ในหลายคดีและหลายศาลโดยขณะนี้ คพ.ได้จ่ายเงินชดใช้ค่าเสียหายไปแล้ว 2 งวดแล้ว งวดแรก 3,000 กว่าล้าน งวดที่ 2 จำนวน 2,000 กว่าล้านบา ทตามที่อนุญาโตตุลาการมีคำสั่งทั้งนี้หากที่สุดแล้ว คพ.ชนะคดีต้องเรียกเงินที่จ่ายไปทั้งหมดกลับคืนสู่รัฐ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในเวลา 09.00 น.วันที่ 7มี.ค. ศาลแขวงดุสิต ได้นัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีฉ้อโกงสัญญาโครงการก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน หากผลการตัดสินคดีเป็นไปในทิศทางบวกต่อกรมฯก็จะสามารถฟ้องร้องค่าเสียหายในการก่อสร้างทั้งหมดคืนได้

ศาลฎีกาออกหมายจับ'ทักษิณ' คดีแปลงค่าสัมปทานโทรคมฯ - มติชน ฉบับวันที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2561

เมื่อวันที่ 6 มีนาคม ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ถนนแจ้งวัฒนะ นายไพโรจน์ วายุภาพ ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา และอดีตประธานศาลฎีกา เจ้าของสำนวน พร้อมด้วยองค์คณะผู้พิพากษา 9 คน คดีแปลงสัมปทานกิจการโทรคมนาคม คดีหมายเลขดำ อม.9/2551 ได้ออกบัลลังก์นั่งพิจารณาคดีครั้งแรก ภายหลังนายเข็มชัย ชุติวงศ์ อัยการสูงสุด โจทก์ มอบอำนาจให้อัยการสำนักงานคดีพิเศษยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2560 ขอให้ศาลพิจารณานำคดีที่ได้ยื่นฟ้อง นายทักษิณ ชินวัตร อายุ 69 ปี อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลย ฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทที่รับสัมปทาน หรือเข้าเป็นคู่สัญญาในลักษณะดังกล่าว, เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการหรือดูแลกิจการใดเข้าไปมีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อประโยชน์สำหรับตัวเอง หรือผู้อื่น, เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152, 157 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 4, 100, 122 เมื่อถึงเวลานัด อัยการโจทก์เดินทางมาศาล ขณะที่ฝ่ายจำเลยไม่มีผู้ใดมาศาล

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า เมื่อจำเลยไม่เดินทางมาและไม่แจ้งเหตุขัดข้องหรือขอเลื่อนนัดพิจารณาคดี จึงให้ออกหมายจับจำเลย โดยให้อัยการโจทก์ติดตามดำเนินการจับกุมจำเลยและรายงานให้ศาลทราบทุกๆ 1 เดือน

ด้านนายพิชิฏ ชื่นบาน ที่ปรึกษากฎหมายและอดีตทนายความของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ถึงกรณีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองออกหมายจับนายทักษิณ เนื่องจากไม่มาฟังการนัดพิจารณาคดีครั้งแรก ในคดีแปลงค่าสัมปทานกิจการโทรคมนาคม ซึ่งอัยการยื่นฟื้นคดีขึ้นพิจารณาตามกฎหมายใหม่ โดยระบุเพียงว่าไม่ได้รับมอบหมายใดๆ จากนายทักษิณ

กรมอุทยานฯแจ้งตร.เอาผิดครอบครองงาช้างแอฟริกาคิวจับเมียเปรมชัย - คม ชัด ลึก ฉบับวันที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2561

กรมอุทยานฯ แจ้งความ ตร. "เมียเปรมชัย" ครอบครองงาช้างผิดกฎหมาย ด้าน ทส.ตั้ง กก.เกาะติดคดียิงเสือ "ศรีวราห์" เผย ผลตรวจชิ้นเนื้อหม้อซุปเป็นเนื้อเสือดำ ยันหลักฐานอาวุธปืนซากสัตว์ป่าชัดเจน เอาผิดเจ้าสัวพ่วงภรรยาได้แน่

ความคืบหน้าคดีนายเปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหาร บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) พร้อมพวกรวม 4 คนลอบล่าสัตว์ป่าในเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรฝั่งตะวันตก จ.กาญจนบุรี ขณะที่ผลตรวจสอบงาช้างที่ยึดจากบ้านพักของนายเปรมชัยพบว่าเป็นช้างแอฟริกาเข้าข่ายผิดกฎหมาย โดยพบว่าภรรยาของนายเปรมชัยเป็นผู้ขอมีไว้ครอบครองนั้น

ล่าสุดเมื่อวันที่ 6 มีนาคม ที่โรงแรมดุสิตธานี อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม(ทส.) เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบว่างาช้างที่ภรรยาของนายเปรมชัยครอบครองนั้นเป็นงาช้างแอฟริกาและผู้ที่ครอบครองถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย ส่วนความคืบหน้าการดำเนินคดีนั้น กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จะเป็นผู้แจ้งความเอาผิดกับ ผู้ที่ครอบครองงาช้าง คือภรรยาของนายเปรมชัยภายในสัปดาห์นี้

เมื่อถามถึงกระแสสังคมเรียกร้องให้ดำเนินคดีกับนายเปรมชัยที่กระทำความผิดล่าสัตว์ป่าให้เท่าเทียมกับบุคคลอื่นๆ ที่ทำผิด พล.อ.สุรศักดิ์ กล่าวยืนยันว่า ไม่มีอะไรมาเบี่ยงเบนการดำเนินคดีนี้ไปจากวิธีปกติทั่วไป พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. และพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม สั่งให้ดำเนินการไปตามปกติอย่างเต็มที่ ซึ่งทส.ได้ทำอย่างเต็มที่และมากกว่าปกติ และได้ตั้งคณะกรรมการติดตามคดีนี้ขึ้นมาโดยเฉพาะด้วย ทั้งนี้ ในวันที่ 8 มีนาคม พลต.อ.จรัมพร สุระมณี กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ(ป.ป.ท.)จะลงพื้นที่ไปพูดคุยกับพนักงานสอบสวนที่เกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าวทั้งหมด ขณะที่คณะกรรมการติดตามคดีของ ทส.จะประชุมหารือในวันที่ 12 มีนาคม คาดว่าจะทราบความคืบหน้าในคดีนี้

ต่อมาเวลา 15.30 น. ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) นายนุวรรต ลีลาพตะ รองหัวหน้าชุดปฏิบัติการปราบปรามการกระทำความผิดด้านสัตว์ป่า (ชุดเหยี่ยวดง) กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช เดินทางเข้าพบ พล.ต.ต.ปัญญา ปิ่นสุข ผบก.ปทส. เพื่อแจ้งความดำเนินคดีนางคณิตา วิทยานันท์ ภรรยาของนายเปรมชัย ในข้อหามีซากสัตว์ป่าคุ้มครอง (งาช้างแอฟริกา) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า 2535 มาตรา 19 ภายหลังผลการตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเองาช้าง จำนวน 4 กิ่งหรือ 2 คู่ที่พบในบ้านของนาย เปรมชัย พบว่าเป็นงาช้างแอฟริกา ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าชื่อในการนำงาช้างมาขึ้นทะเบียนกับกรมอุทยานฯ เป็นชื่อของนางคณิตา

ด้าน พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. เดินทางมาติดตามคดีด้วยตนเอง พร้อมเปิดเผยว่า เดินทางมาติดตามคดีนี้เนื่องจากเป็นผู้ตรวจยึดงาช้างมาจากบ้านของนายเปรมชัย ซึ่งเบื้องต้นทราบว่ามีการแจ้งข้อหาครอบครองซากสัตว์สงวนกับภรรยาของนายเปรมชัยเพียงคนเดียวเท่านั้น ซึ่งอยู่ระหว่างตรวจสอบว่ามีผู้อื่นร่วมกระทำความผิดด้วยหรือไม่ หากพบผู้ใดมีส่วนเกี่ยวข้องก็จะดำเนินคดีด้วยเช่นกัน ส่วนขั้นตอนการติดตามผู้กระทำความผิดมาสอบสวนจะต้องออกหมายเรียกให้มารับทราบข้อกล่าวหาภายใน 10 วัน หากไม่มาก็จะออกหมายเรียกครั้งที่ 2 ถ้าไม่มาอีกก็จะออกหมายจับตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป

ภายหลังการตรวจสอบเอกสารของ เจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯ นานกว่า 90 นาที พล.ต.อ.ศรีวราห์ให้สัมภาษณ์อีกครั้งว่า เพิ่งได้รับรายงานผลตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์ของกรมอุทยานฯ เมื่อเวลา 16.00 น. ที่ผ่านมา โดยระบุว่า 1.ชิ้นเนื้อที่พบในหม้อซุปและกระดูกท่อนขา จำนวน 2 ชิ้น ลำไส้ และเส้นขน เป็นของเสือดำจริง โดยเป็นเสือดำเพศเมียไม่ใช่เพศผู้ ตามที่มีการคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ 2.ชิ้นเนื้อที่อ้างว่าเป็นเนื้อเก้ง ผลจากการตรวจพิสูจน์พบว่าเป็นเพียงเนื้อหมูป่า 3.ชิ้นเนื้อที่อ้างว่าเป็นไก่ฟ้าหลังเทาผลการตรวจพบว่าเป็นไก่ฟ้าหลังขาว 4.อุจจาระที่พบผลการตรวจพบเป็นอุจจาระของมนุษย์ แต่ไม่พบดีเอ็นเอของเสือดำ 5.จากการตรวจสอบวัตถุพยาน เช่น มีดอีโต้ มีดทำครัว มีดเหน็บ เขียงพลาสติก พบว่าบางชิ้นมีดีเอ็นเอของเสือดำเพศเมีย ซึ่งเป็นตัวเดียวกับที่พบในหม้อซุป

"ยืนยันว่าคดีนี้มีหลักฐานทั้งผลตรวจอาวุธปืน งาช้าง และซากสัตว์ป่า ชัดเจน จนสามารถเอาผิดกับนายเปรมชัย อีกทั้งยังสามารถเอาผิดกับนางคณิตา เรื่องครอบครองงาช้างได้อย่างแน่นอน หากจะมีการโต้แย้งเรื่องเนื้อหมูป่าไม่ใช่สัตว์ป่าคุ้มครองซึ่งได้รับการยืนยันจากเจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯ ว่าไม่ว่าจะเป็นเนื้อสัตว์ป่าชนิดใดที่อยู่ในเขตอุทยานถือว่าได้รับการคุ้มครองทั้งหมด" พล.ต.อ.ศรีวราห์กล่าว

พล.ต.อ.ศรีวราห์ ยังกล่าวถึงการเรียกร้องให้เปลี่ยนชุดพนักงานสอบสวนคดีนายเปรมชัย ว่า เรื่องนี้ไม่ได้ขัดข้อง เพราะการดำเนินการทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย มั่นใจว่าเร่งรัดติดตามคดีได้เร็วที่สุดแล้ว ยืนยันไม่ได้ล่าช้า

ทั้งนี้คดีมีความคืบหน้าไปกว่าร้อยละ 90 โดยดำเนินคดีกับนายเปรมชัยและพวกรวมทั้งสิ้น 9 ข้อหา ส่วนข้อหาอื่นๆ อยู่ระหว่างแจ้งข้อหาเพิ่มเติมเกี่ยวกับอาวุธปืนและติดสินบนเจ้าหน้าที่ คาดว่าสามารถสรุปสำนวนคดี ส่งฟ้องได้ภายใน 24 มีนาคมนี้

"กรณีที่มีนายเปรมชัยและพวกให้การว่าซื้อเนื้อสัตว์จากที่อื่นเข้าไปประกอบอาหารภายในพื้นที่อุทยานนั้น เรื่องนี้ฟังไม่ขึ้น เพราะหมู่บ้านที่อยู่ใกล้สุดห่างไป 50 กิโลเมตร ประกอบกับพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ปิดไม่อนุญาตให้มีการจำหน่ายสินค้า ส่วนกลุ่มคนที่ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้เร่งดำเนินคดีกับนายเปรมชัยในขณะนี้ ผมไม่ขอแสดงความคิดเห็นใดๆ แต่ยืนยันพนักงานสอบสวนดำเนินการทุกอย่างตามขั้นตอน อย่างไรก็ตาม ตามกฎหมายการฆ่าเสือดำ ไม่เข้าข่ายและไม่มีข้อหาทารุณกรรมสัตว์ตามที่สังคมวิจารณ์ เจ้าหน้าที่ได้แจ้งหาร่วมกันฆ่าสัตว์ป่าแก่นายเปรมชัยและพวกตั้งแต่แรกอยู่แล้ว วอนกลุ่มคนที่วิพากษ์วิจารณ์ให้ศึกษาข้อกฎหมายให้ชัดเจน" พล.ต.อ.ศรีวราห์กล่าว

ด้าน พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงกรณีมูลนิธิสืบนาคะเสถียรเรียกร้องให้เปลี่ยนทีมทำคดีนายเปรมชัยว่า เจ้าหน้าที่ทำอะไรเสียหายหรือยัง ซึ่งก็ยังไม่รู้เหมือนกัน เรื่องคดีต้องว่าไปตามกฎหมาย บางทีเจ้าหน้าที่ไม่ชี้แจงก็บอกไม่รู้เรื่อง แต่พอเจ้าหน้าที่ชี้แจงมาก็ว่านี่ไม่ใช่ นั่นไม่ใช่ ตกลงใครเป็นผู้ตรวจสอบก็ไม่รู้เหมือนกัน อย่างไรก็ตามเรื่องกฎหมายก็ไปว่ากันมา วันนี้ทำสำนวนเพื่อส่งฟ้อง จึงต้องมีการสอบข้าราชการที่เกี่ยวข้อง แต่ไม่ได้หมายความว่าสอบเอาผิดหรือแจ้งความเขา แต่เพื่อเตรียมหลักฐานให้ฟ้องให้ได้

"ผู้ถูกกล่าวหาก็ต้องไปเตรียมหลักฐานกับทีมทนายเพื่อจะมาสู้คดีตรงนี้ ซึ่งทุกคดีก็เป็นแบบนี้ ขอให้ดูกันตรงนั้น อย่าไปตัดสินคนอื่นด้วยความรู้สึกหรือเอากรณีอื่นมาเปรียบเทียบ มันไม่ใช่ ถ้าคิดแบบนี้ก็ไม่ต้องทำอะไรแล้ว" พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

ขณะที่ พล.ต.ต.ธวัชชัย เมฆประเสริฐสุข ผู้บังคับการกองพิสูจน์หลักฐานกลาง (ผบก.พฐก.) เปิดเผยถึงผลการตรวจพิสูจน์อาวุธปืน 3 กระบอกที่ยึดได้ในที่เกิดเหตุยืนยันอาวุธปืนทั้งหมดเป็นของนายเปรมชัยจริง ส่วนลูกกระสุนปืนที่ทำให้เสือดำตายเป็นกระสุนลูกปรายที่สามารถบรรจุในปืนลูกซองขนาดเบอร์ 20 ซึ่งเป็นชนิดเดียวกับ 1 ใน 3 กระบอกที่ตรวจยึดได้ จากการตรวจสอบยังพบว่าเป็นการยิงนัดเดียว ระยะใกล้ประมาณ 10 เมตร แต่กระสุนลูกปรายกระจายเป็น 8 รู และเจอหัวกระสุนลูกปรายที่เสือดำ 3 เม็ด ส่วนการจำลองวิถีกระสุนที่เจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯ เข้าไปจำลองในที่เกิดเหตุโดยมีเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน 7 ร่วมด้วยนั้น ยืนยันว่าไม่สามารถระบุวิถีกระสุนได้ ใช้ประกอบสำนวนไม่ได้

ที่กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) พล.ต.ต.กมล เหรียญราชา ผบก.ปปป. เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้ พ.ต.อ.วัชรินทร์ พูสิทธิ์ รอง ผบก.ปปป. และ พ.ต.อ.อาภากร โกมลสุทธิ ผกก.5 บก.ปปป. เดินทางไป จ.กาญจนบุรี เพื่อไปสอบสวน นายวิเชียร ชิณวงษ์ นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการ ทำหน้าที่หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก และพยานที่อยู่ในเหตุการณ์ โดยเบื้องต้นนัดหมายที่ตู้ทางหลวงไทรโยค เวลา 13.00 น. วันที่ 7 มีนาคม ส่วนวันที่ 8 มีนาคม จะนัดหมายไปจำลองสถานการณ์ในสถานที่จริง

ทั้งนี้ เรื่องการสอบสวนที่นายวิเชียรได้มาร้องทุกข์ว่านายเปรมชัยพยายามติดสินบน เจ้าหน้าที่นั้น ต้องสอบสวนให้ทราบรายละเอียดในประเด็นขณะเกิดเหตุการณ์นั้นมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง และดูองค์ประกอบของกฎหมาย ตรวจสอบพยานหลักฐานที่จะมาร้องทุกข์กล่าวโทษว่ามีเหตุมีผลหรือไม่ สถานการณ์ตอนนั้นมันคืออะไรในช่วงที่เกิดเหตุ ต้องจำลองสถานการณ์ว่าขณะที่มีการขอติดสินบนมีช่วงไหน ขั้นตอนใด มีการเสนอสินบน ระหว่างเขียนบันทึกจับกุมหรือไม่ ต้องดูว่าสถานการณ์นั้นมาเอื้อต่อการเสนอสินบนสมควรตามหลักเหตุผลและเมื่อมีน้ำหนักมากพอก็ต้องพิจารณาออกหมายเรียกผู้ต้องหามารับทราบข้อกล่าวหา ถ้าไม่มาตามหมายเรียก ก็ออกหมายจับตามระเบียบต่อไป อย่างไรก็ตาม การที่ร้องทุกข์ว่ามีการให้สินบนนั้นสามารถดำเนินคดีกับผู้ต้องหาได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องมีคลิปเสียงแต่อย่างใด

นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยถึงกรอบระยะเวลาการพิจารณาคดีนายเปรมชัยพร้อมพวก ผู้ต้องหาคดีร่วมกันล่าสัตว์ป่าและข้อหาอื่นๆ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจะส่งสำนวนดังกล่าวให้พนักงานอัยการภายในวันที่ 26 มีนาคม ว่า การ พิจารณาสั่งคดีของอัยการโดยทั่วไป ถ้าสำนวนการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจมีความครบถ้วนสมบูรณ์ทุกประเด็นก็จะใช้ระยะเวลาพิจารณาไม่เกิน 1 เดือน แต่หากผู้ต้องหามีการยื่นคำร้องขอความเป็นธรรมเข้ามาอัยการก็ต้องหยิบประเด็นที่ขอมาพิจารณาประกอบด้วย โดยพิจารณาว่า ผู้ร้องยื่นขอให้มีการสอบประเด็นใดเพิ่มบ้าง หรือต้องหาหลักฐานอะไรเพิ่มเติมบ้าง ซึ่งถ้าสำนวนการสอบสวนไม่ครบถ้วนพนักงานอัยการก็จะส่งสำนวนคืนให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเจ้าของสำนวนเพื่อสอบสวนเพิ่ม และการคืนสำนวนให้สอบสวนเพิ่มหากมีความล่าช้า อัยการก็จะมีหนังสือแจ้งเตือนให้เร่งสอบสวนโดยเร็ว หาก ผู้ต้องหาอยู่ระหว่างการฝากขังก็ต้องพิจารณาให้ทันภายในกรอบระยะเวลาฝากขังครั้งสุดท้าย โดยระเบียบการสอบสวนกำหนดว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องส่งสำนวนให้พนักงานอัยการภายใน 12 วันก่อนครบกำหนดฝากขังครั้งสุดท้าย เพื่อให้พนักงานอัยการได้มีเวลาพิจารณา

ส่วนกรณีที่ผู้ต้องขังได้รับการประกันตัว ก็จะมีระยะเวลาพอสมควรให้ดำเนินการได้ โดยไม่ช้าเกินไป เนื่องจากหากปล่อยให้ล่าช้าโดยไม่มีเหตุสมควรก็เข้าข่ายมีความผิดปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ได้ อย่างไรก็ตามพนักงานอัยการทำหน้าที่ปกติ โดยเริ่มพิจารณาสำนวนเมื่อพนักงานสอบสวนส่งสำนวนให้อัยการ ระหว่างนี้หากมีการเปลี่ยนตัวพนักงานสอบสวนซึ่งอาจจะเป็นการโยกย้ายตามวาระ สำนวนการสอบสวนก็ยังมีผู้บังคับบัญชาดูแลอยู่แล้ว คงไม่ต้องเริ่มทำคดีใหม่

Probe begins of claim lecturer hit student whistleblower - THE NATION Issued date 7 March 2018

THE NATION

THE OFFICE of Higher Education Commission (Ohec) is investigating a report that a university lecturer hit her student for speaking up about alleged corruption at a government agency.

"I have instructed the Ohec secretary-general to launch the probe," Deputy Education Minister Udom Kachintorn said yesterday,adding that he was waiting to hear its results.

"The probe will determine as to whether a physical assault took place," Udom said.

The accused lecturer is the head of a department at Maha Sarakham University, where Panida Yotpanya is studying.While a trainee at the Khon Kaen Protection Centre for the Destitute, Panida noticed alleged irregularities and alerted first her school and then authorities.

Although Panida has now won widespread praise, she initially faced condemnation and a rebuke from her lecturer. The lecturer,according to Panida, hit her twice.

Udom said Panida's behaviour should have been encouraged, not discouraged.

"We should raise a question as to why the lecturer treated her that way," the deputy education minister said.

Maha Sarakham University president Sampan Rittidech said his institute had been conducting an investigation into the case.

"I believe the probe will conclude next week," he said.

Sampan said his university would honour Panida with an award later this month in recognition of her courage standing up against wrongdoing.

Asked about lingering concerns that the accused lecturer's anger might affect Panida's chances of getting a degree within the normal timeline, Sampan said the university would support Panida.

A complaint filed by Panida nudged the Office of the Public

Sector Anti-Corruption Commission (PACC) into investigating various protection centres for the destitute across the country.

The ongoing probe has suggested officials in as many as 24 provinces might have engaged in wrongdoing.

PACC assistant secretary-general Pol LtColonel Wannop Somchintanakul earlier this week said the provinces were Yala,Songkhla, Narathiwat,Phatthalung, Chumphon, Buri Ram, Surin, Angthong,Phitsanulok, Chaiyaphum, Khon Kaen, Chiang Mai, Bueng Kan,Nong Khai, Saraburi, Udon Thani,Surat Thani, Ayutthaya, Nan,Krabi, Trat, Trang, Sa Kaew and Roi Et.

Social Development and Human Security Minister General Anantaporn Kanjanarat said it should be clear by the end of this month which officials should be punished.

"สมยศ"ยืนยันโปร่งใส แจง4,200ล้านบาท เจียดใช้หนี้ยุค"บังยี" - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2561

เอเยนซี - พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง นายกสมาคมลูกหนังไทย ออกโรงชี้แจงประเด็นถูกตั้งคำถามถึงเงินสนับสนุนจำนวน 4,200 ล้านบาท จากสปอนเซอร์รายใหญ่ ยืนยันเป็นการนำมาใช้จ่ายในสมาคมโดยสุจริต ทั้งการใช้หนี้จ่ายภาษีแทนผู้บริหารสมาคมชุดเก่า รวมทั้งการนำมาชดเชยให้สโมสรในลีก แทนที่การกีฬาแห่งประเทศไทย ที่ตัดเงินช่วยเหลือไป

จากกรณีที่มีการตั้งคำถามถึงการทำงานของสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ภายใต้การทำงานของ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง นายกสมาคม ต่อการบริหารเงินจำนวน 4,200 ล้านบาท ที่มีการเซ็นสัญญากับ "ทรูวิชั่นส์" เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลไทยลีก นอกจากนี้ยังมีการเซ็นสัญญาต่อเนื่องกับผู้สนับสนุนสมาคมฟุตบอลฯ รายใหญ่อย่าง โตโยต้า, ช้าง, เมืองไทยประกันภัย รวมถึง แกรนด์สปอร์ต มูลค่าหลายร้อยล้านบาท

นอกจากนี้ยังมีการทวงถามถึงเงินรางวัลจากสหพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย หรือ "เอเอฟซี" จากผลงานการผ่านเข้ารอบ 12 ทีมสุดท้าย ฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย จำนวน 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 62 ล้านบาท รวมถึงเงินที่สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ "ฟีฟ่า" ต้องจ่ายเงินรางวัลให้ทีมฟุตบอลหญิง ซึ่งสมาคมชุดเก่าได้สำรองจ่ายไปแล้ว 350,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 10 ล้านบาท รวมทั้งเงินอุดหนุนที่ค้างรับจาก "ฟีฟ่า" อีก 500,000 ดอลลาร์สหรัฐ ประมาณ 15 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีเงินสดในบัญชี รวมถึงเงินอุดหนุนจากการกีฬาแห่งประเทศไทย อีกจำนวนหนึ่งด้วย

อย่างไรก็ตา พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ได้ออกมาชี้แจงอย่างละเอียดในข้อสงสัยดังกล่าว "สำหรับสัญญากับทรูวิชั่นส์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด 4 ปี ปีแรก ทรูฯ จ่าย 650 ล้านบาท, ปีที่ 2 ให้ 900 ล้านบาท, ปีที่ 3 ให้ 1,050 บาท และปีที่ 4 ให้ 1,150 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 3,750 ล้านบาท ทว่าเมื่อรวมเงินกับผู้สนับสนุนแล้ว แน่นอนว่าน่าจะถึง 4,200 ล้านบาท ตามที่มีการตั้งข้อสงสัยกัน"

"ทว่าเงินที่สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยได้ในแต่ละปีจากผู้สนับสนุนนั้น แบ่งจ่ายเป็น 3 งวด ไม่ได้มาก้อนใหญ่ๆ ก้อนเดียวอย่างที่พูดกันไป บางรายก็ไม่ได้เงินอย่างเดียว เพราะยังมีสินค้าที่อยู่ในมูลค่าทางการเงินอีกเสียด้วย อย่างเช่นผลิตภัณฑ์น้ำดื่มเป็นต้น"

ทั้งนี้ พล.ต.อ.สมยศ ได้กล่าวถึงการเข้ารับตำแหน่งนายกสมาคมก็เจอปัญหาการหยุดจ่ายเงินสนับสนุนจากการกีฬาแห่งประเทศไทย หรือ กกท. กับฟุตบอลไทยลีก 1 และ ไทยลีก 2 รวมถึงการจ่ายเงินสำหรับจ้างผู้ตัดสินในไทยลีก 3 และ ไทยลีก 4 เอง

"สมาคมฟุตบอลฯ ต้องหาเงินมาจ่ายทั้งหมด 37 ล้านบาทแทนที่ กกท. รวมทั้งยังมอบเงินให้ทีมไทยลีก 1 อีกทีมละ 5 ล้านบาท ในการพัฒนาสโมสร, ให้ทีมไทยลีก 2 จำนวน 3+1 ล้านบาท, ให้ทีมไทยลีก 3 จำนวน 1+1 ล้านบาท ทั้งหมดยังไม่รวมกับเงินภาษีที่สมาคมฟุตบอลชุดเก่าทิ้งเอาไว้ 200 ล้านบาท โดยเราได้จ่ายงวดแรก 40 ล้านบาท ก่อนขอผ่อนส่งอีก 2 ปี ซึ่งปัจจุบันเราจ่ายไปหมดแล้ว"

"สำหรับในเรื่องของเบี้ยเลี้ยงผู้ตัดสินและค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกิดขึ้น หลังจากไม่ได้รับการสนับสนุนจาก กกท. แล้ว ผมเองก็ยังต้องไปยืมเงินจากลูกสาว และเบิกเงินล่วงหน้าจากแพลนบีมาใช้ก่อน เพื่อให้เงินออกตรงเวลา เพราะยุคผมไม่ต้องการให้มีการจ่ายเงินปลายปี รวมทั้งมีค่าเดินทางให้กับทีมไทยลีก 3 และ ไทยลีก 4"

ในส่วนของเงินรางวัลทีมชาติไทยนั้น "บิ๊กอ๊อด" กล่าวว่า "ขณะที่เรื่องเงินทีมชาติไทยที่ผ่านเข้ารอบ 12 ทีมสุดท้าย ฟุตบอลโลก 2018 นั้น ผมได้สอบถามไปยัง เอเอฟซี กับ ฟีฟ่า แล้ว ปรากฏว่าพวกเขาได้ส่งคนมาตรวจสอบเส้นทางการเงินชุดเก่าก่อนที่จะไม่มีการจ่าย จนผมเองต้องอาศัยความสนิทสนมกับประธานเอเอฟซี ชีค ซัลมาน บิน อิบรอฮีม อัล คอลีฟะห์ และประธานฟีฟ่า จานนี อินฟานติโน่ ไปพูดคุย แม้ว่าเขาจะไม่มีการจ่ายเงินในการผ่านเข้า 12 ทีมเอเชีย ฟุตบอลโลกก่อนหน้านี้ ทว่าก็ยืนยันว่าจะจ่ายทุกทัวร์นาเมนต์ที่ทีมชาติไทยมีผลงานในยุคของผมบริหารงานแน่นอน".

'ฐิติราช' ลั่นผิดจริงฟันหมด 'ผบก.-พยาน-กองเชียร์' - คม ชัด ลึก ฉบับวันที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2561

"ฐิติราช" ฮึ่ม!ไม่ละเว้นหากผบก.กาญจนบุรี ผิดจริง รวมทั้ง "กองเชียร์-พยาน-ตำรวจ" คดีหวย 30 ล้าน "จักรทิพย์" ห่วงตร.พื้นที่ สั่งบช.ก. เรียกประชุมวางกรอบ ติวเข้มเจ้าหน้าที่ทำคดี เกี่ยวกับลอตเตอรี่

กรณีนายปรีชา ใคร่ครวญ อายุ 50 ปี ครูชำนาญการพิเศษโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.กาญจนบุรี คู่กรณีของ ร.ต.ท.จรูญ วิมูล อายุ 62 ปี ข้าราชการตำรวจเกษียณ ที่ฟ้องร้องแย่งกรรมสิทธิ์เป็นเจ้าของสลากกินแบ่งรัฐบาลงวดประจำวันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 หมายเลข 533726 จำนวน 1 ชุด 5 ใบ มูลค่า 30 ล้านบาท ในที่สุดเจ้าหน้าที่กองปราบฯได้ขออนุมัติหมายจับนายปรีชา และนางรัตนาพร สุภาทิพย์ หรือเจ๊บ้าบิ่น ในคดีอาญา แต่สุดท้าย ผู้ต้องหาทั้งสองก็ได้รับการประกันตัวออกมาตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ต่อมาเมื่อวันที่ 6 มีนาคม ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) กล่าวถึงกรณีการดำเนินคดีกับ พล.ต.ต.สุทธิ พวงพิกุล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรี (ผบก.ภ.จว.กาญจนบุรี) ที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทกรรมสิทธิ์สลากกินแบ่งรัฐบาล รางวัลที่ 1 มูลค่า 30 ล้านบาท ว่าหากการสืบสวนสอบสวนพบว่ามีความผิดฐานฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 จริง พนักงานสอบสวนจะดำเนินการตามกฎหมาย ซึ่งตาม ขั้นตอนจะต้องร้องทุกข์ที่กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ปปป.) ก่อนทำสำนวนส่งสำนักงานคณะกรรมการป้องกัน ปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือป.ป.ช. ส่วนตำรวจอีก 4 นายที่กันไว้เป็นพยานจะนำไปรวมกับพยานหลักฐานอื่นๆ ยืนยันไม่มีการช่วยเหลือตำรวจด้วยกัน หากพบหลักฐานการกระทำผิดจะดำเนินคดีโดยไม่ละเว้น

"กรณีตำรวจชั้นผู้ใหญ่มีคำสั่งให้ตำรวจผู้น้อยกระทำผิด เป็นเรื่องส่วนบุคคล แต่จะต้องแก้ไขเรื่องดังกล่าวอย่างจริงจัง ขณะที่กลุ่มที่สร้างความวุ่นวายในคดีสลากกินแบ่งรัฐบาล 30 ล้านบาท จะต้องถูกดำเนินคดีเช่นกัน โดยเฉพาะกลุ่มที่ถูกออกหมายจับไปแล้ว 2 คน รวมทั้งกลุ่มตำรวจที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับสถานที่เกิดเหตุ และกลุ่มกองเชียร์ของคู่ความทั้งสองฝั่ง หากพบพฤติกรรมที่มุ่งร้ายให้ผู้อื่น เดือดร้อนจะมีการพิจารณาความผิดอีกครั้ง" พล.ต.ท.ฐิติราช กล่าว

พล.ต.ท.ฐิติราชกล่าวต่อว่า ล่าสุด พล.ต.อ. จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้สั่งการให้กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เรียกประชุมตำรวจที่เกิดกรณีข้อพิพาทเรื่องลอตเตอรี่ เพื่อวางกรอบการทำงานในคดีเกี่ยวกับสลากกินแบ่งรัฐบาลให้ชัดเจน โดยจะมีการถ่ายทอดประสบการณ์ ความรู้เกี่ยวกับคดี รวมถึงปรับทัศนคติในการทำงาน เนื่องจากยอมรับว่าที่ผ่านมาตำรวจหลายพื้นที่มีประสบการณ์ในคดีลักษณะนี้ค่อนข้างน้อย จึงต้องนำองค์ความรู้ทั้งหมดมาแลกเปลี่ยนกัน

พล.ต.ต.ชาญ วิมลศรี รองผบช.ก. เปิดเผยความคืบหน้ากรณีการดำเนินคดีกับผบก.ภ.จว.กาญจนบุรี จากกรณีที่เชื่อว่าน่าจะเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องในการบิดเบือนสำนวนคดีหวยอลเวง 30 ล้านบาท ระหว่างระหว่าง ร.ต.ท.จรูญ วิมูล หรือ ลุงจรูญ อดีตข้าราชการตำรวจ กับ นายปรีชา ใคร่ครวญ หรือครูปรีชา ครูชำนาญการพิเศษโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.กาญจนบุรี ว่าอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลหลักฐานของทางพนักงานสอบสวน บก.ป. เพื่อเตรียมนำเข้าแจ้งความร้องทุกข์กับกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) ให้ช่วยดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง ทั้งนี้คาดว่าไม่น่าเกินสัปดาห์หน้าพนักงานสอบสวนบก.ป. น่าจะส่งเรื่องให้บก.ปปป.ดำเนินการเรื่องดังกล่าว ก่อนจะรวบรวมสำนวนนำเรื่องเสนอต่อป.ป.ช. เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

พล.ต.ต.ชาญ กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่จะมีการออกหมายจับพยานบุคคลทางฝั่งของครูปรีชาเพิ่มเติมหรือไม่นั้น ยังไม่สามารถระบุได้ เนื่องจากอยู่ในดุลพินิจของพนักงานสอบสวน บก.ป. ผู้ทำสำนวนคดีดังกล่าว ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบคำให้การต่างๆ ของพยาน ทั้งนี้หากพบว่าการให้การของ พยานบางคนมีการให้การที่เป็นเท็จก็จะดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานออกหมายจับในทันที

ด้าน พ.ต.อ.สุวัฒน์ แสงนุ่ม รองผบก.ป. กล่าวว่า กรณีการออกหมายจับบุคคลอื่นเพิ่มเติมนั้น ขณะนี้ยังไม่มีการพิจารณาหรือเตรียมการที่จะออกหมายจับบุคคลอื่นเพิ่มเติมในคดีดังกล่าวแต่อย่างใด เนื่องจากยังคงต้องรอผลการสอบปากคำพยานบุคคลทางฝั่งของครูปรีชาทั้งรายใหม่และรายเก่าเพิ่มเติมอีกครั้ง ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการติดต่อประสานเชิญตัวพยานบุคคลดังกล่าวมาให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน บก.ป.

ต่อมา พล.ต.ต.กมล เหรียญราชา ผบก.ปปป. เปิดเผยหลังประชุมหารือแนวทางการทำงานเกี่ยวกับคดีที่มีตำรวจหลายนายเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีว่า เบื้องต้นพบความผิดปกติในส่วนสำนวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองกาญจนบุรี ที่มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำให้การครูปรีชากับพยานหลายครั้ง ดังนั้น ทาง ปปป.จึงต้องเรียกทางพนักงานสอบสวนที่รับผิดชอบมาให้ข้อมูลว่าเข้าข่ายการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือมีการสนับสนุนให้ เจ้าหน้าที่ทำงานโดยปฏิบัติงานอย่างมิชอบหรือไม่ ซึ่งปปป.จะเปิดโอกาสให้พนักงานสอบสวนที่ทำสำนวนคดี ซึ่งถือว่าเป็นผู้ปฏิบัติงานระดับล่างได้มีโอกาสชี้แจงว่ากระทำผิดเองหรือได้รับคำสั่งมา หรืออยู่ในภาวะที่หลีกเลี่ยงมิได้ เพื่อจะได้ขยายผลพบต้นตอของผู้สั่งการให้กระทำความผิด

รายงานข่าวแจ้งว่า มีการเรียกพนักงานสอบสวน 5 นายที่ทำสำนวนคดีจากกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 มาสอบสวนที่กองบัญชาการสอบสวนกลาง ตั้งแต่ช่วงเช้าของวันที่ 6 มีนาคม

ผู้สื่อข่าว จ.กาญจนบุรี รายงานว่า เมื่อช่วงเช้าวันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวจำนวนหนึ่งยังคงไปรอสัมภาษณ์ครูปรีชาที่หน้าบ้านพัก เพื่อขอสัมภาษณ์ เมื่อไปถึงพบว่าครูปรีชาได้ขึ้นไปอยู่ภายในรถกระบะพร้อมสตาร์ทเครื่องยนต์โดยมีญาติครูปรีชาออกมาเปิดประตูหน้าบ้านรอพร้อมห้ามสื่อมวลชนถ่ายภาพ" นายอัจฉริยะระบุ

จากนั้นครูปรีชาก็ขับรถออกมาแล้วเลี้ยวขวาออกไปทางท้ายซอย ผ่านหมู่บ้านแห่งหนึ่งแต่ไม่ทราบว่าครูปรีชาจะขับรถมุ่งหน้าไปโรงเรียนหรือไปที่ใดกันแน่ ซึ่งครั้งนี้ครูปรีชาได้ขับรถเร็วผิดปกติกว่าทุกครั้ง อีกทั้งครูปรีชาไม่ลดกระจกรถลงมาเพื่อทักทายสื่อมวลชนเหมือนเช่นทุกครั้งที่ผ่านมา

คอลัมน์ เหนี่ยวไก: ต้องเด็ดขาด - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2561

สลาตัน

กรณีการทุจริตเงินสงเคราะห์ผู้ยากไร้และผู้ป่วยโรคเอดส์ ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง ใน จ.ขอนแก่น ภายใต้การกำกับของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ หลังจากถูกเปิดโปงทุจริตหักเงินหัวคิวผู้ป่วยและคนจน ทำให้หลายหน่วยงานเข้าไปตรวจสอบในพื้นที่จังหวัดอื่นๆ อีกจำนวนมาก จนลุกลามไปทั่วประเทศ เพราะไปตรวจสอบจังหวัดไหนก็เจอการทุจริตเช่นนี้เป็นแถว

ที่ผ่านมาการตรวจสอบของหน่วยงานรัฐพยายามเข้าไปขุดคุ้ยหาพยานหลักฐานในพื้นที่ บ้างก็ได้รับความร่วมมือดีและไม่ได้รับความร่วมมือ แต่เจ้าหน้าที่ไม่ย่อท้อพยายามสืบสาวหาข้อมูลเพื่อไปให้ถึงต้นตอขบวนการนี้ให้ได้ แม้ที่ผ่านมาจะพยายามเอาผิดผู้ที่เกี่ยวข้องก็ตาม

กระทั่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 52/2561 ให้พุฒิพัฒน์ เลิศเชาวสิทธิ์ ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และณรงค์ คงคำ รองปลัด พม. มาปฏิบัติราชการสำนักนายกรัฐมนตรี หลังมีข้อครหาเข้าไปพัวพันกับการทุจริตเงินสงเคราะห์ฯ ในครั้งนี้ จนแปดเปื้อนเสียหายต่อกระทรวงพัฒนาฯ อย่างมาก

ในระหว่างนี้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือ ป.ป.ท. กำลังไล่เช็กเส้นทางการทุจริตว่ามีข้าราชการระดับใดเข้ามาเกี่ยวพันหรือไม่ แม้ว่าการทำงานอาจดูเหมือนเชื่องช้าก็ตาม อันด้วยมาจากความร่วมมือที่ยังไม่ได้รับจากพื้นที่เท่าที่ควรทำให้การสืบเสาะข้อมูลค่อนข้างลำบาก ตอนนี้จับตรงไหนเจอร่องรอยทุจริตตรงนั้น จึงเชื่อและหวังว่าจะหาคนผิดมาลงโทษได้

ความเด็ดขาดที่ พล.อ.ประยุทธ์ มีคำสั่งย้ายปลัดกระทรวงพัฒนาฯ ทำให้การตรวจสอบครั้งนี้ทางสะดวกขึ้น ด้วยตำแหน่งบริหารระดับสูงปลัดอาจเข้ามาล้วงลูกการทำงาน หรือเข้ามายุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานได้ คำสั่งเด็ดขาดนี้จึงส่งสัญญาณชัดเจนว่ารัฐบาลเปิดทางให้เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจการทุจริตอย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องกังวลว่าจะช่วยเหลือกัน แต่ถ้าอีกมุมการขุดคุ้ยขบวนการทุจริตเงินสงเคราะห์ไม่มีคนผิด ประชาชนคงหมดหวังกับรัฐบาล

ตอนนี้ ป.ป.ท.ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบการทุจริตศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งฯ รวมแล้ว 24 จังหวัด โดยพบการกระทำในลักษณะเข้าข่ายทุจริตเพิ่มอีก 10 จังหวัด ได้แก่ 1.ยะลา 2.สงขลา 3.นราธิวาส 4.พัทลุง 5.ชุมพร 6.บุรีรัมย์ 7.สุรินทร์ 8.อ่างทอง 9.พิษณุโลก และ 10.ชัยภูมิ จากเดิมที่พบ 14 จังหวัด

ล่าสุดพบรูปแบบการทุจริตแบบใหม่ นับว่าเป็นพฤติการณ์สุดแย่ของขบวนการนี้ คือ มีการนำชื่อบรรดาข้าราชการท้องถิ่น และชื่อภรรยาของผู้ใหญ่บ้านหรือกำนัน มาเบิกงบดังกล่าว โดยบุคคลดังกล่าวไม่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ เช่น ไม่ใช่ผู้ยากไร้ หรือเป็นผู้ป่วย ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบและรวบรวมหลักฐานต่างๆ เพื่อเสนอเข้าที่ประชุมบอร์ด ป.ป.ท.ขออนุมัติตั้งอนุกรรมการไต่สวน

ขณะเดียวกันยังมีความพยายามของเจ้าหน้าที่บางรายที่พัวพันกับการทุจริตเงินสงเคราะห์ ชิงนำเงินเข้าไปจ่ายให้กับชาวบ้านที่ได้เงินไม่ครบก่อนหน้านี้ เพื่อหวังให้พยานที่เป็นชาวบ้านเปลี่ยนใจไม่เอาความกับเจ้าหน้าที่เหล่านั้น แบบนี้ถือว่าเป็นการกระทำที่ฉ้อฉล ถ้าหากเรื่องไม่แดงขึ้นมาชาวบ้านตาดำๆ ก็คงต้องรับเพียงเศษเงินที่เหลือจากพวกข้าราชการหิวโซนั้นไปตลอดชีวิต

จึงมั่นใจว่า "ความเด็ดขาด" เป็นเครื่องมือช่วยทำให้เกิดความสว่างไสวที่จะทำให้ขบวนการทุจริตเงินสงเคราะห์ต้องเข้าไปอยู่ในซังเต จมอยู่กับความมืดต่อไป

เมินเฉย...เท่ากับร่วมทุจริต สำนึกแห่งความดี นศ.แฉโกง ต้นแบบสู้อำนาจมืด - เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2561

วรลักษณ์ อโนทัยสินทวี รายงาน

วีรกรรมของเด็กวัยรุ่นที่สังคมต้องหันมาสนใจตอนนี้ คงไม่พ้นเรื่องการออกมาให้ข้อมูลทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐอย่างกล้าหาญโดยไม่เกรงกลัวอิทธิพลใด ๆ ของ "น้องแบม" น.ส.ปณิดา ยศปัญญา อายุ 22 ปี นศ.สาขาพัฒนาชุมชน คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ซึ่งออกมาเปิดโปงกรณีถึงพิรุธการปลอมแปลงเอกสารของศูนย์ช่วยเหลือคนไร้ที่พึ่ง จ.ขอนแก่น เพื่อเบิกจ่ายเงินสำหรับผู้ยากไร้รวมกว่า 6,900,000 บาท จนนำไปสู่การตรวจสอบข้อเท็จจริงข้าราชการระดับสูงของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) รวมถึงขยายผลตรวจสอบการเบิกจ่ายเงินของศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งทั่วประเทศ

เด็กวัยรุ่นที่มีไลฟ์สไตล์เหมือนวัยรุ่นทั่วไปที่เวลาว่างก็ชอบดูหนังฟังเพลง จะแตกต่างบ้างที่นิสัยลุย ๆ ทำให้ชอบเล่นกีฬายิงปืน ซึ่งเด็กรุ่นเดียวกันไม่ค่อยนิยม และจากอุปนิสัยผาดโผนเหมือนเด็กผู้ชายจึงทำให้ น้องแบม สนใจเลือกเรียนคณะพัฒนาชุมชน

"นสพ.เดลินิวส์" มีโอกาสพูดคุยสอบถามที่มาที่ไปถึงการตัดสินใจเลือกเส้นทางเรียน จนนำมาสู่จุดเปลี่ยนใหญ่ของชีวิตอย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้ โดย น้องแบม เผยช่วงสำคัญในชีวิตอย่างการตัดสินใจเลือกคณะเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยว่า ช่วงสอบแอดมิชชั่นตนตั้งเป้าเลือกหลายคณะ และหนึ่งในนั้นคือคณะพัฒนาชุมชน แต่อันดับแรกที่เลือกคือคณะครุศาสตร์ภาษาไทยเนื่องจากแม่อยากให้เป็นครู อันดับสองถึงเลือกคณะพัฒนาชุมชน และคณะรัฐศาสตร์ ตามลำดับ ตนสอบติดทุกคณะ แต่สุดท้ายตัดสินใจเลือกคณะพัฒนาชุมชน เพราะมีความตั้งใจจะเป็นนักพัฒนาหรือเป็นทหาร อีกทั้งเป็นคนที่ชอบกิจกรรมลุย ๆ และเดินเข้าป่าพูดคุยกับชาวบ้าน

ระหว่างเรียนได้รับการปูพื้นฐานเรื่องภาวะการเป็นผู้นำ โดยมีโอกาสได้ลงพื้นที่ตั้งแต่ปี 1 ปัญหาส่วนใหญ่ที่พบว่าควรได้รับการแก้ไขและพัฒนาคือ สภาพถนนที่ทรุดโทรม แม้จะมีการซ่อมบำรุงทุกปีแต่ก็ยังพบว่าบางแห่งมีสภาพเป็นหลุมมากกว่าเดิม ชาวบ้านต้องช่วยกันลงขันซึ่งเงินเหล่านี้ก็ไม่ได้เพียงพอในการซ่อมแซม พวกเราลงพื้นที่หาสาเหตุที่แท้จริงเกี่ยวกับปัญหาเพื่อเสนอต่อผู้ใหญ่บ้าน แต่ก็ยอมรับว่าวุฒิภาวะของเราที่ยังเป็นนักศึกษา ทำให้เป็นอุปสรรคที่ผู้ใหญ่จะยอมรับฟังข้อเสนอของเรา

แม้จะเห็นอุปสรรคการทำงานขณะกำลังศึกษาอยู่ แต่หลังจากฝึกปรือฝีมือในสถาบันการศึกษามาระยะหนึ่งจนใกล้จบการศึกษา ถึงเวลาต้องออกไปฝึกงานใช้วุฒิภาวะที่สูงขึ้นเผชิญกับโลกความเป็นจริง งานแรกที่ได้รับมอบหมายกลับมีความผิดปกติ ส่อไปในทางไม่ถูกต้องนั้น

น้องแบม เล่าว่า ที่เลือกสถานที่ฝึกงานดังกล่าว ตนเลือกจากรายชื่อที่สาขาวิชาแนะนำให้ ซึ่งรายชื่อดังกล่าวได้จากรุ่นพี่ ๆ ที่เคยไปฝึกงานแล้วได้รับการตอบรับที่ดี โดยช่วงฝึกงานมีเพื่อน ๆ เลือกฝึกงานในสถานที่เดียวกันรวม 4 คน วันแรกที่เริ่มฝึกงานเป็นการทำงานที่บ้านพักของผอ.ศูนย์ฯ ตนและเพื่อน ๆ ได้รับมอบหมายให้กรอกเอกสารเท็จเกี่ยวกับสถานะ, ที่อยู่อาศัย, วุฒิการศึกษา, รายได้ และปัญหาที่ต้องการแก้ไขเร่งด่วนของประชาชน และการเบิกจ่ายเงินของศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัดขอนแก่น ซึ่งตนเซ็นเอกสารรับรองสำเนารวมแล้วเกือบ 10 ชุด และได้ขย้ำทิ้งไปบางส่วน ทำงานกับเพื่อน ๆ อยู่ประมาณ 3 สัปดาห์ มีการเซ็นรับรองสำเนาไปเกือบ 2,000 ชุด จากนั้นได้รับมอบหมายงานให้ลงพื้นที่ดูแลผู้สูงอายุ, ผู้มีรายได้น้อย, ผู้ป่วยจิตเวช และคนไร้บ้าน

"ตอนนั้นได้ยินเจ้าหน้าที่โทรศัพท์หาใครไม่รู้ ขอสำเนาบัตรประชาชนให้ได้จำนวนเท่านี้ ๆ หนูก็คิดในใจว่าทำไมต้องให้คนนอกมากรอกเอกสารข้อมูล ทั้งที่ควรจะเป็นเจ้าของสำเนาบัตรประชาชนตัวจริงและเป็นผู้มีคุณสมบัติได้รับเงินสงเคราะห์ การนำคนนอกมาเซ็นรับรองสำเนามันไม่ใช่แล้วและเซ็นรับรองมากกว่า 80% ไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้อง หนูก็ปรึกษากับ เพื่อน ๆ ที่อยู่ในชะตากรรมเดียวกันและพี่ณัฐกานต์ หมื่นพล อดีตลูกจ้างศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัดขอนแก่น ซึ่งเคยถูกสั่งให้ทำแบบนี้มาก่อนและได้ปฏิเสธไป จึงถูกบีบให้ออกจากงาน คิดกันนานมาก และตอนแรกจะเข้าร้องเรียน แต่ก็ไม่กล้าเพราะกลัวหลักฐานไม่พอ จนเกือบ 3 เดือนได้ข้อสรุปว่าได้เวลาที่ต้องร้องเรียนแล้ว"

การตัดสินใจร้องเรียนครั้งแรกไม่เป็นผล เมื่อถูกอาจารย์ที่นักศึกษาให้ความเคารพหักหลัง น้องแบม เล่าต่อว่า ส่วนหนึ่งที่อยากเข้าร้องเรียนก็เพื่อป้องกันตัวเองจากข้อหาปลอมแปลงเอกสาร แต่สาเหตุหลักคือต้องการช่วยเหลือชาวบ้านจึงได้ไปปรึกษากับอาจารย์สาขาอีกครั้ง โดยนำหลักฐานที่มีไปให้อาจารย์ดูทั้งหมด มีอาจารย์ 2 ท่านแนะนำว่าควรแจ้งความและเปลี่ยนสถานที่ฝึกงาน ตอนแรกหัวหน้าภาคยืนยันจะเปลี่ยนสถานที่ฝึกงานให้ แต่กลับเรียกตนไปไกล่เกลี่ยที่ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งฯ โดยให้ตนอธิบายเรื่องทั้งหมดต่อหน้าเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการที่สั่งให้ตนกรอกเอกสารเท็จและบอกไปว่าตนเข้าใจผิด ไม่มีการปลอมแปลงเอกสารใด ๆ รวมทั้งให้ตนกราบขอโทษเจ้าหน้าที่ เพื่อให้การฝึกงานจบด้วยดี ขณะที่นิสิตที่ทราบข่าวก็ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อสภาคณาจารย์ให้สอบข้อเท็จจริงกรณีหัวหน้าภาควิชาและอาจารย์ที่เกี่ยวข้อง

เมื่อตนทำตามที่หัวหน้าภาควิชาสั่ง หลังจากวันนั้นเจ้าหน้าที่คนดังกล่าวก็มีท่าทีไม่ปกติ มองตนเป็นอากาศ ไม่รับไหว้ จากที่ไม่ค่อยได้สอนงานอยู่แล้วก็ไม่มีการสอนงานเลย แต่ต้องเซ็นผ่านงานให้ตน เพราะไม่ต้องการให้ตนไปร้องเรียนด้วย สุดท้ายคุยกับพี่ณัฐกานต์ พี่เขาก็ถามว่าหลักฐานพร้อมไหม ถึงเวลาแล้วที่ต้องทำอะไรสักอย่าง มีคุยเล่น ๆ สร้างพลังบวกกันว่า เราเรียนด้านนี้มา ทำงานแบบนี้ เห็นอะไรต่าง ๆ ถ้ายังนิ่งเฉยจะมาทำงานพัฒนาชุมชนทำไม ครอบครัวตนก็เห็นด้วยที่จะให้ร้องเรียน เพราะทุกครั้งที่มีปัญหาก็จะหารือกับครอบครัวตลอด จึงเดินทางเข้ากรุงเทพฯ กันสองคน เมื่อวันที่ 11 ต.ค. 60 เพื่อร้องเรียนต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ กองทัพบก และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

ผ่านมา 2 เดือน ป.ป.ท.และ ป.ป.ช.ได้ตอบกลับมาให้ตนและพี่ณัฐกานต์เข้าให้ข้อมูลและยื่นเอกสารเพิ่มเติม จากนั้นก็มีการติดตามสอบถามความคืบหน้ากับเจ้าของสำนวนตลอด เกรงว่าเรื่องจะเงียบไป กระทั่งมีการนำเสนอข่าวออกไป จึงเข้าแจ้งความเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจว่าถูกบังคับให้เขียนเอกสารเท็จ

ทั้งนี้ ก่อนร้องเรียนก็คิดถึงผลกระทบที่ตามมา แต่ไม่ใช่ประเด็กหลัก เราคิดบวกกันมากกว่า ทำให้ไม่ได้กังวลอะไร แต่ก็ได้ระวังตัวตลอดเวลา เนื่องจากไม่รู้ว่าต่อไปจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง โดยที่ผ่านมามีเหตุการณ์ที่ ผอ.ศูนย์ฯ มาตามหาที่บ้านเพื่อขอพูดคุย แต่ตนได้ปฏิเสธไป นอกจากนี้ ผอ.ศูนย์ฯ ยังไปพบอาจารย์ขอให้พาไปบ้านตน เมื่อทราบข่าวตนจึงแจ้ง เจ้าหน้าที่ ป.ป.ท.ให้โทรศัพท์ไปพูดคุยกับอาจารย์ห้ามให้ข้อมูลตนต่อ ผอ.ศูนย์ฯ และขณะนี้ตนก็ยังได้รับการดูแลจาก เจ้าหน้าที่อยู่

เบื้องหลังการตัดสินใจดังกล่าวไม่ใช่เรื่องง่าย เมื่อคิดไปว่าจะต้องเจอกับความกดดันและภัยต่าง ๆ แต่ใจน้องแบมใหญ่กว่านั้น เมื่อเธอเห็นว่า "สิ่งที่เราทำไปเป็นการช่วยให้ชาวบ้านหลายคนที่ไม่ได้รับความช่วยเหลืออย่างจริงจัง และมีชาวบ้านหลายรายต้องการความช่วยเหลือ เมื่อเกิดการตรวจสอบขึ้นจึงเป็นเรื่องที่ดี"

ทิ้งท้ายมุมมองปัญหาคอร์รัปชั่น น้องแบมได้สะท้อนแนวคิดของวัยรุ่นต่อปัญหาดังกล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า การคอร์รัปชั่นยังมีอยู่มากในสังคมไทยไม่ต่ำกว่า 50% เพราะชาวบ้านบางคนหรือประชาชนทั่วไปที่ได้รับการศึกษาไม่เพียงพอจะมองโลกตามความจริง เหมือนใช้ชีวิตเรื่อย ๆ ไม่รู้สิทธิของตนเอง ไม่รู้เท่าทันคน ทำให้มีช่องโหว่ทุจริตได้โดยง่าย เรื่องลักษณะนี้ก็อยู่ที่ตัวเราเอง ถ้าเมินเฉยก็เท่ากับว่าร่วมทุจริตด้วย ไม่รักประเทศเราเอง รวมทั้งเป็นความละอายแก่ใจตัวด้วย

คนตัวเล็ก ๆ แต่มีพลังมหาศาลที่จะทำเรื่องยิ่งใหญ่ ไม่ใช่การตัด สินใจง่าย ๆ โดยเฉพาะเรื่องเหล่านั้นเป็นเรื่องที่ส่งผลถึงความเสียหายของประเทศ เมื่อมีผู้กล้าออกมาเปิดโปง สิ่งที่ทุกคนในสังคมพอจะทำได้คือปกป้องคนเหล่านี้ให้มีกำลังใจต่อสู้ไปจนสุดทาง.

ที่มาเด็กดี

แบม น.ส.ปณิดา ยศปัญญา พื้นเพเป็นชาว จ.ขอนแก่น เส้นทางการศึกษาเริ่มเรียนชั้นอนุบาล จนถึงประถมศึกษาปีที่ 6 ที่โรงเรียนเทศบาลสวนสนุก จ.ขอนแก่น ก่อนศึกษาต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 ที่โรงเรียนขอนแก่นวิทยายน ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำจังหวัด ในสาขาศิลป์คำนวณ

ทั้งนี้ระหว่างศึกษาระดับมัธยมปลาย เคยได้รับประกาศนียบัตร "คนดีศรี วย." ในโครงการธนาคารความดีของโรงเรียนด้วย

คอลัมน์ ไฮด์ปาร์กลงกระดาษ: "บิ๊กตู่" เหลวปราบโกงกับปฏิรูปชาติ! - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2561

ชัชวาลย์ ชาติสุทธิชัย

เมืองไทยใหญ่อุดมด้วยเรื่องราวมากมายมหาศาลทั้งดีและร้าย...

ยังโชคดีที่ชาติไทยมีพระมหากษัตริย์ทรงรักประชาชน และมีประชาชนที่รักชาติ-ศาสนา-พระมหากษัตริย์ ที่สำคัญยิ่งคือ ประชาชนรักชาติและกล้าหาญในการต่อสู้กับกลุ่มคนชั่วที่ใช้อำนาจอธรรม!

ณ วันนี้ต้องบอกตรงๆ ว่า รัฐบาล "บิ๊กตู่" ที่มีอำนาจพิเศษ ต้องสร้างความเจริญมั่นคงให้ชาติ-ศาสนา-พระมหากษัตริย์-ประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องปราบการคอร์รัปชัน และปฏิรูปชาติในมิติสำคัญให้ประสบความสำเร็จอย่างดี

ทว่า รัฐบาลรัฐประหาร "บิ๊กตู่" กลับ "สอบตก" อย่างน่าผิดหวัง!

ทั้งๆ ที่ "บิ๊กตู่" เป็นทั้งหัวหน้า คสช.และนายกรัฐมนตรี มาเกือบ 4 ปี แต่ "นายกฯ ตู่" โชว์ผลงานได้แค่ "เก่งจ้อ" แต่ "ไม่เก่งทำ" (ว่ะ!)ยิ่ง "นายกฯ ตู่" ประกาศว่า ถ้าไม่มีเหตุการณ์ "เข็มขัดสั้น" เกิดขึ้น ชาติไทยจะมีการเลือกตั้งราว "กุมภาพันธ์ 2562"ทำให้กระแส "ปฏิรูปชาติก่อนเลือกตั้ง" หดหาย กระแส "เลือกตั้งก่อน-ปฏิรูปเมื่อไหร่บิ๊กตู่ก็บ่ฮู้" เข้ามาแทนที่ทันที...เฮ้อ...

หลัง "วันมาฆบูชา" จึงมีเทศกาล "วันป่าช้าการเมืองแตก" เพราะ "ผีนักการเมืองสารพัดชนิด" ขอจดทะเบียนพรรคจ้าละหวั่น มีทั้งพรรค "ห้อยโหนตู่" และ "ห้อยโหนเหลี่ยม" หรือพรรค "นอมินีทหาร" กับ "นอมินีทุนสามานย์"มีทั้งพรรค "ขายตัวเฉพาะกิจ" พรรค "ไพร่หมื่นล้าน"เครือข่าย "ทุนสามานย์" ที่ประกาศเป็น "ทางเลือกใหม่"ทางการเมืองไทย ฯลฯ

แต่พรรคที่ยังไม่โผล่มาในวันแรก คือพรรค "เทพเพื่อตู่" ของคนตระกูล "เทือก" ที่มีนโยบายชัดเจนแต่ไก่โห่ว่า จะเข้าร่วมวง "ไพบูลย์-หนุนตู่" เป็น "นายกฯ" อีกครั้งแม้เรื่องราวอีกเป็นปีเนี่ย อาจเกิดหรือไม่เกิดขึ้นก็ตาม ปริศนาต้องติดตามคือ ชีวิต "บิ๊กตู่" ผู้ไร้ผลงานโดดเด่นทั้งการปราบคอร์รัปชันและปฏิรูปชาติเขาจะได้เป็นนายกฯ สมใจนึกอีกครั้งอ๊ะป่าว...?

อย่างไรก็ตาม ถ้ามีการเลือกตั้งในเดือน "กุมภาฯ 62"จริง โดย "นายกฯ ตู่" ไม่ปฏิรูปการเมือง การเลือกตั้งก็ไร้ความบริสุทธิ์ยุติธรรม! จะด้วย "บิ๊กตู่" ประมาทหรือประเมิน "บิ๊กเหลี่ยม" ต่ำ ด้วยคิดว่ารัฐธรรมนูญ และกฎหมายลูก ทั้งหลาย ที่เครือข่าย "นายกฯ ตู่" ประดิษฐ์ขึ้นมา จนพากัน "หลงเชื่อ" ว่าการเลือกตั้งจะไร้การซื้อเสียงและการโกงจะกีดกันเครือข่าย "เหลี่ยม" ให้กลับมายึดอำนาจรัฐไม่ได้อีกครา???!!!

"บิ๊กตู่" จึงเชื่อและมั่นใจว่า ไม่ต้องปฏิรูปชาติก่อนหรอก...แค่มีรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และกฎหมายลูกทั้งหลาย อีกทั้งองค์กรอิสระในกำมือพวกตน ฯลฯ ปลายทางเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น เครือข่าย "บิ๊กตู่" จะกลับมาสู่อำนาจรัฐได้อีกครั้งหนึ่ง...แน่นอน!

ผู้นำชาติ-หากตั้งอยู่บนความประมาท ย่อมมีโอกาส นำความเสียหายมาสู่ชาติและประชาชนเสมอ!

ผู้นำชาติ-หากหลงอำนาจ-ลาภยศ-เงินทอง ย่อมจมปลักอยู่กับการกอบโกยผลประโยชน์สารพัดของชาติใส่ตัวและพวกพ้อง จนละเลยหรือไม่ยอมแยกแยะความดีและความชั่ว! สิ่งควรทำและไม่ควรทำ! สิ่งถูกและสิ่งผิด! ฯลฯ

จน "ผู้นำชาติ" บางคนถึงกับขายชาติขายประชาชนอีกด้วย...จริงไหม?

สถานการณ์ที่ "นายกฯ ตู่" ไม่ปราบคอร์รัปชัน และไม่ปฏิรูปชาติในมิติสำคัญ เพื่อแก้ไขต้นเหตุปัญหาชั่วร้ายของชาติให้สำเร็จโดยไวก่อนจะมีการเลือกตั้ง ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ไร้หลักประกันว่า

รัฐบาลรัฐประหารชุดนี้จะทำให้คนดีจะได้ขึ้นบริหารชาติอย่างมั่นคง และคนชั่วจะถูกกีดกันมิให้มีอำนาจอย่างถาวร

ส่งผลให้ผู้คนส่วนใหญ่ยังคงเชื่อว่า เครือข่าย "เหลี่ยม"ที่มีเงินไม่โปร่งใสมหาศาล อีกทั้งยังกล้าและเก่งในการโกงเลือกตั้ง มีโอกาสสูงที่จะกลับมายึดอำนาจรัฐได้อีกครั้งไม่ช้าก็เร็วอย่างแน่นอน

นั่นมิใช่เรื่องกลัวเกินเหตุ! นั่นมิใช่เรื่องกังวลจนเกินจริง! แต่เป็นเรื่องจริงที่เครือข่าย "เหลี่ยม" ชนะการเลือกตั้งครั้งแล้วครั้งเล่าหลัง "รัฐประหารไม่ปฏิรูปชาติ-บิ๊กบัง" ไงล่ะ!แม้วันนี้ "เหลี่ยม" ในฐานะหัวหอก "ขบวนการโกงชาติและล้มเจ้า" อยู่ในสภาพเสียเปรียบ แต่ด้วยรัฐบาล "นายกฯ ตู่" มิได้เปิดโปงและแฉโพยการกระทำอันชั่วร้ายต่อชาติและประชาชนของ "เหลี่ยม" และเครือข่าย ให้คนไทยส่วนใหญ่ได้รับรู้อย่างจริงจัง จึงทำให้ประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้คนในภาคเหนือและอีสาน ยังคงหลงปลื้ม "พี่เหลี่ยม" กับ "น้องปู" แห่งตระกูล "โกงจนชิน" ตราบทุกวันนี้ไงล่ะยิ่ง "นายกฯ ตู่" อยู่ในสภาพการเมือง "ขาลง" ขบวนการเครือข่าย "เหลี่ยม" ก็ยิ่งโผล่ออกมาเคลื่อนไหวทั้งลับ และเปิดเผยกันอุตลุด โดยมีบรรดา "ผีสื่อ-ผีนักวิชาการ" และ "สารพัดผี" คอย "โม่แป้ง" ให้ "พี่เหลี่ยม" กับ "น้องปู"เป็นข่าวคราวอย่างต่อเนื่อง

งานนี้..."นายกฯ ตู่" จะเกรี้ยวกราดปะฉะดะ โทษ "สื่อ"กับ "พี่เหลี่ยม-น้องปู" ทำพิษคงไม่ได้ เพราะต้นเหตุปัญหามาจากตัว "นายกฯ ตู่" เองนั่นแหละ ที่ปล่อยให้ "นักโทษชายเหลี่ยม" กร่างอยู่ต่างแดน แถมยังปล่อยให้ "นักโทษหญิงปู" หนีไปอย่างลอยนวลด้วย ทำให้สองนักโทษ "เหลี่ยมปู" สุมหัวผนึกพลัง หนุนพลพรรคให้ทำลายรัฐบาล "บิ๊กตู่"อย่างสบายอารมณ์...

ที่สำคัญ! การบริหารของ "นายกฯ ตู่" ที่ผ่านมาไร้การแก้ต้นเหตุปัญหาหลักชาติเท่าที่ควร ย่อมทำให้ชาติ-ศาสนาพระมหากษัตริย์-ประชาชน ได้รับผลกระทบในด้านลบตามไปด้วย...จริงไหมล่ะ?

ที่ผ่านมา "นายกฯ ตู่" ได้แต่คิ้วขมวดพูดจาขึงขัง แต่การกระทำกลับอ่อนปวกเปียก! โดยเฉพาะการปราบคนโกงชาติและปฏิรูปชาตินั้น พังพาบคามือ "บิ๊กตู่" มาจนทุกวันนี้"กองหนุนหาย!" "ขาลง" ก่อน "ขาออก" เพราะ "นายกฯ ตู่" เหลวทั้งปราบโกง และปฏิรูปชาติ!!!.

คอลัมน์ ลงมือสู้โกง: ร่วมพลิกโฉมประเทศไทยในสองนาที - แนวหน้า ฉบับวันที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2561

สุภัจจา อังค์สุวรรณ

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International) ประกาศผลดัชนี ชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชันโลกปี 2560 โดยประเทศไทย ติดอันดับที่ 96 จาก 180 ประเทศซึ่งผลการจัดอันดับ ไม่เพียงแค่ส่งผลต่อการประเมินภาพลักษณ์คอร์รัปชัน เท่านั้น แต่ยังส่งผลถึงความมั่นคงและความมีเสถียรภาพ ด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม เสรีภาพของสื่อและสิทธิ ของพลเมืองด้วย ผู้เขียนจึงอยากชวนทุกท่านหันมามอง ประเทศเพื่อนบ้านรอบๆ ไทยในกลุ่มอาเซียนว่า สถานการณ์บ้านเขาเป็นอย่างไร โดยประเทศที่ได้อันดับ 1 คือ สิงคโปร์ อันดับ 2 มาเลเซีย อันดับ 3 ติมอร์เลสเต (อันดับ 4 ไทย และอินโดนีเซีย และอันดับ 5 เวียดนามตามมาด้วย ฟิลิปปินส์ พม่า ลาว และกัมพูชาตามลำดับ

ข้อสังเกตที่น่าสนใจจากการจัดอันดับของกลุ่มประเทศอาเซียน พบว่า ประเทศที่มีแนวโน้มดีขึ้นอย่างต่อเนื่องช่วงปี 2555-2560 ได้แก่ อินโดนีเซีย และ เวียดนาม ส่วนหนึ่งผู้เขียนคาดการณ์ว่ามาจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายประเทศในด้านการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน โดยมุ่งเน้นสร้างธรรมาภิบาลในการบริหาร จัดการภาครัฐและสร้างช่องทางให้พลเมืองเข้ามามีส่วนร่วม (Citizen Engagement) ในการร้องเรียนปัญหาต่างๆ สอดคล้องกับข้อสรุปจากองค์กรเพื่อความโปร่งใส นานาชาติ ที่ระบุว่า ประเทศที่ได้รับคะแนนดีขึ้นในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ส่วนใหญ่เป็นประเทศที่รัฐเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมตรวจสอบการทำงานของ ภาครัฐในเรื่องความโปร่งใสได้อย่างเสรีภาพด้วย

ดังนั้น การสร้างความเชื่อมั่นในความโปร่งใสและสร้างช่องทางให้พลเมืองเข้ามามีส่วนร่วม (Citizen Engagement)จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันในหลายประเทศ เพราะการเปิดโอกาสให้พลเมืองมีส่วนร่วม เท่ากับเป็นการบ่มเพาะให้เกิดพลเมืองตื่นรู้ (Active Citizen) มีความตื่นตัวในการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชันและมองว่า เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของคนทั้งประเทศในการติดตาม ตรวจสอบการทำงานภาครัฐอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโดยไม่ต้องอาศัยภาครัฐอย่างเดียว แต่ สามารถขับเคลื่อนการทำงานเชิงรุกด้วยพลังของประชาชน

เครื่องมือสำคัญที่สร้างเสริมให้เกิดพลเมืองตื่นรู้ (Active Citizen )ในการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน คือ การ สร้างการมีส่วนร่วมของพลเมือง(Citizen Engagement)ที่มีเงื่อนไขความสำเร็จอยู่ที่ การริเริ่มโดยรัฐบาล (Government Initiative ) และการเต็มใจเข้ามามีส่วนร่วมของประชาชน (Willingness to Involvement ) เพราะการสร้างการ มีส่วนร่วมของพลเมือง (Citizen Engagement ) มีความเข้มข้น ตรงที่เป็นการริเริ่มจากบนลงล่าง(Top-down initiative ) ดังนั้นการทำงานจึงต้องมีภาครัฐเป็น Change Agent และมี Active Citizen เป็นหัวหอกดึงเอาผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมาอยู่ในขั้นตอนการตัดสินใจแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันอย่างเป็นทางการ (Public Decision Makers ) เพื่อช่วยให้ภาครัฐสามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุด และเกิดความไว้เนื้อเชื่อใจ (Trust ) ระหว่างภาครัฐกับประชาชนในการทำงาน

จากแนวคิดดังกล่าว สนับสนุนข้อคิดเห็นของผู้เขียน ในประเด็นที่ว่า บทบาทของภาคพลเมืองจะช่วยสร้างระบบที่ประชาชนในประเทศเข้ามาร่วมกันสร้างสังคมที่ปลอดจากการทุจริตคอร์รัปชันและเสริมสร้างธรรมาภิบาลให้ภาครัฐในที่สุด กอปรกับผู้เขียนได้ศึกษาโครงการช่องทางการมีส่วนร่วมของประชาชนในการร้องเรียนการ ให้บริการภาครัฐ (Citizen Feedback)จากอินโดนีเซีย และเวียดนาม ซึ่งเป็นตัวอย่างการนำแนวคิดCitizen Engagement และ Active Citizen ไปประยุกต์ใช้ในการ แก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันด้วยการสร้างเครื่องมือสื่อสาร ที่มีประสิทธิภาพในการร้องเรียนของประชาชน ดังนี้

โครงการ LAPOR ของอินโดนีเซียริเริ่มโดยรัฐบาล มีแนวคิดเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมในการให้บริการสาธารณะ จึงสร้างช่องทางรับเรื่องร้อง เรียนภายในประเทศ เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและเพิ่มประสิทธิภาพหน่วยงานภาครัฐในการให้บริการ ซึ่งรัฐบาลได้จัดหาเครื่องมือสื่อสารที่เหมาะสมกับประชาชนที่แต่ละพื้นที่เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร เช่น SMS Website ApplicationSocial media และวิทยุท้องถิ่น LAPOR เปิดใช้งานปี 2554 ถึงปัจจุบัน มีผู้ใช้งานในระบบอยู่ที่ 290,000 คน รายงานเรื่องร้องเรียนต่างๆกว่า 2 ล้านเรื่องและ45%ของเรื่องร้องเรียนได้รับการแก้ไขจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งแรง จูงใจสำคัญของการมีส่วนร่วมเกิดจากประชาชนเห็นประโยชน์จากการร้องเรียน ขณะเดียวกันภาครัฐก็สร้างความไว้วางใจ(Trust)ด้วยการแก้ไขปัญหาที่ได้รับแจ้ง นอกจากนี้รัฐบาลได้ร่วมกับภาค NGO จัดทำสื่อและ แคมเปญรณรงค์สร้างความตระหนักรู้ในการใช้ระบบร้องเรียน อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เครื่องมือดังกล่าวกลายเป็นช่องทางหลักในการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในที่สุด

โครงการ Citizen App ของเมืองดานัง เกิดจากการปฏิรูประบบราชการและการปรับปรุงการเข้าถึงบริการด้านสังคมทั่วประเทศเพื่อตอบสนองความต้องการประชาชนในท้องถิ่นรวดเร็วขึ้น เมืองดานังเป็นเมืองนำร่องที่นำระบบ Citizen App มาใช้พัฒนาประสิทธิภาพการให้บริการภาครัฐ ลดโอกาสทุจริตและเพิ่มความพึงพอใจของประชาชนในการให้บริการ โดยให้ ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมผ่านการติดตั้ง Application ในสมาร์ทโฟนเพื่อร้องเรียนหรือให้ความเห็นด้วยการพิมพ์ข้อความสั้นๆ ภายหลังจากที่แจ้งเรื่อง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องดำเนินการรับผิดชอบด้วยการรายงานผลไปยังประชาชน ส่วนเจ้าหน้าที่ที่ถูกร้องเรียนจะได้รับจดหมายตักเตือนจากหัวหน้างาน ผลลัพธ์ที่ได้จากการสร้างช่องทางให้ประชาชนมีส่วนร่วม ทำให้การบริการหน่วยงานสาธารณะของเมืองกว่า 1,278 แห่งได้รับการปรับปรุงและถูกจัดอันดับในกลุ่มจังหวัดที่สูงขึ้นจากการประเมินการให้บริการภาครัฐ (PAPI)ปัจจุบัน เมืองดานังมีภารกิจหลักในการปรับปรุงคุณภาพชีวิตพลเมืองให้ดีขึ้นผ่านการใช้เทคโนโลยีต่างๆ

สำหรับประเทศไทยมีการจัดตั้งองค์กรอิสระเพื่อแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันเป็นการเฉพาะ แต่ผู้เขียนตั้งข้อสังเกตว่าเรายังไม่มีโครงการที่ภาครัฐสร้างช่องทางการมีส่วนร่วมของประชาชนเหมือนกับโครงการ Citizen Feedback อย่างไรก็ตาม ก็เห็นสัญญาณที่ดีจากผลสำรวจดัชนีสถานการณ์คอร์รัปชันไทย (CSI) ปี 2560 ที่ระบุว่า 98%ของกลุ่มตัวอย่างมองว่า เรื่องคอร์รัปชันไม่ใช่เรื่องไกลตัวและ 87% ยินดีมีส่วนร่วมป้องกันการต่อต้านการทุจริต คำถามคือ เราจะสร้างช่องทางให้ประชาชนอยากเข้ามามีส่วนร่วมได้อย่างไรเพราะหลังจากที่ข่าวทุจริตในภาครัฐ ทำให้ประชาชนเสื่อม ศรัทธาการทำหน้าที่ของภาครัฐ ผู้เขียนจึงเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่ภาครัฐควรเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม โดยสนับสนุนโครงการเกี่ยวกับการประเมินความโปร่งใสภาครัฐในรูปแบบที่ประชาชนไว้วางใจ เช่น ภาคเอกชน

โครงการ "สังคมดี๊ดี 2 นาทีง่ายๆ" เป็นความร่วมมือของประชาชนและภาคเอกชนที่ต้องการปรับปรุงการให้บริการหน่วยงานรัฐ โดยให้ผู้รับบริการแสดงความคิดเห็นและความพึงพอใจผ่านแบบสอบถามออนไลน์ด้วยการใช้โทรศัพท์มือถือเป็นเครื่องมือ โดยไม่ต้องเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว สำหรับผลที่ได้จากการประเมินจะถูกส่งกลับไปยังหน่วยงานและเปิดเผยสู่สาธารณะได้รับรู้ร่วมกัน ในปลายปี 2560 โครงการได้นำร่องในหน่วยงาน รัฐ 5 แห่ง และได้รับผลตอบรับที่ดี วัดได้จากการเก็บแบบ สอบถามเพียงแค่ 1 เดือนพบว่าประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม 2,758 คนและได้รายงานผลประเมินไปยังหน่วยงาน ที่เข้าร่วม นำไปสู่การปรับปรุงการทำงานให้ดีขึ้นโดยกลางปี 2561 โครงการจะเปิดให้ประเมินหน่วยงานอีกครั้งผู้สนใจสามารถติดตามโครงการได้ที่เว็บไซต์ http://www.easyfeedback.org

ผู้เขียนมุ่งหวังว่าหากโครงการต้นแบบนี้ประสบความสำเร็จ จะช่วยเพิ่มธรรมาภิบาลในภาครัฐด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนร่วมให้ข้อมูลและตรวจสอบการให้บริการหน่วยงานภาครัฐตามหน้าที่ของพลเมือง ซึ่งผลที่ได้ตามมา คือ การสร้างสภาพแวดล้อมทางสังคมที่เอื้อต่อการสร้างพลเมืองตื่นรู้(Active Citizen) ในการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชันร่วมกับภาครัฐ เพราะความตื่นรู้จะเกิดขึ้นไม่ได้หากนั่งเฉยๆ แต่ต้องลงมือทำด้วยความมุ่งมั่น จนสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้และนำไปสู่ความร่วมมือของทุกภาคส่วนอย่างยั่งยืนในการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันในที่สุด

คอลัมน์ 1 เสียงเพื่อสร้างสรรค์: การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ (จบ) - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2561

พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์

ความตกลงว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐอาจมีส่วนดีสำหรับประเทศกำลังพัฒนาอยู่บ้างตรงหลักการว่าด้วยความโปร่งใส รวมไปถึงเรื่องธรรมาภิบาล (Good Governance) และการที่ประเทศสมาชิกความตกลงฯ จะต้องมีกระบวนการตรวจสอบภายในประเทศของตน (Domestic Review Procedures) เปิดช่องทางให้ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการตัดสินจัดซื้อจัดจ้างได้ร้องเรียน นอกจากนี้ยังสามารถให้มีการฟ้องร้องใน WTO (World Trade Organization) หากมีข้อพิพาทเกี่ยวกับความตกลงได้ ประกอบกับการที่ครอบคลุมทั้งเรื่องการค้าและบริการ และมีการกำหนดมูลค่าขั้นต่ำของการจัดซื้อจัดจ้างสินค้า บริการ และการก่อสร้างที่จะอยู่ภายใต้ความตกลงนี้ไว้ ดังได้กล่าวแล้วในฉบับที่ผ่านมา จึงน่าจะลดปัญหาการคอร์รัปชั่นลงได้บ้าง

ขณะเดียวกันก็จะมีผลกระทบที่อาจต้องมีการแก้กฎหมาย หรือปฏิรูประเบียบว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐบาลไทย โดยเฉพาะในประเด็นที่ต้องปฏิบัติต่อคน หรือบริษัทของประเทศสมาชิกอื่น เท่าเทียมกับการปฏิบัติกับคนหรือบริษัทในประเทศของตน (National Treatment) ตลอดจนจะต้องไม่มีการเลือกปฏิบัติ (Discrimination) ระหว่างคนหรือบริษัทในชาติของตนกับคน หรือบริษัทในประเทศสมาชิก ซึ่งเพียงหลักการสองข้อนี้ก็ทำให้ประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่ถอยหนีกันไปหมด เพราะไม่สามารถปฏิบัติได้ ความตกลงจึงมีบทบัญญัติให้ประเทศกำลังพัฒนาและประเทศพัฒนาน้อยที่สุด (LDCs : Least Developed Countries) มีระยะเวลาในการปรับตัวไม่ต้องปฏิบัติตามข้อตกลงทันที เมื่อเข้าเป็นสมาชิก โดยประเทศกำลังพัฒนาอาจได้รับระยะเวลาในการปรับตัวตามความจำเป็น แต่ไม่เกิน 3 ปี หลังจากการเข้าเป็นสมาชิก ส่วนประเทศพัฒนาน้อยที่สุด หรือ LDCs อาจได้รับระยะเวลาในการปรับตัว 5 ปี หลังจากเข้าเป็นสมาชิก

นอกจากนี้ ความตกลงยังมีบทบัญญติที่กล่าวถึงการให้การปฏิบัติเป็นพิเศษและแตกต่าง (Special and Differential Treatment) หรือ S&D กับประเทศกำลังพัฒนาด้วย นอกจากจะเป็นการให้เวลาในการปรับตัวดังกล่าวแล้ว ยังอนุญาตให้ใช้มาตรการบางประการได้ โดยถือว่าเป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน และมาตรการที่ใช้จะเรียกว่าเป็นมาตรการเปลี่ยนผ่าน ได้แก่

1.การให้สิทธิพิเศษด้านราคา (Price Preferences)

2.การให้แต้มต่อหรือชดเชย (Offsets)

3.การค่อยๆ เพิ่มหน่วยงานหรือกลุ่มสินค้าหรือบริการที่อยู่ภายใต้ความตกลง (Phase-in addition of specific entities and sectors)

4.การใช้มูลค่าขั้นต่ำในเบื้องต้นในระดับที่สูงกว่าระดับที่กำหนดไว้เป็นการทั่วไป (Higher initial threshold)

ทั้งนี้ S&D ที่จะได้รับนั้นขึ้นกับการเจรจาระหว่างประเทศกำลังพัฒนาที่จะเข้าเป็นสมาชิกความตกลงฯ กับประเทศสมาชิกความตกลงที่เป็นมาก่อน

อย่างไรก็ตาม การที่หลักการ สำคัญๆ หรือข้อบทที่สำคัญของความตกลงว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ จะไปปรากฏอยู่ในความตกลงเขตการค้าเสรี (FTAs : Free Trade Agreements) เป็นส่วนใหญ่ หรือปรากฏอยู่ในข้อเสนอในการเจรจา FTA ต่างๆ เนื่องจากประเทศพัฒนาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐหรือสหภาพยุโรป และประเทศที่เคยเป็นเมืองขึ้นของทั้งสองประเทศนี้ ต่างก็เป็นสมาชิกความ ตกลงฯ ดังกล่าว (ปัจจุบันความตกลงฯ มีสมาชิก 19 ภาคี รวม 47 ประเทศ) ดังนั้นในการเจรจา FTA ที่ผ่านมาของไทย หรือที่จะเจรจาต่อไปในอนาคต โดยเฉพาะการที่ไทยวางแผนจะเจรจา FTA กับสหภาพยุโรปน่าจะมีข้อบทที่เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ ที่จะเสนอมาโดยสหภาพยุโรปให้ต้องมีการเจรจา เพราะนอกจากจะเป็นเรื่อง ธรรมาภิบาลของรัฐบาลที่ยากจะปฏิเสธแล้ว ยังเป็นเรื่องที่ประเทศสมาชิกความตกลงฯ ต้องการขยายความตกลงฯ ให้กว้างขึ้นด้วย และตามที่ได้รับข้อมูลจากกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ รัฐบาลไทยได้มีการเตรียมการเรียนรู้ความตกลงฯ ให้มากขึ้นแล้ว โดยเข้าร่วมเป็นผู้สังเกตการในคณะกรรมการว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ เมื่อวันที่ 3 มิ.ย. 2558 ซึ่งคณะกรรมการความ ตกลงฯ ก็ได้มีมติเห็นชอบคำร้องขอเข้าเป็นผู้สังเกตการของไทย โดยไม่มีประเทศใดคัดค้าน

การเข้าเป็นผู้สังเกตการณ์ในคณะกรรมการความตกลงฯ นี้ จะทำให้ไทยได้รับสิทธิในการเข้าร่วมประชุมของคณะกรรมการ และได้รับทราบพัฒนาการ การดำเนินงาน และการบริหารจัดการประเด็นต่างๆ ภายใต้ความตลงฯ รวมทั้งสามารถสังเกตการ การหารือในประเด็นสำคัญและประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติตามพันธกรณีของความตกลงฯ ของภาคีสมาชิก โดยสามารถนำมาใช้เป็นแนวทางหรือข้อมูลอ้างอิงเพื่อพัฒนาระบบการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐภายในประเทศ รวมทั้งสามารถศึกษาในเชิงลึกถึงข้อดี ข้อเสีย และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น หากไทยตัดสินใจเข้าร่วมเป็นภาคีสมาชิกความตกลง GPA ต่อไปในอนาคต

นอกจากนี้ ในฐานะผู้สังเกตการ ไทยจะสามารถร้องขอความช่วยเหลือทางวิชาการจากฝ่ายเลขาธิการ WTO ในรูปแบบต่างๆ เพื่อช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยมีความเข้าใจต่อความตกลงฯ มากขึ้น โดยเฉพาะการนำมาใช้เป็นพื้นฐานในการเจรจา FTA ยุคใหม่ ซึ่งมักนำข้อบทความตกลงการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ มาใช้เป็นแม่บทในการเจรจาดังกล่าวมาแล้วข้างต้น

ทั้งนี้ ปัจจุบันความตกลงว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐมีสมาชิก WTO ที่ไม่ได้เป็นสมาชิกความตกลงฯ แต่มีสถานะเป็นผู้สังเกตการ 31 ราย โดยในจำนวนนี้มี 10 ราย ที่อยู่ระหว่างกระบวนการเจรจาเข้าเป็นภาคีความ ตกลงฯ แล้วคือ อัลเบเนีย ออสเตรเลีย จีน จอร์เจีย จอร์แดน สาธารณรัฐคีร์กีซ โอมาน รัสเซีย ทาจิกีซสถาน และมาเซโดเนีย ส่วนที่เหลืออีก 21 ราย ที่มีสถานะเป็นผู้สังเกตการณ์ ได้แก่ อัฟกานิสถาน อาร์เจนตินา บาห์เรน บราซิล แคเมอรูน ชิลี โคลอมเบีย คอสตาริกา อินเดีย อินโดนีเซีย คาซัคสถาน มาเลเซีย มองโกเลีย ปานามา ปากีสถาน เซเชลส์ ซาอุดิอาระเบีย ศรีลังกา ไทย ตุรกี และเวียดนาม

คอลัมน์ เล่นกับไฟ: โกง แก้ด้วยปากไม่ได้ - เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2561

แมงเม่า

ผมเพิ่งทราบ ในแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ได้ระบุเป้าหมายในการปราบปรามทุจริตคอร์รัปชั่น เป็นรูปธรรม หมายถึงปักธงเป้าหมายคะแนนไว้ไทยแลนด์จะได้เท่าใดในการรับรู้คอร์รัปชั่นที่องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานา ชาติรายงานทุกปี

ขออภัย ยังเข้าไม่ถึงข้อมูลว่าด้วยการปฏิบัติเป็นอย่างไรบ้าง หลักการเห็นครับแต่วิธีการไม่เห็น

คะแนนเต็ม 100 ประเทศใดได้คะแนนมากแปลว่าควบคุมทุจริตคอร์รัปชั่นได้ดี คะแนนน้อยคือแย่ แผนยุทธศาสตร์ชาติตั้งเป้าไว้ที่ 73 คะแนนภายใน 20 ปีจากนี้ ถามว่าสูงไหมก็ตอบแบบถูไถว่ารายงานล่าสุดปีนี้เราอยู่ที่ 37 คะแนนมากกว่าปีก่อนหน้าที่ได้ 35

นับแต่ไทยมีส่วนในการให้ข้อมูลนำไปสู่การประมวลผลขององค์กรฯก็ 23 ปี สูงสุดเคยได้ 38 คะแนนในปี 57 กับปี 58 ขยายความคือตอนคสช.เข้ามาใหม่ๆ จากนั้นก็เตี้ยลง

ไม่บอกว่าเป้าหมาย 73 คะแนนระดับเดียวกับญี่ปุ่นเหลวไหลเป็นไปไม่ได้-ทำได้เพียงรัฐบาลต้อง "นำ" ด้วยมาตรการป้องกันปราบปรามที่มีประสิทธิภาพ,เข้มแข็งและสมจริง

พูดกันตรงๆ เป็นแบบ "โกงทุกหย่อมหญ้า" เช่นปัจจุบันก็สิ้นหวัง ข่าวทุจริต,ขาดความโปร่งใส,รับสินบน,ไร้ธรรมาภิบาล, อ่อนข้อต่ออำนาจเงิน ปรากฏโดยทั่วไปพวกเราคนไทยเห็นกันเต็มตาทุกวี่วันไม่พบสัญญาณจะดีขึ้น

ขออนุญาตสรุปกลโกง 3 รูปแบบ...ภาคการเมืองเป็นแบบ "บนสู่ล่าง" ตั้งแต่เอาทื่อๆเรียกกลุ่มธุรกิจจ่ายใต้โต๊ะชักเปอร์เซ็นต์ หรือทุจริตเนียนขึ้นในชั้นนโยบาย ข้างบนรับคำโตแล้วแบ่งลงล่างตามลำดับชั้นตำแหน่งทางการเมือง ปลายทางได้แก่ส.ส.เรียกว่าเงินอุดหนุนจากพรรค

พรรคที่ผู้บริหารผู้ก่อตั้งร่ำรวยมหาศาลถึงตอนจ่ายแจกลูกพรรคไม่มีใครควักกระเป๋าหรอก เอาเงินโกงมาจ่ายทั้งนั้น

ภาคราชการทุจริตมาแบบ "ล่างสู่บน" เลียนแบบแวดวงสีกากีรีดไถเก็บส่วยท้องที่กั๊กส่วนหนึ่งไว้ส่วนใหญ่ป้อนขึ้นฝ่ายเหนือ เห็นกันอยู่ก็ทุจริตศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งกระจายทุกภูมิภาค ตัวเล็กๆในพื้นที่เป็นผู้ลงมือ เหลือเชื่อไหมล่ะ? ระดับปลัด,รองปลัดกระทรวงถูกพักงานเปิดทางสอบสวนให้ทะลุ

แล้วก็รูปแบบทำกันมานานคลาสสิกไม่มีล่างไม่มีบน "อิสระ" อาศัยตำแหน่งหน้าที่ของตัวเองหรือบุพการีทำธุรกิจหากินกับงบภายในหน่วยงาน

ตัวอย่างเคยเห็น ลูกมีรถกระบะคันเดียวตั้งบริษัทรับงานในหน่วยงานบิดาไม่มีใครกล้าแข่ง ที่แสบคือเป็นแค่นายหน้ารับไปส่งต่อ ตัวเองกินหัวคิว

ปัจจุบันการทุจริต "บนสู่ล่าง" หรือ "ล่างสู่บน" หรือหากิน "อิสระ" กัดกินงบประมาณแผ่นดินไม่ลดราวาศอกไม่ว่ารัฐบาลมาจากการเลือกตั้งหรือมาโดยวิธีพิเศษ ภาพมอมแมมที่ปรากฏผมนึกไม่ออกดัชนีรับรู้คอร์รัปชั่นจะขยับจาก 37 ไป 73 ด้วยวิธีไหน

ยืนยันได้คือไม่โดยวิธีจัดอีเวนต์เรียงแถวทำแขนกากบาทต้านทุจริตโชว์สื่อ พวกโกงนิยมขำกลิ้ง.