You are here

CG and corruptions News - 9 March 2018

กล่าวหา'2ขรก.'ยักยอกเงิน88ล. จากกองทุนเสมา-โอนให้ญาตินาน10ปี ปลัดศธ.ตั้งกก.สอบ - มติชน

Tycoon Premchai faces bribery charge - BANGKOK POST

ยันบิ๊กตร.สั่งแก้เอกสารหวย ปปป.สอบ 2 ตำรวจกาญจน์ให้การมัด - คม ชัด ลึก

'บิ๊กโย่ง'เผยผลสอบลอตแรก โกงเงินคนจนรู้ผลสิ้นเดือนมี.ค. - สยามรัฐ

จับมือกรมศุลฯโกงค่าเงินเซส มุ่งความโปร่งใส - โพสต์ทูเดย์

แฉกลโกง 'บิ๊ก พม.' ชักใย 'ปล้นเงินคนจน' - คม ชัด ลึก

ม.เอกชนอ้าแขนรับ"แบม" ชูฮีโร่ปราบโกง-ให้ทุนเรียนป.โท - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

อาจารย์สายไหม ไชยศิรินทร์ในวันที่ถูกสังคมดราม่า 'รังแกศิษย์' - คม ชัด ลึก

คอลัมน์ พล.ต.อ.ศรีวราห์ กับคดี เปรมชัย จากผู้ทำคดีกลายเป็นผู้ถูกสงสัย - บางกอกทูเดย์

คอลัมน์ หมายเหตุสีบานเย็น: ผ่าตัด พ.ร.บ.จัดซื้อฯ - เดลินิวส์

คอลัมน์ กรองสถานการณ์: 'บิ๊กตู่'เซฟ'ค่าโง่คลองด่าน' ได้หน้า-ตอกการเมืองโกง - ไทยโพสต์

คอลัมน์ บนความเคลื่อนไหว: จับตาคดียักยอกธนาคารมหานคร - กรุงเทพธุรกิจ

สามเสนโมเดลต้นแบบสกัดแป๊ะเจี๊ยะ - มติชน

กล่าวหา'2ขรก.'ยักยอกเงิน88ล. จากกองทุนเสมา-โอนให้ญาตินาน10ปี ปลัดศธ.ตั้งกก.สอบ - มติชน ฉบับวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2561

เมื่อวันที่ 8 มีนาคม นายการุณ สกุลประดิษฐ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า ตามที่กลุ่มตรวจสอบภายในสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.ศธ.) ได้ทำการตรวจสอบบัญชีงบประมาณ ประจำปี 2560 ของ สป.ศธ.เมื่อเร็วๆ นี้ แล้วพบว่ามีการทุจริตเงินกองทุนเสมาพัฒนาชีวิต โดยมีการโอนเงินทุนการศึกษาของนักเรียนในโครงการเข้าบัญชีของบุคคลอื่นที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ตั้งแต่ปี 2551-2561 เป็นจำนวนเงินรวมกว่า 88 ล้านบาท ซึ่งเรื่องนี้ตนได้รายงานต่อ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการ ศธ.รับทราบแล้ว โดยรัฐมนตรีว่าการ ศธ.ได้สั่งการให้ดำเนินการขั้นเด็ดขาดกับผู้ที่ทุจริต และให้ตรวจสอบกองทุนอื่นๆ ให้เข้มข้นด้วย

"ตอนนี้ผมได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ของ สป.ศธ.ไปแจ้งความที่ สน.ดุสิตในคดีอาญา และให้ส่งต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แล้ว ขณะเดียวกันได้ตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง และได้ย้ายบุคคลที่ตรวจสอบพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง 2 รายพ้นหน้าที่ไปแล้ว ทั้งนี้ เพื่อให้คณะกรรมการสืบสวนทำงานได้สะดวก อย่างไรก็ตาม จากการสอบถามเบื้องต้น ผู้ถูกกล่าวหายอมรับแล้วว่าได้กระทำความผิดจริง โดยได้โอนเงินเข้าบัญชีญาติ พี่น้องและคนรู้จักถึง 19 บัญชี ตั้งแต่ปี 2551-2561 รวมกว่า 88 ล้านบาท ขณะที่ในช่วงเวลาดังกล่าวโอนเงินเข้าบัญชีหน่วยงานที่รับทุนรวมกว่า 77 ล้านบาท ซึ่งน้อยกว่าเงินที่ยักยอกเข้าบัญชีญาติ พี่น้องและคนรู้จัก โดยยอดล่าสุดในปี 2561 ได้โอนเข้าบัญชีบุคคลอื่นกว่า 3 ล้านบาท แต่ไม่มีการโอนเข้าบัญชีหน่วยงานหรือ ผู้ที่ได้รับทุนดังกล่าวนี้เลย" ปลัด ศธ. กล่าวและว่า อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ เพราะรัฐมนตรีว่าการ ศธ. มีนโยบายและให้ความสำคัญในการปราบทุจริตที่เกิด

ขึ้นใน ศธ. ซึ่งผมก็ได้สั่งการให้กลุ่มตรวจสอบฯ ดำเนินการตรวจสอบอย่างเข้มข้นมากขึ้นแล้ว ทั้งนี้ ยืนยันว่าคนที่กระทำผิดจะต้องได้รับโทษขั้นเด็ดขาด ซึ่งนอกจากจะถูกไล่ออกแล้ว ยังต้องได้รับโทษตามกฎหมายอาญาด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กองทุนเสมาพัฒนาชีวิต เริ่มก่อตั้งเมื่อปี 2542 สมัยนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นกองทุนสำหรับสนับสนุนเด็กที่อยู่ในสภาวะยากลำบากให้มีทุนการศึกษาต่อระดับวิชาชีพ โดยใช้เงินจากการออกสลากกินแบ่งการกุศลงวดพิเศษ เงินอุดหนุนจากงบประมาณ เงินบริจาคและเงินดอกผลของกองทุน การบริหารกองทุน ให้มีคณะกรรมการกองทุนเสมาพัฒนาชีวิต มีปลัด ศธ. เป็นประธาน

Tycoon Premchai faces bribery charge - BANGKOK POST Issued date 9 March 2018

POST REPORTERS

Police play down ITD chief's Bangladesh trip

Construction tycoon Premchai Karnasuta faces an additional charge of bribery for offering officials "anything you want" in return for his release after he was arrested in a high-profile wildlife poaching case in Kanchanaburi.

Police investigators are preparing to summon him to acknowledge the new charge next Wednesday, deputy national police chief Srivara Ransibrahmanakul said yesterday, adding officers will use witnesses' accounts to back up the charge.

He played down Mr Premchai's plan to leave Thailand today as he is not banned from travelling overseas following his temporary release on bail granted by Thong Pha Phum Provincial Court on Feb 6.

The 63-year-old president of ItalianThai Development, along with three companions, was arrested on the night of Feb 4 at their campsite in Thungyai Naresuan wildlife sanctuary, a world heritage forest in Kanchanaburi.

Wildlife officials, who believed they went hunting there, found carcasses of protected species, and the pelt of a rare black leopard. Near their tent they found a cooking pot containing soup.

It was later confirmed to be black leopard soup. Examination of a chopping block and knives in the camp also discovered traces of the animal's DNA.

The evidence, together with subsequent raids on his mansion in Bangkok for illegal items, implicated him and the other three suspects in nine charges of wrongdoing, mostly related to unauthorised hunting in the wildlife refuge.

A complaint against Mr Premchai over the alleged bribery was filed by Thungyai Naresuan sanctuary chief, Wichian Chinnawong, who led the Feb 4 operation.

He told police on Wednesday his team took the four suspects and the carcasses out of their camp and temporarily held them at a building, which serves as an exhibition and service area for tourists.

During the detention, Mr Premchai allegedly told Mr Wichian: "If you release me, I'll give you anything you want," deputy Counter Corruption Division chief Watcharin Phusit said, referring to accounts given by officials in the arrest team.

"That sentence was an attempt to bribe state officials," he said.

The conversation emerged at a time when eight people, including the suspects and the officials, were in the building. The voice was clearly heard and the light was sufficient to make it clear who was talking, Pol Col Watcharin said.

An audio clip earlier obtained by the media contained dialogue between Yong Dodkhruea, one of the four suspects, and Kitti Sawatsai who is in Mr Wichian's team, but the conversation was not about bribery, he said.

Mr Kitti was the first to spot Mr Premchai's group in the forest.

Pol Gen Srivara said Mr Premchai can continue his trip abroad, but he will have to report to police on March 14.

The suspect can ask to postpone the meeting or he will receive a second summons, the last one before police will ask the court to issue an arrest warrant.

Reportedly Mr Premchai had informed immigration police he would fly to Bangladesh tomorrow in his personal jet and return to Thailand on Sunday.

Mr Srivara said police will also press another two charges - illegal possession of guns and four African elephant tusks - against Mr Premchai on Wednesday.

ยันบิ๊กตร.สั่งแก้เอกสารหวย ปปป.สอบ 2 ตำรวจกาญจน์ให้การมัด - คม ชัด ลึก ฉบับวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2561

ปปป.สอบปากคำ 2 นายตำรวจสภ.เมืองกาญจนบุรี ชุดแก้สำนวนคดีหวย 30 ล้าน ยืนยันโดนสั่งให้แก้สำนวนทั้งแผ่น มัด "พล.ต.ต.สุทธิ" อดีตผบก.กาญจนบุรี เผยนัดเข้ารับทราบข้อหาบ่ายวันที่ 9 มี.ค. "ฐิติราช" ย้ำให้โอกาสพยานคิดทบทวนคำให้การ ยืนยันสัปดาห์หน้าต้องจบ "เจ๊เกียว-เจ๊พัช" ให้ปากคำเพิ่มที่กองปราบฯ ย้ำยังเป็นพยานฝั่งครูและไม่คิดกลับคำให้การ ลั่นให้รอลุ้นผลชั้นศาล ก่อนไปขอความเป็นธรรมต่ออธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา หวั่นถูกกองปราบฯ ขอออกหมายจับเป็นพยานเท็จ

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 8 มีนาคม ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะพนักงานสอบสวนชุดคลี่คลายคดีทั้งจากกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) และกองบังคับการปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) ประชุมถึงความคืบหน้าการดำเนินคดีกับ พล.ต.ต.สุทธิ พวงพิกุล อดีต ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรี ที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการแก้ไข เปลี่ยนแปลงสำนวนหวย 30 ล้านบาท ที่เป็นข้อพิพาทระหว่างนายปรีชา ใคร่ครวญครูโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.กาญจนบุรี กับ ร.ต.ท.จรูญ วิมูล อดีตข้าราชการเกษียณ

พล.ต.ต.กมล เหรียญราชา ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ผบก.ปปป.) กล่าวก่อนเข้าร่วมประชุมว่า วันนี้จะสอบปากคำ 2 นายตำรวจคือ พ.ต.ท.ชูวิทย์ เจริญนาค รอง ผกก.สอบสวน สภ.เมืองกาญจนบุรี และร.ต.อ.จิรยุทธ์ ชัชรินทร์กุล รองสว.สอบสวน สภ.เมืองกาญจนบุรี ที่จะกันตัวไว้เป็นพยานเพิ่มเติมเพื่อนำไปประกอบสำนวนที่เป็นการยืนยันพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นว่ามีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงสำนวนหรือไม่อย่างไร ก่อนที่จะแจ้งความดำเนินคดี พล.ต.ต.สุทธิ ต่อไป ซึ่งเบื้องต้นขณะนี้ยังไม่มีการแจ้งความเอาผิดใดๆ เพราะยังอยู่ในระหว่างการสอบปากคำพยาน โดยคาดว่าจะสามารถสอบปากคำพยานได้แล้วเสร็จภายใน วันนี้ จากนั้นก็จะเรียกพล.ต.ต.สุทธิ มารับทราบข้อกล่าวหาในข้อหาตามมาตรา 157 แต่หากไม่ทันตามเวลาราชการก็จะเรียก พล.ต.ต.สุทธิ มารับทราบข้อกล่าวหาในวันที่ 9 มีนาคม โดยเบื้องต้นจะแจ้งข้อกล่าวหาในข้อหาเดียวก่อน ส่วนจะมีการแจ้งข้อหาอื่นหรือไม่นั้นยังไม่สามารถตอบได้ เพราะขึ้นอยู่กับหลักฐานและคำให้การของพยาน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ต.สุทธิ พนักงานสอบสวนพบว่ามีพฤติการณ์ความผิดในการแก้ไขเปลี่ยนแปลงสารสำคัญของสำนวนคดี เช่น สถานที่เกิดเหตุ วันเกิดเหตุ รวมถึงเอกสารลับ 4 หน้า ที่ถูกเผยแพร่มาก่อนหน้านี้

ทั้งนี้มีรายงานว่าการประชุมชุดคลี่คลายคดีวันนี้ (8 มี.ค.) จะมีการพิจารณาออกหมายจับพยานฝั่งนายปรีชาเพิ่มเติมด้วย อย่างไรก็ตาม พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. เตรียมจะแถลงความคืบหน้าและความเชื่อมโยงของคดี ดังกล่าวเวลา 13.00 น. วันที่ 9 มีนาคม ณ ห้องประชุมศรียานนท์ ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ภายหลังจากการร่วมสอบปากคำนานกว่า 2 ชั่วโมง พล.ต.ต.กมลกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ตำรวจทั้ง 2 นายที่กันไว้เป็นพยาน พยานเหล่านี้คือผู้ที่รู้เห็นร่วมกระทำผิดด้วย แต่การที่จะเอาตัวการที่กระทำความผิดคำให้การที่เป็นประโยชน์เพื่อเชื่อมถึงตัวการสำคัญจึงจำเป็นต้องกันไว้เป็นพยาน แต่เวลาส่งไป ป.ป.ช.แล้ว คนเหล่านี้อาจตกเป็นผู้ต้องหาด้วยก็ได้ นั่นคือส่วนของป.ป.ช. แต่ในส่วนของเราได้กันไว้เป็นพยานเพราะเห็นว่ามีความสำคัญคำให้การมีสาระสำคัญที่จะเชื่อมโยงถึงตัวการสำคัญ จากการสอบสวนเบื้องต้นทั้ง 2 ให้ข้อมูลสอดคล้องกันกับที่กองปราบปรามเข้าร้องทุกข์ไว้ เป็นประโยชน์ต่อสำนวน ส่วนเอกสารซึ่งเป็น ตัวสำนวนในคอมพ์ ปอท.ยังไม่ได้เอามาให้ดู แต่เบื้องต้นเท่าที่สอบถามปอท. ต้นฉบับสำนวนที่มีการแก้ไขชัดเจนยังไม่ได้ ขณะนี้มีเพียงพยานบุคคลแต่ก็ถือว่าเพียงพอ

"เอกสารสำนวนดังกล่าวเขายอมรับว่าแก้ทั้งแผ่นและมีการทำลายไปแล้ว สิ่งที่เราดูขณะนี้คือตรวจสอบคอมพ์ มีการก๊อปซ้อนลงไปหรือไม่ ต้องรอผลอยู่ว่าสามารถกู้ได้ไหม ผมอยากให้กู้ได้เหมือนกัน ต่อจากนี้จะสอบปากคำ เจ้าหน้าที่ปอท.เพื่อเป็นพยานยืนยันด้วยว่าตรวจสอบถึงไหน มีพยานอะไรบ้าง ส่วนจะใช้เวลานานแค่ไหนให้คำตอบไม่ได้ต้องเป็นผู้ชำนาญถึงจะตอบได้ หลังจากนี้พยานหลักฐานที่รวบรวมมาได้จะต้องส่งให้ ป.ป.ช.ภายใน 30 วัน แต่เมื่อมีพยานหลักฐานเพิ่มเราสามารถส่งเพิ่มเติมได้อีก หรือ ป.ป.ช.จะให้เราร่วมในคณะไต่สวนก็ได้ หรือส่งกลับมาให้เราทำก็ได้ ตามมาตรา 89" พล.ต.ต.กมลกล่าว

ต่อมาเวลา 17.20 น. พล.ต.ต.กมล กล่าวว่า ขณะนี้สอบปากคำ พ.ต.ท.ชูวิทย์ เจริญนาค และร.ต.อ.จิรยุทธ์ ชัชรินทร์กุล ที่กันตัวไว้เป็นพยานในคดีหวย 30 ล้าน เสร็จสิ้นแล้ว และได้สอบปากคำเจ้าหน้าที่กองบังคับการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือปอท. เพื่อเป็นพยานยืนยันมาประกอบสำนวนเพิ่มเติมในการเอาผิด พล.ต.ต.สุทธิ พวงพิกุล ตามมาตรา 157 ปฏิบัติหน้าที่มิชอบเสร็จสิ้นแล้วเช่นกัน แต่ยังไม่ได้เรียก พล.ต.ต.สุทธิ เข้ามารับทราบข้อกล่าวหา

"ทราบว่าขณะนี้ พล.ต.ต.สุทธิ อยู่ระหว่างการลาพักราชการ แต่ได้ประสานและนัดหมายกันแล้วว่า พล.ต.ต.สุทธิ จะเดินทางมารับทราบข้อกล่าวหาในช่วงบ่ายวันพรุ่งนี้ (9 มี.ค.) คาดว่าจะเป็นช่วงหลังที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.แถลงข่าวถึงความคืบหน้าและการเชื่อมโยงของคดีนี้ ทั้งนี้หาก พล.ต.ต.สุทธิ ไม่มาตามนัดก็จะเรียกมารับทราบข้อกล่าวหาหลังจากพล.ต.ต.สุทธิกลับมาทำงาน ไม่จำเป็นต้องออกหมายเรียกใดๆ" พล.ต.ต.กลมกล่าว

วันเดียวกันที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผบช.ก.กล่าวว่า ขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างการตรวจสอบคำให้การของพยานบุคคลฝั่งนายปรีชา ใคร่ครวญ หรือครูปรีชา ตอนนี้จึงอยากให้โอกาสพยานในการคิดทบทวนว่าคิดและจำอะไรผิดพลาดไปหรือไม่ ให้การเท็จโดยตั้งใจหรือไม่

พล.ต.ท.ฐิติราช กล่าวอีกว่า สำหรับกรณีที่วันนี้นางปณัญชยา สุขผล หรือเจ๊เกียว และน.ส.พัชริดา พรมตา หรือเจ๊พัช แม้ค้าลอตเตอรี่ที่เป็นพยานฝั่งนายปรีชา เดินทางมาให้ปากคำเพิ่มเติมที่ กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ด้วยตนเองนั้น ก็มองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของความเชื่อ ถ้าพยานเห็นข้อมูลที่พนักงานสอบสวนมี ว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรอาจจะทำให้คิดทบทวนอะไรต่างๆ ได้ เพราะสิ่งที่พยานได้ทำนั้นทำให้เดือดร้อนและเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย ไม่ใช่เรื่องของการนินทา จึงพยายามทักท้วงและให้โอกาสเป็นครั้งคราวไป แต่คงไม่นานนัก ส่วนจะออกหมายเรียก หรือหมายจับใครเพิ่มเติม

หรือไม่นั้น มองว่าพนักงานสอบสวนสามารถใช้อำนาจของตำรวจในการออกหมายเรียกก่อน ถ้ามีเหตุ และพยานหลักฐานที่เชื่อได้ว่ามีการ กระทำความผิดก็สามารถออกหมายเรียกได้

"ยืนยันภายในสัปดาห์หน้าคดีนี้ต้องจบทุกกระบวนการ และจะต้องสรุปสำนวนการสอบสวนให้แล้วเสร็จ แล้วส่งฟ้องต่ออัยการทันก่อนครบกำหนดการฝากขังผู้ต้องหาในผัดที่ 2 คือวันที่ 14 มีนาคมนี้แน่นอน" พล.ต.ท. ฐิติราช กล่าวยืนยัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 11.00 น. วันเดียวกัน นางปณัญชยา สุขผล หรือเจ๊เกียว และน.ส.พัชริดา พรมตา หรือเจ๊พัช เดินทางมายังกองบังคับการปราบปรามเพื่อให้ปากคำเพิ่มเติมแก่เจ้าหน้าที่กองกำกับการ 5 ในคดีสลากกินแบ่งรัฐบาลหมายเลข 533726 จำนวน 1 ชุด 5 ใบ ที่ถูกรางวัลที่ 1 งวดประจำวันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 จำนวนเงิน 30 ล้านบาท

นางปณัญชยา กล่าวว่า สำหรับการเดินทางมาเข้าพบพนักงานสอบสวนกองปราบวันนี้ ไม่ได้เป็นการมาตามหมายเรียกของเจ้าหน้าที่ แต่เป็นความต้องการของตนกับเจ๊พัชที่จะเดินทางมาเข้าพบเจ้าหน้าที่เอง แต่ไม่ขอเปิดเผยรายละเอียดจุดประสงค์ในการเดินทางมา ส่วนการมาในวันนี้จะเป็นการนำหลักฐานเด็ดมาส่งมอบให้พนักงานสอบสวนเพิ่มเติมหรือไม่ ไม่ขอตอบ แต่อยากให้ไปรอดูผลในชั้นศาล ในวันที่ศาลตัดสิน และยังขอยืนยันว่านับจากเกิดเรื่องจนถึงขณะนี้ก็ยังคงเป็นพยานฝั่งครูปรีชาเช่นเดิม และไม่คิดเปลี่ยนใจกลับคำให้การแต่อย่างใด

นางปณัญชยา กล่าวอีกว่า หลังจากครูปรีชาและเจ๊บ้าบิ่นได้รับการประกันตัวให้ปล่อยตัวชั่วคราวในชั้นศาลแล้วนั้น มีโอกาสพบ เจ๊บ้าบิ่นเพียงครั้งเดียว และเท่าที่สังเกต เจ๊บ้าบิ่นก็ไม่ได้มีอาการเครียดหรือกังวลแต่อย่างใด และยังไปขายสลากกินแบ่งรัฐบาลตามปกติ ส่วนครูปรีชายังไม่มีโอกาสเจอ และในวันที่ 14 มีนาคม ที่ครูปรีชาและเจ๊บ้าบิ่นจะต้องมารายงานตัวต่อศาลนั้น คงไม่ได้เดินทางมาให้กำลังใจด้วยตัวเองเพราะต้องอยู่ขายสลาก กินแบ่ง เนื่องจากช่วงนี้สลากกินแบ่งที่ร้านกำลังขายดีกว่าช่วงปกติ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่เจ๊พัชมีสีหน้าเรียบเฉย ไม่ยิ้มแย้ม และปฏิเสธที่จะพูดคุยกับสื่อมวลชน ก่อนจะเดินหลบไป ซึ่งจากการสอบถามเจ๊เกียวเปิดเผยว่า เจ๊พัชไม่สบาย ก่อนที่ทั้งคู่จะขึ้นรถเพื่อเดินทางกลับ จ.กาญจนบุรี

ต่อมาเวลา 15.00 น. วันที่ 8 มีนาคม นางปณัญชยาและ น.ส.พัชริดา เดินทางไปที่ศาลอาญา ถนนรัชดาฯ กรุงเทพฯ เพื่อยื่นหนังสือถึงอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา ผ่านฝ่ายงานสารบรรณ

โดยในหนังสือระบุว่าข้าพเจ้าทั้งสองได้รับความเดือดร้อนเกี่ยวกับกระแสข่าวและคำให้สัมภาษณ์ของท่านผู้บัญชาการสอบสวนกลาง ว่าในวันที่ 9 มีนาคม 2561 กองบังคับการกองปราบปรามจะยื่นหนังสือขอออกหมายจับข้าพเจ้าทั้งสองต่อศาลอาญาในความผิดฐานเป็นพยานเท็จนั้น เป็นข้อเท็จจริงที่ข้าพเจ้าให้การไปตามความเป็นจริงตามที่พนักงานสอบสวนสภ.เมืองกาญจนบุรีสอบสวน และเรียกข้าพเจ้าทั้งสองไปให้ปากคำ

ในส่วนของกองบังคับการกองปราบปรามนั้น ข้าพเจ้าพร้อมที่จะให้ความร่วมมือในการสอบสวนเป็นอย่างดีไม่มีพฤติการณ์ใดหลบหนี เนื่องจากข้าพเจ้าทั้งสองมีอาชีพค้าขายเป็นหลักแหล่งมีกิจการเป็นของตนเอง

หากกองบังคับการปราบปรามออกหมายจับข้าพเจ้าทั้งสองก็ไม่ต่างอะไรกับการออกหมายจับครูปรีชา ใคร่ครวญ ที่ไปจับที่โรงเรียน โดยนำกำลังตำรวจไปจำนวนมากสร้างความหวาดกลัวให้แก่ประชาชน เป็นการคุกคามการดำเนินชีวิตของประชาชน ข้าพเจ้าทั้งสองจึงร้องขอความเป็นธรรมต่ออธิบดีศาลอาญาให้ความเป็นธรรมแก่ข้าพเจ้าทั้งสองด้วย และพร้อมที่จะปฏิบัติตามคำสั่งศาลอย่างเคร่งครัด

ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เสียความยุติธรรมหาก มีการร้องขอให้ออกหมายจับของศาลได้โปรดมีคำสั่งให้กองบังคับการกองปราบปราม หรือกองบัญชาการสอบสวนกลางให้ออกหมายเรียก

'บิ๊กโย่ง'เผยผลสอบลอตแรก โกงเงินคนจนรู้ผลสิ้นเดือนมี.ค. - สยามรัฐ ฉบับวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2561

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 8 มี.ค.61 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.อนันตพรกาญจนรัตน์ รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบทุจริตเงินอุดหนุนผู้ยากไร้ ว่า กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ลงพื้นที่ 44 หน่วย ตรวจพบ 15 หน่วยทุจริตและที่เหลือกำลังตรวจอยู่ ได้สั่งย้ายมาช่วยราชการทำการสอบสวน 30 วัน เมื่อทราบผลจะลงโทษเบื้องต้นก่อน ขณะที่ในระเบียบราชการต้องใช้เวลาถึง 180 วันคิดว่าช้าเกินไป อาจทำให้สังคมมองได้ว่าไม่จริงจัง ดังนั้นหากมีมูลขั้นต้นเชื่อได้ว่ามีมูลความผิด ตนจะมีการกระบวนการลงโทษ

เมื่อถามว่า ชัดเจนว่าเป็นขบวนการเดียวกันหมดหรือไม่ พล.อ.อนันตพรกล่าวว่า เริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ตนขอร้องว่าผู้ที่กระทำความผิด ถ้าทำความผิดเองต้องรับผิดชอบตัวเอง แต่ถ้าใครโดนบังคับให้หรือมีขบวนการให้มาสารภาพ โทษหนักจะได้เป็นเบาจะกันไว้เป็นพยาน แต่อย่างไรข้อมูลเหล่านี้จะต้องกลั่นกรองเชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์ไม่ได้ เพราะอาจเป็นการพูดเพื่อเอาตัวรอด จึงต้องมีการกรรมการสอบสวนแต่ละกรณีตนจะใช้เวลา 30 วันในการตรวจสอบ ในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนมี.ค.จะรู้ผลสอบลอตแรก เมื่อถามว่าเบื้องต้นลอตแรกพาดพิงไปถึงระดับไหนบ้าง พล.อ.อนันตพร กล่าวว่า พาดพิงทุกระดับ หากเชื่อมโยงได้มีหลักฐานเชื่อได้ว่าผิดจะมีการลงโทษเบื้องต้น

พล.อ.อนันตพร กล่าวว่า สำหรับตัวบุคคลขณะนี้ใครเกี่ยวข้องบ้างเริ่มชัดเจนขึ้นแล้ว เนื่องจากเริ่มมีความมั่นใจยอมสารภาพและแจ้งเบาะแส เมื่อถามว่า เจอตอบ้างหรือยัง พล.อ.อนันตพร กล่าวว่า ตนใหญ่กว่าตอขุดได้หมดอยู่แล้ว รับรองไม่มีแน่ เมื่อถามว่าจะมีการใช้มาตรา 44 ดำเนินการหรือไม่พล.อ.อนันตพร กล่าวว่า ถ้าจำเป็นตนก็ขอนายกฯ ใช้เพื่อให้เกิดความรวดเร็วแต่ตอนนี้ยังไม่ได้ขอ ต้องคุยกับนายกฯก่อนถ้ามีแนวโน้มจะใช้ แค่ความจริงแล้วมีช่องทางอื่นๆ ทำได้ด้วยก่อนไปถึงมาตรา 44 ส่วนการสอบในขณะนี้เป็นการตรวจสอบปี 60 ก่อนและดูว่าเชื่อมโยงกับปีอื่นๆ ด้วยหรือไม่ ส่วนปี61 ที่อยู่ในช่วงของตนตรวจสอบได้ทันทีอยู่แล้ว

จับมือกรมศุลฯโกงค่าเงินเซส มุ่งความโปร่งใส - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2561

โพสต์ทูเดย์ - กยท.-กรมศุลกากร เดินหน้าสอบทุจริตเงินเซส หลังโดนเบรกเปิดเอกชนเข้ามาบริหาร

นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า ได้ ร่วมมือกับกรมศุลกากรเพื่อตรวจสอบการหลีกเลี่ยงค่าธรรมเนียมการส่งออกยางพารานอกราชอาณาจักร (เซส) โดยจะสืบหาข้อมูลตามด่านทั่วประเทศ หากพบสิ่งผิดปกติใดๆ ทั้งจากภายใน กยท.และภายนอกจะไม่ละเว้น เพราะการบริหารจัดเก็บเงินเซสเป็นหน้าที่หลักของ กยท.ที่ต้องดูแล หากข้อมูลตรวจสอบได้ทั้งระบบ พบว่ามีการทุจริตจริง กยท.จะดำเนินการตามระเบียบข้อกฎหมายต่อผู้สมรู้ร่วมคิดในการกระทำความผิดอย่างแน่นอน

นอกจากนี้ เพื่อป้องกันการเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ได้มี คำสั่งตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อสืบหาข้อเท็จจริงในเรื่องการหลบเลี่ยงการจ่ายเงินเซส ขณะที่ กยท.ต้องดำเนินการปรับปรุงระบบการจัดเก็บให้มีความชัดเจนและโปร่งใส เนื่องจากกระทบต่อรายได้ของกองทุน เงินเซสที่ กยท.จะนำมาใช้ตาม พ.ร.บ. การยางต่อไป

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ได้ประเมินเปรียบเทียบสถิติพื้นที่ปลูกยางในประเทศไทย โดยใช้ฐานข้อมูลเดิมเป็นเกณฑ์ พบว่า หากปี 2560 มีพื้นที่ปลูกยางพาราประมาณ 20.5 ล้านไร่ จะให้ปริมาณผลผลิตประมาณ 4.5 ล้านตัน ต่างจากข้อมูลสำรวจจาก ดาวเทียมของจิสด้าในปีเดียวกัน ที่มีพื้นที่ปลูกยางมากกว่า 32 ล้านไร่ ต่างกันเกือบ 11.5 ล้านไร่ จึงเสนอข้อสังเกตว่า ปริมาณผลผลิตยางที่แท้จริงอาจคลาดเคลื่อนไปมากและตัวเลขการส่งออกจริงอาจสูงกว่าที่เป็นอยู่ ซึ่งคณะกรรมการบริการการยางแห่งประเทศไทย (บอร์ด กยท.) เห็นว่าหากมีการลักลอบส่งออกยางจริงต้องสืบหา ข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าว

แฉกลโกง 'บิ๊ก พม.' ชักใย 'ปล้นเงินคนจน' - คม ชัด ลึก ฉบับวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2561

ผ่านไปเพียง 3 สัปดาห์ในการตรวจสอบปมทุจริตเงินสงเคราะห์ครอบครัวผู้มีรายได้น้อยและผู้ไร้ที่พึ่ง ในความรับผิดชอบของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ปรากฏว่าสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ในฐานะหน่วยงาน ที่เป็น "หัวหอก" การตรวจสอบ ก็พบหลักฐานการทุจริตของศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งถึง 24 จังหวัดเข้าไปแล้ว

รูปแบบการทุจริตก็อย่างที่ทราบๆ กัน คือมี 2 ด้าน ทั้ง "ไป" และ "กลับ" คือผู้ใหญ่ในกระทรวงและในกรม อนุมัติงบประมาณลงไปยังศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัดต่างๆ จากนั้นข้าราชการในศูนย์ก็ตอบแทนด้วยการส่งคืน "เงินทอน" ให้ผู้ใหญ่ ส่วนเงินที่เหลือก็นำไปแจกจ่าย ผู้ยากไร้และคนไร้ที่พึ่ง แต่ก็ทุจริตด้วยการหัก หัวคิว ปลอมเอกสาร หรือไม่ก็งาบเงินไปดื้อๆ จนชาวบ้านที่เดือดร้อนจริงๆ ไม่ได้เงินแม้แต่บาทเดียว

อดีตข้าราชการ พม. เปิดเผยกับ "ล่าความจริง" ว่า การทุจริตเงินงบประมาณที่ใช้ช่วยเหลือคนยากไร้และคนไร้ที่พึ่งเกิดขึ้นมาตั้งแต่เมื่อครั้งที่กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการยังมีสถานะเป็นกรมประชาสงเคราะห์ สังกัดกระทรวงมหาดไทย เมื่องานในความรับผิดชอบเดิมของกรมประชาสงเคราะห์ถูกโอนมาให้กระทรวง พม. และจัดตั้งกรมพัฒนาชุมชนและสวัสดิการขึ้น ก็มีอดีตข้าราชการระดับสูงในกระทรวงวางสายคนของ ตัวเองเอาไว้จากรุ่นสู่รุ่นเพื่อให้ดำรงตำแหน่งสำคัญภายในกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ซึ่งถือเป็น กรมที่ใหญ่ที่สุดในกระทรวง และมีการเบิกจ่าย งบประมาณมากที่สุด

จากนั้นคนที่นั่งในตำแหน่งสำคัญของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ก็จะไปวางเครือข่ายคนของตัวเองลงไปคุมศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง รวมถึงนิคมสร้างตนเองในจังหวัดต่างๆ เพื่อรับงบประมาณที่กระจายลงไป โดยสาเหตุที่จ่ายเงินให้ผู้ยากไร้และคนไร้ที่พึ่งไม่ครบถ้วนตามจำนวนที่สมควรจะได้ ไม่ใช่แค่เป็นเพราะต้องกันเงินส่วนหนึ่งไว้เป็น "เงินทอน" เข้ากระเป๋า "บิ๊ก ระดับกระทรวง" เท่านั้น แต่เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติยังต้องเฉลี่ยเงินไว้ "ดูแลนาย" เมื่อมีการลงพื้นที่เยี่ยมเยียนชาวบ้าน เพื่อให้เกิดภาพลักษณ์ที่ดี เรียกว่าเป็นการทำ "ไอโอ" หรือ "ปฏิบัติการข่าวสาร" รูปแบบหนึ่ง แต่เป็นไอโอแบบ "ผักชีโรยหน้า"

อดีตข้าราชการ พม. ยังบอกอีกว่า ปัญหาการทุจริตมีมาตั้งแต่สมัยยังเป็นกรมประชาสงเคราะห์ ก่อนปฏิรูประบบราชการครั้งใหญ่เมื่อปี 2545 โดยงบก้อนนี้เรียกว่า "งบอุดหนุนเฉพาะกิจเพื่อช่วยเหลือประชาชนยากไร้" แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ส่วนแรกคือเงินสงเคราะห์ครอบครัวผู้มีรายได้น้อยและผู้ไร้ที่พึ่ง ส่วนที่สองคือเงินสงเคราะห์ผู้ติดเชื้อ เอชไอวี และส่วนที่สามคือเงินสงเคราะห์ผู้ตกทุกข์ได้ยากในประเทศให้กลับภูมิลำเนา แต่เงินในส่วนที่ได้งบอุดหนุนมากที่สุดคือเงินสงเคราะห์ครอบครัว ผู้มีรายได้น้อยและผู้ไร้ที่พึ่ง

อดีตข้าราชการกระทรวง พม. ที่ยอมเปิดโปงขบวนการทุจริตกับ "ล่าความจริง" บอกด้วยว่า ที่ผ่านมาไม่ใช่ว่าใครก็สามารถบริหารงบในส่วนนี้ได้ เพราะผู้บริหารระดับสูงในกระทรวงจะเป็นผู้วางหมากทั้งหมด โดยส่งคนของตัวเองไปเป็นผู้อำนวยการศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัดต่างๆ หากทำงานดีมี "เงินทอน"

ถูกใจ ก็จะสนับสนุนให้ไปดำรงตำแหน่งผู้ปกครองนิคมสร้างตนเอง ซึ่งเทียบเท่าข้าราชการระดับ 8 จากนั้นจะให้ผลักดันไปเป็นเจ้าหน้าที่พัฒนาสังคมจังหวัด หรือ พมจ. เทียบเท่าข้าราชการระดับ 9 ก่อนขึ้นดำรงตำแหน่ง รองอธิบดี อธิบดี ไปจนถึงผู้บริหารกระทรวง

อดีตข้าราชการกระทรวง พม. ถึงกับฟันธงเลยว่า หากใครไม่สามารถหา "เงินทอน" ให้นายได้ ก็ไม่สามารถเดินบนเส้นทางสายนี้ และจะไม่มีโอกาสได้นั่งเก้าอี้สำคัญๆ ในกระทรวง!

ม.เอกชนอ้าแขนรับ"แบม" ชูฮีโร่ปราบโกง-ให้ทุนเรียนป.โท - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2561

ม.เอกชนอีสานอ้าแขนรับ'แบม' ให้ทุนเรียน ป.โท

ศูนย์ข่าวขอนแก่น - มหาวิทยาลัยชื่อดังอีสานอ้าแขนรับ "น้องแบม" ฮีโร่ต่อต้านโกง เป็นบุคลากรทางการศึกษาทันที หลังสำเร็จการศึกษา พร้อมอบทุนเรียน ป.โท และรับเป็นอาจารย์ผู้สอนทันทีเมื่อเรียนจบ ด้าน "บิ๊กโย่ง" เผยผลสอบโกงเงิน ผู้ยากไร้ล็อตแรก รู้ผลสิ้นเดือนนี้ พร้อมชงนายกฯใช้ ม.44 ถ้าจำเป็น แย้มมีพาดพิงทุกระดับ ยังไม่สรุป "ปลัด-รองปลัดพม." ผิดหรือถูก เหลือแค่รอพิสูจน์ ยันไม่มีสะดุดตอ

ศูนย์ข่าวขอนแก่น - มหาวิทยาลัยชื่อดังอีสานอ้าแขนรับ "น้องแบม" ฮีโร่ต่อต้านโกง เป็นบุคลากรทางการศึกษาทันที หลังสำเร็จการศึกษา พร้อมอบทุนเรียน ป.โท และรับเป็นอาจารย์ผู้สอนทันทีเมื่อเรียนจบ ด้าน "บิ๊กโย่ง" เผยผลสอบโกงเงินผู้ยากไร้ล็อตแรก รู้ผลสิ้นเดือนนี้ พร้อมชงนายกฯ ใช้ ม.44 ถ้าจำเป็น แย้มมีพาดพิงทุกระดับ ยังไม่สรุป "ปลัด-รองปลัด พม." ผิดหรือถูก เหลือแค่รอพิสูจน์ ยันไม่มีสะดุดตอ

วานนี้ (8 มี.ค.) ที่มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.ขอนแก่น ดร. เอกอนันต์ สมบัติสกุลกิจ อธิการบดี กล่าวว่า การดำเนินงานของมหาวิทยาลัยที่ผ่านมา ได้คำนึงถึงสังคม และชุมชน ควบคู่ไปกับงานด้านวิชาการ และในโอกาสครบรอบ 30 ปี มหาวิทยาลัยฯ ขอเป็นส่วนหนึ่งในการยกย่อง เชิดชูเกียรติ และให้กำลังใจ น.ส.ปณิดา ยศปัญญา หรือ น้องแบม นิสิตชั้นปีที่ 4 คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาพัฒนาชุมชน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส.) ที่ได้แสดงออกถึงการเป็นเยาวชนคนรุ่นใหม่ ที่ใจกล้า ออกมาเปิดเผยข้อมูลการทุจริตเงินสงเคราะห์ผู้ยากไร้ และผู้ป่วยโรคเอดส์ของศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งขอนแก่น กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือ พม. จนเกิดการตรวจสอบของ คสช. และ ป.ป.ท. จนพบมูลความผิดทั้งที่ จ.ขอนแก่น และหลายจังหวัดทั่วประเทศในขณะนี้

"คณะผู้บริหารของมหาวิทยาลัยฯ ยินดีสนับสนุนทุนการศึกษาในระดับปริญญาโท ตามที่น้องแบมจะเลือกหลักสูตรที่มหาวิทยาลัยเปิดการเรียนการสอน หรือในหลักสูตรที่ต่อเนื่อง จากสาขาพัฒนาชุมชน คือ หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต วันนี้เราได้เห็นคนที่กล้าแสดงออกแบบนี้ หลายคนไม่กล้าเพราะอาจกลัวเรื่องอื่นๆ ตามมา ม.ภาคฯ ขอยกย่องให้น้องแบมเป็นผู้กล้า เป็นฮีโร่ เชื่อว่าผู้ใหญ่ในประเทศ จะสนับสนุนการ กระทำของคนดีคนนี้ต่อไป" ดร.เอกอนันต์ กล่าว และว่า ขณะนี้ น้องแบมยังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 4 เหลือเพียงการทำวิจัย ก็จะสำเร็จการศึกษา หากน้องแบมติดปัญหาด้านการเรียน มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พร้อมที่จะรับการโอนย้ายทันที และหากสำเร็จการศึกษาแล้ว และต้องการทำงาน ทางมหาวิทยาลัย พร้อมจะรับเข้าทำงานในกลุ่มบุคลากรทางการศึกษา และระหว่างทำงานที่มหาวิทยาลัย ก็สามารถศึกษาระดับปริญญาโท ควบคู่ไปด้วย หากสำเร็จระดับปริญญาโท น้องแบมต้องการเป็นครูผู้สอน มหาวิทยาลัยก็จะสนับสนุนงานด้านวิชาการ จนน้องแบมได้เป็นครู ผู้สอน ที่ตรงกับเกณฑ์และมาตรฐานของ สกอ. ที่กำหนดไว้อีกด้วย

ด้านพล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบทุจริตเงินอุดหนุนผู้ยากไร้ว่า ทางกระทรวงฯ ได้ลงพื้นที่ 44 หน่วย ตรวจพบ 15 หน่วยทุจริต และได้สั่งย้ายมา ช่วยราชการ เพื่อทำการสอบสวน 30 วัน และเมื่อทราบผลว่ามีความผิดจะลงโทษเบื้องต้นก่อน

ส่วนจะเป็นขบวนการเดียวกันหมดหรือไม่นั้น ก็เริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ตนขอร้องว่า ผู้ที่กระทำความผิด ถ้าทำความผิดเอง ต้องรับผิดชอบตัวเอง แต่ถ้าใครโดนบังคับ หรือทำเป็นขบวนการ ให้มาสารภาพ โทษหนักจะได้เป็นเบา จะกันไว้เป็นพยาน คาดว่าสิ้นเดือน มี.ค.นี้ จะรู้ ผลสอบในล็อตแรก

"พาดพิงทุกระดับ หากเชื่อมโยงได้ มีหลักฐานเชื่อได้ว่าผิด ก็จะมีการลงโทษเบื้องต้น"

ในส่วนของปลัดฯ และรองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ที่ถูกคำสั่งสำนักนายกฯ ให้ย้ายมาปฏิบัติหน้าที่ทำเนียบรัฐบาล มีความเชื่อมโยงหรือไม่ พล.อ. อนันตพร กล่าวว่า มีคนพาดพิง แต่ต้องไปพิสูจน์ก่อน ตนยังไม่เชื่อทั้ง 2 ฝ่าย ทุกคนยังมีโอกาสเป็นได้ ทั้งถูก ทั้งผิด แต่หากพูดไปก่อน อาจจะไม่เหมาะสม

เมื่อถามว่า เจอตอบ้างหรือยัง พล.อ.อนันตพร ตอบว่า ตนใหญ่กว่าตอ ขุดได้หมดอยู่แล้ว รับรองไม่มีแน่ ส่วนจะมีการใช้ ม. 44 ดำเนินการหรือไม่นั้น ถ้าจำเป็นตนก็ขอนายกฯ ใช้ เพื่อให้เกิดความรวดเร็ว แต่ตอนนี้ยังไม่ได้ขอ ซึ่งความจริงแล้วยังมีช่องทางอื่นๆ ทำได้ด้วย ก่อนจะไปถึง ม. 44 ทั้งนี้ การสอบในขณะนี้ เป็นการตรวจสอบของปี 60 ก่อน และดูว่าเชื่อมโยงกับปีอื่นๆ ด้วยหรือไม่ ส่วนปี 61 ที่อยู่ในช่วงของตนตรวจสอบได้ทันที.

อาจารย์สายไหม ไชยศิรินทร์ในวันที่ถูกสังคมดราม่า 'รังแกศิษย์' - คม ชัด ลึก ฉบับวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2561

ศูนย์ข่าวภาคอีสาน

"โดยส่วนตัวแล้ว อาจารย์กับน้องแบมสนิทกันมาก รู้จักกันมากพอสมควร อาจารย์เป็นคนที่สอบสัมภาษณ์คัดเลือกน้องแบมเข้ามาเรียน ช่วยเหลือในการเรียน การทำกิจกรรมต่างๆ แม้กระทั่งให้แบมขับรถไปรับไปส่งที่บ้านอาจารย์ ซึ่งตอนนี้อาจารย์รู้สึกเสียใจและแปลกใจว่าทำไมเด็กที่เราสนิทกันอย่างดี ทำไมเขาเข้าใจเจตนาอาจารย์ผิดไป" นี่คือคำพูดของ สายไหม ไชยศิรินทร์ หัวหน้าภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ที่เปิดเผยความในใจครั้งแรก หลังจากถูกกระแสสังคมกระหน่ำโจมตีมาตลอดระยะเวลาเดือนเศษ กรณีที่ลูกศิษย์คือ ปณิดา ยศปัญญาหรือ น้องแบม ออกมาเปิดโปงเรื่องการทุจริตเงินคนจน ของศูนย์ช่วยเหลือคนไร้ที่พึ่ง จ.ขอนแก่นเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์

โดยตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอนิ่งเงียบ ด้วยเหตุผลส่วนตัวที่ว่า หากออกไปพูดตอนนี้ก็คงไม่มีใครเชื่อเธอ โดยเฉพาะกรณีที่ ปณิดา ระบุว่า การที่ออกมา เปิดเผยข้อมูลเรื่องพบเห็นการทุจริตนั้น ทำให้หัวหน้าภาควิชาฯ คือ อาจารย์สายไหมไม่พอใจ ถึงกับทำร้ายเธอด้วยการทุบหลังและบังคับให้ไปขอโทษ เจ้าหน้าที่ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง ด้วยการ "กราบ" ซึ่งเธอบอกว่า เป็นสิ่งที่น้องแบมคับแค้นใจและเสียใจที่ถูกอาจารย์ตัวเองบังคับให้ทำเช่นนี้

"เรื่องการทุบหรือการฟาด เหตุการณ์เกิดขึ้นในวันที่ 3 มกราคม 2561 อยู่ห้องพักอาจารย์ มีอาจารย์ในห้องนั้นอีก 2 ท่าน มีนิสิต 3 คน เป็นการคุยกันธรรมดา ไม่ได้เป็นการเรียกมาสอบข้อเท็จจริงอะไรขนาดนั้น เนื่องจากในช่วงสิ้นปีมีนิสิตอีก 3 คน ที่ไปฝึกงานกับแบม เขาได้รับการแจ้งข่าวจากแบมว่า มีเจ้าหน้าที่จากกรมพัฒนาสังคม เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. เจ้าหน้าที่ ป.ป.ท. ติดต่อผ่านมายังแบมเพื่อให้เพื่อนอีก 3 คน ช่วยไปให้ข้อมูลข้อเท็จจริงเป็นพยานหลักฐาน ซึ่งแบมก็สื่อสารเพื่อนไปทางไลน์ เพื่อนก็เลยพากันงง ตกใจว่าเกิดอะไรขึ้น เพื่อนจึงส่งเรื่องมายังอาจารย์ที่ปรึกษา แล้วอาจารย์ที่ปรึกษาจึงนำเรื่องมาเล่าให้อาจารย์สายไหมฟังว่าจะทำอย่างไรต่อไป แล้วเรียกนิสิตมาคุยเพื่อจะได้หาทางแนะนำและช่วยเหลือต่อไป จึงนัดมาคุยกันในวันที่ 3 มกราคม ที่ผ่านมา ก็มีการคุยกันปกติ อาจารย์ถามแบมว่าเรื่องเป็นมาอย่างไร หนูได้ไปร้องเรียน หรือเปล่า หรือว่ามีทางหน่วยงานส่งจดหมายเอกสารมาไหม อยู่ๆ จะให้เพื่อนไปพบให้ข้อมูลที่โรงแรม มีเพียงจดหมายที่ส่งไปที่บ้านแบม อาจารย์จึงถามว่าได้เอามาไหม แต่เอกสารอยู่บ้าน ให้แม่ส่งทางไลน์ก็ไม่ได้ เพราะแม่ส่งไม่เป็น อาจารย์จึงบอกว่างั้นเอาไว้โอกาสหน้าแล้วกัน หน่วยงานไหนเขาส่งจดหมายมา หน่วยงานไหนติดต่อมา อาจารย์เลยฝากบอกแบมว่า ถ้าเจ้าหน้าที่ติดต่อกลับมาอีก บอกให้เขาทำเป็นหนังสือราชการ เพื่อเราจะได้สะดวกใจในการไปให้ข้อมูล ซึ่งเป็นช่วงเปิดเทอมจะได้ขออนุญาตอาจารย์ไปให้ข้อมูลได้ ซึ่งเพื่อนกับอาจารย์ก็พากันสงสัยว่าแบมปิดบังข้อมูลอะไรบางอย่างอยู่หรือเปล่า ซึ่งแบมก็ถามอาจารย์ว่า อาจารย์ยังไม่ได้รับหนังสือจากป.ป.ท.กับ ป.ป.ช.หรือ อาจารย์จึงบอกไปว่ายังไม่ได้รับ" อาจารย์สายไหม เล่าเหตุการณ์ในวันที่เธอถูกระบุว่า ทุบหลังลูกศิษย์

เธอได้เล่าต่อว่า เหตุการณ์วันที่ 3 มกราคม ได้คุยกับลูกศิษย์ตามปกติไม่ได้มีอารมณ์โมโหอะไร เธอเองก็เดินไปตีหลังหยอกกันกับแบมตามปกติ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ข่าวก็ออกไปในลักษณะว่าเธอไปทุบตี ฟาดหลังของแบม ซึ่งถ้าเกิดแบบนั้นจริงก็น่าไปหาหมอ เอาใบรับรองแพทย์มาให้ดูนะว่า ได้รับความบอบช้ำ บาดเจ็บอะไรแบบนี้ ซึ่งบรรยากาศในวันนั้นไม่ได้แบบนั้นเลย

"เหตุการณ์ในวันนั้นเราเข้าให้ข้อ เท็จจริงต่อกรรมการในมหาวิทยาลัยแล้ว คืออาจารย์ไม่ได้ทำร้ายเด็ก ข่มขู่ คุกคามเด็ก หรือว่าด่าเด็กอย่างที่เป็นข่าว เราอยาก จะรู้ที่มาที่ไปว่า ใครไปแจ้งหรือดำเนินการ เราจะได้หาวิธีการแก้ไขได้ถูกต้อง หลังจากที่นิสิตมาพบอาจารย์ที่คณะ เราให้นิสิตมาให้ข้อมูลกับอาจารย์ที่เป็นผู้สอนวิชาฝึกงาน ก็มีข้อเสนอแนะว่า ควรจะไปสอบถามข้อมูลกับทางอาจารย์ภาคสนามของศูนย์คนไร้ที่พึ่งขอนแก่น ประเด็นคือเด็กมีความกังวลใจว่า จะมีความผิด ไม่สบายใจในการทำเอกสาร จึงตัดสินใจเข้าไปพูดคุยพร้อมกับอาจารย์ที่ปรึกษาวิชาฝึกงาน คนที่ไปพบคือเจ้าหน้าที่ศูนย์คุ้มครองซึ่งตอนนี้เป็นจำเลยของคดีนี้ไป เราไม่ได้ไปพบผู้อำนวยการ เพราะวันนั้น ผอ.ไปราชการ เราไปทำหน้าที่ตามบทบาทของอาจารย์ที่จะไปดูแลการฝึกงาน เรามีระบบอาจารย์ภาคสนาม(เจ้าหน้าที่ศูนย์คุ้มครอง)กับอาจารย์นิเทศฝึกงาน(อาจารย์ที่ปรึกษา) ซึ่งเข้าไปวันนั้นได้สอบถามถึงเรื่องที่เกิดขึ้นว่า เด็กไม่สบายใจที่ทางศูนย์ให้ทำเอกสารกลัวว่าจะมีความผิด ในช่วงที่เจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบ เขามาตรวจสอบที่ศูนย์ฯ ไม่เกี่ยวข้องกับนิสิต อาจารย์ภาคสนามก็ได้ชี้แจงและขอโทษต่อนิสิตที่ทำให้ไม่สบายใจ"

หลังจากนั้น อาจารย์สายไหมจึงถามนิสิตต่อว่าจะฝึกงานที่นี่ต่อไหม เด็กแต่ละคนก็ฝึกต่อ โดยเหตุผลที่นิสิตฝึกต่อคือเหลือเวลาไม่กี่สัปดาห์ก็สิ้นสุดการฝึกงาน และเด็กได้คลายความกังวลแล้วว่าเด็ก ไม่ได้ถูกตรวจสอบด้วย ดังนั้น เธอจึงแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เพื่อให้นิสิตสามารถฝึกงาน ทำงานกับอาจารย์ภาคสนาม กับองค์กรต่อไปได้ด้วยดี เพราะที่ผ่านมาอาจารย์ภาคสนามบอกว่าช่วงหลังๆ นิสิตเปลี่ยนไป ไม่ค่อยพูด ชวนกินข้าว ชวนไปไหนไม่ค่อยไปด้วย อาจารย์สายไหมเลยเห็นว่าในเมื่อจะฝึกงานต่อเลยแนะนำให้กราบขอโทษผู้ใหญ่ในฐานะอาจารย์ภาคสนาม ไม่ได้กราบขอโทษคนโกง เพราะตอนนั้นเธอเองก็ไม่รู้ว่าเขาเป็นคนโกงเป็นคนทุจริต

"ตอนนั้นเราเพียงไปไกล่เกลี่ยเรื่องความกังวลใจของนิสิต เราไม่ได้ไปเกี่ยวว่าให้นิสิตไปขอโทษเพื่อให้ฝึกงานต่อ ถึงเราไม่ขอโทษทางศูนย์ฯ เขาก็ยินดีให้เราฝึกต่ออยู่แล้ว เมื่อแนะนำให้กราบขอโทษ ก็มีนิสิตเข้ามากราบที่ตักบ้าง ที่อกบ้าง ก็มีการโอบกอด ร้องไห้กัน ตื้นตันใจ ส่วนปณิดา อาจารย์ไม่แน่ใจว่าเขากราบที่ไหนบ้าง เพราะอาจารย์ภาคสนามนั่งเก้าอี้ แขนอีกข้างใส่เฝือก อาจารย์ไม่ได้บังคับขู่เข็ญสั่งให้นิสิตกราบเท้า ไม่เช่นนั้นทางศูนย์ฯ จะไม่ให้ฝึกงาน ซึ่งในทางสังคมหรือข่าวมันมีเรื่องเหล่านี้ออกไปด้วย หลังจากนั้นอาจารย์ภาคสนามกับนิสิตก็ได้ปรึกษาหารือเปลี่ยนหัวข้อวิจัย ถ้าเกิดไม่มีเรื่องราวเกิดขึ้นเด็กต้องทำวิจัยที่ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งต่อ แต่เกิดเรื่องเสียก่อน หลังจากคุยกันเสร็จทางอาจารย์ภาคสนามก็พาไปดูบ้านพักของคนไร้ที่พึ่ง บรรยากาศก็ดูปกติ จากนั้นอาจารย์ก็เดินทางกลับ"

ส่วนการเปลี่ยนหัวข้อวิจัยที่แบมทำในเทอม 2/2560 เปลี่ยนมาทำที่เทศบาลเมืองมหาสารคาม เมื่อเปลี่ยนพื้นที่ทำวิจัยใหม่ก็จำเป็นต้องเปลี่ยนหัวข้อในการทำวิจัยใหม่ ซึ่งทางคณาจารย์ที่ดูแลอยู่ก็มีการยืดหยุ่นในการส่งงานให้แก่แบม โดยหัวข้อวิจัยเดิมแบมยังไม่ได้ลงพื้นที่อะไรมากมาย เพียงแค่เสนอชื่อหัวข้อมาเท่านั้นเอง

นอกจากเรื่องกระแสสังคมที่โจมตีแล้ว อาจารย์สายไหมยังระบุว่า มีโทรศัพท์เข้ามาจาก คนใช้ชื่อว่า Tee Thepna โทรศัพท์เข้ามาเบอร์มือถือภาควิชา แต่อาจารย์อีกท่านรับสายแทน มีคลิปเสียงที่คุกคาม ข่มขู่ด้วยว่าจะมากรีดรถอาจารย์ในคณะทุกคัน ถ้าไม่ให้เจออาจารย์สายไหม เขาแอดไลน์เข้ามาแล้วโทรศัพท์เข้ามา แล้วก็มีการส่งข้อความมายังเฟซบุ๊กของอาจารย์อีกท่านหนึ่งแล้วฝากด่าอาจารย์สายไหมด้วย

และเพราะเหตุผลนี้เอง ทำให้เธอตัดสินใจเข้าแจ้งความร้องทุกข์เพื่อเอาผิดคนที่ใช้เฟซบุ๊กดังกล่าว ที่คุกคามเธอในโซเชียลมีเดีย ทั้งทางเฟซบุ๊ก ไลน์ หรือโทรศัพท์

"ที่ผ่านมาไม่ออกมาพูดเนื่องจากว่ากระแสสังคมมันแรง ถ้าออกมาพูดจะทำให้เรื่องไม่จบ และที่สำคัญคือถ้าออกมาพูดเหมือนเราจะทำร้ายลูกศิษย์เรา เพราะข้อมูล ไม่เหมือนกับที่ปรากฏในสื่อ เพราะว่าอยากให้ลูกศิษย์ได้รับการยกย่องมีเกียรติเชิดชูอย่าง ขาวสะอาด ถ้าอาจารย์ออกมาพูดอะไรตอนนั้นไม่น่าจะเหมาะสม อีกอย่างจะเหมือนอาจารย์ออกมาแก้ตัว รวมถึงมหาวิทยาลัยกำลังดำเนินการสอบสวนตามขั้นตอน เลยคิดว่าอดทนรอคอยได้ หวังว่าคงจะดีขึ้น เพราะลูกศิษย์เราไม่ใช่คนแบบนั้น เรารู้จักลูกศิษย์ดี พออดทนมานานสถานการณ์ก็บานปลาย โดนคุกคามจากสังคม ทั้งอาจารย์และคนรอบข้างได้รับความเดือดร้อนกันหมด จึงตัดสินใจออกมาพูด ต้องขออภัยด้วยถ้าหากพูดออกไปแล้วทำลายเครดิตลูกศิษย์ตัวเอง เพราะแบมเป็นลูกศิษย์ที่ไว้ใจ ให้มาช่วยงาน มารับมาส่งที่บ้าน ถ้าเจอแบม ไม่รู้จะคุยอะไร แค่อาจารย์อยากรู้ว่า อาจารย์ทำผิดขนาดนั้นเลยหรือ แบมเข้าใจเจตนาอาจารย์ผิดไปมากขนาดนั้น ก็อยากรู้ว่าทำไมถึงเกิดเหตุการณ์แบบนี้ได้ อาจารย์ไม่คิดจะโกรธเคือง แก้แค้นอะไร อย่างไรในความเป็นลูกศิษย์ความเป็นอาจารย์ยังมีเหมือนเดิม" อาจารย์สายไหมกล่าวทิ้งท้าย ก่อนจะเดินจากไป เพื่อรอให้ ผลสอบสวนเรื่องนี้ออกมา ซึ่งผลจะเป็นเช่นไรนั้นสังคมกำลังรอคอยอยู่

คอลัมน์ พล.ต.อ.ศรีวราห์ กับคดี เปรมชัย จากผู้ทำคดีกลายเป็นผู้ถูกสงสัย - บางกอกทูเดย์ ฉบับวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2561

เพราะกรณีการจับกุมนายเปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหาร บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล็อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ในขณะที่เข้าไปพักอยู่ในเขตอุทยานรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ทุงใหญ่นเรศวร โดยตรวจพบทั้งซากเสือดำ ไก่ฟ้าหลังเทา และเก้ง ที่ถูกล่าและชำแหละ ปรุงทำเป็นอาหาร พร้อมทั้งพบอาวุธปืนสำหรับล่าสัตว์ที่เป็นของนายเปรมชัย อยู่ในที่เกิดเหตุด้วยซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมาแล้ว และเนื่องจากตั้งแต่แรกที่เกิดกรณีนี้เป็นข่าวโด่งดังไปทั่วประเทศ กลับมีท่าทีจากทางตำรวจผู้ที่ทำคดีนี้ ซึ่งนำโดย พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุลรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ดูเหมือนจะให้ความสำคัญกับการตรวจสอบทางเจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯมากกว่า ว่ามีการกระทำผิดที่ปล่อยให้นายเปรมชัยเข้าไปได้อย่างไร ใครเป็นคนอนุญาต และทำไมไม่มีการตรวจค้นอาวุธ

รวมทั้งปรากฏคลิป พล.ต.อ.ศรีวราห์ หยิบยกขึ้นมาถึง เรื่องข้อกฎหมายเกี่ยวกับ พ.ร.บ. การทารุณกรรมสัตว์ว่าไม่ได้ครอบคลุมถึงเรื่องของเสือดำเพราะยังไม่มีประกาศไว้ และไม่ได้มีหลักฐานชัดเจนว่ายิงกี่นัด ยิงไปแล้วเสือดำดิ้นทุรนทุรายถูกทรมานหรือไม่ มีรอยกองเลือดหรือไม่ พร้อมกับตั้งคำถามว่าสิ่งที่ตำรวจในพื้นที่รับแจ้งความดำเนินคดีในข้อหานี้เป็นการกระทำผิดใช่หรือไม่

กระทั่งทำให้ พ.ต.อ.วุฒิพงษ์ เย็นจิตต์ ผกก.ทองผาภูมิ ได้สั่งภาคทัณฑ์ ร.ต.อ.สุมิตร บุญยะนิจ ร้อยเวรที่รับแจ้งความดำเนินคดีกับนายเปรมชัยและพวก บกพร่องต่อหน้าที่ ไม่ตรวจสอบข้อกฎหมายให้แน่ชัด จึงทำให้ เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมว่าตำรวจที่แจ้งข้อกล่าวหานายเปรมชัย กลับโดนลงโทษ

แต่ที่หนักกว่านั้นในโลกโซเชี่ยลมีการแชร์ภาพของ พล.ต.อ.ศรีวราห์ ที่รับไหว้นายเปรมชัย ผู้ถูกกล่าวหา ในลักษณะที่อ่อนน้อมมาก เพราแม้เป็นการรับไหว้แต่น้อมตัวลงไปเกือบจะครึ่งตัวเลยทีเดียว ซึ่งก็ทำให้เกิดคำถามว่า แล้วคดีอื่นๆ ที่ผู้ต้องหาอายุเยอะกว่านายตำรวจนั้น มีการรับไหว้ที่สุภาพมากเช่นนี้หรือไม่

ทั้งกรณีคลิปตั้งประเด็นข้อกฎหมายแทนผู้ต้องหา ภาพการรับไหว้ ตลอดจนกรณี พ.ร.บ. การทารุณกรรมสัตว์ ที่เอื้อมไม่ถึงจนทำให้นายเปรมชัยและพวกพ้นข้อหาในข้อกฎหมายนี้ ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมาในสังคมอย่างมาก

จนทำให้ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ที่ถือ เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายของรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ออกมาช่วยชี้แจงเรื่องที่สังคมคาใจนี้ว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้อยู่ในการดูแลของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ส่วนผู้ใดเป็นผู้กำหนด ไม่แน่ใจ แต่ยืนยันว่า ไม่เป็นช่องโหว่ทางกฎหมาย

"ความเป็นจริงกฎหมายมีอยู่แล้ว เพียงแค่ให้ไประบุเท่านั้น แต่หากกำหนดแล้วไม่มีย้อนหลัง ส่วนกรณีนายเปรมชัย ที่หลุดพ้นจากข้อกล่าวหาการทารุณกรรมสัตว์ เนื่องจากใน พ.ร.บ. ไม่ระบุชนิดของสัตว์ไว้ ซึ่งมองว่าน่าจะระบุไว้ไม่ครอบคลุม" นายวิษณุ กล่าว

เช่นเดียวกับ นายปิ่นสักก์ สุรัสวดี รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กล่าวถึงมิติของการคุ้มครองสัตว์ป่า ว่า พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 มีผลครอบคลุมสัตว์ป่าทุกชนิดที่เกิดและดำรงชีวิตอยู่ในป่าหรือในน้ำ ส่วนพระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ.2557 ที่หมายถึงสัตว์ที่ปกติเลี้ยงไว้ในบ้านหรือเพื่อใช้งาน

กรณีนายเปรมชัย กรรณสูต ผู้ต้องหาร่วมกันล่าสัตว์ป่า ที่ไม่ถูกตั้งข้อหาทารุณกรรมสัตว์ เนื่องจากไม่เข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ เพราะกรณีที่เกิดขึ้น คือ สัตว์ป่า อย่างไรก็ตาม ขอให้มั่นใจได้ว่ากฎหมาย ดังกล่าวดูแลและคุ้มครองสัตว์ป่าดีอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องแก้ไขกฎหมายแต่อย่างใด

พร้อมย้ำว่ากรณีเสือดำถูกยิงในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทำให้เห็นถึงความตั้งใจของเหน้าที่ที่จะดำเนินคดีกับผู้ที่ทำผิดกฎหมายอย่างจริงจัง ทั้งนี้ มีคณะกรรมการติดตามผลการสอบสวนเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดแต่ขอเวลาให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการสอบสวนตามพยานหลักฐาน ซึ่งขณะนี้ เห็นถึงความเชื่อมโยงชัดเจนระหว่างผู้กระทำความผิดและเสือดำที่ตายแล้ว โดยขอขอบคุณประชาชนทุกภาคส่วนที่ช่วยกันกระตุ้นจิตสำนึกการอนุรักษ์สัตว์ป่าจากกรณีดังกล่าวมากขึ้น

นายสมเกียรติ สุนทรพิทักษ์กูล ผู้อำนวยการกองคุ้มครองพันธุ์สัตว์ป่าและพืชป่าตามอนุสัญญา กล่าวว่า ส่วนตัวมีความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยว่า จะสามารถดำเนินการเอาผิดกับผู้ที่กระทำความผิดได้ ฉะนั้นไม่ต้องเป็นห่วง สำหรับความผิด ของนายเปรมชัย หากศาลพิจารณาว่ามีความผิด ศาลจะลงโทษตามกฎหมายที่มีโทษสูงที่สุด ซึ่งตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 มีโทษสูงสุดคือจำคุก 5 ปี ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการ แก้กฎหมายเพิ่มโทษจาก 5 ปี เป็น 10 ปี

แต่ก็ไม่ได้ทำให้สังคมลดข้อวิพากษ์วิจารณ์ลงได้ แต่กลับทำให้มีทั้งการร่วมลงชื่อจี้คดี และไปไกลถึงขั้น ติดแฮชแท็กไม่เอา พล.ต.อ.ศรีวราห์

เรื่องนี้ร้อนจนทำให้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดาผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ต้องออกมาชี้แจงว่า กรณีที่ เกิดขึ้นเป็นสไตล์การพูดของพล.ต.อ.ศรีวราห์ เท่านั้น แต่ มีหลักฐานอยู่แล้ว เชื่อมั่นในตัว พล.ต.อ.ศรีวราห์ ได้

ส่วนที่มีข้อสงสัยว่าได้มีการติง พล.ต.อ.ศรีวราห์ หรือไม่ เพราะเกือบทุกครั้งที่ พล.ต.อ.ศรีวราห์ ให้สัมภาษณ์หรือแถลง จะจุดประเด็นให้คนในสังคมเคลื่อนไหว และ ไม่เชื่อมั่นกระบวนการยุติธรรม พล.ต.อ.จักรทิพย์ กล่าวสั้นๆ ว่า "เชื่อได้"เรื่องนี้ ทำให้แม้แต่ พล.อ.ธารไชยยันต์ ศรีสุวรรณผู้บัญชาการทหารสูงสุด ก็ยังต้องมีความคิดเห็นไปด้วย โดยกล่าวถึงกรณีที่สังคมยังมีข้อสงสัยการลอบยิงเสือดำที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ฝั่งตะวันตก จนมีประชาชนออกมาเคลื่อนไหว ว่า เจ้าพนักงาน และเจ้าหน้าที่ตำรวจ มีขั้นตอนในการดำเนินการอยู่แล้ว แต่การสัมภาษณ์ หรือการชี้แจงอาจมีการหยิบประเด็นต่างๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับขั้นตอนการดำเนินการมาพูด จนกลายเป็นกระแสสังคม ดังนั้นขอให้ฟังและให้โอกาสเจ้าหน้าที่ดำเนินการตามขั้นตอน ซึ่งประชาชนจะรับทราบข้อมูลตามเวลาที่เหมาะสม

พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า ภายในสัปดาห์นี้ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช จะแจ้งความดำเนินคดีกับภรรยาของนายเปรมชัย กรรณสูตร หลังตรวจสอบพบมีรายชื่อเป็นผู้ขึ้นทะเบียนงาช้าง ที่พบภายในบ้านพักของนายเปรมชัย ซึ่งจากการตรวจสอบดีเอ็นเอพบว่า เป็นงาช้างแอฟริกา

ส่วนการดำเนินคดีกับนายเปรมชัย พล.อ.สุรศักดิ์ กล่าวว่า คดีนี้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงรัฐบาลได้ดำเนินการตามปกติ ไม่ได้กดดันอะไร ซึ่งครั้งนี้ถือว่าทำงานมากกว่าทุกครั้ง เพราะมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบของกระทรวงด้วย เนื่องจากเป็นคดีที่ประชาชนสนใจ และในวันที่ 8 มีนาคม พล.ต.อ.จรัมพร สุรมะณี กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) จะลงพื้นที่ตรวจสอบทางคดี ส่วนในวันที่ 12 มีนาคม คณะทำงานของกระทรวงจะประชุมเกี่ยวกับความคืบหน้าของคดี

และแน่นอนว่า คดีดังแถมเกี่ยวข้องกับคนรวยที่กว้างขวางรู้จักกับคนในรัฐบาลและในหน่วยงานรัฐมากมาย จนทำให้เกิดกระแสสังคมกดดันให้เปลี่ยนตัวพล.ต.อ. ศรีวราห์ จากผู้ที่ควบคุมการทำคดีนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หนีไม่พ้นที่จะต้องถูกถาม ซึ่งก็ได้ตอบในเรื่องนี้ว่า ขณะนี้ยังไม่ทราบว่าทีมที่ทำคดีทำอะไรเสียหายหรือไม่ เพราะหากเจ้าหน้าที่ไม่ชี้แจงความคืบหน้า สังคมก็ไม่ทราบข้อมูล แต่หากเปิดเผยข้อมูล ก็จะวิพากษ์วิจารณ์อีกทางหนึ่ง

"ทั้งหมดต้องว่าไปตามกระบวนการกฎหมาย ขณะนี้อยู่ระหว่างการทำสำนวนส่งฟ้อง จึงต้องตรวจสอบข้อมูลจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เชิญเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาให้ข้อมูล ไม่ได้เป็นการเอาผิดจากข้าราชการ แต่เป็นการเตรียมหลักฐานให้สามารถส่งฟ้องได้ ซึ่งอีกฝ่ายก็เตรียมข้อมูลและทนายมาสู้คดีเช่นกัน ขอให้รอกระบวนการยุติธรรม อย่าตัดสินด้วยความรู้สึก" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว เช่นเดียวกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รอง นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่ก็ต้องตอบคำถามถึงกรณีวิพากษ์วิจารณ์การทำงานคดียิงเสือดำของ พล.ต.อ.ศรีวราห์ ว่า ยังไม่ได้มีการพูดคุยกัน ต้องขอดูรายละเอียดเพิ่มเติมก่อน แต่ที่ผ่านมา พล.ต.อ. ศรีวราห์ ตั้งใจทำงานเป็นอย่างดี

"ขอยืนยันว่าคดีนี้ไม่มีความเกรงใจ อีกทั้งนายกรัฐมนตรีก็สั่งไม่ให้มีใครทำนอกลู่นอกทางสำหรับคดีนี้" พล.อ.ประวิตร กล่าว

ซึ่งสำหรับ พล.ต.อ. ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล เอง ได้กล่าวถึงความคืบหน้าคดี นายเปรมชัย กรรณสูต พร้อมพวกรวม 4 คน ร่วมกันลักลอบล่าสัตว์ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ด้านตะวันตก อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ว่า ผลการตรวจดีเอ็นเอแน่ชัดแล้วว่ามีดีเอ็นเอของเสือดำปะปนอยู่ พยานหลักฐานทั้งหมด มีความแน่นหนาพอที่จะดำเนินคดีกับเปรมชัยและพวกได้ คาดว่าจะสรุปสำนวนส่งฟ้องพนักงานอัยการได้ภายใน วันที่ 26 มีนาคม

ส่วนกรณีงาช้างที่มี นางคณิตา วิทยานันท์ ภรรยาของนายเปรมชัยมีชื่อครอบครอง อยู่ระหว่างตรวจสอบว่าลักษณะการจัดวางในบ้าน ว่ามีการตั้งวางตรงไหน มีเจตนาอย่างไร เช่น ห้องนอน ห้องรับแขก ห้องเก็บของ หากพบเป็นการตั้งโชว์ในห้องที่ใช้งานร่วมกัน เช่นห้องรับแขก ก็ถือว่ามีความผิดร่วมตามกฎหมายด้วย อาจแจ้งข้อหาเพิ่มเติมต่อนายเปรมชัยในข้อหาร่วมกันครอบครองซากสัตว์ผิดกฎหมาย ส่วนกรณีการจดแจ้งครอบครองก็ต้องตรวจสอบด้วยเช่นกันว่าเข้าข่ายร่วมกันจดแจ้ง ยืนยันว่า กฎหมายไม่มีการแบ่งคนรวยหรือจน ส่วนกรณีที่มีการเรียกร้องให้เปลี่ยนชุดทำงานคดีนี้นั้นไม่ขัดข้องอยู่แล้ว

ส่วนกรณีที่โลกโซเชี่ยลแชร์แฮชแท็กไม่เอาศรีวราห์ นั้น รองผบ.ตร. กล่าวว่า ไม่สามารถบังคับความคิดใครได้ เหตุผลของโซเชียลก็ไม่มีในกฎหมาย และส่วนตัวไม่ได้ รู้สึกน้อยใจ แต่หากตรวจสอบพบว่ามีเป็นขบวนการที่มีเจตนากล่าวหาหรือกลั่นแกล้ง ก็จะดำเนินการตามกฎหมายเช่นกัน

"สำหรับกรณีที่อดีตผบ.ตร. พาดพิงถึงผมว่าทำงานเอาหน้า อยากได้ตำแหน่งนั้น ไม่อยากตอบโต้และไม่ฟ้องกลับ เพราะไม่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ"

คดีนี้ถ้าไม่ใช่ว่าผู้ถูกกล่าวหาดำเนินคดี เป็นคนรวย เป็นนายเปรมชัย กรรสูต คดีก็คงจะง่ายกว่านี้ เพราะมาถึงวันนี้ คนชื่อ "ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล" จากตำรวจที่นำทีมทำคดี กลับกลายเป็นผู้ที่ถูกสงสัยในการทำงานจากสังคมเสียเองไปแล้ว

คอลัมน์ หมายเหตุสีบานเย็น: ผ่าตัด พ.ร.บ.จัดซื้อฯ - เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2561

คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ออกมาแสดงความกังวลเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐ ในไตรมาสแรก 61 (ต.ค.-ธ.ค. 60) ว่าติดลบถึง 6%

ทั้งที่ไตรมาสแรกของปีงบฯ เม็ดเงินลงทุนของภาครัฐ ควรมีการเบิกจ่ายให้ได้ 30% แต่ตอนนี้ มีการตั้งข้อสังเกตว่าเบิกจ่ายจริงเพียงแค่ 3% เท่านั้น

ส่วนหนึ่งเป็นผลกระทบจากพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) จัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐฉบับใหม่มีขั้นตอนเพิ่มขึ้น

ทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณต้องล่าช้าออกไปซึ่งหากไม่เร่งแก้ไข จะส่งผลกระทบต่อการกระจายรายได้ การลงทุนของภาครัฐในท้องถิ่นหรือเศรษฐกิจฐานราก เพราะเม็ดเงินเข้าสู่ระบบล่าช้า

ที่สำคัญจะกระทบถึงการขยายตัวของเศรษฐกิจของประเทศ ที่ตั้งเป้าไว้ 3.8-4.5% เพราะรัฐบาลพยายามให้กำลังซื้อจากฐานรากเพิ่มขึ้น

ดังนั้น กรณี พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างใหม่ ส่งผลให้การเบิกจ่ายล่าช้ารัฐบาลต้องทำการผ่าตัดโดยเร็วเพื่อไม่ให้ขั้นตอนการใช้งบฯ สะดุดไปมากกว่า

และจะมีวิธีอะไรที่จะทำให้โปร่งใสด้วยเป็นเรื่องที่ผู้ปฏิบัติการเอง โดยเฉพาะข้าราชการรัฐวิสาหกิจต้องทำตามกฎหมายให้ถูกต้อง

แน่นอนว่าต้องส่งผลกระทบต่อความล่าช้าในขั้นตอนและอาจช้ากว่าปกติจนงบที่ตั้งไว้อาจจะได้ใช้ช้าหรืออาจไม่ได้ใช้ต้องไปใช้ในปีถัดไป

ปัญหานี้เชื่อว่าหลายหน่วยงานเผชิญอยู่ และกำลังรอขั้นตอนของทางการว่าจะผ่าตัดในเรื่องนี้อย่างไร มาถึงตอนนี้งบประมาณผ่านมา 6 เดือนแล้ว ก็ยังไม่ดีขึ้น

ภาคเอกชนเอง ก็หนักใจว่างบประมาณที่ตั้งไว้อาจใช้ไม่ทัน ตรงนี้รัฐบาลจะใช้วิธีใด ซึ่งจะต้องใช้ มาตรา 44 มาดำเนินการก็ต้องทำ เพราะเหลือเวลาแค่ 6 เดือนที่ปีงบประมาณปี 61 จะหมด

การลงพื้นที่ของนายกฯ บิ๊กตู่ คงจะพอรู้ว่าเศรษฐกิจของฐานรากเป็นเช่นไรและคงต้องมีการติดตามเรื่องการใช้งบประมาณด้วยว่าคืบหน้าอย่างไร

ผลกระทบตรงนี้ จะส่งผลต่ออัตราการเติบโตของประเทศโดยเฉพาะฐานรากเศรษฐกิจที่รัฐบาลหวังอย่างมากว่าจะเลิกจน จะไม่ได้ตามหรือไม่.

คอลัมน์ กรองสถานการณ์: 'บิ๊กตู่'เซฟ'ค่าโง่คลองด่าน' ได้หน้า-ตอกการเมืองโกง - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2561

ถือเป็นอภิมหากาพย์คดีทางการเมืองไทยคดีหนึ่ง สำหรับโครงการ "ก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน" จ.สมุทรปราการ ที่เริ่มแนวคิดขึ้นในสมัยรัฐบาลชวน หลีกภัย และได้มีการอนุมัติวงเงิน 23,000 ล้านบาท เพื่อเดินหน้าในสมัยรัฐบาลบรรหาร ศิลปอาชา

โดยมีกลุ่มบริษัท "NVPSKG" ที่ประกอบไปด้วย บริษัท นอร์ทเวสท์ วอเทอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เป็นรัฐวิสาหกิจของอังกฤษ แต่ภายหลังได้ถอนตัวออกไป, บริษัท วิจิตรภัณฑ์ก่อสร้าง จำกัด, บริษัท ประยูรวิศการช่าง จำกัด, บริษัท สี่แสงการโยธา จำกัด, บริษัท กรุงธนเอนยิเนียร์ จำกัด เป็นบริษัทในเครือของวิจิตรภัณฑ์ก่อสร้าง และบริษัท เกตเวย์ ดิเวลลอปเมนท์ จำกัด เป็นผู้รับเหมาแบบเหมารวม หรือ "Turnkey"

แต่ภายหลังการอนุมัติ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ชี้มูลความผิด นายวัฒนา อัศวเหม รมช.มหาดไทยขณะนั้น เนื่องจากพบว่า มีการกว้านซื้อที่ดินชาวบ้านในท้องที่ด้วยวิธีการข่มขู่ ออกเอกสารสิทธิพื้นที่สาธารณะโดยมิชอบ บางพื้นที่ยังเป็นป่าชายเลน ซึ่งเป็นที่สงวน

ทำให้ในปี 2546 กรมควบคุมมลพิษ (ค.พ.) ได้มีคำสั่งให้กิจการร่วมค้า "NVPSKG" ยุติการดำเนินโครงการ และระงับการจ่ายเงิน หลังดำเนินการก่อสร้างไปแล้วกว่า 95% คิดเป็นมูลค่าถึง 2 หมื่นล้านบาท ทำให้กลุ่มบริษัท "NVPSKG" ทำการเรียกร้องให้จ่ายเงินที่เหลืออยู่ โดย "อนุญาโตตุลาการ" ได้ตัดสินให้

"ค.พ." แพ้คดี!!!!แม้รัฐพยายามจะต่อสู้ ด้วยการไปฟ้องต่อยังศาลชั้นต้น และศาลปกครอง แต่ผลสุดท้ายคือ มีการยืนตามคำตัดสินอนุญาโตตุลาการ ทำให้รัฐต้องจ่ายส่วนที่เหลือกว่า 9.6 พันล้านบาท ให้กับกลุ่มบริษัทดังกล่าว จนเรียกขานกันต่อมาว่า

"คดีค่าโง่คลองด่าน"!!!เพราะนอกจากรัฐจะไม่ได้อะไรแล้ว ยังต้องมาเสียงบประมาณมหาศาลให้กับเอกชน ถือเป็นคดีทุจริตที่สร้างความเสียหายมากที่สุดคดีหนึ่งในประเทศไทย

สำหรับการจ่ายเงินให้กับกลุ่มการค้า "NVPSKG" คณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อปี 2558 ในยุคของ "บิ๊กตู่" พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้มีมติเห็นชอบให้สำนักงบประมาณเบิกจ่ายงบชำระเงินออกเป็น 3 งวด

งวดแรกวันที่ 21 พ.ย.58 จำนวน 3,174 ล้านบาท งวดที่สอง วันที่ 21 พ.ค.59 จำนวน 2,380 ล้านบาท และงวดที่สาม วันที่ 21 พ.ย.59 จำนวน 2,380 ล้านบาท เพราะต้องปฏิบัติตาม "อนุญาโตตุลาการ" หลังรัฐเป็นฝ่ายแพ้คดีทว่า ในปีเดียวกันกับที่ ครม.มีมติอนุมัติงบประมาณเพื่อใช้ในการจ่ายค่าเสียหาย "บิ๊กตู่" เองก็ได้สั่งการให้ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ติดตามข้อมูลการฟ้องร้องคดีความระหว่างรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นกับบริษัทต่างประเทศหรือในประเทศ คดีความของข้าราชการการเมือง ข้าราชการประจำ ดูทั้งที่รัฐบาลเป็นโจทก์และจำเลย เน้นให้ความสำคัญกับคดีที่มีวงเงินสูงตั้งแต่หลักพันล้านถึงหมื่นล้านบาท ประมาณ 12 คดี เพื่อหาทางต่อสู้เพื่อเป้าหมาย

"รักษางบประมาณ"!!!1 ใน 12 คดี มี "คดีค่าโง่คลองด่าน" อยู่ด้วย และเหมือนโชคจะเข้าข้างรัฐบาล เมื่อในปลายปีเดียวกันนั้นเอง ปรากฏว่า ศาลอาญาตัดสินจำคุกนายปกิต กิระวานิช อดีตอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กับพวก ทุจริตคดีคลองด่าน รัฐจึงนำคำพิพากษาของศาลอาญาที่ระบุว่า มีการทุจริตร่วมกันระหว่างข้าราชการ เอกชน มาเป็นข้อเท็จจริงใหม่ในการนำไปขึ้นสู้คดีที่ศาลปกครองอีกครั้ง พร้อมกับให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) อายัดเงิน 2 งวดที่รัฐจ่ายให้กับกลุ่มบริษัทดังกล่าวไว้ก่อน

กระทั่งที่สุดศาลปกครองกลางได้มีคำเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการที่ให้รัฐไม่ต้องจ่ายเงินให้กับกลุ่ม "NVPSKG" ซึ่งในทางปฏิบัติกลุ่มเอกชนน่าจะยื่นอุทธรณ์ต่อ "ศาลปกครองสูงสุด" ที่เป็นจุดชี้ขาดสุดท้ายของคดีนี้

กับอีกคดีที่ต้องลุ้นให้เข้าทางรัฐคือ กรณีที่ "ค.พ." ยื่นฟ้องกลุ่มบริษัท "NVPSKG" ฉ้อโกงสัญญาก่อสร้าง ที่ศาลแขวงดุสิตนัดเลื่อนอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ไปเป็นวันที่ 30 พ.ค.นี้ โดยในศาลชั้นต้นเคยพิพากษาจำคุก แต่ศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง ซึ่งคดีนี้หากรัฐชนะได้ จะถือเป็นผลดีทางอ้อม สำหรับการต่อสู้คดีในชั้นศาลปกครองสูงสุด

แต่ที่แน่ๆ คนที่ได้หน้าที่สุดตอนนี้เห็นจะเป็น "รัฐบาลบิ๊กตู่" เพราะสามารถนำมาตีกินได้ว่า สามารถรักษางบประมาณของประเทศไว้ได้จำนวนเกือบหมื่นล้านบาท ทั้งที่ตอนแรกต้องเสียอยู่รอมร่อแล้ว นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้งบประมาณก้อนนี้เอาไปทำประโยชน์ หรือปั่นโครงการอื่นๆ ได้อีกด้วย

และอีกทางหนึ่งยังได้สวนกลับนักการเมือง ด้วยการตอกย้ำภาพลบเรื่องการทุจริตให้เด่นชัดยิ่งขึ้นจาก "คดีค่าโง่คลองด่าน"

อย่างน้อยบริหารประเทศมาจนวันนี้ เฉพาะตัว "บิ๊กตู่" ก็ยังไม่มีมลทินในเรื่องนี้แม้แต่เรื่องเดียว.

คอลัมน์ บนความเคลื่อนไหว: จับตาคดียักยอกธนาคารมหานคร - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2561

มังคุด

เจอคลื่นใต้น้ำไปเต็มๆ สำหรับ พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ซึ่งออกคำสั่งห้ามผู้คุม-เมียผู้คุม ขายของให้กับนักโทษในเรือนจำ ดีเดย์ 1 พ.ค. นี้ เพื่อป้องกันไม่ให้มีผลประโยชน์ทับซ้อนและปิดช่องทางไม่ให้มีการลักลอบนำสิ่งของต้องห้ามเข้าไปในเรือนจำ หลังคำสั่งถูกประกาศออกไป กระทบถึงผู้เกี่ยวข้องมากกว่า 4,000 คน เงินรายได้เดือนละ 100 ล้านบาท จึงเป็นธรรมดาที่ต้องมีแรงกระแทกกลับ

สถานการณ์ตอนนี้จึงได้แต่ให้กำลังใจเดินหน้าในแนวทางที่ถูกต้อง การหารายได้เสริมเป็นสิ่งที่กระทำได้ แต่ต้อง ไม่ให้เป็นผลประโยชน์ขัดกัน และต้องเหลียวมองดูเพื่อน ข้าราชการอื่นๆด้วย อาชีพครูก็ไม่สามารถนำข้อสอบมาขายให้นักเรียนเป็นรายได้เสริม ขณะที่อาชีพแพทย์ก็ไม่เหมาะที่จะปรุงยาออกมาขายให้กับผู้ป่วยเสียเอง เช่นเดียวกัน ผู้คุมก็ไม่ควรทำอาหารมาขายนักโทษ ในหลักการนักโทษต้อง กินอาหารที่ทางราชการจัดให้ หากจะอะลุ่มอล่วยให้ซื้อจากแหล่งอื่นก็ต้องจัดเป็นระบบสวัสดิการเรือนจำอย่างเป็นทางการ ไม่ใช่ทำกันเป็นเรื่องส่วนตัว

จับตาคดีฟอกเงินจากการยักยอกทรัพย์ธนาคารมหานคร จากการโอนย้ายเปลี่ยนแปลงสภาพทรัพย์สิน ซึ่งอายุความในคดีอาญา ยิ่งกระชั้นเข้ามา หลังตรวจพบความผิดตั้งแต่ 14 พ.ย. 2546 พร้อมดำเนินการยึดทรัพย์ทางแพ่งจนกระทั่งศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดินไปแล้ว แต่ความผิดทางอาญาจากการฟอกเงินเพิ่งเริ่มขยับ ปปง.ส่งฝ่ายกฎหมายเข้า หารือดีเอสไอและปอศ. เพื่อเปิดฉากร้องทุกข์กล่าวโทษ ซึ่งภาระหนักจะตกอยู่กับการสอบสวนภายในเวลา 8 เดือน หมิ่นเหม่ ที่คดีจะขาดอายุความสูง

หลังศาลยุติธรรมไทย เริ่มใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ที่เป็นกำไลข้อเท้า EM มาสวมใส่ ให้กับผู้ต้องหาหรือจำเลยแทนหลักทรัพย์ในการประกันตัวชั้นฝากขังหรือพิจารณาคดี ตั้งแต่ 1 มี.ค.ที่ผ่านมา ด้วยงบประมาณ 80 ล้านบาท สำหรับกำไล 5,000 ชุด ในศาลนำร่อง 23 แห่ง พร้อมศูนย์ควบคุมการติดตามตัวผ่านระบบสัญญาณดาวเทียมและมือถือที่ตั้งอยู่ใกล้ศาลอาญา รัชดาฯ โดยอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา "นายบุญชู ทัศนประพันธ์" ถึงกับต้องลงจากห้องทำงานชั้น 10 มาห้องควบคุมใต้ถุนศาล ร่วมควบคุมการติดกำไล ด้วยตนเอง พร้อมแจงยิบทุกขั้นตอนให้นักข่าวเข้าใจง่ายขึ้น เรียกว่า ศาลคุ้มครองทั้งสิทธิผู้ต้องหา-จำเลยที่ยากจนควรได้ประกัน ตามสโลแกน ศาลเป็นที่พึ่งของประชาชน...

สามเสนโมเดลต้นแบบสกัดแป๊ะเจี๊ยะ - มติชน ฉบับวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2561

สามเสนโมเดลต้นแบบสกัดแป๊ะเจี๊ยะ

เข้าสู่ฤดูกาลรับนักเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ปีการศึกษา 2561 อย่างเป็นทางการผู้ปกครองต่างเตรียมพร้อมลูกหลาน ติวเข้มเพื่อเข้าสู่สนามการแข่งขัน โดยเฉพาะในโรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูง จำนวน 282 แห่งทั่วประเทศ

โดยระดับก่อนประถมศึกษา รับสมัครไปแล้วตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ -6 มีนาคม 2561 เตรียมจับสลากและประกาศผลพร้อมรายงานตัววันที่ 10 มีนาคม มอบตัววันที่ 17 มีนาคม, ป.1 รับสมัครไปตั้งแต่วันที่ 7-11 มีนาคม จับสลาก ประกาศผลและรายงานตัว วันที่ 18 มีนาคม มอบตัววันที่ 24 มีนาคม ส่วน ม.1 ห้องเรียนทั่วไป รับสมัครพร้อมกันทั่วประเทศวันที่ 25-28 มีนาคม โดยโรงเรียนที่มีอัตราแข่งขันสูงและโรงเรียนทั่วไป สอบคัดเลือกและใช้คะแนน โอเน็ต วันที่ 31 มีนาคม ประกาศผลและรายงานตัววันที่ 4 เมษายน ส่วนกรณีความสามารถพิเศษ สอบวันที่ 27 มีนาคม ประกาศผลและรายงานตัววันที่ 28 มีนาคม สำหรับการรับนักเรียนเงื่อนไขพิเศษประกาศผลและรายงานตัววันที่ 4 เมษายน จับสลาก ประกาศผลและรายงานตัววันที่ 5 เมษายน โดยชั้น ม.1 มอบตัวพร้อมกัน วันที่ 7 เมษายน ทั้งนี้หากนักเรียนยังไม่มีที่เรียนสามารถยื่นความจำนงให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) จัดหาที่เรียน ภายในวันที่ 9-11 เมษายน ประกาศผลและรายงานตัววันที่ 18 เมษายน ม.4 รับสมัครพร้อมกันวันที่ 25-28 มีนาคม สอบความสามารถพิเศษ วันที่ 27 มีนาคม ประกาศผลและรายงานตัววันที่ 28 มีนาคม สอบคัดเลือกและใช้คะแนนทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) วันที่ 1 เมษายน ประกาศผลและรายงานตัววันที่ 5 เมษายน กรณีเงื่อนไขพิเศษประกาศผลและรายงานตัว วันที่ 5 เมษายน มอบตัวพร้อมกันวันที่ 8 เมษายน

สำหรับเกณฑ์การรับนักเรียนปีนี้ ทั่วไปไม่มีปัญหา โรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูงใช้คะแนนสอบของโรงเรียน 70% คะแนนโอเน็ต 30% การรับนักเรียนจาก

ชั้น ม.3 เลื่อนขึ้น ม.4 ในโรงเรียนเดิม ให้โควต้าเด็กโรงเรียนเดิม 80% และเปิดโอกาสให้เด็กโรงเรียนอื่นมาสอบได้อีก 20%

แต่มาติดขัดและต้องปรับแก้ไปเมื่อเร็วๆ นี้ ในเรื่องของสัดส่วนการรับนักเรียนต่อห้อง ซึ่งเดิมคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กำหนดนักเรียนต่อห้อง ในระดับก่อนประถมศึกษา 30 คนต่อห้อง ประถมศึกษาและมัธยมศึกษา 40 คนต่อห้อง ทำให้ผู้ปกครองกังวลว่าจะกระทบต่อการเลื่อนชั้นโรงเรียนเดิมของเด็ก โดยเฉพาะอนุบาล 3 ขึ้น ป.1 และ ม.3 ขึ้น ม.4

เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา สพฐ.จึงหารือกับ ผู้อำนวยการโรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูง และเห็นควรปรับแก้ โดยชั้น ม.1 ให้ยึดตามหลักเกณฑ์ 40 คนต่อห้องตามมติ กพฐ. ส่วนช่วงรอยต่อของนักเรียนชั้น ม.3 เลื่อนขึ้น ม.4 ในโรงเรียนเดิม ซึ่งมีปัญหานักเรียนจะถูกคัดออกจำนวนมาก ก็ยืดหยุ่น เปิดโอกาสให้โรงเรียนที่มีเหตุผลและความจำเป็นไม่สามารถปฏิบัติตามนโยบายได้ ให้ทำแผนเสนอต่อคณะกรรมการสถานศึกษาขอขยายห้องเรียน หรือเพิ่มจำนวนนักเรียนต่อห้อง ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของแต่ละสถานศึกษา จากนั้นให้ไปขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการรับนักเรียนของเขตพื้นที่การศึกษาที่สังกัดอยู่ต่อไป

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาปัญหาการรับเงินแป๊ะเจี๊ยะเพื่อแลกกับการรับเด็กเข้าเรียนมีมาโดยตลอด และเป็นที่ฮือฮาในปี 2560 กับกรณีโซเชียลออกมาเผยแพร่คลิปวิดีโอกล่าวหาผู้บริหารโรงเรียนสามเสนวิทยาลัยรับเงินเพื่อแลกกับการรับเด็กเข้าเรียนชั้น ม.1 โดยไม่มีการออกใบเสร็จ นำมาสู่การแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงกับผู้อำนวยการโรงเรียนสามเสนและพวก

จากเหตุการณ์นี้เอง ทำให้ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) พลิกวิกฤตเป็นโอกาส ใช้สามเสนโมเดล?เป็นตัวอย่างเตือนผู้บริหารโรงเรียน และผู้บริหาร ศธ.ย้ำให้สถานศึกษาทั่วประเทศทำตามเกณฑ์การรับนักเรียนของ สพฐ.และของโรงเรียนที่มีการกำหนดไว้อย่างเคร่งครัด อย่าให้มีการติดสินบนหรือทุจริตเกิดขึ้น การรับเงินหรือระดมทรัพยากรต่างๆ ขอให้เป็นไปอย่างถูกต้อง หากพบว่ามีการเรียกรับสินบนหรือรับเงินแป๊ะเจี๊ยะเพื่อแลกกับการรับเด็กเข้าเรียน ผู้ที่เกี่ยวข้องก็จะถูกดำเนินการตามขั้นตอน หากพบว่าทำผิด ทุจริต เรียกรับเงินมีโทษถึงขั้นไล่ออก และถือว่าผิดทางอาญา ต้องส่งให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการ

ขณะที่ นายบุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการ กพฐ. รับลูกทันที โดยได้ย้ำกับโรงเรียน โดยเฉพาะโรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูง ห้ามระดมทรัพยากรในช่วงที่มีการรับนักเรียนอย่างเด็ดขาด และย้ำว่าการประกาศรายชื่อนักเรียนที่สอบผ่านจะต้องประกาศทั้งตัวจริงและตัวสำรองพร้อมคะแนนที่สอบได้ รวมถึงเงื่อนไขพิเศษของแต่ละโรงเรียนด้วย ห้ามโรงเรียนระดมทรัพยากรในช่วงที่มีการรับนักเรียน เพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อการรับเด็ก และเพื่อความเป็นธรรมกับเด็กทุกคน

เรียกได้ว่า นโยบายระดับบนของ ศธ.ค่อนข้างชัดเจน แต่ในทางปฏิบัติต้องจับตาดูว่าจะเกิดปัญหาอย่างที่ผ่านมาหรือไม่ แต่เชื่อว่าผู้บริหารโรงเรียนคงระมัดระวังตัวมากขึ้น เพราะหากพลาดถูกแฉในโซเชียล ตกเป็นข่าวครึกโครม อาจจะได้ไม่คุ้มเสียอย่างแน่นอน