You are here

CG and corruptions News - 9 June 2017

Prayut defends B450bn deficit as budget passes first hurdle - BANGKOK POST

สอบ'ผบ.หน่วย'ปมคลังแสง เป็นขบวนการซื้อ-ขายนับปีจับแล้ว7ทหาร - ไทยรัฐ

บี้นายกฯเอาผิดทุจริตสร้างโรงแรมครูสกสค.เสียหายแล้วกว่า20ล้านบาทหวั่นเรื่องเงียบส่อมวยล้มต้มคนดู - ไทยรัฐ หน้า 5

จี้ดีเอสไอฟันคดี'กรุงไทย'ปล่อยกู้ - มติชน

เอกชนวอนทอท.ประมูล ที่จอดรถดอนเมืองต่อไป - ข่าวหุ้น

คอลัมน์ SPECIAL SCOOP: 'ติ่งธรรมกาย'ทำ ทุกอย่างเพื่อธัมมชโย - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

คอลัมน์ เหยี่ยวถลาลม: อำนาจกับธรรมาภิบาล - มติชน

คอลัมน์ กฎ กติกา ธุรกิจ: ทุจริตรถไทเกอร์ - แนวหน้า

ไทยรัฐ: พิสูจน์ธรรมาภิบาลรัฐ - ไทยรัฐ

คอลัมน์ ชุมชนคนหุ้น: "ไอเฟค"ดับคามือหมอวิชัย? - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

สกู๊ปหน้า1: บอร์ด ขสมก.สั่งสอบทีโออาร์จัดซื้อรถเมล์ - ไทยรัฐ

Prayut defends B450bn deficit as budget passes first hurdle - BANGKOK POST Issued date 9 June 2017

AEKARACH SATTABURUTH

Prime Minister Prayut Chan-o-cha yesterday defended the proposed 450-billionbaht budget deficit for fiscal year 2018 while stressing the government's spending plan is aimed at strengthening the country, not consolidating the regime's power.

In his address to the National Legislative Assembly (NLA) Gen Prayut said the 2.9-trillion-baht budget is a tool to drive national development in line with the government's strategy. It represents a drop in expenditure of 23 billion baht from this year's budget.

"The spending plan has been drawn up carefully and in a transparent fashion. It is not being forced upon the public to consolidate the power of the National Council for Peace and Order [NCPO]," he said.

After eight hours of deliberation, the NLA voted 216 in favour of passing the budget bill with three abstentions. It must go through two more readings with the first of these to be undertaken by a 50-member committee.

Gen Prayut said the budget can be broken down into three parts: 2.15 trillion baht for fixed expenditure, 650 billion baht for investments and 86.942 billion baht for loan repayments.

The government has projected revenues of 2.45 trillion baht in fiscal year 2018 and says it will need to borrow 450 billion baht to cover the deficit.

Most of the money will be allocated in line with six strategies: 273.9 billion baht for security and national reconciliation; 476.5 billion baht for enhancing competitiveness; 575.7 billion baht for human development; 332.5 billion baht for solving inequality and poverty; 125.4 billion baht for water and natural resources management; and 784.2 billion baht for bureaucratic management to fight corruption and streamline the justice system.

As of May 26, the government's coffers stand at 182.5 billion baht while foreign exchange reserves were at 184.4 billion baht as of April 30, the premier said.

Economic growth is expected to range between 3.3% and 4.3% next year compared to a bandwidth of 3.3% to 3.8% this year, he said. Last year saw growth of 3.2%, suggesting the economy is on a recovery track.

Gen Prayut discussed a range of issues including waste and water management and proposals for police reform during his NLA address.

He said over 30 shopping malls and firms have been asked to join a campaign to reduce plastic bag usage.

The premier was cautious when discussing proposals linked to police reform but vowed to take action against officials found guilty of buying their positions.

สอบ'ผบ.หน่วย'ปมคลังแสง เป็นขบวนการซื้อ-ขายนับปีจับแล้ว7ทหาร - ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ศาลทหารอนุมัติหมายจับ 7 ทหาร คดีซื้อ-ขายอาวุธสงครามผ่านทางพัสดุไปรษณีย์แล้วเป็นผู้อยู่ขบวนการขโมยอาวุธจากคลังมาเร่ขายในเน็ต 3 นาย ทหารที่เป็นลูกค้าสั่งซื้ออาวุธอีก 4 นาย ส่วนผู้ซื้อที่เป็นพลเรือน 8 คน พนักงานสอบสวนกองปราบฯ อีกชุดไปขออนุมัติหมายจับจากศาลอาญารวมผู้ถูกออกหมายจับทั้งหมด 15 คน "ทภ.1" จ่อตั้งกรรมการสอบวินัยทหารขโมยอาวุธในคลังยกแก๊ง รวมทั้งผู้บังคับหน่วยว่า ละเลยไม่ควบคุมดูแลลูกน้องหรือไม่ ส่วนคดีขนอาวุธสงครามจำนวนมากที่จังหวัดตราด ตำรวจค้นรถแลนด์โรเวอร์ของกลางอย่างละเอียด พบปนกลอีก 1 กระบอก และปืน 9 มม. 3 กระบอกพร้อมกระสุน ซุกซ่อนอยู่ในฝากระโปรงหน้ารถ โฆษกประจำสำนักนายกฯ เผย "บิ๊กป้อม" ยกหูเคลียร์ใจ "เตีย บันห์" แล้วมั่นใจไม่ส่งผลกระทบกับความสัมพันธ์ ส่วนสื่อที่ลงข่าวให้รับผิดชอบตามบรรทัดฐานจรรยาบรรณเอง

กรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.บางเขน รับแจ้งจากพนักงานเคอรี่ เอ็กซ์เพรส สาขาบางเขน ว่าตรวจกล่องพัสดุตกค้างพบระเบิดสังหาร 8 ลูก และกระสุนปนเอชเค 100 นัด จากการตรวจสอบพบชื่อทหารสังกัดกองพันทหารช่างที่ 1 รักษาพระองค์ (ช.พัน.1รอ.) นายหนึ่งเป็นผู้ส่งพัสดุดังกล่าว ชุดสืบสวนตำรวจและทหารเข้าขยายผลพบว่า อาวุธสงครามทั้งหมดถูกขโมยมา จากคลังแสงมาขายผ่านทางเฟซบุ๊กและแอพพลิเคชั่นไลน์ มีทหารชั้นประทวนเกี่ยวข้อง 3 นาย และผู้สั่งซื้ออาวุธสงครามดังกล่าวอีก 15 คน ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ความคืบหน้าจากกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 8 มิ.ย. พ.ต.อ.สันติ ชัยนิรามัย รอง ผบก.ป. เผยว่า การสอบสวนคืบหน้าไปกว่า 80 เปอร์เซ็นต์แล้ว สามารถขออนุมัติศาลอาญาออกหมายจับผู้ต้องหาได้ทั้ง 15 คน ถึงขณะนี้ดำเนินคดีกลุ่มผู้ต้องหาไปแล้วบางส่วน กลุ่มผู้ต้องหามีทั้งผู้ขายและผู้ซื้อแต่ละรายพบการครอบครองอาวุธสงครามต่างชนิดกัน มีทั้งกระสุนปนสงครามและระเบิด นอกจากนี้ ยังเตรียมสอบสวนขยายผลเพื่อจับกุมเพิ่มเติมด้วย ส่วนผู้ต้องหาทั้ง 15 คน หลังศาลอนุมัติหมายจับ ทหารจะนำตัวมาส่งให้กองปราบปรามดำเนินคดี คาดว่าจะส่งตัวมาให้ภายในสัปดาห์นี้

พ.ต.อ.สันติกล่าวต่อว่า จากการสอบสวนยังพบว่า กลุ่มผู้ต้องหาลักลอบขโมยอาวุธสงครามออกมาจากคลังอาวุธ เริ่มมาตั้งแต่เมื่อช่วงต้นปีก่อเหตุมาแล้วกว่า 10 ครั้ง สำหรับปลายทางที่ส่งมีเกือบทุกภาค สำหรับจุดประสงค์ในการครอบครองของกลุ่มผู้ต้องหาที่สั่งซื้อ ทราบว่าส่วนใหญ่มีเอาไว้เพื่อโชว์กันเองในกลุ่มผู้ที่มีรสนิยมสะสมอาวุธคล้ายๆกัน การซื้อขายและการสื่อสารจะใช้การติดต่อผ่านเฟซบุ๊กและแอพพลิเคชั่นไลน์ สอบสวนผู้ซื้อบางรายพบว่าไม่ได้สั่งซื้ออาวุธเอาไว้เพื่อทำลายล้างฝ่ายใดทั้งสิ้น เบื้องต้นพบกลุ่มผู้ต้องหาแค่นี้ต้องรอนำตัวมาสอบสวนก่อน ส่วนจะมีผู้ต้องหาเพิ่มอีกหรือไม่ยังบอกไม่ได้ ส่วนผู้ที่สั่งซื้อเท่าที่ตรวจสอบบางรายเป็นทหารและตำรวจก็มี ถ้าตรวจสอบจนแน่ชัดแล้วจะต้องจับกุมดำเนินคดีทั้งหมด

มีรายงานว่า พนักงานสอบสวนกองปราบปรามชุดแรกไปขออำนาจศาลทหารอนุมัติหมายจับผู้ต้องหาที่เป็นทหารทั้งหมด 7 นาย ศาลทหารพิเคราะห์แล้วเห็นควรออกหมายจับตามคำร้องพนักงานสอบสวนออกหมายจับ ส.อ.ธนากรณ์ บุญกาญจน์ ความผิดตามมาตรา 147 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใดเบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์สินนั้นเสีย ระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5-20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 2,000-40,000 บาท ความผิดตามมาตรา 157 ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปีหรือปรับตั้งแต่ 2,000-20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และข้อหาครอบครองและจำหน่ายอาวุธสงคราม ส่วน จ.ส.อ.ประดิพัทธ์ เสน่ห์ดี และจ.ส.อ.ฉัตรชัย เอี่ยมสมบูรณ์ ถูกออกหมายจับฐานความผิดสนับสนุนตามมาตรา 147 และมาตรา 157

ขณะที่พนักงานสอบสวนกองปราบปรามอีกชุดไปขออำนาจศาลอาญารัชดาออกหมายจับพลเรือนในคดีเดียวกันอีก 8 คน รวมผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับทั้งทหารและพลเรือน 15 คนและมีผู้ต้องหาบางส่วนยังถูกสอบสวนอยู่ที่กองพันทหารราบที่ 11 รอ. วันพรุ่งนี้ (9 มิ.ย.) เวลา 09.00 น. พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. จะเดินทางมารับมอบตัวผู้ต้องหาทั้ง 15 คน ที่กองปราบปราม หลังถูกเจ้าหน้าที่ทหารใช้อำนาจตามมาตรา 44 คุมตัวไว้ครบกำหนดแล้ว สำหรับผู้ต้องหาทั้ง 15 คนที่ถูกออกหมายจับและจะถูกนำตัวมาส่งให้พนักงานสอบสวนกองปราบปราม ประกอบไปด้วย ร.ท.สันติ นามวิเศษ จ.ส.อ.ประดิพัทธ์ เสน่ห์ดี จ.ส.อ.ฉัตรชัย เอี่ยมสมบูรณ์ จ.ส.อ.พลหงส์ศาสตร์ (ไม่ทราบนามสกุล) ส.อ.สุทธิโชค ไพเราะ ส.อ.ธนากรณ์ บุญกาญจน์ พลฯสกลนที พรหมทอง และพลเรือนอีก 8 คน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในส่วนของกองทัพภาคที่ 1 จะตั้งคณะกรรมการสอบสวนความผิดทางวินัยเพื่อดำเนินการลงโทษตามระเบียบ พร้อมพิจารณาการปฏิบัติหน้าที่ของผู้บังคับหน่วยว่า มีความบกพร่องหรือไม่ที่ปล่อยให้นำอาวุธภายในคลังออกมาจำหน่ายเป็นขบวนการ ทั้งนี้ จากการสอบสวนเบื้องต้นพบว่า ทหารกลุ่มนี้จำหน่ายอาวุธสงครามทางเว็บไซต์และใช้บริการของเอกชนส่ง ของมาเป็นเวลาเกือบ 1 ปี ขายอาวุธมาแล้ว 22 ครั้ง มีจำนวนกระสุนที่ส่งมากที่สุด 100 นัด ที่เหลือเป็นรายย่อย มีทั้งกลุ่มที่ชอบสะสมอาวุธและกลุ่มทหารที่สั่งซื้อเพื่อไปทดแทนอัตราอาวุธที่หายไปจากหน่วยที่ตนสังกัดช่วงวงรอบการตรวจประจำปี บางส่วนอาจเกี่ยวข้องกับการนำไปใช้ก่อเหตุในหลายพื้นที่ อยู่ระหว่างตรวจสอบเพิ่มเติม

ส่วนคดีกรณีพันจ่าทหารอากาศลักลอบขนอาวุธสงครามจำนวนมากในพื้นที่ จ.ตราด ถูกจับกุมได้พร้อมพวกรวม 3 คน ประกอบด้วย พ.อ.อ.ภคิน เดชพงษ์ อายุ 40 ปี สังกัดสรรพาวุธกองทัพอากาศ นายพิสิษฐ์ เลียง อายุ 29 ปี ชาวกัมพูชา เป็นตำรวจตรวจคนเข้าเมืองกรุงพนมเปญ และนายจักรพงษ์ ไกรเรือง อายุ 37 ปี เบื้องต้น พ.อ.อ.ภคิน ให้การอ้างว่า ทำเพียงคนเดียวและอาวุธทั้งหมดจะส่งให้ทหารกะเหรี่ยงแถบชายแดนไทย-พม่า ด้าน อ.แม่สอด จ.ตาก

ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 8 มิ.ย. มีรายงานว่าหลัง พล.ต.ท.จิตติ รอดบางยาง ผบช.ภ.2 เรียกประชุมตำรวจชุดสืบสวนเพื่อเร่งคลี่คลายคดี ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน (พฐ.) ตรวจสอบรถยนต์แลนด์โรเวอร์ สีขาว ทะเบียน กัมพูชา 2 AD5629 ของนายพิสิษฐ์ 1 ในผู้ต้องหา เบื้องต้นพบปนกลมือไม่ทราบยี่ห้อ 1 กระบอก ซองกระสุนแบบ 20 นัด 3 ซอง และปืน 9 มม. 3 กระบอก แมกกาซีน 5 อัน ซุกซ่อนอยู่ใต้ฝากระโปรงห้องเครื่อง ในรถยังพบธนบัตร 100 ดอลลาร์ อีก 27 ใบ เจ้าหน้าที่ตรวจยึดไปตรวจสอบหาแหล่งที่มา รวมถึงเก็บรอยนิ้วมือแฝงขยายผลว่ามีบุคคลใดเกี่ยวข้องกับขบวนการค้าอาวุธสงครามรายนี้อีกหรือไม่ เบื้องต้นพบว่า ปืน 9 มม. มีจำหน่ายในประเทศไทย แต่ไม่มีจำหน่ายในประเทศกัมพูชาคาดว่าอาจนำมาใช้แลกเปลี่ยนกับอาวุธสงคราม

ด้าน พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกฯ เผยว่า จากกรณีสำนักวิเทศสัมพันธ์กระทรวงกลาโหมกัมพูชา ออกหนังสือถึงสำนักงานผู้ช่วยทูตทหารไทยประจำกรุงพนมเปญ เรียกร้องให้สื่อมวลชนไทยบางสำนัก แสดงความรับผิดชอบและขอโทษอย่างเป็นทางการ หลังนำเสนอข่าวพาดพิง พล.อ.เตีย บันห์ รองนายกฯและ รมว.กลาโหมกัมพูชา เกี่ยวข้องขบวนการขนอาวุธผิดกฎหมาย ที่ จ.ตราด พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม โทรศัพท์ไปพูดคุยกับ พล.อ.เตีย บันห์ แล้ว เรื่องดังกล่าว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.ย้ำว่า เป็นการทำความเข้าใจระหว่าง 2 ประเทศ เชื่อว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะไม่ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ ส่วนการแสดงความรับผิดชอบของสื่อ เป็นสิ่งที่สื่อเองจะต้องไปพิจารณาว่าควรทำอย่างไร เชื่อว่าสื่อทุกคนมีจรรยาบรรณบรรทัดฐานในการปฏิบัติ เมื่อเกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้

บี้นายกฯเอาผิดทุจริตสร้างโรงแรมครูสกสค.เสียหายแล้วกว่า20ล้านบาทหวั่นเรื่องเงียบส่อมวยล้มต้มคนดู - ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2560

นายสมคิด หอมเนตร ประธานเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชัน สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ ในฐานะสมาชิกการฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูกรณีคู่สมรสถึงแก่กรรม(ช.พ.ส.)เปิดเผยว่า ตนพร้อมด้วยเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชันฯได้เดินทางไปยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พล.อ.สกล ชื่นตระกูล ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ และ พล.ท.โกศล ปทุมชาติ ที่ปรึกษา รมว.ศึกษาธิการ ให้ติดตามและตรวจสอบกรณีการทุจริตภายในสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการ และสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา(สกสค.)พร้อมทั้งนำบุคคลที่กระทำความผิดมารับโทษทางอาญา ทางแพ่ง และทางวินัย หากพบว่ามีความล่าช้าหรือปกปิดข้อมูลการทุจริตในกระบวนการตรวจสอบก็ขอให้มีการดำเนินการทางวินัยกับผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างเด็ดขาด เพราะที่ผ่านมามีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงและคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยข้าราชการที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตในโครงการต่างๆ ของ สกสค.แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่พบว่ามีคณะกรรมการชุดหนึ่งชุดใดที่สรุปผลการสอบสวนได้เลย ทั้งที่เวลาก็ล่วงเลยมานานมากแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการก่อสร้างอาคารศูนย์พัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาภาคเหนือ จ.เชียงใหม่ นิ่งเงียบ ไม่มีความคืบหน้าใดๆจนทำให้ถูกมองว่าเรื่องนี้อาจจะกลายเป็นมวยล้มะต้มคนดู

นายสมคิดกล่าวอีกว่า ส่วนที่มีผู้พยายามออกมาสร้างประเด็นว่าโครงการดังกล่าวยังไม่มีการทุจริต เพราะยังไม่มีการเบิกจ่ายเงินให้กับบริษัทผู้รับเหมาก่อสร้าง จึงยังไม่เกิดความเสียหายนั้นความเสียหายเกิดขึ้นคิดเป็นเงินจำนวนไม่น้อย ทั้งการจ่ายเงินค่าออกแบบประมาณ 8 ล้านบาท ค่ารื้อถอนและย้ายสถานที่ของหน่วยงานที่เคยตั้งอยู่เดิม ณ ที่แปลงดังกล่าว ซึ่งต่อมาได้ใช้ก่อสร้างอาคารศูนย์พัฒนาครูฯอีกกว่า 10 ล้านบาท ค่าเช่าที่ดินจากกรมธนารักษ์อีกปีละนับล้านบาท รวมไปถึงค่าเบี้ยประชุม และค่าเดินทางของคณะกรรมการควบคุมก่อสร้างตลอดระยะเวลา 3 ปี ถ้าคิดค่าใช้จ่ายรวมกันแล้วก็น่าจะไม่น้อยกว่า 20 ล้านบาท ที่สำนักงานสกสค.ต้องควักจ่ายไปแล้ว จึงถามว่าเหล่านี้ถือเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นกับ สกสค.แล้วหรือไม่ และใครจะต้องรับผิดชอบ เรื่องนี้นายกรัฐมนตรีและ รมว.ศธ.จะต้องไม่ปล่อยให้เงียบหายไป.

จี้ดีเอสไอฟันคดี'กรุงไทย'ปล่อยกู้ - มติชน ฉบับวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2560

เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นายวันชัย บุนนาค ทนายความอิสระ เข้ายื่นเรื่องร้องเรียนและเสนอเรื่องกล่าวโทษต่อดีเอสไอ เพื่อให้ดำเนินคดีกับธนาคารกรุงไทยและผู้เกี่ยวข้อง รวมถึงนายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และนายชัยณรงค์ อินทรมีทรัพย์ อดีตผู้บริหารธนาคารกรุงไทย ในคดีการปล่อยกู้ของธนาคารกรุงไทย ให้กับกลุ่มบริษัทกฤษดา มหานคร ซึ่งคดีดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาดำเนินคดีฟอกเงิน โดยมี พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผู้อำนวยการศูนย์บริหารคดีพิเศษ และรองโฆษกดีเอสไอ เป็นผู้รับเรื่อง

ด้าน พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ กล่าวถึงการตรวจสอบคดีฟอกเงินการปล่อยกู้ของธนาคารกรุงไทย ให้กับกลุ่มบริษัทกฤษดามหานคร ว่าตนพร้อมพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้ร่วมประชุมกับอัยการ และเจ้าหน้าที่จากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) โดยที่ประชุมได้หารือร่วมกันแล้วเห็นว่า ยังมีบางประเด็นที่จะต้องหาข้อมูลเพิ่มเติมแล้วจะได้เร่งรัดดำเนินการ ก่อนจะมีการนัดประชุมในคดีดังกล่าวอีกครั้งต่อไป ส่วนประเด็นที่ประชุมได้มีการหารือร่วมกันนั้น เป็นเรื่อง ที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายหุ้นและเส้นทาง การเงิน

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีทนายความอิสระ เข้าร้องดีเอสไอให้ดำเนินคดีกับนายอุตตมและนายชัยณรงค์ พ.ต.อ.ไพสิฐกล่าวว่า ในส่วนของอดีตผู้บริหารธนาคารกรุงไทยที่เกี่ยวข้องกับคดีนั้น ดีเอสไอได้พิจารณาสำนวนส่งไปยัง สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เนื่องจากดีเอสไอไม่มีอำนาจหน้าที่ เพราะผู้เกี่ยวข้องเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ทั้งนี้ ในส่วนที่มีการร้องเพิ่มเติมนั้น ขอดูในรายละเอียดข้อร้องเรียนก่อนว่าเกี่ยวข้องอย่างไร และอยู่ในอำนาจการสอบสวนของ ดีเอสไอหรือไม่

เอกชนวอนทอท.ประมูล ที่จอดรถดอนเมืองต่อไป - ข่าวหุ้น ฉบับวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มเอกชนที่เข้าร่วมประมูลโครงการบริหารจัดการอาคารจอดรถยนต์ของท่าอากาศยานดอนเมือง ระยะเวลา 15 ปี มูลค่ากว่าพันล้านบาท ต้องการให้การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย (ทอท.) เดินหน้าประมูลโครงการต่อไป แม้ว่า เอกชนบางรายจะขาดคุณสมบัติตามระเบียบ เพราะเอกชนที่เข้าร่วมประมูลที่เหลือได้ปฏิบัติอย่างถูกต้อง แล้วยังเป็นการสร้างบรรทัดฐานที่ถูกต้องในการประมูลงานของหน่วยงานรัฐ

นอกจากนี้ยังได้ตั้งข้อสังเกตถึงการทำหนังสือชี้แจงจากผู้บริหารของ ทอท. ว่าในระหว่างการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้เข้าประมูลที่มีปัญหา เหตุใดจึงสนับสนุนผู้เข้าประมูลรายนั้น กระทั่งมีกระแสข่าวลือว่า ผู้เข้าประมูลรายนั้นอาจชนะการประมูลในที่สุด แล้วการที่ทอท.ยืนยันว่า ได้ดำเนินการด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ เหตุใดจึงต้องเร่งหาตัวผู้ที่ให้ข้อมูลการตรวจสอบแก่สื่อมวลชน ทั้งหมดเป็นคำถามที่ผู้เข้าร่วมประมูลฝากสอบถามไปยังนายวิชัย บุญยู้ รอง กก.ผอ.ใหญ่ สายพัฒนาธุรกิจและการตลาด ทอท. ในฐานะประธานกรรมการพิจารณาผลการประมูลโครงการนี้

สำหรับเอกชนที่ยื่นซองประมูลเมื่อวันที่ 15 พ.ค.ที่ผ่านมา มีด้วยกัน 5 รายคือ 1.บริษัท เอ็มพีเม็ก จำกัด 2.บริษัท ปาร์ค 2 โก จำกัด ในนามกิจการร่วมลงทุน "NWR-P2G Consortium ประกอบด้วย บริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ปาร์ค 2 โก จำกัด 3.บริษัท เป๋าตังค์ จำกัด 4.บริษัท สมบุญ พัฒนา จำกัด 5.บริษัท เจนก้องไกล จำกัด ในนามกิจการร่วมค้า "เจนก้องไกลฟอร์คอน"

โดยก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวความผิดปกติในการประมูลโครงการบริหารจัดการอาคารจอดรถยนต์ของท่าอากาศยานดอนเมือง ระยะเวลา 15 ปี มูลค่ากว่าพันล้านบาท เพราะเอกชนบางราย มีปัญหาเรื่องการเสนอตัวเลขราคาประมูลงานที่ต่ำ และขาดคุณสมบัติในการเสนอตัวเข้าบริหาร เนื่องจากถูกเมืองพัทยาสั่งยกเลิกสัมปทานที่จอดรถบาลีฮาย เพราะค้างชำระค่าเช่านานถึง 6 เดือน แล้วยังมีปัญหากับโครงการอาคารจอดรถอัตโนมัติของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง รวมถึงยังเคยละเมิดสิทธิบัตรการผลิตและจำหน่ายเครื่องเติมเงินหยอดเหรียญ จนถูกศาลสั่งให้ยกเลิกการผลิต พร้อมชดใช้ค่าเสียหายให้กับเจ้าของลิขสิทธิ์เดิม

ล่าสุด นายนิตินัย ศิริสมรรถการผอ.ทอท. ได้ชี้แจงเพื่อยืนยันว่า ทุกอย่างเป็นการดำเนินการตามระเบียบ ทอท.ว่าด้วยการให้สิทธิประกอบกิจกรรมเชิงพาณิชย์และข้อกำหนด ทอท.ว่าด้วยวิธีดำเนินการคัดเลือกเพื่อให้สิทธิประกอบกิจกรรมเชิงพาณิชย์ โดยเอกสารการยื่นข้อเสนอการดำเนินงาน( ทีโออาร์) ระบุชัดว่า ผู้เข้าประมูลต้องไม่เคยถูก ทอท.บอกเลิกสัญญา หรือมีหนี้สินค้างชำระ หรือไม่เคยมีข้อพิพาทถึงขั้นฟ้องร้องให้กระบวนการศาลหรืออนุญาโตตุลาการ ซึ่งได้ดำเนินการตรวจสอบแล้ว

โดยยื่นยันว่า ทอท.ได้ดำเนินการทุกอย่างด้วยความโปร่งใส โดยเฉพาะการเสนอราคาผลตอบแทนใหม่ เป็นไปตามที่โออาร์เนื่องจากมีผลของคะแนนรวมสูงสุดของผู้เข้าประมูลเท่ากันหลายราย จึงต้องให้ยื่นเสนอตัวเลขใหม่ที่ไม่ต่ำกว่าครั้งก่อน

ทั้งนี้ ทอท.ได้ชี้แจงถึงแนวทางแก้ไขว่าจะเร่งชี้แจงนักลงทุน ผู้ถือหุ้นและประชาชนทั่วไป ว่าได้ดำเนินการประมูลโครงการฯด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ถูกต้องตรงตามหลักธรรมาภิบาล พร้อมกันนี้จะเร่งสอบสวนหาผู้ที่เผยแพร่ข้อมูลที่อยู่ระหว่างการเสนอบอร์ด ทอท.ต่อไป

คอลัมน์ SPECIAL SCOOP: 'ติ่งธรรมกาย'ทำ ทุกอย่างเพื่อธัมมชโย - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2560

"ไม่รู้จักศุภชัย ศรีศุภอักษร" หมอมโนชี้เป็นสูตรสำเร็จของคนธรรมกาย ทั้งอนันต์ อัศวโภคิน และพระธัมมชโย พูดเหมือนกัน ศิษย์วัดนี้ต้องทำทุกอย่างเพื่อหลวงพ่อ ทั้งเสี่ยงต่อคุก-ถึงขั้นประกาศยอมตาย แฉช่อง DMC ทำมิวสิกวิดีโอเพลง 'เพื่อพ่อ' ล้างสมอง ไม่ต่างจากลัทธิยึดแต่ผู้นำองค์กร อันตรายหากใช้ในทางที่ผิด

การเดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน กรมสอบสวนคดีพิเศษของนายอนันต์ อัศวโภคิน อดีตประธานเครือแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เมื่อ 5 มิถุนายน 2560 ต่อคดีร่วมกันฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงิน หลังเกี่ยวข้องกับการทุจริตของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด โดยปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาและขอเวลา 60 วัน เพื่อเตรียมเอกสาร หลักฐานเพื่อการชี้แจงกรณีซื้อขายที่ดินกับบริษัท เอ็มโฮมเอสพีวี 2 จำกัด ที่เกี่ยวข้องกับอดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย

หลังจากที่ก่อนหน้านี้ทางสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) มีมติอายัดที่ดิน 8 แปลง มูลค่า 298 ล้านบาท ของนางสาวอลิสา อัศวโภคิน ลูกสาว นายอนันต์ ปัจจุบันนางสาวอลิสายินยอมให้มูลนิธิมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ฯ ปลูกสร้างอาคารบุญรักษา หรือ อาคารโรงพยาบาลของวัดพระธรรมกาย โดยที่ดิน 8 แปลง ดังกล่าว มีที่มาจากนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ซึ่งถูกดำเนินคดีจากพฤติกรรมยักยอกทรัพย์สินและฟอกเงิน

สูตรสำเร็จ-ไม่รู้จัก

นับเป็นศิษย์เอกของหลวงพ่อธัมมชโยอีกราย ที่ต้องเข้ามาเกี่ยวข้องกับคดีฟอกเงินสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ต่อจากนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์ฯ ต้องโทษในเรือนจำ และอีกรายคือพระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายอยู่ระหว่างหลบหนีคดี

การเข้าพบพนักงานสอบสวนในครั้งนี้ให้เวลานายอนันต์ 60 วัน เพื่อส่งหลักฐานชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา หากหลักฐานที่ฝ่ายผู้ต้องหาชี้แจงฟังไม่ขึ้น หรือไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของพนักงานสอบสวน ดีเอสไอ จะนัดนายอนันต์ มาพบเพื่อส่งตัว และสำนวนให้อัยการฝ่ายคดีพิเศษมีความเห็นสั่งฟ้องต่อไป

อดีตประธานเครือแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์กล่าวว่า การมาพบพนักงานสอบสวนครั้งนี้เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ และยืนยันว่าส่วนตัวไม่เคยรู้จักกับนายศุภชัย

"ถือว่าเป็นสูตรสำเร็จของคนวัดพระธรรมกาย ที่นายอนันต์อ้างว่าไม่รู้จักกับ นายศุภชัย อย่างกรณีของพระธัมมชโยก็เคยอ้างแบบนี้เช่นกันว่าไม่รู้จักกับนายศุภชัยเมื่อครั้งที่เกิดคดีในช่วงแรก" นายแพทย์มโน เลาหวนิช อดีตพระวัดพระธรรมกายกล่าว

ยอมตายเพื่อหลวงพ่อ

ไม่ใช่เพียง 2 กรณีอย่างที่เราเห็นเท่านั้น แต่ใครที่เป็นศิษย์วัดพระธรรมกาย ทั้งฆราวาสหรือพระลูกวัด ก็ต้องพร้อมที่จะยอมเสียสละตัวเองเพื่อปกป้องพระธัมมชโยทั้งสิ้น

เห็นได้จากการเข้าตรวจค้นวัดพระธรรมกายในปี 2559 ที่ศิษย์วัดพระธรรมกายอ้างว่ามาสวดมนต์แล้วนั่งขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษพร้อมด้วยป้ายยอมตายเพื่อหลวงพ่อ โดยกลุ่มลูกศิษย์ดังกล่าวถูกดำเนินคดี

ตามมาด้วยโฆษกศิษยานุศิษย์หน้าใสของวัดพระธรรมกายอย่างนายองอาจ ธรรมนิทา ที่ให้สัมภาษณ์ตอบโต้บุคคลต่าง ๆ จนถูกดำเนินคดีหมิ่นประมาทบุคคล ไปจนถึงคดีในความผิดฐานยุยงปลุกปั่นให้เกิดความกระด้างกระเดื่อง ทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หรือวิธีอื่นใด อันไม่ใช่การกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือไม่ใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 (2) และได้เข้ามอบตัวสู้คดี

เสี่ยงต่อคุกเพื่อธัมมชโย

จากนั้นบทบาทของนายองอาจจึงลดลง การแถลงข่าวตอบโต้จึงเป็นหน้าที่ของ พระสนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส ผู้อำนวยการสื่อสารองค์กรวัดพระธรรมกาย ยิ่งในช่วงที่มีการใช้มาตรา 44 ควบคุมพื้นที่วัดพระธรรมกายที่สถานการณ์เข้มข้นขึ้น จึงมีการปลุกระดมพระในเครือข่ายของวัดพระธรรมกายทั่วโลกให้เข้ามาช่วย

จนพระสนิทวงศ์ถูกแจ้งข้อกล่าวหา ยุยง ปลุกปั่น ให้เกิดความกระด้างกระเดื่อง ทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หรือวิธีอื่นใด อันไม่ใช่การกระทำภายในความ มุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือไม่ใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา 116 และ นำข้อมูลเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550

ตามมาด้วยการใช้อำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ มีคำสั่งเรียกให้บุคคลมารายงานตัวกับอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ณ กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 1 ประกอบด้วย 1. พระธัมมชโย หรือ พระเทพญาณมหามุนี (ไชยบูลย์ ธัมมชโย) 2. พระทัตตชีโว หรือ เผด็จ ทตฺตชีโว 3. พระมหาสมชาย ฐานวุฑฺโฒ 4. พระปลัดสุธรรม สุธมฺโม หรือ พระวิเทศภาวนาจารย์ 5. พระครูถวัลศักดิ์ ยติสโก 6. พระครูใบฎีกา อำนวยศักดิ์ มุนิสโก 7. พระครูสังฆรักษ์ อนุรักษ์ โสตถิโก หรือ พระครูแอ 8. พระสนิทวงศ์ วุฑฒิวํโส 9. พระมหานพพร ปุญฺญชโย 10. พระภาสุระ ทนฺตมโน (ใจวงศ์) 11. พระนภดล สิริวโส 12. พระมหาบุญชัย จารุทตฺโต 13. พระครูสุวิทย์ สุวิชฺชาโก 14. พระแสนพล เทพเทพา หรือ สิบเอกแสนพล เทพเทพา

เป็นอันว่าพระระดับแกนนำของวัดพระธรรมกายและลูกศิษย์ต้องต่อสู้คดีที่ถูกกล่าวโทษจากการร่วมกันปกป้องพระธัมมชโย ผู้นำของวัดพระธรรมกาย ที่ยังหลบหนีการจับกุมอยู่

ยอมรับผิดแทนทุกกรณี

อีกกรณีที่สะท้อนถึงแนวปฏิบัติของศิษย์วัดพระธรรมกายนั่นคือ การขอกลับเข้าไปเป็นสมาชิกในองค์กรยุวพุทธโลก ที่เดิมนายแพทย์พรชัย พิญญพงษ์ เคยเป็นประธานอยู่แต่ถูกปลดพร้อมด้วยการระงับการเป็นสมาชิกของมูลนิธิวัดพระธรรมกาย

การเจรจามีพระภาสุระ ทนฺตมโน 1 ใน 14 รูปที่ต้องไปรายงานตัวต่ออธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษพร้อมด้วยนายแพทย์พรชัย ทั้งเรื่องการมอบรางวัลให้แก่พระพม่าหรือการสนับสนุนกิจกรรมของพระในพม่าที่เคยมีการใช้ความรุนแรงกับชาวโรฮีนจา ที่นับถือศาสนาอิสลาม

"ทุกอย่างถูกโยนให้เป็นความผิดของหมอพรชัยทั้งหมด ว่ากระทำไปโดยพลการ โดยที่ทางวัดไม่ได้มีส่วนรู้เห็นหรือสนับสนุน ดังนั้น การเป็นศิษย์ธรรมกายก็ต้องรับ สภาพ ยอมทำทุกอย่าง ต้องทำเพื่อหลวงพ่อเป็นหลัก" แหล่งข่าวในยุวพุทธโลกกล่าว

ล้างสมอง-ไม่ต่างกับลัทธิ

แหล่งข่าวกล่าวว่า ลูกศิษย์หรือพระลูกวัดในธรรมกายจะต้องทำหน้าที่ในการ ปกป้องหลวงพ่อของพวกเขา นั่นคือพระธัมมชโย ที่ถือว่าเป็นต้นตำรับของธรรมกาย ไม่ว่าตัวเองจะต้องถูกดำเนินคดีก็ต้องพร้อมปกป้องพระเดชพระคุณหลวงพ่อของ พวกเขา

แนวคิดลักษณะนี้ไม่ใช่เกิดขึ้นเฉพาะช่วงที่เกิดวิกฤตกับวัด แต่มีการปลูกฝังกันมาอย่างต่อเนื่องผ่านคำสอน มีการทำมิวสิกวิดีโอออกมาเพลงเพื่อพ่อในช่อง DMC ของวัดพระธรรมกาย เนื้อหาของเพลงเป็นการยกย่องพระธัมมชโย หนึ่งในเนื้อหาของเพลงมีข้อความที่น่าสนใจคือ "เพื่อพ่อลูกทำได้ทุกสิ่ง" และ "หากเป็นความฝันของพ่อ จะทำฝันนั้นให้เป็นจริง"

จึงไม่แปลกใจที่ป้ายข้อความ "เรายอมตายเพื่อหลวงพ่อของเรา" ช่วงที่มีการตรวจค้น วัดพระธรรมกาย หรือมีการสร้างเพจพิทักษ์หลวงพ่อด้วยชีวิตขึ้นมา

อย่างกรณีที่มีเช็คที่เกี่ยวข้องกับสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นโอนเงินมาในบัญชีของพระธัมมชโย ซึ่งในทางกฎหมายนั้นถือว่าท่านมีส่วนร่วมในการฟอกเงิน แต่บรรดาลูกศิษย์กลับรวมตัวกันเรี่ยไรเพื่อนำเงินไปคืนสหกรณ์

รวมไปถึงกรณีการซื้อขายที่ดินของบริษัทเอ็มโฮมเอสพีวี 2 จำนวน 46 ไร่ 3 งาน 56.2 ตารางวา ตั้งอยู่ที่อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ใกล้กับวัดพระธรรมกาย ที่เชื่อมโยง ระหว่างนายศุภชัย ศรีศุภอักษร พระธัมมชโย และนายอนันต์ อัศวโภคิน ทางวัดได้นำเงิน 321 ล้านบาท ไปคืนให้แก่สหกรณ์

"จะเห็นได้ว่ากลุ่มลูกศิษย์ของวัดพระธรรมกายทำทุกวิถีทาง เพื่อช่วยหรือทำให้สถานการณ์ของพระธัมมชโยดีขึ้น โดยไม่แยกแยะว่าสิ่งที่พระธัมมชโยกระทำนั้นถูกผิด"

รูปแบบนี้ไม่ต่างไปจากองค์กรในต่างประเทศ ที่สมาชิกขององค์กรยอมทำทุกอย่าง เพื่อผู้นำของพวกเขา ไม่ต่างกับลัทธิ ซึ่งเป็นเรื่องที่อันตรายมาก หากผู้นำองค์กรนั้นทำสิ่งที่ ไม่ถูกต้อง ผิดศีลธรรมหรือผิดกฎหมายบ้านเมือง นับว่าเป็นเรื่องที่น่าห่วงมากสำหรับวงการพระพุทธศาสนา.

คอลัมน์ เหยี่ยวถลาลม: อำนาจกับธรรมาภิบาล - มติชน ฉบับวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2560

เหตุระเบิดหน้าห้องวงษ์สุวรรณ ในโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้ายังไม่ทันคลี่คลาย "จ่าอากาศภคิน" แห่งกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ก็ก่อวีรกรรม บึ่งรถทะเบียนตรากงจักร 1510 พลิกคว่ำที่บ้านคลองสน ต.แหลมกลัด อ.เมือง จ.ตราด

ผลจากที่รถเทกระจาดก็คือ ในที่เกิดเหตุระเนระนาดไปด้วยอาวุธสงคราม เช่น ปืนอาก้า 30 กระบอก พร้อมกระสุนเอ็ม 79 อีกจำนวนมาก

เมื่อถูกจับกุม กอ.รมน.ปฏิเสธทันที ว่าไม่มีชื่อ พ.อ.อ.ภคิน เดชพงษ์ ใน สารบบ กอ.รมน.

"จ่าภคิน" ก็ไม่เถียงแต่ในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 131 ตอน 11 ข หน้า 187 (เล่ม 2/1) ลง 15 พฤษภาคม 2557 ในลำดับที่ 173 มีชื่อ พันจ่าอากาศเอกภคิน เดชพงษ์ สังกัด กอ.รมน.

ส่วนป้ายกงจักรนั้น "จ่าภคิน" โยนให้ห่างออกไปอีกว่า ซื้อมาจากแหล่งขายของเก่าย่านสะพานเหล็ก

และเมื่อจนมุม "จ่าภคิน" ก็แสดงให้เห็นถึงธาตุชายชาติทหาร รับผิดคนเดียว ไม่ซัดทอดถึงใคร หากแต่เวลานั้นตำรวจ ตม.ตราดกับชุดเฉพาะกิจนาวิกโยธินที่ 182 จับกุม ร.ต.ท.เรียง พิเสิด ตำรวจ ตม.ประจำกรุงพนมเปญ กัมพูชา ที่ขับรถเรนจ์ โรเวอร์ เข้าไปดูที่เกิดเหตุรถจ่าภคินพลิกคว่ำถึง 2 ครั้ง พร้อมกับจับนายจักรพงษ์ หรือคิง ไกลเรียง คนไทยอีก 1

เรื่องเริ่มลามไปถึงกรุงพนมเปญ ที่สุดกระทรวงกลาโหมกัมพูชาต้องออกหนังสือแถลงว่า "เตีย บัน" รัฐมนตรีกลาโหมกัมพูชาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับรถรถเรนจ์ โรเวอร์ ที่ ร.ต.ท.เรียง ขับเข้าไปจนถูกจับในประเทศไทย

ความจริงแล้วที่ผู้คนสนใจ ไม่ใช่ขบวน การค้าอาวุธ

แต่กำลังจดจ่ออยู่ "สถานการณ์พิเศษ" ทางการเมืองที่เริ่มมีกลิ่นแปลกๆ ตั้งแต่เหตุลอบวางระเบิดในโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ซึ่งเป็นโรงพยาบาลทหารบก

ทั้งจุดเกิดเหตุยังเป็นหน้าห้อง "วงษ์สุวรรณ" พื้นที่สำหรับวีไอพี ยังจะมีใคร อีกหรือที่กล้าลงมืออุกอาจขนาดนั้น

แต่ยังไม่ทันที่คดีระเบิด รพ.พระมงกุฎกับคดีจ่าภคินจะคลี่คลายได้คำตอบ กลับมี "สิบเอก" ทหารช่างส่งระเบิดลูกเกลี้ยง ระเบิดน้อยหน่า และกระสุนปืนเอชเค ทางพัสดุภัณฑ์ไปรษณีย์ขึ้นมาอีก

หรือว่าพายุกำลังจะมา !?!!

คอลัมน์ กฎ กติกา ธุรกิจ: ทุจริตรถไทเกอร์ - แนวหน้า ฉบับวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ดร.รุจิระ บุนนาค

เมื่อเดือนมีนาคม 2560 ที่ผ่านมา คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิด นายพลตำรวจ กับพวกรวม 13 คน ฐานร่วมกันทุจริต จัดซื้อรถจักรยานยนต์สายตรวจ รุ่นไทเกอร์ พร้อมอุปกรณ์ (ทดแทน) จำนวน 19,147 คัน ฐานความผิดทุจริตต่อหน้าที่ และกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา และกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วย ความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 (พ.ร.บ.ฮั้วประมูล) และยังมีความผิดทางวินัย ตามพระราชบัญญัติตำรวจ พ.ศ. 2547

สำหรับคดีทุจริตจัดซื้อรถมอเตอร์ไซค์ไทเกอร์ เป็นการจัดซื้อรถจักรยานยนต์สายตรวจ ขนาด 200 ซีซี พร้อมอุปกรณ์ทดแทน จำนวน 19,147 คัน ในวงเงิน 1,144,550,600 บาท เพื่อส่งให้สถานีตำรวจทั่วประเทศ 1,447 แห่ง โดยมีการ เซ็นสัญญาเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2550 ราคากลางตามงบ จัดซื้อคันละ 65,000 บาท รวมราคา 1,244,555,000 บาท ซึ่งรถจักรยานยนต์จำนวนมากยังถูกจอดทิ้งไว้ตามหน่วยงานของตำรวจทั่วประเทศ เพราะมีปัญหาใช้การไม่ได้ ไม่สามารถทำความเร็วได้เหมือนกับรถยี่ห้ออื่น และมักเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง จากการขัดข้องของเครื่องยนต์

การจัดซื้อจัดจ้างในสมัยนั้นไม่ได้มีการตรวจสอบเงื่อนไขการประกวดราคาที่กำหนดให้ต้องมีศูนย์ซ่อมและบริการหลัง การขาย (after sale service) และตัวแทนจำหน่ายครอบคลุมทั่วประเทศ ซึ่งเมื่อรถเสียเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องเสียค่าซ่อมเอง อันเป็นปัญหาและทำให้เกิดเรื่องร้องเรียนในเวลาต่อมา

ความจำเป็นของรถมอเตอร์ไซค์สายตรวจสำหรับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้น บางครั้งเพื่อความคล่องตัวในการออกตรวจพื้นที่ โดยเฉพาะตำรวจสายป้องกันและปราบปราม ตำรวจจราจร ยิ่งช่วงการจราจรติดขัด หรือตามซอกซอยที่รถยนต์ เข้าถึงได้ยาก รถมอเตอร์ไซค์สายตรวจจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง คนจัดซื้อควรจะคำนึงประสิทธิภาพการใช้งานให้มาก เพราะตำรวจต้องดูแลทุกข์สุขของประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง

แม้ระยะเวลาจะล่วงเลยมาถึง 10 ปี กว่าที่ ป.ป.ช. จะชี้มูล ความผิดและขอให้ลงโทษทางวินัยกับเจ้าพนักงานตำรวจ ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตดังกล่าว เพราะระดับนายพลตำรวจ บางนายได้ร้องขอความเป็นธรรม ทำให้ ป.ป.ช. ต้องแสวงหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมหลายครั้ง และการดำเนินคดีต้องล่าช้าออกไป ซึ่งเมื่อชี้มูลความผิดแล้วหลังจากนี้เป็นหน้าที่ของพนักงานอัยการที่ต้องฟ้องผู้กระทำความผิดต่อศาล

การจัดซื้อจัดจ้างรถมอเตอร์ไซค์ไทเกอร์ซึ่งเป็นสัญชาติไทย นั้น เห็นได้ว่ามีการล็อกสเปกให้มีผู้เข้าประมูลเพียงรายเดียว และมีการตั้งคำถามมาตลอดว่าทำไมต้องใช้รถยี่ห้อไทเกอร์ ขณะที่ รถมอเตอร์ไซค์ยี่ห้ออื่นๆ ซึ่งมาจากประเทศญี่ปุ่นในตลาด ซึ่งมีศูนย์ซ่อมบำรุงรวมถึงตัวแทนสาขาทั่วประเทศกลับไม่ได้ เข้าร่วมประมูล และหากพิจารณากันตามความเป็นจริง รถมอเตอร์ไซค์ยี่ห้ออื่นๆ หากสำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อใช้ในภารกิจของเจ้าพนักงานตำรวจสายตรวจ และตำรวจจราจร สามารถกระทำได้ไม่ยากและยี่ห้อรถนั้นๆ คนไทยได้ใช้บริการมาเป็นเวลานานน่าจะมีความน่าเชื่อถือมากกว่ายี่ห้อไทเกอร์ที่คนไทยไม่ค่อยรู้จัก

หากวันนี้ ป.ป.ช.ไม่ชี้มูลความผิด เรื่องการทุจริตจัดซื้อ จัดจ้างรถมอเตอร์ไซค์ไทเกอร์ คงจะเงียบหายเหมือนกับการทุจริตจัดซื้อจัดจ้างกรณีอื่นๆ และคนไทยคงจะลืมเลือนไปในที่สุด เหมือนคดีการทุจริตในภาครัฐบางคดีใช้ระยะเวลานานหลายสิบปี จนผู้ต้องหาเสียชีวิต พยานหลักฐานได้สูญหาย และคดีนี้ นายพลตำรวจบางนายได้เกษียณอายุราชการไปแล้วเช่นกัน ส่วนคนที่ยังรับราชการอยู่ต้องดำเนินการทางวินัยต่อไป อาจจะ ปลดออกหรือไล่ออกจากราชการถ้าผิดจริงดังที่ถูกกล่าวหา

อุทาหรณ์สำหรับการจัดซื้อจัดจ้างเพื่ออุปกรณ์เพื่อ ใช้ในราชการและในภาครัฐหลายครั้งหลายหนไม่สามารถนำมาใช้งานจริงได้ หรือหากจะใช้งานจริงได้แต่มีการหลบเลี่ยงภาษีนำเข้า อาทิ รถเมล์เอ็นจีวีจำนวน 489 คัน ที่โดนกรมศุลกากรยึดไว้ ซึ่งจัดซื้อจัดจ้างโดยองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ(ขสมก.) ซึ่ง โดนบริษัทเอกชนผู้นำเข้าฟ้องร้องเป็นคดีต่อศาลเพื่อให้รับรถเมล์ ตามสัญญา และทำให้คนกรุงเทพฯต้องรอคอยกันต่อไปเพื่อที่จะได้ใช้รถเมล์ใหม่แทนของเก่าที่สภาพไม่เหมาะจะวิ่งรับผู้โดยสาร

ย้อนกลับมาที่เรื่องของรถมอเตอร์ไซค์ไทเกอร์สังคมยังตั้งคำถามว่า เมื่อเป็นคดีขึ้นสู่ศาลแล้ว พยานหลักฐานจะสามารถลงโทษผู้กระทำความผิดได้หรือไม่ หรือหากว่าศาลพิพากษาลงโทษแล้วผู้กระทำความผิดจะหลบหนีหรือไม่ เพราะคดีนี้คนที่เกี่ยวข้องเป็นถึงระดับนายพลตำรวจ และจะมีการชดใช้ ความเสียหายแก่ทางราชการอย่างไร เพราะมูลค่าความเสียหาย หลายพันล้านบาท จะบังคับคดียึดทรัพย์ชำระหนี้ได้หรือไม่

ความเสียหายต่อระบบราชการอันเกิดจากการจัดซื้อ จัดจ้างที่ไม่ได้ของตามสัญญา รวมถึงการหลบเลี่ยงภาษีมีมาทุกยุค ทุกสมัย คนไทยเริ่มเอือมระอากับคดีประเภทนี้เพราะรัฐต้อง สูญเสียเงินจำนวนมาก และเมื่อถูกบริษัทเอกชนฟ้องคดีมักแพ้คดี บ่อยครั้งด้วย จำนวนเงินที่สูญเสียไป หากว่านำไปใช้ประโยชน์และพัฒนาเศรษฐกิจในด้านอื่น รวมถึงอาจนำไปเป็นแหล่งเงินทุน ให้เกษตรกรกู้ยืมเพื่อการลงทุนตามนโยบายรัฐบาลในขณะนี้ น่าจะมีประโยชน์มากกว่า

บางครั้งการพัฒนาหน่วยงานราชการ หรืออุปกรณ์ที่ ใช้ในการดำเนินงานขององค์กรรัฐจำเป็นต้องจัดซื้ออุปกรณ์สมัยใหม่และมีมาตรฐาน การนำความเสี่ยงไปลงทุนกับบริษัทผู้ผลิตที่เพิ่งก่อตั้ง หรือไม่มีฐานการผลิตที่ได้มาตรฐาน ไม่มีศูนย์ซ่อมบำรุงบริการหลังการขายหรือตัวแทนจำหน่าย ที่เข้าถึงได้ง่าย รวมถึงการตรวจสอบลักษณะและความรัดกุมของสัญญา ซึ่งหากว่าการจัดซื้อจัดจ้างแต่ละครั้งไม่มีการระมัดระวังในข้อนี้แล้ว คนไทยที่เสียภาษีทุกคนคงต้องทนและช้ำใจเหมือนกรณีสุสานรถมอเตอร์ไซค์ไทเกอร์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ไทยรัฐ: พิสูจน์ธรรมาภิบาลรัฐ - ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2560

พิษสงของวาทะ "ปลาสองน้ำ" บานปลายกลายเป็นวิวาทะระหว่าง กกต.กับฝ่ายรัฐบาล คสช. นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการกกต.โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กตอบโต้ว่า ปลาสองน้ำไม่ได้เกิดเฉพาะ กกต.องค์กรเดียวตุลาการศาลรัฐธรรมนูญก็จะครบวาระ 5 คน จาก 9 คนและกรรมการป.ป.ช. ก็จะขาดคุณสมบัติถึง 8 ใน 9 คน

เป็นการตอบโต้เพื่อความเป็นธรรมถ้าจะเซ็ตซีโร่หรือโละ กกต.ทั้งหมดก็ต้องโละองค์กรอิสระอื่นๆด้วย มิฉะนั้นจะเป็นการเลือกปฏิบัติไม่ใช่ปลาสองน้ำ แต่เป็นสองมาตรฐานทำไมจึงพูดถึงแค่ กกต. และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) จะเลือกเซ็ตซีโร่แต่องค์กรที่แข็งข้อไม่ยอมหงอให้อำนาจรัฐหรืออย่างไร?

เท่านั้นยังไม่พอมีรายงานข่าวด้วยว่า เมื่อวันที่ 5 มิถุนายนที่ผ่านมา คณะกรรมการ กกต.มีมติให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวน กรณีที่มีผู้ร้องขอให้ตรวจสอบรัฐมนตรี 9 คน ที่ถูกกล่าวหาว่าถือครองหุ้นเข้าข่ายเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 264 อันอาจเป็นเหตุให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ขาดคุณสมบัติและพ้นจากรัฐมนตรีหรือไม่?

วาทะ "ปลาสองน้ำ" เป็นข้ออ้างของประธาน กรธ.และรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย เพื่อชี้แจงเหตุผลการโละ กกต.ทั้งคณะ อ้างด้วยว่ารัฐธรรมนูญใหม่กำหนดคุณสมบัติองค์กรอิสระไว้สูงผู้ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในขณะนี้ ขาดคุณสมบัติหลายคนจึงโละ กกต. ทั้งคณะเพื่อสรรหาและแต่งตั้งใหม่ให้เป็นปลาน้ำเดียวไม่ใช่ปลาสองน้ำ

ตามรัฐธรรมนูญใหม่ 2560 ยิ่งจะทำให้ กกต.ชุดใหม่ กลายเป็นปลาหลายน้ำเพราะแยกที่มาของกรรมการเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มที่หนึ่ง ได้แก่ ผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาการต่างๆ 5 คน กลุ่มที่สอง ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย 2 คน ถ้ากรรมการกลุ่มที่หนึ่งมาจากผู้เชี่ยวชาญคนละสาขาก็จะเป็น 5สาขาบวกกับนักกฎหมายจะกลายเป็นปลา 6 น้ำ

ข้ออ้างเรื่องปลาสองน้ำ จึงเป็นเหตุผลที่ไม่หนักแน่นส่วนเรื่องที่ กกต. มีมติตั้งคณะกรรมการสอบสวนรัฐมนตรี 9 คน รวมทั้งรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมายและรัฐมนตรีดังๆ อีกหลายคนเป็นเพียงรายงานข่าวหนังสือพิมพ์ "ไทยรัฐ" กกต.ยังไม่ได้ยืนยันเป็นทางการ ถ้าเป็นเรื่องจริงต้องถือว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามปกติขององค์กรอิสระเพราะมีผู้ร้องเรียน

ทุกฝ่ายจึงควรปล่อยให้เรื่องนี้เป็นไปตามกระบวนการรัฐธรรมนูญไม่ควรมีการยับยั้งหรือขัดขวางใดๆ จะเป็นผลดีต่อฝ่ายรัฐบาลมากกว่าและเป็นโอกาสที่จะพิสูจน์ให้ประชาชนทั่วไป ได้รู้ว่ารัฐบาลนี้เป็น "ธรรมาภิบาล" ที่แท้หรือไม่? ยึดความโปร่งใสหลักนิติธรรมคุณธรรมเป็นหลักในการบริหารราชการแผ่นดินจริงหรือไม่?

คอลัมน์ ชุมชนคนหุ้น: "ไอเฟค"ดับคามือหมอวิชัย? - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2560

สุนันท์ ศรีจันทรา

ปัญหาในบริษัท อินเตอร์ฟาร์อีสท์ เอ็นเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือหุ้นไอเฟค ดูจะยุ่งเหยิงวุ่นวาย กลายเป็นหนังชีวิตที่ต้องติดตามกันยาวๆ โดยไม่อาจคาดหมายตอนอวสานได้

แม้จะจัดประชุมผู้ถือหุ้น และลงมติคัดเลือกกรรมการใหม่ แม้คณะกรรมการชุดใหม่จะประชุมร่วมกัน เพื่อกำหนดแนวทางการแก้ปัญหาบริษัทแล้ว

และแม้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ฯ (ก.ล.ต.) จะเข้ามากำกับดูแลการแก้ปัญหาภายใน "ไอเฟค"อย่างใกล้ชิด

แต่ยังไม่มีความคืบหน้าใดในการแก้ปัญหาบริษัทจดทะเบียนแห่งนี้

หุ้นยังถูกขึ้นเครื่องหมาย "เอสพี" ถูกพักการซื้อขาย การผิดนัดชำระหนี้ ยังไม่ได้รับการแก้ไข งบการเงินปี 2559 ยังไม่สามารถส่งตลาดหลักทรัพย์ได้

เสียงวิพากษ์วิจารณ์การบริหารงานที่ไม่โปร่งใสยังไม่มีใครเข้าไปจัดการแก้ไข ผู้ถือหุ้นรายย่อยไอเฟคเหมือนตกอยู่ในนรก ได้แตกแบกรับความเสียหาย และไม่รู้จะร้องขอความช่วยเหลือจากใคร

แม้นายทวิช เตชะนาวากุล ผู้ถือหุ้นใหญ่อีกกลุ่ม จะยื่นใบลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัท พร้อมกับกรรมการกลุ่มนายทวิชอีก 3 คน และเหลือแต่กลุ่มนายแพทย์วิชัย ถาวรวัฒนยงค์ ที่กุมอำนาจบริหารอย่างเบ็ดเสร็จ เพราะปราศจากกรรมการฝ่ายค้านแล้ว

แต่นายแพทย์วิชัยกำลังถูกผู้ถือหุ้นรายย่อย ร้องเรียนเรื่องการบริหารงาน ถูกกล่าวหาว่า ทำให้บริษัทได้รับความเสียหาย และไม่รับการไว้วางใจให้บริหารงานต่อไป

การบูรณะฟื้นฟูไอเฟคภายใต้การนำของนายแพทย์วิชัยจึงหวังอะไรไม่ได้มากนัก เพราะไม่รู้ว่า นายแพทย์วิชัยจะต้านทานกระแสการรุกไล่ของผู้ถือหุ้นทั้งรายย่อยและรายใหญ่ได้ขนาดไหน

ภาพโดยรวมของไอเฟคขณะนี้ถือว่าวิกฤตหนัก วิกฤตทั้งปัญหาหนี้ วิกฤตทั้งฝ่ายบริหาร และปัญหาดูเหมือนไม่มีทางออก ซึ่งหากวิกฤตไม่ได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็ว ผู้ถือหุ้นจะแบกรับความเสียหายหนักยิ่งขึ้น

แต่ใครจะช่วยผู้ถือหุ้นรายย่อยที่ "ติดแหง็ก" อยู่ในไอเฟค

เพราะ ก.ล.ต. ในฐานะหน่วยงานที่กำกับดูแลบริษัทจดทะเบียนโดยตรง ไม่สามารถเข้าไปแก้ปัญหาไอเฟคได้ นอกจากเฝ้าสังเกตการณ์เท่านั้น แม้ไอเฟคจะล่มสลายคาตาก็ตาม

วิกฤตของไอเฟคขณะนี้ ไม่แตกต่างจากวิกฤตของสถาบันการเงินช่วงปี 2540 ซึ่งจำเป็นต้องแก้ไขโดยเร่งด่วน เพื่อหยุดยั้งวิกฤตไม่ให้ลุกลาม สร้างความเสียหายในวงกว้าง

ธนาคารแห่งประเทศไทย มีอำนาจตามกฎหมาย ในการดับวิกฤตสถาบันการเงิน โดยสั่งควบคุมสถาบันการเงินได้ทันทีที่เกิดวิกฤต สั่งถอดถอนผู้บริหารและส่งตัวแทนเข้าไปกำกับดูแลการดำเนินงานแทนได้ รวมทั้งการตรวจสอบทรัพย์สินและบัญชีงบการเงิน

การให้อำนาจแบงก์ชาติในการควบคุมสถาบันการเงิน ก็เพื่อคุ้มครองประชาชนผู้ฝากเงิน และควบคุมผลกระทบจากวิกฤตสถาบันการเงิน

แต่ ก.ล.ต.ไม่มีอำนาจสั่งควบคุมบริษัทจดทะเบียน ทั้งที่วิกฤตของบริษัทจดทะเบียน ส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้ลงทุน อย่างหนักก็ตาม

ไอเฟคควรจะถูก ก.ล.ต.ควบคุมกิจการแล้ว และส่งตัวแทนเข้าฟื้นฟู จนกว่าจะพ้นจากวิกฤต แต่เพราะกฎหมายไม่ได้ให้อำนาจไว้ ก.ล.ต.จึงได้แต่เฝ้าดูความเสียหายของผู้ถือหุ้นรายย่อยที่ "ติดแหง็ก" อยู่ในบริษัทจดทะเบียนแห่งนี้

ข้อจำกัดของ ก.ล.ต.ในการแก้วิกฤตไอเฟค น่าจะนำไปสู่การแก้กฎหมาย เพื่อเปิดช่องให้หน่วยงานที่กำกับดูแลบริษัทจดทะเบียนมีอำนาจ เข้าควบคุมกิจการบริษัทจดทะเบียน เพื่อปกป้องประชาชนผู้ลงทุน

เพราะเมื่อมีกฎหมายให้อำนาจแบงก์ชาติ สั่งควบคุมสถาบันการเงิน เพื่อคุ้มครองผู้ฝากเงินได้ ทำไมจะมีกฎหมาย มอบอำนาจให้ ก.ล.ต. สั่งควบคุมบริษัทจดทะเบียน เพื่อคุ้มครองประชาชนผู้ลงทุนไม่ได้

แต่ถึงยังไม่มีกฎหมายให้อำนาจสั่งควบคุมบริษัทจดทะเบียน ก.ล.ต.และตลาดหลักทรัพย์ฯ จะต้องพลิกทุกแง่กฎหมาย คิดทุกแนวทาง เพื่อหาข่องช่วยผู้ถือหุ้นรายย่อย ซึ่งกำลังถูกจับเป็นตัวประกันอยู่ในไอเฟค

เพราะถ้า ก.ล.ต.ไม่ช่วย ตัวประกันไอเฟคมีโอกาสถูกสังหารหมู่คามือหมอวิชัยได้.

สกู๊ปหน้า1: บอร์ด ขสมก.สั่งสอบทีโออาร์จัดซื้อรถเมล์ - ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมของบอร์ด ขสมก. เมื่อวันพุธที่ 31 พฤษภาคมที่ผ่านมา นายสมศักดิ์ ห่มม่วง รักษาการผู้อำนวยการ ขสมก.แถลงข่าวว่าบอร์ด ขสมก.เห็นชอบผลประมูลโครงการเช่าระบบบัตรโดยสาร อีทิคเก็ต ติดตั้งบนรถโดยสาร 2,600 คัน สัมปทาน 5 ปี

ฟังท่านรักษาการแถลงข่าวแล้ว สกู๊ปหน้า 1 รู้สึกเหนื่อยแทนสหภาพแรงงานฯ ขสมก.ที่เคยแถลงข่าวท้วงติงไปแล้วว่า ขสมก.ยังไม่มีความพร้อม

ไม่ว่า...จะเป็นเรื่องระบบหยอดเหรียญ ขสมก.เองเคยนำมาใช้แล้วกับรถเมล์สาย 162 พบว่ามีปัญหามากมาย ผู้โดยสารต้องเข้าคิวรอเงินทอนส่งผลให้รถติดกันยาวเหยียด จนต้องถูกยกเลิกไปแต่ผู้บริหารฯไม่เคยรับฟังความคิดเห็นของพนักงาน ขสมก.

เรื่องราวของ "รถเมล์" คนเมืองกรุง มีหลายเรื่องชวนให้ติดตามทั้งที่วันนี้ ขสมก.ยังมีคดีความค้างคาศาลอีกหลายคดีโดยเฉพาะคดีที่ต้องพิสูจน์ว่า...การยกเลิกสัญญาจัดซื้อรถเอ็นจีวี 489 คัน กับบริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป จำกัด นั้นเป็นไปโดยชอบหรือมิชอบด้วยกฎหมาย?

ขสมก.กลับลุกลี้ลุกลนจัดให้มีการเปิดประมูลใหม่ ซึ่งก็ไม่ได้แปลกประหลาดอะไร? แต่แปลกตรงที่ ทีโออาร์ใหม่มีผู้สนใจซื้อซองไปแล้วกว่า 12 รายนั้น อาจจะเสี่ยงผิดหลักการของ ป.ป.ช.ด้วยมีการกำหนดราคากลางค่าซ่อมบำรุงปีที่ 6 ถึงปีที่ 10 มากกว่า 600 ล้านบาท

เรื่องใหญ่แบบนี้มีหรือ พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ ประธานบอร์ด ขสมก.จะปล่อยผ่าน...จึงมีการตั้งอนุกรรมการฝ่ายกฎหมายขึ้นมาเพื่อตรวจสอบว่าฝ่าฝืนหลักเกณฑ์ของ ป.ป.ช.หรือไม่? รวมทั้งตรวจสอบการประกาศรายชื่อบริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป จำกัด เป็นผู้ทิ้งงานเป็นไปตามขั้นตอนหรือไม่?

สันติ ปิยะทัต ที่ปรึกษากฎหมายของบริษัทเบสท์รินฯ บอกว่าการกำหนดราคากลางในการประมูลรถเมล์ครั้งใหม่ของ ขสมก.ซึ่งสามารถจำแนกแยกได้สามส่วน คือ

1)ราคากลางในการซื้อรถเมล์ 489 คัน 2)ราคากลางในการจ้างซ่อมแซมบำรุงรักษารถเมล์ปีที่ 1 ถึงปีที่ 5 และ 3)ราคากลางในการซ่อมแซม บำรุงรักษารถเมล์ปีที่ 6 ถึงปีที่ 10

โดยหลักกฎหมายแล้วการกำหนดราคากลางดังกล่าว ขสมก.จะต้องยึดถือปฏิบัติตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 (ป.ป.ช.) มาตรา 103/7 และมาตรา 103/8 ประกอบกับคู่มือแนวทางการเปิดเผยรายละเอียดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างราคากลางและการคำนวณราคากลางที่ ป.ป.ช. จัดทำให้กับหน่วยงานของรัฐ

เพื่อใช้ประกอบการปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย

ซึ่งมีหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการกำหนดราคากลางในการจัดซื้อจัดจ้างไว้ในคู่มือฯ ข้อ 2.3 ว่าราคากลางหมายความถึง ราคามาตรฐานหรือราคาที่ใกล้เคียงความเป็นจริง ราคาที่ได้มาจากการอ้างอิง สืบราคาจากท้องตลาด ราคาที่เคยซื้อหรือจ้างครั้งหลังสุดภายในระยะเวลา 2 ปีงบประมาณ

แต่จะยึดถือราคาใดให้คำนึงถึงผลประโยชน์ของรัฐเป็นสำคัญ

สันติ ทนายเพื่อประชาชน ย้ำว่า สำหรับการเปิดประมูลใหม่ของ ขสมก.ในครั้งนี้ก็ย่อมเป็นที่ชัดเจนว่าการกำหนดราคากลางต้องยึดถือตามราคาที่เคยซื้อและจ้างบริษัทเบสท์รินฯ เพราะเป็นประโยชน์กับรัฐหรือสาธารณชนมากที่สุด ซึ่ง ขสมก.ก็ทราบดีถึงข้อกฎหมายดังกล่าว

เพราะตามหนังสือชี้แจงข้อเสนอแนะและวิจารณ์ของสาธารณชน โครงการจัดซื้อรถเมล์ NGV 489 คันของ ขสมก. ในข้อ 1 ขสมก.ได้ใช้ข้อกฎหมายดังกล่าวตอบข้อเสนอแนะของบริษัท ช.ทวี จำกัด(มหาชน) ว่าเหตุที่ไม่อาจกำหนดราคากลางในการซื้อตัวรถตามจำนวนที่บริษัท ช.ทวี จำกัด(มหาชน) เสนอแนะซึ่งสูงกว่าราคาที่บริษัทเบสท์รินฯ ชนะประมูลเพราะต้องปฏิบัติตามข้อกฎหมายของ ป.ป.ช. ที่ให้ยึดถือตามราคาที่เคยซื้อหรือเคยจ้างครั้งหลังสุด ซึ่งย่อมหมายถึงราคาที่เบสท์รินชนะประมูลในครั้งที่ผ่านมา

เมื่อพิจารณาถึงการกำหนดราคากลางสำหรับการเปิดประมูลรถเมล์ครั้งใหม่นี้ จะสามารถแยกราคากลางที่ ขสมก.กำหนดได้เป็นสามส่วนตามที่เรียนข้างต้น จะเห็นได้ชัดเจนว่า ราคากลางส่วนแรกสำหรับการซื้อรถเมล์จำนวน 489 คัน และราคากลางส่วนที่ 2 สำหรับการจ้างซ่อมแซมบำรุงรักษาปีที่ 1 ถึงปีที่ 5 นั้น

ขสมก. ได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่ ป.ป.ช. กำหนดโดยยึดตามราคาที่บริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป จำกัด ชนะประมูลในครั้งที่ผ่านมา

ซึ่งบริษัทเบสท์รินฯ เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง เพราะทำให้รัฐและสาธารณชนได้รับประโยชน์สูงสุด แต่ราคากลางส่วนที่ 3 คือค่าจ้าง ซ่อมแซมรักษาในปีที่ 6 ถึงปีที่ 10 ขสมก.กลับกำหนดราคากลางสูงกว่าราคาที่บริษัทเบสท์รินฯ ชนะประมูลเมื่อครั้งที่ผ่านมาเป็นจำนวนถึง 631,999,998.50 บาท

ตรงนี้...ทำให้รัฐและสาธารณชนเสียหายอย่างร้ายแรง เพราะจะทำให้ ขสมก.เสียค่าจ้างซ่อมแซมบำรุงสูงกว่าที่ควรจะเป็นจำนวนมหาศาล

ดังนั้น การกำหนดราคากลางส่วนที่ 3 ย่อมเกิดเป็นคำถามแก่สาธารณชนว่า เหตุใดการกำหนดราคากลางส่วนที่ 3 ขสมก. จึงไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่ ป.ป.ช. กำหนดทั้งที่การกำหนดราคากลางส่วนที่1และส่วนที่ 2 ซึ่งดำเนินการในคราวเดียวกัน ขสมก.ก็ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่ ป.ป.ช.กำหนด

จากประเด็นนี้ความคืบหน้าล่าสุด คณะกรรมการบริหารกิจการ ขสมก. ได้ประชุมหารือและมีมติให้ ขสมก. ทบทวนการกระทำดังกล่าวอยู่และเกี่ยวกับการกระทำครั้งนี้ของ ขสมก.ผู้บริหาร ตลอดจนคณะกรรมการกำหนดราคากลาง รวมทั้งผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการเปิดประมูลรถเมล์ครั้งใหม่

อาจจะเข้าข่ายการละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและปฏิบัติผิดวินัยข้าราชการซึ่งมีโทษตามกำหนด

หากยังเดินหน้าเปิดประมูลครั้งใหม่ต่อไปย่อมเป็นการเปิดประมูลของรัฐที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และอาจทำให้รัฐได้รับความเสียหายเจ้าหน้าที่ของ ขสมก.ที่มีส่วนเกี่ยวข้องอาจต้องรับผิดชดใช้ความเสียหายเป็นการส่วนตัว หากมีหลักฐานที่ชี้ได้ว่าเจ้าหน้าที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง

นอกจากนี้ผู้มีอำนาจพิจารณาอนุมัติดำเนินการเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างครั้งนี้ นอกจากอาจจะมีความผิดทางวินัยแล้วอาจเป็นเหตุให้ถูกเพิกถอนจากตำแหน่งหรือต้องพ้นจากตำแหน่งแล้วแต่กรณี ซึ่งหลักเกณฑ์นี้ได้กำหนดไว้ในมาตรา 103/8 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ตามที่กล่าวข้างต้น

อดหนาวๆร้อนๆไม่ได้พลิกดูตัวบทกฎหมายแล้วเสียวแทนบอร์ด ขสมก.ขึ้นมาจริงๆ เพราะหากเรื่องสอดไส้ทีโออาร์มีผู้หวังดีไปร้องเรียน ป.ป.ช. คงต้องย้อนกลับไปถึงเหตุผลของการยกเลิกสัญญาจัดซื้อรถเอ็นจีวี 489 คันด้วยว่า...เรื่องนี้บอร์ด ขสมก.มีมติเห็นชอบด้วยหรือเปล่า?

หรือ...ถือว่าเป็นอำนาจหน้าที่ของรักษาการผู้อำนวยการ ขสมก. แต่เพียงคนเดียว?