You are here

CG and corruptions News - 9 January 2019

ยธ.พักโทษ 3 บิ๊กคดีกรุงไทย - ข่าวสด

สมาคมเปรียญ 9 ยื่นร้องทุจริต - ข่าวสด

คอลัมน์ ต่อต้านคอร์รัปชัน: ความหวังในปี 2562 - แนวหน้า

คมชัดลึก: เลือกใครมาปราบโกง - คม ชัด ลึก

คอลัมน์ กวนน้ำให้ใส: ทุจริตเงินเยียวยา - แนวหน้า

คอลัมน์ ข่าวลึก ปมลับ: เช็กบิล คดีจำนำข้าว ถึงคิวขุดรากถอนโคน – ผู้จัดการ

คอลัมน์ ทัศนะจากผู้อ่าน: ความเชื่อมั่นของ ปชช.ต่อ องค์กรป้องกัน-ปราบปรามการทุจริต (2) - กรุงเทพธุรกิจ

อดีตประธานนิสสันขึ้นศาลครั้งแรก - เดลินิวส์

คอลัมน์ ย่อโลก: กัวเตฯไล่ทีมยูเอ็นสอบโกง - ข่าวสด

สื่อแฉปักกิ่งช่วยรบ.นาจิบแลกลงทุนBRI - โพสต์ทูเดย์

ยธ.พักโทษ3บิ๊กคดีกรุงไทย - ข่าวสด ฉบับวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2562

เมื่อวันที่ 8 ม.ค. แหล่งข่าวระดับสูงกรมราชทัณฑ์ แจ้งว่า วันนี้พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกฯและรมว.ยุติธรรม ได้ลงนามคำสั่งพักการลงโทษ ผู้ต้องขังในคดีทุจริตกรุงไทย ปล่อยกู้ กฤษดามหานคร 3 ราย ประกอบด้วย ร.ท.สุชาย เชาว์วิศิษฐ อดีตประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงไทย นายวิโรจน์ นวลแข อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย และนายมัชฌิมา กุญชร ณ อยุธยา อดีตกรรมการบอร์ดกรุงไทย โดยศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้พิพากษาจำคุกคนละ 18 ปี เมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2558 รวมเวลาต้องโทษกว่า 3 ปี

แหล่งข่าวกล่าวว่า อนุกรรมการพักการลงโทษกรมราชทัณฑ์ ได้พิจารณาเมื่อวันที่ 30 พ.ย.2561 ซึ่งหลักเกณฑ์พักโทษเข้าข่ายผู้ต้องขังสูงอายุ อีกทั้งนายวิโรจน์ มีปัญหาสุขภาพด้านสายตา และร่างกาย โดยคณะกรรมการพักโทษ ได้เสนอให้รมว.ยุติธรรม พิจารณา ซึ่งได้เห็นชอบเมื่อวันที่ 25 ธ.ค.2561 และส่งเรื่องไปยังกรมราชทัณฑ์ ซึ่งทั้ง 3 คนได้รับการปล่อยตัวออกจาก เรือนจำกลางคลองเปรมในวันนี้ อย่างไรก็ตามหลังจากนี้ ทั้ง 3 คน ต้องรายงานตัวกับพนักงานคุมประพฤติตามขั้นตอน

สมาคมเปรียญ 9 ยื่นร้องทุจริต - ข่าวสด ฉบับวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2562

นายพล ชีพทีฆ์ ทนายความ สมาคมเปรียญธรรม 9 ประโยค (สป.9) พร้อมด้วยนายรักสยาม นามานุภาพ นายกสมาคม ได้เข้ายื่นหนังสือถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผ่านทางศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ฯ ขอให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และนายสุนทรา พลไตร ผอ.ศูนย์ข้อมูลคดีและมาตรการพิเศษทางกฎหมาย สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กล่าวโทษอดีตพระพรหมดิลก (เอื้อน หาสธัมโม) อดีตกรรมการมหาเถรสมาคม อดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยา และนายแก้ว ชิดตะขบ อดีต ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดอ่างทอง เป็นเหตุให้ผู้เสียหายถูกฟ้องร้องดำเนินคดี และต้องสละสมณเพศ เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล

นายรักสยาม กล่าวว่า ตามที่สมาคมตั้งคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมทั้งได้รับหลักฐานใหม่จากพระเถระชั้นผู้ใหญ่ พบว่า พ.ต.ท.พงศ์พร น่าจะไม่ใช่ผู้เสียหายในคดี ที่มีการแจ้งความดำเนินคดีการฟอกเงิน ใช้งบประมาณผิดประเภท กับวัดสัมพันธวงศ์ และวัดสามพระยา ในงบประมาณสนับสนุนการศึกษาพระปริยัติธรรม ประจำปี งบประมาณ 2557 เพราะงบฯนี้ มีวัดได้รับงบฯ 9 วัด รวม 72 ล้านบาท แต่ 7 วัดที่เหลือ ซึ่งมีคุณสมบัติเหมือนกับวัดสามพระยาและวัดสัมพันธวงศ์ คือ ไม่มีโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา แต่ทางวัดก็จัดการเรียนการสอนพระปริยัติธรรมแผนกธรรม-บาลี ซึ่งสำนักพุทธฯ กลับไม่ได้กล่าวโทษ ดังนั้นเมื่อ 7 วัดที่เหลือไม่ผิด เจ้าอาวาสวัดสามพระยาและพวกจึงน่าจะไม่มีความผิด และต้องไม่ถูกดำเนินคดีด้วย แต่กลับเลือกปฏิบัติโดยไม่เท่าเทียมกัน อาจจะเข้าข่ายความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต เป็นเหตุให้เสียหายแก่บุคคลอื่นได้ จึงขอเรียกร้องให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของ พ.ต.ท.พงศ์พร และพวก หากพบว่ามีมูลก็ขอให้ดำเนินคดีตามกฎหมายถึงที่สุด

นายรักสยาม กล่าวต่อว่า สมาคมเป็นผู้ได้รับความเสียหายโดยตรง เพราะนายแก้วเป็นอุปนายกสมาคม และอดีตพระพรหมดิลก เป็นสมาชิกของสมาคม จึงเป็นผู้มีสิทธิ์ได้รับการคุ้มครองจากทางสมาคม ทางสมาคมจึงได้ออกมาเรียกร้องเรื่องดังกล่าวต่อนายกรัฐมนตรี

นอกจากนี้ สมาคมจะนำเอกสาร ข้อมูล หลักฐานทั้งหมด ทำหนังสือกราบทูลสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ด้วย ส่วนสาเหตุที่เพิ่งออกมานั้น เพราะต้องรวบรวมข้อมูลหลักฐาน จนได้ หลักฐานชิ้นสำคัญคือ รายชื่อวัดที่ได้รับงบประมาณสนับสนุนการศึกษาพระปริยัติธรรม ประจำปีงบประมาณ 2557

คอลัมน์ ต่อต้านคอร์รัปชัน: ความหวังในปี 2562 - แนวหน้า ฉบับวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2562

รศ.ดร.ต่อตระกูล ยมนาค และดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค

สวัสดีปีใหม่ผู้อ่านทุกท่านครับ วันนี้หลายท่านอาจจะยัง พักผ่อนในวันหยุดอยู่ แต่หลายท่านกำลังเดินทางกลับจากการท่องเที่ยวเพื่อเริ่มงานต่อในปีใหม่นี้ ก็ขอให้ทุกท่าน พักผ่อนให้เต็มที่และเดินทางอย่างมีสติ เพื่อเริ่มต้นปีใหม่อย่างมีความสุขและปลอดภัยนะครับ

ปีที่ผ่านมาเราได้พบเจอเรื่องราวการคอร์รัปชันทั้งที่สร้างความหวังและความสิ้นหวังให้กับสังคมหลายกรณี ผมจึงจะขอทบทวนเรื่องราวเด่นๆ ที่สร้างผลกระทบกับสังคมไทยในรอบปีที่ผ่านมานะครับ

ปี 2561 เปิดมาด้วยเรื่องราวการทุจริตในภาครัฐที่กลับสร้างความหวังให้กับสังคมอย่างมาก นั่นคือกรณีเปิดโปงโกงเงินคนจน โดย น้องแบมและน้องเกม หรือ น.ส.ปณิดา ยศปัญญา และ น.ส.ณัฐกานต์ หมื่นพล สองนิสิตคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาพัฒนาชุมชน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ที่เข้าฝึกงานในศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัดขอนแก่น แล้วพบว่ามีการปลอมแปลงเอกสารเพื่อยักยอกเงินช่วยเหลือคนไร้ที่พึ่งโดยผู้อำนวยการและ เจ้าหน้าที่ศูนย์ จึงได้ร่วมกันเปิดโปงกระบวนการทุจริตดังกล่าวด้วยความกล้าหาญ จนนำไปสู่การขยายผลตรวจสอบทั้งในจังหวัดขอนแก่น และจังหวัดอื่นทั่วประเทศ รวม 37 ศูนย์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับงบประมาณนับพันล้านบาท

เหตุการณ์นี้เป็นปรากฏการณ์ใหม่ในสังคมไทย เนื่องจากผู้ที่ออกมาเปิดโปง ไม่ใช่คนดังมีชื่อเสียง แต่เป็นนิสิตมหาวิทยาลัยสองคน แต่ด้วยการสนับสนุนของกลุ่มประชาสังคมที่ทำงานต่อต้านคอร์รัปชันอย่าง ปฏิบัติการหมาเฝ้าบ้านขององค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) และความสนใจของประชาชนจำนวนมากที่ทำให้เสียงเบาๆ ของนิสิตทั้งสองคนกลายเป็นเสียงที่ดัง สั่นสะเทือนไปถึงนายกรัฐมนตรีต้องออกมาชี้แจงและแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน เป็นตัวอย่างให้คนไทยคนอื่นๆ ได้เห็นว่าต่อจากนี้ เรามีวิธีขยายเสียงเพื่อดึงอำนาจกลับมาสู่ประชาชนแล้ว

หลังจากกรณีเปิดโปงเงินคนจนไม่นานในช่วงเดือนมีนาคม ก็มีการเปิดเผยเรื่องการทุจริตที่น่าสลดอย่างมาก คือการยักยอกเงินจากกองทุนเสมาพัฒนาชีวิต เพื่อช่วยเหลือ กลุ่มเด็กตกเขียว หรือ เด็กหญิงในภาคเหนือที่ยากจน เสี่ยงต่อการล่อลวงไปค้าประเวณี ให้อยู่ในระบบการศึกษาต่อระดับวิชาชีพ ที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) พบความผิดปกติ ในการโอนเงินกองทุน จนตรวจสอบพบว่า นางรจนา สินที ข้าราชการระดับสูงในกระทรวงศึกษาธิการ ได้ทำการยักยอกเงินมาตลอดหลายปีเป็นเงินเกือบร้อยล้านบาท

ที่กล่าวว่าเป็นเรื่องน่าสลดอย่างมาก ก็เพราะการทุจริตนี้ ไม่ใช่เพียงเป็นการสูญเสียงบประมาณแผ่นดินไปเท่านั้น แต่ส่งผลต่อชีวิตของเยาวชนไทยอย่างรุนแรง มีเด็กจำนวนมากที่ไม่ได้รับทุน ต้องกู้หนี้นอกระบบมาจ่ายค่าเล่าเรียน ทำให้สถานการณ์ครอบครัวยากลำบากมากกว่าเดิม และเด็กบางคน ต้องหลุดจากระบบการศึกษาไป สะท้อนความไร้คุณธรรม ศีลธรรม และจริยธรรมของคนโกงอย่างชัดเจน

หลังจากเรื่องนี้จบไปไม่นาน ก็มีการเปิดโปงเรื่องการทุจริตที่เกี่ยวข้องกับเด็กนักเรียนอีก ครั้งนี้เกี่ยวกับสุขภาวะของเด็ก คือการทุจริตอาหารกลางวันโรงเรียน โดยเรื่องนี้เริ่มจากกลุ่มผู้ปกครองของนักเรียนในโรงเรียนแห่งหนึ่งที่รวมตัวกันประท้วงผู้บริหารโรงเรียน ว่าให้นักเรียนกินขนมจีนราดน้ำปลาเป็นอาหารกลางวัน ทั้งๆ ที่ได้รับงบประมาณเพียงพอ เมื่อปฏิบัติการหมาเฝ้าบ้าน สำนักข่าวอิศรา และเพจต้องแฉรับทราบข่าวนี้ จึงได้ไปสืบหาข้อมูลและได้พบว่ามีโรงเรียนอื่นอีกหลายแห่งที่ทำเช่นเดียวกันนี้ นำไปสู่การสอบสวนของ ป.ป.ช. และชี้มูลความผิดผู้บริหารโรงเรียน 7 แห่งใน ฐานทุจริตเงินค่าอาหารกลางวันเด็กนักเรียน และบางกรณียังทุจริตนมโรงเรียนด้วย

กรณีเช่นนี้แสดงให้เห็นว่าความโลภของคนโกงเหล่านี้ สามารถบดบังจิตสำนึกที่เคยได้รับการปลูกฝังมาเป็นเวลานานได้ เพราะคนโกงเหล่านี้ล้วนเป็นครูทั้งสิ้น ผ่านการปลูกฝังจิตสำนึกที่ดีอย่างเข้มข้นเพื่อให้ไปอบรมลูกศิษย์ให้เป็นคนดี ยังสามารถโกงและเอาเปรียบนักเรียนของตัวเองที่เห็นอยู่ทุกวันได้ แต่ในอีกแง่หนึ่งก็แสดงให้เห็นว่าการระดมพลังของประชาชนเพื่อรักษาผลประโยชน์ของสังคมนั้น เมื่อได้รับการสนับสนุนจากสื่อสาธารณะแล้ว สามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้จริง

เรื่องราวทั้งสามนี้ แม้จะแสดงภาพความสิ้นหวังของสังคมที่ความโลภของทำให้คนสามารถเพิกเฉยกับความทุกข์ยากของผู้ได้รับผลกระทบจากการกระทำของตนได้ แต่ในอีกแง่หนึ่งก็แสดงความหวังว่าสังคมไทยยังมีกลุ่มภาคประชาสังคมและสื่อสาธารณะที่สนับสนุนให้เสียงเบาๆ ของประชาชนทั่วไปกลายเป็นเสียงที่ดังจนผู้มีอำนาจต้องตื่นตัวมาแก้ไขปัญหาได้จริง และแสดงความกล้าหาญของคนจำนวนหนึ่งที่ออกมาเปิดโปงความจริงสู่สังคม ทำให้เห็นว่าเสียงของประชาชนยังมีความหมายอยู่จริง

เหมือนจะสิ้นปีไปด้วยเรื่องเท่านี้ แต่เพียง 3 วันก่อนสิ้นปีก็มีข่าวที่สร้างความสิ้นหวังให้กับสังคมไทยเรื่องหนึ่งคือเรื่อง ป.ป.ช. ประกาศผลตัดสินตีตกปมนาฬิกาหรูไป โดย ไม่ได้อธิบายหลายข้อสงสัยที่สังคมมีอยู่ สร้างวิกฤติศรัทธากับองค์กรที่มีอำนาจหน้าที่โดยตรงในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งนี้มาก

อย่างไรก็ตาม ถ้าคิดดีๆ กรณีนี้อาจจะไม่ใช่ "ความสิ้นหวัง" แต่คือ "ความหวัง" เพราะจริงๆ ข้าราชการ นักการเมือง ผู้มี อำนาจรัฐที่ผ่านมาตั้งแต่โบราณหลายคนก็มีเรื่องเกี่ยวข้องกับการ รับสินบนหรือรับทรัพย์สินมาโดยมิชอบ แต่ที่เราไม่โกรธไม่สิ้นหวังแบบนี้ ก็เพราะเรา "ไม่รู้" วันนี้ที่เราไม่พอใจ เพราะว่าเรา "รู้แล้ว" จากการ ระดมข้อมูลและความรู้จากมวลชนหรือที่เรียกว่า "crowdsourcing" จากรูปถ่ายรูปเดียว มีคนช่วยกันสืบสาวและตรวจสอบจน "รู้จริง" ว่ามีนาฬิกาหรูถึง 22 เรือน และเรา "ทำได้" ด้วยการแสดงความไม่พอใจ ความผิดหวังผ่านสื่อออนไลน์ต่างๆ

นี่จึงนำมาสู่งานต่อต้านคอร์รัปชันที่จะเกิดขึ้นในปี 2562 ที่จะต้องขยายผลของความหวังที่เกิดจากบทเรียนของเหตุการณ์ในปีก่อน ไม่ว่าจะเป็นศักยภาพของกลุ่มประชาสังคมและสื่อสาธารณะที่ทำงานต่อต้านคอร์รัปชัน การอำนวยความสะดวกให้กับผู้เห็นเหตุการณ์ทุจริตในการร้องเรียนอย่างปลอดภัย การสนับสนุนการระดมข้อมูลของผู้ได้รับผลกระทบ จากการคอร์รัปชัน และการสร้างความร่วมมือให้กับหน่วยงาน ที่ทำงานต่อต้านคอร์รัปชันในประเทศไทยเพื่อให้เข้มแข็งกว่าเครือข่ายของคนโกง

ในปีนี้องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ร่วมกับหลากหลายองค์กรเครือข่ายมีแผนที่จะสร้างความร่วมมือเพื่อต่อต้านคอร์รัปชันในแต่ละภาคส่วน เช่น ภาคการศึกษา ภาคการเงินการธนาคาร ภาคการท่องเที่ยว ฯลฯ และมีการสนับสนุนจากหน่วยงานด้านการวิจัยอย่าง SIAM lab ของคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย และสภาวิจัยแห่งชาติ ที่จะพัฒนาเครื่องมือสนับสนุนการระดมข้อมูลจากประชาชนเพื่อเสริมสร้างธรรมาภิบาลในสังคม โดยถอดบทเรียนจากโครงการต้องแฉ และโครงการสังคมดี๊ดีสองนาทีง่ายๆ ที่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้จริงแล้วในปีก่อน นอกจากนี้โครงการอื่นๆ ที่ดำเนินการอยู่แล้วก็จะมีการดำเนินการต่อเนื่องและขยายผลต่อไป เพื่อมุ่งเป้าหมายให้เสียงของประชาชนมีความหมายและสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้จริง เพื่อให้อำนาจเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง นี่คือความหวังของไทยในปีนี้ครับ

คมชัดลึก: เลือกใครมาปราบโกง - คม ชัด ลึก ฉบับวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2562

มีอีกกรณีสุดคลาสสิก อันสะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นในหลากหลายรูปแบบยังคงดำรงอยู่หยั่งรากฝังลึก ที่รู้กันอยู่ว่าเป็นก้อนเนื้อมะเร็งร้ายเกาะกินสังคมไทยมาช้านาน แม้ขบวนการรีดส่วยสถานบันเทิงที่เกาะภูเก็ตอาจจะไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่การมีอยู่จริงของมันย่อมสะท้านสะเทือนถึงแนวทางการปฏิรูปประเทศ ดังที่ มานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์การต่อต้านคอร์รัปชั่น(ประเทศไทย) ให้ข้อมูลผ่านโลกออนไลน์ว่า ทุกวันนี้สถานบันเทิง ผับ บาร์ ในภูเก็ตต้องจ่ายส่วยรายเดือนแห่งละ 37,000 บาท ให้แก่คนที่อ้างว่ามาจากหน่วยงานต่างๆ 25 หน่วยงาน และหากสถานบันเทิงแห่งนั้นมีลูกจ้างเป็นแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายก็ต้องจ่ายอีกรายละ 9,100 บาท ประเมินว่าทั่ว จ.ภูเก็ต มีสถานบันเทิง 1,000 แห่ง เท่ากับมีส่วยรายเดือนรวม 37 ล้านบาท ขณะที่ส่วยต่างด้าวผิดกฎหมายกว่า 27 ล้านบาท

เลขาธิการองค์การต่อต้านคอร์รัปชั่นยังอ้างด้วยว่า มีงานวิชาการจำนวนมากระบุว่า สาเหตุที่ส่วยดำรงอยู่ได้ทุกวันนี้เป็นเพราะประเทศไทยขาดมาตรการตรวจจับข้าราชการที่ร่ำรวยผิดปกติ ไม่มีการปกป้องประชาชนและสื่อมวลชนที่ขุดคุ้ยขัดขวางพฤติกรรมชั่ว สังคมไม่เคารพความถูกต้อง วัฒนธรรมนับถือคนรวยมีอำนาจ นักการเมืองไม่ใส่ใจแก้ปัญหา มัวแต่มุ่งหาประโยชน์และสร้างเครือข่ายของตน กลไกตรวจสอบและรักษาความยุติธรรมของรัฐร่วมฉ้อฉลเสียเอง ระบบเส้นสายการซื้อขายตำแหน่ง ข้าราชการมีอำนาจและโอกาสใช้ดุลพินิจมากเกินไปโดยที่กฎหมายมีมากจนเฟ้อ แม้หลายเรื่องจะล้าหลัง หรือไม่มีประโยชน์แล้ว ก็ยังบังคับใช้อยู่ ส่วยจึงเป็นอีกปัญหาคอร์รัปชั่น ขั้นวิกฤติที่พรรคการเมืองและนักการเมืองควรเสนอต่อประชาชนในการหาเสียงเลือกตั้งว่า มีนโยบายปราบปรามอย่างไร

ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น ในระดับพื้นๆ อย่างเช่นข้อมูลส่วยที่มีออกมาอย่างสม่ำเสมอ ระบบอุปถัมภ์ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็น บิดาของการโกง ยังได้สร้างพัฒนาการการฉ้อราษฎร์บังหลวงให้แนบเนียนกลมกลืน ต่างออกไปจากการโกงซึ่งหน้า อย่างเช่น ผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งแม้ตำแหน่งระดับสูงที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเข้าไปโกงกินได้ คือที่ปรึกษา-บอร์ด แต่อำนาจบารมีและอิทธิพลซึ่งเกาะติดระบบราชการก็เปิดช่อง ความพยายามแก้กฎหมายแสดงบัญชีทรัพย์สินที่ต้องพบอุปสรรคขัดขวางที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่า การจะสร้างความโปร่งใสให้เกิดขึ้นในทุกๆ อณูเนื้อของระบบนั้นเป็นเรื่องยากเย็นเข็ญใจ ขณะที่องค์กรอิสระผู้มีหน้าที่ป้องกันและปราบปรามเอง หรือแม้แต่ที่เป็นต้นธารของการกลั่นกรองคนเข้าสู่อำนาจ ก็ดูเหมือนจะตกอยู่ภายใต้เงื้อมเงาของขุมข่ายอุปถัมภ์ไปด้วย

นับเป็นประเด็นอันควรสนับสนุนอย่างยิ่งที่องค์การต่อต้านคอร์รัปชั่น ได้ยื่นข้อเรียกร้องให้พรรคการเมืองและนักการเมืองแสดงนโยบายต่อต้านทุจริตคอร์รัปชั่นต่อสังคม ซึ่งประชาชนจำนวน 52 ล้านคนจะได้ร่วมกันชี้ขาดว่า พวกเขาจะมอบความไว้วางใจให้คนกลุ่มใดเข้าไปรับภารกิจปัดกวาดบ้านเมือง ซึ่งนอกจากพวกเขาจะรับฟัง ไตร่ตรองจากนโยบายของนักการเมืองและพรรคการเมืองแล้ว ก็เป็นธรรมดาอยู่เองที่จะต้องตระหนักถึงพฤติกรรมที่ผ่านมาของนักการเมืองบางคนด้วยว่า อยู่ในจำพวกปากว่าตาขยิบหรือไม่ ขณะเดียวกัน การเสนอนโยบายอย่างผิวเผินเพียงให้ฟังดูดีว่า จะมุ่งปราบปรามการทุจริตทุกระดับชั้น เหมือนกับคำพูดทำนองว่า จะปฏิรูปสารพัดด้าน ก็ไม่น่าจะเพียงพอ เพราะปัญหาโกงกินอันฝังแน่นขณะนี้ จำเป็นต้องชำระสะสางรื้อล้างทั้งระบบ รวมทั้งคณะที่เรียกว่า องค์กรอิสระด้วย

คอลัมน์ กวนน้ำให้ใส: ทุจริตเงินเยียวยา - แนวหน้า ฉบับวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2562

สารส้ม

มีการกล่าวหา ป.ป.ช. ในลักษณะ "ตีปลาหน้าไซ"

คือ อ้างว่า ป.ป.ช.กำลังจะ "ปัดฝุ่น" - "รื้อฟื้น" คดีทุจริตเงินเยียวยาการเมือง และทุจริตโครงการน้ำในยุคยิ่งลักษณ์ขึ้นมาเพื่อเล่นงานนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เพื่อสกัดเส้นทางเป็นนายกรัฐมนตรี!!!

1. ปัจจุบัน ฝ่ายพรรคเพื่อไทยยังไม่ลงตัวเลย ว่านายชัชชาติจะได้อยู่ในบัญชีชื่อที่พรรคเพื่อไทยเสนอให้เป็นนายกรัฐมนตรี จริงหรือไม่? อันดับที่เท่าไร?

พูดง่ายๆ ยังเคลียร์กันในพรรคไม่ลงตัวเลย

แล้วไม่ใช่ว่าทุกกระแสนิยมชื่นชมนายชัชชาติเสียเมื่อไหร่

เพราะถ้ากลับไปดูกันที่เนื้อผลงาน ไม่ใช่แค่วาทะและการสร้างภาพ

หลายๆ เรื่อง หลายๆ ปัญหาในแวดวงคมนาคม อาทิ ปัญหาใบแดงไอเคโอ (ICAO) ที่รัฐบาลปัจจุบันตามแก้มือเป็นระวิงก่อนจะประสบความสำเร็จ จะพบว่า ช่วงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ที่มีรัฐมนตรีคมนาคมชื่อ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ นั่นเอง ที่กรมการบินพลเรือน "ปล่อยผี" ออกใบอนุญาตการบินกันจำนวนมาก กว่า 40 ใบ ภายในระยะเวลาเพียง 9 เดือน กระทั่งเกิดปัญหาเรื้อรังมาจนถึงยุคนี้

ใบแดง ICAO จะไม่ถือว่าส่วนหนึ่งเป็นผลงานสืบทอดส่งต่อมาจากกระทรวงคมนาคมยุคชัชชาติ เลยเชียวหรือ?

2. กรณีทุจริตเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบทางจากการชุมนุมทาง การเมืองปี 2548-2553

นั่นก็คือ กรณีอนุมัติจ่ายเงินเยียวยา นปช.ผู้เสียชีวิต รายละ 7.75 ล้านบาท

กรณีนี้ ก็ไม่ใช่เรื่องที่ใครจะมาเสกสรรปั้นแต่งขึ้นโดยไม่มีมูลอันที่จริง เรื่องนี้ ควรจะเสร็จตั้งนานแล้ว จำได้ว่า เมื่อเดือน ก.ค. 2560 ป.ป.ช.ก็เคยออกมาแจ้งแก่สาธารณชนว่า จ่อจะชี้มูลความผิดแล้ว

ตอนนั้น คุณสุภา ปิยะจิตติ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงกรณีนี้ ได้เปิดเผยว่า คดีดังกล่าวเป็นหนึ่งในหลายคดีที่อยู่ระหว่างการไต่สวนของ ป.ป.ช. คาดว่าภายในเดือน ก.ย. 2560 น่าจะสามารถชี้มูลความผิดได้

แต่ด้วยความละเอียด รอบคอบ และให้ความเป็นธรรมแก่ผู้เกี่ยวข้อง เรื่องก็ทอดยาวเรื่อยมา

ยังไม่มีการชี้มูลความผิดผู้เกี่ยวข้องจนถึงปัจจุบัน

รายละเอียดของเรื่องนี้ สืบเนื่องมาจาก อดีต สส.ประชาธิปัตย์ นายสาธิต ปิตุเตชะ ได้ยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช. พร้อมกับเอกสารประกอบการพิจารณา 8 ฉบับ จำนวน 100 หน้า เพื่อขอให้ไต่สวนและดำเนินคดีกับคณะรัฐมนตรี ชุดที่ 1 และชุดที่ 2 ที่ออกมติ ครม.วันที่ 10 ม.ค. และวันที่ 16 มี.ค. 2555 ที่มี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รมว.มหาดไทย และเจ้าหน้าที่อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในฐานความผิดมาตรา 157 เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด กรณีจ่ายเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมือง ในปี 2552 และ 2553 โดยไม่มีอำนาจและระเบียบรองรับ

ไปยื่นตั้งแต่วันที่ 29 พ.ค. 2555

นายสาธิต ระบุว่า บุคคลทั้งสองคนทราบดีว่าไม่มีอำนาจที่จะจ่ายเงินจำนวน 7.75 ล้านบาท ให้กับผู้ได้รับผลกระทบ เพราะต้องจ่ายตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องเหมือนเช่นคณะรัฐมนตรีทุกรัฐบาลที่ได้ดำเนินการจ่ายเยียวยาโดยยึดหลักเกณฑ์ตามกฎหมายที่มีอยู่แล้ว เช่น พ.ร.บ.ค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าใช้จ่ายในคดีอาญา พ.ร.บ.สงเคราะห์ผู้ประสบภัย แต่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ไม่ได้ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากมีเจตนาทุจริตเพื่อจ่ายเงินหวังผลทางการเมืองของพรรคพวกตนเอง เพราะมีคำปราศรัยของนางธิดา ถาวรเศรษฐ ประธานกลุ่ม นปช. เมื่อก่อนที่จะมาเป็นรัฐบาลว่า ถ้าได้กลับมาเป็นรัฐบาลจะจ่ายค่าเยียวยาให้คนละ 10 ล้านบาท แสดงถึงเจตนาที่จะใช้เงินภาษีโดยไม่มีอำนาจ

หลังจากนั้น ได้ดำเนินการแสวงหาข้อเท็จจริง ก่อนตั้งอนุไต่สวนฯ เรื่อยมา

กระทั่งเมื่อเดือน พ.ค. 2558 คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติให้คณะอนุกรรมการไต่สวนฯ แจ้งข้อกล่าวหา น.ส.ยิ่งลักษณ์ และคณะรัฐมนตรีรวม 34 ราย กรณีอนุมัติและจ่ายเงินเยียวยาแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมืองปี 2548-2553 โดยไม่มีอำนาจ และไม่มีกฎหมายรองรับ เข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติไม่ให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ.2502 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ทำให้เกิดความเสียหายแก่การเงินการคลังของประเทศ ซึ่งคณะอนุกรรมการไต่สวนฯพิจารณาแล้วเห็นว่า ที่คณะรัฐมนตรี มีมติเมื่อวันที่ 10 ม.ค. 2555 และเมื่อวันที่ 6 มี.ค. 2555 เห็นชอบให้มีการเยียวยาแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมืองปี 2548-2553 และให้ใช้งบประมาณจากงบประมาณรายการสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงิน จำนวน 1,921,061,629 บาท (เกือบสองพันล้านบาท) มาใช้ในการดำเนินการดังกล่าว โดยออกหลักเกณฑ์และอัตราเยียวยาขึ้นใหม่ ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า มีกฎหมายใดมารองรับการจ่ายเงินเยียวยาดังกล่าว

รายงานข่าวก่อนหน้านี้ ระบุว่า อดีตรัฐมนตรีที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหา ได้แก่

1.นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี 2. นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ อดีตรองนายกรัฐมนตรี 3.ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง อดีตรองนายกรัฐมนตรี 4.นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง 5.พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา อดีตรองนายกรัฐมนตรี 6.นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล อดีต รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี 7.นางนลินี ทวีสิน อดีต รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี 8.นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล อดีต รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี 9.พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต อดีต รมว.กลาโหม 10.นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย อดีต รมช.คลัง 11.นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ อดีต รมช.คลัง 12.นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีต รมว.ต่างประเทศ 13.นายสันติ พร้อมพัฒน์ อดีต รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ 14.นายธีระ วงศ์สมุทร อดีต รมว.เกษตรและสหกรณ์ 15.นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีต รมช.เกษตรและสหกรณ์ 16.นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ อดีต รมว.คมนาคม 17.พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก อดีต รมช.คมนาคม 18.นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีต รมช.คมนาคม 19.นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข อดีต รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 20.น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ อดีต รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 21.นายอารักษ์ ชลธาร์นนท์ อดีต รมว.พลังงาน 22.นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ 23.นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ อดีต รมช.พาณิชย์ 24.นายชูชาติ หาญสวัสดิ์ อดีต รมช.มหาดไทย 25.นายฐานิสร์ เทียนทอง อดีต รมช.มหาดไทย 26.พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก อดีต รมว.ยุติธรรม 27.นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ อดีต รมว.แรงงาน 28.นายสุกุมล คุณปลื้ม อดีต รมว.วัฒนธรรม 29.นายปลอดประสพ สุรัสวดี อดีต รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 30.นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช อดีต รมว.ศึกษาธิการ 31.นายศักดา คงเพชร อดีต รมช.ศึกษาธิการ 32.นายวิทยา บุรณศิริ อดีต รมว.สาธารณสุข 33.นพ.สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ อดีต รมช.สาธารณสุข และ 34.ม.ร.ว.พงษ์สวัสดิ์ สวัสดิวัฒน์ อดีต รมว.อุตสาหกรรม

ผ่านมายาวนานจนถึงปี 2561 ก็ยังไม่มีการพิจารณาชี้มูลความผิด

3. จะเห็นได้ว่า ผู้ถูกแจ้งข้อความกล่าวหานั้น ไม่ได้มีแต่นายชัชชาติ แต่ยังมีอีก 30 กว่าคน ทว่า สื่อบางส่วนกลับพยายามขับเน้นว่าจะฟื้นเรื่องขึ้นมาเล่นงานนายชัชชาติ เพื่อสกัดกั้นทางการเมือง จึงเป็นเรื่องน่าหัวร่อมาก

สะท้อนว่า ไม่สามารถหาประเด็นโต้แย้งในทางกฎหมายและ ข้อเท็จจริงจะมาหักล้างช่วยเหลือ จึงได้พยายามบิดประเด็นไปสร้างเรื่องว่าเป็นการกลั่นแกล้งตัวบุคคล หรือไม่?

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ ป.ป.ช.ยังไม่ได้มีการชี้มูลเรื่องนี้ ผู้เกี่ยวข้องมีสิทธิต่อสู้คดีทุกประการ

หาก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด ก็ยังมีขั้นตอนไปที่อัยการสูงสุด

หลังจากนั้น จะผิดหรือถูก จะต้องไปที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งไม่มีใครเข้าไปก้าวล่วงได้ (บางคดีก็พิพากษายกฟ้องทักษิณ)

แต่ทำไมคนบางกลุ่ม สื่อบางพวก ถึงได้พยายามเต้นเร่าๆ เหลือเกิน?

คอลัมน์ ข่าวลึก ปมลับ: เช็กบิล คดีจำนำข้าว ถึงคิวขุดรากถอนโคน - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2562

นพรัฐ พรวนสุข

เรื่องคดี จำนำข้าว วันนี้เห็นชัดว่า ยังเป็นภาพหลอน ชนักติดหลักของพรรคเพื่อไทย เพราะคดีอาญา คดีแพ่ง คดีปกครอง ที่เกิดขึ้นจากจำนำข้าว ที่มีมากมายเต็มไปหมด ยังไม่จบสิ้นกระแสความ เสียทีเดียว

ล่าสุด หน่วยงานของรัฐ คือ องค์การคลังสินค้า หรืออคส.ในสังกัดกระทรวงพาณิชย์ รุกคืบเช็กบิล พวกกลุ่มเจ้าของโกดังเก็บข้าว โรงสี และบริษัทตรวจสอบคุณภาพข้าว หรือ เซอร์เวเยอร์ ที่เกี่ยวข้องในการดำเนิน โครงการ รับจำนำข้าว

รับจำนำข้าวเกวียนละ 15,000 บาท คือหนึ่งในนโยบายทำคะแนนเสียง สร้างความนิยมให้แก่พรรคเพื่อไทย จากการเลือกตั้ง ส.ส. เมื่อปี 2554 ส่งให้ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย

และนโยบายรับจำนำข้าวก็เป็นเรื่อง ที่พบว่า มีการทุจริตกันมหาศาลตั้งแต่การ รับจำนำ ซึ่งก็คือการซื้อ ดีๆนั่นเอง โดยเอา เงินงบประมาณแผ่นดินทุ่มซื้อ แล้วก็มีการกิน หัวคิวกันทุกขั้นตอน จนถึงขั้นตอนการระบายข้าวออกจากสต๊อก ก็ฉ้อฉลโกงกันอย่าง มูมมามจนกรรมตามทัน

ซึ่งผลลัพธ์สุดท้าย ก็คือทำให้ ยิ่งลักษณ์ อดีตนายกฯหญิง ถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษา จำคุก 5 ปี พร้อมกับนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โดนคุกไป 42 ปี นายภูมิ สาระผล รัฐมนตรีช่วยพาณิชย์จำคุก 44 ปี

รายการเช็กบิลเรื่องจำนำข้าวคราวนี้ อคส.เอาผิด พวกโกดังที่รับฝากเก็บข้าวสารในสต๊อกของรัฐ ได้ส่งเรื่อง ให้อัยการ พิจารณาฟ้องคดีเรียกค่าเสียหายให้กับรัฐรวมมูลค่าร่วม 3 แสนล้านบาท ก่อนเลยเส้นตายเดือน ธ.ค.2561 ที่ผ่านมา

ขั้นตอนต่อจากนี้ อัยการต้องรวบรวมหลักฐาน และ ทำสำนวนส่งฟ้องศาล ตามเส้นตายของแต่ละสัญญาที่มีการทำสัญญาในช่วงเวลาแตกต่างกัน รวม 246 สัญญา

เพื่อไม่ให้มีปัญหาเรื่องอายุความ ซึ่งก็จะอยู่ในช่วง วันที่ 3 ก.ค.-5 ส.ค.ปีนี้ อันเป็นการนับอายุความ หลังฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐในยุค คสช.ที่ตรวจพบความเสียหาย

เหตุการณ์นี้คงจำภาพกันได้ คือตอนนั้น ช่วงกลางปี 2557 ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล สมัยนั้นเป็นปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี รับหน้าที่เป็นประธาน ลุยตรวจโกดังเก็บข้าวสาร ม.ล.ปนัดดาต้องปีนขึ้นภูเขากระสอบข้าวสารในโกดังที่ร่วมโครงการออกมาเปิดพิสูจน์

สรุป เจอการทุจริตในการเก็บรักษาข้าวที่รับจำนำมา ในโกดังเป้าหมายจำนวนหลายแห่ง จึงนำไปสู่การตั้งเรื่องเอาผิดกับเจ้าของโกดังเก็บข้าว และเซอร์เวเยอร์ตามมา

ผลงานของ ม.ล.ปนัดดากลายเป็นพยานหลักฐาน การกระทำผิด ที่ อคส. พบ 246 สัญญา และส่งให้อัยการไปว่ากันต่อ โดยแยกเป็น การเอาผิดทางแพ่งกับ เจ้าของโกดัง 167 สัญญา ส่งอัยการเมื่อเดือน พ.ย.2561 และคดีของ เซอร์เวเยอร์ 79 สัญญา ส่งอัยการเมื่อวันที่ 21 ธ.ค.2561

ต่อจากนี้ อัยการ คงเร่งพิจารณาสำนวน รวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ ให้รัดกุม เพื่อนำไปสู่การฟ้องคดีทางศาล เพื่อรัฐจะได้ชนะคดี และจะได้ทวงเงินคืนจากมือคนชั่ว เหล่านี้

ต้องรอดูว่าอัยการ จะแสดงฝีมือในการทำสำนวนและรวบรวมพยานหลักฐานได้แน่นหนาแค่ไหน เพื่อสามารถพิสูจน์ให้ศาลเห็นว่า ผู้เกี่ยวข้อง เจ้าของโกดังเก็บข้าว เซอร์เวเยอร์ มีส่วนเกี่ยวข้องทำให้รัฐเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าวจริง

เหตุที่คดียืดเยื้อมาถึงเวลานี้ กว่าจะส่งเรื่องถึงอัยการได้ก็กินเวลามากว่า 5 ปี เพราะฝ่ายถูกแจ้งความก็ตั้ง การ์ดสูง ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ เห็นได้จาก ก่อนหน้านี้ อคส. ส่งหนังสือทวงถามไปยังคู่สัญญาที่ทำผิดสัญญา เพื่อให้ ชดใช้ความเสียหายแต่พบว่าส่วนใหญ่ปฏิเสธ ไม่ยอมรับผิด

เจอลูกเล่นสารพัดวิธีจากคู่สัญญา เพื่อหลบเลี่ยง ความผิด บางรายใช้เทคนิคทางข้อกฎหมายดิ้นสู้และประวิงเวลามาตลอด เช่น การยื่นคำร้องต่อศาลปกครอง ขอให้คุ้มครองชั่วคราว

เพื่อให้ศาลระงับผลการตรวจสอบคุณภาพข้าวของ คณะกรรมการตรวจสอบฯ ชุด ม.ล.ปนัดดา โดยอ้างว่า การตรวจสอบไม่มีความน่าเชื่อถือ ซึ่งเป็นเล่ห์เหลี่ยมที่นำมาใช้ถ่วงเวลา

ผลสรุปของเรื่องจนมาถึงตอนนี้ สมควรต้องให้เครดิตแก่ ม.ล.ปนัดดา ที่บุกฝ่าดงอุปสรรคอย่างกล้าหาญไป รวบรวมข้อเท็จจริงมาได้ และ อคส.ที่สามารถฟ้องเรียก ค่าเสียหายทางแพ่งกับคู่สัญญา และกลุ่มคนโกงได้ทันเวลา

ต่อไป ก็เป็นกระบวนต่อสู้ในชั้นอัยการและศาล ที่ ย่อมหวังได้ว่า จะทวงคืนเงินของแผ่นดินกลับมาได้

ขณะที่ในส่วนของการสอบสวนเอาผิดทางคดีอาญากับ ผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ ในโครงการรับจำนำข้าวที่มีข่าวว่าจะมี จีทูจี ล็อต 2 โยงถึง "เจ๊ คนดัง" นักการเมืองใหญ่ภาคเหนือแล้ว

ความคืบหน้าการทำคดี นอกเหนือจากการเตรียมสอบ จีทูจี ล็อต 2 ที่อาจโยงถึงนักการเมืองแล้ว ในส่วนของ การสอบสวนเอาผิด ผู้เกี่ยวข้องทั้งเจ้าหน้าที่รัฐระดับปฏิบัติ และกลุ่มเอกชนต่างๆ เช่น เจ้าของโกดังเก็บข้าว กลุ่มโรงสี

ที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับทุจริตจำนำข้าวก็ทำควบคู่กันไป

ทาง ป.ป.ช. สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และทางสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐหรือ ป.ป.ท.ก็ยังเกาะติดทำสำนวน หาข้อมูลอยู่อย่างต่อเนื่อง

โดยทางด้าน ปปท.สอบพบว่า มีเจ้าหน้าที่ในระดับปฏิบัติขององค์การตลาดเพื่อเกษตรกรหรือ อ.ต.ก.และองค์การคลังสินค้า ตลอดจนธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร เข้าไปเกี่ยวข้องและต้องรับผิดชอบด้วย

ในการสอบคดีอาญาและแพ่ง โดยเฉพาะพวกกลุ่มที่เป็นคู่สัญญา อคส.ในภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง มีบางราย เชื่อมโยงไปถึง หัวคะแนนนายทุน-เครือญาติของนักการเมืองระดับชาติบางราย หรือนักการเมืองท้องถิ่นระดับมาเฟียบางคน

ผลสะเทือนจากคดีนี้ ปรากฏเป็นข่าวว่า นักการเมืองคนดังภาคเหนือตอนล่าง ที่ย้ายออกจากพรรคใหญ่ไปอยู่พรรคใหม่ สาเหตุหนึ่งที่ต้องย้ายพรรค ก็เพราะไม่อยากมีปัญหากวนใจเรื่อง การขยายผลตรวจสอบคดีจำนำข้าว นั่นเอง.

คอลัมน์ ทัศนะจากผู้อ่าน: ความเชื่อมั่นของ ปชช.ต่อ องค์กรป้องกัน-ปราบปรามการทุจริต (2) - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2562

รศ.กรกฎ ทองขะโชค

คณบดีคณะนิติศาสตร์

มหาวิทยาลัยทักษิณ

จากบทความตอนที่แล้ว กล่าวถึงลักษณะสำคัญของหน่วยงานป้องกันและปราบปรามการทุจริต การวางกลไก และการปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมายที่กำหนดขอบเขต รวมถึงอำนาจหน้าที่ที่มีต่อการจับตาของภาคประชาสังคม อันจะส่งผลต่อหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในการทำงานแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน และสำหรับบทความในตอนสุดท้ายนี้ จะได้กล่าวถึงการทำหน้าที่และยุทธศาสตร์ที่สำคัญต่อการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันให้ลุล่วง

สำหรับบทบาทหน้าที่ของ ป.ป.ช.ด้านการตรวจสอบทรัพย์สิน ด้วยอำนาจหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องและความมีอยู่จริง รวมถึงความเปลี่ยนแปลงของทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ และในกรณีที่มีการ ตรวจสอบว่ามีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ หรือจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ สำหรับวิธีการตรวจสอบใช้วิธีการไต่สวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ สามารถดำเนินการได้ 3 วิธี คือ วิธีแรก คณะกรรมการ ป.ป.ช.ดำเนินการไต่สวนเอง วิธีที่ 2 คณะกรรมการ ป.ป.ช.แต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน และวิธีสุดท้าย คณะกรรมการ ป.ป.ช.มอบหมาย ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการ โดยแต่งตั้งเป็นพนักงานไต่สวน

ในการรวบรวมพยานหลักฐานค้นหาข้อเท็จจริง เมื่อสรุปมติอย่างใดก็ควรมีเหตุผลรองรับทุกประเด็น หากประชาชนทั่วไปยังความเคลือบแคลงสงสัยก็จะส่งผล ต่อความไม่เชื่อมั่นของหน่วยงาน คณะกรรมการ ป.ป.ช.เป็นองค์กรหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมในประเทศไทย แต่เดิมนั้นจะมีเพียงตำรวจ อัยการ ศาล เท่านั้น โดยมีสถานะเป็นองค์กรอิสระ ไม่ขึ้นตรงต่อทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ถือได้ว่าเป็นองค์กรของประเทศชาติไม่ใช่องค์กรของรัฐบาล จึงเสมือนว่าเป็นองค์กรกลาง ประชาชนทั่วไปย่อมไว้วางใจในอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมาย ในด้านการกระทำที่เป็นการ ขัดระหว่างผลประโยชน์ส่วนบุคคลและผลประโยชน์ส่วนรวมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ข้าราชการ หรือพนักงาน เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ หากกระทำผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ มีมูลเพียงใดหรือไม่

ในกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ตรวจสอบแล้วเห็นว่าข้อกล่าวหาไม่มีมูล การตรวจสอบในเรื่องนั้นเป็นอันยุติ แต่หากตรวจสอบแล้วเห็นว่ามีมูลความผิด ก็จะส่งเรื่องเพื่อให้องค์กรที่มีอำนาจวินิจฉัยความผิดและลงโทษผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้น ด้วยภารกิจดังกล่าวจึงนำมาสู่ปัญหาว่าจะทำอย่างไรที่จะทำให้การบังคับใช้กฎหมายเกิดประสิทธิภาพให้เห็นเป็นรูปธรรม เกี่ยวกับเรื่องการ กระทำที่เป็นการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ ส่วนบุคคลและผลประโยชน์ส่วนรวม

ดังนั้นการบังคับใช้กฎหมาย โดยมิได้คำนึงการลงโทษแต่เพียงอย่างเดียว แต่เน้นการใช้มาตรการต่างๆ เพื่อป้องปรามมิให้เกิดการกระทำความผิด ก็จะทำให้ภารกิจด้านนี้มีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการปฏิบัติตามภารกิจในการตรวจสอบโดยมีที่มาและที่ไปและมีเหตุผลในมติที่สมเหตุสมผลก็จะทำให้ประชาชนเชื่อมั่น มากขึ้น อันส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรมในภาพรวมได้ในท้ายที่สุด หากพิจารณาตามนโยบายความมั่นคงแห่งชาติ พ.ศ.2558-2564 นโยบายที่ 9 เสริมสร้างความมั่นคงของชาติจากภัยการทุจริตคอร์รัปชัน โดยขจัดการทุจริตคอร์รัปชันและเงื่อนไขต่างๆ ที่เกิดจาก เจ้าหน้าที่รัฐ และสร้างความตระหนักให้ ทุกภาคส่วนร่วมมืออย่างจริงจังและสนับสนุนการดำเนินการป้องกันและปราบปราม การทุจริต ดังนั้น การที่ภาคประชาสังคม ตื่นตัวเมื่อมีมติของคณะกรรมการ ป.ป.ช. โดยเฉพาะในการวินิจฉัยบุคคลผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมืองและเป็นบุคคลสำคัญของประเทศแสดงให้เห็นว่าทุกภาคส่วนตระหนักและมีการสนับสนุนการดำเนินการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

ประกอบกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี(2561-2580) ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐกำหนดไว้ชัดเจน ถึงภาครัฐมีความโปร่งใส ปลอดการทุจริตและประพฤติมิชอบทุกภาคส่วน ร่วมต่อต้านการทุจริต ภาครัฐมีการบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาล หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในทุกระดับ โดยเฉพาะการสร้างวัฒนธรรมแยกแยะประโยชน์ส่วนบุคคล-ส่วนรวมของบุคลากรภาครัฐให้เกิดขึ้น รวมทั้งสร้างจิตสำนึกและค่านิยมให้ทุกภาคส่วนตื่นตัว ละอายต่อการทุจริตประพฤติมิชอบทุกรูปแบบ และการปราบปราม ที่มีประสิทธิภาพ เด็ดขาด เป็นธรรม และตรวจสอบได้ในทุกระดับอย่างตรงไปตรงมา เป็นธรรม ปราศจากการแทรกแซงของนักการเมืองและผู้มีอิทธิพล

ยุทธศาสตร์ของ ป.ป.ช.เองก็มีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตระยะที่ 3 (2560-2564) ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ในยุทธศาสตร์ปฏิรูปกลไก และกระบวนการ กลยุทธ์ว่าด้วยปรับปรุงการตรวจสอบความเคลื่อนไหว และความถูกต้องของทรัพย์สินและหนี้สิน หากดำเนินตามกลยุทธ์ที่วางไว้ โดยความรอบคอบสมเหตุสมผลก็จะเกิดความ ไว้วางใจต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อองค์กรป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติได้

อดีตประธานนิสสันขึ้นศาลครั้งแรก - เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2562

ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา

ศาลแขวงกรุงโตเกียวเปิดการไต่สวนเมื่อวันอังคาร เป็นการสืบพยานนัดแรกในคดีที่อัยการกรุงโตเกียวกล่าวหานายคาร์ลอส กอส์น อดีตประธานบริหารของบริษัทนิสสัน มอเตอร์ หนึ่งในผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นและเป็นลำดับต้นของโลก ละเมิดกฎหมายการเงินของญี่ปุ่น ด้วยการเจตนาหลบเลี่ยงภาษีซึ่งพนักงานสืบสวนย้อนหลังได้ถึงช่วงเวลาระหว่างปี 2553 ถึง 2558 เป็นอย่างน้อย โดยใช้วิธีการแจ้งรายได้ต่ำกว่าความเป็นจริงมากถึง 5,000 ล้านเยน (ประมาณ 1,408 ล้านบาท)

ขณะเดียวกัน อัยการยังฟ้องร้องอดีตนักธุรกิจชื่อดังระดับโลกเพิ่มเติมอีกในข้อหา "ละเมิดต่อหน้าที่" ที่เป็นการถ่ายโอนความสูญเสียจากการลงทุนภายนอกที่ไม่เกี่ยวข้องกับบริษัทเข้าสู่ฐานข้อมูลของนิสสัน ซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องที่เกิดขึ้นแต่กลับต้องเป็นฝ่ายแก้ไขความสูญเสียดังกล่าว โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นระหว่างช่วงวิกฤติการเงินโลก เมื่อปี 2551 คิดเป็นมูลค่าความเสียหายประมาณ 1,850 ล้านเยน (ราว 543.9 ล้านบาท)

ทั้งนี้ กอส์น วัย 64 ปี ซึ่งครอบครัวเปิดเผยว่า ปฏิเสธลงนามในคำรับสารภาพเพื่อแลกกับการมีสิทธิได้รับลดหย่อนโทษ ขอขึ้นศาลด้วยตัวเอง โดยกอส์นซึ่งมีสภาพซูบผอมและอิดโรยอย่างชัดเจน นั่งอยู่ในคอกผู้ต้องหาในสภาพสวมกุญแจมือ กล่าวต่อศาลด้วยใบหน้าเรียบเฉยแต่น้ำเสียงหนักแน่น ว่าข้อกล่าวหาทั้งหมด "เป็นการปรักปรำ" และการควบคุมตัวเขานับตั้งแต่ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 19 พ.ย. ปีที่แล้ว เป็นการคุมขังที่ไม่เป็นธรรมอย่างสิ้นเชิง พร้อมทั้งยืนยันว่าตลอดระยะเวลาเกือบ 2 ทศวรรษในการบริหารนิสสัน เขาปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต

ด้านทีมทนายความของกอส์นยังคงพยายามยื่นคำร้องขอประกันตัว โดยอ้างเหตุผลตามรัฐธรรมนูญของญี่ปุ่น แต่นายยูอิจิ ทาดะ หัวหน้าคณะผู้พิพากษาในคดีนี้ กล่าวถึงเหตุผลที่ต้องควบคุมตัวกอส์นไว้ เป็นเพราะจำเลยซึ่งถือ 3 สัญชาติคือ ฝรั่งเศส เลบานอน และบราซิล "มีพฤติการณ์พยายามหลบหนี" และอาจเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับหลักฐานซึ่งจะส่งผลกระทบต่อรูปคดี โดยกอส์นจะยังคงต้องถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำต่อไปจนถึงวันที่ 11 ม.ค. นี้ "เป็นอย่างน้อย".

คอลัมน์ ย่อโลก: กัวเตฯไล่ทีมยูเอ็นสอบโกง - ข่าวสด ฉบับวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2562

วันที่ 8 ม.ค. บีบีซีรายงานว่า รัฐบาลกัวเตมาลาขับไล่คณะกรรมาธิการต่อต้านคอร์รัปชั่นของยูเอ็นให้ออกจากประเทศภายใน 24 ชั่วโมง หลังเปิดสอบสวนประธานาธิบดีจิมมี มอเรลส์ ผู้นำประเทศ ต้องสงสัยทุจริตเป็นการพลิกท่าทีจากเดิมที่นายมอเรลส์สนับสนุนให้คณะกรรมาธิการช่วยอัยการดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่รัฐ แต่ ต่อมานายมอเรลส์กลับถูกสอบเสียเอง จึงสั่งยุติบทบาทของคณะกรรมาธิการ ทำให้บาดหมางกับยูเอ็นแล้วยังทำให้ประชาชนประท้วงและเรียกร้องให้นายมอเรลส์ลาออก

สื่อแฉปักกิ่งช่วยรบ.นาจิบแลกลงทุนBRI - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2562

โพสต์ทูเดย์ - สื่อแฉจีนเสนอช่วยรัฐบาลนาจิบพ้นเอี่ยวทุจริตวันเอ็มดีบี แลกลงทุนแถบและเส้นทาง

วอลสตรีทเจอร์นัล รายงานอ้างบันทึกการประชุมและคำสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่รัฐบาลมาเลเซียทั้งในอดีตและปัจจุบันว่า เมื่อปี 2016 เจ้าหน้าที่ระดับสูงของจีนได้เสนอให้ความช่วยเหลือรัฐบาลมาเลเซียในยุคนายกรัฐมนตรี นาจิบ ราซัค ให้พ้นการพัวพันกรณีทุจริตกองทุนวันเอ็มดีบี โดยแลกกับการไฟเขียวให้จีนเข้าไปลงทุนในมาเลเซียผ่านโครงการริเริ่มแถบและเส้นทาง (BRI)

รายงานระบุว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงของจีนได้เสนอว่าจะใช้อิทธิพลกดดันให้สหรัฐและประเทศอื่นๆ ยกเลิกการสอบสวนการทุจริตในกองทุนวันเอ็มดีบี รวมถึงเสนอว่าจะช่วยติดตั้งอุปกรณ์ดักฟังในบ้านและออฟฟิศของทีมนักข่าววอลสตรีทเจอร์นัลในฮ่องกงที่กำลังสืบสวนคดีนี้ เพื่อสืบหาว่าใครเป็นผู้ปล่อยข่าวการทุจริตของรัฐบาลนาจิบ

ด้านรัฐบาลมาเลเซียได้แลกเปลี่ยนด้วยการเสนอให้จีนเข้ามาลงทุนในโครงการรถไฟและท่อส่งน้ำมันภายใต้โครงการ BRI ซึ่งภายในไม่กี่เดือนต่อมา นาจิบได้เซ็นสัญญาโครงการต่างๆ มูลค่า 3.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1 ล้านล้านบาท) กับบริษัทของรัฐบาลจีน นอกจากนี้ นาจิบได้ยังได้เจรจาลับเพื่อให้เรือของกองทัพจีนสามารถเทียบท่าที่ท่าเรือ 2 แห่งในมาเลเซียได้ แม้ว่าที่สุดแล้วเรื่องนี้จะไม่ได้เกิดขึ้นจริงก็ตาม

ด้าน ลิมกวนเอ็ง รัฐมนตรีคลังมาเลเซีย เปิดเผยว่า รัฐบาลไม่ทราบเรื่องดังกล่าว และกำลังดำเนินการตรวจสอบเรื่องนี้อยู่