You are here

CG and corruptions News - 9 July 2018

ศาลฎีกาฯออกหมายจับหมอโด่ง-สุธีเด็กเสี่ยเปี๋ยงพิจารณาลับหลังข้าวจีทูจี'บุญทรง-ภูมิ'ยังนอนคุก - แนวหน้า

สมาชิกเปิดหลักฐานทุจริตจัดซื้อที่ดินสร้างสำนักงานสูง28ล้าน ร้องปลดกรรมการสอ.ครูบึงกาฬ - สยามรัฐ

ประมูล 'ดิวตี้ฟรี สุวรรณภูมิ' เอกชนรุม 'เขย่าทีโออาร์' ยันนาทีสุดท้าย - ประชาชาติธุรกิจ

คอลัมน์ ชุมชนคนหุ้น: สอบโกงGGCทำไมช้านัก – ผู้จัดการ

คอลัมน์ ผ่าประเด็นร้อน: 'ดราม่า'ย้ายพ่อเมืองเชียงราย แผนบริวารทักษิณใช้ล้มรัฐบาล - แนวหน้า

คอลัมน์ เห็นมาอย่างไรเขียนไปอย่างนั้น: ณรงค์ศักดิ์-คนดีพระคุ้ม - เดลินิวส์

คอลัมน์ ฝั่งขวาเจ้าพระยา: หมายจับ ทักษิณ ใบที่ 4 แล้วยังไง ใครมีหน้าที่จับตัวมาขึ้นศาล? – ผู้จัดการ

คอลัมน์ กวนน้ำให้ใส: ตัวการสำคัญ... มุดหัวอยู่ที่ไหน? - แนวหน้า

คอลัมน์ คิดเป็นเห็นต่าง: รู้จักพอเพียง(Sense of Sufficiency) - โพสต์ทูเดย์

รายงาน: เด็ดปีก'นาจิบ ราซัก' คอร์รัปชันกองทุน1MDB - ฐานเศรษฐกิจ

คอลัมน์ รอบโลก: คุกอดีตผู้นำปากีสถาน - ไทยรัฐ

ศาลฎีกาฯออกหมายจับหมอโด่ง-สุธีเด็กเสี่ยเปี๋ยงพิจารณาลับหลังข้าวจีทูจี'บุญทรง-ภูมิ'ยังนอนคุก - แนวหน้า ฉบับวันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ศาลฎีกานักการเมือง ออกหมายจับ "หมอโด่ง-สุธี" คนสนิท "เสี่ยเปี๋ยง" คดีระบายข้าวจีทูจี หลัง "อสส." ร้องพิจารณาคดีโดยไม่มีจำเลย ตาม "วิ อม.ใหม่" เผย "บุญทรง-ภูมิ" ยังนอนคุกสบาย ไม่ได้ประกันในชั้นอุทธรณ์

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 6 กรกฎาคม ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมือง ถ.แจ้งวัฒนะ องค์คณะพิจารณา รื้อคดีทุจริตระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ในส่วนของจำเลยที่หนีคดี ได้นัดพิจารณาครั้งแรกเพื่อสอบคำให้การจำเลย ในส่วนของ "พ.ต.นพ.ดร.วีระวุฒิ หรือหมอโด่ง วัจนะพุกกะ" อดีตเลขานุการ รมว.พาณิชย์ จำเลยที่ 3 และ นายสุธี เชื่อมไธสง คนสนิทของ นายอภิชาติ จันทร์สกุลพร หรือ เสี่ยเปี๋ยง นักธุรกิจค้าข้าวคนสำคัญ จำเลยที่ 16 ภายหลัง ที่ "อัยการสูงสุด" โจทก์ ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลนำคดีจำเลยที่ 3 และ จำเลยที่ 16 ที่หนี ไประหว่างการพิจารณาคดีเมื่อปี 2558 ซึ่งอัยการได้ฟ้องไว้พร้อมกับ นายภูมิ สาระผล อดีต รมว.พาณิชย์ และ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ กับเอกชนร่วม 28 ราย ในคดีหมายเลขดำ อม.25/2558 และคดีหมายเลขแดง อม.178/2560 (ศาลตัดสิน จำคุก นายภูมิ กับพวกรวม 18 ราย ไว้แล้วเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2560) ขึ้นมาพิจารณาใหม่ โดยไม่มีตัวจำเลย ตามพ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (วิ อม.) พ.ศ.2560 ที่ออกมาบังคับใช้แล้ว ซึ่งในมาตรา 28 บัญญัติให้ ศาลมีอำนาจพิจารณาคดีได้โดยไม่ต้องกระทำต่อหน้าจำเลย ภายหลังมีการประทับฟ้องคดีและออกหมายจับจำเลยแล้ว 3 เดือน แต่ไม่ตัดสิทธิ์จำเลยที่จะตั้งทนายความมาดำเนินการแทนตนได้ และไม่ตัดสิทธิ์จำเลยที่จะมาต่อสู้คดีเมื่อใดก็ได้ ก่อนที่ศาลจะมีคำพิพากษา

โดย นายกิตินันท์ ธัชประมุข อธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน คณะทำงานที่รับผิดชอบคดีจีทูจี กล่าวว่า ในการยื่นคำร้องขอให้นำคดีของหมอโด่ง จำเลยที่ 3 และนายสุธี จำเลยที่ 16 ขึ้นพิจารณาใหม่ ก็เป็นไปตาม วิ อม.ใหม่ที่บังคับใช้ว่า ให้พิจารณาคดีโดยไม่มีตัวจำเลยได้ ซึ่งนอกจากการยื่นคำร้องในส่วนของคดีอาญาแล้ว ยังยื่นคำร้องในส่วนของคดีแพ่งให้ชดใช้ความ เสียหายด้วย โดยในส่วนของหมอโด่ง จำเลยที่ 3 เป็นการออกคำสั่งทางปกครองของ กระทรวงพาณิชย์ ส่วนนายสุธี จำเลยที่ 16 ก็มีหน่วยงานที่ได้รับความเสียหายประกอบด้วย กรมการค้าต่างประเทศ, องค์การคลังสินค้า (อคส.), องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร(อ.ต.ก), กระทรวงพาณิชย์, กระทรวงการคลัง เป็นผู้ยื่นคำร้องทางแพ่ง โดยในส่วนของคำร้องแพ่งศาลก็ให้จำเลย ยื่นคำให้การมา หากไม่ยื่นมาตามเวลานัด ก็ให้ถือว่าขาดนัดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แล้วคดีก็จะดำเนินการต่อไป

โดยวันนี้จำเลยทั้งสองไม่ได้มาศาล ศาลจึงมีคำสั่งให้ออกหมายจับตามกระบวนการ ของ วิ อม.ใหม่ และนัดตรวจหลักฐานคดีในวันที่ 26 ตุลาคมนี้ ช่วงเช้า โดยให้ส่งหมายแจ้ง วันนัดให้ตามที่อยู่เพื่อให้จำเลยทราบ หากไม่มีผู้รับโดยชอบก็ให้ทำการปิดหมายไว้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีในส่วนของ นายภูมิ กับนายบุญทรง อดีต รมว.พาณิชย์ กับเอกชนนั้น ฝ่ายจำเลยที่ถูกตัดสินจำคุกตั้งแต่ 4-48 ปี ก็ได้ยื่นอุทธรณ์แล้ว เช่นเดียวกับฝ่ายอัยการสูงสุด ก็ได้ยื่นอุทธรณ์คดีในส่วนของจำเลยกลุ่มเอกชน 8 ราย ที่ยกฟ้องด้วย โดยขณะนี้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ก็ได้รับอุทธรณ์ไว้พิจารณาแล้ว ขณะที่นายภูมิ กับนายบุญทรง อดีต รมว.พาณิชย์, เสี่ยเปี๋ยง และเอกชน รวม 18 ราย ที่ถูกตัดสินจำคุกนั้นก็ยังไม่มีใครได้รับการประกันตัวในชั้นอุทธรณ์แต่อย่างใด

สมาชิกเปิดหลักฐานทุจริตจัดซื้อที่ดินสร้างสำนักงานสูง28ล้าน ร้องปลดกรรมการสอ.ครูบึงกาฬ - สยามรัฐ ฉบับวันที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

สมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ครูบึงกาฬจำกัด ยื่นถอดถอน พร้อมแจ้งความดำเนินคดีคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ฯ เหตุทุจริตจัดซื้อที่ดินสร้างสำนักงานสูงถึง 28 ล้าน ซึ่งราคาตามจริงเพียง 3 ล้านเท่านั้น วอนเร่งลากผู้กระทำผิดมาลงโทษ

บึงกาฬ : สมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ครูบึงกาฬ จำกัด จำนวน 34 คน นำโดย 1.นายภูริทัต ภูร์ชัยแสง 2.นายสมาน วังหอม 3.นายถนอมเกียรติ ผจงศิลป์ 4.นายสำราญ ประกายศรี 5.นายวรการ เวชวงษ์ 6.นายเจริญไชย ไชยบุปผา และ 7.นายไกรแก้ว เศรษฐแสงศรี ได้ลงชื่อยื่นมติถอดถอนประธาน และคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ออมทรัพย์ครูบึงกาฬจำกัด กรณีการจัดซื้อที่ดินของสหกรณ์ จำนวน 15 ไร่ วงเงิน 28 ล้านบาท ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

นายภูริทัต ภูร์ชัยแสง สมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ครูบึงกาฬ จำกัด กล่าวว่า จากการรายงานผลการตรวจสอบการดำเนินการ และระบบการเงินบัญชีสหกรณ์ออมทรัพย์ครูบึงกาฬจำกัด ของผู้ตรวจสอบกิจการ พบว่า การประชุมคณะกรรมการสหกรณ์ ครั้งที่ 12/2560 เมื่อวันที่ 26 ธ.ค.60 ได้มีมติอนุมัติให้จัดซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 20485,20486 และ 20487 ตำบลโนนสมบูรณ์ อำเภอเมือง รวม 3 แปลง ในราคา28 ล้านบาท โดยให้ประธานกรรมการ และผู้จัดการสหกรณ์ เป็นผู้มีอำนาจลงนามในเอกสารสำคัญในนามสหกรณ์ฯ เพื่อซื้อขาย ที่ดินกับอดีตกรรมการสหกรณ์ และจากการตรวจสอบของสำนักที่ดินจังหวัดบึงกาฬ พบว่า ที่ดิน 3 แปลงดังกล่าวมีการซื้อขายระหว่างอดีตกรรมการสหกรณ์ กับเจ้าของที่ดินเดิมเมื่อวันที่ 1 มี.ค.60 ในราคาเพียง 3 ล้านบาทเท่านั้น การดำเนินการของคณะกรรมการสหกรณ์ จึงส่อไปในทางทุจริต มีการปั่นราคาที่ดิน และฟอกเงิน เพราะเป็นการจัดซื้อจากบุคคลในกลุ่มเดียวกันจนอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของสหกรณ์ฯ และสมาชิก

สมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ครูบึงกาฬจำกัด กล่าวว่า ทั้งนี้ สมาชิกจึงได้ดำเนินการร้องทุกข์และแจ้งความดำเนินคดีที่สภ. เมืองบึงกาฬ เมื่อวันที่ 29 มี.ค.61 กับคณะกรรมการสหกรณ์ โดยเฉพาะบุคคล 3 คน ได้แก่ ประธานกรรมการ ผู้จัดการสหกรณ์ และอดีตกรรมการสหกรณ์ เนื่องจากมีพฤติการณ์การทุจริตฉ้อโกงทรัพย์สินและเงินทุนสหกรณ์ ขัดต่อข้อบังคับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูบึงกาฬจำกัด พ.ศ. 2558 และบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บสหกรณ์ พ.ศ. 2542 และต่อมามีเรื่องอื้อฉาว มีปัญหาการทุจริตและแจ้งความดำเนินคดี มีการนำที่ดินมาแจ้งจดขายคืนในราคา 28 ล้านบาทเช่นเดิม แต่ไม่นำเข้าบัญชีของสหกรณ์ นับตั้งแต่วันซื้อขายและโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2561 ถือเป็นการยักยอก ฉ้อโกงเงิน และทรัพย์สินของสหกรณ์ จึงได้แจ้งความดำเนินคดีต่อบุคคลทั้ง 3 เพิ่มอีกกระทง โดยมองว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการวางแผนทุจริตเป็นขั้นเป็นตอนมีข้อสังเกตคือ จากการที่บุคคลทั้ง 3 เข้ามาเกี่ยวพันกันหาผลประโยชน์โดยตรงหรือทับซ้อนอย่างมีนัย เงื่อนงำ แอบแฝงอย่างผิดปกตินิสัยอีกครั้งแสดงเจตนาไม่สุจริต

นายภูริทัต กล่าวว่า นอกจากนี้ การประชุมสามัญประจำปี 2560 เมื่อวันที่ 24 มิ.ย.61 ที่ผ่านมา ณ อาคารอเนกประสงค์โรงเรียนอนุบาลบึงกาฬวิศิษฐ์อำนวยศิลป์ คณะกรรมการสหกรณ์ ได้ดำเนินการโดยไม่ชอบด้วยระเบียบข้อบังคับของสหกรณ์ โดยไม่แจ้ง และส่งวาระการประชุมให้กับสมาชิกทราบล่วงหน้าก่อน 7 วัน สมาชิกจึงไม่มีโอกาสได้ศึกษา ตรวจสอบรายงานการประชุม หรือร่างบัญชีงบดุลต่างๆและไม่เปิดโอกาสให้สมาชิกสอบถามข้อสงสัยโดยเฉพาะกรณีการทุจริตจัดซื้อที่ดินและการยักยอกเงินสหกรณ์ 28 ล้านบาท รวมทั้งมีการจ้างตำรวจมาควบคุมตัวสมาชิก กักขัง หน่วงเหนี่ยว คุกคามไม่ให้เข้าร่วมฟังการประชุม และข่มขู่จะทำร้าย เพราะเกรงว่าสมาชิกจะอภิปรายเปิดโปงการทุจริต และการเลือกตั้งคณะกรรมการสหกรณ์ฯ ชุดใหม่ เกิดความวุ่นวายไม่เป็นไปตามระเบียบกฎหมาย ไม่มีรูปแบบและวิธีการที่ถูกต้องเหมาะสม ใช้อำนาจเผด็จการในที่ประชุม ยกมือนับคะแนนเลือกกรรมการตามใจชอบ ทำให้สมาชิกประท้วงและ Walk Out ออกจากที่ประชุมเกือบทั้งหมด

"ทั้งนี้ คดีดังกล่าว ทางกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบึงกาฬ ได้รับเรื่องดำเนินคดีโดยแต่งตั้ง พ.ต.อ.อัครชัย ยลโสภณ รองผู้บังคับการกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบึงกาฬ เป็นประธานคณะกรรมการสอบสวนคดี อย่างไรก็ตาม อยากเรียกร้องให้นายทะเบียนสหกรณ์และหน่วยงานที่รับผิดชอบ เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง และนำผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมายโดยเร็ว"

ประมูล 'ดิวตี้ฟรี สุวรรณภูมิ' เอกชนรุม 'เขย่าทีโออาร์' ยันนาทีสุดท้าย - ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ขยับไทม์ไลน์มาเป็นระยะสำหรับโครงการประมูลพื้นที่เชิงพาณิชย์ หรือร้านค้าปลอดอากร (ดิวตี้ฟรี) ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ที่สัญญาเดิมระหว่างบริษัท ท่าอากาศไทย หรือ ทอท. กับบริษัท คิง เพาเวอร์ จำกัด กำลังจะสิ้นสุด ก.ย.2563 นี้

จากแผนเดิมที่ ทอท. จะกำหนดกรอบและรายละเอียดทีโออาร์ให้แล้วเสร็จในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ต่อมาได้ขยับช่วงเวลามาอย่างต่อเนื่องเป็น เดือน มี.ค., เม.ย., พ.ค. ฯลฯ เพื่อให้มีเวลาในการพิจารณาที่จะเสนอตัวเข้าร่วมประมูล และคัดเลือกได้ภายใน ก.ย. ให้ผู้ประกอบการที่ได้รับคัดเลือกมีเวลาเตรียมตัวล่วงหน้า 2 ปี ก่อนที่สัญญาเดิมจะสิ้นสุดลง

ล่าสุด ทอท.ประกาศเลื่อนออกร่างทีโออาร์มาเป็นช่วง ก.ค.-ส.ค.อีกรอบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปมปัญหาที่การประมูลพื้นที่ดิวตี้ฟรี ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ รอบนี้ถูกจับตามองจากหลายฝ่ายเป็นผลมาจากการที่กลุ่มทุนล็อตเต้ ดิวตี้ฟรีรายใหญ่จากเกาหลีตัดสินใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทยตามคำเชิญชวนของรัฐบาลไทยเมื่อปลายปี 2558 แต่ติดปัญหาไม่มีจุดส่งมอบสินค้าสาธารณะ (pick up counter)

ปรากฏการณ์ "เขย่า" สัญญาสัมปทานดิวตี้ฟรี ของ ทอท. จึงเริ่มขึ้น เป็นต้นมา บวกกับสัมปทานดิวตี้ฟรี สนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิที่กำลัง จะหมดสัญญาลงพอดี

ชื่อ "รวิฐา พงศ์นุชิต" อดีตรองอธิบดีกรมสรรพากร ปรากฏขึ้นในฐานะนายกสมาคมการค้าร้านค้าปลอดอากรไทย พร้อมทั้งยังได้ผนึกกำลังกับ "สมาคมค้าปลีกไทย" ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้หน่วยงานที่กำกับดูแล ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงการคลัง กระทรวงการท่องเที่ยวฯ กระทรวงคมนาคม กรมศุลกากร รวมถึง ทอท.เข้ามาดูแลและรับผิดชอบ และเปิดจุดส่งมอบสินค้าให้กับผู้ประกอบการรายใหม่ ๆ สามารถใช้ได้ด้วย

ขณะที่ ทอท.ยังยึดแนวปฏิบัติตามสัญญาเดิม พร้อมประกาศชัดว่า "หมดสัญญาสัมปทานเมื่อไหร่ค่อยว่ากัน"

ความเคลื่อนไหวเพื่อเขย่า "สัมปทานดิวตี้ฟรี" ยิ่งทวีดีกรีเพิ่มขึ้นไปอีก

"รวิฐา" ในฐานะนายกสมาคมการค้า ร้านค้าปลอดอากรไทย ผู้นำการเคลื่อนไหวอาศัยความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายเขย่า ทอท. ต่อเนื่องทั้งเขย่าด้วยตัวเอง จับมือ กับสถาบันการศึกษา นักวิชาการด้านกฎหมาย ทีดีอาร์ไอ รวมถึงภาคธุรกิจที่มีแนวร่วมเดียวกัน

มีเป้าหมายผลักดันให้ "สัมปทาน ดิวตี้ฟรี" ในสนามบินหลักของไทย เปลี่ยนไปในทิศทางเดียวกับนานาประเทศ และไม่ผูกขาด ล่าสุด สมาคมร้านค้าปลอดอากรไทย (TDFA) สมาคมผู้ค้าปลีกไทย (TRA) รวมพลังอีกระลอกใหญ่

คราวนี้เป็นการยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงนายนิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. เพื่อชี้แจงถึงแนวทางปฏิบัติ พร้อมข้อเสนอแนะในการทำร่างทีโออาร์ประมูลร้านค้าดิวตี้ฟรี

จดหมายดังกล่าวได้เสนอให้ ทอท.พิจารณาให้สัมปทานตามหมวดสินค้า ซึ่งเป็นสัมปทานที่ให้กับผู้ประกอบการหลายราย เพราะเป็นรูปแบบที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางจากประเทศชั้นนำ ทั่วโลก ที่สำคัญ พื้นที่ที่ ทอท.จะเปิดประมูลมีขนาดใหญ่พอที่จะให้สัมปทานตามหมวดสินค้า ทั้งเป็นรูปแบบที่ทำให้เกิดการแข่งขันส่งผลต่อรายได้ที่เพิ่มขึ้น

พร้อมระบุว่า เพื่อให้ขั้นตอนการคัดเลือกผู้ได้รับสัมปทานโปร่งใสมีประสิทธิภาพ จึงเสนอให้ ทอท.เปิดเผยชื่อกลุ่มที่ปรึกษาในกรณีการให้สัมปทานดิวตี้ฟรี และพื้นที่เชิงพาณิชย์พร้อมประกาศกำหนดการคัดเลือกผู้ได้รับสัมปทานเป็นทางการและชัดเจน ป้องกันความคลาดเคลื่อนจากการติดตามข้อมูลข่าวสารผ่านการให้สัมภาษณ์ของผู้บริหาร รวมถึงประกาศเชิญชวนผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียให้ร่วมออกความคิดเห็น

ฟาก "นิตินัย ศิริสมรรถการ" กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. ยืนยันเมื่อปลายมิ.ย.ที่ผ่านมาว่า ยังอยู่ ในกระบวนการศึกษาข้อดี-ข้อเสียของสัญญาสัมปทาน ทั้งให้ในรูปแบบ สัมปทานรายใหญ่รายเดียว, สัมปทานตามกลุ่มสินค้า รวมถึงให้สัญญาสัมปทานตามโลเกชั่น อย่างละเอียดและรอบคอบ

และที่ผ่านมาก็มีผลการศึกษา ออกมาบ้างแล้ว แต่ยังไม่สมบูรณ์นัก ซึ่งพบว่าแต่ละรูปแบบมีข้อดี-ข้อเสียที่แตกต่างกัน ดังนั้น ทอท.จึงต้องใช้เวลาอีกสักระยะ เพื่อรอดูผลการศึกษาที่สมบูรณ์อีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม ในเดือน ก.ค.-ส.ค.นี้ ร่างทีโออาร์ประมูลจะเสร็จสมบูรณ์แน่นอน และจะพยายามดำเนินการให้ได้ผู้ประกอบการในสิ้นปีนี้

"ทอท." จะคลอดทีโออาร์และฝ่าด่าน "ความโปร่งใส" ที่หลายฝ่ายจับจ้องอยู่ได้ตามแผนหรือไม่ และปฏิบัติการ "เขย่า" ทีโออาร์ของกลุ่มตัวแทนภาคเอกชนที่ยืดเยื้อมากว่า 2 ปี มาจนถึงนาทีสุดท้ายนี้ จะผลิดอกออกผลแค่ไหน อีกไม่นานรู้กันแน่นอน !

คอลัมน์ ชุมชนคนหุ้น: สอบโกงGGCทำไมช้านัก - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

สุนันท์ ศรีจันทรา

การสอบสวนสต๊อกน้ำมันปาล์มดิบมูลค่าประมาณ 2,100 ล้านบาทที่ "ล่องหน" ผ่านไปกว่า 1 สัปดาห์แล้ว แต่ยังไม่มีผู้บริหารบริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด(มหาชน) หรือ GGC คนใดออกมาชี้แจงถึงความคืบหน้า ทั้งที่การสอบสวนไม่น่ามีความสลับซับซ้อนอะไรมากนัก

ภายในเวลาไม่กี่วัน นับจากตรวจสอบพบการหายไปของสต๊อกน้ำมันปาล์มดิบ สาธารณชนควรได้รับรู้แล้วว่า สต๊อกน้ำมันปาล์มหายได้อย่างไร ใครร่วมขบวนการทุจริต และมูลค่าความเสียหายที่แท้จริงเป็นเท่าไหร่ แต่กระบวนการสอบสวนยังเงียบสนิท

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้ออกคำสั่งให้คณะกรรมการ GGC ชี้แจงข้อมูลวัตถุดิบคงคลังในระบบแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญกับปริมาณที่มีอยู่จริง และประเมินความเพียงพอของระบบควบคุมภายใน โดยรายงานผลการตรวจสอบภายในวันที่ 31 กรกฎาคมนี้

และหากพบการทุจริต คณะกรรมการและผู้บริหารบริษัท ต้องรับผิดชอบดูแลให้บริษัทดำเนินการตามกฎหมายกับผู้กระทำผิดโดยไม่ชักช้า

การขีดเส้นให้ฝ่ายบริหาร GGC ต้องแจ้งผลการตรวจสอบสต๊อกน้ำมันปาล์มดิบภายในวันที่ 31 กรกฎาคม หรือนับจากนี้อีกประมาณ 3 สัปดาห์นั้น เป็นการกำหนดเวลาที่ยาวนานเกินไป เพราะภายใน 15 วัน GGC น่าจะสรุปผลการตรวจสอบขบวนการปล้นสต๊อกได้เสร็จสิ้น

GGC เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ อยู่ในกลุ่มบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ซึ่งควรจะมีระบบการบริหารจัดการที่ดี และเมื่อเกิดปัญหาการทุจริต โดยเฉพาะน้ำมันปาล์มดิบจำนวนกว่า 71,000 ตันที่หายไป น่าจะตรวจสอบได้ภายในเวลาไม่กี่วัน

การทุจริตในหน่วยงานรัฐ เช่นการทุจริตเงินช่วยเหลือคนจน ผลการสอบสวนอาจเป็นไปอย่างยืดยาด กระบวนการลงโทษผู้กระทำผิดอาจใช้เวลายาวนาน ไม่ทันใจประชาชน แต่ GGC เป็นบริษัทเอกชน ซึ่งไม่น่าจะมีปัญหาล่าช้า หรือ เกิดการลูบหน้า

การทุจริตในหน่วยงานรัฐ เช่นการทุจริตเงินช่วยเหลือคนจน ผลการสอบสวนอาจเป็นไปอย่างยืดยาด กระบวนการลงโทษผู้กระทำผิดอาจใช้เวลายาวนาน ไม่ทันใจประชาชน แต่ GGC เป็นบริษัทเอกชน ซึ่งไม่น่าจะมีปัญหาล่าช้า หรือ เกิดการลูบหน้าปะจมูกอะไร

และคณะกรรมการ GGC ซึ่งกินเงินเดือน รับเบี้ยประชุม หรือมีสวัสดิการต่างๆจากผู้ถือหุ้น ไม่น่าจะพยายามประวิงเวลาการสอบสวน เพื่อปกป้องผู้กระทำความผิดวันนี้ GGC น่าจะเปิดข้อมูลขบวนการยักยอกสต๊อกวัตถุดิบของบริษัทให้สังคมรับรู้ และฝ่ายบริหารบริษัทฯน่าจะแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ร่วมกระทำผิดทุกรายไปแล้ว แต่ทุกอย่างยังอยู่ในความเงียบ ไม่รู้คณะกรรมการสอบสวนเป็นใครกันบ้าง และจะใช้เวลาสอบสวนยาวนานเท่าใด

การทุจริตสต๊อกวัตถุดิบมูลค่าประมาณ 2,100 ล้านบาท ไม่ใช่เรื่องเล็ก แต่เป็นคดีฉาวโฉ่ที่กระทบต่อภาพลักษณ์กลุ่ม ปตท. ซึ่งผู้บริหาร GGC หรือแม้กระทั่ง ผู้บริหารบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ GGC ควรเปิดแถลงข่าว ชี้แจงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในทันที

ไม่ใช่ปิดปากเงียบ เอาตัวรอดกันหมด

ฝ่ายบริหาร PTTGC และ GGC อาจไม่ทุกข์ร้อนกับความเสียหายจากการโกงสต๊อกวัตถุดิบของบริษัทฯ ครั้งนี้ แต่อย่างน้อย ควรสำนึกในความเสียหายของผู้ถือหุ้นรายย่อยจำนวน 7,599 รายของ GGC ตระหนักในการปกป้องดูแลผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นทุกคน

ผู้ถือหุ้น GGC อยู่ในภาวะทุกข์ใจ อยากรู้ว่า ความเสียหายจากการปล้นสต๊อกวัตถุดิบนั้นมีมูลค่าเท่าใดแน่ กระทบต่อการดำเนินงานของบริษัทขนาดไหน เพื่อจะตัดสินใจได้ว่า ควรจะลงทุนในบริษัทจดทะเบียนแห่งนี้ต่อไป

หรือเทขายหุ้นทิ้งทั้งหมด เส้นตายที่ ก.ล.ต.ขีดไว้ สำหรับการสอบสวนการโกงใน GGC ยาวนานเกินไป และฝ่ายบริหาร GGC ไม่จำเป็นต้องรอถึงวันที่ 31 กรกฎาคมจึงสรุปผลการสอบสวน แต่ควรเร่งสอบสวนสรุปผลโดยเร็ว

ภายในสัปดาห์เดียวนับจากนี้ ฝ่ายบริหาร GGC น่าจะเปิดแถลงข่าวการ "ล่องหน"ของสต๊อกน้ำมันปาล์มจำนวนกว่า 71,000 ตันได้ ถ้าระบบการตรวจสอบภายในของบริษัทไม่ไร้ประสิทธิภาพ หรือ เข้าขั้น"ห่วย"

และฝ่ายบริหาร GGC ไม่ทำงานระบบเช้าชามเย็นชามเหมือนข้าราชการ โดยไม่ตระหนักถึงหัวอกผู้ถือหุ้นที่กำลังร้อนใจกับความเสียหายจากการทุจริตสต๊อกวัตถุดิบมูลค่ากว่า 2,100 ล้านบาท.

คอลัมน์ เห็นมาอย่างไรเขียนไปอย่างนั้น: ณรงค์ศักดิ์-คนดีพระคุ้ม - เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

อนุภพ

ในปีนี้ คงไม่มี ข้าราชการคนไหนที่โด่งดัง เท่ากับ ผู้ว่าราชการจังหวัดที่ชื่อ "ณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร"

เขาโด่งดังเพราะ มีผลงานที่ควรได้รับการชื่นชม

เขาโด่งดังเพราะ เป็นคนตรง อะไรที่ไม่ถูกไม่ควร อะไรที่ไม่ถูกต้อง ไม่โปร่งใส จะไม่ยอมเซ็นอนุมัติให้ดำเนินการในทุกกรณี

เขาโด่งดังเพราะ เป็นข้าราชการที่ทำงานเอาจริงเอาจัง ได้รับมอบหมายให้ดูแลงานอะไร เขาจะรับผิดชอบดำเนินการจนงานได้รับความสำเร็จ

เขาโด่งดังเพราะ มีความเป็นผู้นำสูง ใครทำงานด้วยจะยกย่องชมเชยผู้ว่าฯ ท่านนี้เกือบทุกคน

เขาโด่งดังเพราะ ทำหน้าที่ช่วย 13 ชีวิตติดถ้ำหลวงอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ไม่ยอมหลับยอมนอน ทำงานร่วมกับทีมงานเสมือนว่าเหนื่อยต้องเหนื่อยด้วยกัน

เขาโด่งดังเพราะ ก่อนรับหน้าที่ช่วยชีวิตเหล่าหมูป่าติดถ้ำหลวง เขา ถูกย้าย ให้ ไปดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา ทั้ง ๆ ที่ขณะเขาเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ผลงานเป็นที่ปรากฏ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้เหตุผลว่า ครบวง รอบตามแผนการแต่งตั้งโยกย้ายกลางปี

แต่ที่แปลกคือ ถ้าจะย้าย "ณรงค์ศักดิ์" ควรเขยิบขึ้นไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดในจังหวัดที่ใหญ่ขึ้น แต่นี่มันไม่ใช่ เพราะก็รู้ ๆ อยู่ว่าเชียงรายกับพะเยานั้น จังหวัดไหนใหญ่กว่ากัน

และประการสำคัญที่สุด เขาโด่งดังเพราะ เขาไปทำหน้าที่ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา แต่ยังคงทำหน้าที่ ผู้บัญชาการ ศูนย์อำนวยการร่วมค้นหาผู้สูญหายในวนอุทยานแห่งชาติถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน จังหวัดเชียงราย (ศอร.) อยู่ โดยที่เชียงรายมีผู้ว่าราชการจังหวัดคนใหม่แล้วชื่อว่า "ประจญ ปรัชญ์สกุล" ซึ่งเดิมเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา เรียกได้ว่า สลับร่างกันลงตัวพอดี ระหว่างเชียงรายกับพะเยา

ยิ่งมีข่าวแพร่งพรายออกมาว่า ตลอดเวลาที่ "ณรงค์ศักดิ์" เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เขาไม่ยอม เซ็นอนุมัติโครงการที่ไม่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์มากกว่า 20 โครงการ ยิ่งทำให้ผู้คนสงสัยไปทั่วบ้านทั่วเมืองว่า "ณรงค์ศักดิ์" ถูกย้ายเพราะเหตุผลจริง ๆ อะไรกันแน่

ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรไม่มีใครทราบได้ ยกเว้นบุคคลที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และรวมถึงคณะรัฐมนตรีที่เป็นผู้อนุมัติในขั้นสุดท้าย

แต่ทั้งข่าวที่หลุดออกมาและ จังหวะเวลา ของการโยกย้ายดูจะไม่เข้าข้างผู้ที่เป็นรัฐมนตรีเท่าใดนัก

คนทั้งประเทศล้วนคิด เห็นใจ "ณรงค์ศักดิ์" ด้วยกันทั้งนั้น และ เชื่อว่า ถูกย้ายเพราะขวางทางปืนหรือเหยียบตาปลาคนบางคนเสียมากกว่า

จะสงสัยมากน้อยเพียงใดแต่ "ณรงค์ศักดิ์" ถูกย้ายไปอยู่พะเยาเรียบร้อยแล้ว

เขาไม่ปริปากบ่นจากการถูกย้าย และเขาไม่แสดงอาการไม่พอใจ เนื่องมาจากการถูกย้ายแต่อย่างใด

เขา สงบนิ่ง และคงทำงานที่ได้รับมอบหมายอย่างเอาจริงเอาจังต่อไป โดยไม่ย่อท้อ

และสิ่งเหล่านี้ทำให้ "ณรงค์ศักดิ์" โดดเด่นมากขึ้นไปอีก

นี่คือสิ่งที่เรียกว่า คนดีนั้นพระคุ้ม

นอกจากพระจะคุ้มแล้ว เชื่อว่าผียังช่วยคุ้มเขาอีกแรงด้วย

ขอเป็นกำลังใจแก่ "ณรงค์ศักดิ์" มา ณ โอกาสนี้.

คอลัมน์ ผ่าประเด็นร้อน: 'ดราม่า'ย้ายพ่อเมืองเชียงราย แผนบริวารทักษิณใช้ล้มรัฐบาล - แนวหน้า ฉบับวันที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ทีมข่าวการเมือง

สถานการณ์สร้าง "วีรบุรุษ" สืบเนื่องจากกรณีนักฟุตบอลเยาวชนอำเภอแม่สาย ทีมหมูป่าอะคาเดมีรวม 13 คน ไปติดอยู่ในถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอนทำให้ชื่อของนายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายที่ถูกย้ายไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยาหลังจากทำงานที่เชียงรายได้ 15 เดือน กลาย เป็น"ดราม่า" ประเด็นทางด้านการเมืองขึ้นมา แถมมีเสียงต่อว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย "บิ๊กป๊อก" พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา แบบหนักๆ ทีเดียว

โผล่ออกมาในสื่อสารมวลชนสายบริวารทักษิณมั่ง ในโซเชียลมีเดียของกลุ่มคนที่ไม่ชอบรัฐบาล "บิ๊กตู่" พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มั่งว่ารัฐบาลแกล้งย้าย ผู้ว่าราชการจังหวัด แบบไม่เป็นธรรม ซึ่งมันก็เหมือนกรณีที่ก่อนหน้านี้ 2 สัปดาห์มีการปล่อยกระแสโจมตีรัฐบาลเรื่องการให้เงินงบประมาณสนับสนุนศาสนาอิสลามสร้างมัสยิด หรือสุเหร่าไปเชื่อมโยงกับกรณีที่ เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมพระสงฆ์ระดับคณะกรรมการมหาเถรสมาคม ว่ารัฐบาล "ลุงตู่" จงใจทำลายพุทธศาสนา เรียกว่าโจมตีแล้วก็นำเอาภาพพลเอกประยุทธ์แต่งกายแบบชนชาวไทยมุสลิมมาแสดงให้ดู

แถมมีการตัดต่อแพร่ภาพและออกข่าวว่าอาจารย์น้อง-รศ.นราพร จันทร์โอชา ภริยาของนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ เป็นมุสลิม ว่ากันเป็นฉากๆสร้างกระแสล้มรัฐบาลทหาร คสช. ซึ่งเมื่อสืบสวนทวนความแล้วคนปล่อยข่าวจะเป็นกลุ่มข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจบางกลุ่มบางพวกบางสาย ที่ไม่พอใจพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ และ พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา คนเหล่านี้คือลูกน้องเก่าสายทักษิณนั่นแหละไม่ใช่พวกไหน

อย่างกรณีนายณรงค์ศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยานั้น ได้มีการปล่อยผ่านโซเชียลมีเดียถึงประวัติของผู้ว่าราชการจังหวัดท่านนี้ เป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โตว่า นายณรงค์ศักดิ์ไม่ใช่สิงห์ คือไม่ได้จบรัฐศาสตร์การปกครอง จากสิงห์ดำ สิงห์แดง สิงห์ทอง สิงห์ขาวแต่จบวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต วิศวกรรมโยธาจาก ม.เกษตรศาสตร์ นิติศาสตรบัณฑิตและประกาศนียบัตรกฎหมายการที่ดินและทรัพย์สิน ม.สุโขทัยธรรมาธิราช เทคโนโลยีบัณฑิตเทคโนโลยีสารสนเทศธุรกิจ ม.สุโขทัยธรรมาธิราช รัฐประศาสนศาสตรบัณฑิต ม.สุโขทัย ธรรมาธิราช และปริญญาโท Master of Science Geodetic Science and Surveying ของ The Ohio State University สหรัฐอเมริกา

ประวัติการทำงานที่ผ่านมาคือเริ่มทำงานในกรมที่ดิน นั่งเก้าอี้ ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย เขตตรวจราชการที่ 7 จังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ และตรัง ที่ปรึกษาด้านวิศวกรรมสำรวจ วิศวกรสำรวจทรงคุณวุฒิกรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย ผู้อำนวยการสำนักเทคโนโลยีทำแผนที่กรมที่ดิน ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลแผนที่ รูปแปลงที่ดินแห่งชาติ กรมที่ดิน เลขานุการกรม กรมที่ดิน กรรมการในคณะกรรมการบริหาร เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ของกระทรวงมหาดไทย ฯลฯ แล้วมาเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย จนย้ายไปพะเยา

สื่อมวลชนระบุออกมาว่านายณรงค์ศักดิ์เป็นผู้ที่มีความแข็งโป๊ก ตรงเป๊ะในการทำหน้าที่ควบคุมการใช้ งบราชการ อย่างสุดลิ่ม ทิ่มประตู หากโครงการใดตรวจสอบแล้วมีแววว่า "ไม่โปร่งใส" เขาจะเมินหน้าใส่ไม่เซ็นอนุมัติให้โครงการนั้นๆ ผ่านทุกกรณี ไม่เว้นแม้แต่ โครงการที่ใช้งบกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล คสช. หาก ตรวจสอบพบ "ความไม่ชอบมาพากล" ขาดความรัดกุมรอบคอบทุกอย่างต้องหยุดชะงักลงโดยเฉพาะกรณีล่าสุดเมื่อต้นปี 2561 ที่ผ่านมา กรณีเทศบาลนครเชียงราย ขออนุมัติใช้งบอัดฉีดเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ 32 ล้านบาท

เพื่อสร้างอนุสาวรีย์ช้าง คู่บารมีพญามังราย บนเกาะกลางแม่น้ำกกเพื่อเป็น "สัญลักษณ์ ส่งเสริมการท่องเที่ยว ตามนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะเร่งด่วน ของ รัฐบาล" แต่ ผู้ว่าฯ เชียงรายกลับ ไม่ยอมเซ็นเลยมีเหตุอันทำให้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว. มหาดไทย สั่งให้ "ตรวจสอบ ข้อเท็จจริง ภายใน 3 วันและ สาเหตุที่ไม่ยอมเซ็นให้ผ่าน ผู้ว่าฯเชียงรายให้เหตุผล เรื่องนี้ ว่า เกาะกลางลำน้ำกกที่จะสร้าง อนุสาวรีย์ช้างคู่บารมีพญามังราย เป็น พื้นที่สันดอนทรายรุกล้ำลำน้ำธรรมชาติอย่างชัดเจน

หากผวจ.เซ็นอนุมัติไปจะกลายเป็น "คนเซ็นผิดกฎหมายทันที รวมไปถึงงบอัดฉีด กระตุ้นเศรษฐกิจ 32 ล้านบาท" ก็สูญฟรี ข้อมูลระบุด้วยว่านับตั้งแต่ ผู้ว่าฯ ณรงค์ศักดิ์ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ว่าฯ เชียงราย 1 ปี มีโครงการอัดฉีดเร่งด่วนโดนเด้งกลับไปแล้วถึง 20 โครงการ เลยมีการสร้างกระแสว่ากระทรวงมหาดไทยเจตนาย้ายแบบไม่เป็นธรรม

ไลน์กลุ่มหลายๆแห่งทั่วประเทศ มีกลุ่มคนไม่ชอบพลเอกประยุทธ์โจมตีหนักเรื่องย้ายผู้ว่าฯ ณรงค์ศักดิ์ บางไลน์ก็โจมตีไปเลยเถิดเลยธงให้บิ๊กตู่ ปลดรมว.มหาดไทย พลเอกอนุพงษ์ออกไปจากตำแหน่งเสียเลย ซึ่งหากฝ่ายข่าวกรองรัฐบาลคุ้ยลงไปจะพบว่าคนพวกนี้คือลูกน้องของระบอบทักษิณทั้งนั้นแหละไม่ใช่พวกไหนหรอก!!

คอลัมน์ ฝั่งขวาเจ้าพระยา: หมายจับ ทักษิณ ใบที่ 4 แล้วยังไง ใครมีหน้าที่จับตัวมาขึ้นศาล? - ผู้จัดการสุดสัปดาห์ 360 องศา ฉบับวันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

โชกุน

พระราชบัญญัติว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2560 มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2560

มาตรา 28 วรรคสองของกฎหมายนี้ บัญญัติว่าในกรณีที่ได้ออกหมายจับจำเลยแต่ไม่สามารถจับจำเลยได้ ภายในสามเดือนนับแต่ออกหมายจับ ให้ศาลมีอำนาจพิจารณาคดีได้โดยไม่ต้องกระทำต่อหน้าจำเลย

ในบทเฉพาะกาล มาตรา 69 ระบุว่า บทบัญญัติในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ ไม่กระทบต่อการ ดำเนินการใดในคดีที่ยื่นฟ้องไว้และได้ดำเนินการไปแล้วก่อนวันที่ พระราชบัญญัติฉบับนี้ใช้บังคับ

ผลของกฎหมายนี้ ทำให้คดีที่นายทักษิณ ชินวัตร ถูกฟ้องเป็นจำเลยต่อศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หลายคดี ที่ศาลสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบเดินหน้าต่อไปได้

ตามหลักกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา การพิจารณาคดีต้องทำต่อหน้าจำเลย ถ้าจำเลยหลบหนี ศาลต้องออกหมายจับ ตำรวจต้องไปตามจับตัวจำเลยมา ขึ้นศาล ถ้ายังจับไม่ได้ ก็ไม่สามารถพิจารณาคดีได้ ต้องจำหน่ายคดีออกจาก สารบบ คดียุติชั่วคราว จนกว่าจะนำตัวจำเลยมาขึ้นศาลได้

คดีของนายทักษิณที่ค้างอยู่ในศาลฎีกา แผนกคดีของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีจำนวน 5 คดี คือ

1. คดีปล่อยกู้เอ็กซิมแบงก์ ที่ ป.ป.ช. ยื่นฟ้องนายทักษิณ ในความผิดฐาน เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการหรือดูแลเข้ามีส่วนได้เสียเพื่อประโยชน์สำหรับตัวเองหรือผู้อื่นในกิจการนั้น และเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กรณีที่จำเลยอนุมัติเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย หรือเอ็กซิมแบงก์ ให้กับรัฐบาลพม่า วงเงิน 4,000 ล้านบาท ในโครงการปรับปรุงระบบโทรคมนาคมของประเทศพม่า เพื่อเอื้อประโยชน์ในธุรกิจดาวเทียม ที่มีการสั่งซื้ออุปกรณ์จากบริษัท ชิน แซทเทลไลท์ และบริษัทในเครือตระกูล ชินวัตร โดยวันที่ 16 ก.ย. 51 ศาลสั่งให้ออกหมายจับเพื่อให้ติดตามตัวมาในนัดพิจารณาคดีครั้งแรกเนื่องจาก"ทักษิณ"ไม่มาศาลและหนีคดีไป และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความชั่วคราว

2.คดีทุจริตโครงการออกสลากพิเศษเลขท้าย 2 และ 3 ตัว(หวยบนดิน) ที่ ป.ป.ช. ยื่นฟ้องนายทักษิณ, คณะรัฐมนตรี และผู้บริหารสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล รวม 47 คน เป็นจำเลย ศาลนัดพิจารณาคดีครั้งแรกวันที่ วันที่ 26 ก.ย.51 และมีคำสั่งให้ออกหมายจับนายทักษิณ จำเลยที่ 1 และให้จำหน่ายคดีเฉพาะส่วนของนายทักษิณเป็นการชั่วคราวจนกว่าจะได้นำตัวมาพิจารณาคดี

ส่วนจำเลยคนอื่น ศาลฎีกาฯ มีคำพิพากษาวันที่ 30 ก.ย.52 ยกฟ้องคณะรัฐมนตรี แต่ให้จำคุกและปรับจำเลยบางคน โดยโทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้ 2 ปี

3.คดีทุจริตแปลงสัมปทานมือถือ-ดาวเทียม เป็นภาษีสรรพสามิต ที่อัยการสูงสุด ยื่นฟ้องนายทักษิณ ชินวัตร ในความผิด กรณีออกกฎหมายแก้ไขค่าสัมปทานโทรศัพท์มือถือ-ดาวเทียม เป็นภาษีสรรพสามิต เอื้อประโยชน์ธุรกิจบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ทำให้รัฐเสียหาย 6.6 หมื่นล้านบาท โดยศาลฯนัดพิจารณาคดีครั้งแรกวันที่ 15 ต.ค.51 และศาลได้ออกหมายจับนายทักษิณ จำเลย เนื่องจากไม่มาศาล

4.คดียื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จ ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ยื่นคำร้อง ขอให้ศาลฎีกาฯ วินิจฉัยว่า นายทักษิณ ชินวัตร อดีต นายกฯ จงใจยื่นบัญชีแสดงทรัพย์สินและหนี้สินของ ตนเองหรือคู่สมรส หรือบุคคลที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ม.263 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ( ป.ป.ช.) พ.ศ.2542 ม.119 โดยศาลฎีกาฯนัดพิจารณาคดีครั้งแรกวันที่ 29 ก.ค.2553 แต่นายทักษิณ ไม่มาศาล ศาลสั่งให้ออกหมายจับ

5.คดีธนาคารกรุงไทยปล่อยกู้กฤษดามหานคร ที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายทักษิณ จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยอื่นๆ รวม 27 ราย กรณีที่มีการอนุมัติ สินเชื่อมูลค่ากว่า 9,000 ล้านบาทของธนาคารกรุงไทยฯ ให้กับกลุ่ม บมจ.กฤษดามหานคร ที่มีสถานะอยู่ในกลุ่มลูกหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้

วันที่ 11 ต.ค. 2555 ศาลนัดพิจารณาคดีครั้งแรกเพื่อสอบคำให้การจำเลย และสั่งออกหมายจับนายทักษิณ เนื่องจากไม่มาศาล และจำหน่ายคดีออกจากสารบบความชั่วคราว

ส่วนจำเลยอื่น ศาลพิพากษาเมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2558 จำคุกและปรับรวม 24 ราย

เมื่อกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญาของศาลฎีกา คดีนักการเมือง ฉบับแก้ไข มีผลบังคับใช้ ตั้งแต่ วันที่ 29 กันยายนปีที่แล้ว การพิจารณาคดีอาญาของศาล ไม่ต้องทำต่อหน้าจำเลย หากภายในสามเดือน หลังจากออกหมายจับ ยังไม่ได้ตัวจำเลยมา สามารถพิจารณาคดีลับหลังจำเลยได้

คดีของนายทักษิณ ทั้ง 5 คดี ที่ถูกจำหน่ายออกจากสารบบเป็นการชั่วคราว จึงเดินหน้าต่อ โดยอัยการยื่นฟ้องนายทักษิณเป็นจำเลยไปแล้ว 4 คดี คือ คดีหวยบนดิน คดีแปลงสัมปทานมือถือ ดาวเทียม เป็นภาษีสรรพสามิต คดีแบงก์กรุงไทยปล่อยกู้ให้บริษัทกฤษดามหานคร และคดีเอ็กซิมแบงก์ปล่อยกู้ให้พม่า

แน่นอนว่า นายทักษิณ ไม่มาศาลอยู่แล้ว แต่คราวนี้ คดีจะเดินต่อไปจนถึงที่สุด ศาลมีคำพิพากษาออกมา ศาลออกหมายจับนายทักษิณไปแล้ว 4 ใบ เป็นหน้าที่ของอัยการ กับตำรวจที่จะต้องติดตามจับกุมนายทักษิณมาขึ้นศาลตามหมายจับ

นายทักษิณอยู่ที่ไหน ไม่ใช่ความลับ ไม่ใช่เรื่องยากที่ตำรวจ และอัยการ จะสืบเสาะหาข้อมูล แต่ที่ผ่านมา 10 ปี ไม่มีความพยายามที่จะจับนายทักษิณ ตามหมายจับของศาลฎีกา

ครั้งนี้ ก็คงเหมือนเดิม ที่หมายจับของศาลไม่มี ความหมาย เพราะคนที่มีหน้าที่ไปจับนายทักษิณ ตามหมายจับคือ อัยการ และตำรวจ ไม่ทำหน้าที่ของตัวเอง.

คอลัมน์ กวนน้ำให้ใส: ตัวการสำคัญ... มุดหัวอยู่ที่ไหน? - แนวหน้า ฉบับวันที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

สารส้ม

มหากาพย์โกงจำนำข้าวแสนล้าน ยังไม่จบ

คนโกงหลายคน ยังหนีคดีอยู่

1. เมื่อวันที่ 6 ก.ค. 2561 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดพิจารณาคดีทุจริตระบายข้าวจีทูจีเก๊ คดีที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ กับพวกรวม 28 ราย

คดีนี้ ยังมีจำเลยที่หลบหนี ได้แก่ พ.ต.นพ.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ อดีตเลขานุการ รมว.พาณิชย์ และนายสุธี เชื่อมไธสง คนสนิทนายอภิชาติ จันทร์สกุลพร (เสี่ยเปี๋ยง)

ศาลชี้ว่า จำเลยถือว่ารับทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มา ไม่แจ้งเหตุขัดข้องหรือขอเลื่อนคดี พฤติการณ์มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าหลบหนี จึงออกหมายจับ และกรณีไม่สามารถจับได้ภายใน 3 เดือน นับแต่ออกหมายจับ ศาลมีอำนาจพิจารณาคดีได้โดยไม่ต้องกระทำต่อหน้าจำเลย แต่ไม่ตัดสิทธิจำเลยที่จะตั้งทนายความดำเนินการแทนได้ ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2560 มาตรา 28 วรรคสอง

นัดตรวจพยานหลักฐานครั้งแรก วันที่ 26 ต.ค. 2561 เวลา 09.30 น.

2. ในกรณีทุจริตระบายข้าวจีทูจีเก๊นั้น ศาลพิพากษาจำเลยรายอื่นๆ ไปแล้ว

บางราย หลบหนี ไม่มาฟังคำพิพากษา เช่น ลูกสาวของเสี่ยเปี๋ยง ถูกออกหมายจับ ไปแล้ว

ศาลฎีกาฯ พิพากษาคดีทุจริตระบายข้าวจีทูจีอย่างละเอียด ชัดแจ้ง ว่ามีพฤติกรรมอุกอาจขนาดไหน

เรียกพ่อค้าข้าวมาเจรจาต้าอวยที่ไหน อย่างไร

ตกลงขายโดยแอบอ้างจีทูจีอย่างไร? ฟันผลประโยชน์ทำให้ประเทศชาติเสียหายร้ายแรงขนาดไหน?

ฝ่ายการเมือง นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ ลงโทษจำคุก 42 ปี นายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ จำคุก 36 ปี ฝ่ายการเมืองอีกคนที่หนีอยู่ ก็คือหมอโด่ง ตัวละครสำคัญนี่เอง

ฝ่ายข้าราชการ นายมนัส สร้อยพลอย 40 ปี นายฑิฆัมพร นาทวรทัต 32 ปี นายอัครพงศ์ ช่วยเกลี้ยง หรือทีปวัชระ 24 ปี

ฝ่ายเอกชน นายอภิชาติ จันทร์สกุลพร หรือเสี่ยเปี๋ยง หัวโจกใหญ่ จำคุก 48 ปี นายสมคิด เอื้อนสุภา 16 ปี นายรัฐนิธ โสจิระกุล 19 ปี ฯลฯ

3. คำพิพากษาที่ออกมาแล้วนั้น สะท้อนบทบาทของหมอโด่ง ว่าเป็นตัวละครสำคัญมาก

เป็นคนที่บรรดาพ่อค้าข้าวเข้าไปพบ และพูดคุยด้วย ว่าจะเอาข้าวโกดังไหน ราคาเท่าไหร่ ต้องทำอย่างไร

พ่อค้าข้าวที่ต้องการจะได้ข้าวจากโกดังรัฐบาลเวลานั้น จะต้องโทรศัพท์คุยกับหมอโด่ง เพื่อตกลงราคา จ่ายเช็ค แลกกับการได้รับข้าวของรัฐไปโดยไม่ต้องประมูล ไม่ต้องทำสัญญากับรัฐ

บรรดาเอกชนที่เป็นพยานในคดีข้าวจีทูจี ให้การสอดคล้องต้องกัน

บางราย ไปพบนพ.วีระวุฒิ ที่ห้องทำงานกระทรวงพาณิชย์ รับทราบเงื่อนไข จะต้องจ่ายเงินเป็นเช็ค แล้วอยากจะได้ข้าวชนิดใดขอให้บอก จะให้ไปตรวจสภาพข้าวในโกดังได้ด้วย แล้วจะได้รับข้าวโดยไม่ต้องประมูลซื้อจากกรมการค้าต่างประเทศ ไม่ต้องทำสัญญากับหน่วยงานรัฐ ทั้งๆ ที่ ข้าวนั้นเป็นข้าวที่อยู่ในสัญญาขายแบบจีทูจี

บางรายติดต่อพูดคุยกับหมอโด่ง แล้วก็มอบให้ประสานกับนายนิมลต่อไป ทั้งเรื่องการส่งมอบเช็ค การรับมอบข้าว ฯลฯ

4. รายงานข่าวระบุด้วยว่า ในการไต่สวนพยานฝ่ายจำเลยนัดหนึ่ง คดีจำนำข้าวของยิ่งลักษณ์ ปรากฏว่า นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี(น.ส.ยิ่งลักษณ์) และอดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ไปขึ้นให้การ ได้มีการเบิกความในประเด็นเกี่ยวกับหมอโด่งด้วย

อัยการซักว่า นพ.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ อดีตเลขานุการ รมว.พาณิชย์ ในอดีตเคยเป็นกรรมการบริษัท สยามรักษ์ จำกัด ต่อมาได้เข้ามาเป็นเลขานุการรัฐมนตรีในกระทรวงพาณิชย์ และเป็นกรรมการ รวมถึงอนุกรรมการเกี่ยวกับการระบายข้าวหลายคณะด้วยกัน ตรงนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เคยตรวจสอบที่มาที่ไปก่อนหรือไม่?

นายสุรนันทน์ เบิกความสรุปได้ว่า การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง ยึดตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการการเมือง พ.ศ.2535 มีการระบุคุณสมบัติอยู่ในนั้นแล้ว และการแต่งตั้ง ดังกล่าวเป็นอำนาจหน้าที่ของ กขช. รวมถึงรัฐมนตรีในกระทรวงพาณิชย์ ที่ลงนาม ก่อนจะเสนอเรื่องให้สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ก่อนส่งเรื่องให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติเห็นชอบ เรื่องจึงผ่านการกลั่นกรองเรื่องมาตั้งแต่กระทรวงพาณิชย์ จนถึงที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเป็นผู้อนุมัติ

อัยการซักว่า ข้อมูลจากคนวงในกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า นพ.วีระวุฒิ ไม่ใช่คนสนิทของนายบุญทรง แต่เป็นคนสนิทของนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ อดีตสส.เชียงใหม่ น้องสาวนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งถูกเลือกเข้ามาให้ดูแลด้านระบายข้าว ส่งผลให้การตัดสินใจสำคัญของกระทรวงพาณิชย์ขึ้นอยู่กับนพ.วีระวุฒิ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้ตรวจสอบหรือไม่?

นายสุรนันทน์ เบิกความสรุปได้ว่า ตอนนั้นไม่มีใครทราบเรื่องตามที่อัยการถามมาก่อนเลย

5. นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ ผู้เปิดโปงการทุจริตข้าวจีทูเจี๊ยะ ยืนยันว่า หมอโด่ง คือตัวละครสำคัญ

"...พ.ต.นพ.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ หรือหมอโด่ง อดีตเลขานุการ รมว.พาณิชย์ ที่ตอนนายภูมิเป็น รมช.พาณิชย์ หมอโด่งก็เป็น ผช.เลขานุการ รมว.พาณิชย์ ที่ก็คือเลขาฯ ของภูมิ ที่ก็คือเลขาฯ คนที่ดูแลโครงการรับจำนำข้าว แล้วพอบุญทรงมาเป็น รมว.พาณิชย์ หมอโด่งก็ขยับขึ้นมาเป็นเลขานุการ รมว.พาณิชย์ แสดงว่ามันต้องมีดีลอะไรพิเศษที่ให้เข้ามาดูแล. ผมคาดเดาว่า ภูมิตอนเป็น รมช.พาณิชย์อาจทำได้ไม่เต็มที่ ก็เลยปรับออก แล้วเอาบุญทรงเข้ามา มันถึงโยงไปที่สุรนันทน์ เวชชาชีวะ อดีตเลขาธิการนายกฯ โพสต์ เฟซบุ๊คไว้ว่ากูพูดไม่ได้"

นพ.วรงค์มองว่า ระดับนี้แล้ว มันต้องรู้เห็นเป็นใจร่วมกัน มันไม่ใช่หรอกที่จะไปบังคับ แสดงว่าต้องรู้เห็นเป็นใจด้วยกัน คือ รู้ว่าดีลนี้ต้องทำอย่างไรบ้าง ต้องเดินเกมอย่างไรบ้าง แล้วเขาคงไม่คิดว่าจะมีคนรับรู้ เขาเลยมั่นใจ เขาเลยสมยอมร่วมกัน

"..ผมเชื่อว่า บุญทรงไม่ได้มีอำนาจในการจัดการทั้งหมด แต่มีคนที่มีอำนาจที่เหนือกว่า"

6. สำหรับหมอโด่ง หรือ พ.ต.นพ.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ ยังถูก ป.ป.ช.ชี้มูลคดีร่ำรวยผิดปกติด้วย

ระบุว่า มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมากผิดปกติ ได้ทรัพย์สินมาโดยไม่สมควรสืบเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ ใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ รวมมูลค่ากว่า 896 ล้านบาท ประกอบด้วย

เงินฝากธนาคารพาณิชย์ในชื่อ พ.ต.วีระวุฒิ อดีตคู่สมรส บุตร เครือญาติและ ผู้ใกล้ชิด จำนวน 53 บัญชี คิดเป็นเงินรวมมูลค่ากว่า 567 ล้านบาท

เงินลงทุนในชื่อพ.ต.วีระวุฒิ อดีตคู่สมรส บุตร เครือญาติและผู้ใกล้ชิดจำนวน 6 แห่ง มูลค่ากว่า 260 ล้านบาท

ที่ดินในชื่ออดีตคู่สมรส บุตร เครือญาติ จำนวน 12 แปลง ในกรุงเทพฯ มูลค่ามากกว่า 57 ล้านบาท

ห้องชุดในชื่อเครือญาติ ได้แก่ ห้องชุดชื่อศาลาแดง โคโลเนต สีลม กรุงเทพฯ 1 ห้อง มูลค่า 6.2 ล้านบาท

รถยนต์ 6 คัน ในชื่อของเครือญาติและผู้ใกล้ชิด มูลค่ามากกว่า 6.3 ล้านบาท

นอกจากนี้ ป.ป.ช. ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบทรัพย์สินผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว โดยแบ่งเป็นนักการเมือง 5 ราย และเจ้าหน้าที่รัฐ 3 ราย

7. นอกจากระบายข้าวจีทูจีที่ศาลฎีกาฯ พิพากษาไปแล้ว ยังมีกรณีการตรวจสอบข้าวจีทูจีรอบ 2 ที่ยังอยู่ในชั้นไต่สวนของ ป.ป.ช. รวมถึงการทุจริตขายมันสำปะหลังแบบจีทูจี อีก 7 สัญญา ปริมาณ 4.79 ล้าน

รูปแบบพฤติการณ์และตัวบุคคลที่เกี่ยวข้อง คล้ายกับจีทูจีชุดแรก

8.น่าคิดว่า นักการเมืองอย่างนายบุญทรง โดนโทษจำคุก 42 ปี

หมอโด่ง จะมีชะตากรรมอย่างไร?

จนบัดนี้ คนที่ส่งหมอโด่งเข้ามาเป็นเลขาฯ รัฐมนตรี ยังไม่เคยขอโทษประชาชนบ้างเลย

ไม่เคยแสดงความรับผิดชอบอะไรบ้างเลย

จะเลือกตั้งกันอยู่แล้ว ประเทศไทยควรสรุปบทเรียนว่า การระบายข้าวจีทูจี ยุครัฐบาล "ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ" นั้น มันโกงกันขนาดไหน อย่างไร

คอลัมน์ คิดเป็นเห็นต่าง: รู้จักพอเพียง(Sense of Sufficiency) - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ดร.ปิยะพันธ์ ทยานิธิ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ

คำว่า รู้จัก (Sense) ในที่นี้ใช้ในความหมายที่มี 3 องค์ประกอบ ได้แก่ หนึ่ง รู้เข้าใจหลักการแนวคิดความหมายความจริงนัยสารัตถะ คือคิดเป็น (Think) สอง อธิบายบรรยายถ่ายทอดเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจได้ คือพูดเป็น (Talk) และสุดท้าย ประยุกต์ประพฤติปฏิบัติปรับเปลี่ยนพัฒนาวิวัฒน์การดำเนินชีวิตจากความรู้ความเข้าใจในทุกกิจกรรม คือทำเป็น (Task) ทั้งมโนกรรม วจีกรรม และกายกรรม

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พระราชทานปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (Philosophy of Sufficiency Economy) ไว้ให้เป็นหลักคิดเตือนสติคนไทยในการเผชิญหน้าและแก้ปัญหาเศรษฐกิจ แต่ชื่อเรียกนี้อาจทำให้เข้าใจผิดว่ามีขอบเขตเฉพาะเศรษฐกิจ ซึ่งไม่ใช่แค่ทรัพยากรรูปธรรม ดิน น้ำ ลม ไฟ ป่าไม้ เท่านั้น ทั้งที่ความจริงแล้วมีรากฐานเป็นหลักคิดความพอเพียง มีโครงสร้างเป็นปรัชญาชีวิต ผลิดอกออกผลเป็นวิถีชีวิตคุณภาพ พร้อมด้วยศักยภาพ พลวภาพ และอิทธิพลอานุภาพอันยิ่งใหญ่กว้างขวาง ปกคลุมแผ่กระจาย ขยายวงหยั่งรากลงลึก ตั้งแต่ระดับปัจเจกบุคคล องค์กร ธุรกิจ เศรษฐกิจ สังคม จนถึงประเทศ ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่แปรเปลี่ยน แต่มีนัยละเอียดอ่อนลึกซึ้งยิ่ง จึงควรเรียกให้ครอบคลุมสมบูรณ์ว่า ปรัชญาความพอเพียง (Sufficiency Philosophy) ซึ่งเพียบพร้อมด้วยหลักทฤษฎีและแนวปฏิบัติ อนึ่ง เพื่อให้สะดวกกระชับสะท้อนความใกล้ชิดติดตัวกับชีวิตประจำวัน จึงขอเรียกอย่างง่ายว่า ความพอเพียง หรือย่อว่า พอเพียง (Sufficiency)

พอเพียง ถูกอ้างอิงถึงกันทั่วไป ถูกน้อมนำมาใช้ในหลายสาขาหลายระดับ มีกรณีศึกษาตัวอย่างสาธิตแสดงผลสำเร็จมากมาย ไม่ใช่แค่เรื่องเกษตรกรรมซึ่งเห็นได้ชัดเจน แต่ด้วยความเรียบง่ายของคำศัพท์ กอปรกับนัยเชิงจำกัดควบคุมอิสรเสรีและการตามใจตัวเอง จึงอาจทำให้สังคมมองข้ามความสำคัญจำเป็นว่าต้องรู้จักพอเพียง คือสนใจใส่ใจศึกษาเรียนรู้ทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ มุ่งมั่นแน่วแน่จริงจังในการนำมาใช้ประโยชน์

อีกสาเหตุหนึ่งอาจเนื่องมาจากทิฐิสังขาร การปรุงแต่งตามปกติของคนธรรมดา เช่น ความยึดติดเคยชินคุ้นเคยกับของเดิม (Status Quo) ความเฉื่อยชาต่อการแสวงหาเรียนรู้ของใหม่ (Inertia) ความกลัวภัยเสี่ยงอันตราย (Aversion) ความต้านทานต่อต้านปฏิเสธการเปลี่ยนแปลง (Resistance) เป็นต้น รวมถึงตัณหาอุปาทาน

ยาดีมักมีรสชาติไม่ถูกปากคนฉันใด คติดีมักมีลีลาสีสันไม่ถูกจริตปุถุชนฉันนั้น การประชาสัมพันธ์ที่ผ่านมาอาจเป็นส่วนหนึ่งของกระแสนิยมของสังคม โดยเฉพาะระดับนโยบาย พูดกันมากแต่ทำกันน้อย เห็นเป็นเรื่องไกลตัวห่างตัว จึงยังไม่ส่งผลดีอย่างมีนัยสำคัญต่อทัศนคติค่านิยมนิสัยสำนึกของคนทั่วไป โดยเฉพาะระดับประเพณีและวัฒนธรรม อันอาจจัดว่าเป็นการถือปฏิบัติจริงอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง ตั้งแต่ระดับการปกครอง กำกับดูแลกิจการ บริหารจัดการ ควบคุม ลงมาจนถึงระดับปฏิบัติการ

คำว่า พอ ได้แก่ พอดี พอควร พอเหมาะ พอสม พอประมาณ คือบรรลุวัตถุประสงค์เป้าหมาย ส่วนคำว่า เพียง ได้แก่ แค่ เท่า เสมอ เหมือน คือถึงพร้อมพอดีครบถ้วนสมบูรณ์ตรงตามเงื่อนไขปัจจัย กุศลความดีไม่ขาด (Recessive) กิเลสความไม่ดีไม่เกิน (Excessive) ช่วงพิกัดขาดเกินนี้ไม่แน่นอน ไม่คงที่ ไม่ตายตัว ตามหลักไตรลักษณ์ โดยขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมและมาตรฐานพัฒนาการ ทั้งทางคุณวุฒิ-สติปัญญา และทางคุณธรรม-จิตใจ ตามแบบโครงสร้างความพอเพียง (Sufficiency Paradigm) ดังนี้

หัวใจพอเพียง (Sufficiency Pillar) ต้องมีจุดยอด จุดศูนย์กลาง จุดเริ่มต้นที่ดี (Pinpoint) รู้ว่าดีกับไม่ดี สุจริตกับทุจริต เป็นอย่างไร รวมถึงมีวัตถุประสงค์เป้าหมายเจตนารมณ์ที่ดี ซึ่งตอกย้ำความสำคัญยิ่งของความรู้ความเข้าใจจริงที่ถูกต้องเที่ยงธรรมถ่องแท้ ไม่ใช่แค่ผิวเผิน นั่นคือ ต้องมีความคิดตั้งต้นที่ดี (Good Conception) มีสติปัญญาสัมมาทิฐิเป็นหลักเป็นฐาน เป็นที่ตั้ง เป็นที่มั่นของชีวิต ได้แก่ คิดเป็น พูดเป็น และทำเป็น

กลไกพอเพียง (Sufficiency Platform) ต้องมีสนามเวทีบทบาทภูมิธรรมที่รับรู้สถานภาพสถานการณ์ตามจริง (Playground) พิจารณาทิศทางแนวทางวิถีทางเส้นทางและทางเลือกที่ดีตามสภาพตามอัตภาพ ด้วยการ ดึง-ดัน ลด-เร่ง เลิก-เริ่ม เพื่อดำรงรักษาเสถียรภาพ สมภาพ ดุลยภาพ ควบคู่กับส่งเสริมผลภาพ ประสิทธิภาพและคุณภาพ ตลอดถึงปริตรภาพ กล่าวคือ ดำเนินชีวิตตามโอวาทปาติโมกข์ (Ovada Patimokkha) ได้แก่ ข้อแรก รู้จริงตั้งใจ (Morality) หวังดี-ห่างไม่ดี เชื่อมั่นอย่างเข้าใจ ข้อสอง ทำจริงใส่ใจ (Mindfulness) เร่งรุกเริ่มสิ่งดี-ลดละเลิกสิ่งไม่ดี พากเพียรอย่างตื่นรู้ และข้อสาม รู้แจ้งวางใจ (Mentality) รู้เหตุ-รับผล เรียนรู้อย่างสุขใจ

รายงาน: เด็ดปีก'นาจิบ ราซัก' คอร์รัปชันกองทุน1MDB - ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

โต๊ะข่าวต่างประเทศ

นักการเมืองจำนวนมากที่ขึ้นสู่อำนาจมักจะกล่าวว่า พวกเขารวยพอแล้วและเข้ามารับตำแหน่งเพื่อทำงานให้ชาติบ้านเมือง เมื่อถึงเวลาที่พวกเขาต้องลงจากอำนาจ ก็จะขอลงอย่างสง่างาม ทิ้งผลงานไว้ให้ผู้คนได้จารึกจดจำ น่าเสียดายที่ความจริงมักไม่เป็นเช่นนั้น การจับกุมตัว ยึดทรัพย์ และตั้งข้อหา นายนาจิบ ราซัก อดีตนายกรัฐมนตรีของมาเลเซีย เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นตัวอย่างล่าสุดของการร่วงหล่นจากอำนาจของนักการเมืองที่เคยไปได้สูงสุดถึงตำแหน่งหัวหน้ารัฐบาล แต่ก็หล่นลงถึงจุดต่ำสุดได้ด้วยคดีทุจริตคอร์รัปชัน ใช้อำนาจหาประโยชน์ในทางมิชอบ ซึ่งกรณีนี้ศาลจะเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาได้หาหลักฐานมาสู้คดีในช่วงต้นปีหน้า

ไม่คิดว่าจะมีวันนี้

นายนาจิบ ราซัก ที่กำลังจะฉลองวันเกิดครบรอบ 65 ปีในเดือนนี้ เป็นถึงอดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 6 ของประเทศ บิดาของเขา นายอับดุล ราซัก ฮุสเซน เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 2 ของมาเลเซีย (ดำรงตำแหน่งระหว่างปี 2513-2519) เขายังเป็นหลานชายของนายฮุสเซ็น ออน นายกรัฐมนตรีคนที่ 3 กล่าวได้ว่า นายนาจิบเกิดมาในตระกูลนักการเมืองแถวหน้าของประเทศ เป็น political blueblood อย่างแท้จริง เขาคว้าตำแหน่งผู้แทนราษฎรรัฐปะหังครั้งแรกตั้งแต่อายุเพียง 23 ปี สมาชิกครอบครัวยังเป็นนักธุรกิจแถวหน้าของสังคม นายนาซีร์ ราซัก น้องชาย เป็นถึงอดีตประธานบริหารธนาคารซีไอเอ็มบี (ลาออกในปี 2559 เพื่อเคลียร์ตัวเอง และเปิดโอกาสให้มีการตรวจสอบกรณีที่นายนาจิบโอนเงิน 7 ล้านดอลลาร์เข้าบัญชีน้องชายก่อนมีการเลือกตั้งทั่วประเทศในปี 2556)

นายนาจิบถูกจับกุมตัวที่บ้าน พักในกรุงกัวลาลัมเปอร์เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2561 ซึ่งเป็นวันครบรอบ 3 ปีพอดีที่มีการเปิดโปงครั้งแรกทางสื่อว่า มีการโอนเงินจากกองทุนพัฒนาแห่งชาติมาเลเซีย หรือ "วันเอ็มดีบี" 700 ล้านดอลลาร์เข้าบัญชีส่วนตัวของเขา ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยนายนาจิบอ้างว่านั่นคือ เงินบริจาคทางการเมืองจากราชวงศ์ซาอุดีอาระเบีย และเขาเองก็ไม่เคยนำเงินไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว อย่างไรก็ตามหลังจากที่รัฐบาลชุดปัจจุบันปัดฝุ่นรื้อคดีและมีเบาะแสนำไปสู่การจับกุมดังกล่าว นาจิบถูกนำตัวส่งฟ้องศาลในวันรุ่งขึ้น (4 กรกฎาคม) โดยศาลได้พิจารณาและตั้งข้อหากับนายนาจิบ 4 กระทง 3 กระทงเป็นความผิดทางอาญาและอีก 1 กระทงเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบ ทั้งหมดเกี่ยวเนื่องกับกรณีการทุจริตและใช้เงินกองทุนวันเอ็มดีบีในทางมิชอบ ทั้ง 4 ข้อหามีโทษจำคุกสูงสุดถึง 20 ปี และความผิดฐานใช้อำนาจในทางมิชอบ มีโทษปรับสูงไม่น้อยกว่า 5 เท่าของมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้น ซึ่งจากการเปิดเผยของนายทอมมี่ โทมัส อัยการสูงสุด ที่เคยกล่าวไว้ก่อนหน้านี้ นายนาจิบ อดีตนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีคลัง ได้ใช้ตำแหน่งในฐานะเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อประโยชน์ส่วนตัวสูงถึง 42 ล้านริงกิต (กว่า 348 ล้านบาท) ส่วนข้อหาที่เกี่ยวกับกองทุนวันเอ็มดีบีนั้น ศาลได้ตั้งข้อหาจากการที่เงินกองทุนจาก บรรษัท เอสอาร์ซี อินเตอร์เนชั่นแนล" ซึ่งเป็นหน่วยงานลูกของวันเอ็มดีบี ถูกยักยอกเข้าสู่บัญชีส่วนตัวของนายนาจิบ ซึ่งข่าวระบุว่า เงินดังกล่าวเป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของเงินทั้งหมดที่ถูกนำไปใช้อย่างไม่เหมาะสม ซึ่งจากสำนวนการสอบ สวนของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐ อเมริกา ที่ติดตามร่องรอยการยักย้ายถ่ายโอนเงินออกจากกองทุนวันเอ็มดีบีพบว่าเงินที่ถูกยักยอกจากกองทุนมีมูลค่าถึง 4,500 ล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม นายนาจิบปฏิเสธทุกข้อหาและพร้อมสู้คดี ซึ่งเขาระบุว่า ทุกข้อกล่าวหาที่พุ่งใส่เขาในเวลานี้ ล้วนมีแรงจูงใจทางการเมืองทั้งนั้น และก็ใช่ว่าทุกข้อกล่าวหาจะเป็นเรื่องจริง

ทั่วโลกจับตาฟันนักโกงเมือง

นายนาจิบ และนางรอสมาห์ แมนเซอร์ ภริยา ถูกคำสั่งห้ามเดินทางออกนอกประเทศนับตั้งแต่ที่ ดร.มหาธีร์ โมฮัมหมัด นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ได้รับการประกาศชนะการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการและสาบานตนเข้ารับตำแหน่งในวันที่ 10 พฤษภาคมที่ผ่านมา การมีชื่อพัวพันในคดีทุจริตและอื้อฉาวกองทุนวันเอ็มดีบี เป็นเหตุสั่นคลอนทำให้นาจิบต้องพ่ายแพ้การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม และรัฐบาลใหม่ที่นำโดยดร.มหาธีร์ ที่ชูประเด็นการปราบปรามทุจริตคอร์รัปชันในการหาเสียงเลือกตั้ง ก็เริ่มทำงานทันที ด้วยการนำคดีทุจริตดังกล่าวมาปัดฝุ่นไต่สวนหาความจริงกันอีกครั้งหลังจากที่คดีไม่มีความคืบหน้าใดๆ ในสมัยที่นายนาจิบยังเรืองอำนาจ

การเปิดไต่สวนรอบใหม่นำไปสู่การยึดทรัพย์ของกลางมูลค่ากว่า 273 ล้านดอลลาร์ รวมทั้งการริบสินทรัพย์จากหนึ่งในที่พักกลางกรุงกัวลาลัมเปอร์ของครอบครัวนายนาจิบ สิ่งที่ยึดได้มีทั้งเงินสด กระเป๋าหรูแบรนด์เนม เครื่องเพชร รวมทั้งเทียร่า (มงกุฎเพชร) จำนวนมาก ตามด้วยการจับกุมคนใกล้ชิดของนายนาจิบก่อนหน้าเขาเองเพียงไม่กี่วัน สะท้อนถึงการทำงานอย่างรวดเร็วของภาครัฐ คณะทำงานพิเศษที่ถูกระดมมาเก็บข้อมูลและสอบสวนเรื่องนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่เคยสอบคดีทุจริตวันเอ็มดีบีในปี 2558 ก่อนถูกแช่แข็งในรัฐบาลนายนาจิบและเพิ่งมารื้อสอบสวนกันอีกครั้งภายใต้รัฐบาลใหม่ เพื่อเร่งสปีดการฟื้นคดี

ถึงแม้ว่านายนาจิบจะให้การปฏิเสธมาตลอดว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการยักยอกเงินกองทุนวันเอ็มดีบี แต่จากการสอบสวนของคณะทำงานฝ่ายกฎหมายโดยเฉพาะในต่างประเทศ กลับชี้เบาะแสมาทางเขา เช่นอัยการของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐอเมริกา ได้ออกมาระบุว่า มีเงินอย่างน้อย 4,500 ล้านดอลลาร์ถูกยักยอกออกจากกองทุนวันเอ็มดีบี และถูกฟอกโดยสถาบันการเงินในสหรัฐอเมริกา บางส่วนถูกนำไปใช้จ่ายเป็นการส่วนตัวโดยนายนาจิบ สมาชิกในครอบครัว และคนใกล้ชิด บางส่วนถูกนำไปใช้จ่ายซื้อสินค้าหรูหรา เช่น สร้อยคอประดับเพชรสีชมพูมูลค่า 27.3 ล้านดอลลาร์ที่มีภาพเป็นหลักฐานว่าเคยประดับอยู่บนคอของนางรอสมาห์ ภริยาของนายนาจิบ

นายนาจิบ ราซัก อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตหัวหน้าพรรคอัมโน พรรคการเมืองที่ทรงอำนาจมากที่สุดของมาเลเซีย ได้รับอิสระเป็นการชั่วคราวจากการวางเงินสดประกันตัว 1 ล้านริงกิต (ประมาณ 8.3 ล้านบาท) การเปิดพิจารณาคดีตัดสินอนาคตของเขาว่าจะต้องจบลงในคุกหรือไม่ จะมีขึ้นในช่วงเดือนกุมภาพันธ์มีนาคมปีหน้า

นายนาจิบเกิดมาในตระกูลนักการเมืองแถวหน้าของประเทศ เป็น polcal blblood อย่างแท้จริง

คอลัมน์ รอบโลก: คุกอดีตผู้นำปากีสถาน - ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

อิสลามาบัด-เมื่อ 6 ก.ค. ศาลพิจารณาคดีคอร์รัปชันปากีสถาน พิพากษาโทษจำคุก 10 ปี นายนาวาซ ชาริฟ อดีตนายกรัฐมนตรี ปากีสถาน พร้อมปรับเงิน 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ยึดอสังหาริมทรัพย์ ต่อกรณีซื้อคอนโดหรูในกรุงลอนดอน อังกฤษ ส่วนนางมาเรียม ชาริฟ ลูกสาวทายาทการเมือง จำคุก 7 ปี ซึ่งทีมทนายเตรียมยื่นอุทธรณ์ การตัดสินมีขึ้น ขณะที่นายชาริฟเดินทางเยี่ยมภริยาที่อังกฤษและจะส่งผลกระทบต่อพรรคของนายชาริฟในศึกเลือกตั้ง 25 ก.ค.