You are here

สรุปข่าว CG และคอร์รัปชัน - 10 กรกฎาคม 2561

จับตาป.ป.ช.เคาะอนุฯไต่สวน'นาฬิกาหรู' - ไทยโพสต์

สำนวนอควาเรียมถึงมือ'โกศล'แล้วคาดสรุปสัปดาห์นี้ - ไทยโพสต์

จ่อลงดาบทุจริตประชารัฐ'บึงวิชัย' - มติชน

จี้สอบกองทุนฟื้นฟูเกษตรเพชรบูรณ์ - มติชน

คอลัมน์ ขยายปมร้อน: ลุ้น! 'นาฬิกาหรูประวิตร' ออกทางไหน? - คม ชัด ลึก

บทความพิเศษ: ชาวพะเยายินดีต้อนรับ ผู้ว่าฯ ณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร - ไทยโพสต์

คอลัมน์ รอบโลก: นิสสันรับโกงค่าไอเสีย - ไทยรัฐ

ไทยรัฐ: คดีทุจริตผู้นำการเมือง - ไทยรัฐ

จับตาป.ป.ช.เคาะอนุฯไต่สวน'นาฬิกาหรู' - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

สนามบินน้ำ * จับตา ป.ป.ช. เคาะตั้งอนุฯ ไต่สวนคดีนาฬิกาหรู "บิ๊กป้อม" พร้อมรายงานความคืบหน้า รายละเอียดซีเรียล นัมเบอร์

มีความคืบหน้ากรณีนาฬิกา หรูของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคงและรัฐมนตรีกลาโหม โดยล่าสุดมีรายงานว่า ในวันอัง คารที่ 10 ก.ค.นี้ จะมีการประชุม คณะกรรมการป้องกันและปราบ ปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ท่ามกลางการตั้งข้อสังเกตว่า อาจจะมีการบรรจุวาระการประ ชุมเพื่อให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดใหญ่ พิจารณาคดีนาฬิกาหรูของ พล.อ.ประวิตร ตามที่คณะทำงานแสวงหาข้อเท็จจริงกรณีครอบครองนาฬิกาหรูและแหวนเพชรของ พล.อ.ประวิตร ที่ไม่ได้แจ้งไว้ในรายการแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้ดำเนินการแสวงหาข้อเท็จจริงจนได้ข้อสรุปที่จะเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดใหญ่

ทั้งนี้ ในเรื่องดังกล่าวจะ สรุปเรื่องหลังดำเนินการแสวง หาข้อเท็จจริงมาแล้ว โดยเฉพาะ ในส่วนที่ได้ไปสอบพยานหลักฐานและพยานบุคคลมาครบถ้วนแล้ว รวมถึงคณะทำงานจะรายงานความคืบหน้าในกรณีที่ที่ประชุมกรรมการ ป.ป.ช.เคยได้มีมติให้คณะทำงานแสวงหาข้อเท็จจริงไปดำเนินการหาข้อเท็จจริงในประเด็นที่ยังมีข้อไม่สมบูรณ์ในรายละเอียดของนาฬิกาหรูแบรนด์ต่างประเทศที่จะต้องมีหมายเลขประจำเครื่องนาฬิกา หรือ ซีเรียล นัมเบอร์ นั้นก็จะมีการรายงานความคืบหน้าให้ที่ประชุมทราบด้วย

อย่างไรก็ตาม การสรุป ข้อเท็จจริงของคณะทำงานแสวง หาที่จะรายงานต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดใหญ่ดังกล่าวนั้น เพื่อขอมติจากที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดใหญ่ให้พิจารณาว่าจะดำเนินการตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนกรณีดังกล่าวหรือไม่

"ถ้ามีมติตั้งคณะอนุ กรรมการไต่สวนในเรื่องดังกล่าวขึ้นจริงตามกฎหมาย ป.ป.ช. ทาง พล.อ.ประวิตรก็จะต้องรับทราบข้อกล่าวหาและต้องถูกเชิญมาให้ถ้อยคำด้วยตัวเอง อย่างไรก็ดี ถ้ายังไม่มีการเสนอเข้าวันที่ 10 ก.ค. ก็อาจจะมีการเสนอใน การประชุมวันที่ 12 ก.ค." ราย งานข่าวระบุ.

สำนวนอควาเรียมถึงมือ'โกศล'แล้วคาดสรุปสัปดาห์นี้ - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

สาธารณสุข * "การุณ" เสนอผลสรุปการตรวจสอบข้อเท็จ จริงอควาเรียมสงขลาถึง "โกศล" แล้ว คาดสรุปสำนวนได้ภายในสัปดาห์นี้ ส่วนกองทุนเสมาใกล้เรียบร้อย มีการตั้ง คกก.สอบสวนวินัยแยกแต่ละหน่วยงานแล้ว

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่า ความคืบหน้าการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีวิจัยโครงการก่อสร้างศูนย์ศึกษาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทะเลสาบสงขลา หรืออควาเรียม ที่วิทยาลัยประมงติณสูลานนท์ อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา ของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) นั้น เมื่อเร็วๆ นี้ ตนได้หารือกับนายการุณ สกุลประดิษฐ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ปลัด ศธ.) ทราบว่า ผลสรุปการตรวจสอบข้อเท็จจริงได้เสนอไปยัง พล.ท.โกศล ประทุมชาติ ที่ปรึกษา รมว.ศธ.แล้ว ซึ่งคาดว่า พล.ท.โกศลจะสรุปสำนวนกรณีดังกล่าวและเสนอมาให้ตนพิจารณาภายในสัปดาห์นี้ ส่วนความคืบหน้าการสอบสวนกรณีทุจริตเงินกองทุนเสมาพัฒนาชีวิต ปลัด ศธ.ได้รายงานให้ตนรับทราบว่าการดำเนินการใกล้เสร็จเรียบร้อยแล้ว มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยแยกในแต่ละหน่วยงาน แล้ว อีกทั้งในส่วนของการเยียวยานักเรียนที่ได้รับผลกระทบก็อยู่ระหว่างการดำเนินการ

รมว.ศธ.ยังกล่าวถึงกรณีที่มีการคัดค้านกระบวนการสรรหาเลขาธิการคุรุสภา และตนได้ให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความว่า สามารถดำเนินการได้ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 17/2560 ได้หรือไม่นั้น ขณะนี้คาดว่าอยู่ระหว่างการตรวจสอบ ซึ่งก็คงต้องดำเนินการตาม กฎหมาย เพราะตนมีความต้อง การที่จะให้สำนักงานเลขาธิการคุรุสภามีระบบการบริหารจัดการที่ดี แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนรัฐบาลไปแล้ว อย่างไรก็ตาม การทำหน้าที่ นายสมศักดิ์ ดลประสิทธิ์ รองเลขาธิการสภาการศึกษา ในฐานะปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการคุรุสภา ก็ยังคงทำหน้าที่ได้ดีอยู่.

จ่อลงดาบทุจริตประชารัฐ'บึงวิชัย' - มติชน ฉบับวันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

จากกรณีตัวแทนชาวบ้านลาดสมบูรณ์ หมู่ 9 ต.บึงวิชัย อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ ยื่นหนังสือต่อนายอำเภอเมืองกาฬสินธุ์, ศูนย์ดำรงธรรม, สตง. และ ป.ป.ช. ร้องเรียนกล่าวหาประธานและคณะกรรมการโครงการประชารัฐ บ้านลาดสมบูรณ์ หมู่ 9 ทุจริตโครงการประชารัฐ งบประมาณ 2 แสนบาท และฐานยักยอกเงินกองทุนหมู่บ้าน เพื่อให้ตรวจสอบตั้งแต่ปลายปี 2559 แต่คณะกรรมการตรวจสอบยังไม่แจ้งผล ทั้งที่เวลาผ่านไป 2 ปี และเปลี่ยนนายอำเภอมาแล้ว 2 คน ยังไม่มีความคืบหน้านั้น

เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม ที่ที่ว่าการอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ นายเกสร สุวรรณราช และนายเฉลิม อุ่นมีศรี ซึ่งทั้งสองเป็นอดีตผู้ใหญ่บ้านลาดสมบูรณ์ หมู่ 9 ต.บึงวิชัย พร้อมตัวแทนชาวบ้านรวม 10 คน ได้ขอเข้าพบนายชาญชัย ศรศรีวิชัย นายอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ และนายพูนเพิ่ม พรไตรศักดิ์ ปลัดป้องกันฯ ในฐานะคณะกรรมการตรวจสอบ เพื่อติดตามความคืบหน้า

นายชาญชัย ศรศรีวิชัย นายอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องค้างเก่าตั้งแต่ปลายปี 2559 ขณะที่ตนเพิ่งเข้ามาปฏิบัติหน้าที่นายอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ปลายปี 2560 ซึ่งเท่าที่ทราบทางอำเภอไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบขึ้นมา 2 ชุด คือคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง และคณะกรรมการตรวจสอบวินัย แต่เนื่องจากต้องมีการสืบพยาน และแสวงหาหลักฐานประกอบอื่นๆ อย่างละเอียด ต้องใช้ระยะเวลาในการพิจารณา ประกอบกับมีการปรับเปลี่ยนโยกย้ายตามสายงานข้าราชการ คณะกรรมการบางรายย้ายไปปฏิบัติราชการที่ต่างจังหวัด จึงทำให้การพิจารณาล่าช้าไปบ้าง เรื่องนี้จะต้องมีคนผิดแน่นอน ส่วนที่ว่าจะได้รับโทษให้ออกหรือไล่ออกนั้น จะดำเนินการพิจารณาอีกที โดยทางอำเภอจะให้ความเป็นธรรมกับทั้งฝ่ายร้องและฝ่าย ที่ถูกร้อง

จี้สอบกองทุนฟื้นฟูเกษตรเพชรบูรณ์ - มติชน ฉบับวันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม ที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์ กลุ่มเกษตรกรซึ่งเป็นสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ในเขตพื้นที่ ต.แคมป์สน อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ กว่า 10 ราย นำโดยนายยุพราช บัวอินทร์ อดีต ส.ส.เพชรบูรณ์ พรรคประชาธิปัตย์ เข้าร้องเรียนให้เร่งตรวจสอบการทำงานของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ซึ่งส่อว่าจะมีการทุจริตจนสร้างความเดือดร้อนให้แก่เกษตรกร พร้อมมอบหลักฐานที่กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร แจ้งยอดหนี้สินแก่เกษตรกร 8 ราย รวมมูลหนี้ราว 5.1 ล้านบาท

นายยุพราชกล่าวว่า เกษตรกรถูกทางกองทุนฟื้นฟูทวงหนี้สินบางส่วน ทั้งที่ไม่เคยทำเรื่องกู้ยืมเงิน และบางส่วนกู้ยืมแค่ 5,000 บาท แต่ยอดหนี้สินที่ถูกทวงกลับเป็น 1 แสนบาท บางรายสูงถึง 1 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีตัวแทนกองทุนฟื้นฟูบางรายไปเจรจาให้เกษตรกรรับสภาพหนี้ โดยรับปากจะเคลียร์หรือปิดบัญชีให้ในภายหลัง จึงตั้งข้อสังเกตว่าหากเป็นเรื่องจริงจะมีการปลอมแปลงเอกสาร หรือใช้เอกสารปลอมหรือไม่

นายสมบูรณ์ ศรีไพศาลเจริญ หัวหน้าศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์ กล่าวว่า จะเร่งประสานงานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน จากนั้นจะแจ้งผลให้เกษตรกรที่เป็นลูกหนี้กองทุนฟื้นฟู ทั้งที่ไม่เคยกู้ยืมและยอดหนี้เกินความจริงให้รับทราบ

คอลัมน์ ขยายปมร้อน: ลุ้น! 'นาฬิกาหรูประวิตร' ออกทางไหน? - คม ชัด ลึก ฉบับวันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

โอภาส บุญล้อม

ระยะนี้ข่าวเกี่ยวกับ 13 ชีวิต "ทีมหมูป่า" ซึ่งติดอยู่ที่ถ้ำหลวง จ.เชียงราย มาแรงจริงๆ จนกลบทุกข่าวแทบหมดสิ้น

แต่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มีความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับเรื่อง "นาฬิกาหรู" ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว. กลาโหม เมื่อนายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการ ป.ป.ช. ได้ออกมาเปิดเผยว่า ภายในสัปดาห์นี้ คณะทำงานของ ป.ป.ช. จะเสนอรายงานสรุปผลการรวบรวมข้อเท็จจริงกรณีนาฬิกาหรู เข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.เพื่อพิจารณา เนื่องจากได้มีการสอบพยานครบหมดแล้ว

'สัปดาห์นี้' ก็คาดว่าน่าจะเป็นวันนี้ คือวันอังคารที่ 10 กรกฎาคม เนื่องจากเป็นวันที่มีการประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดใหญ่ประจำสัปดาห์

ก็ต้องลุ้นกันว่า กรรมการ ป.ป.ช.จะเอาอย่างไรต่อ ซึ่งก็มีได้หลายแนวทาง

1.ป.ป.ช.ตีกลับรายงานผลสรุปข้อเท็จจริงของคณะทำงาน โดยเห็นว่ายังไม่สมบูรณ์เพียงพอโดยให้ไปรวบรวมข้อเท็จจริงเพิ่ม (ทั้งนี้ก่อนหน้านี้คณะทำงานเคยเสนอเรื่องเข้าที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.มาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ที่ประชุมให้คณะทำงานไปรวบรวมข้อมูลจากการสอบพยานบุคคลเพิ่มอีก 2 คน ซึ่งคณะทำงานได้สอบพยานครบแล้ว)

2.หากคณะกรรมการ ป.ป.ช.เห็นว่า มีการกระทำผิดฐานปกปิดบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ก็ไม่จำเป็นต้องมีการตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาไต่สวน โดยคณะกรรมการ ป.ป.ช.สามารถยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเพื่อวินิจฉัยได้เลย ซึ่งถ้าศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาว่ามีการปกปิดบัญชีทรัพย์สิน ก็ต้องพ้นจากตำแหน่ง และต้องห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นระยะเวลา 5 ปี และมีโทษทางอาญาด้วย

3.หากคณะกรรมการ ป.ป.ช.เห็นว่า มีการกระทำผิดในฐานะร่ำรวยผิดปกติ หรือรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด ที่มีมูลค่าเกินกว่า 3,000 บาท ก็จะต้องมีการตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนขึ้นมาพิจารณา

ทั้งนี้ หากมีความผิดฐานร่ำรวยผิดปกติ ก็จะถูกยึดทรัพย์สินในส่วนที่เพิ่มขึ้นผิดปกติตกเป็นของแผ่นดิน ส่วนหากเข้าข่ายรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดเกินกว่า 3,000 บาท ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และประกาศ ป.ป.ช. เรื่องหลักเกณฑ์การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยธรรมจรรยาของเจ้าหน้าที่รัฐ พ.ศ. 2543 ห้ามไม่ให้เจ้าหน้าที่รัฐรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากบุคคลซึ่งไม่ใช่ญาติ มีราคาหรือมูลค่าในการรับจากแต่ละบุคคลแต่ละโอกาสไม่เกิน 3,000 บาท โดยผู้ฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

สำหรับกรณีการตรวจสอบ "นาฬิกาหรู" ของ พล.อ.ประวิตร มีที่มาจากภาพถ่ายหมู่ของคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2560 ซึ่งมีภาพ พล.อ. ประวิตร สวมใส่นาฬิกา "Richard Mille" RM 029 และแหวนทองคำขาวหัวเพชร

ต่อมาเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2560 นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ได้ไปยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช.ให้ตรวจสอบ เนื่องจากทรัพย์สินดังกล่าวไม่ปรากฏในเอกสารบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของ พล.อ.ประวิตร ที่ยื่นไว้ต่อ ป.ป.ช. เมื่อครั้งเข้ารับตำแหน่งทางการเมือง เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2557 จึงอาจเข้าข่ายปกปิดบัญชีทรัพย์สิน และอาจเข้าข่ายร่ำรวยผิดปกติ

สำหรับ พล.อ.ประวิตร ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงเรื่องนี้ต่อ ป.ป.ช. รวม 4 ครั้ง โดยยืนยันว่า นาฬิกาไม่ได้เป็นของตนเอง ยืมเพื่อนมาใส่ และมีทั้งสิ้น 22 เรือน โดยนาฬิกาทั้ง 22 เรือนยืมมาจากเพื่อนเพียงคนเดียวคือนายปัฐวาท สุขศรี ซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว

สำนักงานตรวจสอบทรัพย์สิน ของ ป.ป.ช. ได้ไปตรวจสอบถึงที่มาของนาฬิกาหรูดังกล่าว ว่าเจ้าของนาฬิกาหรูเป็นใคร และตรวจสอบกับบริษัทเอกชนที่เกี่ยวข้อง 13 แห่ง และสอบถามไปยังทายาทของเพื่อน พล.อ.ประวิตร ด้วย

ส่วนกรณีแหวนเพชร ปรากฏว่าเป็นของพ่อที่เสียชีวิตไปแล้วและแม่เป็นผู้เก็บไว้และนำมาให้ พล.อ.ประวิตรสวมใส่ในเวลาต่อมา ซึ่งประเด็นเรื่องแหวนเพชรนี้ ป.ป.ช.ได้ยุติการสอบไปแล้ว เนื่องจากเป็นแหวนที่มีราคาไม่ถึง 2 แสนบาท จึงไม่ต้องแจ้งไว้ในบัญชีทรัพย์สินฯ ที่ยื่นต่อ ป.ป.ช.

สำหรับ พล.อ.ประวิตร ได้เคยให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนเกี่ยวกับเรื่องนาฬิกาหรูว่า "เป็นการเวียนใส่นาฬิกา และได้คืนนาฬิกาให้แก่เพื่อนไปหมดแล้ว" แต่หากพบว่ามีนาฬิกาหรูแม้แค่เรือนเดียว เป็นของ พล.อ.ประวิตร จะทำให้ พล.อ.ประวิตรมีปัญหาขึ้นมาทันที เนื่องจาก พล.อ.ประวิตร ไม่เคยยื่นแสดงรายการบัญชีทรัพย์สินฯ เกี่ยวกับนาฬิกาหรู ต่อ ป.ป.ช.ไว้ก่อนเลย จะเข้าข่ายปกปิดบัญชีทรัพย์สินและอาจบานปลายไปถึงร่ำรวยผิดปกติได้ และอาจผิดมาตรา 103 พ.ร.ป. ป.ป.ช. ฐานเป็นเจ้าหน้าที่รัฐรับทรัพย์สินเกิน 3,000 บาท

กรณีนาฬิกาหรูของ พล.อ.ประวิตร หาก ป.ป.ช.ชี้ว่า พล.อ.ประวิตร มีความผิด ก็ส่งผลกระทบต่อ "รัฐบาล คสช." เป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นแกนนำคนสำคัญของรัฐบาล ขณะเดียวกัน กรรมการ ป.ป.ช.บางคน ถูกมองว่ามีสายสัมพันธ์กับรัฐบาล

งวดเข้ามาทุกขณะแล้ว สำหรับกรณี "นาฬิกาหรู" หลังจากใช้เวลามาระยะหนึ่ง "สาธารณชน" ที่เฝ้าจับตาเรื่องนี้ จะได้รู้ผลกันเสียที

บทความพิเศษ: ชาวพะเยายินดีต้อนรับ ผู้ว่าฯ ณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ดร.อรพันธ์ อัตถากร

แม้ระบบการศึกษาไทยจะพรากผู้เขียนและพี่น้องที่คลานตามกันมาอีก 4 คน ออกจากพะเยา ไปทำมาหาเลี้ยงชีพในเมืองหลวงหลังสำเร็จการศึกษา แต่พวกเราก็ยังหมุนเวียนผลัดเปลี่ยนกันพาครอบครัวไปเยี่ยมแม่ที่บ้านพะเยาอยู่เสมอ ข้อดีของการสื่อสารในโลกสมัยใหม่ทำให้คนพะเยาที่อยู่ต่างถิ่นต่างแดนได้รับข่าวสารเพิ่มเติมนอกเหนือจากทางญาติพี่น้องและเพื่อนฝูง ล่าสุดเพื่อนเล่าให้ฟังว่า พะเยากำลังจะได้ผู้ว่าฯ คนใหม่ย้ายมาจากจังหวัดเชียงราย ผู้ว่าฯ คนนี้เริ่มเป็นผู้ว่าฯ ครั้งแรกที่จังหวัดเชียงราย

"พะเยา" ในอดีตเคยเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดเชียงราย เมื่อประชากรเพิ่มมากขึ้นจึงได้มีการแยกตัวและยกฐานะขึ้นเป็นจังหวัด แม้พะเยาเติบโตขึ้นเป็นจังหวัด แต่เมื่อเทียบกับจังหวัดอื่นๆ ในภาคเหนือด้วยกันแล้ว ก็ยังถือเป็นจังหวัดเล็กอยู่ หากเทียบกับจังหวัดต่างๆ ในประเทศ พะเยาจัดอยู่ในกลุ่มจังหวัดขนาดเล็ก จึงไม่น่าแปลกใจที่จังหวัดพะเยาอาจไม่เป็นที่รู้จักของประชาชนไทยโดยทั่วไปเท่าใดนักเหมือนจังหวัดเชียงใหม่ ลำปาง นครสวรรค์ แพร่ เชียงราย เป็นต้น

เนื่องจากกระทรวงมหาดไทยมีหน้าที่รับผิดชอบการบริหารการปกครองจังหวัดทั้งหมดของประเทศไทย จึงมีอำนาจในการเลื่อน-ลด-ปลด-ย้าย ข้าราชการที่เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดได้ การเลือกให้ข้าราชการท่านใดไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดทำหน้าที่รับผิดชอบจังหวัดขนาดใด (เล็ก-กลาง-ใหญ่) ตามที่ปฏิบัติกันเป็นประจำอย่างต่อเนื่องเป็นที่รับรู้โดยทั่วไปนั้น ขึ้นอยู่กับความเก่ง-ดี-มีความสามารถของข้าราชการท่านนั้นเป็นสำคัญ ปกติหากปฏิบัติหน้าที่โดยไม่มีการสะดุดอะไร ผู้ว่าราชการจังหวัดเล็กก็จะค่อยๆ เลื่อนตำแหน่งโดยโยกย้ายไปสู่ตำแหน่งหน้าที่ในจังหวัดที่ใหญ่กว่าในลักษณะปูนบำเหน็จ แต่มีหลายต่อหลายครั้งเหมือนกันที่ผู้ว่าราชการจังหวัดใหญ่ต้องถูกโยกย้ายไปสู่ตำแหน่งในจังหวัดที่เล็กกว่า ในลักษณะนี้ถือว่า "ไม่ปกติ" เพราะถูกลดเกรด หรือผิดวินัย หรือถูกทำโทษ หรือบริหารงานไม่ถูกใจผู้ใหญ่

อันที่จริงในการพัฒนาจังหวัดให้เจริญก้าวหน้านั้น นอกเหนือจากศักยภาพด้านต่างๆ ของจังหวัดแล้ว ต้องถือว่าผู้ว่าราชการจังหวัดมีความสำคัญยิ่ง เพราะผู้ว่าราชการจังหวัดคือ "ผู้นำในการพัฒนา" วิสัยทัศน์ของผู้นำในการพัฒนาจะนำพาการพัฒนาจังหวัดไปในทิศทางใด มีนโยบายและแผนพัฒนาว่าอย่างไร จะกระตุ้นให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนอย่างไร จะแสวงหาการสนับสนุนและความร่วมมือได้อย่างไร ล้วนมีความสำคัญต่อการบริหารงานและการพัฒนาพื้นที่เป็นอย่างมาก

โดยปกติคนท้องถิ่นชาวบ้านร้านตลาดในจังหวัดพะเยาแทบไม่ค่อยใส่ใจเท่าใดนักว่าใครจะมาเป็นผู้ว่าฯ จังหวัดพะเยา ต่างจากบรรดาข้าราชการในจังหวัด สาเหตุหนึ่งอาจเป็นเพราะพะเยาเป็นจังหวัดเล็ก เปลี่ยนผู้ว่าราชการจังหวัดบ่อยมาก จังหวัดพะเยาเหมือนทางผ่าน บางรายมาเกษียณอายุ บางรายอยู่กันไม่ถึงปีก็ย้ายแล้ว เมื่อไม่มีผู้นำในการบริหารการพัฒนาพื้นที่อย่างต่อเนื่องจริงจัง การพัฒนาจังหวัดพะเยาให้เจริญก็เป็นไปได้ยากไม่เต็มที่

อย่างไรก็ตาม อดีตที่ผ่านมาคนพะเยาก็ยังพอมีโอกาสทองในการพัฒนาจังหวัดกับเขาอยู่บ้าง ในสมัยที่ นายวิจารณ์ ไชยนันทน์ โยกย้ายมาเป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา ท่านได้ระดมสรรพกำลังทั้งภาครัฐและภาคเอกชนทำแผนพัฒนาจังหวัด (Provincial Development Plan) โดยความร่วมมือกับคณาจารย์จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ภายใต้การนำของ รองศาสตราจารย์ ดร.ประสิทธิ์ ตงยิ่งศิริ อดีตคณบดีคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ นิด้า เสนอ "โมเดลพัฒนาเอกลักษณ์พะเยาเอง" แบบแตกต่างจากจังหวัดอื่น กิจกรรมนี้ของจังหวัดสร้างความตื่นตัวในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ให้ชุมชนคนพะเยาเป็นอันมาก อีกทั้ง ผู้ว่าราชการจังหวัด วิจารณ์ ไชยนันทน์ ท่านเป็นคนที่มีบุคลิกเป็นกันเอง ชอบเดินตลาดทักทายชาวบ้าน มีข่าวสำคัญก็แจ้งให้คนพะเยารู้อยู่เนืองๆ จึงนำไปสู่การร่วมแรงร่วมใจรณรงค์เพื่อจัดตั้งมหาวิทยาลัยท้องถิ่นในจังหวัดพะเยา ทีมผู้ว่าฯ และเจ้าหน้าที่ศาลากลางจังหวัดประสานความร่วมมือจากหอการค้า พ่อค้า ประชาชน บรรดาข้าราชการ อธิบดีกรมประมง นักการเมือง หน่วยงานศึกษาธิการ และผู้อำนวยการโรงเรียนต่างๆ ในจังหวัด คณาจารย์ นักวิชา การลูกหลานชาวพะเยาที่รับราชการอยู่กรุงเทพฯ นอกจากนี้ยังได้เรียนเชิญ อาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ และ อาจารย์สุจิตต์ วงษ์เทศ ร่วมเป็นวิทยากรในการอภิปรายถึงความจำเป็นและศักยภาพจังหวัดพะเยาที่จะต้องมี มหาวิทยาลัยท้องถิ่น บรรยากาศในการรณรงค์ครั้งนั้นคึกคัก มีสีสันอย่างมาก มีการติดป้ายรณรงค์ทั่วเมือง ต้องชมเชยคณะกรรมการหอการค้าที่สนับสนุนทั้งแรงกายแรงใจและแรงทรัพย์ มีการพูดคุยกันว่าโดยทั่วไปคนในจังหวัดพะเยายังยากจนอยู่ ระยะเริ่มแรกในการจัดตั้งมหาวิทยาลัยที่พะเยาคงมีเงินงบประมาณไม่มากนัก ต้องใช้งบประมาณอย่างรู้คุณค่า คนพะเยาต้องการเห็นมหาวิทยาลัยท้องถิ่นพัฒนาเริ่มต้นจากความเป็นจริงไปในทิศทางที่ยกระดับฐานะความเป็นอยู่ทางเศรษฐกิจของชาวพะเยาให้ดีขึ้นกว่าเดิมเป็นเบื้องต้น พัฒนาตามทรัพยากรท้องถิ่นและศักยภาพที่มีอยู่ เช่น การจัดตั้งคณะประมง พร้อมทั้งคณาจารย์ที่มีเครือข่ายแสวงหาความช่วยเหลือจากต่างประเทศ ไม่จำเป็นต้องเปิดคณะต่างๆ มากมายเลียบแบบมหาวิทยาลัยใหญ่ๆ ของรัฐในกรุงเทพฯ มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงของญี่ปุ่นบางมหาวิทยาลัยมีเพียง 4-5 คณะเท่านั้นเอง แต่เมื่อมหาวิทยาลัยพะเยาถูกจัดตั้งขึ้นมาได้จริงกลับเลียนแบบมหาวิทยาลัยใหญ่ๆ ของรัฐในกรุงเทพฯ ที่สำคัญแทนที่จะเป็นมหาวิทยาลัยเอกเทศ บริหารจัดการด้วยตัวของตัวเอง กลับกลายไปเป็นวิทยาเขตของมหาวิทยาลัยนเรศวรก่อนในช่วงแรก เกิดข้อจำกัดในการพัฒนามหาวิทยาลัยท้องถิ่นที่พะเยาเป็นอย่างมาก หากจำไม่ผิด 5 ปีต่อมามหาวิทยาลัยพะเยาขอแยกตัวออกจากมหาวิทยาลัยนเรศวร โดยมหาวิทยาลัยนเรศวรเลือกที่จะยังไม่ออกนอกระบบ แต่มหาวิทยาลัยพะเยาซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเล็กๆ ในท้องถิ่นที่มิได้มีทุนทรัพย์และสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้มากมายดังเช่นมหาวิทยาลัยใหญ่ๆ อย่าง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นต้น กลับเลือกที่จะออกนอกระบบ (พึ่งพางบประมาณรัฐบาลน้อยลง ต้องหารายได้ด้วยตัวเองมากขึ้น) จากนี้ไปมหาวิทยาลัยพะเยาคงต้องคิดอ่านหาทางอยู่รอดให้ได้ในอนาคต ซึ่งต้องเผชิญอุปสรรคมากทีเดียว

เมื่อปลายเดือนเมษายน 2561 ที่ผ่านมา ชาวพะเยาได้ทราบข่าวว่า พะเยาจะได้ผู้ว่าราชการจังหวัดคนใหม่ โดยกระทรวงมหาดไทยออกคำสั่งให้ นายประจญ ปรัชญ์สกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา ย้ายไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย สลับเก้าอี้กับนายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ย้ายไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา ซึ่งเป็นไปตามมติ ครม. 24 เมษายน 2561 การโยกย้ายจะเกิดขึ้นเมื่อมีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ประกาศในพระราชกิจจานุเบกษา (ตั้งแต่ 29 มิ.ย.61) ผู้ว่าฯ ณรงค์ศักดิ์จึงอยู่ปฏิบัติงานที่เชียงรายไปก่อน ไม่ได้เดินทางมารับตำแหน่งที่พะเยาทันที คำสั่งการโยกย้ายสลับเก้าอี้จึงเกิดก่อนจะมีเหตุการณ์ทีมฟุตบอลหมูป่า 13 คนติดอยู่ในถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย

ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยาคนเก่าอยู่ยังไม่ถึงปี (ดำรงตำแหน่งเมื่อ 12 กันยายน 2560) คนพะเยากำลังจะได้ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยาคนใหม่อีกแล้ว คนพะเยาอาจรู้สึกทะแม่งดูผิดปกติอยู่บ้างที่ผู้ว่าราชการจังหวัดใหญ่ถูกโยกย้ายมาเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดที่เล็กกว่า แต่ก็ไม่มีใครใส่ใจหรือรู้จักคนชื่อ ณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร

ผู้ว่าฯ ณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร มาเป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีสำหรับชาวพะเยา เมื่อเกิดเหตุการณ์ 13 หมู่ป่าอะคาเดมีติดอยู่ในถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน ที่คนทั้งประเทศรวมถึงชาวพะเยาและคนทั้งโลกสนใจติดตามข่าวคราวอย่างใกล้ชิดในแต่ละวันอย่างต่อเนื่อง พร้อมส่งกำลังใจอย่างท่วมท้นให้ทีมฟุตบอลหมูป่าทุกคนอดทนกับความทุกข์ยากที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งให้กำลังใจผู้ปฏิบัติภารกิจทุกท่านทำหน้าที่สุดกำลัง แคล้วคลาดจากภยันตรายทั้งปวง ประสบความสำเร็จในการช่วยเหลือนำทีมหมูป่าทั้ง 13 คนกลับบ้านอย่างปลอดภัย ความช่วยเหลือจากภาครัฐภาคเอกชนและประชาชน ตลอดจนจากต่างประเทศหลั่งไหลมามิได้ขาด นายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร พ่อเมืองจังหวัดเชียงราย ซึ่งขณะนั้นกำลังรอการย้ายไปรับตำแหน่งพ่อเมืองที่จังหวัดพะเยา ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้ทำหน้าที่อำนวยการและประสานงานในทุกเรื่อง ทุกอย่าง เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดในภารกิจลุ้นระทึกให้บังเกิดผลสำเร็จในฐานะผู้บัญชาการบริหารเหตุการณ์ "ศอร." หรือ ศูนย์อำนวยการร่วมค้นหาผู้สูญหายในวนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน จังหวัดเชียงราย การทำงานและการบริหารในสถานการณ์วิกฤตินี้ปรากฏสู่สายตาสาธารณะเป็นที่ประจักษ์ แม้จะยังไม่เสร็จสิ้นบริบูรณ์ แต่ก็เป็นที่ประทับใจและได้รับคำยกย่องชื่นชมจากชาวไทยและชาวโลก ตลอดจนสื่อมวลชนในระดับนานาชาติ

การทำงานของผู้ว่าฯ ณรงค์ศักดิ์ พร้อมผู้ปฏิบัติงานทุกฝ่ายทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ สมัครสมานสามัคคี ทำงานอย่างมีเป้าหมายชัดเจน เป็นขั้นเป็นตอน ภายใต้การนำของ ผู้

ว่าฯ ณรงค์ศักดิ์ วิธีการทำงานของผู้ว่าฯ ท่านนี้ สะท้อนให้เห็นถึง

(1) การเป็น นักบริหารที่เก่ง มีวิสัยทัศน์-ความสามารถสูงในการบูรณาการ-รอบด้าน-ฉับไว-มีการวางแผนในการทำงานเป็นอย่างดี-ปฏิบัติเก่ง

(2) การเป็น นักประสานงานที่มีประสิทธิภาพ สื่อสารชัดเจน

(3) มี ภาวะผู้นำ ที่วินิจฉัยสั่งการได้ทันท่วงที กล้าตัดสินใจบนข้อมูลรอบด้าน ทำงานเป็นระบบ

(4) มี ความกล้าหาญทางจริยธรรม ปฏิบัติหน้าที่สุดกำลัง เด็ดขาด ไม่ยอมให้มีการรับบริจาคเงินทองใดๆ ทั้งสิ้น เพื่อไม่ให้มิจฉาชีพฉวยโอกาส

นอกจากนี้ คุณวุฒิทางการศึกษาของท่านทั้งภายในประเทศและต่างประเทศก็ไม่ธรรมดา ผู้ว่าฯ ณรงค์ศักดิ์ นับเป็น ข้าราชการน้ำดี ที่ข้าราชการทั้งหลายควรเอาเป็นแบบอย่าง มีคุณสมบัติเป็นผู้นำที่เก่ง กล้า และมีความสามารถสูง บทบาทภาวะผู้นำของท่าน ถือเป็นนักปกครองระดับแนวหน้าในยุคไทยแลนด์ 4.0 จะได้วางทิศทางให้ จังหวัดพะเยา ได้มีโอกาสพัฒนาอย่างรักษาเอกลักษณ์ของตนเองได้ โดยไม่ลื่นไหลเลียนแบบการพัฒนาที่ทันสมัยของจังหวัดใหญ่ๆ แม้จังหวัดพะเยาจะเป็นจังหวัดเล็ก แต่ก็มีศักยภาพในการพัฒนาสูง ผู้คนพร้อมร่วมมือกับทางการเป็นอย่างดี การพัฒนาจังหวัดในแนวทาง "Small is beautiful" หรือ "จิ๋วแต่แจ๋ว" จะช่วยให้การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ของจังหวัดพะเยาพึ่งตนเองได้ และเดินไปสู่การพัฒนาแบบยั่งยืนสืบสานพระราชปณิธานของในหลวงรัชการที่ 9

ยิ่งเมื่อชาวพะเยาได้รู้จักตัวตน สาเหตุและเหตุผลที่กระทรวงมหาดไทยโยกย้ายข้าราชการน้ำดี คุณภาพคับแก้วอย่างผู้ว่าฯ ณรงค์ศักดิ์ ในลักษณะลดเกรดเพราะทำงานกับหน่วยงานอื่นไม่ราบรื่น อันอาจเนื่องมาจากการที่ท่านไม่ยอมอนุมัติหลายสิบโครงการเพราะเห็นว่าอาจเข้าข่ายผิดระเบียบ ยิ่งทำให้ชาวพะเยาตื่นเต้นและภาคภูมิใจที่จะได้ผู้ว่าราชการจังหวัดที่มีความสามารถและตงฉินซื่อสัตย์ ไม่คอร์รัปชันมาปกครอง บริหารพัฒนาจังหวัดพะเยาให้เจริญก้าวหน้า ท่านจะมาเป็นพ่อเมืองพะเยาระยะสั้นหรือยาวก็แล้วแต่วาสนาคนพะเยา อย่างน้อยจังหวัดพะเยาก็มีโอกาสได้สัมผัสข้าราชการน้ำดีพันธุ์ใหม่ยุค 4.0 ที่จะมาวางหลักการและแนวทางให้ภาครัฐและภาคเอกชนยึดถือปฏิบัติในการพัฒนาจังหวัดพะเยา แค่นี้คนพะเยาก็ดีใจมากแล้ว

วันที่ 29 มิถุนายน 2561 นายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ได้เดินทางไปรับตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยาอย่างเรียบง่ายเป็นทางการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และต้องรีบเดินทางกลับไปจังหวัดเชียงรายทันทีเพื่อปฏิบัติภารกิจที่ติดพันมาถึงปัจจุบันในการนำหมูป่าที่เหลือกลับบ้านให้ครบทุกคนอย่างปลอดภัย จากนั้นท่านก็คงจะได้มาปฏิบัติภารกิจในฐานะพ่อเมืองพะเยาเต็มตัวต่อไป

ในฐานะคนพะเยา เชื่อว่าชาวพะเยาทุกคนภาคภูมิใจ และตื่นเต้นที่จะได้ต้อนรับ "ผู้ว่าราชการจังหวัด ณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร" ผู้ว่าฯ คนใหม่ของจังหวัดพะเยา ด้วยความอบอุ่นและความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ขอคุณพระเจ้าตนหลวง สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองพะเยา อำนวยพรให้ผู้ว่าฯ ณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร และครอบครัว ประสบแต่ความสุขความเจริญยิ่งๆ ขึ้นไป.

คอลัมน์ รอบโลก: นิสสันรับโกงค่าไอเสีย - ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

โตเกียว-เมื่อ 9 ก.ค."นิสสัน มอเตอร์" บริษัทผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่น แถลงยอมรับว่าได้เปลี่ยนแปลงค่าการทดสอบการปล่อยไอเสียและการประหยัดเชื้อเพลิงของรถยนต์รุ่นใหม่ของตนที่ขายในญี่ปุ่น หลังเมื่อเดือน ก.ย.2560 ยอมรับว่าใช้ผู้ที่ไม่มีคุณสมบัติทำการทดสอบรถยนต์ หลังการผลิตในโรงงานของตน อย่างไรก็ตามนิสสันเผยว่า กำลังสอบสวนเรื่องนี้ และจะไม่กระทบต่อการส่งออกรถยนต์ของตน.

ไทยรัฐ: คดีทุจริตผู้นำการเมือง - ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

วันอังคารที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ.2561

กรณีอดีตนายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัค ของมาเลเซีย ถูกจับกุมดำเนินคดีข้อหาทุจริตโกงเงินแผ่นดินครั้งมโหฬารที่สุดในโลก เงินในกองทุนการลงทุนของรัฐบาล ซึ่งนายกรัฐมนตรีเป็นผู้กำกับดูแลล่องหนหายสาบสูญไปเป็นมูลค่าถึง 4.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นคดีตัวอย่างการทุจริตของผู้นำทางการเมืองที่เกิดขึ้นในประเทศประชาธิปไตยไม่เต็มใบ

นาจิบถูกจับกุมดำเนินคดีหลังจากที่หลุดจากอำนาจ ในขณะที่เป็นนายกรัฐมนตรีอยู่เขาสั่งยุติการสอบสวนคดีโดยอ้างว่าเป็นการกลั่นแกล้งใส่ร้าย ของฝ่ายตรงข้ามอีกทั้งสื่อมวลชนก็น้ำท่วมปากคดีทำท่าจะหายเงียบไป อดีตนายกรัฐมนตรีมหาธีร์ จึงต้องกลับสู่การเมืองอีกเมื่ออายุ 92 และใช้พลังอำนาจประชาชนหย่อนบัตรโค่นราจิบ คดีจึงรื้อฟื้นอีกครั้ง

คดีการทุจริตนักการเมือง มักจะเกิดในประเทศที่ไม่เป็นประชาธิปไตย หรือเป็นแค่ครึ่งใบ ถ้าเกิดในประเทศประชาธิปไตยจะถูกขจัดด้วยระบบการตรวจสอบที่เข้มแข็ง เช่น ญี่ปุ่นเคยมีนายกรัฐมนตรีติดคุก ในความผิดฐานรับสินบนและที่เกาหลีใต้ อดีตประธานาธิบดีบางคนฆ่าตัวตายเพื่อหนีความผิดคอร์รัปชัน และหลายคนถูกศาลพิพากษาจำคุกฐานทุจริตโกงกิน

ฟิลิปปินส์เป็นอีกประเทศหนึ่ง ซึ่งประธานาธิบดีต้องติดคุกหลายคน ทั้งในขณะที่อยู่ในตำแหน่งและพ้นตำแหน่งเพราะฟิลิปปินส์ยืนหยัดการเป็นประชาธิปไตยมีการเลือกตั้งอย่างต่อเนื่อง มีรัฐสภาและศาลที่เป็นอิสระ สื่อมวลชนก็มีเสรีภาพที่จะตรวจสอบและเปิดโปงเรื่องราวการทุจริตคอร์รัปชันของนักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐนำไปสู่การตรวจสอบ

ประเทศไทยเคยมีคดีการทุจริตของนักการเมืองมากมาย ทั้งในช่วงรัฐบาลรัฐประหารและรัฐบาลเลือกตั้ง มีผู้นำการเมืองจากรัฐประหารหลายคนถูกตรวจสอบและถูกยึดทรัพย์มูลค่ามหาศาล หลังจากการสิ้นอำนาจเป็นทรัพย์สินและเงินทองที่ได้มาโดยมิชอบเนื่องจากรัฐบาลมีอำนาจเบ็ดเสร็จไม่มีใครกล้าตรวจสอบรวมทั้งสื่อและประชาชน

ในช่วงรัฐบาลจากการเลือกตั้งก็มีคดีการทุจริตของนักการเมืองเกิดขึ้นมากแม้จะมีองค์กรตรวจสอบที่เป็นอิสระแต่บางครั้งบางองค์กรอิสระอาจถูกอำนาจการเมืองแทรกแซง แต่ก็มีนักการเมืองระดับนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีหลายคนถูกศาลพิพากษาจำคุกหลายคนหลบหนีไปต่างประเทศก่อนที่ศาลจะพิพากษา จึงต้องแก้กฎหมายให้คดีทุจริตไม่มีอายุความ

หลักฐานที่ชัดเจนแสดงว่ามีการทุจริตในวงการนักการเมืองมาก ได้แก่ การตั้งศาลอาญาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตามรัฐธรรมนูญ 2540 และ ขณะนี้มีศาลคดีทุจริตโดยเฉพาะเชื่อกันว่าทางเดียวที่จะป้องกันและปราบปรามการทุจริตได้ประเทศต้องเป็นประชาธิปไตยที่แท้ และคนไทยจะต้องไม่ยอมรับคนโกงแม้จะมีอำนาจหรือร่ำรวยมหาศาล.