You are here

สรุปข่าว CG และคอร์รัปชัน - 11 กุมภาพันธ์ 2562

สพฐ.ชี้ตัด3ข้อเงื่อนไขพิเศษปิดช่องเรียกแป๊ะเจี๊ยะรับนร. - มติชน

4ปีเลขาฯ ก.ล.ต."รพี สุจริตกุล" ปรับปรุงตลาดทุนรับมือโลกยุคดิจิทัล – ผู้จัดการ

คอลัมน์ จุดนัดพบ: 3 คำถามกับ 4 จุดยืน - โพสต์ทูเดย์

บทพิสูจน์รัฐบาล จบมหากาพย์ค่าโง่ทางด่วนจับตาเบื้องหลังต้านเจรจา - ประชาชาติธุรกิจ

คอลัมน์ เรียงหน้าชน: เงินทอนกีฬา - ไทยรัฐ

คอลัมน์นอกหน้าต่าง: อดีตนายกฯ 'นาจิบ' เป็นจำเลยขึ้นศาลอังคารนี้ คดีอื้อฉาวทุจริต 1MDB – ผู้จัดการ

Column AROUND ASIA: JAPAN - BANGKOK POST

สพฐ.ชี้ตัด3ข้อเงื่อนไขพิเศษปิดช่องเรียกแป๊ะเจี๊ยะรับนร. - มติชน ฉบับวันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

ผู้บริหาร สพฐ.เชื่อตัด 3 ข้อรับ น.ร.เงื่อนไขพิเศษ ปิดช่องเรียกรับแป๊ะเจี๊ยะ โดยเฉพาะเกณฑ์รับนักเรียนในอุปการะของผู้ทำคุณประโยชน์ให้ ร.ร.

เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ นายสนิท แย้มเกษร ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า จากกรณีที่ที่ประชุม กพฐ.มีมติแก้ไขประกาศสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เรื่องนโยบายและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการรับนักเรียน สังกัด สพฐ.ปีการศึกษา 2562 ให้สอดคล้องกับมาตรการป้องกันการทุจริตในการเรียกรับทรัพย์สินหรือประโยชน์ตอบแทน เพื่อโอกาสในการเข้าเรียนในสถานศึกษาสังกัด สพฐ.ตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติรับทราบ โดยคณะกรรมการ กพฐ.มีมติให้ยกเลิกเกณฑ์การรับนักเรียนเงื่อนไขพิเศษ 7 ประเภท เหลือ 4 ประเภท และกำหนดให้โรงเรียนต้องรับนักเรียนที่จบชั้น ม.3 จากโรงเรียนเดิมเข้าเรียนต่อชั้น ม.4 ทุกคนนั้น สพฐ.และ ป.ป.ช.ได้หารือร่วมกันตลอดถึงแนวทางการปรับเกณฑ์ เพื่อป้องกันการรับทรัพย์สิน และประโยชน์ตอบแทน จากการรับสมัครเข้าเรียนในโรงเรียน สพฐ.และเมื่อที่ประชุม กพฐ.มีมติให้ปรับปรุงหลักเกณฑ์การรับนักเรียน กรณีนักเรียนเงื่อนไขพิเศษ เดิมการรับนักเรียนเงื่อนไขพิเศษมี 7 ประเภท ลดเหลือ 4 ประเภท ข้อที่ถูกตัดออก 3 ข้อ ได้แก่ 1.นักเรียนที่ทำคะแนนสอบคัดเลือกเท่ากันในลำดับสุดท้าย 2.รับนักเรียนโควต้าตามข้อตกลงของโรงเรียนคู่สหกิจ หรือคู่พัฒนา หรือโรงเรียนเครือข่าย และ 3.นักเรียนที่อยู่ในอุปการะของผู้ทำคุณประโยชน์ให้กับโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง

"ผมคิดว่าข้อที่เป็นปัญหาในการเรียกรับผลประโยชน์ และเรียกรับเงิน ได้ถูกตัดออกไปแล้ว คาดว่าปีการศึกษา 2562 แป๊ะเจี๊ยะจะเป็นศูนย์ หรือถ้ามีก็จะมีส่วนน้อย" นายสนิทกล่าว

นายสนิทกล่าวว่า ส่วนข้อกำหนดให้โรงเรียนรับนักเรียนจบชั้น ม.3 จากโรงเรียนเดิมเข้าเรียนต่อชั้น ม.4 ทุกคน ขึ้นอยู่กับแต่ละโรงเรียนว่ามีแผนการรับนักเรียนอย่างไร เช่น โรงเรียนมีแผนการรับนักเรียนชั้น ม.4 น้อยกว่าจำนวนนักเรียนชั้น ม.3 ที่มีอยู่เดิม โรงเรียนจะต้องคิดหารือถึงการดำเนินการว่าทำอย่างไรได้บ้าง หรือถ้านักเรียนชั้น ม.3 จากโรงเรียนเดิมเข้าเรียนต่อชั้น ม.4 ได้ทุกคน และจำนวนยังไม่ครบตามแผนรับนักเรียนชั้น ม.4 โรงเรียนสามารถเปิดรับเพิ่มได้

นายเอกชัย กี่สุขพันธ์ ประธาน กพฐ. กล่าวว่า ส่วนตัวเชื่อว่าเมื่อปรับหลักเกณฑ์การรับนักเรียนกรณีนักเรียนเงื่อนไขพิเศษเหลือเพียง 4 ประเภท เป็นการป้องกันการรับแป๊ะเจี๊ยะให้รัดกุมมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการตัดข้อที่ให้รับนักเรียนที่อยู่ในอุปการะของผู้ทำคุณประโยชน์ให้กับโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง เพราะข้อนี้เดิมคือการให้เงินกับโรงเรียน หากผู้อำนวยการโรงเรียนไม่ตรงไปตรงมา นำเงินไปใช้อย่างอื่นที่ไม่ทำคุณประโยชน์ให้กับโรงเรียน หรือแม้ทางโรงเรียนจะออกใบเสร็จให้อย่างถูกต้อง ก็ถือเป็นความไม่เสมอภาค และความไม่เท่าเทียมกัน

"ส่วนการรับนักเรียนที่จบชั้น ม.3 จากโรงเรียนเดิมเข้าเรียนต่อชั้น ม.4 ทุกคนนั้น หากแผนการรับนักเรียนชั้น ม.4 มีน้อยกว่าชั้น ม.3 ที่มีอยู่เดิม จะแก้ไขอย่างไร ผมคิดว่าโรงเรียนยื่นเรื่องขอขยายห้องเรียนมาให้ สพฐ.พิจารณาได้ แต่เชื่อว่าเรื่องลักษณะนี้จะมีน้อย เพราะส่วนใหญ่แล้วจำนวนห้องเรียนกับจำนวนนักเรียนชั้น ม.3 และชั้น ม.4 จะมีเท่ากัน ผมคาดว่าการปรับปรุงหลักเกณฑ์จะแล้วเสร็จภายในสัปดาห์นี้" นายเอกชัยกล่าว

นายวิสิทธิ์ ใจเถิง ผู้อำนวยการโรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) กล่าวว่า หลักเกณฑ์การรับนักเรียนใหม่จะป้องกันปัญหาแป๊ะเจี๊ยะได้หรือไม่ ขอดูรายละเอียดของประกาศหลักเกณฑ์การรับนักเรียนใหม่รับให้ชัดเจนอีกครั้งหนึ่งก่อน ถึงจะตอบได้ เพราะต้องดูถึงรายละเอียดว่าปรับแก้อะไรบ้าง และเมื่อ สพฐ.ออกประกาศหลักเกณฑ์ใหม่ออกมา พร้อมจะเรียกคณะกรรมการสถานศึกษาเข้ามาประชุมหารือร่วมกัน เพื่อประกาศให้ผู้ปกครองทราบต่อไป เชื่อว่าทุกโรงเรียนพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง และพร้อมปฏิบัติตามที่หลักเกณฑ์ที่ออกมาแน่นอน

ด้านนายชลำ อรรถธรรม เลขาธิการคณะกรรมการศึกษาเอกชน (กช.) กล่าวว่า ในส่วนการเรียกเก็บเงินของโรงเรียนเอกชน ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 1.โรงเรียนเอกชนที่ไม่รับเงินอุดหนุนจากรัฐ โรงเรียนเหล่านี้จะมีการบริหารจัดการที่เป็นอิสระ มีสิทธิเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการเรียน จากผู้ปกครอง ซึ่งจะเก็บเท่าใดนั้น ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการบริหารโรงเรียนที่จะตกลงกันว่าแค่ไหนถึงจะเหมาะสม ฉะนั้น แต่ละโรงเรียนจะมีความหลากหลายในการเรียนเก็บค่าธรรมเนียมการเรียน อย่างไรก็ตาม โรงเรียนต้องแจ้งให้ สช.ให้รับทราบในการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการเรียนด้วย หากโรงเรียนเรียกเก็บมากเกินจนเป็นภาระผู้ปกครอง สช.สามารถให้คำแนะนำได้

"โรงเรียนเอกชนมีอิสระในการบริหารงาน ไม่เหมือนกับโรงเรียนรัฐ ที่รัฐบาลจะจัดสรรเงินอุดหนุนให้ ถ้าเรียกเก็บก็จะมีปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องแป๊ะเจี้ยะ หรือการเก็บเงินนอกระบบ" นายชลำกล่าว

นายชลำกล่าวว่า และ 2.โรงเรียนเอกชนที่ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐ โรงเรียนเหล่านี้เรียกเก็บค่าธรรมเนียมการเรียนได้ไม่เกินเพดานมาตรฐานที่ สช.กำหนด เช่น สช.กำหนดเพดานมาตรฐานไว้ 15,000 บาท แต่รัฐให้เงินอุดหนุนประมาณ 10,000 กว่าบาท แต่เงินส่วนที่เหลือเป็นเงิน 4,000 กว่าบาท โรงเรียนเรียกเก็บเป็นค่าธรรมเนียมการเรียนได้ เป็นต้น ทั้งนี้ โรงเรียนสามารถเรียกเก็บเงินค่าอื่นๆ ได้ เช่น ค่าธรรมเนียมสำหรับจัดกิจกรรมเพิ่มเติม แต่จะต้องผ่านความเห็นชอบคณะกรรมการบริหารโรงเรียน ซึ่งในคณะกรรมการบริหารจะมีตัวแทนผู้ปกครองอยู่ด้วย

วันเดียวกัน ที่ศูนย์ประชุมนานาชาตินงนุชพัทยา อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี นายชลำ อรรถธรรม เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) กล่าวภายหลังพิธีลงนามความร่วมมือ "วันการศึกษาเอกชนและมหกรรมการศึกษาเปิดโลกสู่ EEC" สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) จัดพิธีลงนามร่วมมือในการดำเนินการเพื่อส่งนักเรียนเข้าศึกษาต่อในระดับอาชีวศึกษา ในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) โดยมีผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) นายธานินทร์ ชลจิตต์ ศึกษาธิการ (ศธจ.) ชลบุรี นายกวินทร์เกียรติ นนท์พละ ศธจ.ฉะเชิงเทรา และนายชาตรี ปุระมงคล ศธจ.ระยอง รวมลงนาม ว่า บันทึกความร่วมมือครั้งนี้ มีความร่วมมือกันเพื่อรับนักเรียนนักศึกษาโรงเรียนเอกชน เข้าศึกษาต่อสายอาชีพในสถานศึกษาของอาชีวะ ตามหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขที่ สอศ.กำหนด คือต้องเป็นนักเรียนของโรงเรียนเอกชน ต้องแสดงความประสงค์จะเข้าเรียนต่ออาชีวะตามขั้นตอน และเงื่อนไขที่ สช.กำหนด จากนั้น สช.ส่งรายชื่อ และรายละเอียดให้ สอศ.ไปดำเนินการรับนักเรียนของเอกชนเข้าศึกษาต่อทุกคน โดยไม่ต้องสอบแข่งขันกับนักเรียนที่สมัครเข้าเรียนทั่วไป โดยมีระยะเวลาดำเนินการในช่วงปีการศึกษา 2562-2564

"เพื่อสนองตอบต่อการพัฒนากำลังคนตามยุทธศาสตร์ชาติ เอื้อประโยชน์แก่นักเรียนที่ศึกษาอยู่ในโรงเรียนเอกชนอย่างเป็นรูปธรรม และเพื่อให้ สอศ.มีข้อมูลสำหรับพัฒนาหลักสูตร และพัฒนาอัตรากำลังสอดคล้องกับความต้องการในภาคการศึกษาเอกชน ต่อไป สช.จะไปวิเคราะห์แบ่งกลุ่มนักเรียนโรงเรียนเอกชน โดยจะโฟกัสที่เด็กจบชั้น ม.3 ในปีนี้ที่ต้องการเรียนต่ออาชีวะในพื้นที่ 3 จังหวัดพื้นที่อีอีซี ซึ่งตัวผู้เรียนต้องวิเคราะห์ตัวเองได้ว่าโตขึ้นอยากทำอะไร เพราะพื้นที่จะเน้นทักษะด้านอาชีพเป็นหลัก จากนั้น สช.จะเชื่อมโยงไปสถานศึกษาอาชีวะในพื้นที่ว่าที่ไหนบ้างเปิดสอนสาขาที่ต้องการ และประสานสถานศึกษาอาชีวะร่วมมือกันวางแผน ช่วยทำให้เห็นทิศทางในการศึกษาเพื่อการประกอบอาชีพในอนาคต โดยจะดูแลติดตามตลอดเส้นทางการศึกษาไม่ทอดทิ้งระหว่างทาง และสร้างความมั่นใจในเส้นทางอาชีพ" นายชลำกล่าว

นายชลำกล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา สช.โรงเรียนมีการแนะแนวการศึกษา แต่การให้เด็กได้วิเคราะห์ตนเอง และ สช.จัดเก็บรวมรวมข้อมูลอย่างเป็นรูปธรรม ส่วนจำนวนนักเรียนที่จะได้โอกาสจากความร่วมมือนี้ ต้องรอสรุปชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง และเปิดโอกาสสำหรับนักเรียนเอกชนทุกคน

4ปีเลขาฯ ก.ล.ต."รพี สุจริตกุล" ปรับปรุงตลาดทุนรับมือโลกยุคดิจิทัล - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

ผู้จัดการรายวัน360 - เลขาธิการ ก.ล.ต.เผย ทำงานครบ 4 ปี พัฒนาตลาดทุนรอบด้าน หวังสร้างความเข้าใจประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการลงทุน พร้อมปรับเกณฑ์มาตรฐานการทำงานและการบังคับใช้เทียบเท่าต่างประเทศ อีกทั้งพัฒนาเทคโนโลยีส่งเสริมการลงทุนตอบโจทย์ยุคดิจิทัล ย้ำคนไทยต้องรู้จักการลงทุนมากกว่าชอบเสี่ยง

ผ่านมาแล้ว 4 ปีสำหรับการนั่งเก้าอี้ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ของ "รพี สุจริตกุล"ล่าสุดทีมงาน ผู้จัดการรายวัน360 ได้มีโอกาสสัมภาษณ์เลขาธิการ ก.ล.ต.ถึงแผนงานที่ได้ดำเนินการมาตลอดเวลาที่ดำรงตำแหน่ง และเป้าหมายของ ก.ล.ต.ในอนาคตต้องเดินหน้าไปในทิศทางใด

สิ่งที่ทำให้ ก.ล.ต.ในช่วงที่ผ่านมา?

ที่ผ่านมาส่วนตัวได้มีการพยายามที่จะวางรากฐานตลาดทุนเพื่อให้รองรับเทคโนโลยีการลงทุนใหม่ๆ ที่จะมีการพัฒนาขึ้นในอนาคต โดยเริ่มจากการพัฒนาภายในองค์กรของ ก.ล.ต. ก่อนและประสานงานไปยังหน่วยงานภายนอก เพื่อให้สอดรับกับอุตสาหกรรมต่างๆ ที่หน่วยงานเหล่านั้นประกอบธุรกิจอยู่ ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับภาคการลงทุนอื่นๆ ในระบบเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ ในส่วนของการกำกับดูแล ปัจจุบันบริษัทจดทะเบียนที่อยู่ในตลาดทุนมีหลากหลายในภาคอุตสาหกรรม ส่วนตัวจึงมองว่ามีความจำเป็นที่จะต้องมีการพัฒนาบุคลากรของ ก.ล.ต. ให้มีความรู้ความเข้าใจในอุตสาหกรรมต่างๆ เหล่านั้น เพื่อที่จะได้กำหนดหลักเกณฑ์การกำกับดูแลได้ถูกต้อง อาทิ ได้มีการจัดตั้งความร่วมมือกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) ในการจัดตั้งศูนย์ One stop service เนื่องจากความทับซ้อนของเกณฑ์ข้อบังคับระหว่าง ก.ล.ต. และ ตลท. ทำให้เป็นอุปสรรคต่อนักลงทุน และบริษัทจดทะเบียน ซึ่งผลที่ได้รับทำให้ทั้งนักลงทุนและบริษัทจดทะเบียนมีความสะดวกมากขึ้น

ขณะเดียวกัน ทาง ก.ล.ต. และ ตลท. เห็นและเข้าใจปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นตรงกัน และร่วมกันทำงานเพื่อหาทางออกของปัญหาตลอดจนรวบรวมเป็นฐานข้อมูลเพื่อแลกเปลี่ยนระหว่างกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

มาตรฐาน ก.ล.ต.กับระดับสากล?

ในส่วนของการกำหนดมาตรฐานของการกำกับดูแล โดยทั่วไปจะเป็นไปตามมาตรฐานเดียวกันกับหน่วยงาน Regulator ในตลาดทุนทั่วโลก ทั้งในส่วนของอำนาจการบังคับใช้กฎเกณฑ์ และการเปิดเผยข้อมูลของบริษัทจดทะเบียน การให้ใบอนุญาตต่างๆ หรือแม้กระทั่งการตรวจสอบข้อมูลย้อนหลัง เกี่ยวกับการปั่นหุ้น ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดที่เกี่ยวเนื่องกัน จะอยู่ใน พ.ร.บ.หลักทรัพย์และการกำกับหลักทรัพย์ โดยหากเทียบเคียงกับตลาดหุ้นต่างประเทศแล้ว หลักเกณฑ์การบังคับใช้ส่วนใดที่ขาดตกบกพร่องไป ก็จะต้องมีการออกเกณฑ์ข้อบังคับออกมาอุดช่องโหว่นั้น เพื่อให้เป็น national standard เทียบ เท่ากับตลาดหุ้นต่างประเทศ และ ที่ผ่านมา ก.ล.ต. ก็มีการออกเกณฑ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อปิดช่องทางของการทุจริตคอร์รัปชันในตลาดทุน และยกระดับมาตรฐานตลาดทุนให้เทียบเท่ากับตลาดทุนนานาชาติทั่วโลก

"ในทุก 3-4 ปี จะมีการปรับเปลี่ยนมาตรฐานการกำกับดูแลตลาดทุนที่เป็นหลักเกณฑ์ใหม่ๆ ออกมา ซึ่ง ก.ล.ต. จะต้องปรับเปลี่ยนให้ทันกับมาตรฐานของต่างประเทศ เช่นที่ผ่านมามีการจัดสรรแจกหุ้น PP กันเอง โดยไม่ผ่านการอนุมัติจากผู้ถือหุ้น ซึ่งเป็นการเอาเปรียบผู้ถือหุ้นอื่นๆ ก.ล.ต. จึงได้ออกหลักเกณฑ์ในการบังคับใช้ออกมา เพราะจะต้องผ่านการอนุมัติจากการประชุมผู้ถือหุ้นก่อน ซึ่งหลาย บจ.ไม่ผ่านโหวตจากผู้ถือหุ้น ทำให้ปัจจุบันการออกหุ้น PP มาแจกกันเอง ก็ค่อยๆ หายไปจาก ตลาด"

บทบาทของ ก.ล.ต.ในอนาคต?

"รพี" แสดงความเห็นต่อเรื่องดังกล่าวว่า บทบาทหน้าที่ของ ก.ล.ต. ไม่ใช่มีเพียงออกกฎเกณฑ์มาเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงการบังคับใช้ โดยเฉพาะ Corporate Governance หรือการกำหนดมาตรฐานธรรมาภิบาลของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งเป็นตัวชี้วัดด้านคอรัปชันที่จะให้บริษัทจดทะเบียนเปิดเผยข้อมูล ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในระยะยาว โดยเฉพาะบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไม่ว่าจะเป็นกองทุนรวม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ก็ตาม จะต้องมีการเปิดเผยข้อมูลการคัดเลือกหุ้นที่จะเข้าไปลงทุนว่ามี ธรรมาภิบาลของบริษัทจดทะเบียนในระดับใด ซึ่งในที่สุดจะไม่ใช่เพียงธรรมาภิบาลเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงผลกระทบที่จะมีทั้งด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม และด้านสิ่งแวดล้อม หรือ ESG

ดังนั้น หลังจากที่ บลจ. ฯลฯ เซ็นอนุมัติยอมเปิดเผยข้อมูล ก.ล.ต.จะต้องมีการติดตามผลว่าในอีก 2-3 ปีข้างหน้า มีการปฏิบัติตามเกณฑ์ข้อบังคับเหล่านั้นมากน้อยแค่ไหน

"การออกกฎหมายมาบังคับใช้ ถ้าสิ่งที่ประกาศใช้ออกมาแล้ว ไม่รู้สึกว่าเป็นประโยชน์ ก็จะไม่นำไปสู่การปฏิบัติ ฉะนั้นกฎหมายที่ดีจะต้องปกป้องผู้ปฏิบัติ ทำให้การจะออกเกณฑ์ข้อบังคับออกมา จะต้องเป็นทั้งในส่วนของการป้องกันและปราบปราม เพื่อไม่ให้ผู้ลงทุนได้รับความเสียหาย และผู้ประกอบการต้องอยู่ในกรอบหลักเกณฑ์ที่ถูกต้องตามอุตสาหกรรมที่จดทะเบียนลงทุน"

ย้ำความสำคัญสินทรัพย์ดิจิทัล?

พร้อมกันนี้ เลขาธิการ ก.ล.ต.แสดงความเห็นเพิ่มเติมต่อกรณีในส่วนของสินทรัพย์ดิจิทัลว่า ถือเป็นเรื่องสำคัญซึ่งเป็นกฎหมายที่ ก.ล.ต. จะต้องออกประกาศในการกำกับดูแล เพื่อแยกแยะให้นักลงทุน หรือป้องกันประชาชนที่จะตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพแชร์ลูกโซ่ในรูปแบบต่างๆ โดยสร้างมาตรฐานในการคัดกรอง และกำหนดแบบแผนสำหรับผู้ประกอบการสินทรัพย์ดิจิทัล และปกป้องประชาชนที่จะหลงเข้าไปเป็นเหยื่อของนักต้มตุ๋น แต่ทั้งนี้การลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลรูปแบบต่างๆ นั้น ขึ้นอยู่กับสภาพตลาดและความมั่นคงที่แท้จริง ตลอดจนมีปัจจัยพื้นฐานของตลาดชัดเจน ไม่ใช่เพียงขายฝันอย่างเดียว อย่างที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบันนี้

การให้ความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชน?

"รพี" แสดงความเห็นถึงเรื่องดังกล่าวว่า ที่ผ่านมา ก.ล.ต. พยายามที่จะสร้างความตระหนักในเรื่อง "การลงทุนมีความเสี่ยง" แล้วยังได้มีการตอกย้ำให้เห็นความสำคัญของ "การไม่ลงทุนมีความเสี่ยงกว่า" ด้วยเช่นกัน เนื่องจากประเทศไทยเริ่มขยับเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุมากขึ้นกว่าประชากรวัยแรงงาน ซึ่งในอนาคตเมื่อถึงคราวที่เกษียณอายุจากการทำงานแล้ว คาดว่าจะมีประชาชนจำนวนมากที่ไม่มีแผนการออมหลังเกษียณ จะมีความยากลำบากทั้งด้านเงินที่ใช้ในชีวิตประจำวัน และปัญหาสุขภาพ ฯลฯ ท้ายที่สุดรัฐบาลอาจต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการเพื่อผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นจำนวนมากอย่างต่อเนื่อง

"พิจารณาจากตลาดทุนในปัจจุบันที่มี มาร์เกตแคปมากถึง 115% ของ GDP ซึ่งสวนทางกับฐานนักลงทุนในประเทศ โดยสรุปยอดจำนวนบัญชีกองทุนรวมและโบรกเกอร์ทั้งหมดรวมกันแล้ว จากยอดบัญชีการลงทุนมีเพียง 3 ล้านคน จากประชากรไทยทั้งหมดประมาณ 66 ล้านคน ทำให้เรื่องนี้เป็นโจทย์ที่สำคัญของ ก.ล.ต. ในการที่จะปรับทัศนคติของประชาชนที่จะเสนอแนะการลงทุนไม่ใช่เพียงการลงทุนมีความเสี่ยงเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่การไม่ลงทุนอะไรเลย ก็มีความเสี่ยงมากกว่า

เช่นกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในปัจจุบันมีสมาชิกประมาณ 3 ล้านคน มีทรัพย์สินภายใต้การจัดการ 1.1 ล้านล้านบาท แต่ถ้ามองลึกเข้าไปจะพบว่าการลงทุนในตลาดทุนมีไม่ถึง 20% ทำให้ผลตอบแทนของการลงทุนที่จะกลับมาไม่เพียงพอ ไม่ต่างจากการเก็บเงินทุกเดือน แต่กลับเอาเงินจำนวนนั้นไปฝังตุ่ม ซึ่งไม่มีดอกผลจากการลงทุนที่งอกเงยออกมาตอบแทน ทำให้เมื่อเข้าสู่วัยเกษียณไม่มีจำนวนเงินเพื่อการเลี้ยงชีพมากพอ เพราะไม่ไปลงทุน ถือว่าเป็นโจทย์ใหญ่ที่สำคัญของสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ"

ทั้งนี้ เพราะพฤติกรรมของประชาชนไทยยังมีความรู้ความเข้าใจ และพิจารณาความเสี่ยงในการลงทุนมีจำนวนน้อย ส่วนใหญ่เลือกลงทุนในประเทศที่ผลตอบแทนสูง แต่ขณะเดียวกันการลงทุนเหล่านั้นกลับเป็นการลงทุนที่มี ความเสี่ยงสูงตามไปด้วย เช่นการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ โดยขาดการพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบ ทั้งปัจจัยพื้นฐาน สภาพคล่อง ความน่าเชื่อถือของบริษัทที่ประกอบธุรกิจ ท้ายที่สุดเมื่อภาวะเศรษฐกิจผันผวน เกิดวิกฤต ฟองสบู่อสังหาฯ นักลงทุนเหล่านั้น ก็จะได้รับผลกระทบจากความเสี่ยงในการเข้าไปลงทุนอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้

"พฤติกรรมการลงทุนของนักลงทุนไทย จะไม่นิยมศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดถี่ถ้วนก่อน แต่จะโฟกัสที่ผลตอบแทนเป็นอันดับแรกก่อน ลืมที่จะมองความเสี่ยงว่าเมื่อไหร่ที่ควรจะเข้าซื้อ เมื่อไหร่ที่ควรจะขายออกไป ซึ่งกระบวนการ 5 ขั้นมั่นใจลงทุนในการประเมินลูกค้าของผู้ประกอบการในธุรกิจตลาดทุน ที่ ก.ล.ต.พยายามวางหลักเกณฑ์ด้านการส่งเสริมการลงทุนนั้น ก็เพื่อแก้ปัญหาด้านข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการตัดสินใจลงทุน โดยปัจจุบันนี้มีผู้ประกอบการจำนวน 26 ราย ได้เข้ามาร่วมพัฒนาเพื่อต่อ ยอดนักลงทุนต่อไปในอนาคต แต่ต้องมีการเก็บข้อมูลอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนถึงการปรับปรุงระบบ เพื่อส่งเสริมการลงทุนให้นักลงทุนรายใหม่เกิดขึ้นมาในตลาดทุนเพิ่มขึ้น โดยจะเน้นการให้ความรู้ด้านการลงทุนตามช่วงอายุของผู้ลงทุนเพื่อรองรับการเกษียณอย่างมีความสุข".

คอลัมน์ จุดนัดพบ: 3 คำถามกับ 4 จุดยืน - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

สิริพร สงบธรรม

ที่ปรึกษาสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย

เมื่อ 5 ปีก่อน สมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย จับมือกับสมาคม ส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย หรือ IOD ในโครงการการสร้างแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริต หรือเรียกสั้นๆ ว่า CAC - Collective Action Coalition Against Corruption ที่มอบหมายให้อาสาพิทักษ์สิทธิผู้ถือหุ้น ผู้รับมอบฉันทะจาก สมาคมฯ ในการเข้าร่วมประชุมและประเมินตามโครงการ "การประเมินคุณภาพ การจัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้น" ถามทุกคน กับทุกบริษัทจดทะเบียน ต่อเนื่องกันนาน 3 ปี จนถูกค่อนขอดว่า "ถามอยู่ได้ทุกปี ไม่มีอะไรจะถามแล้วรึ?"

มาวันนี้คำถามนั้น ปลุกความคิดเชิงรณรงค์ให้สังคมหยุดคิด สร้างแรงกระเพื่อมเป็นวงกว้าง 3 ปีผ่านไป มีส่วนส่งผลให้ตัวเลขการเข้าร่วมโครงการ CAC มากขึ้น จนเกือบทุกบริษัทไปแล้ว

ดังนั้น เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา คำถามนี้จึงถูกออกแบบให้เข้าไปอยู่ในแบบฟอร์มการประเมินให้ผู้บริหารได้สื่อสารกับผู้ถือหุ้น ให้อุ่นใจ ว่าบริษัทมีนโยบายตระหนักถึงเรื่องนี้ เป็นอันจบกัน ไม่มีประเด็นต้องซักถาม/ผู้บริหารตอบ ให้รำคาญใจกันอีก

เมื่อโลกดิจิทัล 4.0 เดินทางมาถึงเราเร็วเกินคาด ธุรกิจน้อย-ใหญ่จึงต้องชาญฉลาดในการบริหารงาน พลิกซ้าย-ขวาให้ทันกาล

สมาคมฯ จึงขอทำหน้าที่ตั้งคำถาม 3 ข้อหลัก ให้ผู้บริหารตอบ บอกหุ้นส่วนธุรกิจของท่าน ในวัน "จุดนัดพบ" คือ วันประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ให้ชื่นใจ ให้มั่นใจ โดยทั่วกัน ดังนี้

1.ผลการดำเนินงานของบริษัทในรอบปีที่ผ่านมาเป็นอย่างไร?

2.กลยุทธ์สำคัญขององค์กรในโลกธุรกิจแห่งการเปลี่ยนแปลง คือกลยุทธ์ใด?

3.องค์กรของท่านให้ความสำคัญกับเรื่องธรรมาภิบาลอย่างไร?โจทย์ชัดเจนแจ้งกันล่วงหน้าในที่สาธารณะ เตรียมการบ้านไว้ได้เลย หากท่านผู้บริหารบอกกล่าวกันแล้ว อาสาพิทักษ์สิทธิผู้ถือหุ้น จะทำหน้าที่จดบันทึกกลับมา เป็นเอกสารอ้างอิง แต่หากผู้บริหาร ลืมเลือนไม่กล่าวถึง ขอลุกขึ้นถาม 3 ข้อข้างต้น

นอกจากนี้ ในฐานะองค์กรตัวแทนผู้ถือหุ้นรายบุคคล สมาคมฯ ขอแสดง "จุดยืน" ในหมวกอีกใบ คือ ในเกณฑ์ของการเป็นผู้ถือหุ้น เพราะสมาคมฯ ถือหุ้นอยู่ทุกบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงมีจุดยืน "ไม่เห็นชอบ" กับ 4 วาระ (แม้กฎหมายจะสามารถทำได้ และเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ จะเปิดโอกาสไว้ก็ตาม แต่เป็นเกณฑ์บนหลักการของการมีธรรมาภิบาล) หากปรากฏในวาระของการประชุมสามัญ/วิสามัญ ดังนี้

1.วาระจร เรื่องนี้เข้าข่าย "สอดไส้" หรือ "ลักไก่" ผู้ถือหุ้นที่อาจติดภารกิจมาเข้าร่วมประชุมไม่ได้ ย่อมไม่มีสิทธิลงคะแนนเสียง และหากวาระนั้นอาจมีนัยสำคัญต่อกิจการ ย่อมทำให้ผู้ถือหุ้นเสียโอกาสในการตัดสินใจ

2.กรณีที่ผู้สอบบัญชีมีความเห็น/ตั้งข้อสังเกต งบการเงิน อย่างมีนัยสำคัญ

3.กรรมการอิสระที่ดำรงตำแหน่งเกิน 3 วาระ หรือ 9 ปี ซึ่งเป็นไปตามหลักสากลของแนวการพิจารณาของนักลงทุนสถาบัน

4.การเพิ่มทุนแบบมอบอำนาจทั่วไป General Mandate หมายถึงการเพิ่มทุนด้วยวงเงินจำนวนหนึ่ง โดยไม่มีรายละเอียดของการจัดสรรและไม่แจ้งวัตถุประสงค์ของการใช้เงิน

ในฤดูกาล AGM 2562 นี้ ยังมีเรื่องใหม่ๆ อีกเรื่อง คือ "ทำดี ทำได้ด้วยตัวเอง" สมาคมฯ เปิดโอกาสให้บริษัทจดทะเบียน ที่ทำคะแนนประเมิน 100 เต็ม เลือกที่จะเดินเข้าแคมเปญนี้ หมายถึงการประเมินคะแนนการจัดประชุมด้วยตัวเอง โดยที่สมาคมฯ จะไม่ส่งอาสาพิทักษ์สิทธิผู้ถือหุ้นเข้าร่วมประชุมและประเมินภาคสนาม ทั้งนี้ จะยอมรับคะแนนที่บริษัทจดทะเบียนประเมินตัวเองนั้นเป็น ที่สิ้นสุด ท้าทายดีนะคะ 68 บริษัท มีจำนวน 39 บริษัท ขอสมัครใจประเมินตัวเอง และอีก 29 บริษัท ยังขอให้สมาคมฯ จัดส่งอาสา พิทักษ์สิทธิผู้ถือหุ้น ไปประเมินภาคสนามเช่นเดิม-แบบสวย หล่อ เลือกได้

ขอเอาใจช่วยทุกบริษัทจดทะเบียนและเติมกำลังใจให้พี่น้อง อาสาพิทักษ์สิทธิผู้ถือหุ้น ทุกคน เราเริ่มนับถอยหลัง เข้าสู่โหมด ฤดูกาล AGM 2562 กันแล้ว (รวมทั้งเป็นโหมดเลือกตั้ง ในเวลาเดียวกัน)

บทพิสูจน์รัฐบาล จบมหากาพย์ค่าโง่ทางด่วนจับตาเบื้องหลังต้านเจรจา - ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

เป็นประเด็นที่ถูกจับตาอย่างกว้างขวาง สำหรับการแก้ไขข้อพิพาทระหว่างการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) กับบริษัททางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM ที่มีปัญหากันมานานเกือบ 20 ปี เมื่อสมาชิกสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (สร.กทพ.) บุกเข้าไปในห้องประชุมบอร์ด กทพ. เมื่อช่วงปลายเดือนธันวาคม 2561 เพื่อคัดค้านการประชุมพิจารณา ขยายสัมปทานทางด่วนอุดรรัถยา และทางด่วนศรีรัช (ทางด่วนขั้นที่ 2) ให้กับทาง BEM เป็นเวลา 37 ปี แลกกับการยุติการฟ้องร้องดำเนินคดี ที่มีข้อพิพาทกว่า 134,000 ล้านบาท พร้อมยื่นข้อเสนอให้นำเงินที่ระดมทุนผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย จำนวน 4,300 ล้านบาท ไปจ่าย ค่าชดเชยคดีที่ศาลพิพากษาให้แพ้คดี BEM เพื่อหยุดภาระดอกเบี้ยจากหนี้ที่ถูกบังคับครั้งนี้ ยืนยันไม่เห็นด้วยที่บอร์ดขยายสัมปทานดังกล่าว แต่ต้องการให้ กทพ. เข้ามาบริหารงานเอง

ให้เหตุผลว่าบอร์ดไม่มีข้อมูลที่รอบด้าน!? เป็นเหตุให้ นายสุรงค์ บูลกุล ประธานบอร์ด กทพ. ต้องยกเลิกการประชุมกลางคัน และก่อให้เกิด ข้อสงสัยว่าจริงๆ แล้วปัญหาข้อพิพาทระหว่าง กทพ. และ BEM เริ่มต้นมาจากจุดใดกันแน่ และข้อมูลที่ถูกต้องคืออะไร?

เรื่องราวระดับมหากาพย์ครั้งนี้คงต้องย้อนไปเมื่อปี พ.ศ. 2546 โดยแรกเริ่ม กทพ. มีสัมปทานทางด่วนกับ BEM อยู่ 3 สัญญา ที่มีปัญหาพิพาทมากคือสัญญาทางด่วนขั้นที่ 2 และทางด่วนบางปะอิน-ปากเกร็ด เนื่องจากรัฐบาลในขณะนั้นไม่ปรับขึ้นค่าผ่านทางให้ BEM ตามสัญญา

นอกจากนี้ ยังมีข้อพิพาทเรื่องผลกระทบทางการแข่งขัน ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2542 ที่ กทพ. ไม่ชดเชยรายได้ที่ลดลงสำหรับทางด่วนบางปะอิน-ปากเกร็ด ให้กับ NECL ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ BEM เนื่องจากมีการก่อสร้างดอนเมืองโทลล์เวย์ส่วนต่อขยายจากอนุสรณ์สถาน-รังสิต มาแข่งขัน ทำให้ทางด่วนสายนี้มีรายได้ลดลง

โดย กทพ. อ้างว่าดอนเมืองโทลล์เวย์ส่วนต่อขยายไม่ใช่ทางแข่งขัน ในที่สุดอนุญาโตตุลาการ ตัดสินให้ NECL ชนะ แต่ กทพ. ไม่ยอมรับ จึงฟ้องกันต่ออีก

พูดง่ายๆ ให้เห็นภาพพอเปรียบเทียบได้ว่า ตอนแรกฝ่ายรัฐไปชวน BEM มาลงทุนเปิดร้าน ทำสัญญาดิบดี บอกว่าจะดูแลสารพัด แต่จู่ๆ กลับลงมือเปิดร้านแข่ง โดยไม่สนข้อตกลงดั้งเดิม

ทำให้ฝ่ายเอกชนได้รับความเสียหายจากรายได้ ที่ลดลงต่อเนื่อง จนต้องพึ่งคณะอนุญาโตตุลาการเป็นผู้ชี้ขาด ต่อมาแม้ อนุญาโตฯ จะสั่งให้ กทพ. ชดใช้เงินให้ BEM แต่ กทพ. ไม่ยอมรับ และยื่นฟ้องเพิกถอน คำชี้ขาดจากศาลปกครอง

จนกระทั่งเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2561 ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้ กทพ. ชดเชยรายได้ เป็นเงิน 4,318 ล้านบาท เมื่อคิดผลต่อเนื่องถึงปัจจุบัน มีมูลค่ากว่า 75,000 ล้านบาท

คำตัดสินดังกล่าวเป็นเหตุให้ "กระทรวงคมนาคม" ในรัฐบาลปัจจุบัน ต้องนำเรื่องเข้าหารือกับที่ประชุม คณะรัฐมนตรี (ครม.) และ ครม. มีมติ เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2561 ให้ กทพ. เจรจาต่อรองกับคู่พิพาท เพื่อบรรเทาความเสียหายของรัฐ โดยให้คำนึงถึงประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ นำมาซึ่งกรอบการเจรจาตามมติบอร์ด กทพ. เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2561 วางกรอบให้ กทพ. ขยายเวลาสัมปทานให้กับ BEM ประมาณ 37 ปี โดยมีเงื่อนไขให้ทั้งสองฝ่ายต้องถอนฟ้อง ยุติข้อพิพาททั้งหมด

ทำให้ข้อพิพาทกว่า 134,000 ล้านบาท ลดลงเหลือประมาณ 64,000 ล้านบาท และยังกำหนดมาตรการเข้มให้ BEM ต้องควักกระเป๋าเป็นผู้ลงทุนก่อสร้างและปรับปรุงทางด่วน โดยสร้างทางยกระดับขั้นที่ 2 31,500 ล้านบาท จากอโศกถึงงามวงศ์วาน ระยะทาง 17 กิโลเมตร ก่อสร้างช่องจราจรบายพาส โดยไม่มีการเวนคืนที่ดินของประชาชน ห้ามเก็บค่าผ่านทางเพิ่ม และยังต้องแบ่งส่วนแบ่งรายได้ค่าผ่านทางให้กับ กทพ. ไม่น้อยกว่าสัญญาเดิมเพื่อลดภาระการลงทุนของรัฐ พร้อมๆ กับแก้ไขปัญหาจราจร ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้รถ

ทั้งนี้ ผลจากการเจรจาจะทำให้ประชาชนได้ใช้ทางด่วนที่มีประสิทธิภาพ ไม่ต้องเสียค่าผ่านทางเพิ่มขึ้นในการใช้ทางยกระดับขั้นที่ 2 และยังจ่ายค่าผ่านทางถูกลง เนื่องจากปรับอัตราค่าผ่านทางแบบคงที่ทุก 10 ปี ซึ่ง ถูกกว่าค่าผ่านทางดอนเมืองโทลล์เวย์ในปัจจุบัน

ยิ่งไปกว่านั้น กทพ. จะได้ไม่ต้องนำ "ภาษีของประชาชน" ไปแก้ไขข้อพิพาท และยังได้ส่วนแบ่ง ค่าผ่านทางไม่น้อยกว่าเดิม แถมไม่ต้องรับความเสี่ยงในการดำเนินโครงการ

วินวิน ต่างคนต่างกลับไปทำหน้าที่ของตัวเอง!

อาจมีคำถามว่า แล้วทำไมถึงคนบางกลุ่มใน สหภาพฯ กทพ. ถึงคัดค้าน?ประเมินกันว่า เหตุผลประการสำคัญ ถ้าแผนเจรจาลุล่วงไปได้ งานนี้อาจต้องมี "คนรับกรรม" ถูกตั้งสอบจำนวนหนึ่ง เช่น อดีตผู้ว่าฯ กทพ. บางคน ซึ่งปล่อยปละละเลยจนปัญหาบานปลาย

อดีตบิ๊ก กทพ. นี่เองที่มีกระแสข่าวเชิงลึกว่า เข้ามาร่วมมือกับ "อดีตผู้นำ สร. กทพ." บางคน วางแผนเดินงานเป็นขบวนการร่วมกับพนักงานหญิงคนสนิทในฝ่าย การเงิน พยายามยื้อเวลา เตะถ่วงปัญหา "ค่าโง่ทางด่วน" ออกไปให้นานที่สุด เพราะเกรงว่าหากข้อพิพาทสิ้นสุด จะนำมาซึ่งการตั้งกรรมการสอบสวนความผิด

ซึ่งต้องมีอีกหลายคนที่ต้องถูกหางเลขไปด้วย ที่น่าจับตา คือ แกนนำเคลื่อนไหวคัดค้านบางคน เมื่อตรวจสอบแล้วพบว่าอดีตไม่โปร่งใส แถมเป็นเรื่องความผิดเกี่ยวกับการทุจริตเสียด้วย

อย่างเช่น นาย "ศ" อดีตแกนนำ สร.กทพ. ที่เป็นผู้นำคัดค้านการเจรจา ก็เคยถูกพิพากษา เมื่อเดือนมีนาคม 2559 ให้จำคุกและชดใช้เงินคืน ในคดีที่ สร.กทพ. เองในยุคหนึ่งเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง หลังพบว่านาย "ศ" ถอนเงินค่าสมัครสมาชิกจากบัญชีออกจากธนาคารกรุงไทย สาขาพหลโยธิน ซึ่งเป็นบัญชีของ สร.กทพ.

เพื่อโอนไปเป็นของตนเองและบุคคลที่ 3 ถึง 22 ครั้ง รวมเป็นเงิน 686,662 บาท โดยศาลอาญา พิพากษาว่า นาย "ศ" มีความผิดตามมาตรา 353 เป็นการกระทำความผิดต่างกรรมต่างวาระกัน

ให้ลงโทษทุกกรรม กระทงละ 2 ปี

ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษ 1 ใน 4 คงจำคุก 396 เดือน แต่เมื่อรวมโทษจำคุกได้ คงลงโทษจำคุก 120 เดือน

และให้ นาย "ศ" คืนเงิน 686,662 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี เมื่อเข้าสู่ศาลอุทธรณ์ ก็พิพากษายืน! เท่ากับเป็นข้อพิสูจน์ถึงความ ไม่โปร่งใสที่เกิดขึ้น

ยิ่งไปกว่านั้น มีข้อมูลที่ค่อยๆ เผยออกมาเรื่อยๆ ว่าอีกเป้าหมายของขบวนการนี้ ได้แก่ การเขย่าเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทพ. รวมถึงประธานสหภาพ กทพ. คนปัจจุบัน ซึ่งทำงานตรงไปตรงมา ดูตามเหตุตามผล

เหล่านี้คือตัวอย่างให้เห็นถึงการหาประโยชน์ กันภายใน สร.กทพ. ของคนบางกลุ่ม โดยไม่ค่อยใช้เหตุผลในการแก้ปัญหา แต่ใช้วิธีขนม็อบพวกตัวเองมากดดัน ถามว่า ถ้าคนบางคนในสหภาพฯ กทพ. บอกว่าอยากดึงโครงการขนาดใหญ่มาทำกันเองนั้น จริงๆ แล้ว รับผิดชอบไหวหรือ มีศักยภาพจริงหรือไม่ และ ที่สำคัญ "ดอกเบี้ย" จากคดีค่าโง่ทางด่วนนั้นเดินหน้าไปทุกวัน ยิ่งปล่อยให้ลากยาวคาราคาซังต่อไป คนที่จะรวยคือแบงก์ ไม่ใช่ทั้งรัฐและเอกชน จึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลจะต้องพิจารณาอย่างยิ่งยวด ว่าจะเร่งคลี่คลายข้อพิพาท หรือปล่อยให้กลุ่มคนบางกลุ่มชักใย เคลื่อนไหวเพื่อปกป้องประโยชน์ของตัวเอง

ต้องเห็นแก่ประโยชน์ของประเทศเป็นใหญ่ เร่งแก้ปัญหาโดยยึดหลักเหตุผล มีข้อมูลรองรับชัดเจน ไม่ได้เกิดจากความรู้สึก หรือโดนกดดันโดยกลุ่มผู้เสียประโยชน์ในองค์กร

คอลัมน์ เรียงหน้าชน: เงินทอนกีฬา - ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

เรียน คุณตองเจ

เราได้ยินเงินทอนวัดมาแล้ว ลองมาดูเงินทอนกีฬากันบ้าง งบประมาณที่รัฐบาลให้การสนับสนุนการกีฬาปีหนึ่งๆ มีจำนวนมาก มีทั้งการส่งเสริม, สนับสนุน และการพัฒนามีทั้งการจัดอบรม, จัดการแข่งขัน, การส่งนักกีฬาไปแข่งขัน มีตั้งแต่ระดับรากหญ้าไปจนถึงทีมชาติ

หน่วยงานมีตั้งแต่ระดับกระทรวงลงสู่ระดับกรม, รัฐวิสาหกิจ, จังหวัด, สมาคมกีฬา แต่ละปีจะมีการแข่งขันกีฬารายการต่างๆมากมายทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค มีกีฬานักเรียน นักศึกษา, กีฬาเยาวชน, กีฬาแห่งชาติ และกีฬานานาชาติ การกีฬาแห่งประเทศไทยมีหน้าที่ส่งเสริมและพัฒนากีฬาสู่ความเป็นเลิศ และกีฬาอาชีพ, กรมพลศึกษา (พล.) มีหน้าที่ส่งเสริมและพัฒนากีฬาขั้นพื้นฐานและกีฬามวลชน การกีฬาแห่งประเทศไทยมีหน่วยงานในสังกัดในต่างจังหวัด, กรมพลศึกษาไม่มีหน่วยงานในต่างจังหวัด แต่จะประสานงาน และโอนงบประมาณไปให้จังหวัด โดยสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดก็มีจังหวัดเช่นกัน

ผู้อำนวยการฯแต่ละแห่งจะเป็นผู้บริหารงานและบริหารเงินที่จะนำไปใช้ในโครงการการส่งเจ้าหน้าที่และนักกีฬาของแต่ละจังหวัดเข้าร่วมการแข่งขันรายการต่างๆ ก็ขึ้นอยู่กับศักยภาพของจังหวัดและจะมีนักกีฬากี่คน กี่ชนิดกีฬาที่จะไปสู้กับนักกีฬาต่างจังหวัดหรือเขตอื่น จำนวนนักกีฬาและเจ้าหน้าที่ที่จะไปแข่งขันจึงไม่เท่ากัน งบประมาณของแต่ละจังหวัดก็จะได้ไม่เท่ากัน บางจังหวัดส่งมากก็ได้มาก บางจังหวัดส่งน้อยก็ได้น้อยตามสัดส่วน

ค่าใช้จ่ายในการส่งเจ้าหน้าที่และนักกีฬาแต่ละจังหวัดไปแข่งขัน ส่วนใหญ่จะเน้นตัวนักกีฬาเป็นสำคัญตามระเบียบ จะมีค่าเบี้ยเลี้ยงนักกีฬา, ค่าที่พัก, ค่าเสื้อผ้าและค่าเดินทาง ผู้รับผิดชอบด้านกีฬาของจังหวัดที่กล่าวมาก็มีทั้งคนที่โปร่งใส, มีคุณธรรมจริยธรรม เห็นแก่ส่วนรวม และความสำคัญนักกีฬา ก็จะให้เขาครบตามสิทธิ์ที่เขาจะได้ แต่ก็มีบางคนไม่โปร่งใสด้วยการหาช่องทางเอาเงินทอนมาเข้ากระเป๋า เบี้ยเลี้ยงนักกีฬาไปหักหรือไปเอาเขาไม่ได้แน่ ค่าเสื้อผ้าชุดวอร์ม ถ้าติดต่อบริษัทห้างร้านโดยตรง มันก็ได้ แต่พี่แกติดต่อผ่านนายหน้าหรือพรรคพวกแล้วไปติดต่อซื้อจากบริษัทเสื้อผ้าอีกที นายหน้าก็บวกทำให้งบเพิ่ม ต้องไปหักเงินจากส่วนอื่นมาโปะและตัวเองก็ได้เงินทอนเพิ่ม มาถึงเงินค่าเดินทางแน่นอนแต่ละจังหวัดอยู่ใกล้ ไกลจะได้ไม่เท่ากัน แต่เพราะการบริหารจัดการไม่ดี คิดแต่เรื่องเงินทอน ผลมันก็มาตกที่ตัวนักกีฬา ได้ค่าเดินทางคนละ 50 บาท จากจังหวัดทางภาคอีสานที่แยกมาเป็นจังหวัดใหม่เดินทางมาจังหวัดนครสวรรค์ เขาคิดได้ยังไง, ส่วนที่พักทางจังหวัดจัดสถานที่ให้ ส่วนใหญ่จะถูกใจทุกอย่างคงไม่ได้ ก็ต้องช่วยกัน

อยากจะฝากไปถึงเจ้ากระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ที่รับผิดชอบดูแลทั้งหน่วยราชการและรัฐวิสาหกิจในสังกัด โดยเฉพาะในต่างจังหวัด ควรจะคัดเลือกคนที่มีวิสัยทัศน์ดี, มีความโปร่งใส, ไม่ใช่เข้ามาแล้วคอยจะเอาเงินทอน ไหนๆพูดเรื่องตัวคน ระยะหลังจะเอาคนที่จะมาเป็นผู้บริหารไม่มีวิสัยทัศน์เท่าที่ควร, บุคลิกภาพไม่เหมาะสมเดินรับใช้เจ้านาย บ้าง, เป็นเพื่อนกันบ้าง, เป็นลูกศิษย์บ้าง, เป็นคนที่ต้องตอบแทนบ้าง ตั้งขึ้นมาแล้วทำงานไม่ได้ คนในหน่วยงานร้องยี้ ไม่เหมาะสมที่จะเป็นผู้บริหารปัญหาทุกวันนี้มันอยู่ที่ตัวคน ถ้าคิดดี พูดดี ทำดี คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน ไม่คิดเรื่องเงินทอน หรือเงินใต้โต๊ะ วงการนักกีฬาไทยคงไปได้ไกลกว่านี้.

คอลัมน์ นอกหน้าต่าง: อดีตนายกฯ 'นาจิบ' ของมาเลเซีย เป็นจำเลยขึ้นศาลอังคารนี้ คดีอื้อฉาวทุจริต 1MDB - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

อดีตผู้นำที่ถูกโค่นลงจากอำนาจของมาเลเซีย นาจิบ ราซัก จะถูกนำตัวขึ้นศาลสัปดาห์นี้ เพื่อพิจารณาความผิดในคดีสุดฉาวโฉ่ทางการเงิน ซึ่งมี ส่วนสำคัญที่นำไปสู่การล้มครืนของแนวร่วมทางการเมืองที่ปกครองประเทศ มาอย่างยาวนานของเขา รวมทั้งยังส่งผลสะท้านสะเทือนต่อเนื่องไปรอบโลก อีกด้วย

อดีตนายกรัฐมนตรีผู้นี้พร้อมกับลูกน้องบริวารของเขา ถูกกล่าวหาว่ากระทำการโจรกรรมเงินจำนวน 4,500 ล้านดอลลาร์ จากกองทุนความมั่งคั่ง แห่งชาติ (sovereign wealth fund) ของมาเลเซีย ที่มีชื่อว่า 1Malaysia Development Berhad หรือ 1 MDB ในแผนการฉ้อฉลทุจริตที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อนซึ่งเกี่ยวข้องกับธุรกรรมในหลายๆ ประเทศตั้งแต่สวิตเซอร์แลนด์ไปจนถึงเซแชลส์

เงินทองมหาศาลก้อนนี้ถูกระบุว่า ได้มีการนำไปใช้จ่ายเพื่อชอปปิ้งกัน อย่างสนุกสนานในระดับโลก -- เรือสำราญส่วนตัวระดับซูเปอร์เรือยอชต์มูลค่าลำละ 250 ล้านดอลลาร์, อสังหาริมทรัพย์ระดับไฮเอนด์, รวมทั้งภาพเขียนฝีมือของโมเนต์ และแวนโก๊ะ เหล่านี้คือส่วนหนึ่งในรายการข้าวของซึ่งกล่าวหากันว่าซื้อหามาด้วยเงินทองที่ยักยอกจากคลังแผ่นดิน

คดีอื้อฉาวนี้เกี่ยวข้องพัวพันกับเซเลบระดับโลก โดยผู้ต้องสงสัยเป็นตัวการใหญ่ของการฉ้อโกงคราวนี้ ถูกพบเห็นว่าอยู่ในงานปาร์ตี้กระทบไหล่ กับ ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ และปารีส ฮิลตัน ขณะเดียวกันรัฐบาลมาเลเซีย ชุดปัจจุบันก็กล่าวหาบริษัทยักษ์ทรงอิทธิพลในวอลล์สตรีทอย่าง โกลด์แมน แซคส์ว่ายักยอกเงินทองไปเป็นพันๆ ล้าน ระหว่างที่ทำงานให้กับกองทุน 1 เอ็มดีบี

การที่สาธารณชนบังเกิดความรังเกียจขยะแขยงกับข้อกล่าวหาฉ้อโกงนี้แหละ มีบทบาทสำคัญที่นำไปสู่ความปราชัยในการเลือกตั้งของนาจิบ - ที่เป็นผู้ก่อตั้งกองทุนนี้ขึ้นมา และของแนวร่วมแห่งชาติ (Barisan Nasional หรือ BN) ซึ่งเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลผสมปกครองมาเลเซียอย่างไม่เคยขาดตอน นับแต่ที่ได้รับเอกราชจากอังกฤษเมื่อปี 1957

เพียงไม่นานนักหลังจากความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งทั่วไปของเขา และของแนวร่วมบีเอ็นในเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว อดีตนายกรัฐมนตรีวัย 65 ปีผู้นี้ก็ถูกจับกุมและถูกตั้งข้อหารวม 42 กระทงที่โยงใยกับกรณีอื้อฉาวนี้ ถึงแม้เขายังคงปฏิเสธอย่างเดือดดาลว่าไม่ได้กระทำความผิดใดๆ ทั้งสิ้น

ไม่เพียงแค่ไม่ยอมเก็บเนื้อเก็บตัวอยู่เงียบๆ เท่านั้น อดีตผู้นำจาก ตระกูลชนชั้นสูงผู้นี้ยังพยายามต่อสู้ด้วยการโหมทำศึกป่าวร้องตีข่าวเพื่อช่วงชิงความเห็นอกเห็นใจของสาธารณชน โดยมุ่งเสนอภาพตนเองว่าเป็นคนของประชาชน และคอยเยาะเย้ยเสียดสีรัฐบาลชุดใหม่อย่างไม่ลดละเว้นว่าง

สำหรับการพิจารณาคดีของศาลในสัปดาห์นี้ ซึ่งเริ่มต้นขึ้นในวันอังคาร (12) มีศูนย์กลางอยู่ที่บรรดาข้อกล่าวหาเกี่ยวกับเงินทองจำนวน 42 ล้านริงกิต (ราว 10.3 ล้านดอลลาร์) ที่ถูกโอนจากบริษัทเอสอาร์ซี อินเตอร์เนชั่นแนล อดีตกิจการหนึ่งในเครือของ 1 เอ็มดีบี เข้าไปยังบัญชีธนาคารส่วนตัวของนาจิบ

คดีนี้พัวพันโยงใยอยู่กับกรณีการฟอกเงินรวม 3 กระทงด้วยกัน แล้ว ก็พัวพันโยงใยกับกรณีการทำผิดหน้าที่ซึ่งได้รับมอบหมาย 3 กระทง (การ ทำผิดหน้าที่ซึ่งได้รับมอบหมาย หรือ breach of trust คือการที่จำเลยถูกกล่าวหาว่าใช้อำนาจหน้าที่ซึ่งพวกเขาได้รับมอบหมายไปในทางทุจริต ถือเป็นความผิดทางอาญาอย่างหนึ่ง) ตลอดจนกรณีการใช้อำนาจโดยมิชอบอีกกระทงหนึ่ง นาจิบให้การปฏิเสธว่าไม่มีความผิดใดๆ ตามข้อหาเหล่านี้เลย

* ข้อหาอื่นๆ ยังจะตามมาอีก

นี่เป็นเพียงหนึ่งในการถูกฟ้องร้องดำเนินคดีจำนวนมาก ซึ่งคาดหมายกันว่านาจิบจะต้องเผชิญจากเรื่อง 1 เอ็มดีบี และพัวพันกับเงินแค่ส่วนเสี้ยวเดียวของทั้งหมดซึ่งกล่าวกันว่าขโมยมาจากกองทุนแห่งนี้ โดยที่มีจำนวน 681 ล้านดอลลาร์ทีเดียวซึ่งระบุกันว่าไปลงเอยที่บัญชีส่วนตัวของอดีตนายกรัฐมนตรีผู้นี้

อย่างไรก็ดี การที่ศาลเริ่มต้นการไต่สวนพิจารณาในคดีแรกคราวนี้ ยังควรที่จะถือเป็นช่วงจังหวะเวลาอันสำคัญ และน่าจะลดทอนแรงกดดันซึ่งมีต่อรัฐบาลใหม่ ภายหลังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันว่าดำเนินการอย่างเชื่องช้ามากในกรณี 1 เอ็มดีบี

"มันเป็นจังหวะเวลาที่สำคัญ ถึงแม้จะเป็นการลงมือที่ล่าช้าไปมาก ก็ตามที" นี่เป็นคำกล่าวของ ซินเธีย เกเบรียล ซึ่งเป็นสมาชิกคนหนึ่งในคณะกรรมการที่รัฐบาลแต่งตั้งขึ้นเพื่อดำเนินการสอบสวนกรณีฉาวโฉ่นี้

"เป็นเรื่องสำคัญยิ่งยวดสำหรับรัฐบาลใหม่ที่จะต้องเข้ารับมือและคลี่คลายกรณีอื้อฉาวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในอดีต" เกเบรียลกล่าวต่อ เธอผู้นี้เป็นประธานของกลุ่มเคลื่อนไหวต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันซึ่งใช้ชื่อว่า "ศูนย์กลางต่อสู้การคอร์รัปชันและการเล่นพรรคเล่นพวก" (Center to Combat Corruption and Cronyism)

ด้านนาจิบและทีมทนายแก้ต่างของเขานั้น พยายามป่าวร้องวาดภาพ คดีความที่เล่นงานเขาว่า คือการแก้แค้นของคณะรัฐบาลชุดใหม่ที่นำโดย นายกรัฐมนตรีวัย 93 ปี มหาเธร์ โมฮาหมัด บุรุษผู้ที่เคยเป็นพี่เลี้ยงทางการเมืองของนาจิบ ก่อนที่จะพลิกผันกลายเป็นศัตรูผู้ตามจองล้างจองผลาญของเขา

มูฮัมหมัด ชาฟี อับดุลเลาะห์ หัวหน้าทีมทนายความของนาจิบ ประทับตราการพิจารณาคดีที่กำลังจะเปิดฉากขึ้นคราวนี้ว่า "เป็นเรื่องการเมือง"

"ถ้าคุณยินยอมให้ผมได้ผู้พิพากษาที่ตรงไปตรงมา, ระบบยุติธรรมที่ ตรงไปตรงมา, และพวกพยานถูกปล่อยให้เป็นตัวของตัวเองโดยไม่มีการ ชี้นำแล้ว ผมก็จะชนะคดีนี้แน่ๆ" เขาบอกกับสำนักข่าวเอเอฟพี

ระยะเวลาในการพิจารณาคดีนี้ของศาล ถูกวางเอาไว้จนกระทั่งถึงสิ้นเดือนมีนาคม และคาดหมายกันว่าฝ่ายอัยการจะเรียกพยานขึ้นให้การจำนวน หลายสิบปาก

ในช่วงไม่กี่สัปดาห์หลังๆ มานี้ นาจิบได้เปลี่ยนแปลงตัวเองให้กลายเป็นปรากฏการณ์ทางสื่อสังคมได้อย่างไม่น่าเชื่อ โดยที่กำลังมีจำนวนผู้คอยติดตามเขาทางออนไลน์กลุ่มใหญ่ จากการที่เขาวิพากษ์โจมตีนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลใหม่ และโพสต์ภาพชุดการเดินทางไปเยี่ยมเยียนสถานที่ต่างๆ ซึ่งเขาได้พูดคุยกับประชาชนเกี่ยวกับประดาปัญหาทางเศรษฐกิจ

ฉากที่ดูตื่นตาตื่นใจมากที่สุด เห็นจะได้แก่การโพสต์คลิปวิดีโอซึ่งตัวเขาเองกำลังครวญเพลงเวอร์ชันภาษามาเลย์ของเพลงฮิต "คิส แอนด์ เซย์ กู๊ดบาย" (Kiss and Say Goodbye) ยุคทศวรรษ 1970 พรั่งพร้อมด้วยทีมนักร้อง แบ็กอัป โดยที่ในคลิปนี้เขาไม่ลืมกล่าวหารัฐบาลชุดใหม่ว่ากำลังมี "วาระแห่งการแก้แค้น และการให้ร้ายป้ายสี"

นี่ต้องถือว่าเป็นการเลี้ยวกลับแบบ 180 องศาที่น่าจับตามองทีเดียว สำหรับบุคคลผู้ซึ่งมักถูกมองกันเป็นประจำว่าเป็นผู้ที่เหินห่างไม่สามารถสัมผัสชีวิตของสามัญชนคนธรรมดาชาวมาเลเซียได้ ในระหว่างช่วงเวลา 9 ปีที่นั่งอยู่บนเก้าอี้นายกรัฐมนตรีของเขา

อย่างไรก็ตาม บริดเจต เวลช์ ผู้เชี่ยวชาญด้านมาเลเซียที่ มหาวิทยาลัยจอห์น คาบอต (John Cabot University) ให้ความเห็นว่า "ภาพลักษณ์ ใหม่นี้ ... เป็นสิ่งที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นมา และไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเมื่อตอนที่เขา ดำรงตำแหน่งอยู่"

"ดิฉันเชื่อว่าการพิจารณาคดีคราวนี้จะสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงให้แก่ฐานะของนาจับ" .(เก็บความจากเรื่อง Malaysia's toppled leader to go on trial over 1MDB scandal ของสำนักข่าวเอเอฟพี)

Column AROUND ASIA: JAPAN - BANGKOK POST Issued date 11 February 2019

Nissan Motor Co is unwilling to support an arrangement with its alliance partner Renault that would place the same person in the chairman's role at both companies, as was the case under jailed former leader Carlos Ghosn. A person familiar with the matter said the Japanese company would resist appointing new Renault chairman Jean-Dominique Senard as its own chairman as well. Nissan's board plans to await a governance committee report before taking a final decision. It's the strongest sign yet of the challenges facing the Franco-Japanese partnership as the sides try to forge a fresh path without Mr Ghosn, who enforced a common vision over two decades through his stature and personality.

Prime Minister Shinzo Abe has pledged to take a "step-by-step'" approach in resolving a territorial dispute with Russia left over from World War II. Mr Abe told a rally of former residents of four islands seized by Russia in the war's final days that settling the conflict over what Japan calls its "northern territories" was difficult but necessary. Regaining the islands north of Japan's northern main island of Hokkaido has been a priority for Mr Abe and his conservative base. For seven decades, the dispute has prevented Tokyo and Moscow from signing a peace treaty.