You are here

สรุปข่าว CG และคอร์รัปชัน - 11 กรกฎาคม 2561

ปปช.ยื้อนาฬิกาหรูป้อมอีก อ้างไม่ได้'ซีเรียลนัมเบอร์' - ไทยโพสต์

Former Phuket official jailed over Bt700m title deed scam - THE NATION

ก.พ.แจงแนวฟันโกงกองทุนเสมา - ข่าวสด

'ดีเอสไอ'ปิดคดี'ปล่อยกู้กรุงไทย' 'ชัยณรงค์-อุตตม'ไม่เกี่ยวฟอกเงิน - มติชน

ตั้งกก.ไต่สวนเด็กกินขนมจีน-น้ำปลา - มติชน

คอลัมน์ ต่อ ต้าน คอร์รัปชัน: วิชา/การ/ต้านโกง - แนวหน้า

เด้งผู้ว่าฯเชียงรายฉาวทั่วโลก สื่อนอกปูดปมขวางทุจริตงบ - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

'นาจิบ'หลุดโผอัยการสวิสสอบสินบน1MDB - ไทยโพสต์

ปปช.ยื้อนาฬิกาหรูป้อมอีก อ้างไม่ได้'ซีเรียลนัมเบอร์' - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

นนทบุรี * มีรายงานจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่า เมื่อวันที่ 10 ก.ค.ได้มีการประ ชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.เพื่อพิจารณาความคืบหน้ากรณีการ ครอบครองนาฬิกาหรูของ พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม โดยไม่แจ้งบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. ซึ่งคณะทำงานสอบสวนข้อเท็จ จริงได้รายงานให้ที่ประชุม ป.ป.ช. รับทราบความคืบหน้าการดำเนินการแสวงหาข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าว โดยได้สอบปากคำพยานบุค คลที่เกี่ยวข้องในคดีครบถ้วนแล้ว

ทั้งนี้จะขอให้ที่ประชุม ป.ป.ช.ทำหนังสือไปยังบริษัทผู้ผลิตนาฬิกาหรูเรือนต่างๆ ที่เป็นบริษัทแม่ที่อยู่ต่างประเทศ เพื่อขอข้อมูลหมายเลขซีเรียลนัมเบอร์นาฬิกาหรูทุกเรือน จะได้ทราบว่ามีใครเป็นผู้ซื้อนาฬิกาตัวจริง เนื่องจากบริษัทตัวแทนจำหน่ายนาฬิกาหรูในประเทศไทยไม่ยอมให้ข้อมูลเรื่องซีเรียลนัมเบอร์ว่าใครเป็นผู้ครอบครองที่แท้จริง ทำให้ ป.ป.ช.ยังไม่สามารถพิจารณาว่าจะตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนในเรื่องดังกล่าวได้หรือไม่

ผู้สื่อข่าวรายงาน ป.ป.ช.ได้ใช้เวลาในการสอบกรณีการครอบ ครองนาฬิกาหรูของ พล.อ.ประ วิตรยาวนานกว่า 7 เดือน นับจากวันที่ 7 ธ.ค.60 ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้มีมติให้ พล.อ.ประวิตรทำหนังสือชี้แจงเรื่องดังกล่าวเป็นลายลักษณ์อักษรต่อ ป.ป.ช.ภายใน 30 วัน นับจากวันที่ได้รับหนังสือจาก ป.ป.ช.

วันเดียวกัน สำนักงาน ป.ป.ช. แจ้งว่าจะมีการเปิดเผยบัญชีแสดงรายการบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองของ พล.อ.กิตติพงษ์ เกษโกวิท สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ กรณีพ้นตำแหน่งเมื่อวันที่ 15 พ.ค.61 ให้สาธารณชนทราบระหว่างวันที่ 13-17 ก.ค.นี้

Former Phuket official jailed over Bt700m title deed scam - THE NATION Issued date 11 July 2018

THE NATION

A FORMER official of the Phuket Provincial Land Office has been jailed for five years for his role in the illegal issuance of a title deed for a sevenrai plot on Sirinat National Park's Layan Beach.

The land's value has been estimated at Bt700 million.

Former land surveyor Sakkarin Sutthicharawattana was found guilty by the Criminal Court for Corruption and Misconduct Cases of abusing his authority by colluding with other officials to issue the deed.

He was also convicted of planning to falsify state documents so they would align with information provided by the purchaser, Anuparp Vejvanijsanong, Department of Special Investigation (DSI) deputy chief Pol Lt Colonel Prawuth Wongsinil said.

Park officials evicted private-sector occupants in 2004 and the property has since been used as a base of operations for the Layan Forest Protection Unit, though the title deed remained valid.

The Land Department can now use the court verdict in the case to revoke the outstanding title deed, Prawuth said. He estimated the property's worth at the popular seaside locale at Bt700 million, or Bt100 million per rai.

Prawuth explained that Anuparp obtained title deed No 20777 in September 2001 based on a Sor Kor 1 (SK-1) claim certificate that had been under another man's name and was then transferred to two women.

The authorities found that the property was actually in a different location than stated in the SK-1 certificate. It had not been occupied or used before May 1954 as claimed, Prawuth said. It had been identified as a "sand dune" and thus would not qualify for SK-1 status, he said.

Anuparp and the two women whose names appeared on the SK-1 document were deemed liable for legal action.

The late Tawatchai Anukul, former chief of the Phuket Provincial Land Office who was also charged, died in mysterious circumstances in August 2016 while in DSI custody.

ก.พ.แจงแนวฟันโกงกองทุนเสมา - ข่าวสด ฉบับวันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

กระทรวงศึกษาธิการ - เมื่อวันที่ 10 ก.ค. นายการุณ สกุลประดิษฐ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวถึงความคืบหน้าการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย ผู้เกี่ยวข้องทุจริตกองทุนเสมาพัฒนาชีวิต ซึ่งมีผู้ที่เกี่ยวข้องเป็นข้าราชการตั้งแต่ระดับ (ซี) 8-11 และอยู่ในหลายสังกัด ว่า จากข้อหารือไปยังสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) โดยกรณีที่มีส่วนเกี่ยวข้องแต่พฤติกรรมไม่ผิดวินัย ซึ่ง ทางก.พ.ได้ตอบมาแล้วว่า ถ้าเกี่ยวข้องกับข้าราชการสังกัดใด ก็ให้ผู้มีอำนาจสั่งบรรจุข้าราชการรายนั้นๆ เป็นผู้พิจารณา เช่น ข้าราชการระดับ 8-9 สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ก็ให้เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) เป็นผู้มีอำนาจพิจารณาสั่งการ ข้าราชการระดับ 10-11 ให้ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ เป็นผู้มีอำนาจพิจารณาสั่งการ ส่วนข้าราชการต่างสังกัดระดับ 10-11 เช่น สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี ก็ให้นายกรัฐมนตรี เป็น ผู้มีอำนาจพิจารณาสั่งการ

ตอนนี้คณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงได้สรุปและส่งสำนวนทั้งหมดให้ผู้มีอำนาจสั่งบรรจุพิจารณาแล้ว ซึ่งมีผู้เกี่ยวข้องตั้งแต่ปี 2548 จนถึงปัจจุบัน ตั้งแต่ระดับปลัดกระทรวง รองปลัด ผอ.กองทุนเสมาฯ รองเลขาธิการองค์กรหลักต่างๆ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และผู้รับโอนเงินที่ปรากฏในสำนวน ทั้งนี้ การพิจารณาสั่งการลงโทษทางวินัยขึ้นอยู่กับผู้มีอำนาจพิจารณาสั่งการ ขึ้นอยู่กับว่าใครมีมูล หรือไม่มีมูล ก็ว่ากันไป เช่น ประมาทเลินเล่อ หรือเข้าไปมีส่วนรู้เห็นหรือไม่ โดยสำนวนทั้งหมดได้ส่งให้ นพ.ธีระเกียรติ พิจารณาแล้ว

ส่วนการดำเนินการกับนางรจนา สินที อดีตนักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ ระดับ 8 สำนักส่งเสริมกิจการการศึกษา สำนักงานปลัดศธ. ทราบว่า สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง. )ได้เข้าไปยึดทรัพย์มูลค่าได้ประมาณ 6 ล้านบาท แต่เป็นทรัพย์สินติดจำนองทั้งหมด ทั้งนี้ มียอดรวมเงินกองทุนฯ ที่ถูกโกงไปยอดคือ 77 ล้านบาท ส่วนการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ ขณะนี้กำลังรอคำตอบจากกระทรวงการคลัง ว่าจะนำเงินดอกเบี้ยกองทุนมาจ่ายได้หรือไม่

'ดีเอสไอ'ปิดคดี'ปล่อยกู้กรุงไทย' 'ชัยณรงค์-อุตตม'ไม่เกี่ยวฟอกเงิน - มติชน ฉบับวันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้ทำเอกสารข่าวชี้แจง กรณีนายวันชัย บุนนาค ทนายความอิสระ ยื่นหนังสือถึงอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ให้ดำเนินคดีกับธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และอดีตผู้บริหารธนาคารกรุงไทย ทั้ง 5 คน ประกอบด้วย นายวิโรจน์ นวลแข, ร้อยเอก สุชาติ เชาว์วิศิษฐ, นายมัชฌิมา กุญชร ณ อยุธยา, นายชัยณรงค์ อินทรมีทรัพย์ และนายอุตตม สาวนายน ในความผิดฐานฟอกเงิน คดีการปล่อยกู้ของธนาคารกรุงไทยให้เครือกฤษดามหานคร เพื่อนำไปชำระคืนเจ้าหนี้เดิม คือ ธนาคารกรุงเทพ เป็นการกระทำความผิดและคดีถึงที่สุดแล้ว และได้พิพากษาแล้วว่า การนำเงินกู้ที่ได้ไปใช้ผิดประเภท ในคดีดังกล่าวเป็นคดีมูลฐาน เข้าข่ายการกระทำความผิดทางอาญาฐานฟอกเงิน และไม่มีกฎหมายใดยกเว้นไว้ว่า บุคคลใดที่เข้าข่ายการกระทำความผิดฐานฟอกเงินนั้น หากถูกดำเนินคดีอาญาแล้ว จะได้รับการยกเว้นโทษในคดีความผิดฐานฟอกเงินด้วย อีกทั้งธนาคารกรุงเทพได้ออกหนังสือปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ซึ่งเป็นที่มาของการลดหนี้ และนำเงินไปใช้ผิดประเภท เข้าข่ายความผิดฐานฟอกเงินกว่า 3,300 ล้านบาท กระจายไปยังบุคคลต่างๆ มากกว่า 100 ราย แต่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าคณะกรรมการ ปปง. เลือกดำเนินคดีร้องทุกข์กับบุคคลที่เข้าข่ายกระทำความผิดเพียงบางรายเท่านั้น โดยไม่ดำเนินคดีกับธนาคารกรุงเทพ และอดีตผู้บริหารธนาคารกรุงไทย ซึ่งเป็นต้นเหตุของการฟอกเงิน ทั้งนี้ ที่ผ่านมาตนได้เดินทางมายื่นหนังสือพร้อมพยานหลักฐาน ให้ดีเอสไอดำเนินคดีกับบุคคลที่เกี่ยวข้องแล้วกว่า 10 ครั้ง แต่ยังไม่พบว่า ดีเอสไอจะดำเนินการอย่างไร โดยเฉพาะการเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องมาดำเนินการตรวจสอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งในประเด็นดังกล่าวอาจทำให้สังคมตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ ดำเนินคดีกับบุคคลบางกลุ่มเท่านั้น

โดยเอกสารระบุว่า กรณีดังกล่าวดีเอสไอ พบว่า นายวันชัยได้ยื่นเรื่องมายังกรมสอบสวนคดีพิเศษตั้งแต่ปลายปี พ.ศ.2558 และพนักงานสอบสวนได้สอบปากคำ รวมทั้งได้หารือไปยังอัยการสูงสุดว่า ดีเอสไอมีอำนาจดำเนินคดีอาญากับกรรมการธนาคารกรุงไทย อีก 2 คน ที่ยังไม่ถูกดำเนินคดีโดย ป.ป.ช. คือ 1.นายชัยณรงค์ และ 2.นายอุตตม ได้หรือไม่ ซึ่งสำนักงานอัยการสูงสุดมีหนังสือตอบข้อหารือ เลขที่ อส.0010.4/6358 ลงวันที่ 23 มิถุนายน 2559 แจ้งว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษไม่มีอำนาจดำเนินคดี ส่วนคดีฐานฟอกเงินนั้น บุคคลดังกล่าวเกี่ยวข้องในชั้นการพิจารณาอนุมัติเงิน อันเป็นคนละขั้นตอนกับการโอน รับโอน หรือดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำผิดอันจะเป็นความผิด จึงไม่มีการดำเนินคดีฐานฟอกเงิน อย่างไรก็ตาม กรมสอบสวนคดีพิเศษได้มีหนังสือส่งคำกล่าวโทษของนายวันชัย เรื่องกรรมการทั้ง 2 คนไปยังสำนักงาน ป.ป.ช.เพื่อพิจารณาแล้ว ส่วนเรื่องของธนาคารกรุงเทพ ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งมีอำนาจหน้าที่กำกับดูแลตามกฎหมาย ได้ตรวจสอบไม่พบความผิดปกติในการดำเนินการของธนาคาร กรมสอบสวนคดีพิเศษจึงมิได้ดำเนินคดี ซึ่งประเด็นของนายวันชัยทั้งหมด กรมสอบสวนคดีพิเศษได้มีหนังสือแจ้งผลการดำเนินการให้นายวันชัยทราบแล้ว ตามหนังสือ เลขที่ ยธ 0812/1368 ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2559 คำร้องที่ยื่นมานี้เป็นข้อเท็จจริงเดียวกัน

ตั้งกก.ไต่สวนเด็กกินขนมจีน-น้ำปลา - มติชน ฉบับวันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

จากกรณีเครือข่ายผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนบ้านท่าใหม่ หมู่ 17 ต.ประสงค์ อ.ท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี ร้องเรียนการจัดอาหารกลางวันขนมจีนคลุกน้ำปลาให้นักเรียนชั้นอนุบาล ต่อมาสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) สุราษฎร์ธานี เขต 2 ตรวจสอบพบมีมูลการทุจริต โดยคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) มีคำสั่งให้นายสมเชาว์ สิทธิเชนทร์ ผู้อำนวยการโรงเรียน ออกจากราชการไว้ก่อน และดำเนินการสอบสวนทางวินัย ซึ่งสำนักงาน ป.ป.ช.ประจำจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้ส่งสำนวนการสอบสวนให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ส่วนกลางพิจารณาไต่สวนความผิดนั้น

ล่าสุดเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม นายพล ศรัทโธ ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ป.ป.ช.) ประจำจังหวัดสุราษฎร์ธานี เปิดเผยว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้มีมติแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริง ซึ่งสำนักงาน ป.ป.ช.ประจำจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้ใช้อำนาจเหตุควรสงสัยเข้าไปตรวจสอบและสรุปสำนวนเสนอความเห็นต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.เมื่อวันที่ 21 มิถุนายนที่ผ่านมา ขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนออกคำสั่งให้นายสมเชาว์ สิทธิเชนทร์ อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านท่าใหม่ เข้าพบพนักงานสอบสวน ป.ป.ช.เพื่อเปิดโอกาสให้ชี้แจงข้อเท็จจริง

ด้านนายชุมพล ศรีสังข์ ศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) สุราษฎร์ธานี กล่าวว่า การสอบสวนความผิดวินัยร้ายแรงคณะกรรมการฯยังดำเนินการอยู่ และไม่มีรายงานปัญหาอุปสรรค ซึ่งอาจต้องใช้เวลาภายใต้กรอบการทำงาน 180 วัน

คอลัมน์ ต่อ ต้าน คอร์รัปชัน: วิชา/การ/ต้านโกง - แนวหน้า ฉบับวันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

รศ.ดร.ต่อตระกูล ยมนาค และดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค

ต่อภัสสร์ : พ่อเคยถูกถามบ้างไหมครับว่าในฐานะนักวิชาการ ทำการศึกษาวิจัย และเขียนบทความเปิดโปงกระบวนการทุจริตและวิธีการต่อต้านคอร์รัปชันมามากมาย สร้างผลกระทบได้จริงหรือไม่ หรือสุดท้ายแล้ว ทั้งงานวิชาการและบทความเหล่านี้ก็ได้แต่ไว้ผ่านสายตา ผู้อ่านให้รู้สึกดีเฉยๆ แล้วก็เอาขึ้นหิ้ง ต่อไป ใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้จริง

ต่อตระกูล: แน่นอน เคยโดนถามอยู่เป็นประจำตั้งแต่เริ่มทำงานเรื่องการ ต่อต้านคอร์รัปชันมาเมื่อ 15 ปีที่แล้ว แรกๆ ที่ถูกถามคำถามนี้ก็รู้สึกน้อยใจอยู่เหมือนกัน แต่พอกลับมามองทบทวนดูว่างานวิชาการต่างๆ นั้น ใช้ประโยชน์ไม่ได้เลยจริงๆ อย่างที่เขาถามมาหรือ ก็พบว่าไม่ใช่ เพียงแต่ผลกระทบที่เกิดขึ้น อาจไม่รวดเร็วทันใจผู้ถาม หรือ ไม่สร้างความเปลี่ยนแปลงยิ่งใหญ่มากพอที่จะทำให้คนจำนวนมากรู้สึกได้

พ่อจะยกตัวอย่างงานชิ้นหนึ่งที่เคยศึกษาไว้เมื่อหลายปีก่อนว่าจะเป็นอาวุธสำคัญในการต่อต้านคอร์รัปชันในวงการการก่อสร้างได้ และได้เริ่มผลักดันให้เกิดขึ้นจริงแล้ว คือเรื่องการส่งเสริมให้มีความโปร่งใสในการประมูลงานก่อสร้างภาครัฐ โดยการเปิดเผยข้อมูลทุกขั้นตอนต่อสาธารณะ ให้รู้ว่าหน่วยงานไหนจะมีการประมูลอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ ในราคากลาง เท่าใด และมีการกำหนดเงื่อนไขกติกา (TOR) ไว้อย่างไร มีการกำหนดอะไรไว้ที่เอื้อต่อผู้ที่จะเข้าประมูลรายใดรายหนึ่ง หรือที่เรียกว่าการล็อกสเปกหรือไม่ จนปัจจุบันมาตรการนี้ได้ถูกกำหนดอยู่ใน พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฉบับใหม่ ที่ได้มีผลบังคับใช้จริงแล้ว ในส่วนราคากลางก็ถูกกำหนดโดย ป.ป.ช. ให้ต้องเปิดเผยตัวเลขและเปิดเผยชื่อผู้ทำราคากลางด้วย ในส่วนของความโปร่งใสในการกำหนดเงื่อนไขกติกา (TOR) ในการประมูล ปัจจุบันก็มี "ข้อตกลงคุณธรรม" ที่กำหนดให้มีคณะผู้สังเกตการณ์อิสระ (Independent Observer) เข้าไป สังเกตการณ์การประชุมจัดทำร่าง TOR ได้อย่างใกล้ชิดด้วย มีผลให้การประมูลของรัฐในระยะที่ผ่านมา ประหยัดงบประมาณลงได้ถึง 6.12 พันล้านบาท หรือประมูลได้ต่ำกว่างบประมาณถึงร้อยละ 19 เลยทีเดียว

กลับมาที่ลูกบ้าง ที่ถามแบบนี้แสดงว่าถูกถามมาเหมือนกันหรือ แล้วคิดอย่างไรเมื่อถูกถามแบบนี้

ต่อภัสสร์: จริงๆ ผมก็ถูกถามเป็นประจำตั้งแต่เริ่มตัดสินใจจะทำปริญญานิพนธ์เรื่องการคอร์รัปชันแล้ว แล้วก็ไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไร เพราะตอนนั้นงานวิจัยก็ยังไม่จบ และยังนึกไม่ออกว่าจะนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์จริงอย่างไรได้ตามที่ถามมาเลย แต่พอเรียนจบแล้ว เข้ามาสู่สมรภูมิจริงของสงครามกับการคอร์รัปชันก็ได้พบว่างานวิชาการนั้นเป็นประโยชน์อย่างมหาศาลในการต่อสู้นี้ให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล

วิชาการต้านโกงที่ผมกล่าวถึงนี้ หากพิจารณาคำดีๆ จะพบว่ามี 2 ความหมาย แอบแฝงอยู่ ความหมายแรก คือ

"วิชาการ" ที่มักเป็นกรอบทฤษฎี งานวิจัย บทความที่ศึกษาและวิเคราะห์เรื่องการคอร์รัปชัน และการต่อต้านการคอร์รัปชัน และความหมายที่สอง คือ "วิชา" ที่ใช้ในการเรียนการสอน ซึ่งทั้งสองความหมายนี้มี ความเชื่อมโยงกันอยู่อย่างมาก และในความเห็น ของผม เป็นสิ่งที่สำคัญมากในการต่อสู้กับการคอร์รัปชัน

สำหรับความหมายแรก ผมเห็นด้วยตามที่พ่อกล่าวมาเลยว่า วิชาการความรู้นั้นหลายๆ ครั้งกว่าจะนำมาใช้จริงให้เกิดผลได้ ต้องใช้เวลานานเหลือเกิน จนบางครั้งรู้สึกว่าไม่มีประโยชน์ แต่ถ้าไม่มีองค์ความรู้เหล่านี้ ก็คงจะเป็นไปไม่ได้ที่วันนี้เราจะมีนโยบายการเปิดเผยข้อมูลโครงการก่อสร้าง ที่สามารถนำไปสู่การตรวจสอบได้ง่ายและไม่เป็นภาระแก่เจ้าหน้าที่มากจนเกินไป หรือก็คงไม่มีแนวคิดจะเริ่มรวบรวมรหัสวัสดุก่อสร้าง เพราะไม่รู้จะเอาไปทำอะไร

ผมขอยกตัวอย่างงานวิจัยบางชิ้นที่ผมได้ร่วมศึกษากับคณะวิจัย SIAM lab ของคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ที่กำลังจะได้นำผลไปใช้ประโยชน์จริงแล้ว งานวิจัยชิ้นหนึ่งคือการศึกษาเครือข่ายองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันในไทย ว่าปัจจุบันมีจำนวนเท่าไหร่ ทำงานประสานกันอย่างไร และมีวิธีการใดบ้างที่จะสร้างความร่วมมือกันอย่างยั่งยืน โดยไม่เป็นภาระขององค์กรใดองค์หนึ่ง ผลการวิจัยในระยะแรกของงานชิ้นนี้ ได้นำไปสู่การออกแบบแบบจำลองความเชื่อมโยงกันของกลุ่มสื่อสืบสวนสอบสวนเพื่อการ ต่อต้านคอร์รัปชันจริงแล้ว และสนับสนุนการทำงานของโครงการที่ได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากกองทุนธรรมาภิบาลไทยอีกด้วย

สำหรับความหมายที่สองนั่นคือ "วิชา" การต้านโกงนั้น ก็เกิดขึ้นมาได้จากความหมายแรก คือต้องมีองค์ความรู้มาก่อน จึงนำไปออกแบบหลักสูตร เพื่อถ่ายทอดสู่สังคมในวงกว้างได้อย่างมีประสิทธิผล อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสนใจว่าตลอดเวลา 10 ปีที่ผ่านมา มีโครงการอบรมหลักสูตรคุณธรรม ความซื่อสัตย์ ที่มีการประชาสัมพันธ์อย่างกว้างขวางกว่า 15 โครงการ มีผู้เข้าร่วมกว่า 3 ล้านคน ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นเยาวชน ความท้าทายจึงไม่ใช่การสร้างองค์ความรู้ขึ้นมาใหม่ แต่เป็นการเรียบเรียงองค์ความรู้นี้อย่างไร ให้มีความน่าสนใจ และมีความเป็นรูปธรรมมากกว่าแค่สอนให้เป็นคนดี ผลศึกษาจากงานวิจัยเรื่อง ใจบันดาลแรงสู่แรงบันดาลใจ เพื่อการต่อต้านคอร์รัปชัน ของ SIAM lab พบว่ารูปแบบ การปลูกฝังมีความสำคัญมาก โดยพบว่าการสอนผ่านหลักสูตรต่างๆ นี้เป็นเพียงรูปแบบหนึ่งในหลายๆ ช่องทาง เช่น การปลูกฝังผ่านการเล่นเกมส์ การถอดบทเรียนจากประสบการณ์ทำงานจริง หรือการแนะนำเครื่องมือการร้องเรียนที่มีประสิทธิภาพ เป็นต้น นี่จึงเป็นที่มาของโครงการเยาวชนตื่นรู้สู้โกง (Active Youth) โดยองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) และมูลนิธิเพื่อคนไทย ที่มีเป้าหมายออกแบบ วิชาการต้านโกง ที่ไม่ใช่เพียงหลักสูตรอบรมในโรงเรียนเท่านั้น แต่เป็นการรับรู้ผ่านช่องทางที่หลากหลาย และมีสามารถสะท้อนความเป็นจริงของสังคมได้ด้วย

ต่อตระกูล: หวังว่าสิ่งที่เราคุยกันในบทความตอนนี้จะตอบคำถามในใจของท่านผู้อ่านหลายๆ ท่านได้ว่าวิชาการและวิชา การต้านโกงนั้น สำคัญต่อการต่อต้านการคอร์รัปชันมากเพียงใด และที่ผ่านมาได้สร้างความเปลี่ยนแปลงไปแล้วอย่าง ต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ปัญหาการคอร์รัปชัน เป็นปัญหาที่กว้างใหญ่และมีผลกระทบยาวนาน ดังนั้นการแก้ไขทีละจุดๆ อาจไม่ทำให้รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงอันรวดเร็วได้ แต่เมื่องานวิชาการได้ถูกถอดเป็นบทเรียนในการออกแบบวิชาที่มีประสิทธิผล สร้างความตื่นรู้สู้โกงให้กับคนไทยได้อย่างกว้างขวางได้แล้ว ผลกระทบขนาดใหญ่ที่คนไทยหวังจะได้เห็นกันก็จะเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน

เด้งผู้ว่าฯเชียงรายฉาวทั่วโลก สื่อนอกปูดปมขวางทุจริตงบ - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

เด้งผู้ว่าฯเชียงรายฉาวทั่วโลก สื่อนอกปูดปมขวางทุจริตงบ

สื่อนอก - ซิดนีย์มอร์นิ่งเฮรัลด์ หนังสือพิมพ์ชื่อดังของออสเตรเลีย ตีแผ่เรื่องผู้ว่าฯ ณรงค์ศักดิ์ ข้าราชการ "ฮีโร่" ในภารกิจกู้ภัยช่วยเหลือเด็กๆ และโค้ชทีมหมูป่า ออกมาจากถ้ำหลวง ซึ่งได้รับการยกย่องจากคนไทยและนานาชาติในเรื่องความมุ่งมั่นตั้งใจและความสามารถ กลับถูกโยกย้ายในลักษณะของการลงโทษลดตำแหน่ง สืบเนื่องจากความขัดแย้งในเรื่องต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน

รายงานข่าวที่เขียนโดย ไมเคิล รัฟเฟิลส์ บรรณาธิการข่าว (Desk Editor) ของหนังสือพิมพ์ฉบับนี้เริ่มต้นโดยบอกว่า ห่างไกลออกไปจากปากถ้ำหลวง นาย ณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ต้องต่อสู้และพ่ายแพ้ในสมรภูมิอีกแห่งหนึ่ง-สมรภูมิในการรักษาตำแหน่งของตนเอาไว้

"ในยามหน้าสิ่วหน้าขวานของการปฏิบัติงานกู้ภัย ข้าราชการผู้หนึ่งซึ่งได้ก้าวเข้าไปแบกความรับผิดชอบ ในยามที่ขาดไร้คนที่จะแสดงบทบาทเป็นผู้นำ กลับถูก "เด้ง" ออกจากตำแหน่งให้ไปอยู่ในจังหวัดที่เล็กกว่า ขณะที่คนอื่นๆ เอาแต่ทะเลาะเบาะแว้งและเที่ยวโยนกลอง แต่ก็ด้วยคุณสมบัติต่างๆ ที่เขาแสดงออกมาให้เห็นในเวลาที่โลกเฝ้าจับตาติดตามการกู้ภัยช่วยเหลือเด็ก 12 คนและโค้ชฟุตบอลของพวกเขานั่นแหละ ซึ่งทำให้เขาตกเป็นเป้าความเดือดดาลโกรธเกรี้ยวของคณะทหารที่กำลังปกครองประเทศ"

ข่าวของสื่อออสเตรเลียชิ้นนี้ได้อ้างอิง รายงานจากปกของนิตยสาร "ผู้จัดการสุดสัปดาห์" ที่ใช้ชื่อเรื่องว่า "แม่ทัพถ้ำหลวง VS แม่ทัพโรงขยะ" โดยบอกว่า ในเวลาเพียง 1 ปีซึ่งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นายณรงค์ศักดิ์ได้สร้างผลงานอย่างไร้ข้อตำหนิ ในเรื่องการเดินตามระเบียบกฎหมาย การปฏิเสธไม่รับรองพวกโครงการระดับชาติ ที่มีความผิดปกติในเรื่องงบประมาณ ตลอดจนการขุดคุ้ยถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดการทุจริตคอร์รัปชัน เขาบอกว่ามีโครงการใช้ งบประมาณของทางราชการสูงถึง 60% ทีเดียวกลับไม่ได้มีการใช้จ่ายภายในจังหวัดของเขา โดยที่โครงการที่มีความอ่อนไหวทางการเมืองที่สุดได้แก่ การก่อสร้างศูนย์บริหารจัดการขยะและเตาเผาขยะมูลค่า 12 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย ซึ่งสร้างขึ้นมาโดยไม่ได้มีการฟังความเห็นของชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียง รวมทั้งอาจจะใช้งานไม่ได้อีกด้วย

ซิดนีย์มอร์นิ่งเฮรัลด์บอกว่า นายณรงค์ศักดิ์ ยังเปิด "แผลเน่าเปื่อย" ในเรื่องรูปปั้นปลาบึกที่มีความสำคัญทางวัฒนธรรม ซึ่งตั้งอยู่บนเกาะต่างๆ หลายแห่งที่ยังมีข้อพิพาทกันว่าใครเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ตลอดจนงานศิลปะที่มีการซื้อมาในราคา 10 เท่าตัวของมูลค่าจริงๆ พร้อมกันนั้นข่าวนี้ก็อ้างอิงรายงานจากปกของผู้จัดการสุดสัปดาห์ชิ้นดังกล่าว ซึ่งกล่าวว่า นายณรงค์ศักดิ์ เป็นคนมีฝีมือเกินไป และทำความระคายเคืองกวนใจเกินไปต่อพวกผลประโยชน์ทรงอำนาจอิทธิพล จนกระทั่ง พล.อ.อนุพงษ์ และนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้อง "สั่งเด้ง" นายณรงค์ศักดิ์ให้ออกนอกทาง ในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อ 3 เดือนก่อน

ขณะที่การตัดสินย้ายนายณรงค์ศักดิ์ได้กระทำมาหลายเดือนแล้ว แต่เพิ่งมีการประกาศให้ทราบกันเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ขณะที่การปฏิบัติงานกู้ภัยกำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น ชาวไทยจำนวนมากในสื่อสังคมต่างเกิดความข้องใจสงสัยว่า ทำไมบุรุษผู้ซึ่งมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่ามีฝีมือในการบริหารจัดการวิกฤต และได้รับความสนใจอย่างท่วมท้นในระดับระหว่างประเทศ จึงได้ถูกสั่งย้ายเช่นนี้ พร้อมกับขอร้อง พล.อ.ประยุทธ์ให้นาย ณรงค์ศักดิ์เป็นผู้ว่าฯอยู่ที่เชียงรายต่อไป แต่รัฐบาลบอกว่าการโย้ายเป็นส่วนหนึ่งของการปรับเปลี่ยนโยกย้ายข้าราชการประจำปีตามปกติเท่านั้น.

'นาจิบ'หลุดโผอัยการสวิสสอบสินบน1MDB - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

กัวลาลัมเปอร์ * อัยการสวิตเซอร์แลนด์กำลังสอบสวนบุคคล 6 คนที่ต้องสงสัยว่าติดสินบนเจ้าหน้าที่ชาวต่างชาติและการทุจริต โดยเป็นส่วนหนึ่งของการสอบสวนการฟอกเงินที่เกี่ยวโยงกับกองทุนวันเอ็มดีบี แต่อดีต นายกฯ นาจิบ ราซัก ไม่ได้ตกเป็นเป้าหมายการสอบ

สำนักงานอัยการสูงสุดของสวิตเซอร์แลนด์แถลงเมื่อวันอังคารที่ 10 กรกฎาคม 2561 ยืนยันว่า อดีตนายกรัฐมนตรีของมาเลเซียผู้นี้ไม่ได้เป็นหนึ่งในเจ้าหน้าที่รัฐที่ถูกกล่าวหา คำแถลงระบุว่า บุคคล 6 คนที่เจ้าหน้าที่ทางการสวิสกำลังสอบสวนนั้น 2 คนเป็นอดีตเจ้าหน้าที่ของกองทุนวันมาเลเซียดีเวลอปเมนต์เบอร์ฮัด (วันเอ็มดีบี), 2 คนเป็นอดีตเจ้าหน้าที่จากกองทุนความมั่งคั่งจากอาบูดาบี และอีก 2 คนเป็นเจ้าหน้าที่ของกลุ่มบริษัทพลังงาน ปิโตรซาอุดี

กองทุนวันเอ็มดีบีซึ่งอดีตนายกฯ นาจิบเป็นผู้ก่อตั้ง กำลังถูกเจ้าหน้าที่ของอย่างน้อย 6 ประเทศสอบสวนการทุจริตฟอกเงิน นอกจากสวิตเซอร์แลนด์และมาเลเซียแล้ว ยังรวมถึงสหรัฐซึ่งกระทรวงยุติธรรมประเมินไว้ว่า มีเงินราว 4,500 ล้านดอลลาร์ถูกฉ้อโกงจากกองทุนความมั่งคั่งแห่งรัฐกองทุนนี้

นาจิบซึ่งพ่ายแพ้การเลือกตั้งอย่างคาดไม่ถึงเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม โดนทางการมาเลเซียจับกุมและตั้งข้อหาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ฐานใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบและทำผิดต่ออำนาจหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย โดยเกี่ยวโยงกับการทำธุรกรรมยักย้ายถ่ายโอนเงินจากบริษัท เอสอาร์ซี อินเตอร์เนชันแนล ซึ่งเคยเป็นบริษัทลูกของวันเอ็มดีบี แต่อดีตนายกฯ ผู้นี้ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ศาลอนุญาตให้เขาประกันตัว

คำแถลงของไมเคิล ลอเบอร์ อัยการสูงสุดของสวิตเซอร์แลนด์ กล่าวว่า การสอบสวนของสวิตเซอร์แลนด์นั้นเกี่ยวโยงทั้งกับกองทุนวันเอ็มดีบีและบริษัทเอสอาร์ซี ซึ่งมีเงินทุนรวมกันประ มาณ 7,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐที่มีการเคลื่อนไหวผ่านระบบการเงินของโลก โดยการสอบสวนของสวิสนั้นเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่ง แต่ยังมีส่วนอื่นๆ ที่เคลื่อนย้ายผ่านประเทศอื่นด้วย

ขณะเดียวกัน วอลสตรีท เจอร์นัลรายงานไว้ก่อนหน้านี้ด้วย ว่า ทิม เลสเนอร์ อดีตนายธนาคารของโกลด์แมนแซกส์ กำลังเจรจากับอัยการของสหรัฐเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่เขาจะรับสารภาพผิดในข้อกล่าวหาคดีอาญาที่เกี่ยวกับการทุจริตยักยอกเงินหลายพันล้านดอลลาร์จากวันเอ็มดีบี.