You are here

CG and corruptions News - 8 September 2017

จับ5โครงการนำร่องเข้าCoSTเพิ่มความโปร่งใสจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ - แนวหน้า

'พงศ์พร'หักรมต.ออมสินค้านเด้งเข้ากรุอ้างกระทบพระราชอำนาจปมตั้งผอ.พศ.ส่อบานปลาย - แนวหน้า

ลือหึ่งเด้งซี 11ศธ.เข้ากรุสำนักนายกฯ "ธีระเกียรติ" โยนนอกเหนืออำนาจ - ไทยรัฐ

ปปป.ลุยสอบโกดังข้าวเอกชน พิสูจน์คุณสมบัติ 'ร่วมประมูล' - กรุงเทพธุรกิจ

ตลท.สรุปวงเงินCMDFส่งกลต. 'ชัยวัฒน์-วรวรรณ' นั่งกรรมการตลาดฯ ต่ออีกวาระ - ข่าวหุ้น

Ample reason to put Stung Nam plans on hold QUESTIONS OF TRANSPARENCY AND ECONOMIC VIABILITY NEED TO BE RESOLVED BEFORE THAILAND FINALISES THE DEAL WITH CAMBODIA - THE NATION

SPECIALSCOOP: ศาลสั่ง'ทักษิณ-พวก'ชดใช้เงินหลวงแสนล้าน จี้'บิ๊กตู่'สั่ง จนท.ทวงคืน - ผู้จัดการรายวัน หน้า 13

คอลัมน์ แฉทุกวันทันเกมหุ้น: IFEC คนไร้หัว - ข่าวหุ้น

คอลัมน์ ขี่พายุ ทะลุฟ้า: ฟ้าใหม่ IFEC (ยัง)ไม่สดใส... - ข่าวหุ้น

แฉ 'ลูกชายดูเตร์เต' มีรอยสักแก๊งยา - คม ชัด ลึก

จับ5โครงการนำร่องเข้าCoSTเพิ่มความโปร่งใสจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ - แนวหน้า ฉบับวันที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2560

นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่ากระทรวงการคลังได้นำร่อง 5 โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ภาครัฐที่มีมูลค่าเกิน 1,000 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่ากว่า 5 หมื่นล้านบาท เข้าโครงการความโปร่งใสในการก่อสร้างภาครัฐของประเทศไทย (CoST) โดยสร้างกลไกและมาตรฐานของการเปิดเผยข้อมูล เพื่อเพิ่มความโปร่งใสในทุกๆ ขั้นตอน

การดำเนินการ CoST เป็นมาตรฐาน ของประเทศอังกฤษที่ธนาคารโลกแนะนำให้ประเทศไทยดำเนินการซึ่งขณะนี้มี 17 ประเทศในโลกนำร่องในโครงการนี้ถือว่าประเทศไทยมีความตื่นตัวเรื่องความโปร่งใส การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐอย่างมาก เป็นการสนับสนุนการทำสัญญาคุณธรรมที่ พ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้างใหม่ที่เริ่มใช้ในวันที่ 23 สิงหาคม 2560 ที่บังคับให้การจัดซื้อจัดจ้างต้องทำสัญญาคุณธรรมทั้งหมด

นายสมชัยกล่าวว่า ในส่วนของ CoST ที่จะใช้กับโครงการก่อสร้างภาครัฐ ในอนาคตอันใกล้นี้จะขยายไปที่โครงการก่อสร้างที่เกิน 100 ล้านบาท เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและลดการทุจริตเพิ่มมากขึ้นตามนโยบายของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา

"CoST เป็นการปฏิรูประบบการจัดซื้อ จัดจ้างครั้งสำคัญของประเทศ กรมบัญชีกลาง จึงพร้อมที่จะพัฒนาระบบการจัดซื้อจัดจ้าง ให้มีความโปร่งใส ทันสมัย เป็นธรรม และมีประสิทธิภาพเทียบเท่าสากล โดยหวังว่าจะช่วยเพิ่มศักยภาพในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้ก้าวหน้าต่อไป" นายสมชัยกล่าว

นางสาวสุทธิรัตน์ รัตนโชติ อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวว่าการนำระบบ CoST มาใช้ในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐจะเพิ่มความ โปร่งใสในทุกๆ ขั้นตอนที่เกี่ยวกับโครงการก่อสร้างภาครัฐ และเป็นการปฏิรูประบบ การจัดซื้อจัดจ้างครั้งสำคัญของประเทศ โดยมีโครงการนำร่องและได้รับการตรวจสอบ ข้อมูลโดยคณะทำงานตรวจสอบข้อมูลจำนวน 5 โครงการ ได้แก่ 1.โครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ปีงบประมาณ 2554-2560) ของบริษัทท่าอากาศยานไทย มูลค่า 16,655 ล้านบาท 2.โครงการทางพิเศษสายพระราม 3-ดาวคะนอง-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร ด้านตะวันตก ระยะทาง 18.7 กิโลเมตร ของการทางพิเศษ แห่งประเทศไทย มูลค่า 31,244 ล้านบาท 3.โครงการบรรเทาอุทกภัย อ.หาดใหญ่ (ระยะที่ 2) ของกรมชลประทาน กระทรวง เกษตรและสหกรณ์ วงเงิน 3,712.19 ล้านบาท 4.โครงการก่อสร้างทางวิ่งทางขับท่าอากาศยาน เบตง จ.ยะลา ของกรมท่าอากาศยาน กระทรวงคมนาคม วงเงินสัญญา 1,316.73 ล้านบาท และ 5.โครงการก่อสร้างอาคารสถาบันโรคผิวหนัง พร้อมรื้อถอนของ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข วงเงินสัญญา 947 ล้านบาท

คณะทำงานตรวจสอบข้อมูล ได้ดำเนินการตรวจสอบความครบถ้วนและถูกต้องของข้อมูลที่เปิดเผยตามแนวทาง CoST และจะรายงานผลการตรวจสอบข้อมูล ที่เปิดเผยต่อสาธารณะบนเว็บไซต์ CoST ของ กรมบัญชีกลาง ประมาณเดือนตุลาคม 2560

"การนำ CoST มาใช้ในการจัดซื้อ จัดจ้างกับหน่วยงานของรัฐเป็นเรื่องใหม่ ที่ยังไม่เคยมีการดำเนินการในประเทศไทยมาก่อน ทั้งการเปิดเผยข้อมูลโครงการก่อสร้างของหน่วยงานของรัฐ การกำหนดให้มีคณะทำงานตรวจสอบข้อมูลเพื่อ ตรวจสอบและแปลข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบที่ง่ายต่อการเข้าใจของประชาชนทั่วไป" อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าว

'พงศ์พร'หักรมต.ออมสินค้านเด้งเข้ากรุอ้างกระทบพระราชอำนาจปมตั้งผอ.พศ.ส่อบานปลายแฉถูกแบ่งงานดู5จว.ภาคใต้'วิษณุ'อ้างรู้ตัวคนคอยชักใย'ไพบูลย์'เตือนซ้ำรอย'ถวิล' - แนวหน้า ฉบับวันที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2560

"พงศ์พร" ของขึ้นส่งหนังสือไม่ยอมรับคำสั่งย้ายเข้ากรุฯผู้ตรวจฯ อ้างส่อขัดมติครม.และกระทบ พระราชอำนาจด้วย ระบุทำให้ราชการเสียหายร้ายแรง ขณะที่ "ออมสิน" โต้ลั่นมีอำนาจในฐานะเป็น ผู้บังคับบัญชาต้องทำตามคำสั่ง เผยปลัดสปน.เซ็น แบ่งงานให้รับผิดชอบเขตตรวจราชการ 8 ดู 5 จว. ชายแดนใต้ "วิษณุ" ยันทำได้ตามระเบียบราชการปกติ รู้ตัวคนเสี้ยมให้ทะเลาะกับพระคอยชักใยอยู่เบื้องหลัง "ไพบูลย์" โผล่จับพิรุธย้าย ขัดเหตุผลนายกฯบี้แก้ไข หวั่นซ้ำรอย "ถวิล"

หลังคณะรัฐมนตรี(ครม.)มีมติเมื่อวันที่ 29 สิงหาคมที่ผ่านมา อนุมัติให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.)รับโอนพ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนา แห่งชาติ (ผอ.พศ.) ไปเป็นผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี "พงศ์พร" โต้คำสั่งย้ายพ้นผอ.พศ.

เมื่อวันที่ 7 กันยายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ต.ท.พงศ์พรทำหนังสือ ในฐานะผอ.พศ.ส่งถึงนายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแล พศ.ลงวันที่ 6 กันยายน เรื่องการรับโอนและการให้ไปช่วยราชการ โดยมีความเห็นแย้งคำสั่งโยกย้ายจาก ตำแหน่งผอ.พศ.ไปเป็นผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรีว่า ตามที่นายออมสิน มีบันทึกข้อความลงวันที่ 5 กันยายน 2560 แต่งตั้งให้นายกนก แสนประเสริฐ รองผอ.พศ.รักษาราชการแทนผอ.พศ. หลัง ครม.มีมติให้รับโอนพ.ต.ท.พงศ์พร ไปเป็นผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี ทำให้พ.ต.ท.พงศ์พร ไม่อาจปฏิบัติราชการในตำแหน่ง ผอ.พศ.ได้ โดยเห็นว่า

ยังอยู่ในตำแหน่งจนกว่าโปรดเกล้าฯ

1.การรับโอนและการให้ไปช่วยราชการข้างต้นนั้น มิได้เป็นไปโดยความสมัครใจ

2.เมื่อมติครม.ให้พ้นจากตำแหน่ง นับตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ฉะนั้นยังอยู่ในตำแหน่งและมีอำนาจหน้าที่ในตำแหน่งจนกว่าจะเข้าเงื่อนไขดังกล่าว

3.การขอและการให้ยืมตัวไปช่วยราชการ อาจขัดมติครม.และกระทบพระราชอำนาจได้

4.การอนุมัติให้ยืมตัว พิจารณาเพียงว่าสำนักนายกรัฐมนตรีไม่เสียหาย แต่มิได้พิจารณาว่าพศ.ซึ่งไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงหรือทบวง ตามพ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 มาตรา 46) เสียหาย หรือไม่ อีกทั้งการให้ยืมตัวหัวหน้าส่วนราชการ ขณะที่มีรองหัวหน้าส่วนราชการซึ่งใกล้เกษียณเหลือเพียงนายเดียวน่าจะทำให้พศ. เสียหายได้

ย้ำคำสั่งไร้ผลทำให้งานเสียหาย

5.การอนุมัติให้ยืมตัวไปช่วยราชการ มิใช่กฎหมาย จึงไม่ทำให้พ้นจากตำแหน่ง และในความเป็นจริงยังปฏิบัติราชการในตำแหน่งได้ โดยมิต้องนั่งประจำที่พศ. ฉะนั้น การรักษาราชการแทนตามคำสั่งที่อ้างถึงจึงยังไม่เกิด เพราะเป็นไปโดยผลของกฎหมาย มิใช่การแต่งตั้งของ ผู้ใด นอกจากนี้ การแต่งตั้งตามคำสั่งที่อ้างไม่จำเป็นต้องทำ เนื่องจากขณะนี้พศ. มีรองผอ.พศ.เพียงคนเดียว ตามพ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 มาตรา 46 และ 6.การถือปฏิบัติตามคำสั่งที่อ้างถึงขณะนี้ ทำให้เกิดการปฏิบัติราชการโดยปราศจากอำนาจทางกฎหมาย ทำให้เสียหายแก่ราชการร้ายแรงได้ 7.การแจ้งให้ไปช่วยราชการ ยังมิได้กระทำโดยผู้บังคับบัญชาคือ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี

ในท้ายเอกสารพ.ต.ท.พงศ์พรยังแนบสำเนาหนังสือชี้แจง ที่ส่งถึงปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าจะไปช่วยราชการได้ต่อเมื่อผู้บังคับบัญชาต้นสังกัดมีคำสั่งให้ไปเท่านั้น เนื่องจากพศ.ไม่ได้สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือทบวง แต่อยู่ในบังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรี ตามพ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545 มาตรา 46

ปลัดสปน.แบ่งงาน5จว.ใต้ให้ดูแล

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ก่อนที่พ.ต.ท.พงศ์พรจะทำหนังสือแย้งคำสั่งโอนย้ายครั้งนี้ พบว่าวันเดียวกัน (6 กันยายน) นายจิรชัย มูลทองโร่ย ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ลงนามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 214/2560 ให้พ.ต.ท.พงศ์พร รักษาการ ในตำแหน่งผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี (ผู้ตรวจราชการกระทรวง) ตำแหน่งที่ 15 สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และในวันเดียวกัน นายจิรชัย ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 215/2560 มอบให้พ.ต.ท.พงศ์พร รับผิดชอบการตรวจราชการในเขตตรวจราชการที่ 8 ประกอบด้วย จ.สงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส มีผลตั้งแต่วันที่ 6 กันยายนเป็นต้นไป

'ออมสิน'ลั่นมีอำนาจ-ไม่รับคำสั่งไม่ได้

ด้านนายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวถึงกรณีพ.ต.ท.พงศ์พร ทำหนังสือแย้งคำสั่งถูกโอนย้ายให้เป็นผู้ตรวจราชการประจำสำนักนายกรัฐมนตรีว่า ทราบเรื่องจากข่าว แต่นายกฯมอบให้ตนกำกับดูแลงานพศ.แล้ว ดังนั้น ถือว่าตนเป็นผู้บังคับบัญชาของพ.ต.ท.พงศ์พร ทั้งหมดถือเป็นหน้าที่ของตนที่ต้องกำกับดูแลงานและความเรียบร้อยของพศ. ส่วนรายละเอียดในหนังสือแย้งของพ.ต.ท.พงศ์พรนั้น ขอไปดูให้ชัดเจนก่อน

ผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้าพ.ต.ท.พงศ์พรจะฝืนไม่รับคำสั่งผู้บังคับบัญชาได้หรือไม่ นายออมสินกล่าวว่า ไม่รับคำสั่งผู้บังคับบัญชาคงไม่ได้กระมัง แต่ตนยังมีตรงไหนที่ยังไม่ได้สั่งหรือไม่ก็ไม่แน่ใจ ขอไปดูหนังสือให้ชัดก่อน เพราะหนังสือที่มีไปนั้นเดิมเป็นเรื่องที่ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีทำหนังสือมาถึงเพื่อขอยืมตัวผอ.พศ.ไปปฏิบัติหน้าที่ ที่สปน.เป็นการชั่วคราว และตนในฐานะ ผู้บังคับบัญชาก็อนุมัติ แต่พ.ต.ท.พงศ์พรจะถือว่าตนยังไม่ได้สั่งให้เขาไปหรือไม่ ตนก็ไม่ทราบ

สปน.ขอดูกม.ปมแย้งมติโอนนั่งผู้ตรวจฯ

ขณะที่ นายจิรชัย มูลทองโร่ย ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวเรื่องนี้ว่า พ.ต.ท.พงศ์พรยังไม่ได้มารายงานตัวที่สปน. แต่ตนลงนามคำสั่งมอบหมายงานให้ ผู้ตรวจราชการประจำสำนักนายกฯใหม่ ให้รับผิดชอบเขตตรวจราชการเขต 8 ในพื้นที่ 5 จังหวัดคือ นราธิวาส ปัตตานี ยะลา สงขลา สตูล ซึ่งเดิมนายสุรศักดิ์ เรียงเครือ ผู้ตรวจราชการประจำสำนักนายกรัฐมนตรีดูแลตรวจราชการพื้นที่จังหวัดทั้ง 2 เขตคือ เขต 16 เชียงราย น่าน พะเยา แพร่ กับเขต 8 นราธิวาส ปัตตานี ยะลา สงขลา สตูล มานานกว่า 3 ปี ได้ขอถอดเขต ตรวจราชการออก 1 เขต จึงแบ่งงานให้ผู้ตรวจราชการที่มาใหม่รับผิดชอบเขต 8 ซึ่งว่างอยู่ เชื่อว่าไม่น่ามีปัญหา เพราะเขตดังกล่าวตนก็เคยรับผิดชอบ ส่วนที่พ.ต.ท.พงศ์พรมีหนังสือแย้งมายังสปน.ด้วยนั้น กำลังพิจารณาหารือในข้อกฎหมายอยู่

'วิษณุ'ย้ำอำนาจผู้บังคับบัญชา

ด้านนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการหรือการขอตัวให้ช่วยราชการ ไม่ต้องได้รับการยินยอม แต่เป็นเรื่องของ ผู้บังคับบัญชา ถ้าต้องการให้เกิดความละมุนละม่อม อาจสอบถามว่าพร้อม หรือไม่ แต่จะไปหรือไม่เป็นเรื่องของ ผู้บังคับบัญชา สำหรับกรณีนี้แบ่งเป็น 2 ประเด็นคือ ประเด็นแรก เป็นเรื่องการโยกย้ายต้องเสนอนายกรัฐมนตรี พิจารณานำขึ้นกราบบังคมทูลฯ แต่ระหว่างการ โปรดเกล้าฯแต่งตั้งอาจเกิดปัญหา จึงต้องหาคนเข้ามารักษาการ ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่อยู่ในตำแหน่งรองลงมาช่วยแก้ปัญหาไปก่อน เป็นวิธีปฏิบัติปกติของทางราชการ

เปลี่ยนผอ.พศ.เน้นประสานสิบทิศ

"ส่วนตัวยืนยันพ.ต.ท.พงศ์พรปฏิบัติหน้าที่ได้ดี ไม่มีปัญหา แต่เพื่อความเหมาะสมเห็นควรให้ไปปฏิบัติหน้าที่อย่างอื่นในขณะนี้ ขณะเดียวกัน พศ.มีภารกิจช่วยงานด้านพระพุทธศาสนา ในฐานะเลขาธิการมหาเถระสมาคม(มส.) ดังนั้น ผอ.พศ.ต้องเป็นที่ไว้เนื้อเชื่อใจร่วมงานกันได้ พร้อมมีหน้าที่ปราบทุจริต ซึ่งที่ผ่านมาพ.ต.ท.พงศ์พรทำได้ดีแล้ว โดยต้องเปลี่ยนรูปแบบเป็นการดูจากภายในไปสู่ภายนอก ตรวจสอบตั้งแต่คนในพศ. ไปถึงไวยาวัจกรตลอดจนชาวบ้าน"นายวิษณุกล่าว

และว่า ประเด็นที่สองคือ พศ.มีภารกิจร่วมจัดศาสนพิธีในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชกับ กรมศาสนา จึงเป็นสาเหตุให้นายมานัส ทารัตน์ใจ อธิบดีกรมการศาสนามาดำรงตำแหน่งผอ.พศ.คนใหม่ และตั้งใจให้รักษาการในตำแหน่งเดิมต่อไปด้วยจนกว่าเสร็จพระราชพิธี

อ้างมีภารกิจสะสางคดีอัลไพน์

นอกจากนี้ ยังมีกรณีที่พศ.สะสางคดีที่ดินอัลไพน์โดยมีธงในการทำงานไว้ให้ คือจะต้องไม่นิรโทษกรรมให้แก่คนที่ผิด เด็ดขาดและเยียวยาประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่ได้รับผลกระทบการซื้อและเช่าที่ดิน ทั้งที่ไปจำนองไว้กับธนาคาร จะต้องหาทางเยียวยาการออกกฎหมายอย่างที่มีการคิดจะทำอาจจะไม่ใช่คำตอบ ซึ่งผอ.พ.ศ.อธิบดีกรมการศาสนาจะต้องเข้ามาช่วยดู

พร้อมช่วยให้จบใน24ชั่วโมง

ส่วนกรณีตั้งนายกนก แสนประเสริฐ รองผอ.พศ. ที่จะเกษียณสิ้นเดือนกันยายนนี้ เป็นรักษาการฯแทนพ.ต.ท.พงศ์พรนั้น เนื่องจากนายกนกเชี่ยวชาญเรื่องรังวัดที่ดิน จะช่วยแก้ปัญหาที่ดินอัลไพน์ได้ดี และยังช่วยประสานงานกับคณะสงฆ์ได้ดี

"แต่ถ้าพ.ต.ท.พงศ์พรเห็นว่าคำสั่งโยกย้ายให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการยื่นอุทธรณ์ร้องเรียนได้ตามขั้นตอน ผมจะเข้าไปช่วยแก้ปัญหา ไม่เกิน 24 ชั่วโมง เรื่องจะต้องจบ โดยไม่ขอเปิดเผยถึงวิธีการ และไม่ขอวิจารณ์เนื้อหาหนังสือชี้แจงของหนังสือชี้แจงดังกล่าว"นายวิษณุกล่าว

รู้แล้วมีใครชักใยอยู่เบื้องหลัง

"การโอนย้าย พ.ต.ท.พงศ์พร ไม่ได้มีความผิด ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องของการเข้าไปตรวจสอบทุจริตเงินอุดหนุนวัด แต่มีคนพยายามที่จะทำให้เกี่ยวเพื่อให้พระทะเลาะกันเอง หรือพระทะเลาะกับรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลรู้หมดแล้วว่าใครคือคนที่อยู่เบื้องหลังกลไกเหล่านี้ ที่ย้ายเพราะจำเป็น ต้องให้ออกมาเพื่อแก้ปัญหาบางอย่าง" นายวิษณุ กล่าว

ไพบูลย์ชี้รวบรัดยังไม่โปรดเกล้าฯ

นายไพบูลย์ นิติตะวัน ประธานเครือข่ายประชาชนปฏิรูป และอดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)กล่าวถึงกรณี โยกย้ายพ.ต.ท.พงศ์พรไปเป็นผู้ตรวจราชการสำนักนายกฯ และมีคำสั่งแต่งตั้งให้นายกนก แสนประเสริฐ รองผอ.พศ. รักษาราชการแทนว่า คำสั่งดังกล่าวมีปัญหา เพราะอนุมัติให้ผอ.พศ.ไปช่วยงานราชการที่สปน.ตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม ทั้งที่ยังไม่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ส่งผลให้ผอ.พศ.ยังทำงานในตำแหน่งเดิมต่อไปได้

นอกจากนี้ ตนยังเห็นว่าคำสั่งจากสปน.ที่ให้รับผิดชอบเขตราชการ 8 นั้น ค่อนข้างรวบรัดรวดเร็วผิดปกติ อีกทั้ง แย้งกับสิ่งที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติให้สัมภาษณ์เหตุผลที่ย้ายผอ.พศ.ว่า เพื่อให้มาทำงานปฏิรูปศาสนา ซึ่งจะมาทำงานใกล้ตัว แต่จากคำสั่งกลับเป็นการย้ายให้ไปตรวจราชการ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำให้สังคมตั้งคำถามว่าการย้ายครั้งนี้ช่วยปฏิรูปศาสนาได้อย่างไร และมีสิ่งผิดปกติจากการย้ายครั้งนี้หรือไม่

จี้แก้ไขหวั่นซ้ำรอย'ถวิล'

"ในฐานะที่เคยส่งคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยกรณีน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องใช้อำนาจโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ไม่เป็นธรรมเป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลง จึงตั้งข้อสังเกตเปรียบเทียบกับการย้ายผอ.พศ.ครั้งนี้ เข้าใจว่าฝ่ายบริหารมีสิทธิทำได้ แต่ต้องคำนึงถึง กฎระเบียบและต้องมีธรรมาภิบาลด้วย จึงขอเรียกร้องไปรัฐบาลแก้ไขให้ถูกต้อง" นายไพบูลย์กล่าว

แจงปม'พงศ์พร'สบช่องร้องกพค.ได้

วันเดียวกัน นายวชิระ สงบพันธ์ ประธานคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) ชี้แจงขั้นตอนร้องทุกข์ต่อก.พ.ค.กรณีพ.ต.ท.พงศ์พรมีหนังสือโต้แย้งคำสั่งย้ายไปนั่งผู้ตรวจฯสำนักนายกฯว่า ต้องดูว่าผู้บังคับบัญชาที่ทำให้เกิดทุกข์ระดับใด ถ้าระดับปลัดหรือเทียบเท่า รัฐมนตรี นายกฯ ครม.อยู่ในอำนาจ ก.พ.ค. ทำเรื่องร้องทุกข์มาได้ แต่ถ้าระดับต่ำกว่าอธิบดีต้องไปร้องทุกข์กับอธิบดี กรณีนี้ถ้าผู้บังคับบัญชาเป็นรัฐมนตรีถือว่าอยู่ ในอำนาจก.พ.ค. ตามกฎก.พ.ค.ว่าด้วยการร้องทุกข์ฯ แต่ขณะนี้ยังไม่ยื่นเรื่องมา ตนอธิบายตามขั้นตอน แต่ถ้ายื่นมาต้องดู รายละเอียดมากกว่านี้

"เรื่องการขอและการให้ยืมตัวถ้ายังไม่มีคำสั่งย้ายขาดถือว่า พ.ต.ท.พงศ์พร ยังอยู่ที่เดิม แต่ถ้าขอและยืมตัวไปช่วยราชการ ต้องดูว่าทั้งหน่วยงานที่ให้และที่ขอขัดข้องหรือยินยอมหรือไม่ ถ้าทั้งสองหน่วยงานไม่ขัดข้องไม่มีปัญหา ถือเป็น การยินยอม ตามระบบราชการทำได้" นายวชิระกล่าวและว่า ส่วนที่มีการแบ่งงานให้พ.ต.ท.พงศ์พรดูแล 5 จังหวัดชายแดนใต้นั้น ปกติตำแหน่งผู้ตรวจฯประจำสำนักนายกฯจะแบ่งเขตว่าผู้ตรวจฯ แต่ละคนรับผิดชอบเขตไหน กรณีพ.ต.ท.พงศ์พรต้องดูว่าพื้นที่ดังกล่าวว่างอยู่หรือไม่ ทั้งนี้ ตนพูดในหลักการ แต่ต้องดูรายละเอียดก่อน

ลือหึ่งเด้งซี 11ศธ.เข้ากรุสำนักนายกฯ "ธีระเกียรติ" โยนนอกเหนืออำนาจ แฉร้องเรียนทุจริตสอบผอ.เขตพื้นที่ฯ - ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2560

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้มีกระแสข่าวลือว่าจะมีการปรับระดับ 11 ของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) อีกระลอก เนื่องจากจะมีผู้บริหารระดับ 11 ถูกโยกไปประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ด้วยสาเหตุจากปัญหาในการบริหารงานสมัยอดีต นอกจากนี้ยังมีข่าวว่าจะดึงบุคคลภายนอกจากมหาวิทยาลัยเข้ามารับตำแหน่งใน ศธ.ด้วยนั้น นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า การแต่งตั้งโยกย้ายระดับ 11 ในส่วนที่เป็นอำนาจของตนบอกตรงๆว่ายังไม่คิด ไม่ได้โกหก แต่ในอนาคตหากจะมีการโยกย้ายผู้บริหารระดับ 11 คงไม่ใช่อำนาจตน เพราะสิ่งที่อยู่ในอำนาจตนได้ดำเนินการไปแล้ว ส่วนที่เกินอำนาจเช่น ระดับ 11 คนไหนไปทำเรื่องอะไรไว้ก่อนหน้านี้ตนไม่ทราบ เพราะนายกฯเอาจริงเอาจังเรื่องนี้ และถ้าจะมีการย้าย ข้อมูลก็คงมาจากที่อื่นไม่ใช่ตน ส่วนการดึงบุคคลจากมหาวิทยาลัยเข้ามารับตำแหน่งนั้น ยอมรับว่ามีการเสนอรายชื่อมาเพราะแต่ละองค์กรหลักที่มีตำแหน่งว่างก็มีสิทธิ์เสนอและแนวทางการคัดเลือกมีหลากหลายรูปแบบ อย่างไรก็ตาม การนำคนนอกเข้ามาดำรงตำแหน่งต้องผ่านหลายขั้นตอน โดยตนเห็นว่าขณะนี้ ศธ.กำลังจะหมดบุคลากร โดยเฉพาะผู้บริหารระดับ 10 ทั้งหมดมีเพียง 25 คน ดังนั้นวิธีการคือ ต้องดันระดับ 9 ขึ้น 10 หรือนำบุคคลภายนอกเข้ามาดำรงตำแหน่ง แต่ในขณะนี้ยังไม่มีการตกลงอะไรกันทั้งสิ้น

“ที่ผ่านมาผมได้เสนอรายชื่อแต่งตั้งโยกย้ายระดับ 10 ลอตแรกให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาแล้ว แต่ยังไม่ได้มีการพิจารณา ดังนั้นกำลังคิดว่าอาจจะปรับเสนอรายชื่อให้ ครม.พิจารณาไปพร้อมกันทีเดียว โดยจะหารือร่วมกับ พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ และ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมช.ศธ. ด้วยว่าจะเสนอบุคคลใดบ้าง ยืนยันไม่มีการเมืองเกี่ยวข้อง เพราะตนไม่รู้จักใครเป็นการส่วนตัว” รมว.ศึกษาธิการกล่าวและว่า เรื่องนี้ไม่น่าสนใจเท่ากับเรื่องที่ตนได้รับการร้องเรียนการสอบคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (ผอ.สพท.) ที่มีตำแหน่งว่าง 110 ตำแหน่ง ขณะนี้อยู่ระหว่างสอบสัมภาษณ์ภาค ค. โดยจะต้องประกาศผู้ได้รับการคัดเลือกบรรจุแต่งตั้งภายในวันที่ 8 ก.ย. ว่าบางเขตพื้นที่มีเรื่องทุจริตเกิดขึ้น โดยพบมีการนำประวัติผู้สอบคัดเลือกมาแก้ไขคะแนน ซึ่งอยู่ระหว่างตรวจสอบ หากพบว่าการทุจริตจริงจะถูกสอบสวนทางวินัยทั้งกรรมการและผู้เข้าสอบที่ไปติดสินบน.

ปปป.ลุยสอบโกดังข้าวเอกชน พิสูจน์คุณสมบัติ 'ร่วมประมูล' - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2560

กรุงเทพธุรกิจ ตำรวจ ปปป. ลงพื้นที่กำแพงเพชร ลุยสอบโกดังข้าวเอกชนเป้าหมาย 11 แห่ง หาข้อเท็จจริงปมร้องเรียนทุจริตประมูลข้าวเน่า ก่อนนำข้อมูลเทียบเคียงกติกากรมการค้าต่างประเทศเพื่อชี้ถูก-ผิด ระบุสอบละเอียดยิบตั้งแต่ต้นทาง-แปรรูป จนถึงผู้รับซื้อ พบ 2 บริษัทเก็บข้าวต่างคุณสมบัติไว้ที่เดียวกัน ขณะที่อีกรายเครื่องจักรถูกเก็บคล้ายไม่ได้ใช้งานมานาน เล็งสุ่มตรวจซ้ำ 3 โกดังวันนี้

จากกรณีบริษัท ที พี เค เอทานอล จำกัด หนึ่งในผู้เข้าร่วมการประมูลข้าวเน่าในสต็อกของรัฐบาลที่ถูกตัดสิทธิ์ ได้ร้องเรียนต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมและกรณีพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่รัฐว่าส่อว่าจะเอื้อประโยชน์ให้เอกชนบางราย ได้สิทธิเข้าร่วมประมูลข้าวทั้งที่คุณสมบัติไม่ครบถ้วน

กระทั่งต่อมาสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มอบหมาย ให้ พล.ต.อ.เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(รอง ผบ.ตร.) เป็นประธานในการดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงตามที่มีการร้องเรียน

ล่าสุดวานนี้ (7 ก.ย.) พล.ต.ต.กมล เหรียญราชา ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับการทุจริตและประพฤติมิชอบ(ปปป.) ที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลเรื่องดังกล่าว ได้นำทีมพนักงานสอบสวนลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงที่โกดังข้าว 2 แห่ง ในจ.กำแพงเพชร โดยแห่งแรกคือบริษัท ที ซี เอส แป้งมัน อุตสาหกรรม จำกัด และบริษัท ซิโนไทย จำกัด ตั้งอยู่เลขที่ 199 ม.7 ต.แสนตอ อ.ขาณุวรลักษณ์บุรี ทั้ง 2 บริษัท มีนายวรพงษ์ ไชยศักดิ์ภากาศ เป็นผู้บริหาร

2บริษัทเก็บข้าวประมูลรวมกัน

เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบทั้งสถานที่ตั้งของเครื่องจักร โกดังเก็บสินค้าที่ได้จากการผลิต และในส่วนพื้นที่เก็บข้าวที่ได้จากการประมูล ซึ่งบริษัทชิโนไทย ประมูลข้าวสำหรับนำไปผลิตอาหารสัตว์ ครั้งที่ 1 ได้ข้าวประมาณ 7,000 ตัน และพื้นที่เก็บข้าวที่ไม่ใช่เพื่อการบริโภคของคนและสัตว์หรือเพื่อนำไปผลิตเป็นเอทานอล ของบริษัท ที ซี เอส ที่ชนะประมูลได้ในครั้งที่ 2 พบว่าเป็นพื้นที่เดียวกัน

นายวรพงษ์ ชี้แจงว่าการเก็บรักษาข้าวทั้ง 2 ชนิด ไม่มีการปะปนกัน เพราะข้าวสำหรับนำไปผลิตเป็นอาหารสัตว์ที่ได้จากการประมูลครั้งแรก ถูกนำไปผลิตจนหมดก่อนหน้าแล้ว

พบเครื่องจักรคล้ายถูกทิ้งร้าง

ในส่วนเครื่องจักร ที่เดิมบริษัท ที ซี เอส ใช้มันสำปะหลัง บดอัดเป็นผงแป้งสำหรับใช้ในอุตสาหกรรมผลิตเอทานอล เห็นว่าข้าวจะให้ผงแป้งที่เป็นเชื้อเอทานอลที่ดีกว่า

ซึ่งบริษัทได้จัดซื้อเครื่องจักรสำหรับ นำข้าวมาบดอัดเป็นผงแป้ง เพื่อเตรียมผลิตและส่งออก พร้อมกับการแจ้งเพิ่มชนิด การผลิต และได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (ร.ง.4) ก่อนการประมูลข้าวใน สต็อกของรัฐบาล ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในส่วนเครื่องจักรที่ใช้ผลิตอาหารสัตว์ถูกติดตั้งอยู่ห่างออกไป สภาพคล้ายถูกทิ้งร้างไม่ได้ใช้งานมาเป็นเวลานาน ซึ่งผู้บริหารกล่าวว่า เครื่องจักรดังกล่าวยังสามารถเดินเครื่องใช้งานได้ปกติ แต่หลังจากปริมาณข้าวเพื่อผลิตเป็นอาหารสัตว์ถูกใช้ผลิตจนหมด ก็ต้องหยุดมานานกว่า 1 สัปดาห์ ทำให้สภาพดูเหมือนเก่า ทรุดโทรม

แจงข้าวให้ความร้อนดีกว่าแกลบ

ขณะที่บ่ายวันเดียวกัน ตำรวจ ปปป.เดินทางไปตรวจสอบโกดังข้าวแห่งที่ 2 คือ บริษัท กำแพงเพชร ไบโอเพาเวอร์ จำกัด ในต.คลองขลุง มีนายโกสินทร์ จงพัฒนสมบัติ เป็นเจ้าของ ซึ่งชนะการประมูลข้าวสำหรับอุตสาหกรรมที่ไม่ใช่เพื่อการบริโภคของคนและสัตว์ 7,100 ตัน เพื่อนำมาผลิตกระแสไฟฟ้าขายให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ตั้งแต่ปลายเดือน ก.ค.2560 ซึ่งในวันที่ตำรวจ ปปป.เข้าตรวจสอบข้อเท็จจริง บริษัทได้นำข้าวที่ได้จากการประมูลนำไปใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าหมดแล้ว

นางชฎาพร จงพัฒนสมบัติ กรรมการบริษัท กล่าวว่าบริษัทจดทะเบียนในกิจการผลิตกระแสไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิต กำลัง 20 เมกะวัตต์ มีระยะเวลาสัญญา 20 ปี ด้วยเครื่องจักรที่สามารถใช้วัตถุดิบที่ หลากหลายชนิดในการนำมาเป็นเชื้อเพลิงในการเผาไหม้ โดยการใช้แกลบมีราคาตั้งแต่ 1,650 - 2,000 บาทต่อตัน เฉลี่ยต้นทุนกิโลกรัมละ 2 บาทกว่า ขณะที่ข้าว ที่ประมูลได้ เฉลี่ยต้นทุนกิโลกรัมละ 3.10 บาท อาจจะแพงกว่าแต่ให้พลังงานความร้อนที่คุ้มค่ากว่าแกลบ

ปปป.สอบละเอียดตลอดเส้นทาง

ด้าน พล.ต.ต.กมล กล่าวว่า การตรวจสอบทั้ง 3 บริษัทจาก 11 บริษัท จะทยอยตรวจสอบทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการประมูล ตั้งแต่การเสนอประมูล การยื่นซองที่จะมีเอกสารการจดทะเบียน ใบ ร.ง.4 ซึ่งระบุชนิดและกำลังของเครื่องจักร เอกสารทำสัญญาที่ใช้เมื่อชนะการประมูล จากนั้นจะตรวจสอบการขนย้าย การทำบัญชีที่จะแสดงรายการเคลื่อนย้ายข้าวระหว่างคลังสินค้ากับโกดัง หรือจากโกดังของบริษัทเพื่อนำไปผลิตสินค้า รวมถึงจำนวนผลิตภัณฑ์ ที่ได้รับ ลูกค้าที่รับซื้อ และการตรวจ ใบกำกับภาษี

ทั้งนี้ การตรวจสอบ 2 บริษัทแรกถือว่าอยู่ในขั้นการตรวจสอบ ยังไม่สามารถบอกได้ชัดเจนว่าการจดทะเบียนก่อตั้งบริษัทมีคุณสมบัติของผู้เข้าประมูลตรงเงื่อนไขของกรมการค้าต่างประเทศ เช่น ศักยภาพของกำลังการผลิต และนำข้าวที่ประมูลไปผลิตจริงหรือไม่ ซึ่งเบื้องต้น บริษัท ที ซี เอสฯ จดทะเบียนไว้ว่าเพื่อผลิตแป้ง แต่มีการจดทะเบียนเพิ่มเติม ซึ่งเอกสารที่มอบให้ กับเจ้าหน้าที่จะนำไปตรวจสอบกับกรมโรงงาน

รับโอนใบรง.4เมื่อเดือนมี.ค.60

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้บริหารบริษัท ที ซี เอส มอบเอกสาร ใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน(รง.4) ของบริษัท ท๊อป พรีเมี่ยม สตาร์ซ จำกัด ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่เดียวกับบริษัท ที ซี เอส มีรายการบันทึกการเปลี่ยนแปลง โดยขอรับโอนใบ รง.4 ตามมาตรา 21 จากบริษัท ท๊อป พรีเมี่ยม เป็น บริษัท ที ซี เอส ลงวันที่ 31 ต.ค.2559 โดยใช้ชื่อใหม่เป็น บริษัท ที ซี เอส แป้งมันอุตสาหกรรม จำกัด

รวมทั้งมีการขอรับโอนใบ รง.4 ตามมาตรา4 จากบริษัท ที ซี เอส เป็น บริษัท ชิโน-ไทย อะโกร โปรดักส์ จำกัด ลงวันที่ 13 มี.ค.2560 โดยใช้ชื่อใหม่ว่า บริษัท ชิโน-ไทย อะโกร โปรดักส์ จำกัด และขอเพิ่มประเภทหรือชนิดของโรงงาน เพื่อบด หรือ ป่น ข้าว กากมัน รำข้าว ข้าวโพด กากปาล์ม กากน้ำตาล ยอดกระถิน สำหรับผลิตอาหารสัตว์ อาหารสัตว์แบบเม็ด หรือใช้เป็นส่วนผสมของอาหารสัตว์ โดยใช้เครื่องจักรเดิมที่ได้รับอนุญาต 1,884.19 แรงม้า

เล็งเปิดวงจรปิดสอบย้อนหลัง

ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจ ปปป. ตั้งข้อสังเกตกับบริษัท ที ซี เอส. และบริษัท ชิโน-ไทย ที่ชนะการประมูลข้าว 2 ชนิดแต่ใช้พื้นที่เดียวกันในการเก็บรักษาข้าว อาจมีการปะปนของข้าวที่แตกต่างกัน แม้ผู้บริหารจะยืนยันว่ามีการนำข้าวที่ใช้ในการผลิตอาหารสัตว์จากการประมูลครั้งแรกหมดแล้ว แต่ก็จะต้องมีการตรวจสอบเอกสารการทำบัญชีการขนย้าย การตรวจสอบจากกล้องวงจรปิด เพื่อหาข้อเท็จจริงต่อไป

ทั้งนี้ การตรวจสอบยังไม่สามารถระบุได้ชัดว่า มีการทุจริต หรือมีการดำเนินการของเอกชนผิดเงื่อนไขกับกรมการค้าต่างประเทศหรือไม่ เนื่องจากการลงพื้นที่ครั้งนี้ถือเป็นการให้ถ้อยคำ และยื่นเอกสารจากฝ่ายเดียว ซึ่งต้องนำข้อมูลที่ได้ไปตรวจสอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกับกรมการค้าต่างประเทศ ในฐานะผู้พิจารณาคุณสมบัติผู้เข้าประมูล โดยเอกสารหลักฐานของทั้ง 3 บริษัท ยังไม่ครบถ้วน และจะทยอยยื่นให้ปปป.ในโอกาสต่อไป

ขณะเดียวกันในวันนี้ (8ก.ย.) ตำรวจปปป.จะสุ่มตรวจโกดังข้าวของรัฐ ใน จ.กำแพงเพชร อีก 3 ราย

บรรยายใต้ภาพ

ตรวจข้าว : พล.ต.อ.เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมคณะ เดินทางไปตรวจโกดังข้าวเอกชนที่ อ.เสาไห้ จ.สระบุรี ตามที่มีการร้องเรียน วานนี้ (7ก.ย.)

ตลท.สรุปวงเงินCMDFส่งกลต. 'ชัยวัฒน์-วรวรรณ' นั่งกรรมการตลาดฯ ต่ออีกวาระ - ข่าวหุ้น ฉบับวันที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2560

ตลาดฯ ส่งวงเงินตั้งกองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน หรือ CMDF ให้ก.ล.ต.แล้ว ก่อนให้คลังพิจารณา ล่าสุดวงเงินไม่ถึง 8 พันล้านบาท บอร์ด ก.ล.ต. แต่งตั้ง “ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์” และ “วรวรรณ ธาราภูมิ” เป็นกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯต่ออีกวาระ

นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ ตลท. เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้เสนอวงเงินตั้งต้นในการจัดตั้งกองทุนพัฒนาตลาดทุน (CMDF) รวมถึงการนำส่งกำไรรายปีให้กับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. แล้ว โดย ก.ล.ต.จะเป็นผู้สรุปตัวเลขเงินตั้งต้นกองทุนฯ ส่วนการนำส่งกำไรรายปีเข้ากองทุนจะอยู่ที่ 90% ของกำไรสุทธิหลังจากหักค่าใช้จ่ายการดำเนินงานต่อปี

"ขณะนี้ยังไม่สามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวเลขเงินตั้งต้นกองทุนได้ เพราะต้องรอให้ ก.ล.ต.เป็นผู้สรุป โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ จะทำรายละเอียดเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายต่างๆ และมีเงินเหลือเท่าไรที่จะนำไปเป็นเงินตั้งต้นกองทุน”

ด้านนายปริญญ์ พานิชภักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ซี แอล เอส เอ (ประเทศไทย) และกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ กล่าวว่า เงินตั้งต้นกองทุนจะไม่ถึง 8 พันล้านบาท ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ฯ ส่งเรื่องไปที่ ก.ล.ต.แล้ว แต่ต้องรอ ก.ล.ต.พิจารณา ซึ่งภายในสิ้นเดือนนี้ ก.ล.ต.จะประชุมร่วมอีกครั้ง ก่อนจะเสนอให้ทางกระทรวงการคลังพิจารณา

นางเกศรา กล่าวอีกว่า ตลท.เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสมาพันธ์ตลาดหลักทรัพย์โลก หรือ World Federation of Exchange ( WFE) ครั้งที่ 57 ระหว่างวันที่ 6-8 กันยายน ซึ่งมีผู้บริหารสูงสุดของตลาดหลักทรัพย์นานาชาติ และสำนักหักบัญชีจากทั่วโลกกว่า 300 คนเข้าร่วม โดยปีนี้การประชุมจะเน้นถึงบทบาทของตลาดหลักทรัพย์ในการเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และการให้ตลาดหลักทรัพย์เป็นผู้นำในการพัฒนาด้านความยั่งยืนให้ประเทศของตนเอง

ในการประชุมได้ย้ำถึงมาตรฐานของสำนักหักบัญชี ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อไม่เกิดปัญหาเรื่องการหักบัญชีเหมือนในยุโรป และอเมริกา โดยสำนักหักบัญชีต้องมีความเข้มงวดและโปร่งใส เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน

นอกจากนี้จะลงนามสัญญา (เอ็มโอยู) เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (ฟิวเจอร์ส) ระหว่าง ตลท.และตลาดหลักทรัพย์ออสโล ประเทศนอร์เวย์ ว่าจะมีแนวทางการบริหารจัดการอย่างไร หากนำของสดเข้ามาทำการซื้อขายล่วงหน้า เนื่องจากออสโลซื้อขายแซลมอนล่วงหน้าอยู่แล้ว รวมถึงการต่ออายุสัญญากับทางตลาดหลักทรัพย์จิตตะกอง ประเทศบังกลาเทศ

นางเกศรา กล่าวว่า ในช่วงปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ตลท.ได้จัดงานไทยแลนด์ โฟกัส จนถึงในขณะนี้พบว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนว่าการลงทุนจากต่างประเทศในกลุ่มภูมิภาค ไทยยังเป็นผู้นำ และหากเปรียบเทียบจากช่วงต้นปี ในช่วงครึ่งปีหลังนี้มีการปรับตัวที่อยู่ในระดับที่ดีพอสมควร

ทางด้านสำนักงาน ก.ล.ต. รายงานว่า คณะกรรมการ ก.ล.ต.ในการประชุมครั้งที่ 9/2560 เมื่อวันที่ 7 ก.ย. 60 มีมติแต่งตั้ง นายชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ และ นางวรวรรณ ธาราภูมิ เป็นกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยต่ออีกวาระหนึ่ง โดยมีวาระการดำรงตำแหน่ง 2 ปี ตั้งแต่วันที่ 28 ต.ค. 60 ถึง 27 ต.ค. 62

EDITORIAL: Ample reason to put Stung Nam plans on hold QUESTIONS OF TRANSPARENCY AND ECONOMIC VIABILITY NEED TO BE RESOLVED BEFORE THAILAND FINALISES THE DEAL WITH CAMBODIA - THE NATION Issued date 8 September 2017

The Prayut government appears to have learned an important lesson from the controversial Bt40-billion Stung Nam hydropower-water supply project. Just before Prime Minister Prayut Chan-o-cha was due to visit Cambodia on September 7, the project became controversial, with critics sharply questioning the feasibility and transparency of the scheme.

In addition, there appears to be a conflict within the Prayut administration regarding the scheme, which was originally proposed some time ago for Thailand to divert water resources from neighbouring Cambodia to ease a potential domestic shortage, especially for industrial and service-sector users in the eastern region. The Eastern Economic Corridor (EEC) special economic zone, which covers Rayong, Chon Buri and Chachoengsao provinces, is going to be a major user of fresh water.

The Stung Nam project includes a 24-MW hydropower dam in Cambodia costing an estimated Bt9 billion-Bt10 billion and a 200km pipeline to deliver 300 million cubic metres of fresh water annually across the border to the Thai province of Rayong. The water transport system - the pipeline - would require a fur-ther Bt30-billion investment.

The National Energy Policy Committee earlier ordered the Electricity Generating Authority of Thailand to negotiate details of a plan to buy electricity from Cambodia at the relatively high price of Bt10.75 per unit, while the water would be supplied free of charge.

However, Prayut temporarily suspended the Thai-Cambodian project earlier this week after the Agriculture and Cooperatives Ministry deemed in unnecessary, since Thailand would have enough fresh water to meet demand for the next 12 years. Besides the project's economic viability, crit-ics also questioned its transparency, especially with regard to competitive bidding to award large and lucrative contracts for construction and related services.

In terms of viability, the government needs to present a credible case for the Stung Nam project, especially regarding its massive water-diversion plan to ease a potential shortage in Thailand in coming years.In fact, water, electricity and other crucial components of the infrastructure for EEC investors need to be planned well into the future - beyond the 12-year timeline cited by the Agriculture Ministry, which is probably less famil-iar with rates of water consumption in non-agricultural sectors.

Once the demand side is clearly established, the government can make a sound decision as to whether the project is economically worthwhile in the long term, while the huge cost of building the long-distance water pipeline also needs to be reviewed.

Next, the government needs to ensure that the project is implemented with transparency to avoid accusations of corruption and undue favouritism. Open and competitive bidding is required to protect the public's interest and ensure taxpayers' money is wisely used to boost the country's long-term international competitiveness.

Buying fresh water from neighbouring countries is a good option to avoid domestic shortages. It is similar to buying electricity from Laos or Malaysia, of which Thailand has long been a customer. However, the infrastructure to support the transportation of fresh water across the Cambodian border appears to be more expensive than that for electricity purchases.

Still, it's not too late for the government to come clean in handling this project.

SPECIAL SCOOP: ศาลสั่ง'ทักษิณ-พวก'ชดใช้เงินหลวงแสนล้าน จี้'บิ๊กตู่'สั่ง จนท.ทวงคืน - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2560

คดีทุจริตคอร์รัปชันที่เกี่ยวข้องกับ 'ทักษิณ ชินวัตร และพวก' หลายคดี ศาลฯ ได้พิพากษาไปแล้ว และศาลฯ สั่งให้มีการยึดทรัพย์มูลค่านับแสนล้านบาท ถึงวันนี้ยังไม่มีอะไรคืบหน้า ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ แจงคดีผลประโยชน์ทับซ้อนและร่ำรวยผิดปกติ ที่ 'ทักษิณ' สั่งการเอื้อกลุ่มชินคอร์ป ยึดได้เฉพาะ 4.6 หมื่นล้านแล้ว ส่วนอีก 7.6 หมื่นล้าน ตั้งความหวัง 'รัฐบาลบิ๊กตู่' จัดการ สั่งเจ้าหน้าที่รัฐทวงคืน ใครไม่ดำเนินการเข้าข่ายผิดกฎหมายอาญา มาตรา 157

แม้ผลการสำรวจของสถาบันพระปกเกล้าร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และสำนักงานสถิติแห่งชาติ ในเรื่องความ เชื่อถือของนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่ปี 2545-2560 พบว่า นายกรัฐมนตรีที่ได้รับความเชื่อมั่นสูงสุดในช่วง 15 ปีที่ผ่านมาคือ นายทักษิณ ชินวัตร ได้รับความนิยมถึง 92.9 % ในปี 2546 แต่ลดลงมาเหลือ 77.2% ใน ปี 2549 ก่อนมีการรัฐประหารก็ตาม แต่ในความเป็นจริง นายทักษิณ ชินวัตร กลายเป็นบุคคลที่สังคมต้องเกาะติดข่าวสารตลอดมาในเรื่องของคดีความต่างๆ โดยเฉพาะคดีที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตคอร์รัปชัน

กระทั่งมาถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ก็มี ชะตากรรมไม่ต่างจากนายทักษิณ ต้องคดีทุจริตคอร์รัปชันในโครงการรับจำนำข้าวที่ทำให้รัฐเสียหายถึง 5.1 แสนล้านบาท และในเร็วๆ นี้ดูว่าจะมีนายพานทองแท้ ชินวัตร และนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ เข้าไปเกี่ยวข้องกับคดีคอร์รัปชันอื่นๆ อีกหรือไม่?

อย่างไรก็ดี คำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดีจำนำข้าว และระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ ที่มี นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ และนายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ จากพรรคเพื่อไทย และพวกรวม 28 คน ซึ่งศาลฯ ได้ตัดสินจำคุกนายบุญทรง 42 ปี และให้ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย แก่กระทรวงการคลัง 16,912,128,273.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตรา ร้อยละ 7.5 นับแต่วันที่รับมอบข้าว ตามสัญญาแต่ละฉบับ จำเลยอื่นให้รับผิดชดใช้ค่าเสียหายตามส่วนเช่นเดียวกัน

"ทุจริตจำนำข้าวแบบจีทูจี กระทรวงพาณิชย์ได้ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากบุคคลที่เกี่ยวข้องไปแล้ว ถือเป็นความรับผิดชอบโดยตรงที่จะปกป้องทวงคืนเงินที่สูญเสียกลับคืนรัฐ เพราะการทุจริตที่เกิดขึ้นและสำเร็จได้ต้องร่วมกัน 3 ฝ่ายที่ได้ประโยชน์ ทั้งนักการเมือง ข้าราชการ และพ่อค้า ซึ่งจริงๆ แล้วข้าราชการรู้ดีที่สุดว่ามีช่องทางหาประโยชน์ได้อย่างไร"

ขณะเดียวกันยังมีอีกหลายคดีที่ศาลฯ มีคำพิพากษาไปแล้ว แต่ดูเหมือนว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกลับนิ่งเฉยไม่ไปดำเนินการ ฟ้องร้องทวงเงินคืนให้กับรัฐ และถ้าไปตามดูคดีต่างๆ ที่ศาลฯ ตัดสินไปแล้วรัฐน่าจะได้เงินคืนมีมูลค่านับแสนล้านบาท

"จริงๆ ถ้ารัฐมอบให้หน่วยงานใดเป็นผู้ดำเนินการฟ้องร้อง ทวงคืนเงินที่มีการทุจริตและทำให้รัฐเสียหายกลับคืนมาได้เป็นเรื่อง ที่ดี อาจมอบให้ ป.ป.ช. อัยการสูงสุด หรือหน่วยงานที่เสียหายไปฟ้อง หรือจะตั้งหน่วยงานขึ้นมาใหม่ ทำหน้าที่ทวงเงินแผ่นดิน ก็เป็นเรื่อง ที่ดี"

แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล บอกว่า รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีนโยบายในการปราบทุจริตอยู่แล้ว และต้องการให้ฝ่ายการเมืองและผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานรัฐปฏิบัติตัวอยู่ใน กรอบความซื่อสัตย์ ไม่ทุจริตคอร์รัปชัน และมีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม พ.ศ....เรียกง่ายๆ ว่า กฎหมาย 4 ชั่วโคตร ที่จะนำมาใช้ควบคุมการทำงานต่อไป

"นักการเมือง และข้าราชการทุกคน กลัวต้องมาชดใช้ค่าเสียหาย มากๆ ตามยึดบ้าน ยึดทรัพย์สิน เงินทอง เพราะจะส่งผลให้ครอบครัว ลูกหลาน พวกเขาต้องเดือดร้อน ถ้ารัฐทำให้เห็นอย่างจริงจัง ว่าทรัพย์สินมีอยู่ตรงไหนตามยึดคืนให้หมดจะแก้ปัญหาทุจริตได้แน่"

นอกจากนี้ หากหน่วยงานใดที่เสียหายจากการทุจริต แต่ข้าราชการในสังกัดไม่ดำเนินการทวงคืน รัฐก็น่าจะดำเนินการเอาผิดตาม มาตรา 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปีถึง 10 ปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาท ถึงสองหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ก็จะทำให้หน่วยงานรัฐ ไม่เกียร์ว่างอีกต่อไป

สำหรับคดีทุจริตคอร์รัปชัน ที่ศาลฯ มีการตัดสินไปแล้วและรัฐ น่าจะมีการไปดำเนินการทวงคืนได้ เช่น

1. คดีทุจริตโครงการออกสลากเลขท้าย 2 ตัวและ 3 ตัวหรือ หวยบนดิน ที่มีผู้เกี่ยวข้องเป็นทั้งนักการเมืองและข้าราชการ ฝ่าฝืนกฎหมายที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ตาม พ.ร.บ.สำนักงานสลากกินแบ่ง พ.ศ. 2517 มาตรา 5 และมาตรา 9 กรณี คณะรัฐมนตรีและคณะกรรมการสลากฯ ให้นำรายได้ในการ ออกสลากพิเศษแบบเลขท้าย 2 ตัวและ 3 ตัวคืนสู่สังคมนั้นถือเป็น การฝ่าฝืนต่อ พ.ร.บ.เงินคงคลัง พ.ศ. 2491 มาตรา 4 และมาตรา 13 และ พ.ร.บ.สำนักงานสลาก พ.ศ. 2517 มาตรา 23 และ 27 ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตัดสินจำคุก และ ปรับอดีตรัฐมนตรีและข้าราชการหลายคน

โดย นายทักษิณ ชินวัตร ศาลฯ ออกหมายจับและมีการจำหน่ายคดีเฉพาะเป็นการชั่วคราว

นายวราเทพ รัตนากร อดีต รมช.คลัง, นายสมใจนึก เองตระกูล อดีตปลัดกระทรวงการคลังและประธานบอร์ดกองสลาก, นายชัยวัฒน์ พสกภักดี จำคุกคนละ 2 ปี และรอลงอาญา อีกทั้งออกหมายจับ อีก 4 คนที่ไม่มาฟังคำพิพากษา

สำหรับค่าเสียหายที่เกิดขึ้นในคดีหวยบนดิน ทั้งหมด 3.6 หมื่นล้าน แบ่งเป็นความเสียหายที่เกิดกับกระทรวงการคลัง เนื่องจาก เจ้าหน้าที่ไม่ได้หักภาษี ณ ที่จ่าย จากส่วนลดการจำหน่ายสลากพิเศษ 8,970 ล้านบาท และยังเกิดความเสียหายจากที่กระทรวงมหาดไทย ไม่ได้รับเป็นส่วนของภาษีตาม พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ. 2478 ที่ต้องชำระร้อยละ 10 ของราคาสลาก แต่หักไว้เพียงร้อยละ 0.5 รวมเป็นเงินค่า เสียหาย 12,792 ล้านบาท รวมทั้งความเสียหายที่กรุงเทพมหานครขาดรายได้จากภาษีท้องถิ่น ซึ่งต้องชำระร้อยละ 2.5 จากยอดที่ต้องเสียภาษี รวมเป็นเงิน 336,638 ล้านบาท

"ความเสียหายที่เกิดขึ้นก็เป็นเรื่องที่ กระทรวงการคลัง มหาดไทยและกรุงเทพมหานคร ต้องไปฟ้องร้องเพื่อเรียกค่าเสียหายคืนให้กับรัฐ"

2. คดีธนาคารกรุงไทยอนุมัติสินเชื่อให้บริษัทในเครือกฤษดามหานคร ศาลฯ ได้ตัดสินจำคุกผู้ที่เกี่ยวข้องคนละ 18 ปี และในส่วนของนายทักษิณ ชินวัตร ให้จำหน่ายคดีออกไปก่อนจนกว่าจะได้ตัวมาดำเนินคดี ส่วนความเสียหายที่เกิดขึ้น 1,185 ล้านบาท เป็นเรื่องที่ธนาคาร กรุงไทยต้องไปดำเนินการเรียกคืน

3. คดีที่ธนาคารส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (คดีเอ็กซิมแบงก์) เป็นคดีที่นายทักษิณ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152 และมาตรา 157 โครงการปล่อยกู้แก่รัฐบาลสหภาพพม่า จำนวน 4 พันล้านบาท ดอกเบี้ยร้อยละ 3/ปี ซึ่งต่ำกว่าราคาต้นทุน ของเอ็กซิมแบงก์ ในระยะเวลา 12 ปี โดยรัฐบาลต้องตั้งงบประมาณชดเชยผลขาดทุนให้แก่เอ็กซิมแบงก์ในระยะเวลา 12 ปี เป็นเงินรวม ทั้งสิ้น 670,436,201.25 บาท และการปล่อยกู้ครั้งนี้เพื่อหวังประโยชน์ทางธุรกิจในการสั่งซื้ออุปกรณ์จากบริษัท ชินแซทเทลไลท์ ซึ่งศาล ฎีกาฯ มีคำสั่งให้ออกหมายจับนายทักษิณและจำหน่ายคดีเฉพาะเป็นการชั่วคราว

"ตรงนี้กระทรวงการคลังหรือจะเป็นเอ็กซิมแบงก์ก็ได้ ต้องไปไล่ทวงคืนความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ต่ำกว่า 670 ล้านบาท"

4. คดีรับจำนำข้าว ที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ถูกข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 ประมวลกฎหมายอาญา ในฐานะนายกรัฐมนตรีจะต้องพิจารณายับยั้งโครงการตั้งแต่เริ่มรับทราบว่ามีการทุจริตในการดำเนินโครงการและความเสียหายต่างๆ จากการดำเนินโครงการ ซึ่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่ได้มาฟังการพิจารณาคดีและหลบหนีออกนอกประเทศ ศาลฯ ได้ออกหมายจับและเลื่อนมาฟังคำพิพากษาในวันที่ 27 กันยายนนี้ และปรับเงินประกัน 30 ล้านบาท ส่วนมูลค่าความเสียหายครั้งนี้อยู่ที่ 5.1 แสนล้านบาท

"เมื่อคดีถึงที่สุดและศาลฯ ตัดสินว่ายิ่งลักษณ์มีความผิดจริง ก็ต้องดำเนินการตามคำสั่งศาลต่อไป"

5. คดีผลประโยชน์ทับซ้อนและร่ำรวยผิดปกติ มีมูลค่าความ เสียหาย 76,000 ล้านบาท ซึ่งนางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ บอกว่า เป็นความเสียหายที่ระบุไว้ในท้ายคำพิพากษาของศาลในคดีนี้ ว่าเกิดความเสียหายจากคดีอาญา หรือจากการทุจริต จึงเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐที่จะต้องติดตาม นับตั้งแต่ปี พ.ศ 2555 จนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ICT หรือ DE รายใด หรือปลัดกระทรวงรายใดติดตามค่าเสียหายคืนให้กับรัฐ ซึ่งมีคดีที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

คดีทุจริตแก้ไขสัญญาปรับลดอัตราส่วนแบ่งรายได้โทรศัพท์ มือถือแบบจ่ายล่วงหน้า (Prepaid) ซึ่งนายทักษิณ ถูกกล่าวหามีส่วนในการแก้ไขสัญญาโทรศัพท์เคลื่อนที่ โดยปรับลดอัตราส่วนแบ่ง รายได้จากการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบใช้บัตรจ่ายเงิน ล่วงหน้า (Prepaid Card) ให้บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (AIS) มีผลให้ องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย (เปลี่ยนเป็น ทศท.คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ปัจจุบันเป็น ทีโอที จำกัด (มหาชน) ) สูญเสียรายได้ 70,872 ล้านบาท

คดีแก้ไขสัญญาโทรศัพท์เคลื่อนที่เพื่ออนุญาตให้ใช้เครือข่ายร่วม (Roaming) นายทักษิณ ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนในการแก้ไขสัญญาโทรศัพท์เคลื่อนที่เพื่ออนุญาตให้ใช้เครือข่ายร่วม (Roaming) ปรับ ลดอัตราค่าใช้เครือข่ายร่วมเป็นการเอื้อประโยชน์แก่บริษัทชินคอร์ปฯ และบริษัทเอไอเอส ซึ่งการแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาที่ให้บริษัทเอไอเอส เข้าไปใช้เครือข่ายร่วมผู้ให้บริการรายอื่นมีผลต่อการจ่ายเงินผลประโยชน์ที่บริษัท เอไอเอส ต้องจ่ายให้กับ บริษัท ทศท.และบริษัท กสท ซึ่งเป็นกิจการของรัฐ ไม่น้อยกว่า 1.8 หมื่นล้าน กลายเป็นบริษัทเอไอเอสจะได้รับผลประโยชน์ที่ไม่ต้องจ่ายเงินจำนวนดังกล่าว

"คดีนี้ ทศท.สูญเสียรายได้ 6,960 ล้านบาท กสท สูญเสียรายได้ 796 ล้านบาท"

คดีทุจริตแปลงสัมปทานมือถือดาวเทียม เป็นภาษีสรรพสามิต นายทักษิณ ถูกกล่าวหาว่าใช้อำนาจตำแหน่งนายกฯ ผ่านกระบวนการตรากฎหมายแก้ไขพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตโดยให้ลดอัตรา และยกเว้นภาษีสรรพสามิตสำหรับกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (AIS) จาก อัตราร้อยละ 50 เหลือร้อยละ 10 เป็นผลให้รัฐเสียหายถึง 6 หมื่น ล้านบาท

คดีเอื้อประโยชน์โครงการไอพีสตาร์ นายทักษิณ ถูกข้อหา ปฏิบัติหน้าที่และใช้อำนาจในตำแหน่งที่เอื้อประโยชน์ให้บริษัทไทยคม เป็นการอนุมัติโครงการดาวเทียม IP STAR โดยอนุมัติแก้ไขสัญญาสัมปทาน ครั้งที่ 5 วันที่ 27 ตุลาคม 2547 ลดสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัทชินคอร์ปฯ ในบริษัท ชินแซทเทลไลท์ ที่เป็นผู้ขออนุมัติสร้างและส่งดาวเทียมไทยคมและการอนุมัติให้ใช้เงินค่าสินไหมทดแทนของดาวเทียมไทยคม 3 จำนวน 6.7 ล้านเหรียญสหรัฐ ไปเช่าช่องสัญญาณต่างประเทศ ซึ่งเป็น การอนุมัติการดำเนินการอย่างผิดปกติ เป็นผลให้รัฐเสียหาย 1.6 หมื่นล้านบาทและเป็นการเอื้อประโยชน์กับบริษัทชินคอร์ปฯ และ ชินแซทฯ

กรณีการอนุมัติแก้ไขสัญญาสัมปทานโครงการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ (ฉบับที่ 5) คดีนี้ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีต รมว. ไอซีที ถูกข้อหาฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ตามมาตรา 157 ประมวลกฎหมายอาญา ได้อนุมัติให้แก้ไขสัญญาสัมปทานกิจการดาวเทียมภายในประเทศโดยเอื้อประโยชน์ให้กับ บริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท ชินแซทเทลไลท์ จำกัด (มหาชน) คดีนี้ศาลตัดสินให้จำคุก นพ.สุรพงษ์ 1 ปี และ นพ.สุรพงษ์ ก็ถูกจำคุกและได้รับการพักโทษเรียบร้อยแล้ว ส่วน นายไกรสร พรสุธี อดีตปลัดกระทรวงและนายไชยยันต์ พึ่งเกียรติ์ อดีตผู้อำนวยการสำนักกิจการอวกาศแห่งชาติ ศาลตัดสินจำคุกคนละ 1 ปี และปรับคนละ 2 หมื่นบาท ซึ่งโทษจำคุกศาลรอลงอาญาไว้มีกำหนดคนละ 5 ปี คดีนี้ทำให้เกิดความเสียหายแก่สำนักกิจการอวกาศแห่งชาติและทางราชการ

"ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ มีคำพิพากษายึดทรัพย์มูลค่า 4.6 หมื่นล้านบาท ให้ตกเป็นของแผ่นดิน เป็นหนึ่งในคดีร่ำรวยผิดปกติของนายทักษิณ ซึ่งคดียึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านได้ทำไปในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แต่มูลค่าความเสียหายอีกจำนวนกว่า 76,000 ล้านบาท เป็นหน้าที่ของหน่วยงานรัฐต้องไปติดตามเอาคืน และถ้านายกฯ ไม่สั่งการ พรรคประชาธิปัตย์ก็จะพิจารณาว่าจะดำเนินการฟ้องศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางต่อไปหรือไม่"

จากนี้ไปต้องจับตาดูว่า รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะดำเนินการทวงคืนเงินที่รัฐต้องสูญเสียไปจากการทุจริตคอร์รัปชัน ตามที่ศาลฯ มีคำพิพากษาให้บุคคลต้องชดใช้ค่าเสียหายในคดีต่างๆ ได้ หรือไม่? และหากรัฐทวงคืนได้จะมีเงินเข้าคลังไม่ต่ำกว่าแสนล้านเพื่อใช้ในการพัฒนาประเทศต่อไป !

คอลัมน์ แฉทุกวันทันเกมหุ้น: IFEC คนไร้หัว - ข่าวหุ้น ฉบับวันที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2560

คำสั่งของ ก.ล.ต. ฉบับที่ 79/2560 วันอังคารที่ 5 กันยายน 2560 กล่าวโทษ นายวิชัยถาวรวัฒนยงค์ ในฐานะประธานกรรมการ บริษัท อินเตอร์ ฟาร์อีสท์ เอ็นเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ IFEC ต่อกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (ปอศ.) กรณีกระทำโดยทุจริตโดยแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้เพื่อตนเองหรือบุคคลอื่น มีความชัดเจนในการใช้ภาษาชนิดที่...ไม่ต้อง "แปลไทยเป็นไทย" แบบที่เป็นมาส่วนใหญ่

ข้อความในประโยคกล่าวโทษที่ระบุว่า นายวิชัย...เจ้าของฉายา ศรีธนญ(วิ)ชัย....กระทำความผิดในระหว่างการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 2/2560 เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2560 และการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2560 เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2560 "...ในฐานะประธานกรรมการและประธานที่ประชุมทั้ง 2 ครั้ง ได้ดำเนินการให้ที่ประชุมเลือกตั้งกรรมการบริษัททดแทนตำแหน่งที่ว่างโดยใช้วิธีการลงคะแนนเสียงแบบสะสม (cumulative voting) ทั้งที่รู้ว่าข้อบังคับของบริษัทมิได้กำหนดให้สามารถกระทำได้..." เข้าข่าย"...เป็นการกระทำที่ตั้งใจกระทำผิดและได้รับประโยชน์จากผลการเลือกตั้งดังกล่าวซึ่งเข้าข่ายเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต เป็นเหตุให้บริษัทได้รับความเสียหาย หรือทำให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ตามมาตรา 89/7 และมาตรา 281/2 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ...."

คำกล่าวโทษของ ก.ล.ต. ซึ่งเป็นความผิดทางอาญา ทำให้ส่งเรื่องนายวิชัยต่อ ปอศ. เพื่อพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายต่อไปเพราะ ก.ล.ต. ใช้อำนาจฟ้องเองแบบ "ชงเอง ตบเอง" ไม่ได้ ....แต่ผลของคำกล่าวโทษ ทำให้นายวิชัยเข้าข่ายมีลักษณะขาดความน่าไว้วางใจในการเป็นกรรมการและผู้บริหารของบริษัทที่ออกหลักทรัพย์และบริษัทจดทะเบียนตามประกาศ ก.ล.ต.

นายวิชัยจึงมีคุณสมบัติต้องห้าม หรือขาดคุณสมบัติ ไม่สามารถเป็นกรรมการและผู้บริหารของ IFEC หรือบริษัทมหาชนจดทะเบียนที่ไหนได้อีก จนกว่าคดีจะถึงที่สุดคือ อัยการสั่งไม่ฟ้อง หรือ ศาลสั่งลงโทษเมื่อครบตามกระบวนการยุติธรรม

ช่วงจากนี้ไป ชื่อของนายวิชัยจึงหายไปจากสาระบบของIFEC ชั่วคราว จนกว่าจะพบกันอีก หรือ...ไม่พบกันอีกเลย

คำกล่าวโทษดังกล่าวของ ก.ล.ต. ถือเป็น "ไม้สุดท้าย" ที่จะทำให้ธุรกรรมที่คาราคาซังมานานกว่า 10 เดือนสามารถพบแสงสว่างปลายอุโมงค์ได้อีกครั้ง... ปิดตำนานคู่หูคู่โหด วิชัย-สิทธิชัยที่เกี่ยวกับธุรกรรมหวือหวานาน 3 ปีไปได้

แม้จะปิดไม่ทั้งหมดก็ตาม

ผู้ถือหุ้นและเจ้าหนี้ต่างพากันรับรู้ ความแสบสันต์ จากนิสัยดื้อรั้นและเล่ห์เพทุบายในการบริหารจัดการเพื่อยื้ออำนาจในองค์กรอย่าง IFEC ของนาย(หมอ)วิชัยนับแต่ปลายปี 2559 ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันกันอย่างดีเป็นรูปธรรม ตอกย้ำว่าฉายา ศรีธนญ(วิ)ชัย...ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย แต่เกิดจากฝีมือล้วนๆ

นับตั้งแต่ปฏิบัติการเข้าซื้อกิจการขายและเช่าเครื่องถ่ายเอกสารของอดีตบริษัทเครือสหกรุ๊ปเมื่อปี 2557 คู่หูวิชัย-สิทธิชัย มีส่วนสร้างสีสันจากสตอรี่ หุ้นพลังงานทางเลือกกับราคาหุ้น IFEC อย่างหวือหวา ชนิดแมงเม่าตราตรึงยาวนาน

โดยเฉพาะความแสบสันต์จากปฏิบัติการแอบขายหุ้นในมือแข่งกันทิ้งต่อเนื่องยาวนาน (ในลักษณะเข้าซื้อและขาย ทั้ง “ซื้อเช้า ขายบ่าย” หรือ “ซื้อบ่าย ขายเช้าพรุ่งนี้” สลับกันมาโดยตลอดปี2558-2559 ) ระหว่างหมอวิชัย กับ เสี่ยอ๋า นายสิทธิชัย พรทรัพย์อนันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร จนเหลือถือหุ้นรายละต่ำกว่า 5% ...

จนกระทั่งเสี่ยอ๋า ชิงตัดหน้าลาออกตัดช่องน้อยไปก่อนเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2559 เป็นปรากฏการณ์ “คนเก่าขายทิ้ง คนใหม่ดอดเก็บ” ของหุ้น IFEC เป็นตำนานสั้นๆ..เพราะ เสี่ยอ๋า ได้ขายหุ้นของตัวเองและพวก ออกให้กลุ่มทุน กลุ่มนายทวิช เตชะนาวากุล และลูก เกินกว่าสัดส่วน 10.21% กลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับหนึ่ง...

จากนั้นความชุลมุนวุ่นวายของสงครามแย่งชิงอำนาจในบอร์ดรูม ที่เต็มไปด้วยการใส่ความและเล่นเกมชักเย่อสารพัด ถูกนำมาใช้ต่อเนื่องอย่างพลิกแพลง และดำเนินไปท่ามกลางข่าวการเบี้ยวหนี้ตั๋วบี/อีและเงินกู้รูปแบบอื่นๆ เป็นวงเงินมากกว่า 8 พันล้านบาทกับบรรดาเจ้าหนี้ทั้งหลายแหล่

ที่กล่าวมานี้

สงครามส่วนตัวของหมอวิชัย ยังลุกลามไปถึงความเสียหายของผู้ถือหุ้นถูกละเลยเพราะหุ้นถูกห้ามการซื้อขายไม่สิ้นสุด จนถึงทุกวันนี้ และ.. ไม่มีใครรู้ว่าจะกลับมาซื้อขายตามปกติเมื่อใด เพราะงบการเงินของบริษัทที่ครั้งหนึ่งเคยสร้างนิทานเป็น "ธุรกิจแห่งอนาคต" นอกจากตัวเลขขาดทุนเละเทะเพราะ “เจ๊งบ๊ง” หมดจดทุกอย่าง ถูก ผู้สอบบัญชีไม่ยอม “แสดงความเห็น” หรือพูดง่ายๆ ...ไม่รับรองงบอีกด้วย

คำถามคือ เมื่อไม่มีหมอวิชัยเสียแล้ว เท่ากับจากนี้ไป บอร์ดของ IFEC ก็ไม่มี... กลายเป็น "คนไร้หัว" ที่ต้องเรียกประชุมวิสามัญหาบอร์ดบริษัทกันครั้งใหม่ ตามกติกา ...“ใครจะกล้าเข้ามา" รับเผือกร้อนต่อ

จะเป็นกลุ่มนายทวิช เตชะนาวากุล หรือกลุ่มไหน... ต้องติดตามด้วยใจระทึก

อิ อิ อิ

คอลัมน์ ขี่พายุ ทะลุฟ้า: ฟ้าใหม่ IFEC (ยัง)ไม่สดใส... - ข่าวหุ้น ฉบับวันที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2560

5 กันยายน 2560 ประหนึ่งว่า เป็นวันประกาศชัยชนะครั้งใหญ่ของผู้ถือหุ้นจำนวนมากที่รวมตัวกันขับไล่ “เม้ง” วิชัย ถาวรวัฒนยงค์ ให้พ้นไปจากบ้านหลังหนึ่งชื่อ IFEC

ก.ล.ต.ออกโรงเชือด “เม้ง” ด้วยการกล่าวโทษต่อปอศ. ฐานกระทำโดยทุจริตโดยแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้เพื่อตนเองหรือบุคคลอื่น

แน่นอนครับ...นั่นเพียงพอต่อการตะเพิด “เม้ง” ให้พ้นจากอำนาจ หรือหมดสภาพจากการเป็นกรรมการ และผู้บริหารของบริษัทฯในทันที!

แต่คำถามอยู่ที่ว่า ข้อเท็จจริงประการนี้ถือเป็นชัยชนะที่แท้จริงของผู้ถือหุ้นรายย่อยแล้วหรือไม่?

หรือแม้นว่า ท้ายที่สุด “เม้ง” ถูกยึดทรัพย์! หรือเลวร้ายถึงขั้นติดคุกติดตะราง! คำถามยังคงอยู่ที่ว่า

...วิกฤตการณ์ IFEC ที่มีรายย่อยร่วมชะตากรรมอยู่กว่า 2 หมื่น 7 พันชีวิตจะจบสิ้นลงได้จริงหรือเปล่า?

เดาว่าคงหาคำตอบได้ยาก...และคงต้องเผื่อใจด้วยว่า สิ่งที่เกิดขึ้นอาจเป็นแค่จุดเริ่มต้นของความวุ่นวาย และข้อพิพาทอื่นๆ อีกหลายประการที่กำลังจะตามมา!

แน่นอนว่าประเด็นที่สังคมชาวหุ้นกำลังจับจ้องอยู่ขณะนี้ คงหนีไม่พ้นเรื่องที่ว่า ใครจะขึ้นกุมบังเหียนเพื่อหยุดมหากาพย์ฉาว IFEC หลังจากนี้

และแน่นอนอีกว่า บุคคลที่รับฝากความหวังเพื่อให้เป็นคนคนนั้นมากที่สุดคงหนีไม่พ้น ทวิช เตชะนาวากุล

ปัจจุบันคือผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับหนึ่ง ด้วยการควักกระเป๋า 1.2 พันล้านบาทซื้อหุ้น IFEC มาราว 10% ช่วงก่อนหน้านี้

ทว่าสำหรับท่านที่สันทัดกรณี คงพอตีความหมายของสัญญาณที่ถูกส่งออกมาในเวลานี้ได้ว่า

...โอกาสที่ “ทวิช” จะขึ้นมารับภารกิจใหญ่หลวงซึ่งปนด้วยสารพัดความเสี่ยงครั้งนี้อาจเหลืออยู่ไม่มากสักเท่าไหร่นัก

“ผมจะเข้าไปหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าเข้าไปแล้วเป็นประโยชน์หรือไม่ คือ ไม่จำเป็น และไม่กล้าที่จะเสนอตัวเป็นวีรบุรุษ งานนี้เป็นงานใหญ่มากในการสรรหา มีกฎหมายที่แย้งกัน เป็นเรื่องปกติที่ผู้บริหารหรือผู้ถือหุ้นใหญ่เสนอสรรหาทีมงาน แต่ในการสรรหาทีมงานจะกลายเป็นโดนข้อหาในการครอบงำกิจการได้ ผมคิดว่าผู้มีส่วนได้เสีย ผู้ถือหุ้นใหญ่รายอื่นๆ ควรช่วยกันบริหาร ไม่ปล่อยให้อำนาจการบริหารอยู่ที่ผู้ใดผู้หนึ่ง ซึ่งจะค่อนข้างอันตราย”

นี่เป็นส่วนหนึ่งที่ “ทวิช” ได้กล่าวไว้นอกเหนือไปจากที่ได้กล่าวไว้เช่นเดียวกันว่า “สถานการณ์ของ IFEC เวลานี้ต่างกับเมื่อเดือนก.พ. เพราะขณะนั้นบริษัทฯยังมีศักยภาพ แต่ตอนนี้ความสามารถในการชำระแม้กระทั่งดอกเบี้ยยังลำบาก ใครก็ตามที่จะเข้าไปบริหารตอนนี้จะเจอกับปัญหาจำนวนมาก โดยเฉพาะเรื่องการปิดงบโดยที่ผู้สอบบัญชีไม่แสดงความเห็นว่าจะทำอย่างไร คงต้องมีการตรวจสอบอีกครั้งหนึ่งเพื่อความเป็นกลาง และมีการเซ็นรับรองงบได้”

ด้วยประสบการณ์ในการทำธุรกิจ และความสำเร็จที่มากมายจนแทบจะนับไม่ได้ของ “ทวิช” น่าจะเป็นตัวบ่งชี้ได้เป็นอย่างดีว่า งาน IFEC อาจมีความเสี่ยงมากเกินไป!

ส่วนจะเป็นเสี่ยงอะไร หรือเสี่ยงอย่างไรนั้น คงต้องขอรบกวนให้ท่านทั้งหลายลองจินตนาการกันเอาเองแล้วกันนะครับ

แค่วันนี้ “เม้ง” ได้จาก (ตำแหน่ง) ไปแล้ว แต่ได้ทิ้งมรดกอะไร และได้หยิบฉวยสิ่งใดติดตัวไปด้วย...ก็สุดจะหาคำตอบได้

ส่วนผู้ถือหุ้นใหญ่รายอื่นซึ่งก่อนหน้านี้เคยปรากฏเหตุการณ์ที่ทำให้เชื่อว่าได้ว่าเป็นทายาทอสูรของ “เม้ง”...ก็ยังอยู่

ขณะเดียวกัน การที่ก.ล.ต.ระบุไว้อย่างชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษรว่างานนี้อาจมีเช็คบิลอดีตผู้บริหารและกรรมการ...ก็ยังไม่ปรากฏชัดเจนว่าเป็นใคร

เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัย ซึ่งมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของ ทวิช เตชะนาวากุล เป็นแน่แท้

วันนี้ที่ “เม้ง” ไม่อยู่แล้ว...อาจไม่ได้หมายถึงมหากาพย์ฉาว IFEC จะจบสิ้นลงได้โดยง่าย!

บูรพา สงวนวงศ์ (เขียนแทน)

แฉ 'ลูกชายดูเตร์เต' มีรอยสักแก๊งยา - คม ชัด ลึก ฉบับวันที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2560

ในระหว่างที่คณะกรรมาธิการตรวจสอบเจ้าหน้าที่รัฐ ของวุฒิสภาฟิลิปปินส์ เปิดไต่สวนปฏิบัติการลอบขนยาบ้า 604 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 4 พันล้านบาท มาจากจีนเทียบท่าที่กรุงมะนิลาเมื่อเดือนพฤษภาคม โดยต้องสงสัยว่ากรมศุลกากรฟิลิปปินส์อาจมีส่วนทุจริต เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 7 กันยายน สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) อันโตนีโอ ตรียาเนส ได้พูดกล่าวหาอย่างน่าตกตะลึงว่า เปาโล ดูเตร์เต รองนายกเทศมนตรี เมืองดาเวา ซึ่งเป็นบุตรชายคนโต ของประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตร์เต เป็นสมาชิกแก๊งอาชญากรรมข้ามชาติที่ประกอบด้วย คนจากจีน ฮ่องกง และมาเก๊า ที่อยู่เบื้องหลังการลอบขนยามูลค่ามหาศาลครั้งนี้ด้วย โดยเขาอ้างว่าได้ข้อมูลจากต่างประเทศว่าบุตรชายประธานาธิบดีมีลายสักกลางหลังที่เป็นหลักฐานความเป็นสมาชิกและอาจพัวพันอาชญากรรม

เปาโล ได้เข้าร่วมให้ปากคำในครั้งนี้ด้วยหลังถูกพาดพิงกับการทุจริตที่ศุลกากร ยอมรับว่ามีลายสักกลางหลัง แต่ไม่ตอบว่า เป็นรูปคล้ายมังกรหลายสีหรือไม่ กล่าวเพียงว่าขอใช้ สิทธิ์ความเป็นส่วนตัว เมื่อถูกขอให้เปิดรอยสักให้ที่ประชุมได้ดู อีกฝ่ายก็ปฏิเสธอีกครั้งหนึ่ง จากนั้น ประธานคณะกรรมาธิการ ได้เตือนให้ระวังการล่วงละเมิดพยาน แต่ต่อมา ส.ว.คนเดียวกันได้เอ่ยถึงรอยสักอีกครั้งว่าหลักฐานความเป็นสมาชิกของแก๊งยาเสพติดข้ามชาติ คือรอยสักกับตัวเลขรหัสลับ ที่สำนักงานปราบปรามยาเสพติดสหรัฐ (ดีอีเอ) ถอดรหัสได้ และถามอีกฝ่ายว่าจะยอมให้ถ่ายรูปรอยสักและส่งไปให้ดีอีเอถอดรหัส เลขลับนั้นได้หรือไม่ ซึ่งเปาโลยืนยันว่า ไม่มีทาง

มานาเซส การ์ปีโอ บุตรเขยของประธานาธิบดี เป็นอีกคนที่ถูกกล่าวหาพัวพันการลอบขนยาเสพติดจากจีน แต่เขาปฏิเสธความเกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ ลูกชายและลูกเขยของดูเตร์เตซึ่งเป็นทนายความ ถูกกล่าวหาว่าอยู่ในกลุ่มที่เรียกกันว่า "ก๊วนดาเวา" ผู้กว้างขวาง ในกรมศุลกากร ใช้เส้นสายเปิดทางสะดวกขนสินค้าที่ศุลกากรแลกกับเงินตอบแทน ในวันเดียวกัน ส.ว.ตรียาเนสได้เผยภาพของนายเปาโลกับนักธุรกิจชาวจีน ชาร์ลี ตัน ที่ถูกกล่าวหาพัวพันการนำเข้ายาเสพติด และอีกรูปมีภาพของนายตันกับประธานาธิบดีดูเตร์เต ที่สะท้อนความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างนักธุรกิจรายนี้กับครอบครัวหมายเลขหนึ่ง ลูกชายและลูกเขยของดูเตร์เต ยอมรับว่าเป็นเพื่อนกับตัน แต่ปฏิเสธเกี่ยวข้องกับการขนยา ทั้งสองยังถูกซักถามเรื่องการเป็นเจ้าของบัญชีธนาคารเงินฝากหลายร้อยล้าน แต่ปฏิเสธให้ข้อมูล โดยอ้างว่า ไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่ไต่สวนอยู่

ประธานาธิบดีดูเตร์เต กล่าวหลายครั้งว่าจะลาออกหากพิสูจน์ได้ว่าคนในครอบครัวเกี่ยวข้องกับการทุจริต