You are here

CG and corruptions News - 8 June 2017

ศุลกากรเชือดรถยนต์หรู "กุลิศ"รื้อ3คดีฉาวเอาผิดข้าราชการทุจริต - ไทยรัฐ

Govt plays down EC share probe - BANGKOK POST

ร้องบิ๊ก'ร.ร.-เขตพท.'ทุจริตอื้อ ศธ.เร่งสาง24เรื่องใหญ่'ยักยอก-เรียกเงิน' - มติชน

ป.ป.ช.ดึงลูกเสือต้านทุจริต - เดลินิวส์

NOKโหดลากหุ้นแล้วทุบ เล่นข่าวจีนซื้อหุ้นเพิ่มทุน - ข่าวหุ้น

คอลัมน์ พอเพียงอย่างพอใจ: 'ทุนใหม่'ควรทำ Tender นกแอร์ที่ 7.85บาท - ฐานเศรษฐกิจ

คอลัมน์ ทางออกนอกตำรา: กรรม2พ่อลูก'อัศวโภคิน'บนกองบุญธรรมกาย... - ฐานเศรษฐกิจ

อาณาจักร3แสนล้าน'อนันต์ อัศวโภคิน'สะเทือน!- ฐานเศรษฐกิจ

เชือดคนดังพัวพัน 'สหกรณ์คลองจั่น' เจ้าพ่ออสังหาฯทิ้งเก้าอี้สู้คดี ดีเอสไอพบปมพิรุธสมคบฟอกเงิน - เดลินิวส์

คอลัมน์ กวนน้ำให้ใส: ความจริงมีหนึ่งเดียวปัญหาสัมปทานคิงเพาเวอร์ - แนวหน้า

คอลัมน์ ข่าวสั้น: จับอดีต รมว.บราซิลทุจริตสร้างสนามฟุตบอล - ไทยโพสต์

ศุลกากรเชือดรถยนต์หรู "กุลิศ"รื้อ3คดีฉาวเอาผิดข้าราชการทุจริต - ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2560

กรมศุลกากรเร่งสรุป 3 คดี รถยนต์หรูภายในวันที่ 15 มิ.ย.นี้ หลังดีเอสไอสืบคดีแล้วเงียบหายไปนาน ตั้งแต่ปี 56 จากคดีรถยนต์หรู 4 คัน มูลค่ากว่า 100 ล้านบาท ที่เกิดไฟไหม้ที่จังหวัดนครราชสีมา คดีรถยนต์หรูป้ายแดงจากตลาดเกรย์ มาร์เก็ต สำแดงราคาต่ำ และรถยนต์หรูที่ถูกโจรกรรมจากประเทศอังกฤษ

นายกุลิศ สมบัติศิริ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า หลังจากที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ส่งข้อมูลคดีนำรถหรูที่ถูกโจรกรรมจากต่างประเทศโดยมีทั้งสำแดงเท็จ และเสียภาษีนำเข้าจากต่างประเทศไม่ถูกต้อง จำนวน 30 คัน มาให้กรมศุลกากรตรวจสอบนั้น ล่าสุด ตนได้แต่งตั้งรองอธิบดีกรมศุลกากรฝ่ายปราบปรามเป็นประธานตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วโดยจะใช้เอกสาร หลักฐานและประเมินราคารถที่ดีเอสไอส่งมาให้มาประกอบเป็นข้อมูลในการคิดคำนวณภาษีนำเข้าเพื่อเรียกเก็บจากผู้ประกอบการนำเข้ารถหรูที่เสียภาษีไม่ถูกต้อง รวมทั้งค่าปรับเงินเพิ่ม โดยรถแต่ละคันจะมีฐานความผิดที่แตกต่างกันไป เช่น ความผิดฐานลักลอบนำเข้า ความผิดฐานสำแดงเท็จ โดยจะคำนวณภาษีและค่าปรับย้อนหลังนับตั้งแต่วันที่นำเข้ารถมา นอกจากนี้ ในวันที่ 8-9 มิ.ย.นี้ ตนจะเข้าร่วมประชุมกับคณะทำงานเพื่อเร่งสรุปข้อมูลและตรวจสอบ ข้อเท็จจริงทั้งหมดให้เสร็จ โดยในวันที่ 15 มิ.ย.เพื่อแจ้งกลับไปยังดีเอสไอ

สำหรับคดีรถยนต์ของกรมศุลกากรที่เกิดขึ้นในอดีตที่ผ่านมา มีจำนวนมากและหลายคดีที่ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน ตนจึงสั่งให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรสรุปคดีทั้งหมดและรายงานความคืบหน้า โดยตั้งเป้าหมายไปที่ 3 คดีใหญ่ ประกอบด้วย 1.การสำแดงเท็จที่เกิดจากการนำเข้ารถหรูที่ถูกโจรกรรมจากประเทศอังกฤษ 2.การตรวจสอบความผิดของข้าราชการกรมศุลกากร 9 คน ที่เกี่ยวข้องกับคดีการนำเข้ารถหรูในปี 2553 ซึ่งสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ให้ดำเนินการตรวจสอบ ซึ่งขณะนี้กระทรวงการคลังได้ตั้งคณะทำงานตรวจสอบแล้ว เนื่องจากมีข้าราชการระดับสูงหรือซี 9 จำนวน 2 คนเข้ามาเกี่ยวข้อง และ 3.คดีที่เกี่ยวข้องกับรถจดประกอบที่เป็นรถยนต์หรูถูกไฟไหม้เมื่อปี 2556 ซึ่งกรมศุลกากรได้สั่งพักงานเจ้าหน้าที่ไปบางส่วน และบางรายได้เกษียณอายุไปแล้ว โดยทั้ง 3 คดีถือเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์หรูทั้งหมด กรมศุลกากรจะเร่งสรุปและรายงานต่อกระทรวงการคลังให้เร็วที่สุด

นอกจากนี้ กรมศุลกากรกำลังอยู่ระหว่างรื้อระบบการประเมินราคากลาง ในการตรวจนำเข้ารถหรูผ่านด่านศุลกากรทั้งหมด โดยจะประสานกับดีเอสไอที่มีสนธิสัญญาข้อตกลงร่วมกันทางคดีอาญาของกระทรวงยุติธรรมเพื่อประสานขอข้อมูลราคารถที่แท้จริงจากต่างประเทศ เพราะที่ผ่านมากรมศุลกากรตรวจสอบราคารถยนต์หรูจากเว็บไซต์และแหล่งอื่นๆที่สามารถอ้างอิงได้ ทำให้ราคารถยนต์หรูของดีเอสไอกับกรมศุลกากรมีความแตกต่างกัน ดังนั้น จึงจำเป็นต้องเร่งจัดทำราคากลาง ราคามาตรฐานรถหรูให้เสร็จโดยเร็วที่สุด

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงการคลังว่าขณะนี้กระทรวงการคลังและกรมศุลกากรกำลังเร่งสะสางคดีรถยนต์หรูทั้งหมด ตามคำสั่งของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ระบุว่า มีข้าราชการเข้ามาเกี่ยวข้องหลายคน นอกเหนือจากข้าราชการกรมศุลกากรทั้ง 9 คน เช่น นางฉวีวรรณ คงเจริญกิจกุล อดีตรองอธิบดี กรมศุลกากร นายธีระ สุวรรณพงษ์ นักวิชาการศุลกากรชำนาญการ ซึ่งกรณีดังกล่าวยังส่งผลให้รัฐบาลขาดรายได้จากการจัดเก็บภาษีรถยนต์หรูอีกหลายพันล้านบาท

ทั้งนี้ การตรวจสอบรถยนต์หรูที่นำเข้าจากต่างประเทศ สืบเนื่องมาจากกรณีเมื่อวันที่ 29 พ.ค.2556 เกิดเหตุไฟไหม้รถยนต์สปอร์ตหรูราคาแพง 4 คันที่บรรทุกมาบนรถเทรเลอร์ บนถนนมิตรภาพ อ.ปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา โดยรถเทรเลอร์ฮีโน่ สีขาว ได้บรรทุกรถยนต์หรูเกิดไฟลุกไหม้ ประกอบด้วย รถเบนท์ลีย์ ป้ายแดง 1 คัน และรถบีเอ็มดับเบิลยู ป้ายแดง 1 คัน รถลัมโบร์กินี สีขาว ป้ายแดง 1 คัน และรถเฟอร์รารี ป้ายแดง 1 คัน รวมมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมไทยว่า รถยนต์หรูทั้งหมดเป็นของใครและกำลังจะเคลื่อนย้ายรถไปไหนและที่สำคัญรถยนต์เหล่านี้มีการนำเข้ามาในประเทศอย่างถูกต้องหรือไม่

โดยดีเอสไอได้เข้ามาตรวจสอบเรื่องดังกล่าวเพิ่มเติมแทนเจ้าหน้าที่ตำรวจเจ้าของคดีในพื้นที่และพบว่า รถยนต์ทั้งหมดเป็นรถยนต์จดประกอบที่นำเข้าจากต่างประเทศอย่างไม่ถูกต้องตามกฎหมายโดยมีเจ้าหน้าที่กรมศุลกากร เจ้าหน้าที่กรมขนส่งทางบกและตำรวจหลายคนเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว และยังพบว่ามีรถยนต์หรูอีก 300-400 คัน ที่รถจดประกอบและนำเข้าไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งล่าสุด นายสมชัย สัจจพงษ์ อธิบดีกรมศุลกากรในสมัยนั้น ได้ติดตามรถยนต์หรูที่เสียภาษีไม่ถูกมาเสียภาษีให้ถูกต้องได้ประมาณ 40-50 คัน หลังจากนั้นก็ไม่มีความคืบหน้าอีกเลย โดยเจ้าหน้าที่กรมศุลกากรระบุว่า คดีรถยนต์จดประกอบการที่เสียภาษีไม่ถูกต้องประมาณ 400 คัน ได้โอนคดีไปให้ดีเอสไอสอบสวนแล้ว รวมถึงรถยนต์หรูใหม่ป้ายแดงที่สำแดงราคาต่ำจากตลาดเกรย์ มาร์เก็ต Grey Market ก็อยู่ในระหว่างการพิจารณาสอบสวนของดีเอสไอ ต่างก็หายเงียบไม่มีรายงานความคืบหน้าแต่อย่างใด.

Govt plays down EC share probe - BANGKOK POST Issued date 8 June 2017

9 ministers face heat amid agency revamp

Key government figures have shrugged off the Election Commission's (EC) probe into nine cabinet ministers for potential conflicts of interest despite some critics claiming the EC is taking its revenge after a controversial move to reorganise its structure.

Deputy Prime Minister Wissanu Kreangam, one of the nine ministers being investigated, said he believed the EC was doing its job without having a hidden agenda as some have speculated. He said the commission was merely responding to a complaint lodged with it.

The probe was decided on Tuesday when the EC reviewed a complaint lodged by Pheu Thai Party lawyer Ruangkrai Leekitwattana, who accused the nine ministers of holding shares in private companies that are awarded state contracts.

According to the complaint, this practice is in violation of the new charter and the shares in question have been declared before the National Anti-Corruption Commission (NACC).

The EC's findings will be forwarded to the Constitutional Court for a ruling. If any of the ministers are found to have committed wrongdoing they will be removed from office and barred for two years.

The watchdog's move has raised suspicion that it is seeking to exact revenge for a recent proposal to overhaul the agency.

The timing coincides with the deliberation of the proposal by the National Legislative Assembly (NLA), which is scheduled to consider an organic the bill on the EC in its second and third readings tomorrow.

Under the proposal, the five EC members, appointed under the 2007 constitution, would leave their posts when the organic bill comes into effect.

Besides Mr Wissanu, they are Finance Minister Apisak Tantivorawong, Deputy Education Minister ML Panadda Diskul, Industry Minister Uttama Savanayana, Deputy Commerce Minister Sontirat Sontijirawong, Foreign Minister Don Pramudwinai, Digital Economy and Society Minister Pichet Durongkaveroj, Labour Minister Gen Sirichai Distakul, and Tourism and Sports Minister Kobkarn Wattanavrangkul.

Deputy Prime Minister Somkid Jatusripitak dismissed the EC's probe as standard procedure and expressed confidence the ministers would be able to justify their actions.

"They will clarify everything. This is a normal procedure and they do not feel intimidated," he said.

Mr Uttama said the complaint lodged by Mr Ruangkrai was not new and he had explained the issue before.

Mr Apisak said he is ready to answer the EC's questions while insisting he has no shares in the SET-listed companies.

The finance minister also questioned whether the EC has the authority to look into cases involving alleged conflict of interest.

"When taking office the ministers must declare their assets and debts to the NACC," he said. I don't have any shares in the listed companies. But is it the EC's job to look into this?" he said.

Mr Sontirat insisted he did everything by the book before taking office.

He said it was highly unlikely the EC's investigation was prompted by the socalled resetting of its structure.

EC member Somchai Srisutthiyakorn said the EC's legal office examined the complaint and forwarded it the commission. The watchdog was supposed to consider it on May 23 but the issue was postponed because some members were absent.

"This is not a big deal. It is the EC doing its job. When a complaint is lodged with us and there are grounds for it, we have to set up a panel to investigate," he said.

According to Mr Somchai, the ninemember fact-finding panel is expected to complete the investigation within 60 days. The probe can be extended for 30 days each time.

He said the EC is likely to make a ruling in a few months.

EC chairman Supachai Somcharoen insisted the probe had nothing to do with the proposal to "reset" the poll agency's structure.

He said the investigation was not being carried out to pressure the government or force negotiations over the proposal.

Meanwhile, Constitution Drafting Committee chairman Meechai Ruchupan yesterday threw his weight behind the proposal to "reset" the EC, saying this would be best for the general election that is expected next year.

Mr Meechai said the EC has more authority under the new charter and imposes stricter qualifications so it needs personnel who are qualified to do the job.

Under the new charter, the number of EC members will be increased from five at present to seven. The two new additions will be recruited under tougher criteria.

Mr Meechai said the proposal is law abiding and will not affect the election.

ร้องบิ๊ก'ร.ร.-เขตพท.'ทุจริตอื้อ ศธ.เร่งสาง24เรื่องใหญ่'ยักยอก-เรียกเงิน'จี้เลขาฯสกสค.เร่งคดี'บิลเลี่ยนฯ-ธนชาต' - มติชน ฉบับวันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2560

เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน พล.ท.โกศล ประทุมชาติ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในฐานะรองประธานคณะกรรมการอำนวยการการขับเคลื่อนแก้ปัญหาทุจริตของ ศธ.เปิดเผยว่า ที่ผ่านมามีผู้ร้องเรียนปัญหาการทุจริตของ ศธ.เข้ามาจำนวนมาก โดยได้คัดเลือกเฉพาะเรื่องที่สำคัญ และต้องเร่งแก้ไข 24 เรื่อง เพื่อดำเนินการสืบสวนข้อเท็จจริง ส่วนที่เหลือส่งให้ต้นสังกัดตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นข้อร้องเรียนการทุจริตของผู้บริหารสถานศึกษา และผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) เช่น การตั้งคณะกรรมการตรวจสอบความผิดทางละเมิดและวินัย ผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.พระนครศรีอยุธยา มีปัญหาเงินในบัญชีขาดหายไป 6 รายการ กว่า 7 ล้านบาท กรณีสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เร่งรัดให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ดำเนินการทางวินัยกับข้าราชการครู 7 ราย ซึ่งเป็นกรรมการกลั่นกรองการโยกย้ายผู้บริหารในเขตพื้นที่ฯ ใน จ.สกลนคร เมื่อปี 2556 เป็นต้น

"เร็วๆ นี้ จะรายงาน นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการ ศธ.รับทราบผลการแก้ปัญหาทุจริตที่ได้รับร้องเรียนในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา ที่ได้ตรวจสอบ และลงโทษผู้กระทำผิดแล้ว 7 เรื่องใหญ่ๆ มีผู้อำนวยการโรงเรียน และผู้อำนวยการ สพท.ที่เกี่ยวข้อง ถูกสั่งย้าย และตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงแล้ว นอกจากนี้ มีปัญหาทุจริตจัดซื้อสื่อการเรียนการสอนของบุคคลบางกลุ่มในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) มหาสารคาม เขต 3 พบว่ามีมูลทุจริตจริง เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับผู้บริหารเขตพื้นที่ฯ บางคน และเกี่ยวพันกับปัญหาการทุจริตการสอบคัดเลือกครูผู้ช่วย เมื่อปี 2556 ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) จะส่งเรื่องให้คณะกรรมการ ก.ค.ศ.พิจารณาว่าจะลงโทษไล่ออก หรือปลดออกจากราชการ เป็นต้น" พล.ท.โกศล กล่าว

พล.ท.โกศลกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังมอบหมายให้นายพิษณุ ตุลสุข รองปลัด ศธ.ในฐานะเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) รวบรวมความคืบหน้าการดำเนินคดีต่างๆ กรณี สกสค.ซื้อตั๋วสัญญามูลค่า 2,100 ล้านบาท กับบริษัท บิลเลี่ยน อินโนเวเท็ดกรุ๊ป จำกัด และกรณีตรวจสอบพบว่าธนาคารธนชาตอนุมัติปิดบัญชี และเบิกถอนเงินของ สกสค.ที่ฝากไว้ไม่ถูกต้อง เป็นต้น เพื่อเร่งรัดให้ดำเนินคดีอย่างรวดเร็ว ความคืบหน้าการตรวจสอบโครงการติดตั้งระบบกล้องวงจรปิด (CCTV) ในโครงการ Safe Zone School 12 เขตพื้นที่การศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ดำเนินการโดย 4 บริษัท หากบริษัทไม่ดำเนินการติดตั้งกล้องวงจรปิดให้ครบตามสัญญา จะยึดเงินประกันกว่า 20 ล้านบาท เมื่อรวมกับเงินที่ สพป.ปัตตานี เขต 1 ยังไม่ได้จ่ายเพราะกังวลว่าจะมีปัญหาการทุจริตเกิดขึ้นอีก 50 ล้านบาท จะทำให้มีเงินกว่า 70 ล้านบาท เพื่อจ้างบริษัทใหม่มาติดตั้ง

ป.ป.ช.ดึงลูกเสือต้านทุจริต - เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2560

เมื่อวันที่ 7 มิ.ย. ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ ว่าด้วย การป้องกันและปราบปรามการทุจริต ระยะที่ 3 (พ.ศ. 2560-2564) โดยใช้กระบวนการลูกเสือในการพัฒนาเด็ก และเยาวชน ปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยมในความซื่อสัตย์สุจริตให้รู้เท่าทันและปฏิเสธการทุจริตทุกรูปแบบ เพื่อสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมที่ไม่ทนต่อการทุจริต เพื่อให้เป็นการบูรณาการกิจกรรมลูกเสือและ เนตรนารีเข้ามามีส่วนร่วมในการป้องกันการทุจริต เป็นการสร้างพลังเครือข่ายและพัฒนาเครือข่ายการเฝ้าระวังการป้องกันและปราบปรามการทุจริต โดยมีการจัดทำหลักสูตรลูกเสือช่อสะอาด สำหรับใช้ในการเรียนการสอน วิชาลูกเสือในสถานศึกษา เพื่อพัฒนาหลักสูตรและพัฒนาครูผู้ปฏิบัติการสอนหลักสูตร ลูกเสือให้มีศักยภาพ และมีความพร้อมในการนำหลักสูตรลูกเสือช่อสะอาดไปใช้ปฏิบัติการเรียนการสอนวิชาลูกเสือและเนตรนารีในสถานศึกษา.

NOKโหดลากหุ้นแล้วทุบ เล่นข่าวจีนซื้อหุ้นเพิ่มทุน - ข่าวหุ้น ฉบับวันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2560

“นกแอร์” ขาใหญ่เล่นเกมโหด ลากราคาหุ้นพุ่งเกิน 20% ก่อนจะทุบขายทำกำไร หุ้นไหลรูดเหลือบวกแค่ 10% เล่นข่าวกลุ่มทุนจีนเตรียมซื้อหุ้นเพิ่มทุนใหม่รอบ 2 โบรกฯคาดหากเป็นเรื่องจริงช่วยหนุนธุรกิจในอนาคตสดใส

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ความเคลื่อนไหวราคาหุ้นบริษัท สายการบินนกแอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ NOK วานนี้ (7 มิ.ย.) มีแรงซื้อขายเข้ามาจำนวนมาก ด้วยมูลค่าการซื้อขายหนาแน่น 2,361.9 ล้านบาท โดยมีแรงซื้อเข้ามาจำนวนมากในช่วงเช้า ดันราคาขึ้นไปสูงสุดก่อนปิดตลาดในช่วงเช้า และถือเป็นราคาสูงสุดของวันที่ 4.96 บาท ก่อนจะมีแรงขายทำกำไรออกมาในช่วงบ่าย กดดันราคาหุ้นปรับลดลงมาปิดตลาดที่ราคา 4.32 บาท เพิ่มขึ้น 0.42 บาท หรือเพิ่มขึ้น 10.77%

โดยเป็นการเล่มเกมโหดของกลุ่มนักลงทุนรายใหญ่ที่ใช้กระแสข่าวว่าจะได้พันธมิตรใหม่เป็นกลุ่มทุนจีนเข้ามาถือหุ้น NOK ในการดันราคาขึ้นไปเกินกว่า 20% เพื่อจูงใจให้มีแรงซื้อตามเข้ามา ก่อนจะทุบหุ้นเทขายทำกำไรออกมา ฉุดราคาหุ้นปรับลดลงมาปิดตลาดเหลือบวกแค่ระดับ 10%

บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) คันทรี่ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ระบุว่า เหตุที่ราคาหุ้น NOK มีการปรับตัวเพิ่มขึ้น น่าจะมีเพียงสาเหตุเดียว คือ มีกระแสข่าวว่า บริษัท Henan Civil Aviation Development & Investment Co., Ltd. (HNCA) จากจีน จะเข้ามาเป็นพันธมิตรซื้อหุ้นเพิ่มทุนใหม่รอบที่ 2 ซึ่ง NOK จะมีการประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) ในวันที่ 15 มิถุนายนนี้ เพื่อพิจารณาการเพิ่มทุนรอบ 2 หลังการเพิ่มทุนรอบแรกที่ขายให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิม (RO) จำหน่ายไม่หมด โดยการเพิ่มทุนใหม่รอบนี้จะเสนอขายหุ้นให้แก่นักลงทุนเฉพาะเจาะจง (PP)

ทั้งนี้หาก HNCA เข้ามาซื้อหุ้นเพิ่มทุนใน NOK จริง จะส่งผลดี คือ NOK จะสามารถขยายเส้นทางบินไปสู่จีนได้มากขึ้น และจะมีผู้โดยสารชาวจีนมากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าลูกค้าจากจีน ยังคงเป็นตลาดที่ใหญ่มากสำหรับธุรกิจการบิน แต่เชื่อว่าจะไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในระยะเวลาอันใกล้นี้ เนื่องจาก NOK ยังต้องเผชิญวิกฤติการดำเนินงานอีกระยะ เพราะปีที่ผ่านมา NOK ประสบปัญหานักบินขาดแคลน จนต้องยกเลิกเที่ยวบินไปจำนวนมาก และยังต้องซื้อตัวนักบินจากสายการบินอื่น ที่ส่งผลให้ต้นทุนการดำเนินงานสูงขึ้นมากด้วย

อย่างไรก็ตามยังไม่สามารถยืนยันได้ว่า HNCA จะเข้ามาเป็นพันธมิตรของ NOK จริงหรือไม่ เนื่องจาก NOK ไม่เคยเชิญนักวิเคราะห์ หรือนักลงทุนไปพูดคุยประเมินธุรกิจเป็นเวลานานแล้ว ดังนั้นข้อมูลที่ได้ส่วนใหญ่จะมาจากกระแสข่าวที่เกิดขึ้นกับ NOK

ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่า กลุ่มทุนสิงคโปร์ อย่างกลุ่ม SCOOT จะเข้ามาซื้อหุ้นเพิ่มทุนในครั้งนี้ด้วยนั้น ประเมินว่า ไม่ได้เป็นปัจจัยหนุนต่อ NOK มากนัก เพราะปัจจุบันกลุ่ม SCOOT เป็นพันธมิตรกับ NOK อยู่แล้วโดยการร่วมทุนในสายการบินนกสกู๊ตซึ่งยังไม่สามารถขยายการเติบโตได้ เนื่องจากติดปัญหาธงแดงจากองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO)

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคมที่ผ่านมา NOK ได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่า บริษัทสามารถระดมเงินทุนจากการขายหุ้นเพิ่มทุนได้ทั้งหมด 1,226,399,716.80 บาท หลังได้เสนอขายหุ้นเพิ่มทุนจำนวน 625 ล้านหุ้น ให้กับผู้ถือหุ้นเดิม ในอัตราส่วน 1 หุ้นเดิมต่อ 1 หุ้นใหม่ ที่ราคาหุ้นละ 2.40 บาท แต่สามารถขายหุ้นเพิ่มทุนดังกล่าวได้ราว 511 ล้านหุ้น และยังคงเหลือหุ้นที่ไม่สามารถจำหน่ายได้ จำนวน 114,000,118.00 หุ้น

ขณะที่บอร์ด NOK ที่มีนายสมใจนึก เองตระกูล เป็นประธาน ได้มีมติเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาว่า จะเพิ่มทุนจดทะเบียนจากเดิม 625 ล้านหุ้น พาร์หุ้นละ 1 บาท ขายให้ผู้ถือหุ้นเดิมในอัตราหุ้นเดิม 1 ต่อหุ้นใหม่ 1 ในราคาหุ้นละ 2.40 บาท และแถมฟรี NOK-W1 (อายุ 3 ปี ราคาแปลงสิทธิ 5 บาท ในสัดส่วน 1 ต่อ 1) ในสัดส่วนหุ้นเพิ่มทุน 4 ต่อ 1 หน่วยเพื่อจูงใจ ซึ่งหลังการเพิ่มทุนคาดว่าจะมีทุนจดทะเบียน 1,406.25 ล้านบาท โดยกำหนดจองซื้อระหว่างวันที่ 16-19 พฤษภาคม และ 22 พฤษภาคม 2560

คนร.ชี้ THAI ต้องการลดลงทุน NOK

ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ หรือ สคร. กล่าวถึงกรณีที่บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI ปฏิเสธการซื้อหุ้นเพิ่มทุนบริษัท สายการบินนกแอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ NOK ว่า เป็นเรื่องธรรมาภิบาลของการบินไทยในการตัดสินใจลงทุน ซึ่งก่อนหน้านี้ THAI ได้หารือกับคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ หรือ คนร. แล้วว่า ต้องการลดการลงทุนในนกแอร์ เนื่องจากต้องการปฏิรูปและปรับโครงสร้างของการบินไทยให้มีประสิทธิภาพ ตามแผนฟื้นฟูที่ระบุไว้ จึงตัดสินใจไม่ซื้อหุ้นเพิ่มทุนในช่วงที่ผ่านมา

ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่าซีพีจะร่วมทุนกับต่างชาติ เพื่อมาซื้อหุ้นนกแอร์นั้นคงต้องรอดูความชัดเจนก่อน ส่วนเรื่องของการบินไทยที่จะต้องพิจารณาการลงทุนในหุ้นนกแอร์นั้นให้ยึดตามหลักธรรมาภิบาลต่อไป

นายเอกนิติ กล่าวเพิ่มเติมว่า กรณีที่สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ THAI จะยื่นหนังสือถึงพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในสัปดาห์หน้า เพื่อให้ตรวจสอบกระบวนการสรรหาและล้มการสรรหากรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (ดีดี) ว่า คนร. จะหารือกับนายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง และในฐานะประธานคณะกรรมการสรรหาดีดีการบินไทยเพี่อสอบถามถึงปัญหาดังกล่าว

“ตนยังไม่ทราบในรายละเอียดตอนนี้ ซึ่งจะต้องพูดคุยกับปลัดฯในเร็วๆ นี้ แต่ในเรื่องกระบวนการสรรหาที่ระบุว่าใช้เวลายาวนานถึง 8 เดือน เชื่อว่าเป็นในเรื่องของขั้นตอนการสอบคุณสมบัติที่จะต้องดำเนินการอย่างละเอียดรอบคอบทั้งดูว่าขัดกับพ.ร.บ.ของการบินไทยหรือไม่” นายเอกนิติ กล่าว

นายชาญวิทย์ นาคบุรี รองผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ กล่าวถึงกรณีที่ THAI ตัดสินใจไม่ซื้อหุ้นเพิ่มทุน NOK ว่า โดยหลักการ คนร. ได้วางแนวทางไว้แล้ว และให้บริษัทแม่ตัดสินใจดำเนินการต่อบริษัทลูกได้

คอลัมน์ พอเพียงอย่างพอใจ: 'ทุนใหม่'ควรทำ Tender นกแอร์ที่ 7.85บาท - ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ฉาย บุนนาค

สืบเนื่องจากตอนก่อนการปล่อยให้ "การ บินไทย" รัฐวิสาหกิจมีชื่อเสียประโยชน์และอำนาจควบคุมในบริษัทสายการบินนกแอร์ฯ ให้กลุ่มทุนใหม่ ผ่านการสละสิทธิ์เพิ่มทุนในราคาถูก คือ "การทุจริตเชิงนโยบาย" ที่แยบยลและวางแผนล่วงหน้า

แม้การขายหุ้น NOK เป็นสิ่งที่การบินไทยควรตัดสินใจทำก่อนหน้านี้ ดังเช่น คุณพาที สารสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ที่ทยอยขายหุ้นตั้งแต่ 16 บาทกว่า และดังเช่น หุ้นส่วนต่างชาติรายอื่นๆ ที่ทยอยขายตั้งแต่ 26 บาท.

อดีตเป็นเรื่องแก้ไขไม่ได้ แต่ปัจจุบันคุณเลือกได้ที่จะทำเพื่อสิ่งที่สมควรในการรักษาประโยชน์ของประเทศชาติ.

วันนี้การมาถือครองหุ้น NOK ของกลุ่ม "จุฬางกูร" ผ่านชื่อคุณทวีฉัตร จุฬางกูร และคุณณัฐพล จุฬางกูร จากการซื้อในกระดานและผ่านการใช้สิทธิ์เพิ่มทุนที่เกินสิทธิ์ จนสัดส่วนรวมกันเกือบ 30% (มากกว่าการบินไทย 9%) ซึ่งตามกฎหมายระบุว่าต้องทำคำเสนอซื้อให้ผู้ถือหุ้น NOK ทุกรายรวมทั้งการบินไทย ในราคาสูงสุดที่ได้มาซึ่งหลักทรัพย์ใน 90 วัน ซึ่งคือ ราคา "7.85 บาท"

ข้อมูลทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลสาธารณะที่ค้นหาได้ในwebsite ของก.ล.ต. ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ

หากการบังคับใช้กฎหมายมีมาตรฐานที่เท่าเทียมและมีการทำคำเสนอซื้อหุ้น NOK

การบินไทยจะได้รับเงินสดกลับไปบริหารจำนวน 1,923.25 ล้านบาท (ราคา 7.85 คูณ 245 ล้านหุ้นที่ถือโดยการบินไทย). ซึ่งเทียบเท่ากับ 5% เพิ่มขึ้นในส่วนของผู้ถือหุ้นการบินไทย

สิทธิ์นี้เป็นสิทธิ์ที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้ถือหุ้น NOK ทุกรายที่จะมีสิทธิ์ขายให้กลุ่ม "จุฬางกูร" ในราคา 7.85 บาท หรือ เกือบ 100% จากราคาตลาดปัจจุบัน.

สิทธิ์นี้เป็นสิทธิ์ที่ผู้ถือหุ้นการบินไทยควรเรียกร้องเพื่อเยียวยาความเสียหายจากการคอร์รัปชันเชิงนโยบายของคณะกรรมการการบินไทย

สิทธิ์นี้คือสิทธิ์ของประชาชนคนไทยที่ควรทวงถามจากกระทรวงการคลังในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ของการบินไทย

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการบังคับใช้กฎหมายโดยตรงคือ "ก.ล.ต." หน่วยงานซึ่งมีภารกิจหลักในการ "กำกับและพัฒนาตลาดทุนของประเทศให้มีประสิทธิภาพ ยุติธรรม โปร่งใส และน่าเชื่อถือ"

หากดูในกรณีศึกษาของการบังคับใช้กฎหมายข้อนี้จะเห็นได้ชัดเจนว่า ก.ล.ต. เลือกปฏิบัติ?

กฎหมายบังคับใช้กับนายหมู นายหมา เท่านั้นหรือ? คำชี้แจงของนายปริย เตชะมวลไววิทย์ เป็นสิ่งที่รับฟังไม่ได้และขาดการตรวจสอบที่ชัดเจน

ขอโปรดรับฟังอีกมุมหนึ่งของสังคมว่ามีคนอีกมากมายที่ต้องการทำตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด แต่คงเป็นไปได้ยากหากการบังคับใช้ไม่เป็นธรรม.

จงอย่าลืมตราสัญลักษณ์ของ ก.ล.ต.

สีเขียวเข้ม คือ ความเที่ยงตรงและบรรทัดฐานที่ดี

สีน้ำเงิน สื่อถึงชาติและการเกื้อหนุนเศรษฐกิจและศรัทธา

สีเขียวอ่อนล้อมวงกลม คือ การรับฟังและร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อพัฒนาตลาดทุน

วันนี้สมบัติชาติกำลังถูกเบียดบัง . วันนี้ความเป็นธรรมเป็นสิ่งที่คนไทยโหยหา

หากชาติจะมั่นคงต้องมีประชาศรัทธา. อย่าให้ถูกกล่าวหาเอื้อประโยชน์เฉพาะคนรวย!!

คอลัมน์ ทางออกนอกตำรา: กรรม2พ่อลูก'อัศวโภคิน'บนกองบุญธรรมกาย... - ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2560

บากบั่น บุญเลิศ

วันที่ 5 มิถุนายน 2560 อนันต์ อัศวโภคิน เจ้าของบริษัทในเครือแลนด์แอนด์เฮ้าส์ และธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (LH Bank) เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาร่วมกันฟอกเงินและสมคบกันฟอก เงิน ที่ได้มาจากการยักยอกทรัพย์สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด แล้ว โดยดีเอสไอให้เวลา 60 วัน เพื่อส่งหลักฐานชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา หากหลักฐานที่ชี้แจงฟังไม่ขึ้น หรือไม่มีน้ำหนัก ดีเอสไอจะนัดมาพบเพื่อส่งตัวและสำนวนให้อัยการฝ่ายคดีพิเศษมีความเห็นสั่งฟ้องต่อไป

เท่ากับว่าสถานะตอนนี้ถือว่า นายอนันต์ เป็นผู้ต้องหาแล้ว เพราะเข้าสู่กระบวนการการรับทราบข้อกล่าวหา โดยในเบื้องต้นดีเอสไอแจ้ง 2 ข้อหา คือ 1. สมคบกันฟอกเงิน 2. ร่วมกันฟอกเงิน แต่ที่ไม่มีการควบคุมตัว เนื่องจากไม่มีพฤติการณ์หลบหนี

อนันต์ ยืนยันว่า วันนี้ได้เดินทางมาเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ เพราะเพิ่งกลับมาจากต่างประเทศได้ 2 วัน จึงไม่มีเอกสารรายละเอียดมาให้พนักงานสอบสวน พร้อมยืนยัน ส่วนตัวไม่เคยรู้จักนายศุภชัย ศรีศุภอักษร และได้ปฏิเสธ ที่จะให้รายละเอียดถึงเจตนาการซื้อที่ดินดังกล่าว

ชะตากรรมของอนันต์ อัศวโภคิน อดีตประธานกรรมการและผู้บริหารบริษัท แลนด์แอนด์เฮ้าส์ฯ จึงอยู่ในข่ายไต่บันไดลวด ที่สุ่มเสี่ยงอย่างยิ่งว่าจะร่วงหล่นลงมาสู่ทะเลเพลิง

สาเหตุเพราะ 1. ถูกดีเอสไอตั้งข้อกล่าวหาว่า "สมคบกันและ ร่วมกันฟอกเงิน" ตามมาตรา 5 มาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ที่เกี่ยวโยงกับวัดพระธรรมกาย ที่มีการยักยอกเงินออกไปจากสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จนสร้างความเสียหายร่วม 13,000 ล้านบาท

2. อธิบดีดีเอสไอ ระบุว่า นายอนันต์ ถือว่าเป็น 1 ใน 8 กลุ่ม ที่พนักงานสอบสวนพบหลักฐานชัดเจนว่า เกี่ยวพันกับการยักยอกเงินจากสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น และมีหลักฐานเชื่อม โยงไปถึง

3. มีหลักฐานเชิงประจักษ์พบว่า เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2554 คณะกรรมการบริษัท แลนด์แอนด์เฮ้าส์ฯ มีมติให้นำที่ดินของบริษัท เอ็ม-โฮม เอสพีวี 2 จำกัด ขายเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ ตามโฉนดที่ดินเลขที่ 31344 เนื้อที่ 46 ไร่ 3 งาน 56.2 ตารางวา ในท้องที่ อ.คลองหลวง จ. ปทุมธานี โดยขายให้ นายอนันต์ 93,781,000 บาท ต่ำกว่าราคาประเมินถึง 3 เท่า ราคาประเมินขณะนั้นราคาตารางวาละ 15,000 บาท คิดเป็นเงินกว่า 281 ล้านบาท

ต่อมานายอนันต์ ได้ขายที่ดินต่อ และโอนเงินกลับมายังมูลนิธิคุณยายจันทร์ฯ ขนนกยูง ในวัดพระธรรมกาย ที่มี พระธัมมชโย เป็นองค์อุปถัมภ์ 303 ล้านบาท

4. พฤติกรรมแบบนี้ถือว่า เข้าข่ายการฟอกเงิน เพราะเงินจำนวนนี้ถูกถ่ายโอนกลับเข้ามาในมูลนิธิคุณยายจันทร์ฯ และมีการโอนกลับมาถือในนามนายอนันต์ มีลักษณะฟอกไปฟอกมา

5. พนักงานสอบสวนเจอเอกสารลับฉบับหนึ่ง ลงนามโดยนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นระบุว่ายกที่ดินเลขที่โฉนด 31344 ให้พระธัมมชโย แต่พระธัมมชโย ระบุให้นายอนันต์ ถือครองตามกรรมสิทธิ์ตามหน้าโฉนดแทน

จึงมี 2 เหตุการณ์คือ มีการโอนถ่ายที่ดินให้กับนายอนันต์ และนายศุภชัย ทำเอกสารยกที่ดินแปลงนั้นให้ พระธัมมชโย

จึงมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่านายอนันต์ ถือครองทรัพย์สินแทนพระธัมมชโย

6. ต่อมานายอนันต์ ขายที่ดินผืนนี้ราคา 492 ล้านบาท ให้กับพระธัมมชโย โดยเอาเงินยักยอกจากสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น มาฟอกเป็นที่ดิน จากนั้นก็เอาเงินจากบัญชีไหนก็ไม่รู้ของพระธัมมชโย มาฟอกซ้ำอีกที ในการซื้อที่ดินผืนดังกล่าว และย้อนกลับมาที่มูลนิธิ

7. พบเอกสารว่า นายศุภชัย เอาเงิน 275 ล้านบาท จากสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นไปซื้อ บริษัท เอ็ม-โฮมเอสพีวี 2 จำกัด เพื่อใช้ในการฟอกเงิน

ดีเอสไอตรวจสอบเส้นทางการเงินแล้วตั้งข้อสังเกตว่า มีการซื้อขายและจ่ายเงินกันจริงหรือไม่ อาจเป็นการทำสัญญาลวง ไม่เพียง "เสี่ยตึ๋ง-อนันต์" เท่านั้นที่ถูกตามสอย "อลิสา อัศวโภคิน" ทายาทสาวก็โดนสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) มีคำสั่งคณะกรรมการธุรกรรม ที่ ย.57/2560 อายัดทรัพย์สินที่ อลิสา อัศวโภคิน ซื้อที่ดินจากนายศุภชัยจำนวน 8 แปลง รวมมูลค่า 114 ล้านบาท

2 พ่อลูกในตระกูลอัศวโภคิน ผู้มีความศรัทธาบุญกำลังจมลงไปใน "กองบุญทำกรรมแต่ง"

อาณาจักร3แสนล้าน'อนันต์ อัศวโภคิน'สะเทือน!- ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2560

อาณาจักรของตระกูลอัศวโภคิน กำลังถูกสั่นคลอนอย่างหนัก และกำลังนำไปสู่การเปลี่ยน แปลงเชิงโครงสร้างในธุรกิจ และเปลี่ยนแปลงไปถึงธุรกิจในเครือทั้งหมดของ อนันต์ อัศวโภคิน หลังจากที่เขาเดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหาสมคบและร่วมกันฟอกเงินสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ต่อดีเอสไอ เมื่อวันที่ 5 มิถุนายนที่ผ่านมา จากนี้ไปเขามีเวลา 60 วัน ในการเตรียมเอกสารชี้แจงทั้งหมด

เหตุการณ์นี้กลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ เรื่องที่พูดกันมากคือปฏิบัติการของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ที่มีคำสั่งด่วนของคณะกรรมการธุรกรรม สั่งอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวพันกับการกระทำความผิด ในกรณีที่นางสาวอลิสา อัศวโภคินลูกสาว อนันต์ เข้าไปเกี่ยวพัน และมีพฤติการกระทำความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชนและยักยอกอันมีลักษณะเป็นปกติธุระ

ปปง.สั่งยึดที่ดิน ของนางสาวอลิสา ซึ่งเป็นสาวกของวัดพระธรรมกาย จำนวน 8 แปลง ในพื้นที่ตำบลคลองสาม อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี รวม 114 ล้านบาท

ซึ่งเกิดขึ้น จากกรณีวเอาเงินของวัดที่ได้มาจากสหกรณ์ฯ คลองจั่น ที่นายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์ นำเงินที่สมาชิกนำมาฝาก มาซื้อตั๋ว มาลงทุน ยักยอกถ่ายเทไปให้วัดพระธรรมกาย จนมีมูลค่าความเสียหายที่เกี่ยวพันกับวัดประมาณ กว่า 2,900 -3,000 ล้านบาท จากมูลค่าเสียหายรวมที่ยักยอกไปมากกว่า 13,00 ล้านบาท

คดีนี้เกี่ยวพันกัน 2 เรื่องคือ 1.คณะกรรมการธุรกรรมของปปง.ไปพบว่า การกระทำความผิดของนายศุภชัย กับพวกมีการเปิดทางสาวกของพระทัตตชีโว และหลวงพ่อธัมมชโย นำเงินจากมูลนิธิไปซื้อหุ้น ไปลงทุนในตลาด หลักทรัพย์ เขาตรวจสอบพบว่า ผู้ที่นำเงินไปซื้อ เปิดบัญชีในนามของนางสาวรัชดาพรรณ อิทธิวรากร นำไปซื้อหุ้น LH BANK LH HMPRO AP และ QH เอาเงินวัดไปซื้อหุ้นก่อให้เกิดความเสี่ยง

กรณีที่ 2 ตรวจพบว่านางสาวอลิสา นำเงินไปซื้อที่ดินจากนายศุภชัย 8 แปลง มีการตรวจสอบพบว่ามีการผ่องถ่ายกันไปมาหลายรอบ จนนำมาสู่การอายัดทรัพย์ในรอบนี้ พร้อมดอกและผลที่เกิดขึ้น

คดีต่อมานายอนันต์ผู้ศรัทธาในพระพุทธศาสนาอภิมหา เศรษฐีระดับต้นๆของประเทศไทย โดนดีเอสไอแจ้งข้อหาความผิดตามมาตรา 5 มาตรา 9 ตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ต้องโทษจำคุกตามกฎหมายนี้ 1 -10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000 -200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ดีเอสไอพบว่า นายอนันต์ เข้าไปเชื่อมโยงการซื้อขายที่ดินกับนายศุภชัย ที่โดนคดีฉ้อโกงสหกรณ์ และต้องโทษจำคุกอยู่ในขณะนี้ 16 ปี โดยที่ศาลไม่ให้ประกันตัว ปรากฏว่า ดีเอสไอพบว่า นายอนันต์ เป็นคนกลาง ในการรับซื้อที่ดิน และสุดท้ายปลายทางก็นำมาขายต่อให้นายอนันต์ ในราคาที่ต่ำกว่าตลาด และสุดท้ายดีเอสไอพบว่า ไม่มีการซื้อขายกันจริง

ผลการสอบ สาวเส้นทางการเงินพบต้นตอตัวเลขแค่ 275 ล้านบาท ที่นายศุภชัย สั่งจ่ายเช็คหลายฉบับ รวม 275 ล้านบาท เอาไปซื้อหุ้นบริษัทเอ็มโฮม เอสพีวี2 จำกัด และซื้อที่ดินบริษัท 3 แปลง ที่คลองหลวง จากนั้นเอาที่ดิน 3 แปลงนี้ไปขายให้นายอนันต์ เพื่อนำเงินมาชำระหนี้ ทำสัญญากันที่สำนักงานที่ดินคลองหลวง มีเอกสารลงวันที่ 23 ธันวาคม 2554 หลังจากที่คณะกรรมการมีมติให้ดำเนินการเพียงแค่ 2 วัน ขายราคาไร่ละ 2 ล้านบาท ได้เงิน 93.7 ล้านบาท ขณะที่ราคาประเมินตอนนั้นตารางวาละ 15,000 บาท ราคาขายต่ำกว่าราคาประเมิน 3 เท่า แต่เมื่อสืบเส้นทางการเงินเหล่านี้ไม่ปรากฏว่ามีการจ่ายเงินในการซื้อหุ้น บริษัทเอ็มโฮมฯ แต่อย่างใด

ต่อมานายอนันต์ขายที่ดินแปลงนี้ให้บุคคลอื่น ในราคา 492 ล้านบาท และเอาเงินที่ได้จากการขายบริจาคให้แก่มูลนิธิคุณยายจันทร์ขนนกยูง ซึ่งมีพระธัมมชโยเป็นองค์อุปถัมภ์ จำนวน 303 ล้านบาท

ดีเอสไอตรวจสอบเส้นทางการเงินสาวเข้าในแบงก์ ดูเข้าไปในบัญชีในวันเดียวกันที่นายอนันต์ทำสัญญาซื้อขายกับนายศุภชัย จากการสอบพฤติกรรมแล้วก็เชื่อมโยงแล้ว ก็นำไปสู่การแจ้งข้อหานายอนันต์ร่วมสมคบในการฟอกเงินดังกล่าว

ชะตากรรมของนายอนันต์ ดอกแรกเมื่อเจอมรสุมนี้ เขาขาดคุณสมบัติจากการเป็นผู้บริหารของ LH BANK และนำมาซึ่งการลาออกจากกรรมการบริษัททุกตำแหน่งใน LH, HMPRO และ QH

เรื่องนี้จึงอ่อนไหว ถ้าหากว่ามีการตรวจสอบและพบว่า นายอนันต์ และธุรกิจ แลนด์ มีการเชื่อมโยง เป็นลูกโซ่ กับธุรกิจและเครือข่ายจากการฟอกเงินกับสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นและวัดพระธรรมกาย

อาณาจักรแลนด์แอนด์ เฮ้าส์ จะสั่นสะเทือนหรือไม่ ตอบได้เลยว่า ถ้าขื่อแปถูกลากลงมา จะสะเทือนไปถึงอาณาจักร และสะเทือนไปถึงธุรกิจที่อนันต์ อัศวโภคิน วางรากฐานไว้ในชั่วชีวิตของคนคนหนึ่งแน่นอน

เชือดคนดังพัวพัน 'สหกรณ์คลองจั่น' เจ้าพ่ออสังหาฯทิ้งเก้าอี้สู้คดี ดีเอสไอพบปมพิรุธสมคบฟอกเงิน - เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2560

วรลักษณ์ อโนทัยสินทวี รายงาน

มหากาพย์โกงสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นจำกัด ที่เดินหน้ามายาวนาน นำโดย นายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์ฯ ต้นเรื่องอันฉาวโฉ่ที่อยู่ระหว่างถูกคุมขังในเรือนจำกลางบางขวางนับเป็นหนึ่งในตัวละครหลักที่ถูกดำเนินคดีไปแล้วหลายคดี ส่วนหนึ่งของปัญหาสืบเนื่องจากการยักยอกฉ้อโกงสหกรณ์คลองจั่นเป็นที่ทราบกันว่ามีชื่อของบุคคลดังเข้าไปพัวพันหลายคนที่เป็นข่าวโด่งดังสุดคือกรณีวัดพระธรรมกายและพระธัมมชโย ที่มีชื่อเข้าไปเกี่ยวข้องกับการรับเช็คบริจาคจำนวนมหาศาลและอีกหนึ่งบุคคลดังที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เรียกตัวเข้าสอบเนื่องจากเข้าข่ายเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินโยงสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นฯ ก็คือ "อนันต์ อัศวโภคิน" เจ้าพ่ออสังหาริมทรัพย์ระดับประเทศ พ่วงศิษย์เอกวัดพระธรรมกาย

นายอนันต์ถูกตั้งข้อกล่าวหาฐานสมคบกันและร่วมกันฟอกเงิน ตามมาตรา 5 และ 9 ของ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินซึ่งเบื้องต้นเจ้าตัวเดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนก่อนนัดหมายพร้อมปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ขอเวลา 60 วันรวบรวมเอกสารหลักฐานประกอบการชี้แจง

เพียงแค่เริ่มต้นมีชื่อพัวพันคดีฟอกเงินก็ส่งผลให้นายอนันต์ต้องไขก๊อกลงจากตำแหน่งบริหารหลายบริษัท

ปฐมบทนำสู่มติให้ดำเนินคดีกับนายอนันต์มาจากการที่ดีเอสไอแกะรอยคดียักยอกทรัพย์ของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นฯ กระทั่งพบว่านายศุภชัยสั่งจ่ายเช็คหลายฉบับรวม 275 ล้านบาทไปซื้อหุ้นบริษัท เอ็ม-โฮมเอสพีวี 2 จำกัดและเป็นส่วนหนึ่งของค่าซื้อทรัพย์สินที่เป็นที่ดินของบริษัทจำนวน 3 แปลง ในจำนวนนี้เป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 31344 เนื้อที่ 46 ไร่ 3 งาน 56.2 ตารางวา ตั้งอยู่ที่ อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี บริเวณใกล้เคียงวัดพระธรรมกาย โดยเป็นการซื้อในนามสหกรณ์ฯ แต่นายศุภชัยส่งคนของตัวเองไปเป็นกรรมการบริษัทและมีหนังสือกำหนดให้อำนาจบริหารบริษัทอยู่ภายใต้การควบคุมของสหกรณ์ฯ ที่ตัวเองดูแลอยู่

ต่อมามีมติคณะกรรมการให้นำที่ดินดังกล่าวไปขายเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ โดยที่ดินผืนดังกล่าวได้ขายให้กับนายอนันต์ ประธานกรรมการบริหารบริษัทแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ฯ ในขณะนั้น ทั้งนี้เป็นที่น่าสังเกตคือมีการนำที่ดิน ไปขายต่อให้นายอนันต์ หลังมีมติให้ ขายเพียง 2 วัน (มีมติให้นำที่ดินไปขายวันที่ 21 ธ.ค. 54 ทำสัญญาซื้อขายให้นายอนันต์วันที่ 23 ธ.ค. 54) โดยขายไปในราคาไร่ละ 2 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 93,781,000 บาท ขณะที่ราคาประเมินขณะนั้นคิดตารางวาละ 15,000 บาท ดังนั้น ราคาที่ดินจะอยู่ที่ราว 281 ล้านบาท ราคาที่ขายไปจึงต่ำกว่าราคาประเมินถึง 3 เท่า นอกจากนี้ยังตรวจสอบไม่พบหลักฐานการจ่ายเงินให้กับบริษัท เอ็ม-โฮมฯ

หลังจากนั้นพบว่านายอนันต์ได้ขายที่ดินดังกล่าวไปให้กับบุคคลอื่นในราคาประมาณ 492 ล้านบาท เงินที่ได้ถูกนำไปบริจาคเข้ามูลนิธิคุณยายจันทร์ขนนกยูง ซึ่งมีพระธัมมชโยเป็นองค์อุปถัมภ์จำนวน 303 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ระหว่างการสืบสวนยังพบหลักฐานสำคัญว่านายศุภชัยทำหนังสือฉบับหนึ่งลงวันที่ 23 ธ.ค. 54 (วันเดียวกันกับการทำสัญญาซื้อขายที่ดินให้นายอนันต์) แสดงเจตนาถวายที่ดินดังกล่าวให้กับพระธัมมชโยโดยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินในชื่อนายอนันต์ ซึ่งพระธัมมชโยมอบหมายให้เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทน โดยมีแต่ลายมือชื่อของผู้อื่นในเอกสารขณะที่นายศุภชัยไม่ได้ลงชื่อ และไม่มีการดำเนินการตามหนังสือฉบับดังกล่าวโดยเป็นการดำเนินการผ่านการขายให้นายอนันต์แทน

พฤติกรรมดังกล่าวคณะพนักงานสอบ สวนมองว่าเข้าข่ายองค์ประกอบความผิดฐานฟอกเงินที่ดีเอสไอต้องเรียกนายอนันต์มาชี้แจงโดย พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ ยืนยันดีเอสไอมีหลักฐานพิสูจน์ชัดว่าเป็นการร่วมกันฟอกเงินโดยจะเร่งพิสูจน์เส้นทางการเงินว่ามีการซื้อขายและจ่ายเงินกันจริงหรือไม่เพราะอาจเป็นการทำสัญญาลวง อีกทั้งปัจจุบันที่ดินในความครอบครองของเอ็ม-โฮมเอสพีวี 2 อีกส่วนหนึ่งถูกขายต่อไปให้ นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ ซึ่งในชั้นสอบสวนพบว่าเป็นการอนุมัติซื้อขายโดยคณะกรรมการบริหารสหกรณ์คลองจั่นฯ ชุดใหม่

จะเห็นว่าเรื่องราวซ้อนกันอยู่ 2 เหตุการณ์คือ นายศุภชัยทำเอกสารยกที่ดินแปลงนั้นให้พระธัมมชโยโดยถ่ายโอนที่ดินให้กับนายอนันต์ ดังนั้นมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่านายอนันต์ถือครองทรัพย์สินแทนพระธัมมชโยและอีกประเด็นที่นายอนันต์จะต้องชี้แจงว่ามีการจ่ายเงินซื้อที่ดินกันจริงหรือไม่และถ้าจ่ายจริงเงินไหลไปที่ไหน

ด้านนายขจรศักดิ์ พุทธานุภาพ อัยการพิเศษฝ่ายการสอบสวน 3 ซึ่งทำงานร่วมกับดีเอสไอในการรวบรวมพยานหลักฐานคดีฟอกเงินสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นฯ เผยว่า พนักงานสอบสวนมีหลักฐานเป็นสัญญาซื้อขายที่ดินซึ่งพบพิรุธ ส่วนที่มีการทำสัญญาซื้อขายกับหนังสือบริจาคจะมีจริงหรือไม่ต้องรอผลสอบสวนก่อน โดยเฉพาะมีเจตนาใดจึงทำหนังสือ 2 ชุดพร้อมกัน

นายอนันต์เริ่มศรัทธาและเข้ามาวัดพระธรรมกายเมื่อปี 2538 โดยการชักชวนของคนใกล้ชิด บท บาทในวัดพระธรรมกายนายอนันต์เป็นทั้งศิษย์รักของพระธัมมชโยและเป็นหนึ่งในทีมเสนาธิการของวัดที่มีสิทธิเข้าร่วมประชุมสภาธรรมกาย และประชุมสำคัญ ๆ จึงไม่แปลกที่พระธัมมชโยจะเลือกให้ถือครองที่ดินแทน เส้นทางการทำผิดของนายอนันต์จะเชื่อมโยงไปถึงใครอีกดีเอสไอกำลังตรวจสอบอยู่เพราะคดีเกี่ยวกับการฟอกเงินสหกรณ์ฯ ถูกแยกย่อยออกเป็นหลายคดีปัจจุบันรวมแล้วกว่า 15 คดี

หลังจากนี้คงต้องจับตาว่านอกเหนือจากนายอนันต์แล้วจะมีบุคคลที่มีชื่อเสียงอีกกี่รายที่เข้าไปพัวพันกับการกระทำผิดของนายศุภชัยและสหกรณ์ดัง.

คอลัมน์ กวนน้ำให้ใส: ความจริงมีหนึ่งเดียวปัญหาสัมปทานคิงเพาเวอร์ - แนวหน้า ฉบับวันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2560

สารส้ม

คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ สปท. เสนอรายงานถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เรื่อง "การสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ และส่งเสริมให้เกิดคลังสินค้าทัณฑ์บนประเภทร้านค้าปลอดอากรให้แพร่หลายมากขึ้น"

ประเด็นพาดพิงถึงการบริหารงานของ ทอท.โดยตรง ข้อเสนอหลายประการ อาทิ เสนอปลดผู้อำนวยการ ทอท. คนปัจจุบัน และควรปรับเปลี่ยนคณะกรรมการ ทอท. เพื่อให้ผู้บริหารชุดใหม่ที่ได้รับการแต่งตั้งเข้าบริหารงาน เพื่อรักษาผลประโยชน์ของรัฐ เปิดเผยข้อมูลต่างๆ ที่ถูกปกปิด

เสนอยกเลิกสัญญากับกลุ่มบริษัทเอกชนที่ได้สัมปทานคิงเพาเวอร์ฯ เสนอบูรณาการและเชื่อมโยงข้อมูลทั้งของ ทอท. กรมศุลกากร และกรมสรรพากร เพื่อ ทอท. จะได้รับส่วนแบ่งอย่างครบถ้วน รัฐโดยกรมสรรพากรจะได้มีข้อมูลที่จะเรียกเก็บภาษีอากรอย่างถูกต้องและเป็นธรรม ขณะเดียวกัน กรมศุลกากรจะได้ใช้ข้อมูล เพื่อควบคุมป้องกันการลักลอบจำหน่ายสินค้า หนีภาษี ฯลฯ1.ปรากฏว่า ผู้บริหาร ทอท. ทยอยออกแจกแจงประเด็นต่างๆ โดยต่อเนื่อง

ล่าสุด ชี้แจงประเด็นการติดตั้ง Point Of Sale: POS ที่ถูกกล่าวหาว่า ทอท. ไม่มีระบบ POS ในการตรวจสอบข้อมูลรายได้ ทำให้เกิดการจัดเก็บรายได้ไม่ครบถ้วนนั้น

ทอท. ยืนยันว่า มีระบบบันทึกยอดขายสินค้า (Point of Sale : POS) เพื่อรับรู้รายการขายสินค้าในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) ตั้งแต่เปิดให้บริการในเดือนกันยายน 2549

นายศิโรตม์ ดวงรัตน์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ยืนยันว่า ระบบ POS ดังกล่าว เป็นระบบที่มีความน่าเชื่อถือ กล่าวคือ เป็น ระบบที่เครื่อง POS ต้องลงทะเบียนและได้รับการอนุมัติจากกรมสรรพากร และ ทอท. สามารถตรวจสอบข้อมูลการขายย้อนหลังได้ โดยข้อมูล การขายสินค้าจะเป็นข้อมูลชุดเดียวกับที่กรมสรรพากรใช้ในการตรวจสอบการชำระภาษี

คณะกรรมการและผู้บริหาร ทอท. ได้ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก ตามแนวนโยบายธรรมาภิบาลของรัฐบาลชุดปัจจุบัน จึงได้ปรับปรุงระบบ POS เพื่อรับรู้รายการขายสินค้าปลอดอากรของ บริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ ฟรี จำกัด (KPD) ให้เป็นแบบ Online Real-Time ครบทุกท่าอากาศยานที่อยู่ในความรับผิดชอบของ ทอท. เรียบร้อยแล้ว

โดยที่ ทสภ. ได้เริ่มใช้เมื่อเดือนพฤษภาคม 2559 ซึ่ง ทสภ. มั่นใจว่า ยอดขายที่บันทึกโดยระบบ POS ที่มีมาตั้งแต่เปิด ทสภ. เชื่อถือได้ โดยจะเห็นได้จากเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2559 สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ในฐานะหน่วยงานตรวจสอบได้มีหนังสือสอบถามถึงเหตุผลที่ข้อมูลยอดขายสินค้าปลอดอากรของ KPD จาก POS ระบบเดิมในระหว่างปี 2553-2558 ไม่ตรงกับของกรมศุลกากร ซึ่ง ทอท. ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงประเด็นดังกล่าวให้ สตง. ทราบเรียบร้อยแล้ว โดยเป็นที่ชัดเจนว่าเมื่อเปรียบเทียบข้อมูลบนบรรทัดฐานเดียวกัน ตัวเลขยอดขายจาก POS ระบบเดิมของ ทอท. ตรงกับตัวเลขยอดขายของกรมศุลกากรทุกประการ

"ระบบ POS เพื่อรับรู้และตรวจสอบรายการขายสินค้าปลอดอากรของ KPD ที่ได้ติดตั้งมาตั้งแต่ ทสภ. เปิดให้บริการในเดือนกันยายน 2549 ก่อนที่จะปรับปรุงเป็นระบบ Online Real-Time เสร็จสิ้นในเดือนพฤษภาคม 2559 เป็นระบบที่เชื่อถือและตรวจสอบได้ โดยได้ผ่านการตรวจสอบจากหน่วยงาน ตรวจสอบอย่างใกล้ชิดมาอย่างต่อเนื่อง"

2.ประเด็นนี้ ข้อมูลในรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ สปท. สรุปความว่า

ไม่ดำเนินการติดตั้ง Point Of Sale: POS และเชื่อมต่อข้อมูลการซื้อขายระหว่าง ทอท. กับบริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัด และบริษัท คิง เพาเวอร์ สุวรรณภูมิ จำกัด ทั้งๆ ที่ กำหนดไว้เป็นสาระสำคัญในสัญญา

ทั้งนี้ เพื่อใช้คิดส่วนแบ่งที่ ทอท. จะได้รับตามสัญญา ปรากฏว่า ตลอด 9 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่เริ่มสัญญา การเชื่อมต่อยังไม่ได้ดำเนินการ

โดย ทอท. คิดส่วนแบ่งจากยอดรายได้จากข้อมูลของบริษัทฯ เพียงฝ่ายเดียว

อาจจะทำให้ ทอท. ได้รับส่วนแบ่งไม่ครบถ้วนตามสัญญา อาจจะได้รับเพียงขั้นต่ำหรือมากกว่านั้นบ้าง ตามแต่ข้อมูลของบริษัทฯ มีผู้รู้ประมาณการจากจำนวนนักท่องเที่ยว และข้อมูลค่าใช้จ่าย ที่นักท่องเที่ยวซื้อสินค้าปลอดอากร และเมื่อเทียบเคียงกับงบการเงินของ บริษัทฯ แล้ว ประมาณการได้ว่า ทอท. อาจขาดรายได้จากส่วนแบ่งเฉพาะร้านค้าปลอดอากรในสนามบินไปกว่า 20,000 ล้านบาท ตลอดสัญญาที่ ดำเนินการมากว่า 9 ปี

3.ความจริง จะต้องมีหนึ่งเดียวระหว่างคำชี้แจงของ ทอท. กับรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ สปท. อันไหนคือความจริง?

งานนี้ จะต้องมีความจริงที่ชัดแจ้งที่ ทอท.ระบุว่า "ได้ปรับปรุงระบบ POS เพื่อรับรู้รายการขายสินค้าปลอดอากรของ บริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ ฟรี จำกัด (KPD) ให้เป็นแบบ Online Real-Time ครบทุกท่าอากาศยานที่อยู่ในความรับผิดชอบของ ทอท. เรียบร้อยแล้ว โดยที่ ทสภ. ได้เริ่มใช้เมื่อเดือนพฤษภาคม 2559"

แล้วมันแตกต่างจากก่อนหน้านั้น อย่างไร? ตามสัญญาสัมปทาน จะต้องติดตั้งระบบที่ใช้งานได้แบบนี้ มาตั้งแต่ต้น หรือไม่?

ประเด็นสำคัญ คือ ที่ผ่านมา การคำนวณส่วนแบ่งรายได้ของ ทอท. ได้คำนวณจากเปอร์เซ็นต์ของยอดขายของเอกชนคู่สัญญา ตามที่อ้างว่าติดตั้งระบบ POS ไว้ตั้งแต่ต้นนั้น เป็นอย่างไร?

หากมี ก็เพียงแต่เอาข้อเท็จจริงมาวางแบให้เห็นกันจะจะเครื่องที่ระบุไว้นั้น บอกว่าเอกชนคู่สัญญามียอดขายเท่าใด ในแต่ละวัน? รายงานเข้ามาจริงไหม? เป็นยังไง

ความจริง มีหนึ่งเดียว

คอลัมน์ ข่าวสั้น: จับอดีต รมว.บราซิลทุจริตสร้างสนามฟุตบอล - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2560

บราซิเลีย * เมื่อวันอังคารสื่อบราซิลรายงานว่าตำรวจเข้าจับกุมเอนริเก เอดูอาร์โด อัลเวส อดีตรัฐมนตรีกระทรวงท่องเที่ยว ในข้อหาคอร์รัปชันในการสร้างสนามฟุตบอลดัส ดูนัส อารีนา ที่เมืองนาตาลทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ ซึ่งใช้ในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2014 ที่บราซิลเป็นเจ้าภาพ ตำรวจระบุว่าการก่อ สร้างสนามฟุตบอลแห่งนี้ใช้งบก่อสร้างมากกว่าที่ใช้จริงไปถึง 35 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อัลเวสดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาลของประธานาธิบดีมิเชล เตแมร์ เพียงหนึ่งเดือน แต่ต้องลาออกไปหลังจากมีชื่อพัวพันกับคดีคอร์รัปชัน ขณะที่เตแมร์เองกำลังเสี่ยงที่จะถูกดำเนินคดีในข้อหาคอร์รัปชันเช่นกัน.