You are here

สรุปข่าว CG และคอร์รัปชัน - 11 ตุลาคม 2560

ไก่อูโต้ข่าวลือบัตรคนจนเอื้อนายทุน - ไทยโพสต์

NOB head, trader eyed in Amlo freeze - BANGKOK POST

Ex-kamnan sent to prison over land case - BANGKOK POST

ยึดทรัพย์ลูกสาวเสี่ยเปี๋ยง-ก๊วนเงินทอนวัด - กรุงเทพธุรกิจ

คอลัมน์ ลงมือสู้โกง: 100 ปีชาตกาลอาจารย์ป๋วย : การศึกษาประวัติศาสตร์กับการต่อต้านคอร์รัปชัน - แนวหน้า

คอลัมน์ พาราสาวะถี - ข่าวหุ้น

เรื่องของ"เผด็จการ"กับ"ชาติไทย!"(ตอนยี่สิบห้า)"บิ๊กตู่"กับ"ธงชาติไทย?" - ผู้จัดการรายวัน

คอลัมน์ หมุนตามทุน: 'มหากาพย์เหล็กโกงชาติ' ตอน...คนขี้โกง กำเริบหนัก.. - แนวหน้า

แก้รากวัฒนธรรมยากเอกชนญี่ปุ่นฉาวไม่จบ - โพสต์ทูเดย์

ไก่อูโต้ข่าวลือบัตรคนจนเอื้อนายทุน - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2560

ทำเนียบฯ * พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุม ครม.ว่า ข่าวลือในโซเชียลมีเดียและมีการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องบัตรสวัสดิการแห่งรัฐใน 3 ประเด็น คือ 1.มีการนำบัตรไปแลกเงินสดแทนที่จะไปแลก สินค้าที่จำเป็นและมีการหักค่าหัวคิว ซึ่งอาจมีบางส่วนที่ทำแบบนี้ ถ้าใครมีข้อมูลขอให้แจ้งรัฐบาลเพื่อตรวจสอบเอาผิดอย่าง เต็มที่กับผู้ทุจริต ไม่ว่าจะเป็นร้านธงฟ้า หรือเจ้าหน้าที่ที่ให้ข้อมูลเอื้อประโยชน์ จะดำเนินการเต็มที่เพื่อให้โครงการนี้ช่วยประชาชนได้จริง

2.เงินเหล่านี้จะไหลเข้ากระเป๋าของ เจ้าสัว คงเป็นไปไม่ได้ ร้านที่ผูกพันกับโครงการนี้มีผู้ประกอบการจำนวนมากเข้าร่วม ไม่ใช่เฉพาะบริษัทใหญ่ เอสเอ็มอีก็มี มีทุกกลุ่ม ข้อกล่าวนี้จึงไม่เป็นเรื่องจริง 3.ประชาชนที่มีบัตรนี้จะไม่สามารถกู้เงินจากธนาคารได้ ซึ่งการไม่ได้รับอนุญาตให้กู้เงินไม่ได้เกิดจากโครงการนี้ แต่เป็นกฎของธนาคารในการปล่อยสินเชื่อ ทั้งหมดเป็นความพยายามทำลายความน่าเชื่อถือรัฐบาล นายกฯ อยากให้สื่อให้ข้อมูลประชาชนให้มีความเข้าใจว่ารัฐบาลพยายามแก้ปัญหาให้ผู้มีรายน้อย ที่ผ่านมาช่วยแบบเหมา ไม่ได้ช่วยบุคคลที่มีปัญหาจริงๆ.

NOB head, trader eyed in Amlo freeze - BANGKOK POST Issued date 11 October 2017

KING-OUA LAOHONG

The Anti-Money Laundering Office (Amlo) will freeze some assets of a former chief of the National Office of Buddhism (NOB) in a temple budget corruption case and impound more valuables from a convicted trader in a rice sales case.

The decisions were reached at a meeting yesterday, said acting Amlo chief Romsit Weeriyasan.

In the first case, 71 million baht worth of assets belonging to Nopparat Benjawatananun, a former director of the National Office of Buddhism, and his collaborators will be frozen and seized after he was found to be involved in the corruption of the state budget for temples, he said.

According to Amlo, the investigation found Mr Nopparat and eight others had conspired to steal from a state budget for the renovation and development of temples during 2012-16.

They first allocated a budget for the purpose, and when the temples received the funds, the monks were instructed to transfer some of the money back to Mr Nopparat or his close aides.

In the second case, Amlo will impound from Apichart "Sia Piang" Chansakulporn 25 items worth 2.3 billion baht after earlier seizing 13 billion baht worth of his assets.

The additional impoundment came after the Supreme Court's Criminal Division for Holders of Political Positions ruled on Aug 25 that Apichart's daughter, Thanyaporn Chansakulporn, was a collaborator in fake government-to-government (G2G) rice sales.

Apichart has been imprisoned since 2015 in a separate case while Thanyaporn has fled.

"Our probe found Thanyaporn had concealed the illegitimately acquired assets by having nominees hold shares in TC Property Co Ltd, leading to more items being frozen," Pol Maj Gen Romsit said.

The court on Aug 25 sentenced Apichart, an executive of rice exporter Siam Indica Co Ltd, to 48 years in prison in the case, and ordered he pay 16.9 billion baht to the Finance Ministry for the damage.

Former commerce minister Boonsong Teriyapirom was sentenced to 42 years in jail and his former deputy Poom Sarapol to 36 years. Their requests for bail pending appeal were denied.

Ex-kamnan sent to prison over land case - BANGKOK POST Issued date 11 October 2017

KING-OUA LAOHONG

A former kamnan and a land surveyor involved in a case involving forest encroachment near a beach in Phuket have been handed jail sentences.

Pol Lt Col Prawuth Wongsinil, deputy director-general of the Department of Special Investigation (DSI) said the Central Criminal Court for Corruption and Misconduct Cases on Monday sentenced Narong Ounseam, the land official, to five years in prison and Sommit Suebsin, the former kamnan of tambon Cherngtalay, to three years and four months.

The pair are among four state officials accused of complicity in illegally issuing a land title deed covering about six rai near Lepang beach in tambon Cherngtalay in Thalang district of the southern island province, and selling the land to others for about 330 million baht, Pol Lt Col Prawuth said.

The third defendant in the case is Yuhad Phatsuree, a chief land survey official, who was previously sentenced by the court to two years in jail, while the fourth defendant - Thawatchai Anukul, the land official who approved the land title deed - died while in the DSI's custody, Pol Lt Col Prawuth said.

Thawatchai was found unconscious with with his neck tied to the hinge of the door of a detention cell with socks at 1am on Aug 31. He was pronounced dead after he was sent to a hospital.

An autopsy found that Thawatchai's death was caused by bleeding in the abdomen, a ruptured liver as a result of being hit with a hard object, and suffocation.

The Criminal Court recently ruled following inquests that he was beaten to death by somebody but the culprit was never identified.

Pol Lt Col Prawuth added the court ordered the land title deed be revoked after it was found that a Sor Khor 1 land occupancy document from elsewhere was used to apply for the title deed document. Sor Khor 1 is not a land title deed but a land occupancy document that can be upgraded to a title deed by qualified holders.

The DSI deputy director-general said the DSI has also launched a separate forest and state land encroachment probe against Supakorn Dechophanang, the current owner of the land.

It is also expanding its probe into a money laundering allegation against the land owner, Pol Lt Col Prawuth said.

Of the six rai of land, a three-rai plot is where Dream Beach, previously named NIKKI Beach Club, is located while the other three rai were sold to others under a sale contract with the right of redemption, Pol Lt Col Prawuth said. Under such a contract, a seller who owns real estate has the right to redeem his or her sold property within an agreed period.

ยึดทรัพย์ลูกสาวเสี่ยเปี๋ยง-ก๊วนเงินทอนวัด - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2560

กรุงเทพธุรกิจปปง.มีมติอายัดทรัพย์ 2 คดีดัง ยึด 1.3 พันล้านลูกสาวเสี่ยเปี๋ยงคดีจำนำข้าว 2,300 ล้าน ขณะก๊วนเงินทอนวัด โดน 71 ล้าน

พล.ต.ต.รมย์สิทธิ์ วีริยาสรร รักษาราชการ แทนเลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กล่าวถึงผลการประชุมผลการประชุมคณะกรรมการธุรกรรมครั้งที่ 19/2560 ว่า มีประเด็นสำคัญที่อยู่ในความสนใจของประชาชน จำนวน 2 เรื่อง โดยมีรายละเอียดดังนี้ 1.คดีทุจริตจำนำข้าว ตามที่คณะกรรมการธุรกรรม ได้เคยมีมติให้อายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำ ความผิด การทุจริตโครงการรับจำนำข้าวและการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ รายคดีนายอภิชาติ จันทร์สกุลพร หรือเสี่ยเปี๋ยงกับพวก ไปแล้วจำนวน 9 ครั้ง รวมมูลค่า ทรัพย์สินประมาณ 13,000 ล้านบาทนั้น

ต่อมา เมื่อวันที่ 25 ส.ค.2560 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (คดีหมายเลขดำที่ อม.25/2558) ได้มีคำพิพากษาว่า น.ส.ธันยพร จันทร์สกุลพร บุตรสาวของนายอภิชาติหรือเสี่ยเปี๋ยง ได้ร่วมกระทำผิดในคดีทุจริตจำนำข้าวดังกล่าวด้วย ปปง.จึงได้ทำการสืบสวนขยายผลทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเพิ่มเติม และตรวจพบว่า น.ส.ธันยพร ได้ปกปิดอำพรางทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำผิด โดยให้บุคคลอื่นเข้ามาถือหุ้นในบริษัททีซีพร็อพเพอร์ตี้จำกัด แทนตนเอง ในการประชุมคณะกรรมการธุรกรรมในวันนี้ (10 ต.ค.) จึงได้มีมติให้อายัดทรัพย์สิน ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดเพิ่มเติมอีก จำนวน 25 รายการ มีมูลค่าทรัพย์สินประมาณ 2,300 ล้านบาท จึงเป็นผลให้การอายัดทรัพย์สินในคดีนี้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น รวมประมาณ 15,300 ล้านบาท

2.คดีทุจริตเงินทอนวัด จากการสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐานพบว่า นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานนท์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กับพวก ซึ่งเป็นข้าราชการในสำนักงานฯ และบุคคลใกล้ชิด ได้แก่ นางประนอม คงพิกุล นายสวัสดิ์ กิตติธีระสิทธิ์ นางณัฐฐาวดี ตันตราวิสารสิทธิ นางชมพูนุท จันฤาไชย พระสุทธิพงศ์ สุทธิวังโส แสงสุข นายฐานพัฒน์ ม่วงทอง นายศิวโรจน์ ปิยรัตน์เสรี หรือพระเบิ้ม และน.ส.อุบล ดิษฐ์ด้วง ได้ร่วมกันกระทำการทุจริตเงินงบประมาณอุดหนุน การบูรณปฏิสังขรณ์และการพัฒนาวัดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555-2559

โดยมีพฤติการณ์ร่วมกันกระทำความผิด วางแผนเป็นขั้นตอนและแบ่งหน้าที่กันทำ ในการจัดสรรงบประมาณอุดหนุนการบูรณปฏิสังขรณ์และพัฒนาวัดต่างๆ เป็นเครื่องมือ ในการเทงบประมาณลงไป โดยเมื่อวัดได้รับเงินดังกล่าวก็จะโอนเงินสดมามอบให้ นายนพรัตน์ หรือบุคคลใกล้ชิด ซึ่งพฤติการณ์ดังกล่าวเป็นการกระทำความผิดตามมาตรา 3(5) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปราม การฟอกเงิน พ.ศ. 2542

คณะกรรมการธุรกรรมจึงได้มีมติให้ยึดและอายัดทรัพย์สิน ของนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานนท์ กับพวกประกอบด้วยทรัพย์สินจำนวน รวมทั้งสิ้น 33 รายการ รวมมูลค่าทั้งสิ้น 71,939,017.91 บาท

คอลัมน์ ลงมือสู้โกง: 100 ปีชาตกาลอาจารย์ป๋วย : การศึกษาประวัติศาสตร์กับการต่อต้านคอร์รัปชัน - แนวหน้า ฉบับวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2560

สุภอรรถ โบสุวรรณ

สวัสดีครับท่านผู้อ่าน ผมได้รับเกียรติให้ไปร่วมวงเสวนา "หนัก ใหญ่ ยาว(ปัญหา) เราจะทำอย่างไร จาก อ.ป๋วย สู่ GEN Y" ที่จัดขึ้นในงาน "ร้อยปี ชาตกาล สืบสานปณิธานอาจารย์ป๋วย" ในวันเสาร์ที่ 16 กันยายน ณ หอศิลป์กรุงเทพฯ โดยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นงานสรุปกิจกรรมต่อเนื่อง ในโอกาส ครบรอบ 100 ปีชาตกาลของอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ที่ครบรอบไปแล้วเมื่อ 9 มีนาคม 2559

เมื่อได้รับโอกาสสำคัญ ผมจึงเตรียมตัวก่อนการร่วมเสวนาโดยการศึกษาชีวประวัติอาจารย์ป๋วย ทั้งที่เป็นอัตชีวประวัติของท่าน และที่เป็นสารคดีที่คนรุ่นหลังรวบรวมไว้ เมื่อผมได้ศึกษาก็หวนนึกถึงประโยคหนึ่งที่ว่า History repeats itself หรือ ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ที่เคยเรียนในวิชาประวัติศาสตร์สมัยมัธยมศึกษา จากการพบว่าประวัติศาสตร์ร้ายๆอย่างปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันที่อาจารย์ป๋วยได้ประสบและต่อสู้ในช่วงชีวิตการทำงานของท่าน ยังคงวนเวียนทำร้ายสังคมไทยจนถึงยุคปัจจุบันไม่ได้หายไปไหน แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ ผมได้เห็นความหวังของประเทศไทยในการหลุดพ้นจากวงจรร้ายนี้ไปได้ หากสังคมไทยสามารถซ้ำรอยสร้างคนที่มีความซื่อสัตย์ สุจริต และชาญฉลาดในการลงมือสู้โกงอย่างอาจารย์ป๋วยขึ้นมาได้เยอะๆ

ในบทความตอนนี้ผมจึงขอยกเหตุการณ์ที่แสดงถึงบุคลิกและความสามารถที่สมควรซ้ำรอยของอาจารย์ป๋วยมา 6 ข้อจาก 6 เหตุการณ์ ดังนี้ครับ

1) ยึดมั่นในกฎเกณฑ์ ในปีพ.ศ.2496 สมัยที่อาจารย์ป๋วยดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ได้มีข้อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีให้ปรับเงิน สหธนาคารกรุงเทพ จำกัด ที่ปฏิบัติผิดกฎระเบียบ ทำให้จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นซึ่งกำลังจะเข้าไปซื้อธนาคารดังกล่าว เชิญอาจารย์ป๋วยไปพบ ขอให้ถอนข้อเสนอดังกล่าวออกไป แต่อาจารย์ป๋วยก็ปฏิเสธที่จะถอนข้อเสนอ แม้รู้ว่าหากยืนหยัดทำตามความถูกต้อง จะส่งผลต่อหน้าที่การงานและความปลอดภัยของชีวิตตนเองได้ ทำให้สุดท้ายคณะรัฐมนตรีต้องลงโทษปรับสหธนาคารกรุงเทพหลายล้านบาท สามารถรักษาผลประโยชน์ของชาติไว้ได้มหาศาล

2) ยึดข้อเท็จจริงเป็นหลัก พ.ศ. 2497-2498 อาจารย์ป๋วยแสดงความไม่เห็นด้วยที่พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ อธิบดีกรมตำรวจและรัฐมนตรีมหาดไทย ต้องการเปลี่ยนโรงพิมพ์ธนบัตร จากบริษัท ทอมมัส เดอลารู มาเป็นอีกบริษัทหนึ่งจากสหรัฐอเมริกา อาจารย์ป๋วยเห็นว่าบริษัทที่พล.ต.อ.เผ่า เสนอมานั้น ผลิตธนบัตรได้ด้อยคุณภาพกว่าบริษัทเดิม ปลอมแปลงได้ง่ายและยังมีชื่อเสียงในทางวิ่งเข้าหาผู้มีอำนาจเพื่อให้ได้งานเสียอีก จึงได้ทำรายงานแย้งไป โดยแนะนำให้ใช้บริษัทเดิม มิเช่นนั้นอาจารย์ ป๋วยก็ขอลาออกจากราชการ โรงพิมพ์ธนบัตรของไทยจึงไม่ถูกเปลี่ยนแปลง

3) รู้ความเหมาะสมด้วยตนเอง ในขณะที่ อาจารย์ป๋วยเป็นผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เมื่อได้รับ ตำแหน่งอื่นคือเป็นผู้ว่าการธนาคารชาติและผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง อาจารย์ป๋วยมีความเห็นว่าคนคนเดียวไม่สมควรจะรับผิดชอบทั้งนโยบายการเงิน นโยบายการคลัง และนโยบายงบประมาณ เพราะอาจจะทำให้ขาดการตรวจสอบ ถ่วงดุลอย่างมีประสิทธิภาพ จึงได้ขอลาออกจากผู้อำนวยการสำนักงบประมาณด้วยตนเอง

4) มั่นคงในคำสัตย์ อีกครั้งหนึ่งที่อาจารย์ ป๋วยกล้าหาญยืนหยัดบนความซื่อสัตย์เมื่อจอมพลสฤษดิ์ขอให้รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แต่อาจารย์ป๋วยตอบปฏิเสธด้วยความสุภาพ โดยแสดงเหตุผลที่แสดงถึงความซื่อสัตย์ต่อตนเองไปว่า"ผมไม่ขอรับตำแหน่งนี้เพราะได้สาบานไว้เมื่อตอนเข้า เสรีไทยว่าจะไม่รับตำแหน่งการเมืองใดๆจนกว่าจะเกษียณอายุราชการ เพื่อให้แน่ใจว่าการเข้าเป็นเสรีไทยนั้นไม่ใช่เพื่อประโยชน์ส่วนตัว"

แม้จอมพลสฤษดิ์ได้โทรเลขอีกฉบับหนึ่งตอบมาว่า"ประเทศชาติกำลังอยู่ในภาวะคับขันทางเศรษฐกิจ เห็นมีแต่คุณที่จะช่วยผมได้" แต่อาจารย์ ป๋วยส่งโทรเลขตอบกลับไป ยืนยันว่า "ผมยินดีรับใช้ประเทศชาติทุกอย่าง แต่ไม่ใช่ในฐานะรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีคงจะไม่ต้องการรัฐมนตรีที่ทวนคำสาบานเป็นแน่" จอมพลสฤษดิ์จึงตั้งผู้อื่นแทน แต่ได้แต่งตั้งให้อาจารย์ป๋วยเป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย

5) กล้าพูดความจริง อีกต่อมาไม่นาน อาจารย์ป๋วยขอเข้าพบจอมพลถนอม กิตติขจรนายกรัฐมนตรีในสมัยนั้นเป็นการส่วนตัว โดยจอมพลถนอมให้เข้าพบที่กระทรวงกลาโหม เหตุการณ์ในตอนนั้น ผมขอคัดจากความตอนหนึ่งในอัตชีวประวัติ ของอาจารย์ เพื่อให้ได้อรรถรส ความว่า ".ในห้องนั้นมีแต่ท่านและผมเท่านั้น ผมได้เรียนท่านว่า บรรดาญาติสนิทของท่านนั้นมีชื่อเสียงไปในเชิงที่ไม่ดี เพราะทุจริตเบียดเบียนราษฎรและพ่อค้า กับกระทำการผิดกฎหมายหลายเรื่อง ผมเล่าให้ท่านฟังเป็นเรื่องๆ จอมพลถนอมก็อึ้งไปครู่หนึ่ง และขอบคุณผมที่นำเรื่องมาบอก และท่านว่าท่านก็ได้ห้ามไปแล้ว โดยทั่วไปจะทำมาหากินอย่างไรก็ไม่ห้าม แต่อย่าเอาเปรียบคนอื่น ท่านก็รับคำว่าท่านจะดูเรื่องนี้ และจัดการอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่พฤติกรรมที่ปรากฏมานั้นแสดงว่าไม่ได้ผล"6) ติเตียนอย่างชาญฉลาด ต่อมา รัฐบาลของจอมพลถนอมประกาศห้ามมิให้รัฐมนตรีทั้งหลายประกอบการค้าหรือเป็นประธานกรรมการ,กรรมการในธุรกิจต่างๆ อาจารย์ป๋วยต้องการจะเตือนจอมพลถนอมให้ปฏิบัติตามประกาศนี้เช่นเดียวกัน จึงใช้วิธีอย่างชาญฉลาด โดยผูกคำกลอนยกย่องจอมพลถนอมว่าท่านทำดี แต่ยังมีรัฐมนตรีหลายท่านเป็นประธานหรือกรรมการ ธนาคารพาณิชย์อยู่ และได้ตั้งคำถามชวนคิดว่า หรือว่าธนาคารพาณิชย์ไม่ใช่การค้า? หลังจากนั้น 2-3 วันต่อมา จอมพลถนอมก็ลาออกจากประธานกรรมการธนาคารพาณิชย์ แต่ไม่มีรัฐมนตรีคนอื่น ลาออกตามท่าน

จากเหตุการณ์ที่ยกมา เป็นอย่างไรครับท่าน ผู้อ่าน สนุก ตื่นเต้น และได้เห็นถึงความเป็นผู้ยึดมั่นในความซื่อสัตย์ สุจริตของอาจารย์ป๋วยเหมือนตอนที่ผมอ่านอัตชีวประวัติของท่านบ้างไหม การศึกษาชีวประวัติอาจารย์ป๋วยนั้น นอกจากทำให้ผมได้แรง บันดาลใจ ได้รู้จักบุคคลที่ควรยึดเป็นแบบอย่างมากขึ้นแล้ว ยังเป็นการย้อนอดีตไปเข้าใจการเมืองสมัยนั้น ได้เห็นการกระจุกตัวของอำนาจ ได้เห็นการคอร์รัปชัน ได้เห็นอุดมการณ์ความคิดของคนสมัยก่อน ได้เห็นความสำคัญของความรู้ความสามารถ และได้เห็นลีลาการแก้ปัญหาของปัญญาชน

ดังนั้น ถ้าเราจะลงมือสู้โกงได้อย่างมีประสิทธิผล ก็ควรศึกษาประวัติศาสตร์กัน ด้วย ประวัติศาสตร์ที่ไม่ดีจะได้ไม่ซ้ำรอย เพราะเหตุการณ์ต่างๆที่ยกมา เช่น การแทรกแซงด้วยอำนาจทางการเมืองเพื่อประโยชน์ส่วนตน แม้ผ่านมา 60-70 ปีแล้ว ประเทศไทยก็ยังพบปัญหาลักษณะเดิมๆอยู่เลย สิ่งสำคัญที่ควรคิดต่อคือ จะทำอย่างไรให้ประวัติศาสตร์ส่วนที่ดีนั้น นอกจากซ้ำรอยเดิม ก็ขยายผลมากขึ้น กล่าวคือ สังคมจะผลิตหรือสร้างคนที่ซื่อสัตย์สุจริตอย่างอาจารย์ป๋วยให้เพิ่มขึ้นได้อย่างไร

ขอขอบคุณสารคดี ป๋วย อึ๊งภากรณ์ จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน : คนตรงในประเทศคด จาก ThaiPBS และข้อมูล www.puey.in.th มา ณ ที่นี้ เขียนติชมบทความได้ที่ "HANDfeedback @gmail.com" ขอบพระคุณครับ

คอลัมน์ พาราสาวะถี - ข่าวหุ้น ฉบับวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2560

คำชี้แจงของ สรรเสริญ แก้วกำเนิด ต่อข้อคลางแคลงใจเรื่องโรดแมปของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา จากพรรคการเมืองโดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยที่ว่า ทุกอย่างเป็นไปตามคำสัญญาและเบื่อที่จะอธิบายซ้ำซาก สะท้อนภาพของพวกที่ชอบใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ทุกอย่างอยู่ที่การทุบโต๊ะ ทั้งๆที่รู้ว่าโรดแมปเลื่อนมาแล้วกี่หน แต่ก็ยังอยากจะให้คนส่วนใหญ่เชื่อตามที่ตัวเองวาดภาพไว้

เมื่อเป็นเช่นนั้นแทนที่คำยืนยันของกระบอกเสียงรัฐบาลจะช่วยทำให้คนเชื่อมั่นมากขึ้น กลับเป็นไปในทิศทางตรงข้ามเสียฉิบ และสามารถฟันธงได้ทันทีว่าเลือกตั้งไม่น่าจะเกิดขึ้นในปี 2561 นี้แน่นอน ส่วนจะใช้คำอธิบายอย่างไร ต่อการไม่เป็นไปตามคำสัญญาไม่ใช่เรื่องยากสำหรับผู้มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในการที่จะทำให้ทุกคนเชื่อเช่นนั้น โดยเฉพาะบรรดากองเชียร์ที่หลับหูหลับตาสนับสนุน

ถ้าโรดแมปเลื่อน นั่นเป็นอีกเรื่องแต่สิ่งที่จะเลื่อนไม่ได้คือ กลไกที่จะต้องเดินหน้าตามกฎหมายว่าด้วยพรรคการเมืองที่มีผลบังคับใช้เรื่องต่างๆ ที่กฎหมายกำหนดก็ต้องเริ่มเดินหน้า อาทิ การสรรหาคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ภายใน 180 วัน หรือ 6 เดือน แต่ยังไม่สามารถจัดให้มีการประชุมได้ แต่ขณะนี้ยังขัดกับคำสั่งคสช. ที่ปิดไม่ให้พรรคการเมืองทำกิจกรรม แม้กฎหมายจะประกาศใช้ แต่พรรคการเมืองยังทำอะไรไม่ได้

ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เวลานี้พรรคการเมืองโดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคขนาดกลางที่ถนอมตัวแสดงท่าทีแทงกั๊กมาโดยตลอดอย่างพรรคภูมิใจไทย จะออกมาเรียกร้องให้ผู้มีอำนาจปลดล็อคให้พรรคดำเนินกิจกรรม ต้องไม่ลืมว่าตามกฎหมายใหม่นั้น พรรคที่จะมีปัญหาหากเวลาทอดยาวออกไปเรื่อยๆ คือ พรรคขนาดกลางและเล็ก

แต่คงเป็นไปตาม นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ จากค่ายพรรคเก่าแก่ดักคอไว้ คสช.คงไม่ปลดล็อคให้ดำเนินกิจกรรมได้อย่างอิสระร้อยเปอร์เซ็นต์ แน่นอนว่าในมุมของคนประชาธิปัตย์ย่อมรู้อยู่แก่ใจว่าหมายถึงอะไร สำหรับพรรคที่สนับสนุนหรือแอบหนุนหลังคณะรัฐประหารแล้วคงไม่มีปัญหาใดๆ แต่หากเป็นพรรคที่อยู่ฝ่ายตรงข้าม ถ้าปล่อยอิสระก็รู้อยู่เต็มอกว่าจะเป็นหนามยอกอกอันสำคัญต่อผู้มีอำนาจ และอาจเกิดแรงกระเพื่อมอย่างหนึ่งอย่างใดตามมาได้

ด้วยบริบทเช่นนี้การปลดล็อคจึงต้องเป็นไปด้วยความสุขุมคัมภีรภาพ ปล่อยวางอย่างมีเงื่อนไข ซึ่งในจังหวะที่ยังมีมาตรา 44 อยู่ในมือ จึงไม่ใช่เรื่องที่ต้องน่ากังวลแต่อย่างใด ในทางตรงข้าม หากแสดงความจริงใจด้วยการเปิดโอกาสให้ตามที่กฎหมายกำหนด น่าจะได้ใจและสร้างภาพให้เกิดความเชื่อถือ เชื่อมั่นได้มากกว่าการแทงกั๊ก มาถึงตรงนี้เชื่อแน่ว่าเกมการเมืองควรเคลื่อนอย่างไรท่านผู้นำและบรรดามือทำงานการเมืองทั้งหลายต่างรู้ดี

สิ่งสำคัญที่ผู้มีอำนาจพึงระวังในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อน่าจะเป็นความสามารถในการแก้ไขปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชนและปมความโปร่งใสในการบริหารโครงการต่างๆ มากกว่า ที่ถูกวิจารณ์หนักในช่วงนี้หนีไม่พ้นโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือบัตรคนจน อย่างแรกคือความไม่พร้อมของเครื่องรูดปรี๊ดและร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ

ทว่าก็เห็นความตั้งใจของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเข้าไปจัดการปัญหาในทันทีทันใด พร้อมสั่งยกเลิกร้านค้าที่ละเมิดระเบียบ กติกาแบบฉับพลัน แต่สิ่งที่น่าสนใจคงเป็นการทักท้วงผ่านแถลงการณ์ของ ศรีสุวรรณ จรรยา ในนามสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เรียกร้องให้รัฐบาลหยุดเอื้อประโยชน์ธุรกิจให้เจ้าสัวผ่านบัตรคนจน

ในมุมมองของศรีสุวรรณเห็นว่า การดำเนินโครงการดังกล่าวเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มธุรกิจ “เจ้าสัว” นายทุนใหญ่เจ้าของสินค้าอุปโภค-บริโภคขนาดใหญ่ที่ส่งผ่านสินค้าไปยังตัวแทนผู้จำหน่ายในรูปร้านธงฟ้าประชารัฐแทบทั้งสิ้น ซึ่งสินค้าส่วนใหญ่ก็จะมาจากบริษัทใหญ่ไม่กี่ราย ขณะที่สินค้าจากชาวบ้าน สินค้าเอสเอ็มอี จากกลุ่มผู้ผลิตในท้องถิ่นผู้ผลิตขนาดเล็กและขนาดย่อมที่ไม่มีไลน์ธุรกิจที่สามารถดีลซื้อขายกับร้านค้าที่กรมการค้าภายใน กรมบัญชีกลางกำหนดได้

การดำเนินโครงการนี้จึงเท่ากับใช้คนจนเป็นข้ออ้างเพื่อประโยชน์ต่อธุรกิจนายทุนหรือเจ้าสัวโดยตรง ทุกครั้งที่คนจนไปรูดบัตรแลกสินค้าเงินก็จะไหลจากบัญชีรัฐไปเข้ากระเป๋าเจ้าสัวมากมายมหาศาลทุกๆ เดือน โดยที่คนจนไม่มีสิทธิเห็นเงินเลยแม้สลึงเดียว และที่สำคัญร้านธงฟ้าประชารัฐไม่ได้มีสาขาหรือจุดบริการกระจายเป็นการทั่วไปทุกตำบล ทุกหมู่บ้านเหมือนร้านโชว์ห่วยของชาวบ้านด้วยกันเอง

ไม่เพียงเท่านั้น ศรีสุวรรณยังมองข้ามช็อตด้วยความสงสัยว่ารัฐบาลเร่งรีบผลักดันโครงการดังกล่าวออกมาเพื่อปูฐานเสียงให้ประชาชนนิยม เพื่อนำไปสู่การจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ขึ้นมาเพื่อรองรับนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันในการเลือกตั้งในปีหน้ามากกว่าการจะแก้ไขปัญหาให้คนจนหรือไม่ และการที่นายกฯออกมาพูดเสมอว่าจะไม่ลงเล่นการเมืองนั้น ณ เวลานี้จะมีคนไทยสักกี่คนที่เชื่อคำพูดพลเอกประยุทธ์ได้

เพราะแม้แต่การประกาศให้มีการเลือกตั้งยังตระบัดคำพูดของตนมานับครั้งไม่ถ้วนแล้วยิ่งกว่าพิน็อคคิโอในนิยายเสียอีก ที่สำคัญการดำเนินโครงการและใช้จ่ายเงินของรัฐตามโครงการดังกล่าวอาจขัดต่อมาตรา 62 ของรัฐธรรมนูญ 2560 ประกอบกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต 2542 และแก้ไขเพิ่มเติมว่าด้วยการทุจริตต่อหน้าที่ และกฎหมายว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน 2542 อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ข้อกล่าวหาดังกล่าวกระบอกเสียงรัฐบาลได้ออกมาตอบโต้ทันทีโดยยืนยันไม่มีล็อกสเปก อุ้มเจ้าสัวร่วมโครงการ พร้อมเปิดกว้างผู้ผลิตทุกรายร่วมขายสินค้า เรื่องพรรค์นี้แม้จะมีคำอธิบายแต่ความเคลือบแคลงก็ไม่ได้หมดไปเสียทีเดียว มิหนำซ้ำ หากมีการตอกย้ำกันบ่อยครั้งนอกจากสงสัยไม่หาย ยังจะกลายเป็นความเชื่อและพาลกระทบไปถึงความเชื่อถือ เชื่อมั่นของผู้มีอำนาจด้วย เช่นเดียวกับกรณีโรดแมปเลือกตั้ง การไม่สืบทอดอำนาจ และการปล่อยให้ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หลบหนีไปอย่างไร้ร่องรอย

คอลัมน์ ไฮด์ปาร์กลงกระดาษ: เรื่องของ"เผด็จการ"กับ"ชาติไทย!"(ตอนยี่สิบห้า)"บิ๊กตู่"กับ"ธงชาติไทย?" - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2560

ชัชวาลย์ ชาติสุทธิชัย

ใครมีอำนาจและรักชาติจริง ต้องแก้ไขต้นเหตุปัญหาชั่วร้ายของชาติแบบเด็ดขาดโดยไม่ลังเลโลเล...!

ต้นเหตุปัญหาชาติคนกลุ่มแรกคือ นักการเมือง-โกงเลือกตั้ง-เข้ายึดและใช้อำนาจรัฐโกงชาติ โกยผลประโยชน์ชาติใส่ตนและพวกพ้อง!

กลุ่มที่สองคือ นักรัฐประหาร-ใช้ปืน-เข้ายึดและใช้อำนาจรัฐ แล้วไม่แก้ไขต้นเหตุปัญหาชาติ ไม่ยอมปฏิรูปชาติบ้านเมืองในมิติสำคัญๆ แถมบางคณะยังโกงชาติโกยประโยชน์ใส่ตนและพวกพ้องอีกด้วย!

นั่นคือ "สองกลุ่มคนหลัก" ที่ทำให้ชาติไทย ไม่เป็นประชาธิปไตยของประชาชนอย่างแท้จริง หากแต่เป็น "คณาธนา-โจรา-ประชาธิปไตย" ปล้นชาติมาตลอด!"คณา-ธนา-โจรา-ประชาธิปไตย" ยังทำให้เศรษฐกิจของชาติไทยเป็นสังคม "มือใครยาวสาวได้สาวเอา" ปล่อยให้ "ปลาใหญ่สวาปามปลาเล็ก" อย่างเสรี ไม่มีการกระจายรายได้อย่างเป็นธรรม จึงเกิดความเหลื่อมล้ำแทบทุกมิติทุกหัวระแหง จนกลายเป็นสังคม "รวยกระจุก จนกระจาย!"ยุครัฐบาลเครือข่าย "เหลี่ยม" ครองเมือง ยึดอำนาจทั้งสภาและรัฐบาลไว้ในมือ แล้วใช้กลไกรัฐทำการคอร์รัปชันโกงชาติ อีกทั้งปฏิบัติการ "ล้มเจ้า" โดยหวังจะเปลี่ยน "รัฐไทยปัจจุบัน" ให้เป็น "รัฐไทยใหม่" แบบมะกันและชาติตะวันตก

ยุคนั้น "กลุ่มทุนสามานย์เหลี่ยม" ใช้เงินมหาศาล ผูกขาดอำนาจในพรรคการเมือง-สภา-รัฐบาลแล้วยังสร้างอิทธิพลควบคุมกลไกข้าราชการ ผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ องค์กรมหาชน องค์กรอิสระในการตรวจสอบการคอร์รัปชันอีกด้วย

ดังเช่น ประจักษ์พยานจากเหตุการณ์จริง ซึ่งบ่งชี้อย่างชัดแจ้งที่สุดว่า รัฐบาลของ "เหลี่ยม" กับเครือข่าย ได้เข้าไปแต่งตั้งและโยกย้ายตำรวจที่เป็นพรรคพวกตนให้ขึ้นสู่อำนาจ จนเกิดระบบ "รัฐตำรวจ" ขึ้นในชาติ เพื่อบงการให้ "ตำรวจ"ที่เป็น "ต้นน้ำ" ในกระบวนการยุติธรรมให้กระทำเรื่องเลวร้ายต่างๆ ตามความต้องการของตนและพวกพ้อง

อีกทั้งยังสร้างความแตกแยกภายในกองทัพไทยชนิดไม่เคยมีมาก่อนจนเกิด "ทหารแตงโม" จำนวนหนึ่ง ที่เห็นแก่เงินทองยศถาบรรดาศักดิ์ และผลประโยชน์ที่ "เหลี่ยม" ประเคนให้จนละทิ้งความเป็น "ทหารของพระราชา" หันไปหนุนรัฐบาลในเครือข่าย "เหลี่ยม" ที่โกงเลือกตั้งและโกงชาติอย่างมโหฬาร

ทั้งๆ ที่ "ทหารแตงโม" รู้อยู่เต็มอกว่า รัฐบาลเครือข่ายเหลี่ยมสนับสนุนทั้งลับและเปิดเผยมาตลอด ให้มีการโค่นล้ม "ในหลวงรัชกาลที่ ๙" พระมหากษัตริย์ผู้ครองแผ่นดินโดยธรรม และเป็น "จอมทัพ" ของกองทัพไทยรัฐบาลเครือข่าย "เหลี่ยม" ยังสามานย์ต่อไป ด้วยการทำร้ายทำลายพุทธศาสนาให้อ่อนแอลง โดยสมคบกับ เจ้าหน้าที่รัฐที่ข้องเกี่ยวกับศาสนาพุทธ และบรรดา "มารศาสนาคลุมผ้าเหลือง" แต่งตั้ง "ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนพระสังฆราช" ทั้งๆ ที่ "สมเด็จพระสังฆราช" ยังทรงพระชนม์อยู่ และมีผู้ปฏิบัติงานแทนพระองค์อย่างครบถ้วน

ในเวลาเดียวกันยังร่วมกันส่งบรรดา "มารเหลือง"น้อยใหญ่ เข้าไปยึดครองอำนาจในองค์กรสำคัญของสงฆ์ทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ เพื่อร่วมกันโกงทั้งเงินราษฎร์และเงินหลวงอย่างมโหฬาร

นอกจากนี้ ทั้งกลุ่มทุนสามานย์และนักการเมืองชั่ว ได้ใช้องค์กรสงฆ์ กลุ่มสงฆ์ที่หย่อนพระธรรมวินัย กลุ่มสงฆ์ที่ไม่ละกิเลส กลุ่มสงฆ์กำมะลอ กลุ่มสงฆ์ปลอม กลุ่มอลัชชี ฯลฯ เป็นเครื่องมือทางการเมือง หรือเป็น "หัวคะแนนทางการเมือง" นั่นเองกลุ่ม "มารเหลือง" เหล่านี้ ได้วางแผนจะสืบทอดอำนาจในองค์กรสงฆ์ ด้วยการผลักดันพวกพ้องขึ้นเป็น "ผู้นำสงฆ์ทุกระดับ" แต่ความชั่วเหล่านี้ถูกเปิดโปง จนแผนชั่วเลวชาติล้มครืนอย่างไม่เป็นท่า

นั่นจึงทำให้ชาติไทยได้ "สมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่" ที่เปี่ยมด้วยธรรมอันงดงามเกิดการเปิดโปงและปราบปรามขบวนการคอร์รัปชันเงินชาติและเงินญาติโยม เอาไปเป็นผลประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้อง ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนา สุมหัวกับขบวนการ "มารเหลือง" ใหญ่น้อย กดดันให้ "บิ๊กตู่" ย้าย "พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์" ผอ.พศ.คนใหม่ ให้กระเด็นไปเป็นผู้ตรวจฯ ในสำนักนายกฯ รับผิดชอบ 5 จังหวัดทางภาคใต้โน่นเลย...

แต่ย้ายไปไม่ทันครบเดือน "บิ๊กตู่"ก็ต้องโยก"พงศ์พร" กลับมาเป็น ผอ.พศ.ดังเดิม โดยรัฐบาล "บิ๊กตู่"อ้างการโยกไปก็โยกมา-ย้ายไปก็ย้ายมา ด้วยเหตุผลที่ฟังแล้วไม่เข้าท่าแม้แต่น้อย!

ช่างเถอะ!...ยังไงๆ "พงศ์พร" ก็กลับมาแล้ว จากนี้ไปงานชะล้าง "มารเหลือง" ในวงการสงฆ์ ทั้งในระดับชาติและท้องถิ่น เป็นเรื่องที่ "บิ๊กตู่" จะทำเป็น "โอ้เอ้วิหารราย" ไม่ได้อีกแล้ว เพราะเรื่องของชาติ-ศาสนา-พระมหากษัตริย์นั้นเป็นเรื่องสำคัญที่สุดโดย "จารึก" อยู่อย่างครบถ้วน บน "ธงชาติไทย" มาโดยตลอดไงล่ะทุกครั้งที่คนไทยทั้งชาติ ร้องเพลงชาติและยืนดูธงชาติไทย ชาติ-อยู่บนธงทุกผืน! ศาสนา-อยู่บนธงทุกผืน! พระมหากษัตริย์-อยู่บนธงทุกผืน!ชาติ-ศาสนา-พระมหากษัตริย์ไม่มั่นคงสถาพร ก็เพราะพวกนักการเมืองโกงเลือกตั้งและโกงชาติรวมถึงพวกนักรัฐประหารที่ไม่ยอมทำดีเพื่อชาติและประชาชนอย่างแท้จริงด้วย...!

ด้วยเรื่องสำคัญของชาติที่ควรทำ-ทำยึกยัก-ทำช้า- ไม่ทำ! บางเรื่องไม่ควรทำ-ดันขยันทำ-ดันทำสุดๆ อีกด้วย

ที่สำคัญ...การทำไม่ดีและไม่ทำดีเพื่อชาตินั้น อย่านึกว่า "โกหกคนไทยได้" และคิดว่า "คนไทยไม่รู้ทัน" นะ!!!"นายกฯ ตู่" รู้มิใช่หรือว่า ถ้าไม่ทำดีเพื่อชาติและประชาชนอย่างแท้จริงโดยไว รัฐประหารครั้งนี้จะต้อง "เสียของ-เสียหาย" ไปกับการ "เยี่ยวไม่สุด" ของตัว "บิ๊กตู่" เป็นหลัก...จริงไหมล่ะ???.

คอลัมน์ หมุนตามทุน: 'มหากาพย์เหล็กโกงชาติ' ตอน...คนขี้โกง กำเริบหนัก.. - แนวหน้า ฉบับวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2560

กระบองเพชร

มาอีกแล้วครับพี่น้อง...ตามสัญญาที่ว่า "แนวหน้า โลกธุรกิจ" จะตามเกาะติดเรื่องพวกเหล็กนำเข้าขี้ฉ้อให้ถึง ที่สุด....ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพราะมีพวก "หนอนบ่อนไส้" ในกรมศุลกากร...ชี้ช่องของพ.ร.บ.กรมศุลกากรฉบับใหม่...หวังจะให้ พวกโกงภาษีแผ่นดินรอดตัวไปอย่างหน้าด้านๆ...!! วันนี้"หมุนตามทุน" จะมาขมวดปมเรื่อง...ที่มีผู้นำเข้าเหล็กเคลือบ เจออัลลอยด์เลี่ยงอากรเซฟการ์ด...สำหรับแฟนพันธุ์แท้ของ "มหากาพย์เหล็กโกงชาติ"...คงไม่ต้องปูพื้นกันแล้วแต่คงอยากจะรู้ว่าตอนนี้มันเกิดอะไรขึ้น "ผู้นำเข้าขี้ฉ้อ" ที่อยู่ในกลุ่มความผิดนี้จะใช้เล่ห์กลใดอีก..หลังจากงัดมาใช้แล้วสารพัดรูปแบบในช่วง 2-3 ปีมานี้..!! อย่างนี้ครับ...หลังจากใช้วิธีดื้อตาใส...ไม่ยอมให้ความร่วมมือด้านการตรวจสอบทั้ง ส่งเอกสารที่ไม่เกี่ยวข้องมาให้....ไปล็อบบี้ผู้ร่วมกระทำความผิด (บริษัทที่เล็กกว่า) ว่าอย่าเพิ่งยอมคดี....แอบอ้างชื่อ รองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลมาข่มขู่...จนถึงขั้นทำหนังสือข่มขู่ว่าจะฟ้องร้องในคดีอาญาต่ออธิบดีกรมศุลกากรและเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง...ฯลฯ...แต่เมื่อท่านอธิบดีกรมศุลกากร ที่ชื่อ กุลิศ สมบัติศิริ ...ยังคงยึดมั่นในหลักการที่ถูกต้องเดินหน้ารักษาผลประโยชน์ของชาติของแผ่นดิน...ก็ทำให้ผู้นำเข้าที่เลี่ยงอากรเซฟการ์ดรายนี้...หาช่องหารูใหม่ๆ ที่มุดหนีความผิด ไปให้ได้....!! เรื่องที่ "หมุนตามทุน"ได้รับทราบมา...ก็คือ มีความพยายามจะไปวิ่งเต้นหลายต่อครั้ง... ให้กรรมการ คณะกรรมการพิจารณามาตรการปกป้อง (คปป.) หรือ บอร์ดเซฟการ์ด...ขยายคำนิยามของคำว่า "ยานยนต์" ให้กว้างขึ้น...เพื่อที่จะทำให้เหล็กที่ถูกขายไปยังบริษัทที่ผลิตสินค้าที่ไม่ได้อยู่ในข้อยกเว้นอากรเซฟการ์ด...ได้เข้ามาอยู่ในข้อยกเว้นด้วย...!!แต่ด้วยเหตุที่ในบอร์ดเซฟการ์ดนั้นมีตัวแทนที่มากจากหลายภาคส่วน...ทั้งกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม และภาคเอกชน..จึงไม่อาจหักด้ามพร้าด้วยเข่าได้...กรรมการที่นั่งอยู่ในบอร์ดเซฟการ์ดเอง...โดยเฉพาะตัวแทนจากหน่วยราชการ...ก็รู้อยู่แก่ใจว่าถ้าทำอย่างนั้นมันก็ผิดกฎหมายแน่ๆ...และไม่มีวัน รอดพ้นจาก "ม.157"...สรุปว่าวิ่งเต้นมาหลายรอบ...แต่ช่องนี้รูนี้ไปไม่ได้แล้ว....!! แต่ยังครับพี่น้อง...ยังไม่จบไม่ยอม ง่ายๆ...อันนี้กระทำการหนักข้อขึ้นอีก...!!คราวนี้วิ่งหาผู้หลัก ผู้ใหญ่ในกระทรวงพาณิชย์...ผู้หลักผู้ใหญ่ที่ว่านี้เหนือกว่า อธิบดีหรือปลัดกระทรวงพาณิชย์...(พอนึกออกไหมครับว่าใคร) ...ซึ่งผู้ใหญ่ที่ว่านี้ก็เป็นคนของคนใหญ่ในทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลท่านนายกฯประยุทธ์ จันทร์โอชา ...นี่แหล่ะ...และก็เป็นคนที่วนเวียนอยู่แวดวงธุรกิจรู้จักมักคุ้นกับบรรดา พ่อค้านายทุนเป็นอย่างดี....โดยให้ผู้ใหญ่ที่ว่านี้เอ่ยปากกับ... กรมศุลกากร...ให้ช่วยเหลือผู้นำเข้ารายนี้ด้วย...โดยอ้างว่า ....เขาเป็นกลุ่มทุนรายใหญ่ในประเทศไทย มีส่วนช่วยทำให้ตัวเลขการส่งออกของไทยเติบโต...กรณีที่ผู้นำเข้ารายนี้เลี่ยงอากรเซฟการ์ด...และกรมศุลกากรกำลังจะ "ออกแบบประเมินอากร" ที่ขาดกับเขา 1.5 พันล้านบาทนั้น....ทาง กรมศุลกากร...พอจะช่วยเหลืออะไรเขาได้บ้างไหม...!! โอ้ว แม่เจ้า ...หมุนตามทุน...ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าจะมีเรื่องแบบนี้เลย... !! เจอมาแบบนี้...เจ้าหน้าที่กรมศุลกากร ที่เกี่ยวข้องก็....กระอักกระอ่วนใจ...สิครับพี่น้อง...ผู้ใหญ่ขอมา..จะไม่ทำ ก็เกรงใจ...แต่ถ้ากระทำไปขนาดว่าทำผิดเป็นถูก...ก็เสี่ยง จะโดน ม.157...ศักดิ์ศรีข้าราชการไทยจะเหลืออยู่ไหม...และต่อจากนี้...หากผู้กระทำความผิดรายอื่นเดินตามรอยนี้บ้าง...กรมศุลกากรจะทำอย่างไร...!! ท่านนายกรัฐมนตรี ที่ชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา...ครับผม...กระผมนั้นยังเชื่อมั่น มาตลอดว่าท่านคือนายกรัฐมนตรีที่ดีของประเทศนี้...เชื่อมั่นว่าท่านยังคงตั้งใจแน่วแน่ต่อการขจัดปัญหาการคอร์รัปชั่นที่เป็นต้นต่อของหลายปัญหาในสังคมไทยและฉุดรั้งให้ประเทศชาติไม่รุดหน้าได้อย่างที่ควรจะเป็น...!! กระผมเกาะติดเรื่องนี้มาเกือบ 3 ปีแล้ว...เลขาฯท่านนายกฯ เคยนำเสนอให้ท่านทราบบ้างไหมว่ามีปัญหานี้อยู่...หรือมัวแต่ คอยคิดเล็กคิดน้อย...จ้องจับผิดว่าใครเป็นเด็กนักการเมือง...แล้วออกคำสั่งแขวนเขาไว้...ทั้งที่ประเทศชาติกำลังต้องการความร่วมมือจากทุกคนในการพัฒนาประเทศชาติ...

แก้รากวัฒนธรรมยากเอกชนญี่ปุ่นฉาวไม่จบ - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2560

ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

เอกชนญี่ปุ่นเผชิญกับข่าวอื้อฉาวระลอกใหม่ เมื่อ "โกเบ สตีล" ผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่อันดับ 3 จากญี่ปุ่น ออกมายอมรับภายหลังมีการตรวจสอบภายในพบว่า บริษัทให้ข้อมูลสเปกอะลูมิเนียมและทองแดงไม่ตรงกับ ที่ลูกค้าต้องการ โดยแม้จะคิดเป็นสัดส่วนเพียงแค่ 4% ของสินค้าทั้งหมดที่จำหน่ายระหว่างเดือน ก.ย. 2016-ส.ค. 2017 แต่ก็กระทบกับลูกค้ามากถึงราว 200 บริษัท ซึ่งกำลังสั่นสะเทือนอุตสาหกรรม "เมดอินเจแปน" ของญี่ปุ่นอีกครั้ง

เพราะในบรรดาบริษัท 200 แห่งดังกล่าว มีบิ๊กเนมที่รู้จักกันดี เช่น โตโยต้า นิสสัน ฮอนด้า และซูบารุ ที่ต่างใช้สินค้าของโกเบ สตีล เป็นวัสดุ อาทิ ประตูและฝากระโปรงรถยนต์ รวมไปถึงเครื่องยิงจรวดของมิตซูบิชิเฮฟวี่ และเครื่องยนต์ของเครื่องบิน ที่บริษัท ไอเอชไอ คอร์ป เป็นซัพพลายเออร์ให้กับโบอิ้ง และยังเป็นวัสดุส่วนหนึ่งของรถไฟหัวกระสุนชินคันเซ็น ของบริษัท เจอาร์โทไค อีกด้วย

เรื่องอื้อฉาวดังกล่าวไม่ใช่เรื่องแรกที่เขย่าภาคเอกชนญี่ปุ่น เจ้าแห่งอุตสาหกรรมของเอเชียที่มีชื่อเสียงระดับโลกในด้าน "มาตรฐานสูง" โดยก่อนหน้านี้เหตุยังเกิดขึ้นใน เรื่องการปกปิดการขาดทุน และการตรวจสอบมาตรฐานค่ายรถที่ล้มเหลวด้วย ส่งผลให้เกิดการตั้งคำถาม ต่อ "วัฒนธรรมในองค์กร" ของ ชาวญี่ปุ่นตามมา

หนึ่งในวัฒนธรรมที่ตกเป็นเป้าการวิพากษ์วิจารณ์คือ "การมีบอร์ดบริหารที่เต็มไปด้วยชาวญี่ปุ่น" โดยหลายฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์ว่า การมีบอร์ดที่ล้วนเติบโตมาในวัฒนธรรมเดียวกัน มีความเชื่อและความคิดแบบเดียวกัน ทำให้ไม่มีใครกล้าแย้งยามที่เห็นว่าบริษัทกำลังเดินผิดทิศผิดทาง

ทั้งนี้ เรื่องฉาวในภาคเอกชนแดนปลาดิบยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ญี่ปุ่นจะพยายามแก้ไขด้านบรรษัทภิบาล

มานานหลายปี ตั้งแต่นายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ นำเสนอนโยบายศรดอกที่ 3 ที่มุ่งปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ซึ่งภาคเอกชนก็เป็นหนึ่งในนั้น ต่อ

เนื่องจากศรดอก ที่ 1 และ 2 ที่เป็นการใช้นโยบาย การเงินและการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจ

ในปี 2015 ตลาดหลักทรัพย์โตเกียวเปิดเผยหลักบรรษัทภิบาลเพื่อให้เอกชนปฏิบัติตามเพื่อเพิ่มความโปร่งใส 73 ข้อ โดยรวมไปถึงการให้คณะผู้บริหารต้องมีกรรมการคนนอกอย่างน้อย 2 คน และเปิดเผยข้อมูลของบริษัท เช่น ผลประกอบการเป็นภาษาอังกฤษ โดยจากข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์โตเกียว พบว่าบริษัทญี่ปุ่นเกือบ 20% ทำตามทั้ง 73 ข้อแล้ว ขณะที่อีก 65% ทำตามได้ 90%

"โตชิบา คอร์ป" ได้รับเสียงชื่นชมในการปฏิรูปธรรมาภิบาลของบริษัท โดยมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นภายในเพื่อคอยตรวจสอบบัญชีภายใน และมีกรรมการอิสระ 4 คน ก่อนเสียงชื่นชมทั้งหมดจะอันตรธานหายไป เมื่อการปกปิดผลการขาดทุนนับตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจโลกในปี 2008 จากการเข้าไปลงทุนธุรกิจนิวเคลียร์ในสหรัฐแดงออกมาในปี 2015 และกลายเป็นเรื่องอื้อฉาวครั้งใหญ่ นับตั้งแต่กรณี ในลักษณะเดียวกันของ "โอลิมปัส" เมื่อปี 2011

กรรมการอิสระของโตชิบาไม่ได้มีบทบาทใดๆ ในการตรวจสอบพฤติกรรมผิดปกติดังกล่าว ขณะที่คณะกรรมการตรวจสอบบัญชีภายในกลับไม่รู้สึกถึงความผิดปกติ ทำให้ความพยายามในการปฏิรูปวัฒนธรรมองค์กรของโตชิบาล้มเหลวไม่เป็นท่า และทำให้บริษัทต้องกล้ำกลืนขายธุรกิจผลิตชิปที่กำลังไปได้สวยให้กับกลุ่มทุนจากต่างชาติ

อีกหนึ่งวัฒนธรรมที่เป็นส่วนทำให้เกิดเหตุการณ์แบบกรณีโตชิบาคือ "ความภักดีต่อองค์กร" และทำทุกอย่างเพื่อองค์กรจนนำไปสู่การปกปิดผลประกอบการติดลบ เนื่องจากเกรงว่าการเปิดเผยเป็นเรื่องขายหน้าและ จะทำให้หุ้นของบริษัทตกลงได้

"ในประเทศอื่นคุณอาจเห็นความล้มเหลวของบรรษัทภิบาลเกิดจากความโลภส่วนบุคคล ผลประโยชน์ส่วนตน หรืออะไรประมาณนั้น แต่สำหรับญี่ปุ่นเหตุผลพวกนั้นเป็นเรื่องที่หายากมาก ส่วนใหญ่เพราะผู้คนมักคิดว่าพวกเขากำลังทำเพื่อ ผลประโยชน์ของบริษัท ซึ่งเป็นความ

ภักดีในทางที่ผิด" นิโคลัส บีนส์ หัวหน้าของคณะผู้อำนวยการสถาบันการฝึกฝนแห่งญี่ปุ่น องค์กรไม่แสวง ผลกำไรที่คอยให้คำแนะนำกับเอกชนญี่ปุ่น กล่าวกับเอเอฟพี เมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา

เอเอฟพียังรายงานอ้างบรรดา ผู้เชี่ยวชาญและแหล่งข่าวเป็นอดีต เจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐของญี่ปุ่นด้วยว่า แนวคิดดังกล่าวเกิดขึ้นตั้งแต่หลังช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ญี่ปุ่นต้องเร่งสร้างตัวขึ้นมาเป็นเศรษฐกิจอันดับ 2 ของโลก โดยพนักงานมักไม่ตั้งคำถาม และทุ่มเทแรงกายแรงใจให้กับบริษัทอย่างสุดความสามารถตลอดชีวิต การทำงาน และยังยกให้เรื่องของ ชื่อเสียงบริษัทเป็นวาระสำคัญอันดับ 1 ซึ่งบางครั้งทำให้เกิดการปกปิดข้อมูลบางอย่างขึ้น

"สิ่งที่พวกเขาทำเป็นเรื่องที่สร้างความเสียหายต่อความน่าเชื่อถือของบริษัท แต่พวกเขาคิดว่าพวกเขาทำลงไปเพื่อบริษัท" อดีตเจ้าหน้าที่รัฐบาลญี่ปุ่น กล่าวกับเอเอฟพี

เรื่องอื้อฉาวไม่ได้เกิดแค่กรณีการปกปิดผลประกอบการขาดทุนเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการล้มเหลวในการตรวจสอบมาตรฐานในอุตสาหกรรมยานยนต์ด้วย โดยวิกฤตการณ์ "ถุงลมทากาตะ" เป็นกรณีที่เห็นได้ชัดที่สุด ซึ่งปัญหาถุงลมที่ทำงานผิดพลาดและมีเคสเกิดแรงระเบิดจนทำให้มีผู้เสียชีวิต ทำให้บรรดาค่ายรถยนต์ 17 ยี่ห้อต้องเรียกคืนรถทั่วโลก 100 ล้านคัน และอีก 70 ล้านคันในสหรัฐ รวมถึงทำให้บริษัทต้องยื่นล้มละลายต่อศาลในสหรัฐและญี่ปุ่น เมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ กรณีล่าสุดยังเกิดขึ้นกับ "นิสสัน มอเตอร์" ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ในญี่ปุ่น โดยนิสสันต้องเรียกคืนรถยนต์เกือบ 1.2 ล้านคัน หลังกระทรวงคมนาคมพบว่าบริษัทให้ ผู้ตรวจสอบที่ไม่ผ่านการรับรองจากกระทรวงมาตรวจคุณภาพและความปลอดภัยรถยนต์ และอาจจะมีการปลอมแปลงเอกสารเพื่อปกปิดการ กระทำดังกล่าว ซึ่งนิสสันอาจต้อง เสียค่าใช้จ่ายในการเรียกเก็บรถคืน เพื่อนำมาตรวจสอบใหม่ถึง 2.5 หมื่นล้านเยน (ราว 7,398 ล้านบาท)

การตรวจสอบมาตรฐานดังกล่าวเป็นประเด็นเดียวกับโกเบ สตีล ในขณะนี้ ส่วนก่อนหน้านี้ยังมีกรณี "ซูซูกิ มอเตอร์" ยอมรับว่าติดอุปกรณ์ที่บิดเบือนค่าการปล่อยมลพิษและการประหยัดพลังงานในรถยนต์ 2.1 ล้านคัน ตามหลัง "มิตซูบิชิ มอเตอร์" ที่ตกแต่งตัวเลขการประหยัดพลังงานให้มากกว่าความเป็นจริง ซึ่งส่งผลให้กระทรวงคมนาคมของญี่ปุ่นต้องเข้ามาตรวจสอบผู้ผลิตรถยนต์ทุกเจ้าในญี่ปุ่น

กรณีล่าสุดของนิสสันทำให้รัฐบาลญี่ปุ่นต้องพิจารณาปรับปรุงการกำกับดูแลการลงทะเบียนรถยนต์ของผู้ผลิต โดยปัจจุบันรถยนต์ในญี่ปุ่นจะต้องผ่านการตรวจสอบกับผู้ตรวจที่ได้รับการรับรองจากรัฐบาลก่อนจะออกวิ่งบนถนนได้ ซึ่งรถยนต์ที่ผลิตภายในประเทศจะได้รับการตรวจสอบเมื่อประกอบเสร็จสิ้น ทำให้ตรวจสอบ ในขณะนั้นได้โดยไม่ต้องแยกตรวจสอบไปตามโรงงานผลิตชิ้นส่วน

เรื่องอื้อฉาวที่ยังคงวนเวียน อยู่ในอุตสาหกรรมญี่ปุ่น ทำให้เห็นว่าการแก้ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมนั้นเป็นเรื่องที่ยากเพียงใด ยังไม่นับเรื่องการทำงานหนักจนถึงขั้นเสียชีวิตที่ยังคงติดอยู่ในหลายองค์กรของญี่ปุ่น แม้ญี่ปุ่นในยุคสมัยของอาเบะจะพยายามผลักดันการ แก้ปัญหา ท่ามกลางบทเรียนครั้งแล้วครั้งเล่าก็ตาม