You are here

สรุปข่าว CG และคอร์รัปชัน - 11 มกราคม 2561

'สุรเชษฐ์'ออกตัวไม่รู้ทุจริตสร้างโดมอเนกฯลั่นอย่าแปดเปื้อนสานฝัน - ไทยโพสต์

จี้สนช.ยื่นตีความต่ออายุป.ป.ช. ปมคุณสมบัติต้องห้ามตามรธน. - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

จี้9แบงก์แจงสวม'บัตรปชช.'เปิดบัญชี - กรุงเทพธุรกิจ

ชงอายัด2โครงการบ้านจัดสรร ส่อทุจริตเงินกู้2,000ล้านสหกรณ์สโมสรรถไฟ - ฐานเศรษฐกิจ

'แม่โขง'งัด'ราชกิจจาฯ'ชี้บอร์ด ขสมก.จัดซื้อ'รถเมล์NGV'ส่อแววผิดกฎหมาย - สยามรัฐ

คอลัมน์ กระจกไร้เงา: กว่าจะได้รถเมล์ NGV มาใช้ - ไทยโพสต์

คอลัมน์ ล่าความจริง พิกัดข่าว: บทเรียนคดี'น้องณิชา' แบงก์ลอยตัว-ตร.ลอยแพ! - กรุงเทพธุรกิจ

ศึกชิงผู้จัดการ ตลท.คนใหม่ วัดพลัง 'คนนอก-คนใน' แบบไร้เด็กเส้น ? - ประชาชาติธุรกิจ

คอลัมน์ ทางออกนอกตำรา: เชือด KC ทลายขุมข่ายอาจารย์ - ฐานเศรษฐกิจ

คอลัมน์ ชุมชนคนหุ้น: "ดีเอสไอ"เป่าคดี"ฉาย" - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

คอลัมน์ กรองสถานการณ์: จาก 'นาฬิกาหรู' สู่ 'น้องหมา' รัฐบาลผวาหมดเวลา 'ย่ามใจ' - ไทยโพสต์

4คดีร้อนในมือศาลฎีกา 'ทักษิณ'โทษสูงสุดคุกตลอดชีวิต - ฐานเศรษฐกิจ

คอลัมน์ รู้-เท่าทันโลก: อายุ 92 - ปราบคนโกงยังไม่แก่ไปสำหรับ ดร.เอ็ม - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

'สุรเชษฐ์'ออกตัวไม่รู้ทุจริตสร้างโดมอเนกฯลั่นอย่าแปดเปื้อนสานฝัน - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2561

ศึกษาธิการ * "สุรเชษฐ์" ยันรู้เรื่องสร้างหลังคาคลุมลานอเนกประสงค์ รร.สานฝันกีฬาแค่ 4 แห่ง เคยส่งหนัง สือสอบถาม สพฐ.ไป แต่ไม่ได้คำตอบจนถึงวันนี้ ลั่นไม่อยากให้ความไม่โปร่งใสไปแปดเปื้อนโครงการสานฝันฯ ที่เป็นโครงการที่ดี เผยประชุมเรื่องนี้ 17 ม.ค.

พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) กล่าวถึงกรณีที่สำนัก งานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ส่งเรื่องให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ตรวจสอบกรณีสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) 15 ใช้เงินงบประมาณเหลือจ่ายประจำปีงบประมาณ 2559 ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) 62 ล้านบาท ก่อ สร้างหลังคาคลุมลานอเนก ประสงค์ของโรงเรียน 11 แห่งในพื้นที่ 3 จังหวัดชาย แดนภาคใต้ ว่า ตนได้ทำรายงานชี้แจงเรื่องดังกล่าวอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรต่อ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) แล้ว ว่าเรื่องนี้เกิดขึ้น เมื่อปี 2559 ซึ่งตนรับผิดชอบ สพฐ.อยู่ แต่ตนไม่ทราบเรื่องการจัดสร้าง อย่างไร ก็ตาม ตนเคยได้รับรายงานในการประชุมเมื่อเดือน ส.ค. 2559 ได้ข้อมูลการสร้างหลัง คาคลุมลานอเนกประสงค์โรงเรียนในพื้นที่จังหวัดชาย แดนภาคใต้ โครงสานฝันการกีฬา จำนวน 4 โรง จึงได้ทำหนังสือสอบถามไปยัง สพฐ.ว่าโครงการนี้เข้ามาได้อย่างไร และทำไมต้องลงในโรงเรียนดังกล่าว เป็นความต้องการของใคร ซึ่งได้รับการชี้แจงเพียงว่าเป็นโครงการที่ได้รับการร้องขอจากพื้นที่ จึงได้ขอหลักฐาน แต่ทวงถามไป 2-3 ครั้ง ก็ยังไม่ได้รับคำตอบจนมีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารจึงขาด ตอนไป

"มาทราบภายหลังว่ามีการสร้างใน 11 โรงเรียน ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และนอกพื้นที่ชายแดนภาค ใต้ก็มีการก่อสร้างด้วย ซึ่งรายละเอียดที่ชัดเจนคงต้องไปถามผู้ที่ดำเนินการในขณะนั้น ส่วนผมได้รายงานต่อ รมว.ศธ.แล้ว อย่างไรก็ตาม ผม อยากฝากว่าโครงการสานฝัน เป็นโครงการที่ดีที่ พล.อ.ประ ยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐ มนตรี ได้มอบหมายให้ ศธ. ไปสร้างโอกาสให้กับเด็กและเยาวชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โครงการดีๆ อย่างนี้ ไม่อยากให้ใครดึงเรื่องเข้า ไปเกี่ยวข้องความไม่โปร่งใส ทั้งนี้ ยืนยันว่าผมและคณะทำงานในพื้นที่ไม่เคยทราบเรื่องนี้มาก่อน อย่างไรก็ตาม รมว.ศธ.ได้แจ้งกับผมว่าจะดำเนินการเรื่องนี้ให้ชัดเจนภายในเร็วๆ นี้ โดยจะมีการ นำเข้าที่ประชุมในวันที่ 17 มกราคมนี้" รมช.ศธ.กล่าว.

จี้สนช.ยื่นตีความต่ออายุป.ป.ช. ปมคุณสมบัติต้องห้ามตามรธน. - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2561

จี้สนช.ยื่นตีความต่ออายุป.ป.ช. ปมคุณสมบัติต้องห้ามตามรธน.

ผู้จัดการรายวัน360 - "รสนา" จี้ สนช.ที่โหวตไม่เห็นด้วย และงดออกเสียง เข้าชื่อกัน ยื่นศาล รธน.ตีความ พ.ร.ป.ว่าด้วย ป.ป.ช. ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ที่ต่ออายุกรรมการ ป.ป.ช.ออกไปอีก 9 ปี ทั้งๆ ที่ขาดคุณสมบัติ และมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญชัดเจน

ผู้จัดการรายวัน360 - "รสนา" จี้ สนช.ที่โหวตไม่เห็นด้วย และงดออกเสียง เข้าชื่อกัน ยื่นศาลรธน.ตีความ พ.ร.ป.ว่าด้วย ป.ป.ช. ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ที่ต่ออายุกรรมการ ป.ป.ช.ออกไปอีก 9 ปี ทั้งๆ ที่ขาดคุณสมบัติ และมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญชัดเจน

น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีต ส.ว.กรุงเทพฯ โพสต์เฟซบุ๊ก ส่วนตัว ถึงกรณีร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วย ป.ป.ช. ว่า ขอให้ สนช. แสดงสปิริต ส่ง พ.ร.ป.ว่าด้วย ป.ป.ช. ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย

ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ไม่ติดใจตั้งกรรมการร่วม 3 ฝ่ายเพื่อพิจารณาว่า มาตรา 178 ใน พ.ร.ป.ว่าด้วย ป.ป.ช.ขัดรัฐธรรมนูญ 2560 หรือไม่ กรณี สนช. เสียงข้างมากโหวตให้มีการยกเว้นทั้งคุณสมบัติ และลักษณะต้องห้ามของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดปัจจุบัน ให้อยู่ต่อไปจนครบวาระ ทั้งที่มีกรรมการที่ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้าม ตามรัฐธรรมนูญชัดเจน

อย่างไรก็ดี ประธาน กรธ. บอกว่าเป็นหน้าที่ของ สนช. ที่จะส่ง พ.ร.ป.ฉบับนี้ ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การยกเว้นลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญนั้น ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญครั้งก่อน กรณีคณะกรรมการผู้ตรวจการแผ่นดิน ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยว่าไม่ขัดธรรมนูญ ก็เป็นกรณีของการขาดคุณสมบัติเท่านั้น แต่ไม่มีลักษณะต้องห้าม เหมือนกรรมการ ป.ป.ช. ดังนั้น กรณีการยกเว้นทั้งคุณสมบัติ และลักษณะต้องห้ามให้กรรมการ ป.ป.ช. จะทำได้หรือไม่นั้น ก็ควรให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัย

ผู้ที่มีสิทธิส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ก็มีเพียงสมาชิก สนช. เท่านั้นที่จะทำได้ จึงขอเรียกร้องสปิริตสมาชิก สนช. 26 คน ที่โหวตไม่เห็นด้วยกับมาตรา 178 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วย ป.ป.ช. และ สมาชิก สนช. ที่งดออกเสียงอีก 29 คน ร่วมกันส่งเรื่องให้ศาล รธน.วินิจฉัย ให้เป็นที่ยุติก่อนที่จะมีการนำพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย เพื่อป้องกันมิให้กฎหมายที่มีข้อสงสัยความด่างพร้อย ว่าจะขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ได้นำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อม ให้เป็นที่ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท

สมาชิก สนช. จึงควรดำเนินการให้กฎหมายฉบับนี้ หมดข้อสงสัย หมดข้อกังวล เพื่อ ไม่เป็นภาระที่ไม่สมควรต่อองค์พระมหากษัตริย์ ในการลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้เป็นกฎหมาย ต่อไป.

จี้9แบงก์แจงสวม'บัตรปชช.'เปิดบัญชี - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2561

กรุงเทพธุรกิจ - มท.ยันมีระบบตรวจสอบข้อมูลบัตรประชาชน แนะทุกธนาคารติดตั้งซอฟต์แวร์เชื่อมต่อกระทรวง ด้านรองผบ.ตร.เตรียมประสาน 9 ธนาคารขอข้อมูลเปิดบัญชีเหยื่อ"คอลเซ็นเตอร์"

กรณีน.ส.ณิชา เกียรติธนะไพบูลย์ เข้าร้องขอความเป็นธรรมหลังถูก สวมบัตรประชาชนเปิดบัญชีธนาคาร 7 แห่ง รวม 9 บัญชีก่อนถูกออกหมายจับ ในคดีฉ้อโกง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ในส่วนของกรมการปกครองมีแนวทางหรือการลงนามเอ็มโอยูกับทุกๆ ธนาคารอยู่แล้ว เพื่อให้การเปิดบัญชีธนาคารเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

ส่วนที่บางธนาคารระบุว่า ระบบ Web Service ไม่สามารถตรวจสอบทราบได้นั้น ยืนยันว่าดำเนินการได้เพียงแต่ว่าธนาคารจะต้องมีซอฟต์แวร์ที่จะติดต่อเข้ามายังฐานข้อมูลของกระทรวงมหาดไทยเราได้ อย่างไรก็ดีเพื่อความปลอดภัยของลูกค้า ทุกธนาคารน่าจะต้องได้มีการตรวจสอบ รวมถึงประสานกันในระดับโปรแกรมซอฟต์แวร์

พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รองผบ.ตร. กล่าวภายหลังการประชุมวิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ ร่วมกับศูนย์ ปฏิบัติการตำรวจภูธร จ.ตาก โดย เบื้องต้นทราบว่า เมื่อช่วงปลายปี 2560 ขบวนการคอลเซ็นเตอร์ มีการอ้างว่า ชื่อนายราลี่ สมิธ ชาวอังกฤษ ได้ติดต่อนางกาสิณี ยะเมา ผ่านทางเฟซบุ๊ค โดยอ้างว่าต้องการซื้อที่ดินในจ.ตาก และขอให้นางกาสิณี เป็นนายหน้า ซื้อที่ดิน ก่อนจะส่งเงินจำนวน 30 ล้านบาท จากประเทศอังกฤษมากับทางพัสดุ ไปรษณีย์ แต่มีค่าธรรมเนียม จำนวน 1 ล้าน 3 แสนบาท ที่ผู้เสียหายต้องจ่าย ล่วงหน้าไปก่อน

จากนั้นขบวนการคอลเซ็นเตอร์ได้อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์โทรศัพท์หานางกาสิณี พร้อมแจ้งถึงค่าธรรมเนียมที่ต้องชำระ ทำให้ผู้เสียหาย หลงเชื่อโอนเงินจำนวน 1 ล้าน 3 แสน 7 หมื่นบาท เข้าบัญชีธนาคาร 3 แห่ง ประกอบด้วยบัญชีของ น.ส.ณิชา จำนวน 3.4 แสน ถึง 5 ครั้ง และเมื่อติดต่อกลับไปก็ไม่สามารถติดต่อได้ในทุกช่องทาง จึงได้เดินทางเข้าแจ้งความเพื่อดำเนินคดี

อย่างไรก็ตามยืนยันว่าการดำเนินคดี ทำตามขั้นตอนของกฎหมาย ส่วนสาเหตุ ที่ออกหมายจับเนื่องจากพนักงานสอบสวนออกหมายเรียกถึง 2 ครั้ง มีระยะ เวลาประมาณ 2 เดือน แต่กลับเงียบหาย จึงขออนุมัติศาลจ.ตาก ออกหมายจับจากนี้จะต้องพิสูจน์ว่าน.ส.ณิชา เป็นเหยื่อ ในขบวนการคอลเซ็นเตอร์หรือร่วมขบวนการกระทำความผิดรวมทั้งได้ประสานขอข้อมูลจากธนาคาร 9 แห่ง ที่มีชื่อน.ส.ณิชา เปิดบัญชี แต่พบว่าธนาคารบางแห่งไม่ให้ความร่วมมือ โดย อ้างว่าต้องขออนุมัติจากสำนักงานใหญ่ตนจึงจะประสานไปยังสำนักงานใหญ่ เพื่อขอข้อมูลด้วยตนเองต่อไป

ชงอายัด2โครงการบ้านจัดสรร ส่อทุจริตเงินกู้2,000ล้านสหกรณ์สโมสรรถไฟ - ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2561

ลูกบ้านโครงการอาลีบาบาลีฟวิ่งเฮ้าส์ และโครง การบ้านบุญสิตา แก่งกระจาน เพชรบุรี หนาว!!!กลุ่มธรรมาภิบาลฯชงปปง.-กองปราบปราม สั่งยึดเหตุเอี่ยวคดีฉาวทุจริตกู้ 2,000 ล้าน ของสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ

นายวิวัฒน์ สมบัติหลาย ประธานกลุ่มธรรมาภิบาล เปิดเผยภายหลังพร้อมผู้เสียหาย ซึ่งเป็นสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ จำกัด เข้าร้องสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ขอให้ตรวจสอบการกระทำของนายบุญส่ง หงส์ทอง และพวกว่าเป็นการฟอกเงินหรือไม่ โดยอ้างถึงหนังสือกลุ่มธรรมาภิบาลที่ยื่นถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ที่ธมบ.0033/2560 ลงวันที่ 25 ธันวาคม 2560 กรณีที่กลุ่มบุคคลดังกล่าวได้กระทำให้สหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ จำกัด เสียหายจนประสบปัญหาการขาดทุน ทำให้สมาชิกจำนวน 6,390 คนได้รับความเดือดร้อนจากการไม่ได้รับเงินปันผล ไม่สามารถเบิกถอนได้ ไม่สามารถกู้ยืมเงินทั้งการกู้ฉุกเฉิน การกู้สามัญ และกู้ยืมเงินพิเศษไปแล้วนั้น

นอกจากนั้นยังพบอีกว่ากลุ่มบุคคลดังกล่าวยังได้นำเงินไปซื้อที่ดิน พัฒนาที่ดิน สร้างอาคารจำนวน 199 สัญญา คิดเป็นจำนวนเงินกว่า 2,279 ล้านบาทด้วยการนำไปพัฒนาบ้านจัดสรรโครงการอาลีบาบา ลีฟวิ่ง เฮ้าส์ และโครงการบ้านบุญสิตา ในเขตพื้นที่อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี โดยพบว่าได้มีการสับเปลี่ยนหมุนเวียนตำแหน่งกัน ร่วมมือกันเป็นขบวนการ วางแผนเป็นขั้นตอน เจตนาเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่ตนเองและพวกพ้องในรูปแบบการอนุมัติจ่ายเงินกู้พิเศษเพื่อเคหะสงเคราะห์ให้กับคณะกรรมการดำเนินงานของสหกรณ์จำนวน 6 คนที่ประกอบไปด้วยนายบุญส่ง หงส์ทอง นายวีระชัย ศรีสวัสดิ์ นายบัญชา ช่วยประสิทธิ์ นายประพันธ์ อำพันฉาย นายนรินทร์ โพธิ์ศรี นายปรีชา ธนะไพรินทร์ ตั้งแต่ปี 2556-กันยายน 2560 นั้น

ทั้งนี้ภายหลังการยื่นให้ปปง.ตรวจสอบแล้วกลุ่มธรรมาภิบาล จะรวบรวมผู้เสียหายเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษเพื่อให้ดำเนินคดีกับนายบุญส่ง หงส์ทอง และพวกที่กองปราบปราม เพื่อให้ปปง.ใช้ประกอบการตั้งเรื่องยึดและอายัดทรัพย์ที่ได้จากการกระทำความผิดฐานฟอกเงินตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ต่อไป

"กรณีดังกล่าวนี้พล.ต.ต. รมย์สิทธิ์ วิริยาสรร (รองเลขาธิการปปง.) ในฐานะรักษาราชการแทนเลขาธิการ ปปง.รับเรื่องและสั่งการไปแล้ว พร้อมกับแนะนำให้ผู้เสียหายไปแจ้งความที่กองปราบปรามโดยเร็ว หลังจากนั้นปปง.จะประสานงานกับกองปราบปรามเพื่อยึดและอายัดทรัพย์ทุกอย่างไว้ก่อนเพราะกลัวว่าจะยักย้ายถ่ายเททรัพย์ที่ส่อว่ากระทำผิดออกไป ไม่เว้นแม้แต่โครงการอสังหาริมทรัพย์ทั้ง 2 โครงการที่พบว่าได้มีการนำเงินไปลงทุนในครั้งนี้ด้วย"

'แม่โขง'งัด'ราชกิจจาฯ'ชี้บอร์ด ขสมก.จัดซื้อ'รถเมล์NGV'ส่อแววผิดกฎหมาย - สยามรัฐ ฉบับวันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2561

เมื่อวันที่ 10 ม.ค.61 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 9 ม.ค.61 นายสุรดิษฐ์ ศรีดามาส กรรมการบริษัท แม่โขงเทคโนโลยี จำกัด เปิดเผยกับรายการวิทยุ 100.5 อสมท.สืบจากข่าว ดำเนินรายการโดย 2 พิธีกรดัง นายสุวิทย์บุตรพริ้ง และนายจตุพร สุวรรณรัตน์ว่า ตนได้ส่งมอบข้อมูลและเอกสารหลักฐานต่างๆ ที่ชี้ชัดว่า กระบวนการจัดซื้อรถโดยสาร เอ็นจีวี 489 คันมูลค่า4,221 ล้านบาทของ ขสมก.ไม่โปร่งใสและอาจถึงขั้นผิดกฎหมาย ให้คณะกรรมาธิการคมนาคม สนช.เพื่อตรวจสอบอย่างละเอียดโดยเฉพาะประเด็นหลักๆคือ เทปบันทึกเสียงการประชุมบอร์ดทั้งของวันที่ 18 และ 20 ธ.ค.60 ออกมายืนยันว่าตรงกับที่นายณัฐชาติ จารุจินดา ประธานบอร์ด ขสมก.แถลงต่อสื่อมวลชนอ้างว่า บอร์ด ขสมก.ได้มีมติเห็นชอบให้ ขสมก.ลงนามสัญญาจัดซื้อรถเอ็นจีวีดังกล่าว ด้วยผลโหวตเห็นชอบ6 ต่อ 4 เสียงจริงหรือไม่ รวมทั้งนายประยูร ช่วยแก้ว รักษาการผู้อำนวยการ ขสมก.ได้มีหนังสือชี้แจงสือมวลชนระบุชัดเจนยืนยันผลโหวตเห็นชอบ 6 ต่อ 4 เสียงเป็นลายลักษณ์อักษรอีกด้วยเพราะตามพยานหลักฐานที่ตนและผู้หวังดีแสวงหามานั้นสวนทางกับคำพูดของนายณัฐชาติอย่างแน่นอน

"คำกล่าวอ้างของนายณัฐชาติและหนังสือที่นายประยูรลงนามชี้แจงต่อสื่อมวลชน เป็นคนละเรื่องกับพยานหลักฐานสำคัญๆ ที่รวบรวมมาแน่นอนโดยเฉพาะผลโหวตจากการประชุมบอร์ด ขสมก. วันที่ 18 ธ.ค.60 จริงๆแล้วมีบอร์ดเข้าประชุม 9 คน อีกทั้งที่ประชุมบอร์ดกลับปล่อยให้นายประยูรในฐานะรักษาการผู้อำนวยการ ขสมก.ทำหน้าที่เลขานุการกรรมการ(บอร์ด)ร่วมโหวตเห็นด้วย ตรงนี้ถือว่าเป็นการกระทำผิดอย่างร้ายแรงหรือไม่ ข้อแรกนายประยูร ยังไม่ได้มีตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการ ขสมก.โดยสมบูรณ์ ยังเป็นรักษาการเท่านั้น ตามราชกิจจานุเบกษาฉบับวันที่ 20 ส.ค.19 มาตรา 27 ระบุชัดเจนว่า เมื่อตำแหน่งผู้อำนวยการว่างลง ให้คณะกรรมการ(บอร์ด)แต่งตั้งผู้รักษาการแทน ให้ผู้รักษาการแทนผู้อำนวยการมีอำนาจและหน้าที่อย่างเดียวกับผู้อำนวยการ เว้นแต่อำนาจและหน้าที่ของผู้อำนวยการในฐานะกรรมการ(บอร์ด)ขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ ข้อนี้ตนอยากถามบอร์ดทั้ง 10 ว่าพวกท่านคือผู้ทรงคุณวุฒิ ที่ได้รับการคัดสรรจากคณะรัฐมนตรีท่านทราบหรือไม่ว่า รักษาการณ์ ไม่สามารถทำหน้าที่กรรมการบริหาร(บอร์ด) แต่ท่านกลับปล่อยให้นายประยูรร่วมออกเสียงโหวตด้วย ตรงนี้พวกท่านจะรับผิดชอบกันอย่างไร" นายสุรดิษฐ์ กล่าว

คอลัมน์ กระจกไร้เงา: กว่าจะได้รถเมล์ NGV มาใช้ - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2561

กัลยา ยืนยง

ดูเหมือนจะกลับมาเป็นกระแสอีกครั้ง สำหรับโครงการจัดซื้อและซ่อมแซมรถโดยสารปรับอากาศใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ NGV ล็อตใหม่ จำนวน 489 คัน วงเงิน 4,221 ล้านบาท ด้วยวิธีคัดเลือกเอกชนเข้ามาดำเนินการ ว่าส่อเค้าทุจริตและมีการล็อกสเปกในโครงการดังกล่าว ทำให้มีหลายฝ่ายเกิดความคลางแคลงใจ ว่าโครงการจะสามารถเดินหน้าต่อไปได้หรือไม่

เมื่อพูดถึงโครงการจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวี คงจะทราบกันดีว่าโครงการนี้เกิดขึ้นมานานแล้ว ผ่านมาหลายต่อหลายยุคหลายสมัย แต่ก็มาสามารถเดินหน้าได้ เนื่องจากติดปัญหาหลายประการตาม ที่ได้ติดตามข่าวกันมา จนในที่สุดเมื่อปลายปีที่ผ่านมา พบว่าโครง การสามารถหาเอกชนเข้ามาดำเนินการในการจัดซื้อรถได้

และล่าสุดก็มีกระแสข่าวมาว่า นายณัฐชาติ จารุจินดา ประ ธานคณะกรรมการบริหารกิจการ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ จะมีการยื่นหนังสื่อลาออกจากตำแหน่ง ซึ่งก่อนที่จะเข้ามารับตำ แหน่ง ก็รับทราบว่าได้รับภาระหน้าที่ในการมาทำหน้าที่กับให้กับ ขสมก.มี 2 เรื่องหลักคือ การจัดหารถเมล์เอ็นจีวี 489 คัน และการจัดการเรื่องแผนฟื้นฟูให้กับ ขสมก. หากทั้ง 2 โครงการเสร็จลุล่วงก็ถือว่าได้ปฏิบัติหน้าที่เสร็จสิ้น และจะออกจากตำแหน่ง

และที่สำคัญโครงการดังกล่าวนี้ผู้บริหารระดับสูงของ ขสมก.ก็ได้ยืนยันว่าการจัดซื้อจัดจ้างเป็นไปตามกระบวนการในพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้าง และการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 และระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 และเชิญผู้สังเกตการณ์จากองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) เข้าร่วมสังเกตการณ์ด้วยทุกครั้ง ทำให้มั่นใจได้ว่าการจัดซื้อรถโดยสารในครั้งนี้เป็นไปด้วยความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาได้มีการเปิดประมูลโครงการดังกล่าว จนได้เอกชนที่ผ่านคุณสมบัติตามทีโออาร์ จึงได้มีการคัดเลือกด้วยวิธีคัดเลือก บมจ.สแกนอินเตอร์ (SCN) และ บมจ.ช.ทวี (CHO) ภายใต้กลุ่มร่วมทำงาน SCN-CHO ลงนามในสัญญาการซื้อขายรถโดยสารปรับอากาศใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ (NGV) พร้อมซ่อมแซมและบำรุงรถโดยสาร จำนวน 489 คัน กับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ตั้งแต่วันที่ 27 ธ.ค.ที่ผ่านมา

โดยบริษัทเอกชนดังกล่าวก็ได้ให้คำยืนยันและมั่นใจว่าจะส่งมอบงานล็อตแรกจำนวน 100 คัน ได้ภายในเดือนมีนาคม 61 และจะส่งมอบได้ครบตามสัญญาภายในเดือนมิถุนายน 61 นี้

สำหรับการดำเนินโครงการครั้งนี้ SCN จะเป็นผู้ให้การสนับสนุนด้านเงินทุนเพื่อดำเนินโครงการจัดซื้อรถโดยสารปรับอากาศ NGV และซ่อมแซมบำรุงรักษารถโดยสาร พร้อมทั้งนำประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับก๊าซธรรมชาติแบบครบวงจร เข้ามาสนับสนุนในด้านองค์ความรู้ ด้านเทคนิคที่เกี่ยวข้องกับระบบเชื้อเพลิง NGV ขณะที่ CHO มีประสบการณ์งานซ่อมบำรุงและศูนย์ซ่อม ทำให้เชื่อว่าจะสามารถรองรับการดำเนินโครงการดังกล่าวได้ด้วยดี

ส่วนทางด้านของ นายสุรเดช ทวีแสงสกุลไทย กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร CHO ก็ยืนยันกับผู้สื่อข่าวว่า บริษัทมีความพร้อมในทุกๆ ด้านที่จะรับงานดังกล่าว ทั้งทีมงาน โรงงาน และซัพพลายเออร์จากทั้งในและต่างประเทศที่มีความพร้อมจะสนับสนุนการจัดหาตัวถัง และชิ้นส่วนสำคัญอื่นๆ ตามแผนงานที่เราวางไว้อย่างเต็มที่ ประกอบกับบริษัทได้เคยรับงานในลักษณะใกล้เคียงกันมาแล้ว ทำให้มั่นใจว่าจะสามารถส่งมอบรถเมล์เอ็นจีวีได้ตามกำหนดเวลา

โดยระยะเวลาส่งมอบงานล็อตแรก จำนวน 100 คัน ภายในเดือน มี.ค. และส่งมอบอีก 120 คัน ภายใน 100 วัน และอีก 100 คัน ส่งมอบภายใน 120 วัน และที่เหลือ 189 คัน จะส่งมอบได้ภายใน 180 วัน ตามสัญญา หรือภายในเดือน มิ.ย.61

สำหรับการดำเนินโครงการนี้ SCN ได้ให้การสนับสนุนทางด้านเงินทุนเพื่อดำเนินโครงการจัดซื้อรถโดยสารปรับอากาศใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ และซ่อมแซมบำรุงรักษารถโดยสารให้แก่กลุ่มร่วมทำงาน SCN-CHO เพื่อให้สามารถดำเนินงานได้อย่างมีศักยภาพ และให้เชื่อมั่นว่าจะนำประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับก๊าซธรรมชาติแบบครบวงจร ที่เป็นรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและได้รับการยอมรับในภูมิภาคอาเซียน เข้ามาสนับสนุนในด้านองค์ความรู้ด้านเทคนิคที่เกี่ยวข้องกับระบบเชื้อเพลิงเอ็นจีวีในโครงการนี้ทั้งหมด

สรุปสุดท้ายแล้วโครงการจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวีก็ได้เดินหน้าต่อ แม้จะมีเสียงคัดค้าน และมีการร้องเรียนเป็นระยะๆ ก็ไม่สามารถหยุดแผนการจัดหารถเมล์ใหม่ของบอร์ด ขสมก.ได้ แต่ขณะนี้ก็ยังไม่ถึงเวลาที่จะส่งมอบรถ ก็ได้แต่ลุ้นว่าท้ายที่สุดแล้วจะมีรถเมล์ใหม่มาวิ่งให้บริการหรือไม่.

คอลัมน์ ล่าความจริง พิกัดข่าว: บทเรียนคดี'น้องณิชา' แบงก์ลอยตัว-ตร.ลอยแพ! - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2561

กรุงเทพธุรกิจ - ทั้งคดีความและเรื่องราวร้ายๆ ที่เกิดกับ "น้องณิชา" หรือ น.ส.ณิชา เกียรติธนะไพบูลย์ สาวน้อยวัยเพียง 24 ปี ที่ถูกคนร้ายสวมบัตรประชาชนที่เธอแจ้งหาย นำไปเปิดบัญชีธนาคารถึง 9 บัญชี เพื่อรับโอนเงินจาก "แก๊งคอลเซ็นเตอร์" ที่โทรศัพท์ ไปหลอกลวงผู้คนมากหน้าหลายตา

จนเธอถูกผู้เสียหายที่ตกเป็นเหยื่อของแก๊งมิจฉาชีพนี้ แจ้งความจับฐานฉ้อโกง เพราะโอนเงินผ่านบัญชีที่มีชื่อเธอเป็นเจ้าของ สุดท้ายเธอต้องติดคุกฟรี 3 วัน ทั้งๆ ที่มีสถานะเป็น "ผู้เสียหาย" มากกว่า "ผู้ต้องหา"

บทเรียนของเรื่องนี้ที่สังคมและผู้รับผิดชอบไม่ควรปล่อยให้ผ่านเลยไป มีอย่างน้อย 2 ประเด็น คือ 1.เป็น ความบกพร่องของธนาคารหรือไม่ ที่ปล่อยให้มีการเปิดบัญชีอย่างง่ายดายจากมิจฉาชีพที่ขโมยบัตรประชาชน ผู้อื่นมา กับ 2.การทำงานของตำรวจสภ.บ้านตาก จ.ตาก บกพร่องผิดพลาดตรงไหน จึงทำให้น้องณิชาต้องติดคุกฟรี 3 วัน ทั้งๆ เป็นผู้เสียหาย และไม่ใช่ "ผู้กระทำผิดตัวจริง"

เริ่มกันที่ประเด็นแรกก่อน เมื่อวานนี้ (10 ม.ค.) สมาคมธนาคารไทยได้ร่อนแถลงการณ์ชี้แจง หลังโดนสังคมกระหน่ำหนัก แต่เนื้อหาก็เป็นแค่การแจ้งให้ธนาคารสมาชิก เน้นย้ำและกำชับการปฏิบัติงานของพนักงานธนาคาร ให้ปฏิบัติตามระเบียบกฎเกณฑ์อย่างเคร่งครัด และให้มีความรอบคอบ ระมัดระวังเพิ่มมากขึ้นในการให้บริการเปิดบัญชี

ขณะเดียวกันก็โยนความรับผิดชอบไปที่ "ลูกค้า" ทำนองว่าให้เก็บบัตรประชาชนให้ดี ถ้าบัตรหายให้รีบแจ้งความ ฯลฯ แถลงการณ์ของสมาคมธนาคารไทย ปราศจากการแสดงความรับผิดชอบใดๆ หรือการเรียกร้องให้ธนาคารที่เปิดบัญชีอย่าง "สะเพร่า" จนน้องณิชาได้รับความเสียหาย ทำการสอบสวนว่าความผิดพลาดเกิดจากตรงไหน และมีใครต้องรับผิดชอบบ้าง

ทั้งๆ ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ แบงก์ชาติ ได้ออกมาแถลงย้ำให้สถาบันการเงินตรวจสอบข้อเท็จจริง และชี้แจงสาเหตุที่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมา

หากย้อนดูประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สนส.7/2559 เรื่องหลักเกณฑ์การรับฝากเงินหรือการรับเงินจากประชาชน จะพบว่าได้เขียน "กฎเหล็ก" เอาไว้รัดกุมพอสมควร โดยเน้นให้สถาบันการเงิน ต้องให้ลูกค้าแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับตนเองอย่างละเอียดในแบบรายการที่สถาบันการเงินกำหนดขึ้น เพื่อป้องกันการฟอกเงิน กรณีลูกค้าเป็นบุคคลธรรมดา ต้องจัดให้มีเอกสารหรือสำเนาเอกสารแสดงตัวตนของลูกค้าประกอบการเปิดบัญชีทุกครั้ง โดยให้ใช้บัตรประชาชน หรือเอกสารของรัฐที่มีเลขประจำตัวประชาชน แต่ถ้าเป็นนิติบุคคล ให้ใช้หนังสือรับรองการจดทะเบียนที่ นายทะเบียนออกให้ไม่เกิน 6 เดือน

ที่สำคัญ ในข้อ 5.3.2 เรื่องการพิสูจน์ตัวตนของลูกค้า ยังกำหนดให้สถาบันการเงิน ต้องตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลและเอกสารแสดงตน หรือสำนักเอกสารต่างๆ ที่นำมาใช้เป็นหลักฐานในการเปิดบัญชีด้วย ตามหลักเกณฑ์ของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. "โดยปราศจากความประมาทเลินเล่อ" ซึ่งนอกจากตรวจสอบบัตรประชาชนว่าเป็นของจริงและเป็นปัจจุบันแล้ว ยังต้องใช้ระบบการตรวจสอบลายนิ้วมือของลูกค้าประกอบการพิจารณาด้วย

คำถามคือ ถึงวันนี้มี คำชี้แจงหรือแสดงความรับผิดชอบจากสถาบันการเงินที่เปิดบัญชีให้กับแก๊งมิจฉาชีพ จนน้องณิชาต้องเดือดร้อนแล้วหรือยัง สำหรับประเด็นที่สอง การทำงานของตำรวจ สภ.บ้านตาก จ.ตาก บกพร่องผิดพลาดตรงไหน จึงทำให้น้องณิชาต้องติดคุกฟรี 3 วัน ล่าสุดผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 6 ที่รับผิดชอบ พื้นที่ จ.ตาก ได้ออกมาชี้แจงแล้ว หากฟังเปรียบเทียบกับข้อมูลฝั่งน้องณิชา ก็คงพอทราบว่าตำรวจทำงานได้น่าประทับใจจริงหรือไม่ จะว่าไป...ในกระบวนการยุติธรรมไทย มีผู้ที่ต้องติดคุกฟรีทั้งๆ ที่ยังไม่ได้พิสูจน์ว่ากระทำผิดจริงอีกมากมาย ไม่ใช่แค่น้องณิชา เท่านั้น โดยมีข้อสังเกตที่น่าสนใจคือ ส่วนใหญ่ "เหยื่อกระบวนการยุติธรรม" เหล่านี้ มักถูกตำรวจจับในวันศุกร์ช่วงเย็นๆ ค่ำๆ เหมือนๆ กัน ทำให้ยื่นประกันตัวไม่ทัน แม้ศาลจะเปิดทำการในวันเสาร์ครึ่งวัน ก็ตาม จุดนี้เองที่กลายเป็นกระแสวิจารณ์กันในกระบวนการยุติธรรมว่า หากจะกลั่นแกล้งกัน ในทางคดี ก็ไปบอกให้ตำรวจจับคู่กรณีในวันศุกร์ ผู้ที่ถูกจับก็จะมีความเสี่ยงต้องติดคุกฟรีอย่างน้อย 3 วัน เพราะยื่นประกันตัวไม่ทัน หลายคดีว่ากันว่ามีการจ้างเจ้าหน้าที่ให้จับช่วงค่ำวันศุกร์ด้วยซ้ำ นี่คือความจริงของกระบวนการยุติธรรมในบ้านเรา

แต่เรื่องนี้ยังพอมีทางแก้ไขและป้องกัน รอติดตามต่อพรุ่งนี้...

ล่าความจริง พิกัดข่าว

สืบเสาะ เจาะลึก ตามติดทุกประเด็นร้อนรายวันตีแผ่และเกาะทุกกระแส

ทุกวันจันทร์-ศุกร์18.20-19.20น.

ศึกชิงผู้จัดการ ตลท.คนใหม่ วัดพลัง 'คนนอก-คนใน' แบบไร้เด็กเส้น ? - ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2561

หนึ่งในประเด็นร้อนของแวดวง ตลาดทุนที่หลาย ๆ คนเฝ้าจับตา คงหนีไม่พ้นเรื่องว่าที่ "ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย" ที่จะเข้ามาทำหน้าที่แทน "เกศรา มัญชุศรี" ซึ่งกำลังจะหมดวาระในวันที่ 31 พ.ค.2561

โดย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้เปิดรับสมัครตั้งแต่ 18 ธ.ค.2560 และจะปิดรับสมัครในวันที่ 15 ม.ค.2561

เก้าอี้นี้ถือว่าสำคัญอย่างมาก เพราะนอกจากจะทำหน้าที่กุมชะตาตลาดการลงทุนของประเทศไทยแล้ว ยังเป็นผู้ดูแลขุมทรัพย์ขนาดใหญ่ที่มีเงินกองทุน 25,398 ล้านบาท (ข้อมูล ณ ปี 2559) จึงทำให้สปอตไลต์จากทุกแห่งส่องมาที่นี่

ขณะที่ "เกศรา" กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯคนปัจจุบัน ได้แสดงเจตจำนงค่อนข้างชัดเจนว่า "จะไม่เดินหน้าต่อ" ในตำแหน่งที่ทำอยู่ แถมยังออกตัวว่า ตนเองอาจเป็นเพียงหนึ่งในคณะกรรมการสรรหาก็เป็นได้ ดังนั้น กระบวนการคัดสรรกรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯคนใหม่ จึงเกิดขึ้นเพื่อให้ผู้ที่มีความสามารถคนอื่น ๆ ได้เข้ามาวาดลวดลายแทน

โดยขั้นตอนและกระบวนการ คัดเลือกจะมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบคุณสมบัติ เพื่อดำเนินการ ตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัคร และคณะอนุกรรมการสรรหาและพิจารณาค่าตอบแทน จะนำรายชื่อ ของผู้สมัครที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ มาคัดเลือกผู้ที่มีคุณสมบัติที่เหมาะสม และทำการสัมภาษณ์ ผู้สมัครและคัดเลือกผู้สมัครให้เหลือไม่เกิน 3 ราย เพื่อให้บอร์ด ตลท.สัมภาษณ์เพื่อคัดเลือกผู้ที่เหมาะสมที่สุดมาดำรงตำแหน่ง กรรมการและผู้จัดการ ตลท.คนใหม่

"ปริญญ์ พานิชภักดิ์" กรรมการ ผู้จัดการบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ซีแอลเอสเอ (ประเทศไทย) หนึ่งในกรรมการของตลาดหลักทรัพย์ฯ กล่าวว่า การรับสมัครกรรมการและผู้จัดการ ตลท.คนใหม่ เชื่อว่าจะได้รับความสนใจ จากคนทั้งในวงการตลาดทุนและสาย อื่น ๆ เข้ามายื่นใบสมัครอย่างมาก ซึ่งหลังจากวันที่ 15 ม.ค.นี้ที่ปิด รับสมัคร คาดว่าจะเริ่มรู้รายชื่อผู้ยื่น ใบสมัครชัดเจนมากขึ้นว่ามีใครที่ชิงเก้าอี้บ้าง และจะเริ่มมีการสัมภาษณ์ ผู้สมัครแต่ละรายในช่วงปลายเดือน ม.ค.

ในมุมมองของ "ปริญญ์" มองว่าคนที่จะมาเป็นกรรมการและผู้จัดการ ตลท.คนใหม่นั้น อันดับแรกต้องมี วิสัยทัศน์แบบคนรุ่นใหม่ เพื่อมารองรับ กับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่จะเข้ามาในตลาดทุนไทย รวมถึงต้องเป็นคนที่มีธรรมาภิบาลที่ดี ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นคนในแวดวงตลาดทุนเท่านั้น แต่เปิด รับทุกคนที่มีความรู้ความสามารถ เป็นคนดี และมีประสบการณ์ รวมถึง สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ สื่อสารมวลชน และนักลงทุนได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ ว่าที่กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ฯคนใหม่ยังต้องประสานงานใกล้ชิดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุน อาทิ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.), บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.), บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) และบริษัทจดทะเบียนเป็นอย่างดี เพราะต้องพัฒนาตลาดทุนให้ก้าวหน้าไปเรื่อย ๆ ซึ่งเชื่อว่าคนที่จะมาเป็นผู้ชิงตำแหน่ง ก็น่าจะมาจากหน่วยงานที่กล่าวไป ข้างต้นนี้

ขณะที่แหล่งข่าวจากคณะกรรมการสรรหาอีกรายระบุว่า เท่าที่ทราบ ตอนนี้ มีคนในของตลาดหลักทรัพย์ฯยื่นใบสมัครมาบ้างแล้ว และคนนอกก็ต้อนรับ ขอแค่มีความรู้ความสามารถตรงกับที่เราต้องการ ส่วนเด็กฝากที่มาจากกลุ่มผู้มีอำนาจจะเข้ามาสมัครก็ได้ แต่ในที่สุดก็ต้องโชว์วิสัยทัศน์อย่างโปร่งใส ต้องแข่งขันกับคนอื่นเช่นกัน ไม่ใช่ว่าจะเข้ามาทำงานได้เลย

รายงานข่าวระบุว่า คนในที่มีการจับตาว่าน่าจะเข้ามาชิงเก้าอี้ กรรมการและผู้จัดการ ตลท. ก็คือ ดร.สันติ กีระนันทน์ และ ดร.ภากร ปีตธวัชชัยซึ่งทั้งคู่ปัจจุบันอยู่ในตำแหน่งรอง ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ

"อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์" รมว.คลัง กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ตนยังไม่ทราบว่าใครจะได้รับการสรรหาเข้ามาดำรงตำแหน่งกรรมการและ ผู้จัดการ ตลท.คนใหม่ เพราะเป็นเรื่องของทางบอร์ด ตลท.ที่ดำเนินการสรรหากันเอง

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งกรรมการและผู้จัดการ ตลท.คนใหม่ จะต้องขับเคลื่อนแผนงานที่ ตลท.ได้วางไว้ในการพัฒนาตลาดทุนไทยให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น ทั้งในแง่การผลักดันให้มีผู้เล่นในตลาดหุ้นมากขึ้น การสนับสนุนผู้ประกอบการ สตาร์ตอัพ และเอสเอ็มอี เพราะถือว่าเป็นหัวใจของประเทศไทยในอนาคต นอกจากนี้ยังต้องผลักดันให้ตลาดทุนไทยสามารถแข่งขันกับตลาดหุ้นต่างประเทศได้ด้วย

"ตลาดหุ้นมีนโยบายที่วางไว้อยู่แล้ว เป็นแผนระยะ 4-5 ปี ซึ่งแยกเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งคือ พัฒนาตลาดเข้มแข็งให้สมาชิกเข้ามามากขึ้น มีผู้เล่นมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ทำตัวให้ช่วยพวกรายเล็กรายน้อย พวก สตาร์ตอัพ เอสเอ็มอีต่าง ๆ ซึ่ง ตลท.ก็มีโครงการอยู่ ขณะเดียวกันก็ต้องคำนึงถึงความสามารถในการแข่งขันของ ตลท.เองด้วย ว่าจะแข่งขันกับตลาดหุ้นต่างประเทศได้แค่ไหน อันนี้ ก็ขึ้นกับสินค้า และภาวะเศรษฐกิจของเราเอง ถ้าสินค้าดี เศรษฐกิจดี ก็ไปได้" อภิศักดิ์กล่าว

คงต้องรอลุ้นหลังปิดรับสมัครวันที่ 15 ม.ค.นี้ ว่าจะมีรายชื่อของใครปรากฏออกมาบ้าง ศึกวัดพลังระหว่างคนนอก คนใน และเด็กเส้น ใครจะชนะได้กุมตำแหน่งนี้ก็คงต้องติดตามต่อไป

คอลัมน์ ทางออกนอกตำรา: เชือด KC ทลายขุมข่ายอาจารย์ - ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2561

บากบั่น บุญเลิศ mrbb.boonlert@gmail.com

เงียบกันไปนานในที่สุดเรื่องราวของ "เครือข่ายอาจารย์เพชร" ก็ฮือฮาในวงการอีกระลอกเมื่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ออกประกาศกล่าวโทษผู้บริหารและอดีตผู้บริหารและกรรมการ บริษัท เค.ซี. พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ KC ต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และส่งเรื่องให้กับ ปปง.ดำเนินการกับผู้บริหารรวม 7 ราย เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2561 ประกอบด้วย

1. นายภัทรภพ อิทธิสัญญากร ขณะนี้เปลี่ยนชื่อเป็นนายกฤติภัทร 2. นายสรรชัย อินทรอักษร 3. นายธีราสิทธิ์ แสงเงิน 4. นายกิติสาร มุขดี

นอกจากนี้ ยังมีการกล่าวโทษกลุ่มบุคคลที่เข้าไปเกี่ยวพันอีก 3 ราย

1. นายเทพทิวา บุตรพรม 2. นางสาวจรูญลักษณ์ คงคาเรียน ขณะนี้เปลี่ยนชื่อเป็น นางสาวนิษฐา 3. นายวีรวัฒน์ สุขวราห์

ข้อหาที่ ก.ล.ต.กล่าวโทษคณะผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ คือ ร่วมกันทุจริต ยักยอกเงินที่ได้จากการออกและเสนอขายตั๋วแลกเงินระยะสั้น (B/E) ในนามบริษัท เพื่อประโยชน์ของตนเองหรือบุคคลอื่น แสวงหาประโยชน์ที่ไม่ควรได้ และยินยอมให้ไม่มีการลงบันทึกบัญชีการขายตั๋ว B/E ทำให้บริษัทลงบัญชีไม่ถูกต้อง ไม่ตรงต่อความเป็นจริง

คดีนี้ ก.ล.ต. ระบุว่า ได้รับแจ้งจากผู้สอบบัญชีของ KC และ ก.ล.ต. ได้ตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่า ในช่วงเดือนกันยายน 2558-ตุลาคม 2559 ผู้บริหาร KC ร่วมกับผู้สนับสนุน รวม 7 ราย ได้กระทำทุจริต ยักยอกเงินที่ได้จากการขายตั๋ว B/E ของ KC รวม 25 ฉบับ มูลค่ารวมประมาณ 425 ล้านบาท ไปใช้เพื่อประโยชน์ของตนเองหรือของบุคคลอื่น

ในการดำเนินการดังกล่าว นายภัทรภพหนึ่งในผู้ถือหุ้นรายใหญ่ และเป็นรักษาการกรรมการผู้จัดการและกรรมการบริหาร กับนายสรรชัย ที่ตอนนั้นเป็นรองกรรมการผู้จัดการและกรรมการบริหาร ได้ร่วมกันทุจริตโดยให้ KC ออกตั๋วเงินจำนวน 25 ฉบับ มูลค่าฉบับละ 25-150 ล้านบาท เมื่อได้เงินมาก็ได้ยักยอกเงินดังกล่าว และปลอมแปลงเอกสารการประชุมของบริษัท จากนั้นก็ไปเปิดบัญชีธนาคารเพื่อใช้รับโอนเงินค่าขายตั๋ว B/E ออกไป

มีการปกปิดไม่ให้มีการลงบันทึกบัญชีการขายตั๋ว B/E ดังกล่าวไว้ในบัญชีของบริษัท และปกปิดอำพรางการทุจริตโดยการต่ออายุตั๋ว B/E หลายครั้ง

ก.ล.ต.ยังสืบค้นพบว่า การกระทำดังกล่าวได้รับการสนับสนุนช่วยเหลือจากนายเทพทิวา ซึ่งรู้จักกับนายภัทรภพ และนายสรรชัย โดยนายเทพทิวา ให้การช่วยเหลือโดยการยอมให้ใช้บัญชีธนาคารของตัวเอง เพื่อทำธุรกรรมรับโอนเงินที่ได้จากการขายตั๋ว B/E ทั้งหมด เพื่อแจกจ่ายให้บุคคลอื่น

ขณะที่ นางสาวจรูญลักษณ์ ซึ่งตอนนั้นเป็นเลขานุการของคณะกรรมการบริษัท ให้ความช่วยเหลือในการทำธุรกรรมทางการเงินบางรายการโดยใช้บัญชีธนาคารของตัวเอง

ส่วนนายวีรวัฒน์ เข้าไปเกี่ยวพันในคดีนี้เพราะชักชวน นายภัทรภพ นายสรรชัย นายธีราสิทธิ์ และนายกิติสาร เข้ามาเป็นกรรมการและผู้บริหาร KC ก.ล.ต. จึงเชื่อว่านายวีรวัฒน์ มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำทุจริตและการรับเงินบางส่วนจากการขายตั๋ว B/E ดังกล่าว

ก.ล.ต.ยังพบว่า ในช่วงปี 2559 นายธีราสิทธิ์ และ นายกิติสาร ซึ่งเป็นผู้บริหาร เป็นกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการตามลำดับ ทราบถึงการออกตั๋ว B/E แต่ไม่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรอบคอบและซื่อสัตย์สุจริต ไม่นำรายการตั๋ว B/E ลงบันทึกบัญชีของบริษัท KC ทำให้บัญชีของ KC ไม่ถูกต้อง ไม่ตรงต่อความเป็นจริง

คดีนี้แยกเป็น 2 ส่วน ส่วนที่ผิด พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ก.ล.ต. ทำได้แค่กล่าวโทษบุคคลทั้ง 7 ราย ต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ

ส่วนเข้าข่ายการยักยอก ถ่ายเทเงิน ที่อาจเข้าข่ายเป็นความผิดมูลฐานแห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ก.ล.ต.ก็ส่งเรื่องให้ ปปง.พิจารณาดำเนินการ

ในเบื้องต้น นายภัทรภพ นายสรรชัย นายธีราสิทธิ์ และ นายกิติสาร เข้าข่ายมีลักษณะขาดความน่าไว้วางใจในการเป็นกรรมการและผู้บริหารของบริษัทที่ออกหลักทรัพย์และบริษัทจดทะเบียนตามประกาศ ก.ล.ต. จึงขาดคุณสมบัติ ไม่สามารถเป็นกรรมการและผู้บริหารของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นทันที

คดีนี้ดูผิวเผินไม่มีอะไรเกี่ยวพันกับใคร แต่ในความจริงแล้ว ก.ล.ต.กำลังดำเนินการทลายขุมข่ายทางการเงินของ "อาจารย์เพชร" หรือพระครูวินัยธร (พชร) ฐานกโร อดีตเจ้าอาวาสวัดประยงค์กิตติวนาราม แขวงคลองสิบสอง เขตหนองจอก ที่ลาสิกขาออกไปในห้องปิดพีซทีวีแล้วบินหนีไปฮ่องกง จนบรรดานักลงทุนตามหากันให้ควั่ก ล่าสุดมีข่าวออกมาภายในว่า "อาจารย์เพชร" ถูกจับตัวไว้อยู่ในคุกแล้ว

ประการต่อมา ก.ล.ต.กำลังตามล่าตามล้างขบวนการนำเงิน "สหกรณ์ออมทรัพย์" แห่งหนึ่ง ในจังหวัดมหาสารคาม ที่มี "ดร.ว." เป็นผู้บริหารเครือข่าย และสามารถทำกำไรติดอันดับ 1 ใน 10 สหกรณ์ที่ทำกำไรปีละไม่น้อยกว่า 580-600 ล้านบาท มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งต่อมามีการนำเงินก้อนดังกล่าวออกมาลงทุนในหุ้นในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

เรื่องนี้หาก ก.ล.ต.สาวเกาะติดข้อมูลและเส้นทางการเงินจาก "นายกิติสาร มุขดี" เด็กหนุ่มที่เป็นกรรมการผู้จัดการไปจะพบร่องรอยที่หลายคนอาจสะดุ้งเป็นไข้จับสั่น

ประเด็นต่อมา ผมเชื่อว่า ก.ล.ต.คงเกาะติดในเรื่องขุมทรัพย์อาจารย์เพชร เพราะในเนื้อหาของข้อมูลทางการเงินบางรายการที่ก.ล.ต.มีอยู่ในมือนั้น บ่งชี้ออกมาว่า เงิน 425 ล้านบาท ที่มีการออกตั๋วบี/อีแล้วโอนออกไปนั้นเกี่ยวกันกับการชำระสะสางหนี้ก้อนโต ของบริษัท เหล็กรายใหญ่แห่งหนึ่ง ของ "เสี่ย พ." ที่เคยร่วมลงทุนและเป็นหุ้นส่วนกับอาจารย์เพชร ต่อมากลายเป็นเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด

นี่จึงเป็นที่มาของการตัดสินใจโยกเงินจากการขายตั๋วบี/อีออกไปยังบัญชีคนนอก ทั้งๆ ที่นายภัทรภพ และกลุ่มเข้าไปบริหารองค์กรนี้เพียง 8 เดือน ก็ต้องทำตามบัญชาในการยักย้ายถ่ายเทเงิน

เรื่องราวในบริษัท KC ยังมีอะไรซ่อนเร้นให้ผู้ถือหุ้นรายย่อยที่มีอยู่กว่า 3,380 ราย ต้องติดตามอีกเพียบ

ไม่นับการชักดาบตั๋วบี/อี 130 ล้านบาท หรือการโยกเงินออกไปให้กลุ่มทุนการเมือง คอยติดตามกันให้ดีครับ

คอลัมน์ ชุมชนคนหุ้น: "ดีเอสไอ"เป่าคดี"ฉาย" - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2561

เกือบสิบปีที่ผ่านมา ชื่อของ "ฉาย บุนนาค" ดังกระฉ่อนคับตลาดหุ้น ในฐานะนักลงทุนขาใหญ่รุ่นใหม่ ซึ่งอยู่เบื้องหลังการสร้างราคาหรือปั่นหุ้นนับสิบตัว ถูกสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวโทษฐานปั่นหุ้นนับไม่ถ้วน

แต่ใครจะไปเชื่อ เกือบทุกคดีถูกเป่าไปเรียบร้อยแล้วถ้าเข้าไปค้นหาข้อมูลในสารบบของ ก.ล.ต. เกี่ยวกับสถิติการดำเนินคดีอาญา ผู้กระทำความผิด พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ฯ แทบไม่ปรากฏหลักฐานการกระทำผิดของนายฉายแต่อย่างใด

เพราะทุกความผิดที่ ก.ล.ต.กล่าวโทษนายฉาย และส่งหลักฐานการกระทำความผิดให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ดำเนินคดีต่อนั้น ถูก "ตัดตอน" แทบทั้งหมด โดยดีเอสไอสั่งไม่ฟ้อง ด้วยเหตุผลอันเป็นที่น่ากังขา

"ฉาย" หลุดพ้นมลทิน ลอยนวลมาตลอด ทำให้นักลงทุนขาใหญ่รุ่นใหม่วัยหนุ่มรายนี้ ประกาศศักดา ก่อพฤติกรรมปั่นหุ้นอย่างโจ๋งครึ่ม เย้ยหยันตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ไม่ให้ราคากับ ก.ล.ต.ที่เพ่งเล็งติดตามพฤติกรรมทุกย่างก้าวคดีปั่นหุ้นของนายฉายและพวกที่ ก.ล.ต.รวบรวมข้อมูลหลักฐาน ส่งสำนวนให้ดีเอสไอ ประกอบด้วย คดีปั่นหุ้นบริษัท ทรัพย์ศรีไทย จำกัด (มหาชน) หรือหุ้น SST

หุ้นบริษัท ซันไชน์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือหุ้น SSE ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นบริษัท อควา คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือหุ้น AQUA และ SSE-W1 หุ้นบริษัท ไทยบริหารอุตสาหกรรมและวิศวกรรม จำกัด (มหาชน) หรือหุ้น TIES ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท ที เอนจิเนียร์ริ่ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือหุ้น T

หุ้นบริษัท สตาร์ ยูนิเวอร์แซล เน็ตเวิร์ค จำกัด (มหาชน) หรือหุ้น STAR และ STAR-W1 ใบสำคัญแสดงสิทธิจองซื้อหุ้นสามัญ (วอร์แรนต์) บริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล รีเสริช คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ IRCP-W1

บริษัท ไซแมท เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือหุ้น SIMAT หุ้นบริษัท อะโกร อินดัสเตรียล แมชชีนเนอรี่ จำกัด (มหาชน) หรือหุ้น AMAC ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อมาเป็น MAX ซึ่งนายฉายตามมาปั่นถึงสองรอบ

หุ้นบริษัท ไมด้า-เมดดาลิสท์ เอ็นเธอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือหุ้น MME และ MME-W1 ของกลุ่มนายกมล เอี้ยวศิวิกูล นักลงทุนขาใหญ่ที่มีความสัมพันธ์กับนายฉาย ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท กรีน รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) หรือหุ้น GREEN

หุ้นบริษัท ไลท์ติ้ง แอนด์ อีควิปเมนท์ จำกัด(มหาชน)หรือหุ้น LSE หุ้นบริษัท ไมด้า ลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือหุ้น ML ของกลุ่มเอี้ยวศิวิกูล และหุ้นบริษัท แมกซ์ เมทัล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือหุ้น MAX

การเปลี่ยนชื่อบริษัทจดทะเบียน เป็นวิธีการกลบเกลื่อนอาชญากรรมที่ก่อไว้ เพื่อให้นักลงทุนสับสน และลืมพฤติกรรมชั่วร้ายในอดีต โดยเฉพาะนักลงทุนหน้าใหม่ๆ ซึ่งถ้าไม่สืบค้นประวัติย้อนหลัง จะไม่รู้ว่า หุ้นที่เข้าไปเล่น เคยเป็นหุ้นปั่น

บริษัทจดทะเบียนใดที่เปลี่ยนชื่อบ่อย จึงเป็นจุดสังเกตที่นักลงทุนต้องระวัง เพราะอาจเคยมีประวัติการปั่น และมักจะปั่นกันซ้ำรอย เช่นหุ้น MAX ซึ่งนายฉายปั่นถึงสองรอบ

การกล่าวโทษนายฉายและพวก แยกคดีเป็นสองชุดใหญ่ ชุดแรก กล่าวโทษ วันที่ 8 พฤษภาคม 2555 รวม 12 คดี ชุดสอง กล่าวโทษเพิ่มเติมวันที่ 1 เมษายน 2556 อีก 2 คดี รวมแล้วนายฉายถูกกล่าวโทษคดีปั่นหุ้นทั้งสิ้น 14 คดี ระหว่างปี 2555-2556

แต่ทั้ง 14 คดีถูกตัดตอนไปแล้ว โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษใช้เวลาสอบสวนพิจารณาทั้ง 14 คดีเพียง 1 ปีเศษ และหลายคดีใช้เวลาไม่ถึง 1 ปีด้วยซ้ำ ก่อนสรุปสำนวน สั่งไม่ฟ้องนายฉายและพวกทั้ง 14 คดี เมื่อเดือนมกราคม 2557

คดีที่น่าบัดซบคือ คดีปั่นหุ้น MAX ซึ่งผู้ร่วมขบวนการปั่น ส่วนใหญ่สารภาพผิด ยินยอมจ่ายค่าปรับนับสิบล้านบาทให้ ก.ล.ต. กลับสั่งไม่ฟ้อง

อธิบดีดีเอสไอที่สั่งเป่าคดีปั่นหุ้นนายฉายในสมัยนั้น ไม่ใช่ใครที่ไหน นาย ธาริต เพ็งดิษฐ์ ที่มีคดีติดตัวมากมาย ทั้งละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ คดีร่ำรวยผิดปกติ ถูกอายัดทรัพย์หลายร้อยล้านบาท และถูกไล่ออกจากราชการไปแล้ว รอชดใช้กรรมในคดีอาญาอีกมากมาย

ไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมนายธาริต อดีตอธิบดีดีเอสไอผู้ฉาวโฉ่ที่สุด ผู้สั่งเป่าคดีปั่นหุ้นนายฉายทั้ง 14 คดี จึงร่ำรวยผิดปกติ และทำไมจึงมีข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

นายธาริตกำลังตายทั้งเป็น แต่นายฉายหลุดรอดจากข้อหาปั่นหุ้นทั้ง 14 คดี ทำให้ ก.ล.ต. ต้องลบทิ้งข้อมูลพฤติกรรม การประกาศกล่าวโทษ และข้อมูลการดำเนินคดีอาญาของนายฉายออกจากสารบบข้อมูลของ ก.ล.ต.ทั้งหมด

แฟ้มข้อมูลอาชญากรในตลาดหุ้น จึงแทบไม่ปรากฏชื่อ "ฉาย บุนนาค

แต่พระสยามเทวาธิราชมีจริงหรือไม่ ใครจะรู้ เพราะแม้นายธาริตจะตัดตอน เป่าคดีปั่นหุ้นให้นายฉาย แต่โชคร้ายที่ยังมีคดีสุดท้ายหลงเหลืออยู่ที่ ก.ล.ต.

เป็นคดีปั่นหุ้นคดีที่ 15 ซึ่งโชคดีที่ ก.ล.ต.ไม่ได้ส่งให้ดีเอสไอ ในยุคที่นายธาริต เป็นอธิบดี เพราะถ้าส่งไป นายธาริตคงสั่งเป่าคดีอีก นายฉายคงหลุดรอดลอยนวลการถูกดำเนินคดีอย่างถาวร เนื่องจากในทางนิตินัยไม่ปรากฏชื่อนายฉายแล้ว แม้ยังป้วนเปี้ยนมีกิจกรรมในตลาดหุ้นอยู่เหมือนเดิมก็ตาม

คดีปั่นหุ้นคดีที่ 15 ของนายฉาย เป็นการปั่นหุ้นบริษัท นิวส์ เน็ตเวิร์ค คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือหุ้นนิวส์ เจ้าของทีวีดิจิทัลช่อง 19 "ข่าวจริง สปริงนิวส์" หนังสือพิมพ์ ฐานเศรษฐกิจ ซึ่งกำลังจะเข้าไปยึดสื่อในเครือ NATION ทั้งหมด กลายเป็นกลุ่มสื่อที่มีเครือข่ายยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

ทำไมนายฉายจึงยังผงาดอยู่ในวงการหุ้น ทั้งที่มีคดีปั่นหุ้นเป็นชนักติดหลัง เป็นเพราะมีสื่อบางกลุ่มบางคนเป็นลูกสมุนหรือไม่ เป็นเพราะมีขุมข่ายสื่อทั้งในเครือข่ายและนอกเครือข่าย โดยเฉพาะสื่อหุ้นเป็นกระบอกเสียงหรือไม่

และถ้าฉายมีเครือข่ายสื่อเป็นเครื่องมือ ขาใหญ่ในตลาดหุ้นรายนี้จะมีอิทธิฤทธิ์ขนาดไหน ไม่อยากคิดถึงจริงๆ.

คอลัมน์ กรองสถานการณ์: จาก 'นาฬิกาหรู' สู่ 'น้องหมา' รัฐบาลผวาหมดเวลา 'ย่ามใจ' - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2561

จาก นาฬิกาหรู และ แหวนเพชร มูลค่าสูงของ บิ๊กป้อม-พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหมมาถึงเรื่อง หมาๆ ที่ บิ๊กตู่-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ควักกระเป๋าซื้อให้พี่เลิฟ บิ๊กป๊อก-พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย และเพื่อนรัก บิ๊กฉัตร-พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรีกำลังสะท้อนได้ดีถึงกระบวนการตรวจสอบผู้มีอำนาจที่เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะ พี่น้อง 3 ป. ผู้กุมเสถียรภาพใน คสช.และรัฐบาล ที่กำลังกลายเป็น

"เป้านิ่ง"ทุกการเคลื่อนไหว ทุกการดำเนินการ และทุกอย่างที่เป็น พี่น้อง 3 ป. กำลังถูก จับผิด แบบละเมียดว่า มีข้อไหนบ้างที่สุ่มเสี่ยงจะกระทำผิดกฎหมาย

โดยเฉพาะเรื่องที่นักการเมืองขั้วตรงข้ามเคยถูกตรวจสอบว่ามีความผิด จะถูกมาเทียบทันทีถ้า 3 พี่น้องได้กระทำในลักษณะเดียวกัน

ที่สำคัญ ทุกเรื่องในตอนนี้ถ้าเกิดประเด็นจะมีแรงกระเพื่อมและได้รับความสนใจจากสังคมเป็นอย่างมาก อย่างกรณีนาฬิกาหรูของ "บิ๊กป้อม" ที่ทุกคนกำลังกัดไม่ปล่อยเพื่อรอคำตอบ แม้จะมีขบวนการพยายามหาประเด็นมากลบกระแสก็ตาม

และดูเหมือนรัฐบาลไม่ได้ย่ามใจกับประเด็นพวกนี้เหมือนแต่ก่อน ทั้งพยายามตัดไฟตั้งแต่ต้นลมเวลามีกรณีที่อาจบานปลายเหมือนนาฬิกาหรูของ บิ๊กป้อมแม้กระทั่งประเด็น สุนัขพันธุ์บางแก้ว ของ บิ๊กตู่ ที่ถือเป็นการรับหรือให้สิ่งของที่มีมูลค่าเกิน 3,000 บาทก็เช่นเดียวกัน แรกๆ รัฐบาลเหมือนไม่ให้ ราคา กับสิ่งที่ ศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐ ธรรมนูญพยายามตรวจสอบ

รวมถึง เนติบริกร อย่าง วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะซือแป๋กฎหมายของรัฐบาล ในช่วงแรกๆ ก็ยังไม่ค่อยจะยี่หระ

ถึงขนาดโชว์ความเก๋าทางด้านกฎหมายด้วยว่าจะขอรับซื้อ สุนัขพันธุ์บางแก้ว เพื่อเอาไปเลี้ยงโดยที่ไม่ผิดกฎหมายแต่อย่างใด พร้อมทั้งยังบอกว่า คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กำลังแก้ไขประกาศป.ป.ช. เรื่องหลักเกณฑ์การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยธรรมจรรยาของเจ้าหน้าที่รัฐ พ.ศ.2543

ซึ่งห้ามเอาไว้ในข้อ 5 (2) ว่า ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ "รับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากบุคคลอื่นซึ่งมิใช่ญาติมีราคาหรือมูลค่าในการรับจากแต่ละบุคคล แต่ละโอกาสเกินสามพันบาท"

การระบุว่าจะแก้ไข ทำให้ถูกมองว่าทำไปเพื่อให้การซื้อสุนัขพันธุ์บางแก้วให้ บิ๊กป๊อก และ บิ๊กฉัตร ของนายกฯ ถูกต้องกระทั่งกลายเป็นประเด็นโจษจันในสังคม ทางหนึ่งคือยอมรับแล้วว่า ผิด แต่พยายามจะแก้ไขเพื่อให้ตัวเอง ถูก ถือเป็นการใช้อำนาจที่มีเพื่อหลีกเลี่ยงความผิด

ขณะที่ช่วงแรก ป.ป.ช.เหมือนจะ รับลูก แต่เมื่อสังคมเริ่มวิพากษ์วิจารณ์กันหนักขึ้นเรื่อยๆ จึงต้องออกมาระบุว่าจะไม่มีการพิจารณาในระยะเวลาอันสั้น เช่นเดียวกับ บิ๊กตู่ ที่ช่วงเกิดประเด็นใหม่ๆ พูดว่าตนรู้ว่าอะไรผิดกฎหมาย ไม่ต้องเป็นห่วง แต่ล่าสุดออกมา ฟันฉับ เลยว่าจะไม่มีการแก้ไขอะไรทั้งสิ้นนั่นแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลเริ่มไหวตัวและระมัดระวังมากขึ้น โดยมีประเด็นของ บิ๊กป้อม เป็นโมเดลเช่นเดียวกับการยื่นแสดงรายการบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของ ครม.ประยุทธ์ 5 ที่ว่ากันว่าตั้งแต่เกิดประเด็นนาฬิกาและแหวนของพี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์ บรรดาเสนาบดีป้ายแดงต่างมีความละเอียดในการชี้แจงต่อ ป.ป.ช. ระมัดระวังการซ้ำรอยเป็นอย่างมาก

และไม่ใช่แค่เรื่องทรัพย์สิน แต่อะไรที่เข้าข่ายจะเป็นประเด็นสุ่มเสี่ยงให้กระเด็นตกเก้าอี้เพราะขัดข้อกฎหมายก็เซฟกันสุดๆ

ในช่วงที่รัฐบาลกำลัง "ขาลง" ประเด็นตรวจสอบจะมีความเข้มข้นเสมอ เลยต้องกำชับไม่ให้ทะเล่อทะล่ากัน.

4คดีร้อนในมือศาลฎีกา 'ทักษิณ'โทษสูงสุดคุกตลอดชีวิต - ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2561

เปิดศักราชใหม่ปี 2561 มี 4 คดีสำคัญในมือ "ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง" (ศาลฎีกานักการเมือง) ที่ก่อนหน้านี้ถูกจำหน่ายออกจากสารบบ ซึ่งมี นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ตกเป็นจำเลยอยู่ระหว่างการหลบหนีคดี แต่ผลจากกฎหมายใหม่ที่ให้ศาลฎีกานักการเมืองพิจารณาคดีลับหลังจำเลยได้นั้น จะกลับมาเพิ่มอุณหภูมิร้อนทางการเมืองในปีนี้อย่างไม่ต้องสงสัย

2 คดีที่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้มีมติก่อนสิ้นปี 2560 ส่งเรื่องถึงศาลฎีกานักการเมือง ประกอบด้วย คดีอนุมัติเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย หรือ เอ็กซิมแบงก์ โดยคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นโจทก์ฟ้องนายทักษิณ เป็นจำเลยความผิดฐานใช้อำนาจหน้าที่กระทำผิด เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการหรือดูแลเข้ามีส่วนได้เสียเพื่อประโยชน์สำหรับตัวเองหรือผู้อื่นด้วยกิจการนั้น และเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152 และ 157

และกรณีทุจริตโครงการออกสลากพิเศษเลขท้าย 2 ตัว 3 ตัว (คดีหวยบนดิน) โดยคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายทักษิณ เป็นจำเลยที่ 1 และคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลนายทักษิณ รวมถึงผู้บริหารสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลรวม 47 คน ในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ

ศาลฎีกานักการเมืองได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2552 ว่า นายวราเทพ รัตนากร อดีต รมช.คลัง นายสมใจนึก เองตระกูล อดีตปลัดกระทรวงการคลัง และประธานบอร์ดกองสลาก มีความผิดตาม ป.อาญา ม.157 และ 83 ให้จำคุกนายวราเทพ เป็นเวลา 2 ปี ปรับ 20,000 บาท ให้จำคุกนายสมใจนึก เป็นเวลา 2 ปี ปรับ 10,000 บาท

ส่วนนายชัยวัฒน์ พสกภักดี อดีตผอ.กองสลาก กระทำผิด ป.อาญา 157 และ 86 และพ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ ม.11 เป็นความผิดกรรมเดียวต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดฯ อันเป็นบทหนักสุดตาม ป.อาญา ม.90 ลงโทษจำคุก 2 ปี ปรับ 10,000 บาท แต่จำเลยทั้ง 3 ไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน ประกอบกับพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้วเห็นสมควรให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยทั้ง 3 ไว้คนละ 2 ปี

อีก 2 คดีที่ อัยการสูงสุด (อสส.) ได้มีมติยื่นศาลฎีกานักการเมืองแล้วเช่นกัน คือ คดีทุจริตปล่อยกู้ธนาคารกรุงไทยให้แก่กลุ่มกฤษดามหานคร ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับรัฐ 9.9 พันล้านบาท โดยอัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายทักษิณ อดีตนายกรัฐมนตรี, ร.ท.สุชาย เชาว์วิศิษฐ อดีตประธานกรรมการบริหารธนาคารกรุงไทย, นายวิโรจน์ นวลแข อดีตกรรมการผู้จัดการธนาคารกรุงไทย, กรรมการบริหาร, คณะกรรมการสินเชื่อ, เจ้าหน้าที่สินเชื่อ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน), กรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทในเครือกฤษดามหานคร และ 3 บริษัทในเครือกฤษดามหานคร เป็นจำเลยที่ 1-27 ในความผิดฐานเป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ความผิดพ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 ความผิดพ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 ความผิด พ.ร.บ.หลักเกณฑ์และตลาดหลักทรัพย์พ.ศ.2535 และความผิดพ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535

คดีนี้ศาลพิพากษาให้จำคุก ร.ท.สุชาย นายวิโรจน์ นาย มัฌชิมา กุญชร ณ อยุธยา และนายไพโรจน์ รัตนะโสภา คนละ 18 ปี ความผิดตามพ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 4 ซึ่งเป็นบทหนักสุด และพิพากษาจำคุกพนักงานของธนาคารกรุงไทย ผิดตามพ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 ม.4 คนละ 12 ปี

คดีทุจริตออกกฎหมายแก้ไขค่าสัมปทานโทรศัพท์มือถือ และดาวเทียมเป็นภาษีสรรพสามิต ในความผิดฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทที่รับสัมปทาน หรือเข้าเป็นคู่สัญญาในลักษณะดังกล่าว, เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการหรือดูแลกิจการใดเข้าไปมีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อประโยชน์สำหรับตัวเอง หรือผู้อื่น, เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 152, 157 และพ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตพ.ศ.2542 มาตรา 4,100 และ 122

ทั้งนี้ หากเทียบเคียงบทกำหนดโทษโดยอ้างอิงจากตัวบทกฎหมายในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ระบุว่า เมื่อปรากฏว่า ผู้ใดได้กระทำการ อันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ศาลลงโทษผู้นั้นทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป แต่ไม่ว่าจะมีการเพิ่มโทษ ลดโทษ หรือลดมาตราส่วนโทษด้วยหรือไม่ก็ตาม เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว โทษจำคุกทั้งสิ้นต้องไม่เกินกำหนด ดังนี้

1. 10 ปี สำหรับกรณีความผิดกระทงหนักที่สุด มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกิน 3 ปี

2. 20 ปี สำหรับกรณีความผิดกระทงที่หนักที่สุด มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกิน 3 ปีแต่ไม่เกิน 10 ปี

3. 50 ปี สำหรับกรณีความผิดกระทงที่หนักที่สุด มีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกิน 30 ปีขึ้นไป เว้นแต่กรณีที่ศาลลงโทษจำคุกตลอดชีวิต

'โอ๊ค'ลุ้นหนักคดีฟอกเงินกรุงไทย

กรณีที่ นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ กับพวกรวม 4 คน ถูกกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) แจ้งข้อกล่าวหาในคดีฟอกเงินกรณีทุจริตปล่อยกู้ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)ให้กับกลุ่มกฤษดามหานคร

เมื่อวันที่ 14 ธันวาคมที่ผ่านมา นายชุมสาย ศรียาภัย ทนายความของนายพานทองแท้ ได้เข้ายื่นเอกสารประกอบคำให้การแก้ข้อกล่าวหาเพิ่มเติมต่อพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ พร้อมทั้งอ้างอิงพยานหลักฐานต่างๆ เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของนายพานทองแท้ และให้เจ้าหน้าที่สอบสวนขยายผลต่อไป ท่ามกลางข่าวที่ออกมาก่อนหน้านี้ว่า นายพานทองแท้ จะขอขยายเวลายื่นเอกสารออกไปอีก 60 วัน จากเดิมซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 18 ธันวาคม 2560 เนื่องจากอยู่ระหว่างรวบรวมเอกสารหลักฐานยังไม่เสร็จ โดยนายบัณฑิต สังขนันท์ ผู้อำนวยการส่วนพิจารณาสำนวนร้องทุกข์ เป็นผู้รับเอกสาร

พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ เปิดเผยความคืบหน้าล่าสุด (15 ธันวาคม) ว่า ทางดีเอสไอได้รับเรื่องทั้งหมดไว้แล้ว และเร็วๆนี้จะนัดประชุมพนักงานสอบสวนซึ่งมีอัยการร่วมด้วยเพื่อพิจารณาว่า คำร้องที่นายพานทองแท้โต้แย้งว่า ไม่มีความผิดและร้องขอให้สอบพยานเพิ่มในหลายปากอย่างรอบคอบนั้นเป็นประโยชน์ต่อคดี และมีน้ำหนักพอให้สอบพยานเพิ่มเติมหรือไม่ หากทำครบแล้วก็จะไม่สอบสวนซ้ำอีก พร้อมกล่าวย้ำด้วยว่า คดีนี้พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รมว.ยุติธรรมได้สั่งกำชับให้เร่งดำเนินการตามนโยบายคดีสำคัญเร่งด่วน และยืนยันว่า การทำงานของดีเอสไอให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม นายพานทองแท้ กับพวก ประกอบด้วย นางเกศินี จิปิภพ, นางกาญจนาภาหงส์เหิน เลขานุการส่วนตัวของคุณหญิงพจมาน ณป้อมเพชร และนายวันชัย หงส์เหิน ได้เข้ารับทราบข้อกล่าวหา "สมคบกันโดยตก ลงกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป, ร่วมกันฟอกเงิน และได้กระทำความผิด ฟอกเงิน เพราะเหตุที่ได้มีการสมคบแล้ว" ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 กรณีผู้บริหารธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) อนุมัติสินเชื่อให้แก่กลุ่มบริษัท กฤษดามหานคร จำกัด (มหาชน) โดยมิชอบ สำหรับคดีนี้จะหมดอายุความ 15 ปี ในเดือนมิถุนายน 2561

คอลัมน์ รู้-เท่าทันโลก: อายุ 92 - สู้เพื่อชาติปราบคนโกงยังไม่แก่ไปสำหรับ ดร.เอ็ม - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2561

โดย อ.สุดาทิพย์ จารุจินดา อินทร

ในที่สุด ดร.เอ็ม หรือ คุณหมอมหาเธร์ โมฮัมหมัด ก็ได้รับเสียงสนับสนุนเป็นเอกฉันท์จากพรรคแนวร่วมฝ่ายค้านของมาเลเซีย (เมื่อ 2-3 วันนี้เอง) ให้เป็นตัวแทนพรรคแนวร่วมที่จะเข้าแข่งในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย

การเลือกตั้งของมาเลเซียก็เหมือนกับของไทยคือ พรรคที่ได้เสียงข้างมากในสภา จะได้ตำแหน่งนายกฯ โดยขณะนี้แนวร่วมพรรคฝ่ายค้านกำลังตีตื้นคะแนนขึ้นมาสูสีกับพรรคใหญ่เก่าแก่อัมโน (UMNO-ย่อมาจาก United Malays National Organisation) ที่มี นายกฯ นาจิบ ราซัค เป็นผู้นำอยู่

ดร.เอ็ม ในวัย 92 ปีเคยเป็นนายกฯ ที่ดำรงตำแหน่งถึง 22 ปีกับการชนะเลือกตั้งติดต่อกันถึง 5 สมัย และได้นำพามาเลเซียสู่ความรุ่งเรืองด้านเศรษฐกิจจนสามารถลืมตาอ้าปากเข้ากลุ่มประเทศพัฒนาได้อย่างไม่อายใคร

ดร.เอ็ม จะนำทีมฝ่ายค้าน โดยมีแพทย์หญิง วัน อาซีซะห์ ภรรยาของนายอันวาร์ อิบราฮิม (อดีตรองนายกฯ และ รมต.หลายสมัยของนายกฯ มหาเธร์) เข้าผนึกเป็นผู้สมัครในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี (เพราะนายอันวาร์ ยังอยู่ในคุกด้วยความผิดมีเพศสัมพันธ์กับไม้ป่าเดียวกัน-ซึ่งเป็นความผิด ร้ายแรงในมาเลเซีย)

การเลือกตั้งน่าจะเกิดขึ้นในเดือนสิงหาคมนี้ โดยนายกฯ นาจิบ ราซัค น่าจะประกาศยุบสภาเพื่อเป็นผู้กำหนดวันเลือกตั้งที่จะเป็นประโยชน์แก่ ฝ่ายตนมากที่สุด อย่างไรเสีย ก็จะเป็นภายในปีนี้ที่นายนาจิบจะหมดวาระ

สำหรับ ดร.เอ็มนั้น อายุ 92 แล้ว แต่สุขภาพเขายังดีมาก เพราะตัวเองก็เป็นแพทย์อยู่เอง และภรรยาก็เป็นแพทย์เช่นเดียวกัน จึงรักษาสุขภาพอย่างดี แตกต่างจากนายทรัมป์แห่งสหรัฐฯ ที่อายุแค่ 72 แต่เกิดอาการหลงลืม อย่างที่หลายๆ คนในหนังสือล่าสุด Fire and Fury : Inside the Trump White House ได้บอกกับ นายไมเคิล วูลฟ์ และ นายวูลฟ์ ก็ประสบกับตนเองว่า นายทรัมป์เกิดอาการเบลอ พูดซ้ำด้วยประโยคเดิมคำต่อคำ ในเวลาประมาณ 30 นาที-หลังจากได้พูดไปแล้วครั้งหนึ่ง และขณะนี้ การพูดซ้ำของนายทรัมป์กำลังลดเวลาลงมาเป็น 15 นาที...ล่าสุด...ในเวลาเหลือเพียง 10 นาทีก็จะเริ่มพูดซ้ำ โดยตัวเองไม่รู้ตัว...ซึ่งเป็นอาการของการหลงลืม (Dimentia) หรืออาการน้องๆ ของอัลไซเมอร์ที่ นายโรนัลด์ เรแกน เคยเป็นมากขึ้นๆ...จนจำอะไร ไม่ได้เลยก่อนเสียชีวิต

เป็นสัจธรรมอย่างหนึ่งว่า ศัตรูของศัตรู-จะกลายเป็นมิตรของเราได้ เพราะมีศัตรูร่วม หรือหัวอกเดียวกัน ว สิ่งนี้กำลังเกิดขึ้นระหว่าง ดร.มหาเธร์กับ นายอันวาร์ อิบราฮิม ซึ่งนายอันวาร์ต้องเข้าไปอยู่ในคุกขณะนี้ ก็เพราะ ดร.เอ็มเป็นผู้ปลดนายอันวาร์ออกจากตำแหน่งรองนายกฯ และ รมต.คลัง ด้วยข้อกล่าวหาร้ายแรง-การมีเพศสัมพันธ์กับผู้ช่วยชายของตนเอง

ความจริง นายอันวาร์เคยถูกจัดว่า จะเป็นทายาทของ ดร.เอ็ม ในตำแหน่งนายกฯ ของมาเลเซีย เพราะนายอันวาร์เคยเป็นผู้นำยุวชนของพรรคอัมโน ที่เป็นผู้นำนักศึกษาที่เฉลียวฉลาดและมีความเป็นผู้นำสูงมาก

เขาเคยดำรงตำแหน่งในรัฐบาลของ ดร.เอ็ม ในหลายๆ กระทรวง ทั้งมหาดไทย, ศึกษาฯ, คลัง และรองนายกฯ เรียกว่า เดินตามเส้นทางของ ดร.เอ็มทีเดียว

แต่เหตุการณ์วิกฤตการเงินต้มยำกุ้ง ที่กระหน่ำประเทศไทย, อินโดนีเซีย และเกาหลีใต้ เมื่อ 1997 ทำให้ ดร.เอ็มเริ่มแตกคอหนักกับอันวาร์ เพราะ นายอันวาร์นิยมแนวทางแก้ไขปัญหาแบบไอเอ็มเอฟ คือยังดำรงการเปิดเสรีทางการเงิน (ตอนนั้นเขาเป็น รมต.คลังอยู่ด้วย) ขณะที่ ดร.เอ็มเริ่มเห็น ค่าเงินริงกิตของมาเลเซียเริ่มตกฮวบลง

นายกฯ มหาเธร์ สั่งปิดประเทศด้านการเงิน ห้ามนำเงินออกนอกประเทศ (Capitial Control หรือควบคุมการนำเงินตราเข้า-ออกจากประเทศ) ท่ามกลางการสาปแช่งของเหล่าธนาคารและนักการเงินต่างประเทศ ที่เงินของตนไป ติดอยู่ในมาเลเซีย-เอาออกมาไม่ได้

แต่วิธีของ ดร.เอ็ม ทำให้มาเลเซียไม่ล้มละลายทางการเงิน (แบบไทย, อินโดฯ, เกาหลีใต้)...จนขนาด ศ.พอล ครุกแมน ตอนหลังได้ออกปากชม และถึงกับเขียนจดหมายชื่นชม ดร.มหาเธร์ ที่ตัดสินใจถูกต้อง ที่ไม่ทำตามคำแนะนำของไอเอ็มเอฟ...และสูตรของ ดร.เอ็มนี้เป็นเรื่องน่าศึกษาอย่างยิ่งในการ เกิดวิกฤตการเงินในที่อื่นๆ

เป็นวีรกรรมของ ดร.เอ็มที่ช่วยชีวิตประเทศมาเลเซียอย่างที่มหัศจรรย์ยิ่ง และมาเลเซียไม่ต้องเป็นทาสไอเอ็มเอฟแบบที่ไทยเราต้องก้มหน้าก้มตา ชดใช้กรรม

ผลงานของ ดร.เอ็ม ยังมีอีกมากมาย ที่ทำให้เศรษฐกิจของประเทศ เฟื่องฟูมาก และมีการชี้นำด้วยเอกสาร (เมื่อปี 1991) Way Forward : Vision 2020 ที่วางแผนให้ประเทศที่เป็นเกษตรกรรมจะแปลงโฉมเป็นประเทศที่มาแล้วภายใน ค.ศ. 2020 (อีก 2 ปีนี้) ซึ่งจะต้องทำหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะแปรรูปรัฐวิสาหกิจบางแห่ง (เช่น สายการบิน), การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยเฉพาะไอที

ซูเปอร์ไฮเวย์ใหญ่จากเหนือสุดเป็นแกนสำคัญเชื่อมถึงใต้สุด ก็เป็น ผลงานของ ดร.เอ็ม รวมทั้งการผลิตรถยนต์เองยี่ห้อโปรตอนก็มาจากฝีมือของดร.เอ็ม

แม้ตะวันตกจะวิพากษ์ว่า ดร.เอ็มไม่ให้เสรีภาพสื่อและการประท้วงต่างๆ แต่เขาก็สามารถผลักดันจนมาเลเซียไปล้ำหน้ากว่าไทยหลายขุม และไม่มีการโกงกินอย่างโจ๋งครึ่มแบบบ้านเรา

อีกข้อวิพากษ์ก็คือ ดร.เอ็มผลักดันให้เพื่อนร่วมชาติส่วนใหญ่ที่เป็น ชาวมาเลย์ ได้มีสิทธิพิเศษในการเข้าถึงแหล่งของเงิน (ผ่านการกู้ยืมจากธนาคารต่างๆ) เพื่อเอาเงินไปเป็นผู้ประกอบธุรกิจ แทนการงอมืองอเท้าและเป็นแต่ ผู้บริโภค ซึ่งเป็นการถ่วงดุลกับบรรดาชาวจีนที่คุมเศรษฐกิจของประเทศ โดยนโยบายนี้คือ การอุ้มเหล่าชาวมาเลย์ที่เรียกว่า "ภูมิบุตรา"เพื่อให้ชาวมาเลย์ได้ลืมตาอ้าปาก

ก็ด้วยนโยบาย "ภูมิบุตรา" นี้แหละ ที่เขาถูกเพ่งเล็งจากท่านนายกฯ อับดุล ราห์มาน รัฐบุรุษผู้ปลดแอกมาเลเซียจากอังกฤษ (เพราะท่านนายกฯ ราห์มาน เกรงว่านโยบายนี้จะเกิดการแตกแยก, หลังเพิ่งประกาศเอกราช) จน ดร.เอ็ม (สมัยหนุ่มๆ ที่เขียนหนังสือเล่มนี้ออกมา) ก็ถูกขับออกมาจากพรรคอัมโน...จนเมื่อ อับดุล ราซัค (พ่อของนายกฯ นาจิบ ราซัค) เข้ามาเป็นนายกฯ คนที่ 2 ของมาเลเซีย ก็ได้ ตาม ดร.เอ็มมาเป็น รมต. และต่อมาได้เป็นรอง นายกฯ และนายกฯ ในที่สุด

และ ดร.เอ็มก็เป็นผู้สนับสนุนลูกชายของนายกฯ อับดุล ราซัค ให้มาเป็น รมต.ของตน

แต่วันนี้ ด้วยหลักฐานที่เด่นชัดว่า นายกฯ นาจิบ ราซัค ได้มีการแอบ ไซฟ่อนเงินจากกองทุนความมั่นคั่งแห่งชาติ (1 MDB) ไปใช้เป็นการส่วนตัว จึงทำให้ ดร.เอ็มซึ่งแม้เกษียณอายุไปนานแล้ว ก็ต้องออกมานำขบวนประท้วงและกดดันให้ นาจิบ ราซัค ลาออก จน ดร.เอ็มก็ถูกสอบจากรัฐบาลของนาจิบ

ดร.เอ็มห่วงใยบ้านเมือง และต้องการปราบคนโกง แม้คนนั้นจะเป็น ผู้ที่เขาสนับสนุนให้เป็นนายกฯ ก็ตาม เพราะภารกิจปราบคนโกง เป็นภารกิจศักดิ์สิทธิ์เพื่อแผ่นดิน .