You are here

สรุปข่าว CG และคอร์รัปชัน - 10 ตุลาคม 2560

ตลาดหุ้นไทยดังไกลระดับโลก ติด 1 ใน 10 ให้ข้อมูลโปร่งใส - ไทยรัฐ

รื้อกฎหมายศุลกากร คลังแก้คอร์รัปชั่น อำนวยความสะดวกเอกชนดูดลงทุนเข้าอีอีซี - โพสต์ทูเดย์

จ่อฟัน52สหกรณ์ทุจริตวงเงิน555ล.จี้รื้อกติกาคุมเข้ม - กรุงเทพธุรกิจ

พท.ยื่นกกต.สอบ'สนช.-รมต.'- ข่าวสด

สงขลาสอบ'โครงการ9101' – มติชน

คอลัมน์ จับทวน 4.0: ไม่โกงก็อย่าต้องกลัว - โพสต์ทูเดย์

คอลัมน์ เศรษฐกิจคิดต่าง: ฮั้วประมูล - โพสต์ทูเดย์

คอลัมน์ ฉุก(ละหุก)คิด: จนกระอัก! - โลกวันนี้

คอลัมน์ ป้อมพระอาทิตย์: อย่าถูกตีตรา'รัฐบาลเพื่อเจ้าสัว!'- ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

คอลัมน์ ข่าวลึก ปมลับ: คดีทุจริตตามหลอนชินวัตร จับตา'โอ๊ค'หลุดฟอกเงิน! - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

เลี่ยงสอบทุจริตฉุดคะแนนนิยม'ดูเตอร์เต' - กรุงเทพธุรกิจ

ตลาดหุ้นไทยดังไกลระดับโลก ติด 1 ใน 10 ให้ข้อมูลโปร่งใส - ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2560

นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯติดอันดับ 1 ใน 10 จากตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลก 55 แห่ง โดยบริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) แสดงความโดดเด่นในการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืน และเป็นตลาดหลักทรัพย์เอเชียรายเดียวที่ติดใน 10อันดับแรก จากรายงานวิจัย "Measuring Sustainability Disclosure 2017" โดย Corporate Knights และ AVIVA ซึ่งถือเป็นความสำเร็จอย่างก้าวกระโดดจากเมื่อ 4 ปีที่ผ่านมาถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 40 โดยในปีนี้ผลสำรวจบริษัทจดทะเบียนที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (marketcapitalization)มากกว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯมีจำนวน 6,441 แห่งจาก 55 ตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลก

"ตลาดหลักทรัพย์ฯ ส่งเสริมให้บริษัทจดทะเบียนมีการดำเนินงานโดยคำนึงถึงความยั่งยืน รวมทั้งมีการเปิดเผยข้อมูลแก่ผู้ลงทุนอย่างโปร่งใสมาอย่างต่อเนื่อง จึงถือเป็นความสำเร็จของตลาดทุนไทยในการร่วมผลักดันพัฒนาการขับเคลื่อนความยั่งยืน"

อย่างไรก็ตาม จากผลรายงานวิเคราะห์ว่า การที่บริษัทจดทะเบียนไทยมีผลการดำเนินงานที่ดีต่อเนื่องส่วนหนึ่ง มาจากกลไกการส่งเสริมทั้งภาคบังคับคือการรายงานข้อมูลประจำปี (แบบ56-1) โดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และภาคสมัครใจผ่านการออกแนวปฏิบัติการรายงานความรับผิดชอบต่อสังคม เผยแพร่ และอบรมเพื่อสร้างความเข้าใจและนำไปสู่การปฏิบัติจริง.

รื้อกฎหมายศุลกากร คลังแก้คอร์รัปชั่น อำนวยความสะดวกเอกชนดูดลงทุนเข้าอีอีซีดีเดย์ใช้13พ.ย.นี้ - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2560

โพสต์ทูเดย์ - เปิดกฎหมายศุลกากรใหม่ แก้คอร์รัปชั่น ลดอุปสรรคการค้า ดูดนักลงทุนเข้าอีอีซี เริ่มใช้ 13 พ.ย.นี้

นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รมช.คลัง เปิดเผยว่า พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 17 พ.ค.ที่ผ่านมา และจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 13 พ.ย.นี้ โดยมีสาระสำคัญเน้นแก้ไขปัญหาการคอร์รัปชั่น ซึ่งได้ปรับลดเงินสินบนรางวัลจาก 55% เหลือ 20% สำหรับเงินสินบนที่มีการแจ้งการกระทำผิดซึ่งหน้าที่ไม่ใช่งานเอกสาร และอัตรา 20% สำหรับเงินรางวัลให้เจ้าหน้าที่ ที่ตรวจพบการกระทำผิด ซึ่งทั้งสองกรณีจะถูกกำหนดวงเงินไว้ไม่เกินคดีละ 5 ล้านบาท รวมถึงลดระยะเวลาในการประเมินอากรให้เหลือ 3 ปี

นอกจากนี้ การพิจารณาอุทธรณ์ภาษีจากเดิมที่ใช้เวลานานมากกว่า 10 ปี สร้างต้นทุนให้กับผู้ประกอบการมาก ให้มีการตั้งคณะกรรมการอุทธรณ์ได้หลายคณะ และต้องพิจารณาให้เสร็จภายใน 180 วัน หากไม่เสร็จผู้ประกอบการสามารถนำเรื่องไปต่อสู้ในชั้นศาลได้เลย และโทษการปรับจากเดิมหากผู้ประกอบการแพ้ต้องถูกปรับ 4 เท่าของราคาสินค้ารวมกับภาษี เป็น 0-4 เท่า ตามดุลพินิจของศาล ทำให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้ประกอบการในการต่อสู้คดีมากขึ้น

รมช.คลัง ระบุว่า กฎหมายใหม่จะสนับสนุนส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการลงทุนและโลจิสติกส์ในภูมิภาค โดยปรับปรุงเรื่องการจัดตั้งเขตปลอดอากรให้มีความทันสมัย คล่องตัว สะดวก รวดเร็ว ดึงดูดนักลงทุนให้มาลงทุนในระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ที่เป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล การลดขั้นตอนและอำนวยความสะดวกสำหรับสินค้าถ่ายลำที่มาพักไว้ก่อนส่งต่อไปประเทศที่สาม ณ ท่าเรือและสนามบิน เพื่อส่งเสริมประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางสินค้าถ่ายลำในภูมิภาค รวมถึงสินค้าผ่านแดนที่เราจะใช้ข้อตกลงแกตต์ เป็นบันทึกข้อตกลงระหว่างประเทศให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินธุรกิจผ่านแดนไปประเทศเพื่อนบ้านได้ไม่สะดุด

นายกุลิศ สมบัติศิริ อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวว่า กรมได้เปิดรับฟังความเห็นจากผู้ประกอบการเอกชนที่มีต่อกฎหมายใหม่แล้ว เพื่อชี้แจงและเปิดรับฟังความเห็นจากผู้ที่มีส่วนได้เสีย นำมาใช้จัดทำและปรับปรุงพิธีศุลกากรและอนุบัญญัติศุลกากรให้สอดคล้องกับสถานการณ์ข้อเท็จจริงก่อนที่กฎหมายจะมีผลบังคับใช้

"กฎหมายศุลกากรฉบับนี้ได้สนับสนุนการลงทุนทำธุรกิจในประเทศไทย หรือ East of Doing Business ที่จะมีการลดกระบวนการและพิธีการทางศุลกากรให้มีความคล่องตัว และมีการนำระบบไอทีเข้ามาสนับสนุนการทำงานมากยิ่งขึ้น ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการจัดทำเรื่องกฎหมายลำดับรอง โดยมีคณะกรรมการ 9 คณะทำงาน ซึ่งมองว่าสิ่งสำคัญคือการลดทอนอำนาจเจ้าหน้าที่ในการใช้ดุลพินิจน้อยลงและยึดหลักธรรมาภิบาล" นาย กุลิศ กล่าว

สำหรับการเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บภาษี ทางกรมศุลกากรอยู่ระหว่างการดำเนินการติดตั้งเครื่องเอกซเรย์คร่อม สายพานกระเป๋า ซึ่งจะตรวจกระเป๋าทุกใบที่เข้าประเทศว่ามีการนำอาวุธหรือ ยาเสพติดผิดกฎหมายเข้ามาในประเทศหรือไม่ ซึ่งจะมีผลพลอยได้ให้ตรวจสอบการนำเข้าสินค้าแบรนด์เนมต่างๆ จำนวนมากเพื่อเข้ามาขายโดยเลี่ยงภาษีนำเข้า

จ่อฟัน52สหกรณ์ทุจริตวงเงิน555ล.จี้รื้อกติกาคุมเข้ม - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2560

กรุงเทพธุรกิจ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ไล่หวดสหกรณ์ทุจริต 52 แห่ง วงเงิน 555 ล้านบาท ลั่น เอาผิดผู้บริหารดำเนินคดี ให้ถึงที่สุด ขีดเส้นตายปลายปีนี้ วางกรอบธุรกรรมเข้มงวดสหกรณ์ออมทรัพย์

กรมส่งเสริมสหกรณ์ ขีดเส้นสหกรณ์ทั่วประเทศเร่งสางปัญหาทุจริตให้เสร็จสิ้นภายในเดือนธ.ค.นี้ พร้อมวางมาตรการดึง สหกรณ์ร่วมเป็นสมาชิกเครดิตบูโร หวัง แก้ปัญหา 4 ประเด็นความเสี่ยง ชงแก้กฎหมายเพิ่มโทษทางแพ่ง-อาญาผู้บริหารทำผิด

จากกรณีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีการเปิดเผย ข้อมูลการตรวจสอบเชิงลึกสหกรณ์ทั้งหมดกว่า 8,000 แห่ง ที่พบว่ามีการทุจริตและ ข้อบกพร่องทั้งหมด 1,228 แห่ง

วานนี้(9 ต.ค.) นายพิเชษฐ์ วิระยะพาหะ รองอธิบดีรักษาการอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวภายหลังประชุมผู้บริหารกรมผ่านวีดิโอคอนเฟอร์เรนซ์ ไปยังสหกรณ์จังหวัด 77 จังหวัดทั่วประเทศว่า สำหรับทิศทางการขับเคลื่อนงานพัฒนาสหกรณ์ทั่วประเทศนั้นคาดหวังว่าในปี2561 จะทำให้สำเร็จในเรื่องนำระบบการเงินมากำกับสหกรณ์ให้เกิดความเข้มแข็ง รวมทั้งจะร่วมกับกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ธนาคารแห่งประเทศ และกระทรวงการคลังเข้ามาดูแลอย่างใกล้ชิดด้วย เพื่อให้เกิดความโปร่งใส มีประสิทธิภาพ ไม่นำไปสู่การทุจริต โดยจะมีการเชื่อมโยงเอกชน ธนาคาร นำเทคโนโลยีสมัยใหม่ จ่ายซื้อสินค้าด้วยบาร์โคด อีกทั้งเร่งแก้ไขปัญหาหนี้สมาชิกรายย่อยภาคครัวเรือน ที่ขณะนี้ที่มีภาระหนี้สินเพิ่มขึ้นจนน่าเป็นห่วง

ขณะที่ปัญหาการทุจริตนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำชับให้เร่งสะสางทั้งหมด จากการตรวจสอบพบว่าขณะนี้พบข้อบกพร่อง 1,228 แห่ง คาดว่าจะเกิดความเสียหาย 4.3 หมื่นล้าน ซึ่งรวมไปถึงกรณีสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นด้วยที่เสียหายกว่า 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งที่ผ่านได้ลงโทษปลดคณะกรรมการ 14 สหกรณ์แบ่งเป็น ลงโทษทางวินัยฝ่ายจัดการ97 ราย ,ไล่ออกดำเนินอาญา 95 สหกรณ์ ,ทางแพ่งฟ้องเรียกทรัพย์คืน 37 สหกรณ์ ทั้งนี้ตั้งเป้าให้ทุกจังหวัด ดำเนินคดีทางกฎหมายภายในเดือนธ.ค.นี้

"สำหรับสหกรณ์ที่ทุจริต 52 สหกรณ์ มูลค่า 555ล้านบาท แบ่งเป็นเรื่องเงินกู้11 สหกรณ์,กรณียักยอก19 สหกรณ์ ,ปลอมใบถอนเงิน 6สหกรณ์ ,รวบรวมผลผลิตการเกษตร 3สหกรณ์ ,ทุจริตน้ำมัน 5 สหกรณ์, เงินยืมทดลอง 3 สหกรณ์ ซึ่งได้สั่งให้สหกรณ์จังหวัดไปหาคนทุจริตให้ได้"นายพิเชษฐ์กล่าว

ในส่วนของการดำเนินการธุรกรรมของสหกรณ์ทั้งระบบ มีสินเชื่อ ทั้งหมด 1.2ล้านล้านบาท เงินฝาก 7 แสนกว่าล้าน เงินลงทุนในตลาดหุ้น ทุน พันธบัตร 8 แสนล้านบาท รวมมูลค่า 2.8 ล้านล้านบาท โดยวันที่ 18 ต.ค.นี้ เตรียมหารือเรียกผู้แทนจากสหกรณ์ขนาดใหญ่มีสินทรัพย์ เกิน 5 พันล้านบาท มาหารือรับฟังความคิดเห็นรอบสุดท้ายก่อนจะประกาศใช้เกณฑ์กำกับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์และเครดิตยูเนียนเพิ่มเติมอีก 5 ข้อ

นายพิเชษฐ์ ยังกล่าวว่า ที่ผ่านมามีข้อโต้แย้งจากสมาชิกสหกรณ์จำนวนมาก เนื่องจากกังวลว่าหากใช้เกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทยมากำกับสหกรณ์ อาจส่งผลกระทบ ทั้งระบบ ทำให้กรมต้องมาทำหน้าที่นำหลักเกณฑ์ไปปรับปรุงเปิดรับฟังใหม่ เช่น การกำหนดอัตราส่วนหนี้สินต่อหุ้นบวกทุนสำรองไม่เกิน 2 เท่า จากเดิมไม่เกิน 1.5 เท่า กำหนดให้สมาชิกสามารถกู้วนซ้ำ ได้หลังจากผ่านมาแล้ว 1 ปี กำหนดสัดส่วนการนำเงินไปลงทุนไม่เกิน 20 เปอร์เซ็นต์ของทุนตนเอง กำหนดทุนสำรองของสหกรณ์ไม่ต่ำกว่า 3%จากเดิมกำหนด สูงถึง6% โดยเป็นเงินสด 1% เป็นพันธบัตร 2% ผู้สอบบัญชีสหกรณ์ไม่จำเป็นต้องอยู่ในมาตรฐานสำนักงานคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์(กลต.)จากเดิมต้องอยู่ในมาตรฐาน ก.ล.ต. เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายสูงเกินไป

อย่างไรก็ตามหลักเกณฑ์ ดังกล่าวยังไม่มีกำหนดให้สหกรณ์เข้าร่วมเป็นสมาชิกเครดิตบูโร คงต้องอาศัยความสมัครใจรวมทั้งต้องรอพ.ร.บ.สหกรณ์ ฉบับใหม่ ประกาศใช้ โดยกฎหมายฉบับนี้จะมาแก้ไขในเรื่องความเสี่ยง4 ด้าน ที่นำพาไปสู่สหกรณ์ล้มทำให้สหกรณ์เกิดความมั่นคง โดยจะเพิ่มโทษ ผู้บริหารสหกรณ์ทำผิด ทั้งโทษทาง แพ่ง - อาญาสูงสุดไม่เกิน ปรับ 1 ล้านบาทต่อคนจนกว่าแก้ไข หรือจำคุกไม่เกิน5 ปีกรณีขัด คำสั่งนายทะเบียนทำให้สหกรณ์เสียหายเป็นต้น

พท.ยื่นกกต.สอบ'สนช.-รมต.'- ข่าวสด ฉบับวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2560

เมื่อวันที่ 9 ต.ค. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย ยื่นคำร้องต่อกกต. ผ่านส.ต.อ.นวัต บุญศรี ผอ.ฝ่ายกฎหมาย สำนักกฎหมาย ขอให้ตรวจสอบ และเสนอศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคสาม ให้ความเป็นสมาชิก สนช.และความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดเฉพาะตัว กรณี 9 สมาชิก สนช.ได้รับแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ คือ 1.พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ 2.พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ 3.พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ 4.นายมนุชญ์ วัฒนโกมร 5.พล.อ.อ.อิทธิพร ศุภวงศ์ 6.พล.อ.ทวีป เนตรนิยม เป็นคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม (ตำรวจ)

7.นายอิสระ ว่องกุศลกิจ เป็นคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ 8.นายภิรมย์ กมลรัตนกุล เป็นคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข และ 9.นายกล้านรงค์ จันทิก เป็นคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ เข้าข่ายขัดกันแห่งผลประโยชน์ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 184 วรรคสอง ทำให้ความเป็น สนช.สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101 (7) หรือไม่ นายกฯ และ ครม.ที่มีคำสั่งแต่งตั้ง ก็อาจเข้าข่ายขัดกันแห่งผลประโยชน์ตามมาตรา 186 วรรคสอง เป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (5)

นายเรืองไกรกล่าวว่า ตนไม่ได้จ้องจะร้องทำลาย สนช. ตนได้สำเนาประวัติบุคคลทั้งหมดที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อป.ป.ช.ระบุวันเดือนปีเกิดครบแนบมาให้ กกต.ด้วย และเมื่อวันที่ 3 ต.ค. ตนได้ร้องต่อกกต. ขอให้ดำเนินการกับนายกฯ และครม. ในความผิดเดียวกันนี้กรณีแต่งตั้งนายธานิศ เกศวพิทักษ์ ผู้พิพากษาศาลฎีกา เป็นคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม (ตำรวจ)

สงขลาสอบ'โครงการ9101' - มติชน ฉบับวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2560

เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม ที่สำนักงานเกษตรจังหวัดสงขลา นายดลเดช พัฒนรัฐ ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา พร้อมนายสุพิทร จิตรภักดี เกษตรจังหวัดสงขลา นายปรีชา พันธ์สน เกษตรและสหกรณ์จังหวัดสงขลา และนายปัญญา แก้วคง ประธานเครือข่าย ศพก.จังหวัดสงขลา ร่วมแถลงข่าวผลสำเร็จของการดำเนินงานโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน จ.สงขลา โดยนายดลเดชกล่าวว่า จ.สงขลามีการดำเนินการในพื้นที่ 16 อำเภอ 159 ชุมชน โดยให้แต่ละชุมชนมีการแต่งตั้งคณะกรรมการชุมชน จัดที่เวทีประชาคมวิเคราะห์พื้นที่และความต้องการ จัดทำเป็นโครงการ ซึ่งแต่ละชุมชนเสนอของบประมาณได้ไม่เกิน 2,500,000 บาท เสนอต่อคณะกรรมการระดับอำเภอพิจารณาให้ความเห็นชอบโครงการ แล้วจัดส่งให้จังหวัดเพื่อรวบรวมเสนอขอสนับสนุนงบประมาณจากสำนักจัดทำงบประมาณเขตพื้นที่อนุมัติงบประมาณเพื่อดำเนินงานโครงการ

นายดลเดชกล่าวว่า จ.สงขลาได้ดำเนินการในพื้นที่ 16 อำเภอ 159 ชุมชน 555 โครงการ งบประมาณ 394,162,692 บาท ผลจากการดำเนินงานโครงการก่อให้เกิดการพัฒนาด้านการเกษตรโดยมีการลดต้นทุนการผลิต เพิ่มรายได้ พัฒนาคุณภาพผลผลิตอย่างเห็นได้ชัดเจน และมีโครงการเด่นๆ หลายโครงการ อาทิ โครงการฟาร์มชุมชนจัดสร้างแหล่งอาศัยสัตว์ทะเล (ปะการังเทียม) โครงการผลิตน้ำตาลแว่นโดยน้ำตาลอ้อย และโครงการการผลิตไข่เค็ม เป็นต้น

"ในส่วนของปัญหาการทุจริตซึ่งมีการร้องเรียนไปยังสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เขตพื้นที่ 9 นั้น ได้มีการตรวจสอบเบื้องต้นในหลายโครงการ โดยเฉพาะโครงการที่มีการร้องเรียนผ่าน ป.ป.ท.เขตพื้นที่ 9 พบว่าปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากความขัดแย้งภายในชุมชนเอง แต่ทางอำเภอได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริง รวมถึงมีหน่วยตรวจสอบอย่างสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ ทำหน้าที่ตรวจสอบการใช้เงินในทุกโครงการ และหากพบว่ามีโครงการใดทุจริตก็พร้อมจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด" นายดลเดชกล่าว

คอลัมน์ จับทวน 4.0: ไม่โกงก็อย่าต้องกลัว - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2560

สันทัด กรณี

สุจริตชนคนทั้งประเทศต่างยินดีต้อนรับ กฎหมายจัดการกับนักการเมือง ฉ้อราษฎร์บังหลวงฉบับใหม่ที่เพิ่งมีผลบังคับใช้

กฎหมายฉบับนี้ชื่อเต็มๆ คือ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2560 เป็นกฎหมายที่หากบ้านเมืองบริหารประเทศโดยนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง มั่นใจได้เลยว่าไม่มีทางเกิดขึ้น

ประเด็นหลักที่เป็นหัวใจ คือ

จากเดิม...หากจำเลยหลบหนี ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรง ตำแหน่งทางการเมือง ต้องจำหน่ายคดีออกจากสารบบชั่วคราว ไม่สามารถพิจารณาคดีลับหลังจำเลย หากหนีจนหมดอายุความคดีก็จบ

ของใหม่...หากจำเลยหลบหนี แสดงว่าปฏิเสธใช้สิทธิที่จะต่อสู้คดีด้วยตนเอง การพิจารณาลับหลังจำเลยก็สามารถกระทำได้ โดยเปิดโอกาสให้จำเลยมีทนายความมาต่อสู้คดีแทน

ของใหม่...หนีได้หนีไป คดีไม่มีอายุความ จับได้ก็นับหนึ่ง

ครับ กฎหมายที่ออกมาใหม่มันดีอย่างนี้ จนน่าที่รัฐบาล คสช.และ สนช.ชุดนี้ควรผลักดันให้ออกกฎหมายลักษณะเดียวกัน จัดการกับข้าราชการฉ้อราษฎร์บังหลวงในแบบเดียวกับที่ออกกฎหมายจัดการกับนักการเมือง

แต่ก็นั่นแหละครับ...มองไปในรัฐบาล คสช.และ สนช.ก็ล้วนแล้วแต่อดีตข้าราชการ ข้าราชการในปัจจุบันกันแทบทั้งนั้น ก็คงยากที่จะมีอะไรดลให้ออกกฎหมายเป็นโทษกับตัวเอง (ไม่ฮา)

ผลของกฎหมายค่อนข้างชัดเจน จะมีการรื้อฟื้นหลายคดีที่ค้างอยู่ในศาลเพราะจำเลยหลบหนี ตอนนี้พิจารณาลับหลังจำเลยได้ละ

ทุกสายตาจึงมองไปที่นายใหญ่เพื่อไทย คุณทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งยังหลบหนีโทษจำคุกอยู่ในต่างประเทศ แต่มีคดีสำคัญค้างสารบบ 4 คดี

1.คดีทุจริตปล่อยกู้ เอ็กซิมแบงก์ให้รัฐบาลเมียนมาวงเงิน 4,000 ล้านบาท 2.คดีทุจริตโครงการหวยบนดิน 3.คดีทุจริตแปลงสัมปทาน มือถือ-ดาวเทียม เป็นภาษีสรรพสามิต และ 4.คดีทุจริตกรณีธนาคาร กรุงไทยปล่อยกู้ให้บริษัท กฤษดามหานคร

ครับ...ต่อให้การหนีคุกจนคดีที่ดินรัชดาฯ หมดอายุความ แต่ 4 คดีนี้ค้ำคอ หมดโอกาสกลับมาแบบเท่ๆ เป็นร่มโพธิ์เงินโพธิ์ทองให้สาวกบริวารได้พึ่งบารมี

ดังนั้น จึงไม่แปลกใจที่แกนนำพรรคเพื่อไทยหลายคนออกมาโวยวายว่ากฎหมายฉบับนี้มีการตั้งธงเป้าหมายเพื่อลงโทษคดีค้างเก่าของคุณทักษิณ

ฮ่าๆ คงใช่และคงไม่ใช่ พฤติกรรมคุณทักษิณต่างหากที่นำไปสู่การออกแบบ เพื่อจัดการนักการเมืองฉ้อฉล และอาศัยความมั่งคั่งหลบหนีโทษในประเทศไปเสพสุขในต่างแดน เพื่อรอให้หมดอายุความแล้วค่อยกลับมาเสวยสุขในประเทศโดยไม่ต้องรับโทษ

ไอ้ที่พลอยซวย คือ จำเลยคดีฉ้อราษฎร์บังหลวงที่เป็นนักการเมืองท้องถิ่น หรือพวกไม่มั่งคั่งพอหลบไปเสพสุขในต่างประเทศ ที่พลอยต้องคดีไปจนตาย

วิธีปราบโกงนี้ไม่ซับซ้อน ใครไม่โกงก็อย่าไปกลัว ครับ...สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม!

คอลัมน์ เศรษฐกิจคิดต่าง: ฮั้วประมูล - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2560

ดร.รุจิระ บุนนาค กรรมการผู้จัดการ Marut Bunnag International Law Office rujira_bunnag@yahoo.com

การสร้างโครงการขนาดใหญ่ในประเทศเพื่อให้บริการสาธารณะแก่ ประชาชนหลายๆ โครงการ เกิดการทุจริตมโหฬาร บางโครงการต้อง เลิกล้มกลางคันหรือยกเลิกสัญญา จนนำมาสู่การฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย และหากหน่วยงานของรัฐเป็นคู่สัญญามักตกเป็นฝ่ายแพ้คดีชดใช้ค่าเสียหายแก่เอกชนบ่อยครั้ง

สาเหตุที่เป็นปัญหามานาน คือ การ "ฮั้วประมูล" แต่ไม่มีใครแก้ไขหรือจัดการกับปัญหานี้ได้อย่างจริงจัง การฮั้วประมูลหรือเรียก "การสมยอมการเสนอราคา" เมื่อก่อนการฮั้วประมูลสามารถทำได้ไม่ผิดกฎหมายแต่อย่างใด แต่ช่วงหลังโครงการไหนที่เกิดการฮั้วประมูลมักประสบปัญหาการก่อสร้างที่ไม่ได้มาตรฐานสร้างความเสียหายเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังก่อให้เกิดการผูกขาดด้านธุรกิจในการก่อสร้างรวมถึงด้านอื่นๆ

ต่อมาใน พ.ศ. 2542 จึงมีการออกกฎหมายเพื่อป้องกันการฮั้วประมูล คือ พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 (พ.ร.บ.ฮั้วประมูล) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการกำหนดราคาอันเป็นการเอาเปรียบแก่หน่วยงานของรัฐ หรือหลีกเลี่ยงการแข่งขันอย่างแท้จริงและเป็นธรรมอันเป็นการเอื้อประโยชน์แก่ผู้เสนอราคารายหนึ่งหรือหลายรายให้เป็นผู้มีสิทธิทำสัญญาหรือเพื่อประโยชน์อย่างใดระหว่างผู้เสนอราคาด้วยกัน

กฎหมายนี้เอาผิดกับผู้ที่ฮั้วประมูล เช่น เจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้ดำรงตำแหน่งทางเมือง ภาคธุรกิจที่เป็นคู่สัญญากับรัฐ และใช้กับประชาชนทั่วไปที่มีส่วนร่วมในการกระทำความผิด เพราะการฮั้วประมูลจะมีการทำเป็นกระบวนการ ใช้วิธีการติดสินบนเจ้าหน้าที่ ใช้หน้าม้าหรือนอมินีในการเข้าสู้ราคา เพื่อให้ได้ราคาต่ำ อันทำให้รัฐเสียหายสูญเสียรายได้ที่ควรจะได้

เมื่อเดือน มี.ค. 2560 ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้มีมติเอาผิดนายตำรวจ 13 นาย และเป็นตำรวจระดับนายพล 4 นาย กรณีรถตำรวจไทเกอร์ ต้นเหตุของคดีนี้ต้องย้อนกลับไปเมื่อ พ.ศ. 2550 สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีความประสงค์จัดหารถจักรยานยนต์สายตรวจเพื่อให้ตำรวจใช้ปฏิบัติหน้าที่จำนวน 19,147 คัน ภายใต้วงเงินงบประมาณเกือบ 1,200 ล้านบาท

บริษัทที่ชนะการประมูลในคราวนั้น หลังจากส่งมอบรถให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติแล้ว ปรากฏว่าเมื่อรถเสียหรือชำรุดเพียงเล็กน้อย กลับไม่มีอะไหล่ ไม่มีศูนย์รับซ่อม ทั้งที่ในสัญญาระบุชัดเจนว่าต้องมีศูนย์รับซ่อมทั่วประเทศ จึงกลายเป็นการค้นพบขบวนการทุจริตครั้งใหญ่ และใช้เวลาเกือบ 10 ปี กว่าจะมีการชี้มูลความผิดได้ และเป็นที่อับอายขายหน้าของตำรวจที่ต้องหารถสายตรวจมาเพื่อไล่จับผู้ร้าย แต่เมื่อรถเสียไม่มีศูนย์ซ่อม และต้องออกเงินไปซ่อมเอง จนสุดท้ายรถตำรวจไทเกอร์รุ่นนี้นำไปให้เอกชนเอาไปประมูลขายในราคาถูกไม่ถึงหลักหมื่น จากราคาเดิม 6.4 หมื่นบาท

นอกจากนั้น ยังมีการฮั้วประมูลแบบใหม่ในโครงการต่างๆ ของรัฐ ผ่านระบบ e-bidding (การประกวดราคาผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์) ของกรมบัญชีกลาง วิธีการคือผู้ฮั้วประมูลจะซื้อรายชื่อบริษัทที่สมัครยื่นซองประกวดราคาผ่านกรมบัญชีกลางในวันที่ปิดรับสมัคร และจะโทรไปเสนอเงินเพื่อให้บริษัทต่างๆ ร่วมฮั้วประมูล หากบริษัทใดเข้าร่วมก็จะได้ส่วนแบ่งโดยให้ทุกบริษัทเสนอราคาสูงสุดที่กรมบัญชีกลางตั้งไว้ ก่อนผู้ฮั้วประมูลจะให้บริษัทที่ซื้อการประมูลไปเสนอราคาต่ำกว่าเพียงเล็กน้อยเพื่อให้ได้โครงการนั้นๆ

หรืออีกวิธีหนึ่ง คือ หากบริษัทที่ยื่นซองประมูลไม่ร่วมฮั้วประมูลด้วย ในวันประมูลจะมีคนที่เข้าระบบ e-bidding ได้ โทรมาแจ้งการประกวดต่ำสุดของโครงการนั้นๆ ที่ผู้ฮั้วประมูลต้องการ จากนั้นผู้ฮั้วประมูลจะให้ผู้ซื้อการประมูลเข้าไปเคาะประกวดราคาต่ำกว่าเพียงเล็กน้อยก่อนถึงเวลาปิดประกวดราคา เช่น หากมีบริษัทที่ประกวดราคาต่ำสุดที่ 10 ล้านบาท ผู้ซื้อการประมูลจะเข้าไปประกวดราคาต่ำกว่าเพียง 5,000 บาท เพื่อให้ชนะการประมูล ซึ่งทั้งสองวิธีที่กล่าวมาจะต้องมีผู้ที่เข้าระบบหรือเจาะข้อมูล e-bid ding ของกรมบัญชีกลางได้ เพราะผู้ร่วมประกวดราคาจะไม่ทราบราคา

เห็นได้ว่าการฮั้วประมูลจะมีรูปแบบและวิวัฒนาการไปตามยุคตามสมัย แม้จะออกกฎหมายป้องกันหรือห้ามปรามอย่างไร คนที่กระทำความผิดย่อมต้องหาวิธีหลบเลี่ยงกฎหมายหรือหาวิธีการอื่นใดอยู่เสมอ อีกทั้งยังปรากฏว่ามีการร่วมมือกันเป็นกระบวนการเป็นขั้นเป็นตอน มีการเจาะระบบข้อมูลของทางราชการ ซึ่งนับวันการฮั้วประมูลจะมีรูปแบบแตกต่างไปจากในอดีตมากขึ้น

ในต่างประเทศหากประเทศไหนมีกฎหมายป้องกันการให้สินบนที่เข้มงวดจะมีการให้สินบนผ่านนายหน้าเนื่องจากช่วยป้องกันการตรวจสอบเส้นทางการเงิน ไม่ให้โยงมาถึงบริษัทตนได้ แต่มีบางกรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐอาจไม่มีส่วนรู้เห็นในการฮั้วประมูล เช่น การจงใจไม่สู้ราคาของผู้เข้าร่วมการประมูลเพื่อเปิดโอกาสให้รายอื่นเป็นผู้ชนะในการเสนอราคาหรือการหานอมินีมาเข้าร่วมประมูลทำให้เหมือนมีการแข่งขันคึกคัก ซึ่งอาจมีการตกลงจ่ายค่าตอบแทนระหว่างกัน แต่ยังไงรัฐย่อมได้รับความเสียหาย

ประเทศไทยถูกกัดกร่อนจากการฮั้วประมูลมาเป็นเวลานาน เงินที่ควรเข้ารัฐเพื่อพัฒนาประเทศกลับต้องสูญเสีย โครงการที่ควรมีมาตรฐานกลับไม่ได้มาตรฐาน เช่น ถนนลาดยางหลายสายแถวชนบทสร้างเสร็จไม่ทันไร กลายเป็นหลุมเป็นบ่อ ถนนคอนกรีตบางสายมีงบประมาณ แค่ 100 เมตร ซึ่งไม่เกิดประโยชน์แต่อย่างใดที่จะใช้งบหลวงเป็นทางเข้าออกส่วนบุคคลเพราะถนนส่วนมากยังเป็นถนนลูกรัง

ฉะนั้นหากเมื่อไหร่สังคมปลอดจากการฮั้วประมูลได้ ประเทศชาติ จะสามารถประหยัดงบประมาณที่ใช้เป็นค่าใช้จ่ายต่างๆ และจะมีเงินเหลืออีกเป็นจำนวนมากที่จะใช้พัฒนาประเทศในด้านต่างๆ

คอลัมน์ ฉุก(ละหุก)คิด: จนกระอัก! - โลกวันนี้ ฉบับวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2560

นายหัวดีeditor59lokwannee@gmail.com

กรมบัญชีกลางยอมรับมีปัญหาทุจริต "บัตรคนจน" ร้านค้าจังหวัดยังไม่ได้ติดตั้งเครื่องรับบัตรอิเล็กทรอนิกส์ แต่ติดป้ายพร้อมรับบัตร โดยให้นำสินค้าไปใช้ก่อนแล้วขอยึดบัตรไว้ก่อน

ขณะที่ "ศรีสุวรรณ จรรยา" ยังเป็น "ลูกช่างฟ้อง" แถลงการณ์ให้หยุดเอื้อประโยชน์ธุรกิจ "เจ้าสัว"ผ่าน "บัตรคนจน" ในโครงการ "ประ ชารัฐ" ผ่านงบประมาณถึง 41,940 ล้านบาทต่อปี

โดยเฉพาะ "ร้านธงฟ้าประชารัฐ" สินค้าอุปโภคบริโภคมาจากบริษัทใหญ่ไม่กี่รายที่ผ่าน รวมถึง "เจ้าสัว"ที่นั่งอยู่ในโครงการ ขณะที่สินค้าจากชาวบ้านและสินค้า SME ในท้องถิ่นไม่สามารถนำเข้าไปในร้านสวัสดิการได้ เงินที่อ้างช่วยคนจนจึงไหลเข้ากระเป๋า "กลุ่มเจ้าสัว"

ที่สำคัญ "ร้านธงฟ้าประชารัฐ" ไม่มีสาขาหรือจุดบริการกระจายทั่วทุกตำบลทุกหมู่บ้านเหมือน "ร้านโชว์ห่วย" ที่อยู่ใกล้บ้าน ชาวบ้านต้องเสียเวลาเดินทางเพื่อไปซื้อสินค้า เพราะมีเครื่องรูดบัตรทั่วประเทศเพียง 5,061 เครื่อง จากร้านค้าที่เข้าร่วม 19,500 แห่ง ขณะที่ผู้ลงทะเบียนมีกว่า 11.67 ล้านคนใน 7,255 ตำบล 75,032 หมู่บ้าน

ส่วนการกล่าวโทษผู้ใช้อำนาจทุกคนทุกตำแหน่งต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบนั้น แม้รู้ดีว่า "คนดีทำอะไรก็ไม่ผิด" แต่อย่างน้อยก็ตอกย้ำว่าบ้านนี้เมืองนี้ไม่ใช่แค่ "รวยกระจุก จนกระจาย" เท่านั้น แต่ยัง "จนกระ อัก" อีกด้วย!

คอลัมน์ ป้อมพระอาทิตย์: อย่าถูกตีตรา'รัฐบาลเพื่อเจ้าสัว!'- ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2560

โดย: โสภณ องค์การณ์

ลีลาดี ปากดี คำพูดดี ไม่สามารถซ่อนเร้นปิดบังเจตนาร้ายไว้ได้ตลอดไป ไม่ช้าก็เร็ว พฤติกรรมชั่วต้องปรากฏ ทนอัดอั้นไว้ไม่ได้ ความต้องการจะกดดันทำให้ต้องเผยความจริง การสร้างภาพทำได้ชั่วคราว หน้ากากปกปิดไม่สนิทเนียนได้ตลอดกาล

วันนี้ไม่ได้เริ่มด้วยคำคม ปรัชญาชีวิต เพียงขอย้ำปรากฏการณ์ธรรมชาติธาตุแท้ของคนธรรมดาซึ่งยังมีความอยาก ความโลภ กิเลสตัณหา กล้าทำชั่วทำบาป

ยิ่งคนเสพติดอำนาจลำพองมั่นใจว่าวาสนาไม่มีวันจบสิ้น ลืมตัวด้วยแล้ว จะฝืนพฤติกรรมตัวตนแท้จริงไม่ได้ จะต้องแสดงให้เห็นความผยอง ยโสในอำนาจ หลงระเริงว่าตนเองเหนือกว่าคนอื่นในประวัติศาสตร์ที่เผชิญชะตากรรมชนิดที่จบไม่สวย

ช่วงนี้มีเรื่องแปลกๆ แทรกขึ้นมาให้ชาวบ้านได้รับรู้ วิพากษ์วิจารณ์ถึงเบื้องหน้าเบื้องหลัง ความไม่โปร่งใส หรือเจตนาร้ายแฝงไว้หลังการแสดงออกหวังหลอกแหกตาชาวบ้านซึ่งเป็นชุมชนชาวโลกสวย เสพติดนโยบายประชานิยมเงินถมไม่รู้จักเต็ม

มีคนเอาแผนของกรมวิชาการเกษตรเพื่อเสนอร่างกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ของไทยให้เป็นไปตามอนุสัญญา UPOV 1991 ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ถูกกล่าวหาว่าเอื้อประโยชน์ให้บริษัทค้าเมล็ดพันธุ์ เพิ่มการผูกขาดพันธุ์พืชยาวนาน

ที่น่ากังวลก็คือ เกษตรกรที่เก็บเมล็ดพันธุ์พืชไปเพาะปลูกในฤดูกาลต่อไปมีโอกาสถูกดำเนินคดีอาญา ถ้าจะเพาะปลูกต้องซื้อชุดใหม่จากบริษัทจำหน่ายเมล็ดพันธุ์อีก มีบทบัญญัติอีกมากซึ่งจะทำให้เกษตรกรใช้ชีวิตในภาคเกษตรไม่เหมือนเดิม

ลักษณะของความเร่งรัดเสนอร่างกฎหมายได้เร็ว กำหนดเวลาให้คัดค้านเพียงวันที่ 20 เดือนนี้ ทำให้ถูกมองว่าเป็นความไม่โปร่งใส มีเงื่อนงำ งุบงิบปิดบัง แม้ได้มีคำอธิบายจากอธิบดีกรมวิชาการ ก็ยังไม่กระจ่างด้วยพฤติกรรมลับๆ ล่อๆ นั่นเอง

ที่ผ่านมามีข้อครหาว่ามีนักวิชาการ ข้าราชการขายตัว เป็นกระบอกเสียงและรับงานวิจัยให้เข้าทางบริษัทเกษตรขนาดใหญ่ เป็นฝ่ายขายสินค้าเคมีเกษตร ส่งเสริมให้เกษตรกร ชาวนาใช้สารเคมีเกษตร ทำให้มีสารพิษตกค้างในพืชพันธุ์มาโดยตลอด

ที่หนักหนาสาหัสคือเปิดช่องให้มีการทดลองปลูกพืชตกแต่งพันธุกรรมหรือพืชผีดิบในประเทศ อ้างสารพัดประโยชน์ แต่เจตนาแท้จริงคือเป็นมือรับจ้างให้บริษัทยักษ์ใหญ่ผู้ค้าเมล็ดพันธุ์ เคมีเกษตร ทำให้ภาคเกษตรเป็นทาสจมปลักในสารพิษ

เรื่องพรรค์นี้ทำไม่ได้เด็ดขาด ถ้าไม่ได้รับความเห็นชอบจากผู้กุมอำนาจรัฐ จะโทษนักวิชาการ ข้าราชการขายตัวไม่ได้ ผู้ใหญ่ผู้โตในบ้านเมืองก็ได้อิงอวยเอื้อผลประโยชน์กับพ่อค้ามหาเศรษฐี เจ้าสัว จนถูกมองว่าเป็น "รัฐบาลเพื่อ เจ้าสัว"

แผ่นดินไทยจึงเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อการแพร่กระจายของพืชผีดิบ เพราะพฤติกรรมขายตัว ขายชาติของนักวิชาการ และข้าราชการบางพวก รวมทั้งผู้กุมอำนาจรัฐ ทำให้แม่น้ำสายหลัก 48 สายมีแต่สารพิษเคมีเกษตร อุตสาหกรรม

จะไม่ให้ชาวบ้าน คนรู้ทัน หรือนักวิชาการที่เฝ้ามองพฤติกรรมขายตัว ขายชาติได้รับรู้ ยืนยันความชั่วร้าย ได้อย่างไร เพราะคำว่า "ศาสตร์พระราชา" "เศรษฐกิจพอเพียง" ถูกใช้เป็นหน้าฉากเวลาไปพูดต่างประเทศ หรือบนเวทีให้ดูมีราคา คุณค่า

เป็นเพียงคำพูด ทางปฏิบัติยังไม่เห็นจริงจัง เข้าทำนอง "พูดอย่าง ทำอย่าง"

ทุกวันนี้มีแต่โครงการขนาดใหญ่ระดับหมื่นล้าน แสนล้านบาท ผูกพันประเทศให้พอกพูนหนี้สิน ต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะจ่ายคืนได้หมดสิ้น เพิ่มความเสี่ยงถ้าเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ต้องขายทรัพย์สินแผ่นดินใช้หนี้ ดังที่เกิดขึ้นกับกรีซ อาร์เจนตินา

ไปพูดให้ดูดีเรื่องปัญหาโลกร้อน แต่ส่งเสริมการใช้ถ่านหินในภาคเอกชนอย่างจริงจัง อ้างว่าเป็นเรื่องการลงทุนของเอกชน ทั้งๆ ที่อยากให้การไฟฟ้าฯ หน่วยงานของรัฐอื่นๆ ใช้ถ่านหินจนตัวสั่น และที่ถ่านหินไม่ว่าใช้โดยใครก็เกิดปัญหาเดียวกัน

ดังนั้น ร่างกฎหมายเกี่ยวกับพันธุ์พืชจึงถูกมองว่าอวยเจ้าสัว จะตอกตราบาปขนาดใหญ่บนแผ่นดินไทยในภาคเกษตร ทั้งๆ ที่ความหลากหลายในชีวภาพและพันธุ์พืชมีในเขตร้อนมากกว่ากลุ่มประเทศในเขตหนาว เช่น ยุโรป และอเมริกาเหนือ

จะต้องไม่โกรธ แต่นิ่งฟัง วิเคราะห์ให้ดี สำหรับข้อกล่าวหาว่า "ขายชาติ" ถ้ามีเหตุผลอธิบาย แก้คำครหาได้ ต้องเปิดเวทีว่ากันให้เต็มที่ ในบรรยากาศโปร่งใส ไม่รวบรัดตัดตอนเหมือนทำประชาพิจารณ์เรื่องอื่นๆ เช่น การใช้ถ่านหิน เรื่องพลังงาน

วันก่อนมีคำครหาว่า "บัตรคนจน" มูลค่า 300 บาทต่อเดือนนั้นเป็นนโยบาย "อวยเจ้าสัว" เพราะยอดซื้อสินค้าขายในร้านค้าโครงการประชารัฐแต่ละปีมีมากหลายหมื่นล้านบาท หน่วยงานของรัฐต้องปฏิเสธพัลวัน ลิ้นพันกันเพราะร้อนตัว

ต้องยอมรับว่าสินค้ามาจากผู้ผลิต รัฐบาลไม่ได้ผลิตเอง แต่มีสักกี่รายได้เข้าร่วมโครงการผลิตสินค้าประชารัฐและรูปแบบอื่นๆ ผู้ใหญ่ผู้โตต้องแสดงความโปร่งใส ที่ต้องแก้ตัวแล้วชาวบ้านคนรู้ทันไม่เชื่อ เพราะวิกฤตศรัทธา ปัญหาความน่าเชื่อถือ

โครงการที่ใช้เงินมหาศาล มีข้อสงสัยว่าไปรอดหรือไม่ หรือต้องพึ่งเจ้าสัวรับซื้อไป เป็น "ไม่รอดโดยเจตนา" หรือ "ไร้ความสามารถบริหารจัดการ" ก็แล้วแต่มุมมอง

โธ่! ดูโครงการรถไฟฟ้าของเอกชนบริหาร กับของโครงการแอร์พอร์ตลิงก์ก็รู้! ของเอกชน บีทีเอสโกยเงินไม่รู้เรื่อง แต่ของ ร.ฟ.ท.ร่อแร่ดูทุเรศสุดๆ แถมยังกัดกันเอง นี่ก็เตรียมเอาที่ดินผืนงามกลางเมืองประเคนให้กลุ่มเจ้าสัวทำโครงการขนาดยักษ์อีก

นี่พิสูจน์คำพูดที่ว่า ประเทศนี้ไม่เคยมีผู้บริหารบ้านเมือง รักชาติจริง!.

คอลัมน์ ข่าวลึก ปมลับ: คดีทุจริตตามหลอนชินวัตร จับตา'โอ๊ค'หลุดฟอกเงิน! - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2560

นพรัฐ พรวนสุข

มรสุมคดีความตระกูล "ชินวัตร" ยังไม่จบ เมื่ออัยการสูงสุด เตรียมตั้งแท่น ฟื้นคดีความของ "ทักษิณ ชินวัตร" พี่ใหญ่ตระกูล "ชินวัตร" ที่มีคดีความถูกฟ้องเป็นจำเลยต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่ ศาลฎีกาฯ จำหน่ายคดีออกจากสารบบชั่วคราว เพราะทักษิณหนีคดี

4 คดีใหญ่ที่ถูกรื้อขึ้นมาพิจารณา คือ คดีปล่อยกู้ของเอ็กซิมแบงก์ หรือธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย, คดีที่อัยการสูงสุดยื่นฟ้องทักษิณ เป็นจำเลยในคดีแปลงสัญญาสัมปทานโทรคมนาคม เอื้อประโยชน์ธุรกิจของตัวเองและครอบครัว, คดีหวยบนดิน และสุดท้าย คดีทุจริตการปล่อยกู้ธนาคารกรุงไทย

เท่ากับว่า หากมีการพิจารณาคดีลับหลังทักษิณ ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองฉบับปัจจุบัน ที่มีการเขียนเพิ่มให้ศาลฎีกาฯ พิจารณาคดีลับหลังจำเลยได้ สิ่งที่สังคมเคยสงสัยว่า ทักษิณกระทำผิด อีกหลายกรรมหลายคดี ก็จะได้กระจ่างชัด

หากคดีไหนไม่ผิด ศาลก็จะได้ยกฟ้องไป แต่หากคดีไหน ศาลตัดสินว่า ผิด ทักษิณที่ถึงตอนนี้ การกลับประเทศ ประตูถูกปิดสนิทแล้ว โอกาสจะกลับ มาไทยได้ก็ยิ่งยาก โอกาสแทบจะไม่มีเหลืออยู่เลย

โดยเฉพาะคดีทุจริตปล่อยกู้กรุงไทย หากมีการพิจารณาไต่สวนคดีในศาล ก็จะได้ทำให้ สังคมได้รับรู้กันเสียทีว่า "บิ๊กบอส" ที่สั่งอดีตบอร์ด และเจ้าหน้าที่ธนาคารกรุงไทย ให้ปล่อยสินเชื่อให้กลุ่มกฤษดามหานคร คือ ใครกันแน่ ใช่ทักษิณ หรือไม่

และก็เป็นคดีกรุงไทย อีกเช่นกัน ที่กำลังจะตามหลอน คนตระกูล ชินวัตร อีกหนึ่งคน นั่นก็คือ "โอ๊ค-พานทองแท้ ชินวัตร" ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของทักษิณ

หลังล่าสุด เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา พนักงานสอบสวนดีเอสไอ ที่ทำคดี ฟอกเงินจากการทุจริตอนุมัติเงินกู้ของธนาคารกรุงไทย ได้ส่งหมายเรียกไปที่บ้านพักของ พานทองแท้ กับพวกรวมทั้งหมด 4 คน ให้มาพบพนักงานสอบสวนในวันที่ 24 ต.ค.นี้ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อรับทราบข้อหาฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงิน

คดีพานทองแท้ มีข้อสงสัยกันมาก ว่าทำไมอัยการถึงไม่ยื่นฟ้องไปพร้อมกับ อดีตผู้บริหารธนาคารกรุงไทยและอดีตผู้บริหารกลุ่มกฤษดามหานคร ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ ตั้งแต่แรก ซึ่งคดีนั้น ศาลฎีกาฯ ตัดสินจำคุกผู้เกี่ยวข้องกันไปหมดแล้ว

ตอบได้ว่าเป็นเพราะหลัง คตส.สอบสวนคดีดังกล่าว แล้วส่งสำนวนไปให้อัยการ ทางอัยการพิจารณาแล้วเห็นว่า การที่ คตส. ขอให้ดำเนินคดีกับนายพานทองแท้ กับพวก รวม 4 คน ฐานรับของโจร เป็นการกระทำความผิดหลังจากการกระทำ ความผิดของจำเลยคดีกรุงไทย คือ พวกอดีตผู้บริหารกรุงไทยและผู้บริหารกลุ่ม กฤษดามหานคร ทำสำเร็จไปแล้ว ในเรื่องการปล่อยและรับเงินกู้ธนาคารกรุงไทย

แต่กรณีของพานทองแท้กับพวก เป็นเรื่องการสอบสวนว่า ผู้เกี่ยวข้องกับการได้เงินกู้ดังกล่าว ได้ให้ผลประโยชน์กับพานทองแท้และพวก จึงเป็นคนละส่วนกัน และที่สำคัญ พานทองแท้กับพวก มิได้เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จึงไม่อาจส่งฟ้องต่อศาลฎีกาฯ พ่วงไปกับจำเลยคดีกรุงไทยได้ ต้องแยกฟ้องต่อศาลอาญาที่มีเขตอำนาจ

อีกทั้ง คตส.ตอนนั้นใช้อำนาจแบบเดียวกับ ป.ป.ช. จึงไม่มีอำนาจไต่สวน นายพานทองแท้กับพวก เพราะมิได้เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และมิได้เป็นตัวการ ผู้ใช้หรือผู้สนับสนุนเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำความผิด

จึงทำให้ต่อมา มีการส่งสำนวนไปให้ดีเอสไอ สอบสวน ในสองความผิดคือ คดีรับของโจรและคดีฟอกเงิน โดยอายุความของคดี ต้องให้เริ่มต้นนับจากวันที่พบการกระทำความผิดเกิดขึ้น ซึ่งวันนี้คดีรับของโจร หมดอายุความไปแล้ว ขณะที่ คดีฟอกเงิน จะหมดอายุความในช่วงมิถุนายนปีหน้า

หากดูจากทิศทางคดีที่ผ่านมา มีข่าวว่า พานทองแท้ อาการโคม่า อาจตกเป็นผู้ต้องหาคดีนี้ เพราะดูในรูปคดีมีหลักฐานมัดแน่น แต่ก็มีนักกฎหมายบางคน ชี้ช่องไว้ว่า พานทองแท้ ก็มีโอกาสรอดคดีเช่นกัน แต่จะเกิดขึ้นได้ จะต้องมีใคร บางคน ที่จะตกเป็นผู้ต้องในคดีนี้ ต้องยอมเอาตัวเข้าแลก ขอรับผิดชอบ เพื่อกันให้ พานทองแท้ หลุดจากคดี

วิธีการก็คือ ต้องมีใครบางคนที่ถูกกล่าวหาในคดีขอรับผิดคนเดียว โดยให้ การตัดตอนไปว่า เรื่องที่มีอดีตผู้บริหารกฤษดามหานคร ได้โอนเงินเข้าบัญชี พานทองแท้ สองครั้ง ครั้งแรก 26 ล้านบาท และครั้งที่สอง 10 ล้านบาท เป็นเรื่องของความเข้าใจผิด โอนเงินเข้าบัญชีผิดไปเข้าบัญชีพานทองแท้

ซึ่งคนนั้น ต้องยอมสารภาพ ต้องยอมเสี่ยง รับผิดทั้งหมด เพื่อกัน พานทองแท้ ให้ออกจากคดี ชื่อจะได้หลุดในชั้น ดีเอสไอ-อัยการ ไปเลย ไม่ต้องไปเสี่ยงลุ้นคดีในชั้นศาล

แง่มุมการหลบเลี่ยงการต่อสู้คดีต่างๆนานา ย่อมคิดได้ แต่ก็ใช่ว่า ดีเอสไอ จะยอมรับฟังคำให้การ จนตัดชื่อ พานทองแท้ ออกจากคดีกันแบบง่ายๆ เพราะหากทำแบบนั้น ยุติคดีกันง่ายๆ ชื่อพานทองแท้หลุดไปในตอนท้ายๆ ก่อนสั่งฟ้อง ดีเอสไอกับอัยการถูกวิจารณ์หนัก จมธรณีอย่างไม่ต้องสงสัย

เลี่ยงสอบทุจริตฉุดคะแนนนิยม'ดูเตอร์เต' - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2560

กรุงเทพธุรกิจ-ผลสำรวจความคิดเห็นชาวฟิลิปปินส์ล่าสุด บ่งชี้ คะแนนนิยม ของประธานาธิบดีดูเตอร์เต ดิ่งลง อย่างหนัก ผลพวงจากนโยบายกวาดล้าง ยาเสพติด และการหลีกเลี่ยงไม่ยอมถูก ตรวจสอบ เพื่อเคลียร์ข้อกล่าวหาร่ำรวย ผิดปกติ

ผลสำรวจของโซเชียล เวทเธอร์ สเตชันส์ จัดทำโดยการสัมภาษณ์ ชาวฟิลิปปินส์วัยผู้ใหญ่ 1,500 คน ระหว่างวันที่ 23-27 ก.ย. เผยว่า คะแนน นิยมของประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตอร์เต ของฟิลิปปินส์ ลดลงอย่างฮวบฮาบถึง 18 จุด ลงไปอยู่ที่ 48 อยู่ในระดับ "ดี" จากผลสำรวจเมื่อเดือนม.ย. ที่มีคะแนน นิยม 66 อยู่ในระดับที่ "ดีมาก"

ทั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกที่คะแนน ความพึงพอใจในผลงานของประธานาธิบดี ฟิลิปปินส์ตกต่ำอย่างหนัก นับตั้งแต่ เข้ารับตำแหน่งเมื่อปีที่แล้ว ท่ามกลาง เสียงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับนโยบาย กวาดล้างยาเสพติด และเรื่องที่เขาไม่ยอม ให้ความร่วมมือกับคณะกรรมการ ตรวจสอบการทุจริตประพฤติมิชอบ ในการตรวจสอบเรื่องความร่ำรวยผิดปกติ และไม่ได้แสดงบัญชีทรัพย์สินตามที่ กฎหมายบังคับ

วุฒิสมาชิกอันโตนีโอ ตรียาเนส จากพรรคฝ่ายค้าน เป็นผู้ที่จุดประเด็น ให้มีการตั้งคำถามความไม่ชอบมาพากล เกี่ยวกับการบริหารประเทศของนาย ดูเตอร์เต พร้อมทั้งระบุว่า นายดูเตอร์เต ยักยอกเงินกองทุนของรัฐในสมัย ดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองดาเวา เป็นเวลานานกว่า 2 ทศวรรษ ขณะที่ผลสำรวจด้านความไว้วางใจ บ่งชี้ว่า ชาวฟิลิปปินส์ มีความไว้เนื้อเชื่อใจ ผู้นำลดลง 15 จุด อยู่ที่ 60 แต่ยังอยู่ระดับ "ดีมาก" ต่างจากเมื่อเดือนมิ.ย. ที่สูงถึง 75 อยู่ระดับ "ดีเยี่ยม" แต่ถึงแม้จะอยู่ใน ระดับดี แต่ก็จุดกระแสเรียกร้องให้ยุติ การสังหารผู้ต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับ ยาเสพติด ที่ส่วนใหญ่เป็นคนยากจน หน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชนฮิวแมน ไรท์ วอทช์ ระบุว่า มาตรการปราบผู้ค้า ยาเสพติดของประธานาธิบดีดูเตอร์เต ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว ประมาณ 7,000 ราย จากเหตุวิสามัญฆาตกรรม แต่ในช่วงที่ เป็นผู้บริหารเมืองดาเวา นายดูเตอร์เต สร้างความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจให้แก่ เมืองนี้อย่างมาก ทำให้เศรษฐกิจของเมือง ขยายตัวมากถึง 9.4% สูงกว่าพื้นที่อื่นๆ ของฟิลิปปินส์