You are here

CG and corruptions News - 7 September 2017

แนะเข้ม'ก.ม.จัดซื้อจัดจ้าง' ปิดทางเรียกรับเงินสินบน - กรุงเทพธุรกิจ

จี้31รัฐวิสาหกิจแจงจัดซื้อฯ - ฐานเศรษฐกิจ

DSIขีดเส้น30วัน เชือดโอ๊คฟอกเงิน - ไทยโพสต์

"ประยุทธ์"จวกสตง. จุ้นสอบเน็ตชายขอบ - ข่าวหุ้น

"ทวิช"แทงกั๊กบริหารIFEC ชี้ต้องเร่งจัดตั้งกรรมการใหม่อีก 8 คน - ข่าวหุ้น

'มาร์ค'ห่วงกม.ตั้งซูเปอร์โฮลดิ้ง - ข่าวสด

บทบรรณาธิการฐานเศรษฐกิจ: พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างใหม่ตึงเกินก็ขาดหย่อนไปก็ไม่ดี - ฐานเศรษฐกิจ

คอลัมน์ จันทราท่าพระอาทิตย์: "ประยุทธ์"ดีกว่า"ทักษิณ"ตรงไหน - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

'รัฐบาล'ใหม่จะ'คอร์รัปชั่น'แบบเก่า? - คม ชัด ลึก

คอลัมน์ แกะรอย: คอร์รัปชัน...รูปแบบที่เปลี่ยนไป - กรุงเทพธุรกิจ

คอลัมน์ ทางเสือผ่าน: อันดับกินสินบนของไทยต่างจากอันดับคอร์รัปชันก็จริง แต่ไม่ดีทั้งคู่ - สยามรัฐ

คอลัมน์ ทางออกนอกตำรา: ใครเป็นใครในขบวนการ'จีทูเจี๊ยะรอบ2' - ฐานเศรษฐกิจ

คอลัมน์ วีรพงษ์ รามางกูร: หมดยุคฉ้อราษฎร์บังหลวงเสียที - มติชน

.

แนะเข้ม'ก.ม.จัดซื้อจัดจ้าง' ปิดทางเรียกรับเงินสินบน - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2560

กรุงเทพธุรกิจ เวทีเสวนาต้านคอร์รัปชัน ชี้การป้องกันทุจริตคืบหน้า หลังประเทศมี"ศาลทุจริต" ยกกรณีระบาย"ข้าวจีทูจี"กฎหมายสามารถเอาผิดนักการเมือง-ข้าราชการระดับสูงได้ แนะบังคับใช้กฎหมายจัดซื้อจัดจ้างเข้มงวด เชื่อลดเรียกรับสินบนได้ ฝากรัฐบาลจะส่งไม้ต่อรัฐบาลใหม่อย่างไร ขณะ"ทีดีอาร์ไอ"เสนอสร้างกลไกประชาชนร่วมตรวจสอบ

องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) จัดเสวนาวิชาการเนื่องในวันต่อต้านคอร์รัปชั่น 2560 วันที่ 6ก.ย.2560 ภายใต้หัวข้อรัฐบาลใหม่ คอร์รัปชั่นเก่า โดยนายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น กล่าวว่าที่ผ่านมาภาครัฐมีการผลักดันที่ประสบความสำเร็จในด้านการปราบทุจริต อาทิ การตั้งศาลทุจริต การตัดสินการระบายข้าวแบบจีทูจีในโครงการรับจำนำข้าว ที่ลงโทษนักการเมืองและข้าราชการระดับสูงได้

นายประมนต์ กล่าวว่าขอให้การต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันเป็นวาระแห่งชาติที่ทุกคนต้องช่วยกัน เริ่มตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ที่ผ่านมามีการเรียกร้องการใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดและบังคับใช้อย่างเที่ยงธรรม จึงหวังให้การปฏิรูปตำรวจนั้นมีผลสำเร็จ ลดการใช้ดุลยพินิจเพื่อเรียกรับสินบน ซึ่งเป็นความหวังอย่างหนึ่งว่าการปฏิรูประบบราชการจะทำให้การต่อต้านคอร์รัปชั่นมีผลมากขึ้น นอกจากนี้ ยังฝากความหวังไว้กับการปฏิรูปการศึกษา ที่จะช่วยปลูกฝังเยาวชน

ฝาก3ประเด็นให้รัฐบาลสานต่อ

"ปัจจุบันรัฐบาลได้ปลูกจิตสำนึกโตไปไม่โกงในหลักสูตรการเรียนการสอนของเยาวชนไว้แล้ว ขณะที่ภาคเอกชนมีการแก้ไขกฎหมายเพื่อลงโทษนักลงทุนที่เอาเปรียบอย่างเข้มข้น หวังว่าเมื่อไม่มีผู้ให้ ก็จะไม่มีผู้รับ ในอนาคตอันใกล้ การเมืองจะมีการปรับเปลี่ยนด้วยการเลือกตั้ง ทำให้เรามีสิ่งที่ต้องมาทบทวนร่วมกันว่า เราจะทำอย่างไรให้ได้ผู้บริหารที่ดีมีคุณภาพ มีรัฐบาลที่เชื่อมั่นในการตรวจสอบโดยใช้หลักธรรมาภิบาลอย่างเข้มข้น"

ทั้งนี้ มี 3 ประเด็นหลักที่ต้องหาคำตอบ คือรัฐบาลจะส่งมอบระบบบริหารที่ดีให้รัฐบาลใหม่ได้อย่างไร ยุทธศาสตร์ 20 ปี รวมถึงคณะกรรมการปฏิรูปที่ตั้งขึ้นมาจะมีความเหมาะสมและจะมีบทบาทอย่างไร ขณะที่การเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญปราบโกง จะทำให้ได้รัฐบาลที่ดีแค่ไหน และประชาชนควรมีบทบาทอย่างไร ภายใต้รัฐธรรมนูญที่ส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบรัฐบาลมากขึ้น

ถามคสช.ทหารมีทุจริตหรือไม่

จากนั้นเข้าสู่เวทีเสวนาในหัวข้อ "รัฐบาลใหม่ คอร์รัปชันเก่า" โดยนายประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธ์ ผู้อำนวยการสถาบันอิศรา กล่าวว่าส่วนตัวยังไม่เห็นว่ามีตัวชี้วัดใดที่ทำให้เห็นว่าการคอร์รัปชันลดลง หลังจากการยึดอำนาจในปี 2557 อัตราการจ่ายสินบนลดลง อาจเพราะกลุ่มที่หาผลประโยชน์ชะงักเพื่อดูท่าทีของ คสช. แต่เมื่อเห็นว่า คสช.ไม่เอาจริง กลุ่มดังกล่าวก็จะหาช่องทาง และเริ่มกระบวนการใหม่ สินบนที่เห็นว่าลดลงก็เริ่มกลับมาอยู่ในอัตราเดิม

นอกจากนี้การใช้มาตรา 44 ในการโยกย้ายและพักงานข้าราชการกว่า 300 คนเพื่อสอบทุจริต แต่กลับไม่มีคนที่ใส่เครื่องแบบสีเขียวแม้แต่คนเดียว จึงสงสัยว่าทหารไม่คอร์รัปชั่นเลยใช่หรือไม่ บางรายมีการสอบสวนแบบเงียบ ๆ ส่วนที่ลงโทษก็ไม่มีใครรู้ว่าลงโทษอะไร เพราะไม่มีการเปิดเผยข้อมูล ทำให้เกิดความไม่มั่นใจของสังคม

แนะเข้มใช้กฎหมายจัดซื้อจัดจ้าง

ด้านนายปริญญ์ พานิชภักดิ์ กรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่าขณะนี้ทุกคนเริ่มตื่นตัวและสนใจการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นมากขึ้น เช่น อินเดีย ก่อนหน้านี้มีปัญหาคอร์รัปชันสูง แต่ปัจจุบันกล้าทำอะไรต่าง ๆ มากขึ้น ใช้ระบบเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาช่วย ทำให้ปัญหาลดลงไป ในขณะที่ประเทศไทยมีนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ส่วนตัวเห็นว่า สิ่งที่ควรปรับปรุงเป็นลำดับแรกคือระบบราชการ เพราะระบบราชการเองก็ยอมรับว่าตัวเองยังอยู่ในลำดับที่ 0.4 หรือ -4 เท่านั้น

ขณะเดียวกันเห็นด้วยกับการปฏิรูปกฎหมาย เพราะหากยิ่งมีกฎหมายมาก ก็อาจมีคนหาช่องทางเรียกรับสินบนมากขึ้นได้ สิ่งที่ภาคเอกชนอยากจะฝาก คือการมีส่วนร่วมและการตื่นตัวของภาคส่วนต่าง ๆ เชื่อว่าหากบังคับใช้พระราชบัญญัติการจัดซื้อการจัดจ้างได้ถูกต้อง ก็จะลดเรื่องการรับสินบนได้

คนไทยทุจริตจนเป็นความเคยชิน

นายบรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน)มองว่ารัฐบาลชุดใหม่จะเห็นได้เมื่อไหร่ยังไม่ทราบ แต่คอร์รัปชั่นจะเกิดขึ้นใหม่ไปเรื่อย ๆ ซึ่งยังเป็นข้อถกเถียงกันถึงดัชนีชีวัดความโปร่งใส ที่ผ่านมาบทบาทรัฐเข้าไปทำกิจกรรมไม่ควรทำ การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ จึงทำให้เกิดปัญหาเชิงโครงสร้าง

นายภัทระ คำพิทักษ์ ?กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวว่าคุณสมบัติของ ส.ส. หากทุจริตคอร์รัปชัน จะกลับเข้ามาสู่การเลือกตั้งไม่มได้ เหมือนกับพระปาราชิก ดังนั้นหากทุจริตไม่ว่าจะเป็นฝ่ายนิติบัญติญัติ คณะรัฐมนตรีครม ถ้าเอื้อประโยชน์ในการทำงบประมาณ หรือใครรู้เห็นเป็นใจ เรื่องนี้จะมีอายุความถึง 20 ปี

นายนิติพงษ์ ห่อนาค นักแต่งเพลงชื่อดัง กล่าวว่า การคอร์รัปชันขึ้นอยู่กับสำนึกของคน แต่การคอร์รัปชันเกิดจากสินน้ำใจ กลายเป็นสินบน ซึ่งเป็นเรื่องคาบเกี่ยวกันจนติดเป็นนิสัย หลายคนทำผิดไปโดยที่ไม่รู้ว่าเป็นสิ่งผิด อย่างเช่นการณรงค์เรื่องทิ้งขยะ ถือว่าประสบความสำเร็จ ทำให้คนทิ้งขยะละอายที่ทำแบบนั้น

"คิดว่าการทุจริตหรือการคอร์รัปชัน ในทุกประเทศเป็นคดีเหมือนการขโมยของ แต่ประเทศไทยกลับบอกว่าพอรับได้"

แนะปชช.ร่วมตรวจสอบทุจริต

ขณะเดียวกันมีการนำเสนอรายงานสรุปสถานการณ์คอร์รัปชันในประเทศไทยโดย ดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านการบริหารจัดการระบบเศรษฐกิจ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ระบุว่าที่ผ่านมาภาครัฐจะเน้นการปราบปรามทุจริตคอร์รัปชันจากบนลงล่างคือตั้งหน่วยงานรัฐขึ้นมา ทั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ และคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นหน่วยงานองค์กรอิสระแต่ไม่เคยคิดค้นวิธีการที่ดีกว่าที่จะให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปราบคอร์รัปชัน

ในส่วนการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะนั้นก็พบว่าพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารก็มีปัญหาเยอะ ยังไม่มีการปฏิบัติตามอย่างเต็มที่ ทำให้ประชาชนไม่สามารถได้รับข้อมูล ถ้าประชาชนได้รับข้อมูลก็จะช่วยตรวจสอบได้

เรื่องต่อมาคือกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน ทั้งกระบวนการทางนโยบาย กระบวนการออกกฎหมาย กระบวนการตัดสินใจทางนโยบาย ตอนนี้จะไปเกี่ยวข้องเฉพาะฝ่ายการเงินและข้าราชการประจำ ภาคประชาชนและองค์กรต่าง ๆ ยังไม่มีบทบาทเข้าไปมีส่วนร่วมเท่าที่ควร

ปัญหาสำคัญที่ทำให้รัฐไม่สามารถปราบทุจริตคอร์รัปชั่นได้ เนื่องจากที่ผ่านมารัฐบาลเน้นการตั้งองค์กรอิสระขึ้นมาตรวจสอบ แต่สุดท้ายแล้วหน่วยงานเหล่านี้มีข้อจำกัดมากซึ่งยังมีการทำงานเหมือนกับในระบบราชการมีความล่าช้า ไม่คล่องตัวที่จะไปจับขโมยได้ อีกทั้งยังติดกระบวนการของรัฐที่ทำงานแบบต่างคนต่างทำและประสานงานไม่ค่อยดี

จี้31รัฐวิสาหกิจแจงจัดซื้อฯ - ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2560

มั่นใจจัดซื้อจัดจ้างไม่สะดุด

กรมบัญชีกลางจี้ 31 รัฐวิสาหกิจ แจงระเบียบจัดซื้อจัดจ้าง หลังขอออกจากการจัดซื้อจัดจ้างภายใต้พ.ร.บ.ใหม่ ยืนยันการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ยังเดินหน้าไม่ชะงัก เหตุเปิดช่องยืดหยุ่น เพื่อการแข่งขันในตลาด

พระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 แม้จะมีผลบังคับใช้ไปตั้งแต่วันที่ 23 สิงหาคม 2560 แต่ก็ยังเกิดความสับสนและไม่เข้าใจในวิธีการปฏิบัติ โดยเฉพาะรัฐวิสาหกิจเชิงพาณิชย์ ที่เกรงว่า การเปิดเผยแผนการจัดซื้อจัดจ้างประจำปีในเว็บไซต์ www.gprocurement.go.th ซึ่งเป็นระบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐอาจจะกระทบต่อแผนการดำเนินการได้ ทำให้มีรัฐวิสาหกิจถึง 31 แห่งขอออกจากการปฏิบัติภายใต้พ.ร.บ.ใหม่นี้

นางสาวชุณหจิต สังข์ใหม่ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบการเงินการคลัง กรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า ภายใต้พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ มีข้อยกเว้นสำหรับการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวกับการพาณิชย์โดยตรง ตามมาตรา 7(1) ทำให้มีรัฐวิสาหกิจถึง 31 แห่งขอออกจากระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างภายใต้พ.ร.บ.ใหม่ เช่น การบิน ไทย ปตท. ทีโอที การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และธนาคารรัฐต่างๆโดยไม่มีระเบียบรองรับว่า จะต้องดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างตามระเบียบอะไร

"เราเปิดทางให้กับรัฐวิสาหกิจเชิงพาณิชย์อยู่แล้ว เพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นและแข่งขันในตลาด แต่เมื่อออกไปแล้ว จะต้องมีระเบียบรอง รับว่า หากไม่ดำเนินการตามพ.ร.บ.ใหม่ แล้วจะทำตามระเบียบอะไร เพราะบางเรื่องไม่จำเป็นต้องประกาศแผน สามารถไปจัดซื้อจัดจ้างโดยตรงได้ อย่างปตท. ขอออกไปในเรื่องซื้อน้ำมัน ซึ่งขณะนี้ที่แจ้งกลับมาแล้วว่า จะดำเนินการด้วยระเบียบอะไร มีปตท. การบิน ไทยและองค์การเภสัชกรรม" นางสาวชุณหจิต กล่าว

อย่างไรก็ตามยืนยันว่าพ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฉบับใหม่นี้จะไม่ทำให้กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐชะงัก เพราะมีบทเฉพาะกาลว่า ภายใน 180 วัน ในระหว่างที่คณะกรรมการนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างและบริหารพัสดุ ยังไม่ได้ออกประกาศ ตามมาตรา 7(1) ก็ให้ดำเนินการตามเดิมไปก่อนคือระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุพ.ศ. 2535 และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2549 ก่อนจะมีประกาศของคณะกรรมการนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างออกมา

สำหรับข้อกังวลในเรื่องการจัดซื้อ ยาและเวชภัณฑ์ของโรงพยาบาลและหน่วยงานต่างๆนั้น สามารถดำเนินการได้ตามมาตรา 6 กรณีที่รัฐวิสาหกิจ มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ หรือหน่วยงานของรัฐ ต้องการจัดให้มีระเบียบ ข้อบังคับ จัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุขึ้นใช้เองทั้งหมดหรือบางส่วน ก็สามารถทำได้ แต่ต้องดำเนินการให้สอด คล้องกับหลักเกณฑ์ตามแนวทางของพ.ร.บ.ใหม่นี้ หรือโดยวิธีเฉพาะเจาะจงก็ได้ แต่ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาจัดซื้อจัดจ้างก่อน

"จริงๆแล้ว เวลามีประเด็นเรื่องการคอร์รัปชัน มักบอกว่ามาจากกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง แต่เวลาที่เราเข้มงวดในเรื่องนี้กลับบอกว่าเป็นอุปสรรค ซึ่งเราอยู่ตรงกลาง ถ้าเข้มงวดไปก็ทำอะไรไม่ได้ แต่ถ้าหลวมไปก็จะทำให้เปิดช่องคอร์รัปชันได้"

หลักการของพ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯใหม่ จะเน้นการเปิดเผยข้อมูล เพิ่มความโปร่งใส ส่งเสริมการแข่งขันอย่างเป็นธรรม โดยยึดหลักการ 4 ประการ คือ คุ้มค่า โปร่งใส มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล และตรวจสอบได้ ที่สำคัญคือเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบและป้องกันการทุจริตการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ซึ่งจะเป็นการยกระดับความเชื่อมั่นในเวทีโลกได้

พ.ร.บ.ฉบับนี้กำหนดวิธีการจัดซื้อจัดจ้างไว้ 3 วิธีคือ วิธีประกาศเชิญชวนทั่วไป วิธีคัดเลือก และวิธีเฉพาะเจาะจง จากเดิมที่จะมีตั้งแต่การตกลงราคาสอบราคา ประกวดราคา วิธีพิเศษ วิธีกรณีพิเศษ อี-มาร์เก็ตอี-บิดดิ้งโดยไม่จำเป็นต้องพิจารณาเลือกราคาต่ำสุดเสมอไป เนื่องจากพ.ร.บ.ฯให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าด้วย ดังนั้นหน่วยงานของรัฐที่จัดซื้อจัดจ้างสามารถกำหนดเกณฑ์พิจารณาด้านคุณภาพควบคู่ไปกับราคาด้วยได้ เพื่อให้ได้สินค้า บริการ และงานก่อสร้างที่มีคุณภาพที่ดี และตรงตามวัตถุประสงค์การใช้งาน

นายมนต์ชัย หนูสง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ยืนยันว่า บริษัทพร้อมปฏิบัติตามกฎระเบียบ และกฎหมายในส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด และได้ยื่นใช้สิทธิตามมาตรา 7(1) แล้ว

DSIขีดเส้น30วัน เชือดโอ๊คฟอกเงิน - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2560

กรุงเทพฯ * "ดีเอสไอ" ฟัน "พานทองแท้" แน่ สั่ง 1 เดือนรวบรวมข้อมูลให้พร้อมก่อน แจ้งข้อกล่าวหาฟอกเงินคดีกรุงไทยก่อนหมดอายุความซ้ำรอยกรณีรับของโจร "ประ สงค์" บี้รัฐปราบโกงจริงจังต้องเปิดเผยข้อมูลทุกๆ ด้าน

เมื่อวันพุธ พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีโลกออนไลน์เผยแพร่ข้อ มูลที่ พ.ต.ท.สมบูรณ์ สาระสิทธิ์ รองอธิบดีดีเอสไอ ได้ทำหนังสือร้องเรียนต่อคณะกรรม การพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) จากการ ถูกคำสั่งย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราช การพิเศษ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมน ตรี เนื่องจากไม่ยอมแจ้งข้อหารับของโจรต่อนายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในคดีฟอกเงินการปล่อยกู้ของธนาคารกรุงไทยให้กับกลุ่มบริษัทกฤษดามหานคร แต่บิ๊กของดีเอสไอไม่ยินยอม และสั่งการให้ฟ้องคดีไป ก่อน แล้วค่อยให้ผู้ต้องหาแก้ต่างเอาเองว่า ยังไม่เคยเห็นเอกสารตัวจริง เห็นจากที่นำมาเผยแพร่ผ่านสื่อเท่านั้น ยังไม่ทราบว่าเอก สารดังกล่าวเป็นของจริงหรือไม่ และดีเอสไอก็ยังไม่ได้รับการร้องเรียนในเรื่องนี้ด้วย

ต่อมา พ.ต.อ.ไพสิฐพร้อมด้วยคณะพนักงานสอบสวนคดีทุจริตเงินกู้ธนาคารกรุงไทย นายขจรศักดิ์ พุทธานุภาพ อัยการพิเศษฝ่ายการสอบสวน 3 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ร่วมกันประชุมติดตามความคืบหน้าของคดีกว่า 2 ชั่วโมง

นายขจรศักดิ์กล่าวภายหลังว่า ที่ประชุมยังไม่ได้ข้อสรุปเกี่ยวกับกรณีนายพานทองแท้ แต่ได้สั่งการให้แต่ละหน่วยงาน เช่น ปปง. อัยการสำนักการสอบสวน และพนักงานสอบสวน กองคดีการเงินการธนาคาร ไปรวบรวมพยานหลักฐานและสอบปากคำเพิ่มเติมในประเด็นที่เกี่ยวข้อง เช่น เส้นทางการทำธุรกรรมทางการเงิน โดยจะเร่งรัดให้เร็วที่สุด เพราะคดีความใกล้จะหมดอายุความในปี 2561

"ยังไม่จำเป็นต้องเรียกตัวนายพาน ทองแท้มาสอบสวนเพิ่มเติม ยืนยันว่าคณะพนักงานสอบสวนไม่ได้มีการตั้งธงสั่งฟ้องคดีใครเป็นพิเศษ เพราะการมีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งต้องให้คำตอบกับสังคมได้ และมั่นใจว่าคดีนี้ไม่ได้มีการดึงสำนวนให้ล่าช้าจนหมดอายุความแน่นอน" นายขจรศักดิ์กล่าว

ขณะที่นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมว.ยุติธรรมปฏิเสธให้สัมภาษณ์ โดยบอกเพียงสั้นๆ ว่าให้ไปสอบถามกับ พ.ต.อ.ไพสิฐเอง

แหล่งข่าวระดับสูงในดีเอสไอแจ้งว่า ที่ประชุมได้มีมติสั่งให้แจ้งข้อกล่าวหานายพานทองแท้ในข้อหาร่วมกันฟอกเงิน โดยมีกรอบเวลาการทำคดีให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน ก่อนออกหมายเรียกให้ผู้ต้องหาเข้ามาชี้แจงแสดงพยานหลักฐานต่อไป

ทั้งนี้ คดีดังกล่าว คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ได้ส่งสำนวนให้อัยการสูงสุด (อสส.) และดีเอสไอฟ้องนายพานทองแท้กับพวกรวม 4 คน ใน 2 ข้อหาคือ รับของโจรและข้อหาฟอกเงิน ตั้งแต่ปี 2551 แต่ก็ไม่เคยมีความคืบหน้า จนทำให้อายุความของคดีรับของโจรที่มีอายุความ 10 ปีได้ขาดไปแล้ว ส่วนข้อหาฟอกเงิน ที่มีอายุความ 15 ปี ก็ใกล้จะหมดอายุความแล้ว เพราะอายุความเริ่มเมื่อปี 2547 ที่มีการกระทำความผิด

"ประยุทธ์"จวกสตง. จุ้นสอบเน็ตชายขอบ - ข่าวหุ้น ฉบับวันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2560

“บิ๊กตู่” จวก “สตง.” ตรวจสอบเน็ตชายขอบ เป็นหน้าที่หรือไม่ ชี้หากสตง.มาคอมเมนต์ทุกโครงการก็ไม่ต้องทำอะไรกัน พังหมด! ด้านบอร์ดกสทช.เห็นชอบผลประมูลเน็ตชายขอบ คาดเซ็นสัญญาได้ต้น ก.ย.นี้ “ITEL-TRUE” เด้ง! รอรับทรัพย์

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 6 ก.ย. 2560 ที่ผ่านมา ได้รายงานให้ที่ประชุมคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (ดีอี) ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน รับทราบสถานการณ์ดำเนินการโครงการจัดให้มีสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่และบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในพื้นที่ชายขอบ (Zone C+) 3,920 หมู่บ้าน และข้อสังเกตของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) กรณีอัตราค่าบริการว่าจะสามารถให้บริการในอัตรา 200 บาท/เดือน/ครัวเรือน ได้หรือไม่

ซึ่งหลังจากที่สำนักงาน กสทช.รายงานจบ นายกรัฐมนตรีตั้งข้อสังเกตและฝากไปดูด้วยว่าตามอำนาจหน้าที่ และตามกฎหมายของ สตง.เป็นหน้าที่ในการดำเนินงานของ สตง.หรือไม่ น่าจะไปตรวจสอบโครงการที่เห็นว่ามีการทุจริตหรือไม่

“ถ้าสตง.มาคอมเมนต์ทุกโครงการก็ไม่ต้องทำอะไรกัน พังหมด บางทีเขาอาจจะมองในแง่เดียว เขาจะรู้ได้อย่างไรว่าคุ้มค่าหรือไม่คุ้มค่า ให้ไปจัดการให้เรียบร้อย เพราะนายกรัฐมนตรีประกาศไปแล้วว่าต้องให้เสร็จในปี 2561” นายฐากร กล่าว

ทั้งนี้ กสทช.ยืนยันมาตลอดว่าอัตราค่าให้บริการจะต้องไม่เกิน 200 บาท/เดือน/ครัวเรือน โดยยึดกฎหมายต่างๆ ในการดำเนินการ ได้แก่ ตาม พ.ร.บ.ประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 และประกาศหลักเกณฑ์และวิธีการให้บริการแบบแยกส่วน

โดยอัตราค่าบริการจะต้องไปตามประกาศในข้อ 27 ซึ่งกสทช.ได้ประกาศแล้วว่ารัฐลงทุนไม่ต่ำกว่า 70% ทำให้เอกชนลงทุนเพียง 30% ค่าบริการอยู่ที่ 180 บาท/เดือน/ครัวเรือน หากรัฐลงทุนไม่ต่ำกว่า 80% เอกชนลงทุน 20% ค่าบริการอยู่ที่ 120 บาท/เดือน/ครัวเรือน และหากรัฐลงทุนไม่ต่ำกว่า 85% เอกชนลงทุน 15% ค่าบริการอยู่ที่ 107 บาท/เดือน/ครัวเรือน

สำหรับที่ประชุมคณะกรรมการ กสทช. เมื่อวันที่ 6 ก.ย. 2560 ที่ผ่านมา มีมติเห็นชอบผลการประมูลโครงการจัดให้มีสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่และบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในพื้นที่ชายขอบ (Zone C+) 3,920 หมู่บ้าน จำนวน 8 สัญญา ซึ่งได้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 1-2 ส.ค. 2560 ที่ผ่านมา วงเงินงบประมาณรวม 13,614.62 ล้านบาท ประกวดราคาในวงเงินรวม 12,989.69 ล้านบาท สามารถประหยัดงบประมาณลงได้ 624.93 ล้านบาท

โดยสัญญาการจัดให้มีบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (Broadband Internet Service) 1.พื้นที่ภาคเหนือ 1 ผู้ชนะ คือ บริษัท ทรู อินเทอร์เน็ต คอร์ปอเรชั่น จำกัด บริษัทในเครือบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE วงเงิน 2,812.014 ล้านบาท 2.พื้นที่ภาคเหนือ 2 ผู้ชนะ คือ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) หรือ TOT วงเงิน 2,103.800 ล้านบาท 3.พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผู้ชนะ คือ TOT วงเงิน 2,492.599 ล้านบาท และ 4.พื้นที่ภาคกลาง-ใต้ รวม 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ กับ 4 อำเภอของ จ.สงขลา ได้แก่ จะนะ เทพา นาทวี และสะบ้าย้อย ผู้ชนะ คือ บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม จำกัด (มหาชน) หรือ ITEL วงเงิน 1,868.235 ล้านบาท

ส่วนสัญญาการจัดให้มีสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Mobile Service) 1.พื้นที่โครงการภาคเหนือ 1 ผู้ชนะ คือ TOT เป็นผู้ชนะวงเงิน 1,889.999 ล้านบาท 2.พื้นที่ภาคเหนือ 2 ผู้ชนะ คือ บริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด บริษัทในเครือ TRUE วงเงิน 786.549 บาท 3. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผู้ชนะ คือ บริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด บริษัทในเครือ TRUE วงเงิน 532.064 ล้านบาท และ 4.ภาคกลาง-ใต้ รวม 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ กับ 4 อำเภอของ จ.สงขลา ได้แก่ จะนะ เทพา นาทวี และสะบ้าย้อย ผู้ชนะ คือ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT วงเงิน 504.423 ล้านบาท

“คาดว่าจะสามารถลงนามในสัญญาดังกล่าวได้ภายในต้นเดือน ก.ย.นี้ โดยพยายามให้ลงนามได้ไม่เกินวันที่ 10 ก.ย.นี้ เพราะต้องรอหนังสือตอบกลับจากสตง.ก่อน หลังจากสำนักงาน กสทช.ร่างหนังสือตอบข้อซักถาม สตง.เรื่องอัตราค่าบริการ 200 บาท/เดือน/ครัวเรือน สามารถทำได้ เมื่อวานนี้ (6 ก.ย.) แล้ว จึงดำเนินการเรื่องการลงนามในสัญญาต่อไป” นายฐากร กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หุ้นที่จะได้รับผลประโยชน์จากโครงการจัดให้มีสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่และบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในพื้นที่ชายขอบ 3,920 หมู่บ้าน ได้แก่ บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม จำกัด (มหาชน) หรือ ITEL และ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE

นอกจากนี้ ที่ประชุมกสทช.ยังเห็นชอบแนวทางการลดอัตราค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม โดยมีการจัดเก็บตามอัตราขั้นบันไดของรายได้ คือ รายได้ 0-100 ล้านบาท คิดอัตราค่าธรรมเนียม 0.125% จากเดิม 0.25% รายได้เกิน 100-500 ล้านบาท คิด 0.25% จากเดิม 0.5% รายได้เกิน 500-1,000 ล้านบาท คิด 0.5% จากเดิม 1% รายได้เกิน 1,000-5,000 ล้านบาท คิด 0.75% จากเดิม 1.5% และรายได้ 5,000 ล้านบาทขึ้นไป คิดอัตราค่าธรรมเนียม 1.5% เพื่อให้ผู้ประกอบการรายเล็กสามารถแข่งขันได้

อีกทั้งที่ประชุมกสทช.ลดหย่อนค่าธรรมเนียมใบอนุญาตรายปีของช่องสปริงนิวส์ ในอัตรา 15% ในรอบบัญชี 2558 ทั้ง 2 ใบอนุญาต คือ ใบอนุญาตกิจการไม่ใช้คลื่นความถี่ (ดาวเทียม) และใบอนุญาตบริการธุรกิจระดับชาติ (ทีวีดิจิทัล) เนื่องจากสปริงนิวส์มีการนำเสนอเนื้อหารายการในสัดส่วนที่เป็นข่าวสาร หรือสาระเป็นประโยชน์ต่อประชาชนตลอดทั้งปี จำนวน 61.87% ซึ่งเกินกว่าหลักเกณฑ์กสทช.ว่า ด้วยการลดหย่อนหรือยกเว้นค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2556 ที่กำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตสามารถขอลดหย่อนหรือยกเว้นค่าธรรมเนียมดังกล่าวในแต่ละปีได้หากมีสาระเกินกว่า 50% แต่ไม่เกิน 90%

"ทวิช"แทงกั๊กบริหารIFEC ชี้ต้องเร่งจัดตั้งกรรมการใหม่อีก 8 คน - ข่าวหุ้น ฉบับวันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2560

“ทวิช” ผู้ถือหุ้นใหญ่ ไม่ปฏิเสธเข้าบริหาร IFEC หลัง “วิชัย โดน ก.ล.ต.กล่าวโทษต่อ ปอศ. เหตุทุจริต ชี้อยากเห็นกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่เข้ามาร่วมบริหาร-แก้ไขปัญหา คาดมีความชัดเจนภายใน 1-2 สัปดาห์นี้ พร้อมแนะเร่งจัดตั้งกรรมการใหม่อีก 8 คน หลังเหลือกรรมการในบอร์ดแค่ 1 คน

จากกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวโทษ นายวิชัย ถาวรวัฒนยงค์ ในฐานะประธานกรรมการบริษัท อินเตอร์ ฟาร์อีสท์ เอ็นเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ IFEC ต่อกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (ปอศ.) กรณีกระทำโดยทุจริตโดยแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้เพื่อตนเองหรือบุคคลอื่น

ทั้งนี้ การถูกกล่าวโทษทำให้นายวิชัยเข้าข่ายมีลักษณะขาดความน่าไว้วางใจในการเป็นกรรมการและผู้บริหารของบริษัทที่ออกหลักทรัพย์และบริษัทจดทะเบียนตามประกาศ ก.ล.ต. จึงไม่สามารถเป็นกรรมการและผู้บริหารของบริษัทที่ออกหลักทรัพย์และบริษัทจดทะเบียนได้ตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯ

นายทวิช เตชะนาวากุล ผู้ถือหุ้นใหญ่ IFEC เปิดเผยผ่านรายการ “ข่าวหุ้นเจาะตลาด ออนเรดิโอ” ทาง FM 98.5 MHz สถานีข่าวจริง สปริงเรดิโอว่า จากกรณีที่ ก.ล.ต. กล่าวโทษนายวิชัยว่ากระทำการโดยทุจริต ซึ่งดำเนินการจัดการประชุมที่ไม่ถูกต้อง แม้ผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่จะคัดค้านในที่ประชุมแล้ว โดยในขณะนั้นนายวิชัย ได้ใช้วิธีการลงคะแนนเสียงแบบสะสม (cumulative voting) ซึ่งในหนังสือเชิญประชุมไม่ได้ระบุไว้ จึงเป็นการใช้วิธีที่ไม่ถูกต้องตามข้อบังคับของบริษัท และข้อบังคับของกฎหมาย

โดยคำกล่าวโทษของ ก.ล.ต. ที่ออกมาเรียกว่าเหนือความคาดหมาย จึงยังไม่ได้คิดอะไร ซึ่งสถานการณ์ในขณะนี้ต่างกับเมื่อเดือน ก.พ. เพราะขณะนั้นบริษัทยังมีศักยภาพ แต่ในขณะนี้ความสามารถในการชำระแม้กระทั่งดอกเบี้ยก็ลำบาก ซึ่งใครก็ตามที่จะเข้าไปบริหารในขณะนี้จะต้องเจอปัญหาจำนวนมาก อย่างเรื่องสภาพคล่อง และการเจรจาเจ้าหนี้ โดยเฉพาะเรื่องการปิดงบโดยที่ผู้สอบบัญชีไม่แสดงความเห็นว่าจะทำยังไง คาดว่าคงจะต้องมีสำนักงานบัญชีไปตรวจสอบอีกครั้งหนึ่ง เพื่อความเป็นกลาง และมีการเซ็นรับรองงบได้

สำหรับบริษัทขณะนี้ หลังจากที่นายวิชัย ถูกกล่าวโทษจะทำให้มีกรรมการเหลืออยู่เพียง 1 ท่าน ที่จะต้องทำหน้าที่รักษาการและปฏิบัติหน้าที่ดูแลบริษัททั้งหมด และมีหน้าที่จัดการเลือกตั้งกรรมการอีก 8 ท่าน ให้เร็วที่สุด ส่วนผู้ถือหุ้นใหญ่ทั้งกลุ่มเตชะนาวากุล และกลุ่มเทพผดุงพร จะเข้ามาร่วมบริหารหรือไม่นั้น ยังไม่ได้คิด แต่ก็ไม่ได้ปิดกั้น เพราะทุกคนควรจะร่วมเข้ามาแก้ไข ซึ่งน่าจะมีความชัดเจนมากขึ้นประมาณ 1-2 สัปดาห์นี้

“ผมจะเข้าไปหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าเข้าไปแล้วเป็นประโยชน์หรือไม่ คือ ไม่จำเป็น และไม่กล้าที่จะเสนอตัวเป็นวีรบุรุษ งานนี้เป็นงานใหญ่มากในการสรรหา มีกฎหมายที่แย้งกัน เป็นเรื่องปกติที่ผู้บริหารหรือผู้ถือหุ้นใหญ่ เสนอสรรหาทีมงาน แต่ในการสรรหาทีมงานจะกลายเป็นโดนข้อหาในการควบคุมกิจการได้ ผมคิดว่าผู้มีส่วนได้เสีย ผู้ถือหุ้นใหญ่รายอื่นๆ ควรช่วยกันบริหาร ไม่ปล่อยให้อำนาจการบริหารอยู่ที่ผู้ใดผู้หนึ่ง ซึ่งจะค่อนข้างอันตราย ฉะนั้นผู้ถือหุ้นที่มีส่วนได้เสียเข้ามา จะต้องช่วยกันระดมสมอง ความคิดเห็นในการแก้ไขปัญหา ในเชิงของเจ้าหนี้ ก็เชิญตัวแทนเจ้าหนี้มาร่วมบริหารด้วยก็ได้ เพื่อให้ทราบข้อเท็จจริง และความสามารถในการชำระหนี้ อีกทั้งเพื่อรักษาผลประโยชน์ให้กับผู้ถือหุ้นอย่างแท้จริง” นายทวิช กล่าว

ส่วนคดีความที่มีการฟ้องร้องกับนายวิชัย คาดว่าคงดำเนินการไปตามขั้นตอนตามปกติ แต่ถ้าคดีไหนไม่จำเป็นหรือซ้ำซ้อนก็จะตัดรอนออกไป ถ้าผิดคดีเดียวก็คือผิด ซึ่งแต่ละคดีก็ใช้เวลามาก ประมาณ 6 เดือน หรือ 1 ปี เมื่อ ก.ล.ต.กล่าวโทษว่าขาดคุณสมบัติแล้วก็น่าจะตัดรอนได้ และจะเป็นผลดีกับทั้ง 2 ฝ่าย รวมถึงเป็นประโยชน์กับผู้ถือหุ้นทั้งหมดด้วย

ด้านนายศุภนันท์ ฤทธิไพโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร IFEC กล่าวว่า ตามที่ IFEC ได้ออกตราสารหนี้ประเภทหุ้นกู้ ชนิดระบุชื่อผู้ถือ ไม่ด้วยสิทธิ ไม่มีประกัน และไม่มีผู้แทนผู้ถือหุ้น เสนอขายให้แก่ผู้ลงทุนสถาบัน หรือผู้ลงทุนรายใหญ่ จำนวน 3,000 ล้านบาท โดยครบกำหนดชำระดอกเบี้ยหุ้นกู้ในวันที่ 7ส.ค. 60

ทั้งนี้ เบื้องต้นบริษัทได้ดำเนินการชำระดอกเบี้ยหุ้นกู้บางส่วนแล้ว จำนวน 4,083,289.38 บาท ในวันที่ 7 ส.ค. 60 โดยแบ่งชำระตามสัดส่วนที่เท่ากัน สำหรับส่วนที่เหลือจะขอชำระภายในวันที่ 22 ก.ย. 60 เนื่องจากกระแสเงินรับยังไม่เรียบร้อยตามแผนที่วางไว้

'มาร์ค'ห่วงกม.ตั้งซูเปอร์โฮลดิ้ง - ข่าวสด ฉบับวันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2560

เมื่อวันที่ 6 ก.ย. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการ ออกกฎหมายของรัฐบาลเพื่อเป็นกลไกในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตว่า แม้จะมีกลไกที่เอื้อกับการตรวจสอบ แต่มีการใช้อำนาจตามมาตรา 44 ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาความลักลั่นในทางปฏิบัติหรือไม่ คนอาจจะรู้สึกว่ามาตรา 44 เป็นความเด็ดขาดและรวดเร็ว แต่หลายเรื่องยังคงมีความไม่โปร่งใสและมีการเลือกปฏิบัติ หากไม่แก้ที่ระบบ ปัญหาก็ยังคง เกิดขึ้น

ส่วนกรณีที่คณะรัฐมนตรี(ครม.) เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.การพัฒนาการกำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ... ที่ให้จัดตั้งบรรษัทรัฐวิสาหกิจแห่งชาติ(ซูเปอร์โฮลดิ้ง)นั้น ตนเป็นห่วงในเรื่องธรรมาภิบาลที่ต้องมีความชัดเจน และควรมีการทบทวนด้วยว่ารัฐวิสาหกิจประเภทไหนที่ควรมาอยู่ภายใต้การบริหารแบบบรรษัท เพราะตนไม่สนับสนุนการเอารูปแบบบรรษัทมาดูแลรัฐวิสาหกิจที่ยังมีลักษณะผูกขาด ไม่มีการแข่งขันที่สมบูรณ์ แต่ถ้ารัฐวิสาหกิจไหนแข่งขันกับเอกชนได้ หรือไม่มีภารกิจเฉพาะตนก็สบายใจ และยังติดใจว่ากฎหมายมองรัฐวิสาหกิจเป็นเครื่องมือหรือการลงทุนขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่ข้อห่วงใยต่างๆ คงต้องรอกฎหมายในชั้นสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) อีกครั้งว่าระบบการกำกับต่างๆ จะเป็นอย่างไร

บทบรรณาธิการฐานเศรษฐกิจ: พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างใหม่ตึงเกินก็ขาดหย่อนไปก็ไม่ดี - ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2560

รัฐบาลออกกฎหมายพ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฉบับใหม่ โดยมีเป้าหมายยกฐานะระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพัสดุฯขึ้นเป็นกฎหมาย ให้การจัดซื้อจัดจ้างเป็นมาตรฐานเดียวกัน เน้นเรื่องเปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างทุกเรื่องให้สาธารณชนรับทราบเพื่อให้มีการแข่งขันเสรี และเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ลดปัญหาการทุจริต ให้การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐคุ้มค่า เหมาะสม มีประสิทธิภาพ โดยใช้กับหน่วยงานภาครัฐทุกแห่ง แต่มีข้อยกเว้น เช่น การจัดซื้อยุทโธปกรณ์ทางทหาร และการจัดซื้อของรัฐวิสาหกิจเชิงพาณิชย์

พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯยังกำหนดให้จัดทำข้อตกลงคุณธรรม มีผู้สังเกตการณ์ร่วมตั้งแต่ร่างทีโออาร์ และเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม และให้มีคณะกรรมการ 5 ชุดดูแล 1.คณะกรรมการนโยบายจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน 2.คณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ 3.คณะกรรมการราคากลางและขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการ 4. คณะกรรมการความร่วมมือป้องกันการทุจริต และ 5.คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์

นักกฎหมายมหาชน มองเห็นปัญหากฎหมายฉบับนี้ตั้งแต่ต้น แม้จัดทำขึ้นเพื่อหวังป้องกันทุจริต จัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ บังคับใช้กับทุกหน่วยงานรัฐไม่มีข้อยกเว้นใดๆ รวมถึงรัฐวิสาหกิจ องค์กรอิสระ องค์กรมหาชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มหาวิทยาลัย โดยกฎหมายเข้าไปคุมทั้งหมดและอยู่ภายใต้คณะกรรมการ 5 ชุด ที่มีกรมบัญชีกลางเป็นฝ่ายเลขาและทำให้งานล้นมือ ทั้งควบคุม ตรวจสอบ กำกับ อนุญาต เห็นชอบและกฎหมายจะเข้าไป Over Rule เหนือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องจัดซื้อจัดจ้างทุกฉบับ

ประเมินกันว่าหน่วยงานของรัฐทุกประเภท ทุกรูปแบบ ซึ่งมีพัฒนาการมายาวนาน จนเกิดรัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ต้องมาคุมโดยคนเดียวอย่างรัฐมนตรีคลังหรือการรวมศูนย์ไว้ที่ส่วนกลาง วางกรอบให้ทำเหมือนกันหมด มีการเปรียบเทียบเปรียบเปรยว่านำพาประเทศถอยหลังไป 50 ปี

แน่นอนโดยเป้าประสงค์ของการออกกฎหมาย เพื่อควบคุมและป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่เป็นปัญหาหมักหมมและหนักมากขึ้นทุกวันในประเทศไทย สะท้อนจากอันดับดัชนีวัดคอร์รัปชัน แต่กฎหมายต้องสอดคล้องกับพัฒนาการทางสังคมและบริบทของสังคม รัฐต้องวางแนวทางปฏิบัติที่สามารถให้กฎหมายเดินหน้าได้ ไม่ถูกร้อยรัดโดยข้อกฎหมายที่เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติงาน ไม่สามารถกระดิกตัวได้ แม้ไม่เจตนาก็ตาม ต้องคำนึงอะไรที่ตึงเกินไปย่อมขาด แต่หย่อนมากไปก็ไม่เป็นผลดี

คอลัมน์ จันทราท่าพระอาทิตย์: "ประยุทธ์"ดีกว่า"ทักษิณ"ตรงไหน - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2560

เริ่มมีคำถามกันแล้ว ยุคคณะรักษาความสงบ แห่งชาติ (คสช.) ยึดอำนาจ มีความแตกต่างอย่างไรกับยุคนายทักษิณ ชินวัตร ครองอำนาจ ในเมื่อสารพัดปัญหาของประเทศ ยังคงไม่ได้รับการแก้ไขเหมือนกัน

การยึดอำนาจเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ทำให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดูดีมาก ขณะที่ คสช.ทำให้ประชาชนเกิดความหวังใหม่ และตั้งความคาดหวังกันว่า ประเทศจะได้รับการปฏิรูปอย่างจริงจัง

รัฐบาลนายทักษิณและรัฐบาลหุ่นเชิด ก่อเรื่องชั่วร้ายอะไรไว้บ้าง ทำไมประชาชนต้องลุกฮือขึ้นมาขับไล่ คสช.รู้เห็นมาตลอด ทุกคนจึงเชื่อว่า รัฐบาลทหารจะไม่ต้องเสียเวลาในการฟื้นฟูบูรณะประเทศที่บอบช้ำจากยุค "ทักษิณ"

แต่ 3 ปีผ่านไป รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ยังไม่ได้ปฏิรูปอย่างเป็นชิ้นเป็นอันแม้แต่เรื่องเดียว นอกจากนั้นพฤติกรรมการบริหารประเทศ กำลังย่ำรอยเดียวกับรัฐบาลทักษิณอีกด้วย

พล.อ.ประยุทธ์กลายเป็นผู้นำที่ไม่อาจวิพากษ์วิจารณ์ได้ แม้จะเป็นเสียงวิพากษ์วิจารณ์ด้วยความปรารถนาดีก็ตาม ไม่แตกต่างจากนายทักษิณ ที่ปิดกั้นการรับฟังคำเสนอแนะของประชาชน

โครงการลงทุนขนาดใหญ่ถูกตั้งข้อสงสัยในความไม่โปร่งใส ไม่ว่าโครงการสร้างรถไฟความเร็วสูงสายกรุงเทพฯ-โคราช วงเงินเกือบ 180,000 ล้านบาท ซึ่งวิจารณ์กันสนั่นเมือง แต่รัฐบาลไม่สนใจเสียงคัดค้านใดๆ

การจัดซื้ออาวุธของกองทัพ ไม่ว่ารถถัง เรือดำน้ำ หรือเครื่องบิน แม้จะมีข้อโต้แย้งถึงความไม่เหมาะสม ความไม่จำเป็น แต่รัฐบาลยืนกรานจะซื้อ ก่อภาระหนี้ผูกพันให้ประชาชนจนได้

การปฏิรูปตำรวจ ซึ่งประชาชนเรียกร้องมายาวนาน ทวงถามมาตลอด แต่ พล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้แสดงความกระตือรือร้นแก้ปัญหาตำรวจมาตั้งแต่ต้น และเมื่อจำเป็นต้องปฏิรูปตำรวจ ก็ปฏิรูปอย่างเสียไม่ได้ จนไม่มีใคร เชื่อว่าตำรวจจะถูกปฏิรูปจริงในรัฐบาล คสช.รัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พยายามผลักดันกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับสุดซอย เพื่อล้างมลทิน ฟอกตัวให้นายทักษิณและพวกพ้อง จนนำไปสู่การลุกฮือต่อต้านของประชาชนทั้งประเทศ และทำให้ระบอบทักษิณต้องล่มสลายแต่การตัดตอนคดีสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในเหตุการณ์วันที่ 7 ตุลาคม 2551 เลวร้ายไม่น้อยกว่าการออกกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับสุดซอยของรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

ความเป็น "วงษ์สุวรรณ" หรือไม่ ทำให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไม่ยื่นอุทธรณ์นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ และพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ปล่อยให้ พล.ต.ท. สุชาติ เหมือนแก้ว รับบทเป็น "แพะ" เพียงคนเดียว

การบริหารประเทศด้วยระบบอุปถัมภ์ในหมู่พวกพ้องบริวารว่านเครือ เหล่าและรุ่นซึ่งนำไปสู่การปกครองในลักษณะกินรวบ การผูกขาดและการสืบทอดอำนาจ จนประเทศเกือบพินาศ ควรต้องปิดฉากไปพร้อมกับระบอบทักษิณ แต่กลับดำรงอยู่ในยุค คสช.

การปล่อยให้นางสาวยิ่งลักษณ์หนีหายเข้ากลีบเมฆ จนป่านนี้ยังไร้ร่องรอย ตรวจสอบไม่ได้ว่าอยู่ที่ไหน และไม่มีการสอบสวนหาตัวเจ้าหน้าที่ที่ร่วมกันพาหนีอย่างจริงจัง

ไม่มีใครในรัฐบาลออกมาแสดงความรับผิดชอบ มีแต่คนที่ออกมากลบเกลื่อนความรับผิดชอบ กำลังเพิ่มแรงฉุดคะแนนนิยมรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ให้ตกฮวบ

เพราะไม่มีใครเชื่อว่า จะไม่มีคนในรัฐบาลรู้เห็นเป็นใจในการปล่อยให้นางสาวยิ่งลักษณ์หนีออกนอกประเทศ

ความแตกต่างระหว่างรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์กับรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ มีเพียงประเทศสงบขึ้น เพราะ คสช.คุมเข้มห้ามชุมนุมประท้วง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนเสื้อสีไหนก็ตาม และไม่มีใครเที่ยวนำอาวุธสงครามมาไล่ถล่มใส่ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์

แต่อีกความแตกต่างที่ถูกพูดถึงมากขึ้นทุกทีคือ เศรษฐกิจในยุค คสช.ย่ำแย่สุดขีด กำลังซื้อเหือดแห้ง การค้าขายซบเซาอย่างหนัก คนระดับรากหญ้าเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า จนเริ่มเกิดการเปรียบเทียบเศรษฐกิจระหว่างยุค "ทักษิณ" กับยุค พล.อ.ประยุทธ์แล้ว

รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ดีกว่ารัฐบาลทักษิณตรงไหน วันนี้คำตอบอาจจะยังก้ำกึ่ง แต่อีกไม่กี่วันข้างหน้า ประชาชนทั้งประเทศคงตอบอย่างไม่ลังเล

ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ไม่ทบทวนว่า 3 ปีที่ผ่านมาได้ทำอะไรไปบ้าง อย่าได้ไปโกรธหรือถือโทษใครที่จะคิดถึง "ทักษิณ" กันมากขึ้น.

'รัฐบาล'ใหม่จะ'คอร์รัปชั่น'แบบเก่า? - คม ชัด ลึก ฉบับวันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2560

ณัฐภัทร พรหมแก้ว

วันต่อต้านคอร์รัปชั่นของไทยตรงกับวันที่ 6 กันยายน ของทุกปี และเหมือนเช่นเคย องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) โต้โผในการจัดกิจกรรมวันต่อต้านคอร์รัปชั่น 2560 ได้ขนทัพวิทยากรชื่อดังหลากสาขาอาชีพ ได้แก่ บรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารเกียรตินาคิน ปริญญ์ พานิชภักดิ์ กรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประสงค์ เลิศรัตน วิสุทธิ์ ผู้อำนวยการสถาบันอิศรา ภัทระ คำพิทักษ์ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ และนิติพงษ์ ห่อนาค ศิลปินนักร้อง นักแต่งเพลง มาร่วมวงเสวนาทางวิชาการในหัวข้อ "รัฐบาลใหม่ คอร์รัปชั่นเก่า" เพื่อไขคำตอบแห่งการหลุดพ้นวงจรอุบาทว์ที่คู่สังคมไทยมายาวนาน

ถามตรงๆ "ทหาร" ไม่ "คอร์รัปชั่น" จริงหรือ ???

วงพูดคุยเริ่มต้นเปิดประเด็นโดย "ประสงค์" ที่ตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมาว่า การใช้มาตรา 44 ในการโยกย้ายข้าราชการท้องถิ่น ข้าราชการประจำ 300 กว่าคน ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต แต่กลับไม่มีทหารสักคน แสดงว่าทหารไม่มีการคอร์รัปชั่นใช่หรือไม่ การใช้มาตรา 44 นั้นไม่โปร่งใส โยกย้ายใครเราไม่เคยรู้ข้อกล่าวหา การที่ลงโทษไป 80 รายก็ไม่รู้ลงโทษอย่างไร เพราะไม่มีการเปิดเผยข้อมูล ไม่ได้สร้างให้สังคมเกิดความมั่นใจ เป็นการเล่นงานพวกตรงข้ามหรือไม่ พวกเดียวกันไม่เล่น อย่างกรณีที่มีการตั้งคำถามไม่ชอบมาพากลกับองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (อผศ.) ที่ผูกขาดขุดลอกคลอง หรือ โซลาร์ฟาร์มก็ไม่มีการสอบสวน หรือการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ ที่สอบแล้วไม่ผิดเพราะอะไรก็ไม่เปิดเผย หรือแม้แต่เครื่องตรวจระเบิด GT200 เรื่องก็ยังไม่ถึงไหน การกุมอำนาจไว้มากๆ โดยไม่มีการตรวจสอบถือว่าอันตรายที่สุด ทางออกคือต้องเปิดเผยข้อมูลทุกเรื่อง เว้นแต่เรื่องที่เป็นความลับจริงๆ ให้ประชาชนเข้าถึงได้ จึงจะแก้ถูกจุด

"ขอย้ำว่าการเปิดเผยข้อมูลอย่างเป็นระบบจะทำให้โอกาสคอร์รัปชั่นลดลง โดยเฉพาะกับ 4 เรื่องสำคัญ 1.ข้อมูลจัดซื้อจัดจ้าง ต้องรื้อกรมบัญชีกลางก่อน เพราะการให้เข้าถึงข้อมูลแย่ที่สุด 2.ข้อมูลระบบภาษี ที่หน่วยงานด้านภาษีมักอ้างเป็นความลับ ใช้ดุลพินิจในการจัดเก็บถึงมีปัญหา 3.ข้อมูลงบประมาณ ควรเบิกจ่ายด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์รายงานผลแบบเรียลไทม์ จะรู้เลยว่าหน่วยงานไหนเบิกไปแล้วบ้างแล้วถ้างานไม่เสร็จก็จะเห็น และ 4.ข้อมูลกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะป.ป.ช. คดีที่มีมติตีตก ต้องเปิดเผยได้ว่าใช้ดุลพินิจอย่างไร ไม่ใช่อ้างว่าผมไม่ใช่คู่กรณี"ผอ.สถาบันอิศรา ระบุ

"บิ๊กแบงเกอร์" ฟันธง คอร์รัปชั่น รูปแบบจะใหม่ไปเรื่อยๆ

เมื่อมีการเปิดประเด็นถึงปัญหาในระบบภาษี คนหนึ่งที่เจอประสบการณ์ตรงกับตัว อย่าง "บรรยง"ได้เล่าให้ฟังว่า "ในฐานะที่เป็นเจ้าของตึก เวลาจะจ่ายภาษีเจ้าหน้าที่ก็ถามว่า เหมือนปีที่แล้วไหม ใต้โต๊ะ 8 แสน จ่ายจริง 1.6 ล้าน ผมบอกไม่เอา เขาก็บอกมาว่าถ้าอย่างนั้นต้องจ่าย 6 ล้าน ผมก็ยอม แต่เขาก็ไม่เก็บจริง เพราะคนอื่นจะเดือดร้อนหมด จึงฝากรูปแบบการเก็บภาษีของเมืองนิวยอร์ก ที่ระบุชัดเจนและเปิดเผยว่าแต่ละตึกจ่ายภาษีเท่าไหร่ ถ้ากทม.ทำได้อาจเก็บภาษีได้อีกหลายหมื่นล้าน"

นอกจากนั้น บรรยง มองว่ารัฐบาลใหม่ไม่รู้จะได้เห็นเมื่อไหร่ เห็นแล้วจะเก่าหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่คอร์รัปชั่นมันจะใหม่ไปเรื่อยๆ ดัชนีความโปร่งใสก็แย่ลง ภาคเอกชนทำงานหนักก็ไม่มีอะไรดีขึ้น แต่รัฐบาลกลับบอกว่าเศรษฐกิจดีเพราะปราบโกงได้ผล ตนมองว่าต้องใช้การปลูกฝัง การป้องกัน และการปราบปราม ประเทศที่พัฒนาแล้วเขาใช้วาทกรรมเรื่องคุณธรรมจริยธรรมน้อยมาก เขาใช้ระบบที่ทำให้คนที่มีส่วนได้ส่วนเสียลุกขึ้นมาปกป้องผลประโยชน์ เอาความเห็นแก่ตัวนั้นไปสู้ ต้องใช้คำขวัญที่ว่า โตไปไม่ยอมให้ใครโกง ทางที่จะป้องกันคอร์รัปชั่นได้ ต้องเอาประโยชน์ส่วนรวมมาก่อนประโยชน์ส่วนตัว แต่ประเทศที่พัฒนาแล้วเขาหลอมรวมทั้งสองอย่างเข้าด้วยกัน

ส่วนการป้องกัน ง่ายสุดคือ ลดบทบาท ขนาดและอำนาจรัฐ คือ ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา เรามุ่งขยายรัฐ ดูได้จากงบประมาณเพิ่มขึ้นทุกปี เสนอว่า ประเทศไทยควรมีสื่อที่ทำงานเชิงสืบสวนให้มากขึ้น เช่นเดียวกับสถาบันอย่างทีดีอาร์ไอ ในหลายประเทศมีเป็นร้อยๆ แห่ง การเปิดเผยข้อมูลภาครัฐแบบไม่ต้องขอและต้องสร้างกลไกให้มีผู้เชี่ยวชาญทุกภาคส่วนร่วมตรวจสอบกับรัฐ โดยตั้งกองทุนส่งเสริมภาคประชาชนทำโครงการตรวจสอบการลงทุนของรัฐ พัฒนาให้เป็นอาชีพเพื่อให้มีพลังเกิดขึ้น ถ้าทำแบบนั้นได้จะลดการพึ่งพารัฐ จนไม่สามารถขยายตัวได้อีก

ระบบราชการ 0.4 อุปสรรคปราบโกง !!!

ด้านผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์ อย่าง "ปริญญ์"ระบุว่า ทุกวันนี้บริษัทเอกชนที่เข้าตลาดหลักทรัพย์ถูกตรวจสอบมากขึ้น โลกเปลี่ยนไป เดิมเอกชนอาจจะคิดถึงกำไรอย่างเดียว ไม่ได้แล้ว เราพูดถึงระบบ 4.0 แต่ในคนในภาคราชการยังพูดเองเลยว่าเป็นแค่ 0.4 หรือ ลบ 4 ต่างจากอินเดียที่ทำได้จริง ผู้นำดึงภาคเอกชนเข้าร่วมแก้คอร์รัปชั่นโดยใช้ระบบเทคโนโลยีมาช่วย อย่างไรก็ตาม ประเทศใดมีกฎหมายมากเกินไป คอร์รัปชั่นก็จะมากตามไปด้วย

"กรธ." โชว์ของ "รัฐธรรมนูญ 60" ปราบโกง

ขณะที่หนึ่งในทีมร่างรัฐธรรมนูญ อย่าง "ภัทระ"

มองว่า การใช้มาตรา 44 อาจทำให้คนคอร์รัปชั่นขยาดได้บ้าง แต่การเชือดไก่ให้ลิงดูอย่าง จีน หรือเกาหลีใต้ งานวิจัยชี้ชัดว่าแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นได้ผล ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญ ปี 60 นั้นมีกลไกป้องกันนักการเมืองคอร์รัปชั่นไว้ ถ้าทุจริตเลือกตั้ง จะเอาคะแนนนิยมมาฟอกตัวไม่ได้ และกลับสู่การเมืองอีกไม่ได้ รวมถึงฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายบริหาร ถ้าเอื้อประโยชน์เรื่องงบประมาณ ใครรู้เห็นเป็นใจ สภาทั้งสภาไปหมด อีกทั้งรัฐธรรมนูญยังส่งเสริมภาคเอกชน ประชาชนในการต้านทุจริตด้วย ไม่เพียงเท่านั้น ยังเขียนห้ามผู้บริหารองค์กรอิสระเข้าไปคลุกคลีกับผู้เข้าอบรมหลักสูตรต่างๆ ที่จัดขึ้น หรือร่วมเดินทางไปต่างประเทศด้วย กรรมการร่างรัฐธรรมนูญกังวลเรื่องนี้มาก การเรียนหลักสูตรคือช่องสมคบที่น่ากลัวในการเอื้อประโยชน์ จึงระบุเลยว่าผู้บริหารองค์กรอิสระต้องทำงานเต็มเวลา รัฐธรรมนูญและกฎหมายลูกทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการตรวจสอบเยอะมาก เป็นการรื้อและจัดระบบใหม่ให้บูรณาการ

"ดี้ นิติพงษ์" ไม่โทษนักการเมือง/กระตุ้นจิตสำนึกคนรุ่นใหม่

ไม่เพียงแต่ความเห็นในเชิงวิชาการที่ต้องรับฟัง มุมมองจากคนในแวดวงบันเทิงก็ได้สะท้อนหลายอย่างที่น่าสนใจ "ดี้ นิติพงษ์"มองว่า เรื่องคอร์รัปชั่นเป็นเรื่องจิตใต้สำนึก เป็นเรื่องของความโลภและผลประโยชน์ ที่ไหนมีสองสิ่งนี้ ที่นั่นมีคอร์รัปชั่น จึงต้องทำให้คนรุ่นใหม่มีจิตสำนึกว่าคอร์รัปชั่นเป็นเรื่องน่าอาย และยังมองว่า ความจริงคอร์รัปชั่นมาจากเรื่องดี เริ่มต้นจากสินน้ำใจ จากสินน้ำใจมันค่อยๆ ใหญ่ขึ้นเป็นสินบน เรื่องนี้ฝังกับสังคมไทยมานาน ตนจึงไม่โทษนักการเมือง เพราะมันเป็นทุกระดับในสังคม บริษัทเอกชนก็มี บางแห่งเตรียมเงินสดเป็นปึกเพื่อเอาไปให้เจ้าหน้าที่รัฐ ทำกันจนเป็นเรื่องปกติ จึงต้องช่วยกันรณรงค์ ถ้าประเทศเราไม่มีวินัยก็จะเป็นแบบนี้อยู่

ในช่วงท้ายการเสวนา มีคำถามจากผู้เข้าร่วม แม้จะไม่เกี่ยวข้องกับหัวข้อเสวนาสักเท่าไหร่ว่า "เรียนรู้อะไรจากกรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์" คนแรกที่ตอบคำถามนี้คือ ผอ.สถาบันอิศรา ที่มองว่า สะท้อนให้เห็นอำนาจรัฐที่ล้มเหลว อ่อนแอ ที่ปล่อยให้จำเลยคนสำคัญหนีไปได้ บางประเทศ ผู้นำถูกใส่กุญแจมือ เรื่องนี้มีคนยกทฤษฎี win-win ไม่ได้ คนพังพินาศคือประเทศชาติ ขณะที่กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ตอบคำถามดังกล่าวว่า คุกบ้านเรามีไว้ขังหมากับคนจน ถือเป็นเรื่องใหญ่ ถ้าบังคับใช้กฎหมายเสมอภาคสังคมจะอยู่กันปกติสุข การที่ผู้มีอำนาจหายไปสะท้อนว่าโครงสร้างใหญ่ของกระบวนการยุติธรรม มีปัญหา

"การกุมอำนาจไว้มากๆ โดยไม่มีการตรวจสอบถือว่าอันตรายที่สุด ทางออกคือต้องเปิดเผยข้อมูลทุกเรื่อง เว้นแต่เรื่องที่เป็นความลับจริงๆ ให้ประชาชนเข้าถึงได้ จึงจะแก้ถูกจุด"

ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์

"คอร์รัปชั่นเป็นเรื่องจิตใต้สำนึก เป็นเรื่อง ของความโลภและผลประโยชน์ ที่ไหน มีสองสิ่งนี้ ที่นั่นมีคอร์รัปชั่น จึงต้องทำให้คนรุ่นใหม่มีจิตสำนึกว่า คอร์รัปชั่นเป็นเรื่องน่าอาย"

นิติพงษ์ ห่อนาค

"การป้องกันการคอร์รัปชั่น ง่ายสุดคือ ลดบทบาท ขนาดและอำนาจรัฐ คือ ตลอด10 ปี ที่ผ่านมา เรามุ่งขยายรัฐ ดูได้จากงบประมาณ ที่เพิ่มขึ้นทุกปี"

บรรยง พงษ์พานิช

คอลัมน์ แกะรอย: คอร์รัปชัน...รูปแบบที่เปลี่ยนไป - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2560

เฉลา กาญจนาkanchanatuk@hotmail.com

เมื่อวานเห็นองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) จัดกิจกรรมวันต่อต้านคอร์รัปชัน 2560 คึกคักขนฝีปากดีร่วมวงเสวนา

เนื้อหาที่แต่ละคนยกขึ้นมาต้องยอมรับว่าล้วนแล้วแต่“ความเป็นจริง” ทั้งสิ้น หลายคนคงอยากให้คอร์รัปชันลดน้อยถอยลง แม้จะไม่หมดสิ้นไปทันที ถึงขั้นปลูกจิตสำนึก"โตไปไม่โกง"ในหลักสูตรการเรียนการสอนของเยาวชนไว้แล้ว ถือเป็นสิ่งที่ดีงามในการปลูกจิตสำนึก แต่จะให้ได้ผลเลยควรต้องร่วมมือกันทุกส่วนเพื่อให้เกิดผลตั้งแต่วันนี้ และทำอย่างจริงจัง

จริงๆการรณรงค์ต่อต้านคอร์รัปชัน เรียกว่ามีมาตลอดอย่างองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่นแห่งนี้ตั้งแต่ก่อตั้งมา

แต่เหตุไฉนการคอร์รัปชันยังคงมีอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ที่น่าตกใจรูปแบบคอร์รัปชันดันเปลี่ยนไปตามกาลเวลา ได้ถามไถ่ผู้ให้ ส่วนใหญ่จะให้ข้อมูลที่ตรงกันพร้อมกับบอกว่าการคอร์รัปชันเริ่มมี“วิวัฒนาการ”ขึ้นเรื่อยๆ เมื่อก่อนไม่หนักหนา มักอยู่ในรูปแบบ“เลี้ยงดูปูสื่อ” ซื้อของกำนัน หรือจัดกรุ๊ปทัวร์พาเที่ยวต่างประเทศ จากนั้นก็เป็นประเภท“ตามน้ำ เท่าไหร่ก็” ถัดมาเรียกเป็น“เปอร์เซ็นต์” เริ่มต้นเป็นเลขหลักตัวเดียว พัฒนาการมาเรื่อยๆจนเป็นเลขสองหลักประมาณ 10% ก่อนจะพัฒนาเป็น 20-30% แต่ตอนนี้เข้าสู่โหมด 40-50% เรียกว่า“แบ่งครึ่ง”

เรื่องแบบนี้มันเป็นความผิดทั้ง“ผู้ให้”และ“ผู้รับ” เมื่อก่อน“ผู้ให้”มักเป็นผู้เสนอตัวเลข ปัจจุบันกลับกัน“ผู้รับ”มักเป็นผู้เรียกร้องและนำเสนอตัวเลขไปแล้ว ผู้มีรับเหมาหลายต่อหลายรายมักพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าต้อง“จ่ายหนัก จ่ายล่วงหน้า” ไม่งั้นไม่ได้เข้าไปอยู่ในกลุ่มหรือในสายตาของผู้มีอำนาจในการประมูลงาน

งานบางงานแถมมี“ล็อกสเปค”ไว้ต่างหาก อย่างนี้ไม่คอร์รัปชันเรียกว่าอะไร

จะยุคไหนๆก็ตาม มีเรียกร้องสูงๆทั้งนั้น อ้างสารพัดต้องจ่ายคนนั้นคนนี้ แน่นอนพ่อค้าเท่าไหร่ก็จ่ายแลกกับการได้งาน แต่ถามว่าทุกบาททุกสตางค์ที่จ่ายไปเขาบวกอยู่ในราคางานแล้วใช่ไหม? ความเสียหายคือภาษีของประชาชนนั่นเองที่ต้องมารับภาระกับการจ่ายสินบนที่มีอย่างต่อเนื่อง

วิธีการเจรจาต่อรองผู้มีอำนาจมักไม่โผล่หน้า แต่จะมี“ไอ้โม่ง หัวดำ หัวขาว” ทำงานแทนนายทุกขั้นตอน เชื่อเถอะ..คอร์รัปชันไม่จบสิ้น ตราบใดที่การจัดซื้อจัดจ้างยังจำเป็นอยู่ บางรายยอมจ่ายล่วงหน้าเพื่อแลกกับงานหรือไม่ก็สร้างราคาให้หุ้นขึ้นหวังกอบโกยในตลาดหลักทรัพย์ อย่างนี้คอร์รัปชันด้วยใช่หรือไม่?

คอลัมน์ ทางเสือผ่าน: อันดับกินสินบนของไทยต่างจากอันดับคอร์รัปชันก็จริง แต่ไม่ดีทั้งคู่ - สยามรัฐ ฉบับวันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2560

แสงไทย เค้าภูไทย

ไทยยังติดกลุ่มชาติคอร์รัปชันมากอยู่ ล่าสุดติด 5 อันดับกินสินบนมากที่สุดในเอเชียเป็นอันดับ 3 แม้จะคนละส่วนกับดัชนีคอร์รัปชันของโลก แต่ก็ยังจัดว่าสถานการณ์ฉ้อราษฎร์บังหลวงเลวร้ายกว่าเดิม

ยิ่งมีการสำรวจทัศนคติของคนไทยต่อการฉ้อโกงของข้าราชการและนักการเมืองเมื่อต้นปีนี้ ที่พบว่า คนไทยยังเห็นว่ายอมรับได้กับการคอร์รัปชันของข้าราชการและนักการเมืองที่พวกตนได้ประ

โยชน์ด้วย ก็ยิ่งส่อให้เห็นแนวโน้มด้านลบอยู่

ส่งผลให้ความรู้สึกที่มีต่อผลงานรัฐบาลไม่สู้ดีนัก ดังผลสำรวจหรือโพลของสวนดุสิตโพลเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา

พบว่าประชาชนมองว่า ปัญหาเศรษฐกิจเป็นปัญหาใหญ่และเป็นจุดอ่อนของรัฐบาลโดยมีสัดส่วนให้น้ำหนักในด้านนี้สูงที่สุด คือ 87.92%

รองลงมาคือปัญหาคอร์รัปชัน76.61% ปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง 70.45%

การใช้ ม.44 64.78% และการเลือกตั้งที่ประชาชนไม่มีความเข้าใจในระบบใหม่ 61.18%

ส่วนที่มีข่าวเรื่องนิตยสารฟอร์บส์จัดอันดับชาติที่มีการกินสินบนสูงที่สุด 5 ชาติในเอเชีย โดยไทยเป็นชาติที่มีการกินสินบนมากเป็นอันดับ 3 เมื่อสัปดาห์ที่แล้วจนตื่นตระหนกกันยกใหญ่

คิดว่าไทยเป็นชาติคอร์รัปชันลำดับต้นๆ หนักกว่าเมียนมาไปแล้วนั้น

เป็นคนละด้านกับเรื่องความโปร่งใสและดัชนีคอร์รัปชัน

เพราะการให้สินบนหรือกินสินบนนี้ เป็นแขนงหนึ่งของการฉ้อราษฎร์บังหลวงซึ่งเป็นองค์รวมของกิจกรรมโกงกินทั้งปวง

การฉ้อราษฎร์บังหลวงหรือคอร์รัปชันนั้น มีตั้งแต่การกินหัวคิว การทำราคาโครงการให้สูงเกินจริงเพื่อข้าราชการหรือ

ผู้มีอำนาจจะได้เงินจากราคาส่วนต่างนั้นการบังคับซื้อวัสดุ สิ่งของหรือวัตถุดิบสำหรับงานของรัฐโดยไม่มีการประกวดราคา ฯลฯ

การที่อันดับการเรียกรับสินบนของไทยสูงถึงเป็นอันดับ 3 ของที่สุดแห่งเอเชียเช่นนี้

แสดงถึงกิจกรรมด้านสินบนเป็นตัวกระตุ้นคะแนนคอร์รัปชันตัวสำคัญที่สุดของไทย

ในกิจกรรมส่วนนี้ ชาติที่มีการเรียกรับ-ให้สินบน สูงที่สุดคืออินเดียมีสัดส่วนกินสินบนกันถึง 69%

อันดับ 2 ได้แก่เวียดนาม 65%

อันดับ 3 ไทย สัดส่วนการให้-รับสินบน 41%

ด้วยเหตุผล "ประเทศไทยกระเสือกกระสนอยู่กับการคอร์รัปชันทุกระดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าหน้าที่รัฐ..."

"แม้ว่ารัฐบาลทหารที่ปกครองประเทศอยู่ จะร่างพระราชบัญญัติต่อต้านคอรัปชั่นในปี 2015 (พ.ศ. 2558) แต่ประชาชนไทยก็ยังมองในแง่ลบอยู่โดย14% เห็นว่า การคอร์รัปชันเพิ่มขึ้นในรอบ 12 เดือนที่ผ่าน แม้ว่าส่วนใหญ่คือ72% มองว่ารัฐบาลสามารถจัดการกับคอร์รัปชันได้ดี"

ชาติที่กินสินบนน้อยกว่าไทยในเอเชียคือ เมียนมากับปากีสถาน อยู่อันดับ4 กับ 5 มีสัดส่วนกินสินบน 40%

แต่ในทำเนียบความโปร่งใสหรือดัชนีคอร์รัปชันโลก อันดับของไทยอยู่เหนือเมียนมากับปากีสถานมาก

การสำรวจด้านความโปร่งใสที่ใช้ดัชนีคอร์รัปชันเป็นตัววัดนั้น

ในรอบ 3 ปีที่รัฐบาล คสช. ปกครองประเทศ อันดับของไทยตกลงไป 21 อันดับ คือจากอันดับที่ 80 ในปี 2557 เป็นอันดับที่ 101 ในปี 2559

การจัดอันดับปีนี้ยังไม่ออกมา ยังคาดเดาไม่ได้ว่า จะขยับขึ้นหรือต่ำลงไปอีก

การสำรวจความโปร่งใส (transpa rency) นั้น เป็นการสำรวจ 13 ด้าน โดย12 สถาบันที่ต่างหลากหลายในกิจกรรมเช่น ธนาคารโลก (World Bank) ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งแอฟริกา (African Development Bank) สถาบันพัฒนาการบริหารระหว่างประเทศ (Interna tional Institute for Management Deve lopment) โครงการตุลาการโลก (World Justice Project) สถาบันประชุมสัมมนาโลก ( World Economic Forum) ฯลฯ

ขอบข่ายการสำรวจ เน้นปัจจัยเสี่ยง3 ด้านคือ เศรษฐกิจ การเมือง สังคมโดยสำรวจความเห็นของสาธารณชน ทั้งภาคประชาชน ภาคธุรกิจเอกชน ภาครัฐและกิจกรรมด้านต่างๆ มีแนวโน้มในการคอร์รัปชัน

องค์กรเพื่อความโปร่งใสระหว่างประเทศ (Transparency International -TI) เป็นผู้จัดทำดัชนีคอร์รัปชัน (Corrup tion Perceptions Index- CPI) ขึ้นเป็นประจำปีทุกปีนี้

อดีตนายกรัฐมนตรีสองสมัย อานันท์ ปันยารชุน เป็นตัวแทนประจำประเทศไทย

องค์กรเพื่อความโปร่งใสระหว่างประเทศ มีสมาชิกทั้งหมด 176 ประเทศโดยประเทศเหล่านี้ไม่ได้เป็นสมาชิกโดยสมัครใจ หากแต่ถูกกำหนดให้เป็นประเทศในข่ายสำรวจสภาวการณ์ด้านคอร์รัปชันเพื่อนำไปจัดอันดับความโปร่งใสที่ใช้รหัสคะแนนว่า CPI

โดยใช้คะแนนเต็ม 100 เป็นเกณฑ์ความโปร่งใสสูงสุด ไล่ลงไปถึงต่ำสุด 0 คะแนน

คะแนนเต็ม 100 ยังไม่เคยมีใครได้ถึง โดยที่ได้สูงสุดคือเดนมาร์ก คะแนน90 -91-92 ตลอด

ส่วนต่ำสุดมีอยู่ 2 ประเทศ คือโซมาเลียกับเกาหลีเหนือ โดย 7 ปีที่ผ่านมาผลัดกันจอง 2 ตำแหน่งแชมป์โลกคอร์รัปชันมาตลอด

คะแนนที่ได้คือ 8 กับ 0 สลับกันไปมาสำหรับประเทศไทย 7 ปีที่ผ่านมา2016 ย้อนหลังไป 2012 คะแนน อยู่ลำดับที่ 101 เท่ากับติมอร์เลสเต

คะแนน CPI ของไทยในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา: 16 คะแนน 35 (-3) ปี 15 38 (0) ปี 14 38 (+3) ปี 13 35 (-2) ปี 12 37 (-3)

ประเทศในเอเชีย แปซิฟิกที่เท่ากับไทย ได้แก่ ฟิลิปปินส์

ที่เหนือกว่าไทยคือศรีลังกา 95 อินโดนีเซีย 90 มองโกเลีย 87 จีน 79 อินเดีย79 บาห์เรน 70 โอมาน 64 ซาอุดีอาระเบีย 62 เกาหลีใต้ 52 บรูไน 41 ไต้หวัน31 กาตาร์ 31 ภูฏาน 31 สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 24 ญี่ปุ่น 20 ฮ่องกง 15 ออสเตรเลีย 13 สิงคโปร์ 7 นิวซีแลนด์ 1

ส่วนที่ต่ำกว่าไทย ได้แก่ เวียดนามอันดับที่ 113 ปากีสถาน 116 ลาว 123 เนปาล 131 เมียนมา 136 ปาปัวนิวกินี136 บังกลาเทศ 145 กัมพูชา 156 โดยมีเกาหลีเหนือ 176 รั้งอันดับสุดท้าย

สำหรับปี 2015ไทยอยู่อันดับ 80 แค่ 3 ปีในรัฐบาลปัจจุบันอันดับเราตกลงไปจาก 80 ถึง 101

ด้วยเหตุอันใด ?

คอลัมน์ ทางออกนอกตำรา: ใครเป็นใครในขบวนการ'จีทูเจี๊ยะรอบ2' - ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2560

บากบั่น บุญเลิศ

ยังเกาะติดคดีจีทูจีรอบ 2 ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กำลังจะลงดาบ บุญทรง เตริยาภิรมย์ น.พ.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ อดีตเลขานุการ รมว.พาณิชย์ เสี่ยเปี๋ยง - อภิชาติ จันทร์สกุลพร เจ้าของบริษัท สยามอินดิก้าฯกับพวก รวมถึงข้าราชการระดับสูงในกรมการค้าต่างประเทศ นำทีมโดย ปราณี ศิริพันธ์ อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ที่รับตำแหน่งต่อจาก มนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เพราะผู้อ่านสอบถามว่า ใครเกี่ยวกับคดีนี้บ้าง

คดีนี้เป็นภาคต่อจากจีทูจี รอบแรก โดยคดีจีทูเจี๊ยะ รอบ 2 นั้น มีจำนวน 8 สัญญา ขายข้าวจีทูจีกันไปร่วม 14 ล้านตัน จีทูเจี๊ยะรอบ 2 ใช้ 4 บริษัท ชื่อซ้ำกัน และไม่ใช่บริษัทค้าข้าว แต่เป็นบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ กลุ่มเอกชนของไทยเป็นกลุ่มเดิมคือ กลุ่มสยามอินดิก้า เหมือนรอบแรก

ผู้ที่เกี่ยวข้อง ตัวละครฝ่ายไทยเหมือนกับคดีแรก แต่อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศเป็น คนละคนกัน

รูปแบบการขายเหมือนกับจีทูจีรอบแรกทุกประการ มีการลงนามสัญญาที่ไม่ใช่จีทูจีของจริง มีการขายข้าวในราคาถูกกว่าตลาด แล้วไม่มีการส่งออกไปจีน แต่กลับนำมาขายเวียนในประเทศ และนำมาจำนำรัฐ แล้วเอาแคชเชียร์เช็คมาชำระเงิน

ทั้ง 4 บริษัทมอบอำนาจช่วงให้กับ บริษัท อินเตอร์ลิงค์ อิมปอร์ต แอนด์ เอ็กซ์ปอร์ต จำกัด บริษัท คอมพาวด์ อินเตอร์เทรด จำกัด บริษัท แคปปิตอลซ์ เทรดดิ้ง จำกัด บริษัท ซิมเปิ้ล เบสท์ เทรดดิ้ง จำกัด นางสาวกรรณิกา เพชรสุวรรณ์ นายลิตร พอใจ Shaoyan Gong และ Guoxiong Zhou ให้เป็นผู้ดำเนินการรับซื้อ สั่งจ่ายเงิน และส่งข้าวออกนอกประเทศ

แต่จากการสอบทานข้อมูลของป.ป.ช.กับกรมศุลกากร กลับไม่พบว่า ในช่วงปี 2556 -2557-2558 บริษัทผู้ซื้อข้าว ผู้รับมอบอำนาจ และผู้รับมอบอำนาจช่วง ได้ทำการส่งออกข้าวไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีนแม้แต่น้อย ข้าวยังหมุนเวียนอยู่ในประเทศไทย ซื้อแบบจีทูเจี๊ยะกับกรมการค้าต่างประเทศในราคาตันละ 8,000-9,000 บาท

จากนั้นก็นำจำนำไปให้รัฐนั่นแหละในราคาตันละ 15,000 บาท ฟาดกำไรไปตันละ 6,000-7,000 บาท สบายบรื๋อสะดือจุ่น

ตอนนี้ ป.ป.ช.สั่งอายัดเช็คสั่งจ่ายที่ผู้รับมอบอำนาจ และผู้รับมอบอำนาจช่วงซึ่งส่วนใหญ่เป็นเช็คที่สั่งจ่ายเงินจากบัญชีของ บริษัท สยามอินดิก้า จำกัด, บริษัท สิราลัย จำกัด และ นายสุธี เชื่อมไธสง ที่เป็นเครือข่ายหรือบริษัทของเสี่ยเปี๋ยงทั้งหมดรวม 46 ฉบับ 1,878 ล้านบาท ไว้แล้ว

ในบันทึกของป.ป.ช.ระบุสาเหตุที่ต้องอายัดเช็ค 46 ฉบับไว้ดังนี้. "คณะอนุกรรมการไต่สวนของ ป.ป.ช.พิจารณาจากข้อเท็จจริงแล้วเห็นว่า เงินจำนวนดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานอันสำคัญที่จะพิสูจน์ความผิดและเป็นพยานหลักฐานที่จะเอาตัวผู้กระทำผิดมาฟ้องลงโทษ ตามมาตรา 26 ของกฎหมาย ป.ป.ช. เพราะถือเป็นทรัพย์สินที่ได้ใช้ หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด.."

หลักฐานทางการเงินที่ถูกสั่งจ่ายมาจากบริษัทเครือข่ายของเสี่ยเปี๋ยง และถูกบริหารจัดการโดยบุญทรง มัดแน่นทีเดียว

คดีนี้คณะอนุกรรมการไต่สวนของป.ป.ช.ที่มี "เจ๊ด้ง-สุภา ปิยะจิตติ" ได้ไต่สวนผู้ถูกกล่าวหาในขบวนการ "จีทูเจี๊ยะ" ไปแล้ว 33 ราย แยกเป็น 2 กลุ่ม

กลุ่มแรกเป็น "บุคคลที่ทำสัญญาซื้อขายแบบจีทูจี-ผู้มอบอำนาจ-ผู้รับมอบอำนาจ-ผู้รับมอบอำนาจช่วง" กลุ่มนี้มี 17-18 ราย

1. บริษัท Haikou Liangmao Cereals 2. Mr.Han Liang ผู้จัดการทั่วไป ซึ่งมาทำสัญญาซื้อขายข้าวกับกรมการค้าต่างประเทศ 3.บริษัท อินเตอร์ลิงค์ อิมปอร์ต แอนด์ เอ็กซ์ปอร์ต จำกัด 4.นายโจว กั๋วเซียง (Zhou Guoxiong) ผู้รับมอบอำนาจจากบริษัท Haikou Liangmao Cereals ให้เป็นผู้รับชำระเงินและรับมอบข้าว

5. นางสาวกรรณิกา เพชรสุวรรณ์ ผู้รับมอบอำนาจช่วงจากบริษัท อินเตอร์ลิงค์ อิมปอร์ต แอนด์ เอ็กซ์ปอร์ต จำกัด ให้เป็นผู้รับชำระเงินและรับมอบข้าว 6. บริษัท Haikou Liangyunlai Cereals 7. Mr. Lin Haihui ผู้จัดการทั่วไป ซึ่งมาทำสัญญาซื้อขายข้าวกับกรมการค้าต่างประเทศ

8. บริษัท คอมพาวด์ อินเตอร์เทรด จำกัด 9.นายลิตร พอใจ 10. บริษัท Hainan Province Land 11.Mr. Huang Jian Qin ผู้จัดการทั่วไปซึ่งมาทำสัญญาซื้อขายข้าว 12.บริษัท แคปปิตอลซ์ เทรดดิ้ง จำกัด 13.เชายาน กง (Shaoyan Gong) ผู้รับมอบอำนาจ ให้ชำระเงินและรับมอบข้าว 14 บริษัท Hainanland 15. Mr.Liang Dingquan ผู้จัดการทั่วไป ซึ่งเข้ามาทำสัญญาซื้อขายข้าวกับกรมการค้าต่างประเทศ

16. Mr.Yang Pokai ประธานกรรมการบริษัท Hainan landฯ ผู้มอบอำนาจให้บริษัทซิมเปิ้ล เบสท์ เทรดดิ้ง จำกัด 17. บริษัท ซิมเปิ้ล เบสท์ เทรดดิ้ง จำกัด 18.นายเฉิน ยี่ถง ผู้รับมอบอำนาจจากบริษัท Hainan land Reclamationฯ ให้ชำระเงินและรับมอบข้าว

กลุ่มที่ 2 เป็น "กลุ่มบุคคลที่เข้ามาเกี่ยวข้องในการชำระเงินค่าข้าวจีทูจี-ผู้ขอซื้อแคชเชียร์เช็ค-เจ้าของบัญชีที่นำเงินไปซื้อแคชเชียร์เช็คผู้แทนนิติบุคคลเจ้าของบัญชีที่นำเงินไปซื้อแคชเชียร์เช็ค-ประธาน-เจ้าของบริษัท" ซึ่งเป็นคนกลุ่มเดียวกับจีทูเจี๊ยะรอบแรก ที่ศาสลั่งจำคุกนาน 36-42 ปี

1.บริษัท สยามอินดิก้า จำกัด 2.นายอภิชาติ จันทร์สกุลพร หรือเสี่ยเปี๋ยง ผู้ก่อตั้งบริษัท สยามอินดิก้าฯ 3. นางสาวรัตนา แซ่เฮง 4.นางสาวเรืองวัน เลิศศลารักษ์ 5. นางสาวสุธิดา จันทะเอ หรือสุทธิดา ผลดี ทั้งหมดคือ กรรมการบริษัท สยามอินดิก้า จำกัด6.บริษัท สิราลัย จำกัด หรือบริษัท กีธา พร็อพเพอร์ตี้ส์ จำกัด 7.นางสาวธันยพร จันทร์สกุลพร กรรมการบริษัท สิราลัย จำกัด 8.นายสุธี เชื่อมไธสง 9.นายสมคิด เอื้อนสุภา

10. บริษัท เอลัช (ประเทศไทย) จำกัด 11.นายชู หมิง เช็น 12.นางสาวลิอุ ยุก หมิง ไอลีน 13.นายชู หมิง คิน ทั้งหมดเป็นกรรมการบริษัท เอลัช (ประเทศไทย) จำกัด 14.นางสาวณิชาภา วาณิชวรานนท์ 15.นายประหยัด ติ๊บมุ่ง

นี่คือกลุ่มบุคคลที่เข้าไปพัวพันกับจีทูเจี๊ยะ รอบ 2 ในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่มีการเร่งทำสัญญาขายข้าวจีทูจีกันหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล มีการดำเนินการทั้งหมด 14 ล้านตัน เสร็จในปลายเดือน มิถุนายน 2556 สัญญาสุดท้าย 5 ล้านตัน แล้วมีการปรับคณะรัฐมนตรี เอา "บุญทรง" ออก เอา "นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล" เข้ามาดำรงตำแหน่ง รมว.พาณิชย์.

ทางออกของกลุ่มขบวนการเหล่านี้ ไม่หนีก็ติดคุก... แน่นอน

คอลัมน์ วีรพงษ์ รามางกูร: หมดยุคฉ้อราษฎร์บังหลวงเสียที - มติชน ฉบับวันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2560

เดือนสิงหาคม 2560 รู้สึกจะเป็นเดือนของการอ่านคำพิพากษาคดีทุจริตคิดมิชอบของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ข้าราชการประจำและพนักงานรัฐวิสาหกิจ รวมทั้งเอกชนรายใหญ่ ที่ทยอยกันออกมาตลอดทั้งปี ทั้งจากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ศาลยุติธรรม รวมทั้งศาลอื่นๆ ก็จะมีการอ่านคำพิพากษาออกมาเป็นระยะๆ

นอกจากนั้นองค์กรอิสระ เช่น ป.ป.ช.และ ป.ป.ท.ก็มีเรื่องที่จะกล่าวโทษอยู่อีกหลายคดี บางคดีก็จะเหมาคณะรัฐมนตรีทั้งชุด ซึ่งยังไม่เคยได้ยินมาก่อน หรือถ้าจะเคยมีก็คงจะเป็นกรณีที่นานมาแล้ว จนหลายคนคิดว่ามีเหตุผลทางการเมืองอยู่เบื้องหลัง

โทษที่ศาลลงในหลายกรณี ก็เป็นโทษที่มีอัตราสูง กว่าจะได้รับอภัยโทษเนื่องจากปฏิบัติตัวเป็นนักโทษชั้นดี หรือได้รับการลดโทษเนื่องในวาระการเฉลิมฉลองที่สำคัญของชาติ ก็คงจะกินเวลาหลายปี

หลายคนก็มีอายุมากแล้ว เพราะเป็นบุคคลระดับสูงระดับรัฐมนตรี หรือหัวหน้าหน่วยงาน ระดับกระทรวง กรมหรือรัฐวิสาหกิจ ต้องมารับโทษทัณฑ์เมื่อตอนมีอายุมากก็เป็นเรื่องไม่น่าอภิรมย์นัก

สองปีมานี้ จึงเป็นปีที่มีข่าวการลงโทษผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐานทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวง หรือคอร์รัปชั่นมากที่สุดปีหนึ่ง บรรยากาศทั้งในทางการเมือง สังคมและสื่อสารมวลชนจึงอบอวลไปด้วยข่าว ด้วยการออกความคิดเห็น วิเคราะห์ในแง่มุมต่างๆ มากมาย ว่าผลของการที่มีการนำคดีทุจริตคอร์รัปชั่นของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกันนั้นกระบวนการยุติธรรมก็เข้มแข็งและกระฉับกระเฉงในการนำคดีขึ้นสู่ศาลมากขึ้น จะเป็นสัญญาณว่าประเทศไทยได้หมดยุคทุจริตคอร์รัปชั่นเสียที เช่นเดียวกับไต้หวัน เกาหลีใต้ และหลายประเทศแถบละตินอเมริกา

ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา ประเทศต่างๆ ในทวีปเอเชียและละตินอเมริกา รวมทั้งแอฟริกา ส่วนใหญ่ก็มักจะมีการปกครองโดยระบอบทหาร หรือระบอบพรรคเดียวที่ปกครองโดยพรรคคอมมิวนิสต์

ไต้หวันถูกปกครองด้วยพรรคก๊กมินตั๋ง โดยจอมพลเจียง ไค เชค เกาหลีใต้ปกครองโดยรัฐบาลทหาร โดยนายพล ปัก จุง ฮี ไทยปกครองโดยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ จอมพลถนอมและจอมพลประภาส ที่ฟิลิปปินส์ ประธานาธิบดีมากอสทำการปฏิวัติตัวเอง แล้วตั้งตนเป็นหัวหน้ารัฐบาลเผด็จการ สำหรับอินโดนีเซียก็ถูกปกครองโดยรัฐบาลทหารเรื่อยมาโดยประธานาธิบดี ซูการ์โน ต่อด้วยนายพลซูฮาโต เป็นเวลาหลายทศวรรษ

ข่าวเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่นฉ้อราษฎร์บังหลวงมีให้ได้ยินทุกประเทศ ไม่ว่าจะเป็นไต้หวัน เกาหลีใต้ ไทย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย แม้แต่ญี่ปุ่นก็ไม่เว้น

สำหรับประเทศในค่ายคอมมิวนิสต์ เช่น จีน เกาหลีเหนือ เวียดนาม ก็มีข่าวการประหารชีวิตข้าราชการและพนักงานพรรคในระดับสูงเนื่องจากการทุจริตคอร์รัปชั่นกันอยู่มาก แต่จริงๆ แล้วเป็นอย่างไรไม่มีใครทราบแน่ชัด

อย่างไรก็ตาม หลายประเทศที่ผ่านยุครัฐบาลทหารและยุคทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งระบาดทั่วไปไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลทหาร หรือรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้ง ก็สามารถสถาปนาระบอบการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยที่มั่นคง และมีข่าวคราวเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่นน้อยลง หลังจากผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง เช่น ประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี ถูกองค์กรอิสระภายในประเทศกล่าวโทษฟ้องร้องต่อศาล ซึ่งเป็นอำนาจที่เข้าใจว่าเป็นอิสระจากอำนาจบริหารและอำนาจนิติบัญญัติ หลายกรณีถูกตัดสินจำคุกเช่นกรณีอดีตประธานาธิบดีเกาหลีใต้ เป็นต้น

การที่มีการฟ้องร้องกล่าวโทษนักการเมืองและข้าราชการระดับสูง ถ้าไม่ใช่การทำร้ายฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง ก็น่าจะทำให้สถานการณ์การเมืองดีขึ้น เพราะผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองอาชีพ หรือข้าราชการทหาร ข้าราชการพลเรือน หรือผู้ที่ได้รับเชิญให้เข้ามาดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะได้ระมัดระวัง ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่อันมีเกียรติที่จะเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองและประชาชนต่อไป

ที่มักจะมีคำกล่าวอ้างอยู่เสมอว่า การซื้อสิทธิขายเสียงเป็นต้นตอของการทุจริตคอร์รัปชั่น ของบรรดานักการเมืองที่ดำรงตำแหน่งระดับสูง ที่สามารถจะให้คุณให้โทษกับนักธุรกิจ เมื่อนักการเมืองรวมทั้งพรรคการเมืองต้องใช้เงินใช้ทองในการรณรงค์หาเสียง ซึ่งเป็นเงินไม่มาก พรรคการเมืองอาจจะรณรงค์จากสมาชิกและ ผู้สนับสนุนได้ แต่ที่พูดว่าต้องใช้เงินจำนวนมากในการซื้อสิทธิขายเสียงไม่น่าจะเป็นความจริง เพราะผู้มีสิทธิออกเสียงจะลงคะแนนเสียงให้ใครก็ตั้งใจมาจากบ้านอยู่แล้ว ส่วนใครจะให้เงินให้ทองก็รับไว้ การลงคะแนนเสียงไม่จำเป็นต้องลงคะแนนเสียงให้แก่ผู้จ่ายเงิน

ในระยะหลังนี้พฤติกรรมการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเป็นการลงคะแนนเสียงให้พรรคมากกว่าตัวบุคคล ความจำเป็นต้องจ่ายเงินซื้อเสียงก็น่าจะมีน้อยลง การโจมตีว่าที่ได้รับเลือกตั้งมาด้วยการซื้อสิทธิขายเสียงน่าจะน้อยลงกว่าสมัยก่อนมาก แนวโน้มเป็นอย่างนี้มากขึ้น

การที่องค์กรอิสระก็ดี องค์กรเอกชนที่ไม่ใช่องค์กรของรัฐก็ดี กระบวนการยุติธรรมตั้งแต่ตำรวจ อัยการ ไปจนถึงศาลสถิตยุติธรรม ศาลปกครอง ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีความเข้มแข็ง เป็นอิสระ ไม่ยอมให้มีการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง และที่สำคัญที่สุด ไม่มีอคติทางการเมือง ทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใดได้รับการปฏิบัติอย่างเดียวกัน จึงจะได้รับความเคารพนับถือและความเชื่อมั่นในความยุติธรรม สามารถเป็นที่พึ่งแหล่งสุดท้ายของประชาชนได้

ความรู้สึกของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรมนั้น มีความสำคัญต่อการพัฒนาการเมืองสู่ระบอบประชาธิปไตย อันเป็นระบอบที่นานาอารยประเทศเขาถือว่าเป็นระบอบการปกครองที่เลวน้อยที่สุดในระยะยาว

เนื่องจากระบอบประชาธิปไตยนั้นเป็นระบอบการปกครองที่ใช้วิธีการแก้ไขความขัดแย้งโดยสันติวิธี ฟังเสียงส่วนใหญ่และสิทธิของคนส่วนน้อยได้รับการคุ้มครอง ศาลสถิตยุติธรรมและศาลอื่นๆ จะต้องมั่นคงยึดมั่นอยู่ในความยุติธรรม ไม่เอนเอียงไปตามกระแสความคิด ตามกระแสชั่วครั้งชั่วคราว สถาบันที่จะต้องโอนอ่อนผ่อนตามกระแสทางการเมืองก็คือรัฐสภาและคณะรัฐมนตรี แม้กระนั้นก็ยังต้องอยู่ในกรอบของกฎหมายและนิติรัฐ เพราะระบอบประชาธิปไตยเป็นระบอบการปกครอง "โดยกฎหมาย" rule of law ไม่ใช้ระบอบการปกครอง "ด้วยกฎหมาย" หรือ rule by law

เมื่อมีการปฏิบัติและมีการใช้กฎหมายอย่างเสมอหน้ากัน มีองค์กรอิสระที่คอยดูแลความถูกต้อง มีกระบวนการยุติธรรมที่จะอำนวยความยุติธรรม ประชาชนก็จะมีความมั่นใจว่าผู้ที่กระทำความผิดจะต้องได้รับโทษ

ขณะเดียวกันผู้กระทำการก็ไม่เชื่อว่าตนจะหลบหลีกความรับผิดชอบจากการกระทำความผิดของตนได้

หากกระแสต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นยังเป็นกระแสของโลก นำโดยสหประชาชาติ ในระดับสากล และยังเป็นกระแสความคิดในประเทศ นำโดยองค์กรอิสระ ทั้งที่เป็นองค์กรของรัฐและองค์กรเอกชนยังคงดำรงอยู่ และที่สำคัญนักการเมืองรุ่นเก่าก็คงจะหมดถ่านไปพร้อมๆ กับคำพิพากษาของศาล การสถาปนาระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยก็น่าจะเริ่มขึ้นใหม่ โดยบุคลากรชุดใหม่ในซีกที่เคยเป็นรัฐบาล ส่วนในซีกที่เคยเป็นฝ่ายค้านก็อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงมาสู่คนใหม่ แม้จะยังเป็นคนรุ่นเก่าอยู่แต่ความคิดอ่านอาจจะเปลี่ยนไป แต่ถึงแม้จะเริ่มจากการเป็นฝ่ายค้าน แต่ฝ่ายค้านก็มีความสำคัญอย่างมากในระบอบประชาธิปไตยระบอบรัฐสภา

คดีต่างๆ ที่ทยอยกันออกมาที่เป็นข่าวอยู่ทุกวัน ขณะนี้ น่าจะเป็นการปลุกจิตสำนึก ทั้งของบุคลากรที่ดำรงตำแหน่งของรัฐและประชาชน ที่จะหวาดกลัวเกรงกลัวต่ออาญาแผ่นดิน เพราะบางเรื่องก็หมดเวลาเนิ่นนานแต่ยังไม่หมดอายุความ ผู้ที่เกี่ยวข้องก็ยังต้องรับผิดชอบ

ก็ได้แต่หวังว่าเหตุการณ์ชำระคดีต่างๆ จะทำให้การทุจริตคอร์รัปชั่นฉ้อราษฎร์บังหลวงหมดสิ้น หมดยุคไปเสียที แบบเดียวกับเกาหลีใต้ ไต้หวันและญี่ปุ่น

แต่สงสัยว่าจะได้แต่หวัง