You are here

CG and corruptions News - 8 February 2018

'บัณฑิต'ชี้กกรณี'เปรมชัย'ส่อมีผลการประเมิน รื้อคะแนนซีจี'อิตาเลียนไทย' - กรุงเทพธุรกิจ

ตลาดทุนกดดันเปรมชัย - โพสต์ทูเดย์

6ผู้ต้องหาเงินทอนวัดรับข้อหา - ข่าวสด

ตัดสินคดีรื้อค่าโง่'คลองด่าน'6มี.ค. - กรุงเทพธุรกิจ

กทม.เด้งรับสตง.จี้แก้รีดส่วยหาบเร่ ฟัน'เทศกิจ'ทุจริตเงินค่าปรับ - ข่าวสด

คอลัมน์ เด่นทั่วไทย: พบโกงสหกรณ์รถไฟ 2 พันล. - โพสต์ทูเดย์

คอลัมน์ ณ มุมขวา: บ่วงกรรมอิตาเลียนไทยฯ - โพสต์ทูเดย์

คอลัมน์ พาราสาวะถี - ข่าวหุ้น

ขาลง 'บิ๊กปอม' ไม่อยู่ค้ำฟ้า ปลดชนวนระเบิด 'นาฬิกา' รักษา คสช. - ประชาชาติธุรกิจ

คอลัมน์ ข่าวสั้น: ส.ส.ฝ่ายค้านมาเลย์โดนคุก 30 เดือน - ไทยโพสต์

'บัณฑิต'ชี้กกรณี'เปรมชัย'ส่อมีผลการประเมิน รื้อคะแนนซีจี'อิตาเลียนไทย' - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

'วิษณุ-สมคิด'ยันไม่กระทบการประมูลโครงการรัฐ

กรุงเทพธุรกิจ "ไอโอดี"จ่อทบทวนคะแนนธรรมาภิบาล "อิตาเลียนไทย" หลัง "ซีอีโอ"ถูกจับข้อหาล่าสัตว์ป่าสงวน ย้ำแม้เป็น เรื่องส่วนตัว แต่อาจกระทบต่อคะแนนด้าน ธรรมาภิบาลตัวบริษัทได้ ขณะสภาธุรกิจ ตลาดทุนชี้"กองทุนซีจี"ยังไม่มีหุ้น"ไอทีดี" ในพอร์ต ด้าน"วิษณุ-สมคิด"ระบุการตั้งข้อหา "เปรมชัย" ไม่กระทบประมูลโครงการรัฐ

การจับกุม นายเปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหารและกรรมการ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ไอทีดี ที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ด้านตะวันตก พร้อมกับซากสัตว์ป่าคุ้มครองจำนวนหนึ่ง นำมาสู่การตั้งประเด็นคำถามเรื่องธรรมภิบาลของนายเปรมชัย และยังอาจส่งผลกระทบไปถึงไอทีดีด้วย

นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกล่าวว่าการกระทำผิดดังกล่าวต้องถือว่าเป็นเรื่องที่ใหม่มาก ซึ่งเราต้องติดตามว่าท้ายที่สุดผลการ พิจารณาคดีจะเป็นอย่างไร โดยส่วนตัวเชื่อว่า ทางด้านสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย(ไอโอดี) น่าจะมีการติดตามในเรื่อง ของธรรมภิบาลอยู่ และจะมีทิศทางอย่างไรกับ การประเมินระดับซีจีของบริษัท

นายสันติ กีระนันทน์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาด หลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า แม้ว่าในกฏหมายหรือพ.ร.บ.หลักทรัพย์จะไม่ได้ครอบคลุมในเรื่องดังกล่าว แต่ในมุมของบริษัทจดทะเบียนนั้น มองว่าอาจจะต้องพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไร เพราะ ในข้อกำหนดด้านธรรมภิบาลของบริษัท นั้นชัดเจนว่ามีเรื่องดังกล่าวระบุอยู่

ดังนั้นจึงรอดูว่า คณะกรรมการ หรือ ผู้บริหาร บริษัทจดทะเบียนจะทำอย่างไรหรือไม่ หลังเกิดเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น และหากบริษัทไม่ได้ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง แม้ว่าจะไม่มีข้อกฏหมายที่บังคับ แต่อาจถูกการตอบสนองเชิงลบหรือถูกลงโทษจากคนในสังคมได้

ไอโอดีจ่อทบทวนคะแนนซีจี

นายบัณฑิต นิจถาวร กรรมการ ผู้อำนวยการสถาบันกรรมการบริษัทไทย (ไอโอดี) กล่าวว่า กรณีของนายเปรมชัย ถือเป็นพฤติกรรมส่วนตัวที่อาจไม่ได้ปฎิบัติตามกฎหมาย ซึ่งในส่วนนี้คงต้องรับผิดชอบไปตามกระบวนการยุติธรรม สำหรับในส่วนที่เกี่ยวข้องกับบริษัท จดทะเบียนในฐานะที่เป็นกรรมการผู้จัดการ นายเปรมชัย ก็คงต้องชี้แจงเรื่องนี้ให้คณะกรรมการของบริษัททราบ เพื่อให้คณะกรรมการบริษัทพิจารณาดำเนินการตามนโยบายการกำกับดูแลกิจการของบริษัท และข้อกำหนดจรรยาบรรณผู้บริหารและพนักงานของบริษัท

อย่างไรก็ตามแม้เรื่องที่เกิดขึ้น จะเป็นเรื่องส่วนบุคคล แต่ก็มีประเด็น ที่อาจกระทบคะแนนประเมินในรายงานการกำกับดูแลกิจการบริษัทจดทะเบียน (corporate governance report หรือ CGR) ของบริษัทได้ เช่น การคำนึง ถึงผู้มีส่วนได้เสีย ซึ่งรวมถึงสิ่งแวดล้อม และข่าวด้านการกำกับดูแลกิจการของ บริษัท โดยไอโอดีจะนำข้อเท็จจริงที่ เกิดขึ้นมาพิจารณาประกอบการประเมิน คะแนนในปีนี้

ในรายงานการกำกับดูแลกิจการ บริษัทจดทะเบียนของ ไอทีดี ในปี 2560 ทาง ไอทีดี ได้คะแนน "สี่ดาว" จากทั้งหมดห้าดาว

ระบุชัดผิดธรรมนูญตัวบริษัท

นางวรวรรณ ธาราภูมิ ประธานสภาธุรกิจตลาดทุน กล่าวว่า กรณีการล่าสัตว์ป่า คุ้มครองในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่านั้น เป็นเรื่องที่ต้องติดตามว่าจะเป็นอย่างไร ซึ่ง ตามกฎหมายของพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) หลักทรัพย์ ไม่ได้มีข้อกำหนดในเรื่อง ดังกล่าว แต่ในมุมของธรรมาภิบาลเป็น เรื่องที่ต้องพิจารณา

"ในเบื้องต้นนั้นเรื่องนี้ไม่ได้ผิดพ.ร.บ.หลักทรัพย์ แต่ในด้านของธรรมภิบาล จะพบว่า ตามข้อกำหนดด้านธรรมภิบาลของบริษัทในข้อง 1.6 ว่าจะไม่กระทำการใดๆที่กระทบต่อธรรมชาติ ดังนั้นจึงต้องรอดูว่า คณะกรรมการบริษัทหรือผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนจะมีการดำเนินการอย่างไร เพราะมันชัดเจนว่าเรื่องนี้มีระบุอยู่ในธรรมนูญของเขา"

นางวรวรรณ กล่าวว่า ในด้านการ ลงทุนของกองทุนธรรมภิบาลนั้น ยังไม่ได้ มีการลงทุนในหลักทรัพย์ดังกล่าว ทั้งนี้ ที่ผ่านมาการทำงานด้านธรรมภิบาล ของไทยนั้นเป็นสิ่งที่ต่างชาติให้ความสนใจ โดยปัจจุบันมี 11 บลจ.ที่จัดตั้งกองทุนด้านธรรมภิบาล

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ข้อมูลเกี่ยวกับบรรษัทภิบาลของ อิตาเลียนไทย ในหมวดจริยธรรมธุรกิจและจรรยาบรรณ หัวข้อเกี่ยวกับผู้บริหารต่อสังคมส่วนรวม ระบุไว้ ข้อหนึ่งว่า ต้องไม่กระทำการใดๆ ที่จะส่งผล เสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติ และ สภาพแวดล้อม

ขณะเดียวกันยังได้กำหนดบทลงโทษว่า ผู้ฝ่าฝืนจะถูกลงโทษทางวินัย โดยเริ่ม ตั้งแต่ ตักเตือนด้วยวาจา ตักเตือนเป็นหนังสือ ตัดเบี้ยเลี้ยง ตัดค่าจ้าง พักงานชั่วคราวโดยไม่ได้รับค่าจ้าง หรืออาจให้ออกจากงาน โดยขึ้นอยู่กับความร้ายแรงของความผิดนั้น หรืออาจถูกลงโทษตามกฎหมายแล้วแต่กรณี

ผลดำเนินงาน"ไอทีดี"โตต่อเนื่อง

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) รายงานผลประกอบการ 5ปี ย้อนหลังพบว่า บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) มีรายได้ 9 เดือนแรกของปี 2560 ที่40,154.45 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ 14.24 % มีกำไรสุทธิ 452.52 ล้านบาท

ขณะที่ ปี2559 มีรายได้ 48,389.18 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 53.75 ล้านบาท ปี 2558 มีรายได้ 52,044.97 ล้านบาท มีผลขาดทุน สุทธิ 486,57 ล้านบาท ในขณะที่ 2557 มีรายได้ 49,186.64 ล้านบาท กำไรสุทธิ 379.08 ล้านบาท ในขณะที่ ปี 2556 มีรายได้ 45,055.18 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 992.12 ล้านบาท

ไม่กระทบประมูลโครงการรัฐ

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ นายเปรมชัย ถูกตั้งข้อกล่าวหา 9 ข้อ จากการล่าสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ฝั่งตะวันตก จะกระทบ ต่อการประมูลงานโครงการต่างๆ กับรัฐบาลหรือไม่ ว่า การประมูลโครงการกับรัฐบาลเป็นเรื่องของบริษัทที่เป็นนิติบุคคล มีผู้ถือหุ้น หลายคน ส่วนการถูกตั้งข้อกล่าวหาเป็นเรื่องส่วนบุคคล ต้องแยกออกจากกัน ไม่อยากให้โยงไปไกลถึงขั้นนั้น

"หากเห็นว่าเป็นผู้บริหารของบริษัท หรือซีอีโอ แล้วกระทบกับภาพลักษณ์ ก็เปลี่ยนตัว แต่ถ้าเปลี่ยนแล้วไม่น่าเชื่อถือก็คงต้องว่ากันไป เพราะการประมูลงานโครงการต่าง ๆ จะกระทบก็ต่อเมื่อมีการขึ้นแบล็คลิสต์เท่านั้น เช่น การหนีประมูล ทิ้งประมูล ทิ้งการก่อสร้าง เป็นต้น เรื่องนี้ ต้องปล่อยให้อยู่ในอำนาจของเจ้าหน้าที่ ซึ่งวันนี้สายตาของคนทั้งประเทศและ ทั้งโลกจับตาดูอยู่แล้ว ไม่มีอะไรที่ต้องกังวล" นายวิษณุ กล่าว

สมคิดยันไม่กระทบเมกะโปรเจค

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กรณีเจ้าหน้าที่จับกุมประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อิตาเลียนไทย จำกัด (มหาชน) ในทุ่งใหญ่นเรศวรว่า ยืนยันไม่ส่งผลกระทบต่อการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ทั้ง โครงการรถไฟฟ้า โครงการทางหลวงแผ่นดิน หรือ มอเตอร์เวย์ ที่บริษัทฯ รับเหมาก่อสร้างอยู่ เพราะมองว่าเป็นประเด็นส่วนบุคคลไม่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของบริษัทเพราะอิตาเลียนไทยเป็นบริษัทมหาชนบริหารงานในรูปบริษัทมหาชน

"เรื่องนี้ไม่น่าจะมีผลกระทบต่อ ความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่จะเข้ามา ลงทุนในประเทศไทย และไม่มีผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุนด้วย นั่นเพราะเรื่องนี้เกิดขึ้นกับตัวผู้บริหารคนเดียว ไม่ได้ กระทบภาพรวมของบริษัท ดังนั้นจึงไม่น่าจะมีปัญหา และมองว่าจากเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นไม่ได้มีผลต่อตัวนักลงทุน" นายสมคิดกล่าว

สำหรับการเคลื่อนไหวของราคาหุ้น ไอทีดี วานนี้ (7 ก.พ.) ระหว่างวันสามารถปรับขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ระดับ 3.80 บาท ก่อนจะร่วงลงเล็กน้อยมาปิดตลาดที่ ระดับ 3.72 บาท ราคาไม่เปลี่ยนแปลงจากวันก่อนหน้า ขณะที่มูลค่าการซื้อขายรวม

ตลาดทุนกดดันเปรมชัย - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

โพสต์ทูเดย์ - ตลาดทุนกดดัน "เปรมชัย" รับผิดชอบสิ่งที่เกิดขึ้น สภาธุรกิจ ตลาดทุนไทยยันผิดหลักธรรมาภิบาลชัดเจน

นางวรวรรณ ธาราภูมิ ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดเผยว่า กรณีที่นายเปรมชัย กรรณสูต กรรมการผู้จัดการ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ (ITD) ถูกจับกุมข้อหาลักลอบเข้าไปล่าสัตว์ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรนั้น ITD ได้กำหนดหลักธรรมนูญไว้ชัดเจนข้อ 1.6 ซึ่งเป็นข้อกำหนดหลักธรรมาภิบาล (ซีจี) ระบุว่า ผู้บริหารต้องรับผิดชอบต่อสังคม ส่วนรวม ไม่กระทำการใดที่จะมีผลเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติและสภาพแวดล้อม และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) ที่ออกกองทุนธรรมา ภิบาล 11 กอง ก็ไม่ได้ลงทุนในบริษัทที่ตกเป็นข่าว

นายสันติ กีระนันทน์ ผู้แทนสภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวว่า กฎหมายเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องปฏิบัติ แต่ใครที่มีความเกี่ยวข้องกับมหาชนจะต้องแสดงความรับผิดชอบ ถ้าทำไม่ได้ตามที่ตกลงไว้ ไม่เช่นนั้นก็ต้องใช้มาตรการทางสังคมบังคับ

นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องจริยธรรม สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (ไอโอดี) ควรทบทวนธรรมาภิบาล (ซีจี) ของ ITD ที่เคยให้ไว้ระดับ 4 ดาว

ด้าน บลจ. 26 แห่ง ประกาศเจตนารมณ์ พร้อมเดินหน้ารับการปฏิบัติตาม I code หรือหลักธรรมาภิบาล การลงทุนสำหรับผู้ลงทุนสถาบันตามแนวทางสากล ทั้งนี้ผู้จัดการกองทุนอาจยกระดับมาตรการติดตาม หรือร่วมมือกับผู้ลงทุนสถาบันอื่นในการติดตามดูแลบริษัทดังกล่าวแล้วผลักดันให้บริษัทแก้ไข เปลี่ยนแปลง เพื่อนำไปสู่การเป็นบริษัทที่มีธรรมาภิบาล มีผลตอบแทนที่ดี ในระยะยาว

นายรพี สุจริตกุล เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่า ได้แนะนำให้สถาบันใช้แนวคำถามต่างประเทศซักถามเพิ่มเติมในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นที่จะถึงนี้

6ผู้ต้องหาเงินทอนวัดรับข้อหา - ข่าวสด ฉบับวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 7 ก.พ. ที่กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) นายบุญเลิศ โสภา อดีต ผอ.กองพุทธศาสนศึกษา นางพรเพ็ญ กิตติธรางกูร ผอ.กลุ่มการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียกคดีฟอกเงิน เกี่ยวกับเรื่องงบปริยัติธรรม วัดกวิศรารามราชวรวิหาร จ.ลพบุรี ที่กก.2 บก.ปปป. หลังจากเมื่อวันที่ 6 ก.พ.นายพนม ศรศิลป์ อดีต ผอ.พศ. ได้เดินทางมาตามหมายเรียก ของตำรวจ ปปป.แล้ว เนื่องจากมีชื่อเกี่ยวข้องว่าเป็นผู้อนุมัติงบประมาณ ที่มีการทุจริตฟอกเงินของ 3 คดี

ส่วนนายพัฒนา สุอำมาตย์มนตรี นักวิชาการ พศ. นายณรงค์เดช ชัยเนตร ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด (พศจ.) สิงห์บุรี เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน ตามเรียกคดีฟอกเงินงบประมาณบูรณะวัดไร่ขิง จ.นครปฐม ที่กก.1 บก.ปปป.

ด้านนายไพฑูรย์ กรรณโม นายวสวัตติ์ กิตติธีระสิทธิ์ ผอ.ส่วนบูรณะพัฒนาวัดและการศาสนสงเคราะห์ พศ. เข้ารับทราบข้อกล่าวหาตามหมายเรียกคดีทุจริตงบประมาณบูรณปฏิสังขรณ์ วัดช้าง จ.เพชรบุรี กับพนักงานสอบสวน ที่กก.5 บก.ปปป.

รายงานข่าวแจ้งว่า ทั้ง 6 คนที่เข้ามารับทราบข้อกล่าวหา ทางปปป.ไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนเข้าไปบันทึกภาพหรือสัมภาษณ์ใดๆ ส่วนการสอบสวนเบื้องต้น ผู้ต้องหาทั้ง 6 คนให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา และขอกลับไปนำหลักฐานชี้แจงที่มาของเงิน และเอกสารเพิ่มเติมมาส่งให้ภายหลัง ดังนั้น หลังจากสอบสวนเสร็จสิ้น จึงให้ผู้ต้องหาทั้งหมดได้พิมพ์ลายนิ้วมือ ก่อนปล่อยตัวกลับ เนื่องจากคดีนี้ผู้ต้องหาเข้ามอบตัว รับทราบข้อกล่าวหาตามนัด จึงไม่จำเป็นต้องประกันตัว

ตัดสินคดีรื้อค่าโง่'คลองด่าน'6มี.ค. - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

กรุงเทพธุรกิจ ศาลปกครองกลาง นัดฟังพิพากษากรณีกระทรวงการคลังกรมควบคุมมลพิษ ยื่นขอรื้อคดีจ่ายค่าโง่ "คลองด่าน" ใหม่ 6 มี.ค.นี้ ส่อเพิกถอนคำสั่งชดใช้ค่าเสียหาย "6 บริษัท"

วานนี้(7 ก.พ.)ศาลปกครองกลางได้นั่งบัลลังก์ พิจารณาคดีที่กระทรวงการคลังและกรมควบคุมมลพิษ ขอให้มีการพิจารณาคดีจ่ายค่าชดใช้ความเสียหาย ในโครงการก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสีย คลองด่านใหม่ และเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการที่ให้กรมควบคุมมลพิษชดใช้ค่าเสียหาย จำนวนกว่า 9,000 ล้านบาท ให้กับ 6 บริษัทร่วมค้าเอ็นวีพีเอสเคจี ซึ่งมีบริษัทวิจิตรภัณฑ์ก่อสร้าง เป็นแกนนำเป็นครั้งแรก โดยการพิจารณาครั้งนี้ไม่ได้เปิดให้บุคคลภายนอกเข้ารับฟัง แต่มีรายงานว่า ตุลาการผู้แถลงคดีได้แถลงความเห็นส่วนตัว ที่ไม่มีผลผูกพันต่อการพิจารณาวินิจฉัยขององค์คณะ โดยมีความเห็นเสนอองค์คณะว่า มีหลักฐานใหม่ที่ศาลอาญาแผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบมีคำพิพากษาเมื่อปี 2558 ให้จำคุกนายปกิต กิระวานิช อดีตอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ, นายศิริธัญญ์ ไพโรจน์พิบูรณ์ อดีตรองอธิบดี และนางยุวรี อินนา ผู้อำนวยการกองจัดการคุณภาพน้ำ คนละ 20 ปี ฐานเป็นเจ้าหน้าที่มีหน้าที่จัดซื้อ จัดการรักษาทรัพย์ใดๆ ใช้อำนาจโดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 โดยร่วมกันเอื้อประโยชน์ให้ใช้ที่ดินของบริษัท คลองด่านมารีน แอนด์ ฟิชเชอรี่ จำกัด บริษัทในเครือการก่อสร้างโครงการ และเอื้อประโยชน์ให้แก่กิจการร่วมค้า เอ็นวีพีเอสเคจี ให้ได้รับคัดเลือกเข้าทำสัญญาโครงการกับกรมควบคุมมลพิษ รวมทั้ง ให้ผ่านคุณสมบัติในการประกวดราคา และ เพิ่มวงเงินงบประมาณก่อสร้างโครงการ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงควรที่องค์คณะจะมีพิพากษาให้เพิกถอนคำชี้ขาด ของคณะอนุญาโตตุลาการ ที่ให้ กรมควบคุมมลพิษต้องชดใช้ค่าเสียหายให้กับ 6 บริษัทร่วมค้า

หลังตุลาการผู้แถลงคดีแถลง ความเห็นเสร็จสิ้น องค์คณะนัดคู่กรณีฟัง คำพิพากษาคดีนี้ ในวันที่ 6 มี.ค.ทั้งนี้คดีดังกล่าวศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งให้ศาลปกครองกลางรับคำร้อง ที่กระทรวงการคลังและกรมควบคุมมลพิษขอให้พิจารณาคดีใหม่ไว้พิจารณาวินิจฉัย เมื่อวันที่ 21 เม.ย. 2560

กทม.เด้งรับสตง.จี้แก้รีดส่วยหาบเร่ ฟัน'เทศกิจ'ทุจริตเงินค่าปรับ - ข่าวสด ฉบับวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

ศาลาว่าการ กทม. - เมื่อวันที่ 7 ก.พ. รายงานข่าวจาก กทม.แจ้งว่า สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) มีหนังสือลับ ที่ ตผ.0039/1153 ลงวันที่ 27 ต.ค.60 แจ้งว่า สตง.ได้รับข้อมูลการจับปรับผู้ค้าหาบเร่แผงลอยตามพ.ร.บ.รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ.2535 ของเทศกิจ กรุงเทพมหานคร (กทม.) โดยเจ้าหน้าที่ยินยอมให้ผู้ค้าตั้งวางหาบเร่แผงลอยในที่สาธารณะได้ แต่ต้องจ่ายค่าปรับ 2 ส่วน โดยส่วนแรกค่าปรับตามมาตรา 54 และอีกส่วนจ่ายส่วยให้กับเจ้าหน้าที่เทศกิจ จึงให้ กทม.ตรวจสอบและออกมาตรการควบคุมการปฏิบัติหน้าที่ของเทศกิจ

สำนักเทศกิจ (สนท.) จึงมีบันทึกข้อความที่ กท 1402/104 ลงวันที่ 30 ม.ค.ที่ผ่านมา เรื่องมาตรการในการควบคุมการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่เทศกิจ ดังนี้ 1.ให้สำนักงานเขตตรวจสอบ กวดขันไม่ให้มีผู้ค้าตั้งวางหาบเร่แผงลอยนอกจุดผ่อนผัน 2.ให้สำนักงานเขตสับเปลี่ยนเจ้าหน้าที่เทศกิจ ในการดูแลควบคุมพื้นที่แต่ละพื้นที่ทุกๆ 6 เดือนและให้จัดทำรายงานทุกวัน 3.ให้ ผอ.เขต ผู้ช่วย ผอ.เขต และหัวหน้าฝ่ายเทศกิจ กวดขันดูแลพื้นที่อย่างเข้มงวด หากพบเจ้าหน้าที่เทศกิจเรียกรับเงินจากผู้ค้าโดยไม่ออกใบเสร็จรับเงินของทางราชการ หรือประพฤติตนเสื่อมเสียหรือมีพฤติการณ์เรียกรับผลประโยชน์ให้ดำเนินการทางวินัยและอาญา เสนอเรื่องให้ เปลี่ยนสายงาน

4.ให้ สนท.จัดเจ้าหน้าที่ออกตรวจสอบการดำเนินคดีเกี่ยวกับความผิดตามพ.ร.บ.ของฝ่ายเทศกิจเป็นประจำทุกเดือน หากตรวจพบข้อบกพร่องหรือการกระทำผิดระเบียบของเจ้าหน้าที่ให้ สนท.แจ้งสำนักงานเขตชี้แจงเหตุผล ข้อเท็จจริง หากไม่สามารถชี้แจงได้ให้รายงานปลัด กทม.ทราบเพื่อพิจารณาสั่งการ และ 5.ให้ สนท.รวบรวมรายงานปลัด กทม.พิจารณามีคำสั่งปรับเปลี่ยนหมุนเวียนเจ้าหน้าที่เทศกิจทุกระดับอย่างน้อยทุก 3 ปีเพื่อป้องกัน มิให้มีความผูกพันกับผู้ค้าในพื้นที่

คอลัมน์ เด่นทั่วไทย: พบโกงสหกรณ์รถไฟ 2 พันล. - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

นายวรพงศ์ มีคุณเอี่ยว พนักงานสอบสวนคดีพิเศษชำนาญการ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เข้าตรวจสอบเอกสารบัญชีของสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ ตั้งแต่ปี 2554-2559 หลังนายประเสริฐ ศรีสะอาด ประธานสหกรณ์ฯ คนปัจจุบัน เข้าร้องเรียนกับดีเอสไอให้ดำเนินคดียักยอกทรัพย์กับนายบุญส่ง หงษ์ทอง อดีตประธานสหกรณ์ฯ และพวก 6 คน พบมีการทุจริตปล่อยเงินกู้ทำให้เสียหายกว่า 2,279 ล้านบาท

คอลัมน์ ณ มุมขวา: บ่วงกรรมอิตาเลียนไทยฯ - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

ณ กาฬ เลาหะวิไลย

เป็นข่าวใหญ่สะท้านเมือง ขนาดป่าแตก เมื่อ เปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหาร บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ หรือ ITD พร้อมพวกอีก 3 คน ถูกจับกลางป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ขณะลักลอบตั้งแคมป์พักแรมในจุดบริเวณห้วยปะชิ

นอกจากนั้น ยังพบซากสัตว์ป่าคุ้มครอง คือ ไก่ฟ้าหลังเทา ซาก เนื้อเก้ง พร้อมกับอาวุธปืน

ที่สำคัญยังมีการค้นซากเสือดำ ถูกชำแหละ และถลกหนัง

เปรมชัย และพวก โดนตั้งข้อหาเป็นทิวแถว

และไม่เพียงแต่เปรมชัยเท่านั้น แม้แต่กิจการอย่างอิตาเลียนไทยฯ ก็ได้รับผลกระทบ ราคาหุ้นร่วงระนาว

ถึงแม้ว่า สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) บอกว่าไม่เกี่ยวกับบริษัท เป็นเรื่องส่วนตัว แต่นั่นแหละ ก็ไม่พ้นต้องมีแรงกระแทกถึงหุ้นอิตาเลียนไทยฯ

สาเหตุเนื่องจากเปรมชัย คือผู้บริหารสูงสุดของบริษัท

เมื่อเปรมชัยถูกดำเนินคดี ย่อมสร้างความไม่แน่นอนให้กับกิจการ แม้ว่าในขั้นตอนการต่อสู้คดี การดำเนินการตามกระบวนการกฎหมายต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่ก็ตามที

ทั้งหมดจึงกลายเป็นความเสี่ยง

นอกจากนั้น บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ มีสิ่งที่เรียกว่า ธรรมาภิบาลหรือหลักความโปร่งใสในการบริหารกิจการ

หลักใหญ่ใจความของคำว่า ธรรมาภิบาล จะเกี่ยวกับการบริหารกิจการ แต่ทว่า คำว่าธรรมาภิบาล ก็มองถึงตัวผู้บริหารเป็นสำคัญด้วย

เมื่อผู้บริหารสูงสุดถูกตั้งข้อกล่าวหาว่า กระทำผิดกฎหมาย โดยเฉพาะในเรื่องที่สะเทือนต่อความรู้สึก ก็ย่อมกระทบกับคำว่า ธรรมาภิบาลของผู้บริหารโดยตรง

บรรดากองทุน สถาบันต่างๆ คงต้องคิดแล้วคิดอีก จะซื้อหุ้นที่ ผู้บริหารเกี่ยวพันกับคดีความทำนองนี้หรือไม่

ขณะเดียวกันบรรดานักลงทุนรายใหญ่ รายย่อย ก็ต้องคิดเช่นกันจะเอาอย่างไรดี

รวมความแล้ว ถึงคดีของ เปรมชัย ไม่เกี่ยวพันโดยตรงกับหุ้นอิตาเลียนไทยฯ แต่ในที่สุดก็ต้องได้รับแรงส่งทางอ้อม เป็นวิถีโค้งหล่นลงมา

เอาเป็นว่า เป็นเวรเป็นกรรมต่อเนื่องก็ไม่ผิดนัก

เวรกรรมนั้นในทางพุทธถือว่า ย่อมส่งผลเที่ยงแท้แน่นอน

ศาสนาพุทธ มีศีลธรรมเป็นพื้นฐาน เบื้องต้นคือ ศีล 5

ข้อแรกของศีล 5 คือ การห้ามฆ่าสัตว์ เป็นบาปในการผลาญชีวิต

ผลกรรมจากการฆ่าสัตว์ มีมากมายนานัปการ ถ้าเชื่อในภพหน้า ชาติหน้า ก็จะเกิดเป็นผู้พิการ ง่อยเปลี้ยเสียขา ต้องถูกตามล่าตามล้างเอาชีวิตตายตกตามกัน

แต่ผลกรรมการเอาชีวิต ฆ่าสัตว์ ไม่ต้องรอถึงชาติหน้า ในชาตินี้ก็ส่งผลให้เห็นมากหลายกรณี

คงต้องคอยดูคดีล่าสัตว์สะท้านป่าครั้งนี้จะส่งผลเยี่ยงไร จะถูก จะผิด กฎหมายจะสำแดงข้อเท็จจริงออกมา

แต่ที่แน่ๆ เปรมชัยและกิจการอิตาเลียนไทยฯ โดนไปแล้ว

บ่วงกรรมได้ตกลงมาอยู่ตรงหน้าอย่างที่เห็น.

คอลัมน์ พาราสาวะถี - ข่าวหุ้น ฉบับวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

การจับกุม เปรมชัย กรรณสูต บิ๊กบอสผู้ยิ่งใหญ่แห่งอิตาเลียนไทยดีเวลล๊อปเมนต์หรืออิตัลไทย กลางป่าทุ่งใหญ่นเรศวรฝั่งตะวันตก พร้อมพวกรวม 4 คนและของกลางที่เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองอย่าง เสือดำ ซึ่งถูกชำแหละพร้อมหนังที่ถลกเรียบร้อย ไก่ฟ้าหลังเทา รวมถึงอุปกรณ์การล่าสัตว์อีกเพียบ ย่อมเกิดคำถามว่าการเข้าไป “ล่า” ครั้งนี้ มีใครอนุญาต หรือ ใช้สิทธิพิเศษประเภทอภิ (มหา) สิทธิ์ เข้าสู่พื้นที่หวงห้ามหรือไม่

ในส่วนของคดีความต้องว่าไปตามกระบวนการ แต่ในด้านของอารมณ์ความรู้สึกของสังคมคงจะห้ามกันไม่ได้ และต้องไปไกลชนิดที่ขุดคุ้ยสารพัดแง่มุม รวมถึงการนำไปเทียบเคียงกับผู้มีอำนาจในยุคสมัยหนึ่งที่ใช้เฮลิคอปเตอร์ราชการไปล่าสัตว์กันกลางป่าทุ่งใหญ่นเรศวรโดยมีดาราดังสมัยนั้นร่วมคณะด้วย แม้ว่าจะเปลี่ยนไปและตัวบุคคลที่กระทำผิดก็ต่างสถานะกัน ทว่าอารมณ์ร่วมของสังคมกลับไม่แตกต่าง

สำหรับคนทั่วไปปัจจัยที่ทำให้เกิดอารมณ์ร่วมในทิศทางเดียวกันคือ หนุนหลังเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน และเรียกร้องให้จัดการเอาผิดขั้นเด็ดขาดกับผู้กระทำผิด รวมไปถึงการดักคอว่า ทุกกระบวนการต้องเป็นไปอย่างโปร่งใสนั้น นั่นเป็นเพราะคนถูกจับเป็นถึงเจ้าสัวใหญ่ เป็นเจ้าของบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านการก่อสร้างของประเทศ เมื่อเจ้าตัวเลือกใช้ชีวิตวันว่างเช่นนี้ โดยที่ไปเกี่ยวพันกับการใช้อำนาจในการพิจารณาของเจ้าหน้าที่รัฐ คำถามเรื่องความเหลื่อมล้ำหรือการใช้เส้นสายจึงผุดขึ้นทันทีทันใด

ยิ่งมีข่าวว่าทนายความของผู้กระทำผิดใช้แท็กติกทางกฎหมายสารพัด จึงยิ่งทำให้ฝ่ายกองแช่งที่เชียร์เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม อดแสดงความเป็นห่วงพร้อมทั้งพากันสร้างแนวร่วมผ่านโซเซียลมีเดีย เฝ้าจับตาคดีนี้กันอย่างเป็นพิเศษ สุดท้ายปลายทางไม่รู้ว่าจะจบลงอย่างไร แต่เชื่อว่าคนที่ทำคดีคงแบกรับภาระความกดดัน จนกว่าทุกอย่างจะผ่านการตัดสินของกระบวนการยุติธรรม

ขณะเดียวกันใครที่พากันเหล่ไปยังบริษัทที่ผู้กระทำผิดเป็นเจ้าของนั้น คงต้องบอกว่าเมื่อเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เรื่องของธรรมาภิบาลคงไม่ต้องห่วง สิ่งที่เกิดขึ้นถือเป็นพฤติกรรมส่วนตัวของผู้บริหาร ผิดถูกต้องว่ากันไปตามช่องทาง มากไปกว่านั้นรู้กันมาแต่ไหนแต่ไร วงการธุรกิจประเภทนี้เมื่อมีฐานอันแข็งแกร่ง คอนเน็คชั่นอันแน่นแฟ้นแล้ว ไม่ต้องกังวลเรื่องผลกระทบใดๆ

จะมีก็แค่เพียงเรื่องภาพลักษณ์ของผู้บริหารและองค์กรเท่านั้น ซึ่งนั่นเป็นทัศนคติของผู้บริหารรุ่นใหม่ แต่คนรุ่นเก่าไม่ได้อินังขังขอบต่อเรื่องเช่นนี้ สิ่งสำคัญยังมีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่พร้อมจะมองข้ามโดยเห็นว่าสิ่งที่กระทำไปเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย หากคนๆ นั้นถูกจัดอยู่ในกลุ่มของคนดี ซึ่งนี่ไม่ใช่การใช้ความรู้สึก แต่อาศัยการสัมผัสจากสิ่งที่เห็นและเป็นไป ก็กรณี “ทุนสามานย์” นั่นปะไร ถามว่านอกจากวาทกรรมที่สร้างมาเพื่อให้ร้ายระบอบทักษิณแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบันมันต่างกันตรงไหน

ประเด็นนี้ ที่จะอธิบายได้ดีที่สุดคงต้องเป็นพวกระบอบสนธิ-จำลอง เพราะเป็นกลุ่มที่เกาะติดการบริหารงานของผู้บริหารประเทศในทุกยุคทุกสมัย โดยเฉพาะนับตั้งแต่ห้วงเวลาความขัดแย้งกว่า 10 ปีที่ผ่านมา ถ้าไม่หลอกตัวเองคนเหล่านั้นต้องอธิบายได้อย่างกระจ่างชัดว่า ทุนสามานย์นั้นแท้ที่จริงแล้วมันคืออะไร แล้วนักธุรกิจประเภทไหนกันแน่ที่สามานย์ในการดำเนินธุรกิจและกอบโกยผลประโยชน์แบบไม่ลืมหูลืมตา ในภาวะที่กระบวนการตรวจสอบของประเทศถูกจับมัดมือมัดเท้า

ถึงกับเดินลงจากโพเดียมแถลงข่าวทันทีสำหรับ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เนื่องจากไม่พอใจที่ถูกนักข่าวจี้ถามเอาแต่เรื่องของ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ หลังประชุมครม.สัญจรที่จันทบุรี เข้าใจได้ว่าในความคิดของท่านผู้นำคือจะอะไรกันนักหนา เรื่องก็อยู่ระหว่างการรอป.ป.ช.สอบ ทำไมไม่รอให้มีคำตอบจากตรงนั้น

สงสัยท่านผู้นำคงจะลืมไปว่า องค์กรที่กำลังทำหน้าที่ตรวจสอบอยู่นั้น สังคมเกิดความไม่ไว้วางใจไปแล้ว ด้วยเหตุผลสำคัญ 2 ประการคือ ผู้ที่เป็นประธานคณะกรรมการที่แม้จะถอนตัวจากการร่วมพิจารณาคดีนาฬิกาหรู แต่คนก็อดเป็นห่วงไม่ได้ นั่นเป็นเพราะสายสัมพันธ์ที่ตัวท่านเองมีกับผู้ถูกสอบ จึงเกรงว่าจะมีผลต่อกระบวนการอย่างหนึ่งอย่างใดหรือไม่

อีกประการที่สำคัญคือ คณะกรรมการขององค์กรแห่งนี้เพิ่งได้รับการชุบชีวิตจากสนช.อันเป็น 1 ในองคาพยพแม่น้ำ 5 สายที่ได้รับการโอบอุ้มจากหัวหน้าคณะรัฐประหาร ให้ดำรงตำแหน่งต่อไป ทั้งๆ ที่หากยึดตามรัฐธรรมนูญ 2560 คนเหล่านั้นไม่ควรจะได้ไปต่อ พอออกมาในรูปนี้ และมีการตรวจสอบฝ่ายผู้มีอำนาจ ณ ปัจจุบัน มันจะทำให้คนเชื่อถือ เชื่อมั่นได้อย่างไร

ไม่ใช่การดักคอหรือกล่าวหากันไว้ล่วงหน้า หากแต่มีพฤติกรรมซึ่งกำลังเป็นที่วิจารณ์กันในหมู่คนทำงานในองค์กรแห่งนี้ กำลังมีการพลิกแพลงหาวิธีการที่จะอธิบายให้สังคมยอมรับว่า ผลการตรวจสอบที่ออกมานั้นเป็นไปอย่างรัดกุม รอบคอบและไม่ได้ช่วยเหลือใครเป็นพิเศษ ทั้งๆ ที่ความจริงมันจบตั้งแต่ที่เลขาธิการป.ป.ช.ไปตอบว่า ถ้านาฬิกาเป็นของเพื่อนก็ไม่ต้องแจ้งบัญชีทรัพย์สิน และไม่เข้าข่ายมาตรา 103 ของกฎหมายป.ป.ช.โน่นแล้ว

เพราะบทสรุปที่ออกมาในเมื่อสรุปกันเป็นอย่างนี้ เหมือนที่เคยบอกไว้ก่อนหน้านั้น เมื่อยืมเพื่อนแล้วเพื่อนบางคนก็ตายไปแล้ว ส่วนบางคนแม้จะมีตำแหน่ง แห่งหน แต่ด้วยไม่ได้เป็นข้าราชการหรือนักการเมือง ป.ป.ช.ก็จะอ้างเหตุว่าไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบได้ หากผลที่ออกมาไม่เป็นไปในลักษณะเช่นนี้ จะถือเป็นบุญของประเทศเป็นอย่างยิ่ง และทำให้เชื่อได้ว่าองค์กรแห่งนี้เป็นอิสระและโปร่งใส อย่างแท้จริง

กรณีทุจริตหรือมีพฤติกรรมไม่โปร่งใสของผู้ร่วมรัฐบาลไม่ว่าจะมีที่มาแบบใดก็ตาม ถือเป็นความอ่อนไหวอย่างมาก ดังนั้น การที่มีใครลุกขึ้นมาเคลื่อนไหวเรียกร้องอย่างหนึ่งอย่างใดจึงจะถูกฝ่ายกุมอำนาจดำเนินการทุกวิถีทาง ขณะที่ฝ่ายปฏิบัติก็จะพลิกตำราข้อกฎหมายเพื่อมาเอาผิด ดังที่เห็นอยู่เวลานี้ไม่ว่าจะกลุ่มเดินมิตรภาพหรือกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เคลื่อนไหวกันเป็นระลอก

ที่ต้องเตือนคนจับและตั้งข้อหาก็คือ จะเอาผิดใคร อย่างไรก็คิดให้รอบคอบ เพราะเวลานี้มันมีทั้งม็อบต้านและม็อบหนุน เหมือนที่มีการเทียบเคียงกลุ่มเอ็มบีเค 39 กับกลุ่มหนุนบิ๊กป้อม กลุ่มแรกถูกตั้งข้อหาหลายกระทงและต้องคดีเป็นพรวน แต่กลุ่มหลังเรียกหัวขบวนคนเดียวมาปรับ 3 พันแล้วปล่อยตัวไป ถ้าให้จบแบบนี้ สิ่งที่พล่ามมาตลอดว่าขอให้ทุกคนอยู่ในความสงบและช่วยกันสร้างความปรองดองคงเกิดขึ้นยาก สิ่งเหล่านั้นจะเกิดขึ้นได้มันต้องมีความยุติธรรมกับทุกคน ทุกฝ่าย

ขาลง 'บิ๊กปอม' ไม่อยู่ค้ำฟ้า ปลดชนวนระเบิด 'นาฬิกา' รักษา คสช. - ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

นับตั้งแต่ พล.อ.ประวิตรวงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ประกาศลั่นในงานเลี้ยงอาหารกลางวันให้หน่วยขึ้นตรงกระทรวงกลาโหม ผบ.เหล่าทัพ และข้าราชการกระทรวงกลาโหม รวมถึงสื่อมวลชนสายทหาร เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ 2561 เมื่อ 31 ม.ค. 2561 ว่า

"ถ้าประชาชนไม่ต้องการ ผมก็พร้อมที่จะไปจากตำแหน่งนี้"

นับตั้งแต่นาทีนั้น "พล.อ.ประวิตร" ปิดปากเงียบ ท่ามกลางแรงกดดันจากโลกโซเชียลมีเดีย ที่ผุดแคมเปญทั้งให้ "พี่ใหญ่" แห่งคณะรักษาความสงบ แห่งชาติ (คสช.) ลาออกจากตำแหน่ง สังเวยปม "แหวนเพชร-นาฬิกาหรู"

มีเพียง พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหมออกมาแก้ต่าง ว่า "เป็นมุมมองที่ต้องเคารพเปิดกว้างรับฟังด้วยใจเป็นกลาง พล.อ.ประวิตร ยังมีกำลังใจและสุขภาพแข็งแรงดี มีจิตใจเข้มแข็ง หนักแน่นและมั่นคง ทุ่มเทการปฏิบัติหน้าที่ต่อไป"

แต่ในความเงียบนั้น ชื่อของ "พล.อ. ประวิตร" กลับกลายเป็นของมี "พิษ" สำหรับ คสช.นับตั้งแต่วันที่ประกาศพร้อมลาออก

ผ่านมาไม่ทันข้ามคืน จากปม "แหวนเพชร-นาฬิกาหรู" ก็กลายเป็นขับไล่ "พล.อ.ประวิตร" ให้พ้นจากตำแหน่ง โดยมีการเปิดโหวตผ่านโลกโซเชียลมีเดีย

จนมีข่าวว่า "พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" นายกฯ จะนั่งควบเก้าอี้ รมว.กลาโหม แล้วให้ พี่รอง-พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย รับงานด้านความมั่นคง แทนพี่ใหญ่ หากสุดท้ายตัดสินใจลาออก

โดยมี "พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท"ผู้บัญชาการทหารบก เป็นข้อต่อสำคัญ ในกองทัพ แม้ไม่ใช่ "บูรพาพยัคฆ์" เป็น "รบพิเศษ" หมวกเบเร่ต์แดง แต่บุคลิกที่ นิ่งเงียบ-พูดจาฉลาดของ "บิ๊กเจี๊ยบ" เหมาะที่จะเป็นข้อต่อสำคัญในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทางการเมือง แม้ว่า พล.อ.ประวิตร อาจจะไม่อยู่ในตำแหน่ง

"ซ่อมไม่ตาย-นาฬิกาหรู" ลามทุ่ง

อย่างไรก็ตาม เส้นทางข่าวของ "พล.อ.ประวิตร" ก่อนแหวนเพชรนาฬิกาหรูจะเป็นไฟลามทุ่งเหมือนอย่างทุกวันนี้ ก็มีข่าวลือมาตั้งแต่ก่อนปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประยุทธ์ 5 ว่า พี่ใหญ่ คสช.ต้องการลงจากตำแหน่งด้วยปัญหาสุขภาพ แต่แล้วพี่ใหญ่ คสช.ก็ยังอยู่ในตำแหน่งเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง

กระทั่งเกิดกรณีการเสียชีวิตของ นายภคพงศ์ ตัญกาญจน์ นักเรียนเตรียมทหารชั้นปีที่ 1 ที่มีการตั้งประเด็นการเสียชีวิตเกิดจากการธำรงวินัย หรือ "การซ่อม"

"พล.อ.ประวิตร" ในฐานะ รมว.กลาโหมให้สัมภาษณ์เมื่อ 22 พ.ย. 2560 ว่า "ผมก็เคยโดนซ่อมจนเกินกำลังจะรับได้ จนสลบไปเหมือนกัน แต่ผมไม่ตาย" กลายเป็นวาทกรรม เรียกแขกให้มารุมถล่มบนโลกโซเชียลมีเดีย

กระแส "ถูกซ่อมแต่ไม่ตาย" ยังไม่ทันจาง ก็เกิดเหตุ "แหวนเพชร-นาฬิกาหรู" ขึ้นระหว่างคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประยุทธ์ 5 กำลังถ่ายรูปหน้าตึกไทย คู่ฟ้า เมื่อ 4 ธันวาคม 2560 ที่ "พล.อ.ประวิตร" ยกมือขึ้นป้องแดด ทำให้เห็นทั้ง "แหวนเพชร-นาฬิกาหรู" ทั้งที่พี่ใหญ่ คสช.ไม่ได้แจ้งอยู่ในบัญชีทรัพย์สิน กลายเป็นเรื่องราวบานปลายข้ามปี

จาก 1 เรือน ลามไป 25 เรือน ที่เปิดเผยบนโลกโซเชียล บัดนี้ปม "แหวนเพชร-นาฬิกาหรู" ของ "พล.อ. ประวิตร" กลายเป็นไฟลุกท่วมทุ่ง

โยนเผือกร้อนให้ ป.ป.ช."พล.อ.ประวิตร" พยายามใช้ยุทธศาสตร์ "ความนิ่ง สยบความเคลื่อนไหว" แต่ก็ปล่อยข่าวทั้งสายทหารพลเรือน โยนว่าเป็น "นาฬิกาเพื่อน" ที่ให้ยืมมา

เช่นเดียวกับ "พล.อ.ประยุทธ์" โยน "เผือกร้อน" ให้พ้นจากรัฐบาล โดยระบุว่า เป็นเรื่องส่วนตัวของ พล.อ.ประวิตร และให้องค์กรอิสระอย่างคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นผู้ตรวจสอบ

พล.อ.ประวิตรจึงเริ่ม "เปิดเกม" ด้วยการส่งหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริง ป.ป.ช.ตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2560 แต่ทั้งนี้ ป.ป.ช.ยุคปัจจุบันที่มี พล.ต.อ.วัชรพล ประสานราชกิจ เป็นประธาน กลับเป็นอดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ใต้กำกับของ "พล.อ.ประวิตร" จึงทำให้เกิดความกังขาถึงความเหมาะสมที่

จะตรวจสอบ

ประกอบกับการแถลงของ "วรวิทย์ สุขบุญ" เลขาธิการ ป.ป.ช. ไม่ได้ทำให้สังคมกระจ่าง เพราะนอกจากเปิดเผยเพียงว่าเรียกบุคคลภายนอก 4 คนเข้ามาแจงปมนาฬิกา แต่พ่วงท้ายในถ้อยแถลงว่า นาฬิกา 25 เรือนอาจซ้ำกัน ความจริงอาจมีแค่ 15 เรือน ต้องรอตรวจสอบ

ทำให้ ป.ป.ช.ถูกวิจารณ์ว่าเป็น "องค์กร ไฮเตอร์" ฟอกขาวให้ พล.อ.ประวิตร ทันที แม้ว่า "พล.ต.อ.วัชรพล" ในฐานะคนเคยใกล้ชิด "พล.อ.ประวิตร"

จะถอนตัวจากการพิจารณาเพื่อพิสูจน์ความโปร่งใสก็ตาม

ฝั่งพรรคการเมือง ที่รอจังหวะ คสช.พลาด ได้ฉวยจังหวะชุลมุน กดดันให้ พล.อ.ประวิตร ลาออกทันที เช่น พรรคเพื่อไทยที่เก็บข้อมูลความ ไม่ชอบมาพากลหลายโครงการของ คสช.มาเป็นเวลานาน ได้จังหวะ "ปล่อยของ" ต่อยอดจากปมแหวนเพชร- นาฬิกาหรู อาทิ โครงการ 9101-โครงการขุดลอกคูคลองทั่วประเทศขององค์การทหารผ่านศึก (อผศ.)

เปิดแคมเปญบีบให้ลาออกเคราะห์กรรมยังซ้ำเติมรัฐบาล คสช.และ พล.อ.ประวิตร เมื่อเกิดกรณีที่ นายอานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ ผู้อำนวยการศูนย์สำรวจความคิดเห็น "นิด้าโพล" ประกาศลาออกจากตำแหน่งผ่านเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 27 ม.ค. 2561 เพราะมีการทำโพลเรื่อง "ผลสำรวจเรื่อง นาฬิกาที่ยืมเพื่อน เป็นเรื่องบิดเบือนหรือ

เรื่องจริง" แต่ถูกทางสถาบันต้นสังกัดสั่งระงับ

เป็นช่วงเดียวกับที่ "พล.อ. ประวิตร" ประกาศว่า "ถ้าประชาชนไม่ต้องการ ผมก็พร้อมที่จะไปจากตำแหน่งนี้"

เมื่อโพลบนดินถูกระงับ ! ที่สุดจึงโผล่ไปอยู่บนโลกโซเชียล31 มกราคม 2561 "ทิชา ณ นคร" อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ และกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ อดีตคนที่เคยร่วมลงเรือแป๊ะ เปิดแคมเปญใน www.change.org ในหัวข้อ "อยากให้รองนายกประวิตรฯ ลาออก ตามที่ท่านได้กล่าวไว้เมื่อวันที่ 31 ม.ค. 61 ที่กระทรวงกลาโหม"

บุคคลที่ร่วมลงชื่อมีคนที่ชัง คสช.อย่าง "สมบัติ บุญงามอนงค์" และคนเคยรัก "รสนา โตสิตระกูล" อดีต สปช. แกนนำ 40 ส.ว.

ขณะที่เพจเฟซบุ๊กของรายการ "ที่นี่ ไทยพีบีเอส" ยังตั้งแคมเปญสำรวจอย่างไม่เป็นทางการว่า "บิ๊กป้อม" พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อยากให้อยู่ หรืออยากให้ไป โดยผลสรุป อยากให้ไป มากกว่าอยากให้อยู่ร้อยละ 96 : 4

เมื่อยุทธวิธีต่อสู้การเมือง โดยโยนไปให้องค์กรอิสระอย่าง ป.ป.ช. ตัดสิน กลับเป็นกลยุทธ์ที่ไม่ได้ผล

ปม "แหวนเพชร-นาฬิกาหรู" ขยับดีกรีจากไล่พี่ใหญ่ คสช.ไปสู่ชนวนบั่นทอนรัฐบาล คสช.ทั้งองคาพยพ

ท่ามกลางแรงกดดันรัฐบาล คสช.รอบทิศ ทั้งกลุ่มรวมพลคนอยากเลือกตั้ง ที่นัดรวมตัวกันขับไล่รัฐบาล 10 กุมภาพันธ์ 2561 จนถึงกลุ่มมวลชนเสื้อแดงใน-นอกประเทศก็ประกาศว่า จะออกผสมโรง ในวันเดียวกัน กดดันให้รัฐบาลเลือกตั้งเดือนพฤศิกายน 2561 ตามโรดแมป

เป็นแรงเสียดทานทางการเมือง ในช่วงเวลาที่ทุกองคาพยพ คสช. พยายามหาทุกช่องทางทั้งบนดิน ใต้ดิน เพื่อยื้อโรดแมปออกไปให้นานที่สุด เตรียมการให้ คสช.ผ่องถ่ายอำนาจไปสู่การเมืองแบบปกติ โดยที่เครือข่าย คสช.ยังคงได้เปรียบ

แต่เมื่อ พล.อ.ประวิตร กลายเป็น ตัวเร่งชนวน จึงปรากฏข่าวว่า พล.อ. ประวิตรอาจ "ไขก๊อก" ออกจาก ครม.ประยุทธ์ อีกครั้ง

ที่จริงแล้ว "พล.อ.ประวิตร" ในฐานะพี่ใหญ่ คสช.-ผู้จัดการรัฐบาล ก็มิอาจอยู่ค้ำฟ้า

คอลัมน์ ข่าวสั้น: ส.ส.ฝ่ายค้านมาเลย์โดนคุก 30 เดือน - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

ชาห์อาลัม * เมื่อวันพุธศาลมาเลเซียตัดสินจำคุก 30 เดือน ราฟิซี รามลี นักการเมืองฝ่ายค้านอาวุโส รองหัวหน้าพรรคยุติธรรมประชาชนซึ่งก่อตั้งโดยอันวาร์ อิบราฮิม จากความผิดเมื่อ 6 ปีก่อนที่เขาเปิดเผยเอกสารทางการเงินที่เกี่ยวข้อง กับเนชันแนล ฟีดล็อต คอร์ปอเรชัน ซึ่งตั้งขึ้นมาเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมผลิตเนื้อวัวในประเทศ เขาระบุว่าเอกสารที่นำมาแฉแสดงให้เห็นว่าโครงการนี้มีการคอร์รัปชันเกิดขึ้น เนื่องจากเป็นโทษจำคุกมากกว่าหนึ่งปีทำให้เขาโดนตัดสิทธิ์ทางการเมือง 5 ปี และหมดโอกาสที่จะลงเลือกตั้งทั่วไปที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ซึ่งอดีตนายกฯ มหาธีร์ โมฮาหมัดประกาศเป็นผู้นำพันธมิตรพรรคฝ่ายค้านเพื่อลงแข่งกับนายกฯ นาจิบ ราซัค ทั้งนี้เมื่อ พ.ย.59 ราฟิซีโดนตัดสินจำคุก 18 เดือนในข้อหาเปิดเผยเอกสารลับที่รั่วไหลของกองทุนวันเอ็มดีบี โดยคดีนี้อยู่ระหว่างการอุทธรณ์