You are here

สรุปข่าว CG และคอร์รัปชัน - 12 กุมภาพันธ์ 2561

คอลัมน์ เขียนให้คิด: บทบาทผู้นำ : เมื่อสังคมถูกทดสอบ - ไทยโพสต์

คอลัมน์ คิดเป็นเห็นต่าง: เสือดำทุ่งใหญ่กับความคาดหวัง ต่อคณะกรรมการบริษัท - โพสต์ทูเดย์

ลดผลกระทบบริษัท-กระแสสังคมปมล่าสัตว์ป่า'เปรมชัย'จ่อทิ้งซีอีโอไอทีดี - กรุงเทพธุรกิจ

Graft probe into flood aid wraps up - BANGKOK POST

สอบ'อดีตบิ๊กสพม.32'อมเงินอบรมครู' เสมา1 'สั่งตั้งกก.สืบ-สตง.อายัดบัญชี - มติชน

ส่อฉาวซ้ำ..บ่อขยะนาแก72ล้าน ปล่อยร้างครึ่งทศวรรษ สตง.ชี้มูลเป็นปีเรื่องไม่คืบ - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา หน้า 11

แฉสมยศไม่แจ้งปปช. ยืมเสี่ยกำพล300ล้าน เปิดกรุสมบัติพบ มีเพียงหนี้กู้แบงก์ - เดลินิวส์

ศาลฎีกาชี้ขาดจริยธรรมองค์กรอิสระ - ไทยโพสต์

NACC vows to wrap up Prawit probe - BANGKOK POST

คอลัมน์ หุ้นส่วนประเทศไทย: เทกออฟไทยแลนด์...ในยุคที่จริยธรรมหายไ - โพสต์ทูเดย์

คอลัมน์ เมืองไทย 360: "สมยศ"ตำรวจไซด์ไลน์ ยืมเงิน"เสี่ยอ่าง"มาตรฐานจริยธรรมขั้นไหน !? - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

คอลัมน์ กรองสถานการณ์: จับตา ป.ป.ช.ปิดม่าน 'ฟอกขาว' นาฬิกา 'บิ๊กป้อม' - ไทยโพสต์

จาก'อี-อ๊อคชั่น' สู่ 'อี-บิดดิ้ง' ไม่ว่าระบบไหน 'สกัดทุจริต' ไม่ได้อยู่ดี - เดลินิวส์

EDITORIAL: Why TRUST IS CRUCIAL in fight against graft PRAYUT'S ANTI-CORRUPTION PLAN CAN BE HOUSE OF CARDS - THE NATION

คอลัมน์ เปิดฟ้าส่องโลก: วัฒนธรรม'รวยไม่ติดคุก'ของเกาหลี - ไทยรัฐ

คอลัมน์ เขียนให้คิด: บทบาทผู้นำ : เมื่อสังคมถูกทดสอบ - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

บัณฑิต นิจถาวร

กรรมการผู้อำนวยการ

สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย(IOD)

ระยะนี้มีข่าวหลายข่าวที่เกี่ยวกับพฤติกรรมผู้นำ ในภาคธุรกิจ การเมืองและภาคราชการที่ทำให้คนไทยรู้สึกหดหู่และผิดหวัง แต่ก็เป็นข้อเท็จจริงที่ต้องยอมรับที่สะท้อนสภาพความเป็นจริงด้านธรรมาภิบาลของสังคมไทยเราขณะนี้ว่ามีปัญหามาก โดยเฉพาะบทบาทของผู้นำองค์กร ที่ควรต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับคนในองค์กรและสังคมในฐานะผู้นำและในฐานะผู้ใหญ่ในสังคม แต่เราก็เห็นสิ่งดีๆ เกิดขึ้นในสังคม พร้อมกับข่าวที่เกิดขึ้น คือ ต้องสดุดีข้าราชการที่พร้อมจะทำงานตามหน้าที่ที่รับผิดชอบอย่างตรงไปตรงมาโดยชอบธรรม ขอบคุณสื่อมวลชนที่พร้อมใจกันนำเรื่องเหล่านี้มาเปิดเผยให้สังคมทราบ ชมเชยบทบาทของภาคประชาสังคมที่ติดตามสถานการณ์ เจาะหารายละเอียด และสร้างแรงกดดันให้มีการดำเนินการตามกฎหมายกับเรื่องที่เกิดขึ้น แสดงชัดเจนว่าสังคมเราขณะนี้กำลังเปลี่ยน และเรากำลังอยู่ในจุดปะทะระหว่างสังคมไทยแบบเก่าที่ใช้ระบบอุปถัมภ์นำความถูกต้อง กับสังคมไทยแบบใหม่ที่ต้องการเปลี่ยนแปลง ไปสู่สังคมที่อยู่กันด้วยข้อเท็จจริง เหตุผล และความโปร่งใส เพื่อรักษาไว้ซึ่งความถูกต้องและความยุติธรรม

ในบทความวันนี้ ผมจะเขียนให้คิดเกี่ยวกับบทบาทและธรรมาภิบาลของผู้นำองค์กร เพราะผู้ที่เกี่ยวข้องในข่าวที่ออกมา ล้วนเป็นบุคคลระดับผู้นำขององค์กรและสังคม ทั้งในภาคธุรกิจ การเมือง และข้าราชการประจำ อยากให้ข้อคิดว่าวิธีที่เราหาข้อยุติกับเรื่องที่เกิดขึ้นจะเป็นบททดสอบสังคมไทยที่สำคัญ ทั้งในแง่ธรรมาภิบาล ความเข้มแข็งของระบบอุปถัมภ์ และศักยภาพของภาคประชาสังคม

ปกติคนที่เป็นที่รู้จักในสังคมและเป็นผู้นำจะต้องเป็นผู้นำในสองบทบาท หนึ่ง บทบาทผู้นำองค์กรตามตำแหน่ง หน้าที่และความรับผิดชอบ ในฐานะที่เป็นผู้นำขององค์กรหรือหน่วยงานที่ตนเองเป็นหัวหน้า สอง บทบาทผู้นำในทางสาธารณะตามสถานะของตนเองในสังคมที่เป็นที่รู้จักและยอมรับว่าเป็นบุคคลในระดับผู้นำ ทั้งสองบทบาทนี้จะต้องเกิดขึ้นพร้อมกัน แยกกันไม่ได้ เพราะองค์กรที่เราเป็นหัวหน้าหรือเป็นผู้นำ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทธุรกิจ คณะการเมือง หรือหน่วยงานราชการ ไม่ได้อยู่คนเดียวในโลก แต่เป็นส่วนหนึ่งของสังคม สิ่งที่องค์กรทำที่มาจากการตัดสินใจของผู้นำ ไม่ว่าจะเป็นด้านธุรกิจ การใช้อำนาจทางการเมือง หรือการให้บริการต่อประชาชน จะกระทบสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้ผู้นำองค์กรต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคม และสังคมก็คาดหวังในบทบาทนี้ของผู้นำ คือ เป็นผู้นำขององค์กรตามหน้าที่และเป็นผู้นำในเชิงสาธารณะที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม

การคาดหวังสำคัญที่ผู้ใต้บังคับบัญชาหรือลูกน้องมีต่อหัวหน้าหรือผู้นำองค์กร รวมถึงที่สังคมมีต่อผู้นำในเชิงสาธารณะ ก็คือการเป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องที่ถูกต้อง เป็นผู้นำที่ทำตนเป็นแบบอย่าง (lead by example) เพราะผู้นำเป็นจุดสูงสุดขององค์กร เป็นคนที่ผู้ใต้บังคับบัญชามองเป็นตัวอย่าง มองเป็นบรรทัดฐานในการปฏิบัติ เป็นที่พึ่งเพื่อหาความถูกต้องและความยุติธรรม เช่นเดียวกัน บทบาทในเชิงสาธารณะของผู้นำก็คือ เป็นผู้ที่สังคมให้ความไว้วางใจและหวังให้ใช้ความรู้ความสามารถและความเป็นผู้นำ นำสังคมไปในทางที่ถูกต้อง ทำตนให้เป็นตัวอย่างการคาดหวังนี้มีต่อผู้นำ ทั้งในภาคธุรกิจ การเมือง และภาคราชการ เป็นความรับผิดชอบสำคัญของคนที่เป็นผู้นำ ว่าจะต้องเป็นตัวอย่างของความถูกต้องและความมีจริยธรรม การคาดหวังนี้เกิดขึ้นโดยปริยาย ในตัวผู้นำทุกคน ไม่มีการยกเว้น

ดอกเตอร์ โรสามันด์ โทมัสผู้อำนวยการศูนย์จริยธรรมภาคธุรกิจและภาครัฐ ประเทศอังกฤษ ได้กล่าวว่า "แม้เราจะหวังให้ผู้นำ (ในภาคธุรกิจ) จะรู้ว่าอะไรผิด อะไรถูก และควรเลือกทำแต่สิ่งที่ถูกต้อง แต่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นมักจะไม่เป็นเช่นนั้น (tell a different role)" กล่าวคือ ในขณะที่ผู้นำเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ มีการศึกษาดี รู้ดีว่าอะไรถูกกฎหมาย อะไรผิดกฎหมาย อะไรควรทำและไม่ควรทำ แต่ปัญหาก็เกิดขึ้น เพราะผู้นำเลือกที่จะทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง กลายเป็นตัวอย่างของการทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ทำให้ผู้ตามหรือสังคมที่เคยให้ความไว้วางใจผิดหวัง นอกจากนี้ วิธีการเอาตัวรอดของผู้นำเมื่อเกิดปัญหาก็มักจะยิ่งทำให้สังคมและผู้ตามผิดหวังมากขึ้น เพราะมักไม่กล้าเผชิญข้อเท็จจริงหรือยอมรับในสิ่งที่ตัวเองทำ แต่กลับพยายามหาทางออกเพื่อปกป้องตนเองโดยไม่สนใจความเสียหายที่จะเกิดขึ้นต่อผู้อื่นและสังคม

คำถามคือ ทำไมผู้นำจึงกล้าทำผิดทั้งๆ ที่รู้ว่าผิดในเรื่องนี้ คำตอบคงมีมาก และจะแตกต่างกันแล้วแต่กรณี แต่ที่จะเหมือนกันก็คือ มีแรงจูงใจจากระบบที่มีในสังคมให้ผู้นำกล้าที่จะทำผิด เพราะเชื่อว่ามีความเป็นไปได้น้อยมากที่จะถูกตรวจสอบ ถูกเอาผิดตามกฎหมายและถูกจับกุมลงโทษ กล่าวคือ ถ้าเป็นกรณีของสังคมที่มีการบังคับใช้กฎหมายเข้มแข็ง มีบทลงโทษรุนแรงและมีการตรวจสอบที่เข้ม หลบเลี่ยงไม่ได้ ความกล้าที่จะทำผิดก็จะน้อยลงหรืออาจไม่เกิดขึ้น แต่ในกรณีของสังคมที่ระบบการตรวจสอบอ่อนแอ การบังคับใช้กฎหมายไม่มีประสิทธิภาพ มีอิทธิพลของระบบอุปถัมภ์ที่คอยช่วยเหลือแทรกแซงและทำลายกระบวนการยุติธรรมและความถูกต้อง สิ่งเหล่านี้จะเป็นแรงจูงใจให้ผู้ที่มีอำนาจและอิทธิพลในสังคมเลือกที่จะละเมิดการใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ส่วนตน โดยไม่เกรงกลัวกฎหมาย เพราะมั่นใจในสถานภาพของตนในสังคมว่าเข้มแข็งมากกว่าระบบตรวจสอบและระบบการบังคับใช้กฎหมายที่สังคมมี กลายเป็นแรงจูงใจให้เลือกทำในสิ่งที่รู้ว่าผิดและไม่ควรทำ

ในกรณีของเรา จากข่าวต่างๆ ที่เกิดขึ้น จากนี้ไปก็จะมีสามสถานการณ์ที่ต้องติดตามต่อไป ที่จะบอกถึงความเข้มแข็งของสังคมไทย ในแง่ระบบการตรวจสอบและระบบการบังคับใช้กฎหมาย ว่าจะลงเอยแบบใด คือ ลงเอยแบบสังคมเก่าที่ระบบอุปถัมภ์มาก่อนความถูกต้อง หรือเป็นสังคมใหม่ที่กำลังเปลี่ยนไปสู่ความมีบรรทัดฐาน ความโปร่งใส เน้นการใช้ข้อเท็จจริงและเหตุผล เพื่อรักษาไว้ซึ่งความถูกต้องและความยุติธรรม สามสถานการณ์ที่ว่านี้ก็คือ

หนึ่ง การสืบสวนหาข้อเท็จจริงต่อไปว่าอะไรเกิดขึ้น ว่าจะสามารถหาความจริงในความผิดที่เกิดขึ้นได้หรือไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น และใครได้ทำอะไรไป

สอง การเอาผิดทางกฎหมายตามกลไกของกระบวนการยุติธรรมของประเทศว่าจะสามารถนำคนผิดมาลงโทษตามบทบัญญัติของกฎหมายของบ้านเมืองได้หรือไม่ ครบถ้วนตามความผิดที่ได้ทำไป

สาม การเอาผิดทางสังคม ว่าสังคมจะยอมรับหรือไม่ ถ้ามีการบิดเบือนเกิดขึ้น คือ ไม่สามารถลงโทษคนที่ทำผิดได้อย่างที่ควรต้องทำ ทำให้ผู้ผิดยังคงเป็นผู้นำในสังคมต่อไป

ด้วยเหตุนี้ กรณีจากข่าวที่เกิดขึ้นจึงเป็นจุดทดสอบสำคัญว่าสังคมไทยจะเดินต่ออย่างไร จะเลือกเดินในทางที่ถูกต้อง หรือเลือกเดินในทางเดิมที่สร้างแรงจูงใจให้คนที่มีอำนาจกล้าทำผิด เพราะไม่มีการลงโทษจริงจัง เป็นบททดสอบสำคัญของความเป็นสังคมของประเทศ เปรียบเทียบได้กับกรณีของประเทศเกาหลีใต้เมื่อสองปีก่อน ที่ประธานาธิบดีซึ่งเป็นผู้นำทางการเมืองของประเทศ และประธานบริหารบริษัทซัมซุง ซึ่งเป็นบริษัทธุรกิจอันดับหนึ่งของเกาหลีใต้ ถูกจับในข้อหาสินบนและทุจริตคอร์รัปชัน กรณีนี้แสดงให้เห็นว่า สังคมเกาหลีใต้เข้มแข็ง ผู้ทำความผิดทั้งสองคนต้องออกจากตำแหน่งผู้นำ ถูกดำเนินคดีและถูกจำคุกตามกฎหมาย สะท้อนถึงความเข้มแข็งของระบบการบังคับใช้กฎหมาย ความเข้มแข็งของระบบธรรมาภิบาลของประเทศ และความเข้มแข็งของภาคประชาสังคมที่ได้สร้างแรงกดดันต่อเนื่องจนการดำเนินคดีสิ้นสุด รักษาไว้ซึ่งความถูกต้องและมาตรฐานด้านธรรมาภิบาลให้กับสังคมเกาหลีใต้.

"การคาดหวังสำคัญที่ผู้ใต้บังคับบัญชาหรือลูกน้องมีต่อหัวหน้าหรือผู้นำองค์กร รวมถึงที่สังคมมีต่อผู้นำในเชิงสาธารณะก็คือการเป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องที่ถูกต้อง เป็นผู้นำที่ทำตนเป็นแบบอย่าง (lead by example) เพราะผู้นำเป็นจุดสูงสุดขององค์กรเป็นคนที่ผู้ใต้บังคับบัญชามองเป็นตัวอย่าง มองเป็นบรรทัดฐานในการปฏิบัติ เป็นที่พึ่งเพื่อหาความถูกต้องและความยุติธรรมเช่นเดียวกัน บทบาทในเชิงสาธารณะของผู้นำก็คือ เป็นผู้ที่สังคมให้ความไว้วางใจและหวังให้ใช้ความรู้ความสามารถและความเป็นผู้นำนำสังคมไปในทางที่ถูกต้อง ทำตนให้เป็นตัวอย่างการคาดหวังนี้มีต่อผู้นำ ทั้งในภาคธุรกิจ การเมือง และภาคราชการเป็นความรับผิดชอบสำคัญของคนที่เป็นผู้นำ ว่าจะต้องเป็นตัวอย่างของความถูกต้องและความมีจริยธรรมการคาดหวังนี้เกิดขึ้นโดยปริยาย ในตัวผู้นำทุกคน ไม่มีการยกเว้น"

คอลัมน์ คิดเป็นเห็นต่าง: เสือดำทุ่งใหญ่กับความคาดหวัง ต่อคณะกรรมการบริษัท - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

วีรวรรณ มันนาภินันท์

รองผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD)

หากเป็นเมื่อหลายปีก่อน คำถามสำคัญที่สังคมไทยจะให้ความสนใจจากกรณีเสือดำทุ่งใหญ่ถูกล่าโดยผู้บริหารของบริษัทยักษ์ใหญ่ คงจำกัดอยู่แค่การนำบุคคลที่ทำผิดกฎหมายมารับโทษตามกระบวนการยุติธรรม

แต่ในปัจจุบันคำถามถึงความรับผิดชอบไม่ได้จำกัดอยู่แค่การนำคนผิดมารับโทษตามกฎหมายอีกต่อไปแล้ว สังคมไทยทั้งในโลกออนไลน์และ ออฟไลน์ต่างก็เรียกร้องให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้ผู้ที่กระทำความผิดถูกลงโทษทั้งทางกฎหมายและทางสังคม ซึ่งโทษทางสังคมก็หนีไม่พ้นเรื่องความเหมาะสมในการดำรงตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดของบริษัท ด้วยเหตุผลเรื่องจริยธรรม

เมื่อผู้ต้องหาในเรื่องนี้เป็นผู้นำสูงสุดในบริษัทมหาชน จึงมีการยิงคำถามจากสังคมไปถึงองค์กรต่างๆ ในตลาดทุน ซึ่งคำตอบที่ได้รับจากองค์กรต่างก็เป็นไปในทิศทางเดียวกัน นั่นคือการล่าสัตว์ป่าเป็นเรื่องส่วนบุคคลที่ต้องรับผิดชอบไปตามกระบวนการทางกฎหมาย ส่วนเรื่องของจริยธรรม ความเหมาะสมในการดำรงตำแหน่งผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนต่อไปนั้น เป็นเรื่องของคณะกรรมการบริษัท

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยของเราได้มาถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญ นั่นคือสังคมไทยในปัจจุบันรู้จักและให้ความสำคัญกับประเด็นด้านธรรมาภิบาลและจริยธรรมมากขึ้น

เพราะฉะนั้นผู้บริหารและกรรมการบริษัทจดทะเบียนต้องเตือนตัวเองเอาไว้เสมอว่าพฤติกรรมของตนในทุกๆ เรื่องและทุกๆ ที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพฤติกรรมที่ผิดกฎหมายบ้านเมือง สามารถก่อให้เกิดผลกระทบที่กว้างขวางครอบคลุม ไปถึงมิติของบริษัทด้วย แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่ทำไปในฐานะส่วนตัว และเป็นเรื่องที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับบริษัทเลยก็ตาม

โดยนัยนี้พฤติกรรมของบริษัทจดทะเบียนและผู้บริหารจึงไม่ได้อยู่ในสายตาของนักลงทุนหรือผู้กำกับดูแลเท่านั้น แต่ยังอยู่ในสายตาของสังคมด้วย โดยมาตรฐานของสังคมในด้านจริยธรรมที่สูงขึ้น สามารถก่อให้เกิดผลกระทบโดยตรงและรุนแรงต่อบริษัทได้อย่างมีนัยสำคัญ และด้วยความคาดหวังของสังคมต่อกรรมการบริษัทจดทะเบียนดังกล่าว คณะกรรมการบริษัทจึงจำเป็นต้องทบทวนและปรับเปลี่ยนใน 3 ประเด็นต่อไปนี้

ประเด็นแรก ต้องไม่ปล่อยให้นโยบาย จรรยาบรรณสวยหรูที่มี เป็นเพียงกระดาษที่ไร้ค่า ถ้ามีการกำหนดนโยบายจรรยาบรรณของบริษัทแล้ว ต้องมีกลไกที่จะควบคุมให้ทุกคนในบริษัทปฏิบัติตาม มีการกำกับดูแลอย่างจริงจัง ถ้าหากมีใครฝ่าฝืนก็ต้องมีการลงโทษ ซึ่งจากการประเมินรายงาน CGR ของสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD) พบว่ามีบริษัทจดทะเบียนถึงร้อยละ 73 ที่มีจรรยาบรรณธุรกิจของตนเอง ถ้าหากว่าคณะกรรมการสามารถดูแลให้มีการดำเนินการอย่างถูกต้องตามจรรยาบรรณธุรกิจ ก็จะส่งผลดีต่อทั้งบริษัทและสังคมส่วนรวมด้วย

ประเด็นที่สอง การ "นิ่งสยบข่าว" ไม่ใช่ทางออกที่ดีเมื่อมีข่าวด้านลบ แม้ที่ผ่านมาจะมีหลายกรณีที่เมื่อเกิดเป็นข่าวขึ้น คณะกรรมการก็ใช้วิธีนิ่งเฉยรอเวลา แล้วในที่สุดข่าวก็เงียบไป แต่ต่อจากนี้กระแสสังคมจะกดดันให้คณะกรรมการต้องตอบคำถามและทำอะไรบางอย่าง เพื่อเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา นี่คือ Reputation Risk ความเสี่ยงตัวใหญ่ที่กรรมการไม่เคยคำนึงถึงในอดีต แต่นับวันความเสี่ยงด้านนี้จะยิ่งทวีความสำคัญขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมไร้พรมแดน ที่การรับรู้ข่าวสารแพร่กระจายอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าไฟไหม้ฟาง

เมื่อเกิดข่าวลบขึ้นมา กรรมการอิสระควรเป็นผู้ที่แสดงบทบาทหลัก โดยเฉพาะในกรณีที่ข่าวด้านลบนั้นเกิดจากกรรมการที่เป็นเจ้าของหรือมาจากผู้ถือหุ้นใหญ่ ควรเรียกประชุมกรรมการอิสระ หรือคณะกรรมการชุดย่อยที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นๆ พร้อมทั้งเปิดเผยให้สังคมทราบถึงความเห็นและสิ่งที่คณะกรรมการจะดำเนินการกับเรื่องที่เกิดขึ้น

ประเด็นที่สาม การมุ่งทำกำไรไม่ใช่คำตอบเดียวของการดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืน ในอดีตนักลงทุนอาจจะเลือกลงทุนในบริษัทที่ผลประกอบการดีเป็นหลัก แต่บทเรียนจากวิกฤตเศรษฐกิจไทย และเศรษฐกิจโลก ก็ทำให้นักลงทุนโดยเฉพาะนักลงทุนสถาบันเริ่มหันมาสนใจกับเรื่องสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแล (Environmental Social and Governance : ESG) มากขึ้น

เมื่อปีที่แล้ว ก.ล.ต.เผยแพร่หลักธรรมาภิบาลการลงทุน (Investment Governance Code : I Code) เพื่อเป็นหลักปฏิบัติในการบริหารจัดการลงทุนของผู้ลงทุนสถาบันในการลงทุนในกิจการที่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และมีการกำกับดูแลกิจการที่ดี ซึ่งมีบริษัทจัดการลงทุนจำนวน 26 แห่ง ที่ประกาศเจตนารมณ์พร้อมเดินหน้ารับการปฏิบัติตาม I Code แล้ว เพื่อ ผลักดันให้บริษัทไทยเป็นบริษัทที่มีธรรมาภิบาล มีผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวมากกว่าผลตอบแทนระยะสั้น

กรณีเสือดำทุ่งใหญ่ถือเป็นตัวอย่างที่ท้าทายสำหรับคณะกรรมการบริษัท ซึ่งต้องคิดอย่างรอบคอบว่าจะดำเนินการอย่างไร เมื่อคนที่ตกเป็นข่าวคือ ผู้บริหารสูงสุดที่กุมบังเหียนบริษัทมาโดยตลอด และเป็นผู้ที่นำบริษัทไปสู่การเติบโตทางธุรกิจ จนกลายเป็นบริษัทก่อสร้างระดับแนวหน้าของประเทศไทย ในขณะเดียวกันก็มีข้อต้องพิจารณาถึงจริยธรรมและค่านิยมส่วนตัวของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้นำบริษัท ซึ่งภาพพจน์ในสายตาของสังคมได้ปรับเปลี่ยนเป็นทางลบไปเสียแล้ว

การตัดสินใจให้ทำหน้าที่ต่อไป หรือพิจารณาให้ออกจากตำแหน่ง ทางเลือกใดคือคำตอบที่ดีที่สุดเพื่อธุรกิจและสังคม คงต้องขึ้นอยู่กับดุลพินิจของคณะกรรมการ ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร ก็จะสะท้อนให้เราเห็นถึงค่านิยมที่เป็นอยู่ของคณะกรรมการ กรณีเสือดำทุ่งใหญ่จะเป็นจุดเริ่มต้นให้เห็นถึงการพลิกโฉมการทำหน้าที่ของคณะกรรมการไทยได้หรือไม่ คงต้องติดตามกันต่อไป

อันที่จริงเรื่องนี้อาจไม่จำเป็นต้องถึงมือคณะกรรมการบริษัทก็ได้ เพราะจรรยาบรรณของผู้นำอาจจะปลุกจิตสำนึกให้เจ้าตัวตัดสินใจดำเนินการอะไรสักอย่าง เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อเรื่องที่เกิดขึ้น และความผิดหวังของสังคมก็ได้

ไม่รู้หวังมากไปหรือเปล่า!?

ลดผลกระทบบริษัท-กระแสสังคมปมล่าสัตว์ป่า'เปรมชัย'จ่อทิ้งซีอีโอไอทีดี - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

'วิเชียร'ยันเจ้าหน้าที่กำลังใจดีไม่หวั่นอิทธิพล

กรุงเทพธุรกิจ พิษล่าสัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร "เปรมชัย" จ่อทิ้งเก้าอี้ประธานกรรมการอิตาเลียนไทยฯ หวั่นกระทบบริษัท ด้านผบช.ก. เผยร่วมมือเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ร่วมสอบสวนคดีทางลับ ยันพร้อมรับไม้ต่อหากโอนคดีมาปทส. เผย ขณะนี้ก็ร่วมสอบสวนคดีในทางลับ พร้อมเรียก "นพดล" เข้าให้ข้อมูลสัปดาห์นี้ ขู่ไม่มา เจอหมายจับ ด้าน"วิเชียร" ยันเจ้าหน้าที่กำลังใจดี ไม่หวั่นเกรงอิทธิพล

หลังจากเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับ การดำเนินคดีกับนายเปรมชัย กรรณสูต ประธานกรรมการบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ไอทีดี พร้อมพวกรวม4คนในกรณีล่าสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก จ.กาญจนบุรี

ล่าสุดแหล่งข่าวจากบริษัทอิตาเลียนไทยฯ เปิดเผยว่า หลังเกิดเหตุการณ์ของนายเปรมชัย ทำให้ญาติและคนในครอบครัวมีความเครียดมาก เช่นเดียวกับคณะกรรมการบริหารบริษัทอิตาเลียนไทยฯที่มีความกังวลต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและผลกระทบที่จะตามมา เพราะเป็นเรื่องที่ถูกกระแสสังคมมีการวิพากษ์วิจารณ์อยู่ในขณะนี้

อย่างไรก็ตามหลังจากมีปัญหาทำให้เครือญาติจำเป็นต้องหาทางออกให้กับนายเปรมชัย โดยเฉพาะตำแหน่งบริหาร จึงได้มีการหารือกันอย่างหนักจนในที่สุดนายเปรมชัยตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งประธานกรรมการบริษัทแล้ว และคาดว่า จะมีการแจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ในเร็วๆนี้ ทั้งนี้เพื่อไม่ต้องการให้สังคมเกิดความเข้าใจผิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเกี่ยวข้องกับบริษัท

ในส่วนของความคืบหน้าการตรวจสอบผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างที่เจ้าหน้าที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม(ปทส.)เรียกเจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ที่เกี่ยวข้องกับการจับกุมมาให้ข้อมูล

พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง(ผบช.ก.) เปิดเผยว่า ในส่วนของคดีเจ้าของสำนวนคดียังเป็นของสภ.ทองผาภูมิ โดยทางปทส.ได้ร่วมสอบสวนเจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯที่เกี่ยวข้องคู่ขนานกันรวมทั้งสืบสวนในทางลับซึ่งยังไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลได้ ส่วนปทส.จะรับมาเป็นเจ้าของคดีหรือไม่ ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของ ผบ.ตร. และเนื่องจาก ปทส.เป็นหนึ่งในหน่วยงานสังกัดกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง มีอำนาจในฐานะหน่วยงานกลางในการสอบสวนคดีทั่วประเทศ ยืนยันว่าหากมีการโอนคดีมา ก็พร้อมดำเนินการ

เรียก'นพดล'สอบสัปดาห์นี้

พ.ต.อ.สุวัฒน์ อินทสิทธิ์ รองผู้บังคับการ ปทส. กล่าวว่า ขณะนี้พนักงานสอบสวนจะสอบปากคำเจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ที่เกี่ยวข้องกับการจับกุมนายเปรมชัยอีกจำนวนหนึ่ง โดยจะเดินทางไปสอบร่วมกับพนักงานสอบสวน สภ.ทองผาภูมิ เพื่อความสะดวกของพยาน ส่วนการออกหมายเรียกนายนพดล พฤกษะวัน อดีตข้าราชการกรมอุทยานฯผู้ประสานให้นายเปรมชัยกับพวกเข้าไปในพื้นที่ ล่าสุดทราบว่า พนักงานสอบสวนได้ออกหมายเรียกไปนายนพดล มาให้ปากคำวันที่ 16 ก.พ.นี้ ซึ่งนายนพดล ตอบรับแต่ไม่ได้ระบุวันเวลาที่ชัดเจน เชื่อว่าจะเข้าให้ปากคำตามที่ ได้นัดหมาย แต่หากนายนพดลไม่มา จะออกหมายเรียกอีกครั้ง หากยังฝ่าฝืน จะดำเนินการ ตามระเบียบวิธีการพิจารณาการสอบสวน อย่างไรก็ตาม หลังสอบพยานครบทุกปาก ชุดสืบสวนสอบสวนของ ปทส.และของ สภ. ทองผาภูมิจะประชุมสรุปข้อมูลเพื่อรวบรวมเข้าไปในสำนวนคดีต่อไป

'วิเชียร'ยันเจ้าหน้าที่กำลังใจดี

วันเดียวกัยนายวิเชียร ชิณวงษ์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ด้านตะวันตก ได้นำเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า อีก 2 นาย ที่ทำหน้าที่บริเวณประตูทางเข้า - ออก ที่เป็นผู้เปิดให้นายเปรมชัย พร้อมพวกเข้าไปลักลอบล่าสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ด้านตะวันตก มาให้ปากคำเพิ่มเติมกับพนักงานสอบสวนสภ.ทองผาภูมิ โดยไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนเข้าร่วมรับฟัง ซึ่งใช้เวลาสอบปากคำนาน 2 ชั่วโมง

โดยนายวิเชียร กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ทุกคน มีขวัญกำลังใจดีเยี่ยมและเจ้าหน้าที่ทุกคนกว่า 200 ชีวิต จะปกป้องผืนป่าแห่งนี้อย่างสุดความสามารถ ขณะนี้ฝ่ายความมั่นคงก็ส่งกำลังทหารฉก.ลาดหญ้า ร.29 พล.ร.9 มาสนับสนุนร่วมภารกิจในการปกป้องผืนป่า และสัตว์ป่า ทำให้ตนและเจ้าหน้าที่ทุกคนมีขวัญกำลังใจที่ดีเยี่ยมในการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่หวั่นเกรงอิทธิพลใดๆ

ถกความคืบหน้าทีมดูแลคดีวันนี้

ด้านพล.ต.ต.สุทธิ พวงพิกุล ผบก.ภ.จว.กาญจนบุรี กล่าวว่า วันนี้(12 ก.พ.)พล.ต.ต.กฤษณะ ทรัพย์เดช รองผบช.ภ.7 พร้อมด้วยตน และพ.ต.อ.พูนศักดิ์ ประเสริฐเมธ รองผบก.ภ.จว.กาญจนบุรี ซึ่งเป็นผู้ควบคุมดูแลคดีนี้จะเดินทางไปที่สภ.ทองผาภูมิ เพื่อประชุมดูผลความคืบหน้า ของคดี ว่ามีการสอบปากคำผู้เกี่ยวข้องในคดีไปแล้วมากน้อยครบถ้วนเพียงไร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังเกิดเหตุดังกล่าว นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานฯ ได้สั่งกำชับให้ทุกอุทยานฯ ที่มีพื้นที่ติดต่อกับทุ่งใหญ่ให้เข้มงวดกวดขัน ในการดูแลรักษาพื้นที่ป่าอนุรักษ์เพื่อป้องกันการบุกรุกป่าและล่าสัตว์ป่า เนื่องจากพื้นที่ทุ่งใหญ่ฯ ซึ่งเป็นมรดกโลกมีอาณาเขตติดต่อกับ อุทยานฯต่างๆเป็นลักษณะผืนป่าตะวันตก ผืนใหญ่

โพลหนุนก.ม.ล่าสัตว์ป่าเข้มงวด

ศูนย์สำรวจความคิดเห็น "นิด้าโพล" สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเรื่อง "การลักลอบล่าสัตว์ป่า ในเขตหวงห้าม" โดยพบว่าคำถามถามว่า บทลงโทษในการลักลอบล่าสัตว์ป่าในเขตพื้นที่หวงห้าม เหมาะสมแล้วหรือไม่เพราะเหตุใด 51.28% เห็นว่า เหมาะสม เพราะ เป็นบทลงโทษที่สมเหตุสมผลกับการกระทำ อยู่แล้วเป็นการสร้างความเกรงกลัว ให้กับผู้ที่จะลักลอบล่าสัตว์ป่าในเขต ห่วงห้าม ขณะที่บางส่วนระบุว่า ให้ดูที่ เจตนาของผู้ที่กระทำ อาจจะทำไปด้วยความไม่ตั้งใจ

ส่วนคำถามว่า มีความเชื่อมั่นมากน้อยเพียงใดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการแก้ไขปัญหาและปราบปรามผู้ลักลอบล่าสัตว์ป่าหรือบุกรุกเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า 19.04 % ระบุว่ามีความเชื่อมั่นมาก 31.04% ค่อนข้างมีความเชื่อมั่น36.96 %ไม่ค่อย มีความเชื่อมั่น และ11.60% ไม่มีความเชื่อมั่นเลย

ทั้งนี้ในฐานะประชาชนคนไทย คิดว่า จะมีวิธีการใดในการแก้ไขปัญหาการลักลอบล่าสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ารวมถึง การบุกรุกป่าไม้ 54.32 % เห็นว่าควรมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและมีบทลงโทษที่รุนแรงขั้นเด็ดขาด 33.60 % เห็นว่า มีการเสริมสร้างจิตสำนึก ในการอนุรักษ์และหวงแหนป่าไม้และสัตว์ป่าให้แก่ประชาชน23.20 %เห็นว่าควรมีการปลูกฝัง ค่านิยมที่ดีให้กับเยาวชน ในการอนุรักษ์ป่าไม้ และสัตว์ป่า

ไม่เชื่อมั่นใช้กฎหมายเท่าเทียม

ส่วนความเชื่อมั่นต่อการบังคับใช้กฎหมายกับประชาชนทุกระดับ ว่าจะมีความเท่าเทียมกันหรือไม่ 68.88 % เห็นว่า ไม่มีความเชื่อมั่นเพราะ การบังคับใช้กฎหมายไม่เข้มงวด มีช่องโหว่ในการบังคับใช้กฎหมาย ขณะที่บางส่วนระบุว่า ผู้บังคับใช้กฎหมายละเลยต่อหน้าที่ เจ้าหน้าที่เกรงกลัวผู้มีอิทธิพล ขณะที่ 27.84% มีความเชื่อมั่น เพราะ กฎหมายมีความชัดเจนในการบังคับใช้อยู่แล้ว การปฏิบัติหน้าที่ของ เจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมาย มีความความเที่ยงตรงยุติธรรม

ขณะเดียวกัน หลังจากที่เว็บไซต์Change.org ได้ออกแคมเปญการล่ารายชื่อ"ดำเนินคดีกับผู้ล่าสัตว์ในเขตอุทยานฯ ต้องโปร่งใส และมีมาตรฐานแบบเดียวกันทุกคดี" ล่าสุดได้มีผู้มาร่วมลงชื่อแล้วกว่า1.1แสนคน โดยผู้ตั้งแคมเปญระบุว่า ขณะนี้ยังเปิดโอกาสให้ผู้คนลงชื่อต่อ แล้วจะรวบรวมรายชื่อทั้งหมดอีกครั้งหนึ่ง นำไปสมทบกับรายชื่อเดิม4หมื่นกว่ารายชื่อ เพื่อส่งไปยังหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องแล้วผู้มีอำนาจตัดสินใจในเรื่องดังกล่าวต่อไป

Graft probe into flood aid wraps up - BANGKOK POST Issued date 12 February 2018

YONGYUT PHUPHUANGPHET

KALASIN: A committee, probing alleged corruption in the province's flood rehabilitation programme for affected farmers, is expected to submit its findings to the provincial governor this week.

The investigation found the prices of farming materials, procured under the project to help flood-affected farmers, were considerably higher than normal, Col Manop Khaikhunthot, deputy director of Kalasin's provincial Internal Security Operations Command, who was also the chairman of the committee, said yesterday.

Once governor Kraison Kongchalat gets the probe report, disciplinary action will be taken against local civil servants and leaders involved in the shady deal, Col Manop said.

The Public Sector Anti-Corruption Commission's (PACC) Region 4 office in Khon Kaen province will also pursue legal action against officials implicated in the scam, he said.

Following the implementation of the post-flood rehabilitation programme, designated as Project 9101, the government began receiving complaints from the public through branches of the Interior Ministry's Damrongdhama Centre.

A panel has been set up to probe allegations of possible corruption in at least six districts - Yang Talat, Na Khu, Kuchinarai, Huai Phung, Khao Wong and Somdet.

Col Manop said the investigation revealed the supplier of procured farming materials wasn't the one initially contracted, but a shop called Boonma Phanich, which was later found to be a typical residential building, not the store it was purported to be.

The panel is checking the legality of the supplier and its dealings, he added.

Meanwhile, several farmers in tambon Bua Ban of Yang Talat district also demanded an investigation after frogs given to them as part of the flood rehabilitation project died in an unusual manner.

Wirot Yothasin, 70, a resident of Bang Khok Kong in, said the frogs were handed over to him and his neighbours in three batches.

They were handed over for the farmers to raise as compensation for the losses they suffered due to flooding in their paddy fields. However, all of them died.

สอบ'อดีตบิ๊กสพม.32'อมเงินอบรมครู' เสมา1 'สั่งตั้งกก.สืบ-สตง.อายัดบัญชี - มติชน ฉบับวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ พล.ท.โกศล ประทุมชาติ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการตรวจสอบกรณีที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้แจ้งปัญหาทุจริตเพิ่มเติมเข้ามาที่ ศธ. กรณีอดีตผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) เขต 32 (บุรีรัมย์) จำนวน 3 คนต่อเนื่องกัน ดำเนินการจัดอบรมครูโดยเขตพื้นที่ฯ แต่ไม่มีการอบรมจริง มีการแอบอ้างชื่อโรงแรม ซึ่ง สตง.ตรวจสอบแล้วพบว่ามีการโอนเงินเข้าบัญชีส่วนตัวจริง ว่าเบื้องต้นทาง สตง.ได้ส่งเอกสารข้อมูลต่างๆ มาให้ ศธ.แล้ว โดย นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการ ศธ. สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ตั้งกรรมการสืบข้อเท็จจริง ซึ่งหลังจาก สพฐ.ตั้งกรรมการลงไปสืบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้แล้ว ทางคณะทำงานของตนจะลงไปดูเรื่องดังกล่าวควบคู่กันไปด้วย อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ นพ.ธีระเกียรติถือเป็นเรื่องใหญ่ เพราะผู้กระทำทั้ง 3 ราย ยังรับ ราชการอยู่

ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการ ศธ.กล่าวต่อว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงปี 2557 ปี 2558 และปี 2559 โดยอดีต ผอ.สพม.เขต 32 ทั้ง 3 ราย ได้จัดอบรมครูขึ้นแต่ไม่มีการอบรมจริง รายแรกจัดอบรม 6 โครงการ รายที่สองอบรม 1 โครงการ และรายที่สามอบรม

9 โครงการ ส่วนงบประมาณโดยรวมจะเป็นเท่าไรนั้นยังไม่ได้ลงรายละเอียด อย่างไรก็ตามเบื้องต้นทาง สตง.ได้อายัดเอกสารหลักฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องไปบ้างแล้ว เช่น หลักฐานที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลทางการเงินต่างๆ เพื่อไม่ให้เกิดการทำลายหลักฐาน

"หลังจากที่ สพฐ.ตั้งกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงเพื่อลงไปหาข้อมูลในพื้นที่ และเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลแล้ว ทางคณะทำงานของผม จะลงไปทำงานสืบหาข้อมูลเรื่องนี้ควบคู่กันไปด้วย เพื่อให้รัฐมนตรีว่าการ ศธ.พิจารณาอีกทางหนึ่ง อย่างไรก็ตาม กรณีนี้ถือเป็นเรื่องเรื่องใหญ่ที่ทาง ศธ.ให้ความสำคัญในการเร่งดำเนินการแก้ไขให้โดยเร็วที่สุด เพราะเรื่องเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงการทำงานตามระบบเก่า ที่ก่อให้เกิดปัญหาทุจริตได้ง่าย" ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการ ศธ.กล่าว

ด้านนายรณชัย สุขสมบูรณ์ ผอ.สพม.เขต 32 (บุรีรัมย์) กล่าวว่า ตนทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว โดยช่วงที่ทาง สตง.เข้ามาตรวจสอบ ตนยังไม่ได้เข้ามารับตำแหน่ง ดังนั้นจึงไม่รู้รายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้ ทั้งนี้เมื่อมีข่าวดังกล่าว ยอมรับว่าบุคลากรในเขตพื้นที่ฯ และครูที่มีรายชื่อเข้าร่วมอบรมค่อนข้างเสียขวัญ ซึ่งตนเองในฐานะ ผอ.สพม.เขต 32 ก็ได้ชี้แจงว่าหากไม่เกี่ยวข้อง ก็ไม่ต้องกังวล แต่ทราบว่าครูที่มีชื่อเข้าร่วมอบรมดังกล่าวได้เข้าให้ข้อมูลกับทาง สตง.แล้ว และเท่าที่ทราบมีครูบางคนกังวลถึงขั้นแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้กับเจ้าหน้าที่ ตำรวจด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับอดีต ผอ.สพม.เขต 32 ที่ถูกกล่าวหาเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว ปัจจุบันเข้ามาเป็นผู้บริหารเขตพื้นที่ฯ ในภาคกลาง จำนวน 2 ราย ส่วนอีกรายปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองศึกษาธิการภาค (ศธภ.)

ส่อฉาวซ้ำ..บ่อขยะนาแก72ล้าน ปล่อยร้างครึ่งทศวรรษ สตง.ชี้มูลเป็นปีเรื่องไม่คืบ - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

นครพนม - ตามส่องปมทุจริตบ่อขยะ ทต.นาแก ละเลงงบ 72 ล้าน สร้างเสร็จปล่อยทิ้งร้างนาน 5 ปี สตง.ชี้มูลชัดเจนตั้งแต่ปี 60 วันนี้เรื่องยังไม่คืบ ขณะที่ฝ่ายกฎหมายอ้างยังรวบรวมหลักฐาน ก่อนเสนอตั้งคณะกรรมการสอบเอาผิดคนเกี่ยวข้อง

หลังจากศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 4 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบติดตาม และเร่งรัด การตรวจสอบปัญหาการทุจริตโครงการก่อสร้างศูนย์กำจัดขยะมูลฝอย กลุ่มพื้นที่ 3 เทศบาลตำบลนาแก อ.นาแก จ.นครพนม ที่ใช้งบกว่า 72 ล้านบาท ก่อสร้างบนพื้นที่บ้านโพนสวรรค์ หมู่ 7 ต.นาเลียง อ.นาแก เนื้อที่ 70 ไร่ มาตั้งแต่ปี 54 เพื่อใช้ในการคัดแยกขยะในพื้นที่ 4 อำเภอ คือ อ.นาแก อ.ธาตุพนม อ.เรณูนคร และ อ.วังยาง จ.นครพนม แต่เดินเครื่องใช้งานแค่ 2 ปี ก็ต้องหยุด เนื่องจากไม่คุ้มทุน และถูกปล่อยร้างมานานกว่า 5 ปี ขณะที่การตั้งกรรมการสอบก็ล่าช้านับปี

ทั้งที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน โดยสำนักตรวจสอบพิเศษภาค 5 จ.อุบล ราชธานี เข้าตรวจสอบ และมีคำสั่งล่าสุดเมื่อเดือนเมษายน 2560 ชี้มูลว่า ใช้ประโยชน์ไม่ได้ตามวัตถุประสงค์ของโครงการ และไม่มีการใช้ประโยชน์ทั้งระบบ รวมทั้งไม่สามารถปรับปรุง หรือซ่อมแซมให้ใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้ ทำให้ทางราชการได้รับความเสียหาย พร้อมมีคำสั่งให้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนดำเนินคดีเกี่ยวกับการละเมิด รวมทั้งอาญาและแพ่งในส่วนที่เกี่ยวข้อง

นายอาทิตย์ วงค์แก้ว อายุ 35 ปี นิติกรชำนาญการ เทศบาลตำบลนาแก เปิดเผยว่า ในส่วนของการสอบละเมิดนั้นเป็นอำนาจหน้าที่ของทางจังหวัดฯ โดย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม ได้มีคำสั่งให้ท้องถิ่นจังหวัดนครพนม ดำเนินการตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2560 แล้วซึ่งจะมุ่งเน้นในส่วนของบุคคลที่ก่อให้เกิดความเสียหาย รวมถึงการชดใช้ทางแพ่ง

ขณะที่เทศบาลตำบลนาแก ได้ดำเนินการในเรื่องของการสอบทางวินัย หรือทางอาญากับข้าราชการที่เกี่ยวข้อง มีบุคคลที่เข้าข่ายจะต้องสอบสวน คือ ปลัดเทศบาล รวมถึงผู้อำนวยการกองช่าง และเจ้าหน้าที่ เพราะเป็นส่วนที่มีหน้าที่รับผิดชอบนั้น ยังอยู่ระหว่างการรวบรวมเอกสารหลักฐาน เสนอผู้มีอำนาจตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางกฎหมาย มีกำหนดตามกฎหมายในระยะเวลา 60 วัน แต่สามารถขยายได้หากเอกสารหลักฐานยังไม่ครบ

"ที่ล่าช้า เพราะต้องรวบรวมเอกสารหลักฐานให้ครบตามองค์ประกอบ ซึ่งแนวทางหลัก เป็นการตรวจสอบการกระทำที่ขัดต่อระเบียบกฎหมายการจัดซื้อจัดจ้าง ส่วนการเอาผิด ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการที่จะดำเนินการต่อไปหลังจากสรุปการสอบสวนแล้ว"

ทั้งนี้มีรายงานด้วยว่า มีชื่อของนายกเทศมนตรีตำบลนาแก คนปัจจุบัน ที่มีตำแหน่งเป็นรองนายกเทศมนตรี ในช่วงการเสนอขออนุมัติงบประมาณโครงการนี้ ระหว่างปี 2547 - 2552 ที่อาจต้องถูกสอบสวนด้วย หากพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง จะต้องมีการดำเนินการตามกฎหมาย

ขณะที่การสอบสวนในส่วนของละเมิด หรือในทางแพ่ง เกี่ยวกับความเสียหายที่จะต้องชดใช้เงินคืน ซึ่งมีบุคคลสำคัญที่อยู่ในข่ายที่จะต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวน คือ นายนิยม สาระวิถี อดีตนายกเทศมนตรีตำบลนาแก ที่เสียชีวิตไปแล้ว แต่ยังเหลือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง หลักๆ คือ ปลัดเทศบาล และผู้อำนวยการกองช่าง .

แฉสมยศไม่แจ้งปปช. ยืมเสี่ยกำพล300ล้าน เปิดกรุสมบัติพบ มีเพียงหนี้กู้แบงก์ - เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

"สมยศ" งานเข้าไม่เลิกไม่มีการแจ้ง ป.ป.ช.เรื่องเงินยืมเสี่ยกำพล 300 ล้านบาท สมัยดำรงตำแหน่ง สนช. แย้งกับเจ้าตัว ที่บอกแจ้งให้ทราบแล้ว ขณะเดียวกันเปิดกรุสมบัติ "สมยศ-ภรรยา" มีทรัพย์สินไม่ต่ำกว่า 300 ล้านบาท มีเพียงหนี้กู้เงินจากธนาคาร 10 กว่าล้านบาทเท่านั้น "วัชระ" ย้อนถาม สนช.250 คน เป็นไซด์ไลน์ด้วยหรือไม่

กลายเป็นเรื่องเป็นราวถึงสองงานติด กัน สำหรับ พล.ต.อ.สมยศ หรือบิ๊กอ๊อด พุ่มพันธุ์ม่วง อดีต ผบ.ตร. ปัจจุบันดำรงตำแหน่งนายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย และเป็นสมาชิก สนช. ทั้งเรื่องยืมเงิน 300 ล้านบาท จากเสี่ยกำพล วิระเทพสุภรณ์ ผู้ต้องหาค้ามนุษย์ เจ้าของอาบอบนวด วิคตอเรีย ซีเครท และให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า "เป็นตำรวจไซด์ไลน์ แต่อาชีพหลักคือนักธุรกิจ" ทำให้เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันเป็นอย่างมากว่า ไม่ให้เกียรติอาชีพตำรวจ จนทำให้มีกระแสข่าวต่อต้านกันเป็นจำนวนมาก จนนายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ ยื่นหนังสือต่อสนช. ให้เอาผิดทางจริยธรรม พร้อมส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) คืนเงินเดือนและกระบี่พระราชทาน

สำหรับเรื่องแรก พล.ต.อ.สมยศ ออกมาระบุว่า เป็นเงินยืมและได้ใช้หนี้เงินจำนวนดังกล่าวไปหมดแล้ว โดยผ่านธุรกรรมการเงินของธนาคาร โดยมีเอกสารการกู้ยืมและโอนเงินผ่านระบบธนาคาร อีกทั้งยังได้รายงานให้ ป.ป.ช.รับทราบไปเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ส่วนเรื่องตำรวจไซด์ไลน์ ได้ออกแถลงการณ์ว่า เป็นการตอบคำถามสื่อที่ถามนำชื่อตนไปพาดพิงกับกรณีวิคตอเรีย และอยากให้สื่อเข้าใจว่ารายได้ส่วนใหญ่มาจากการทำธุรกิจและลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ส่วนเงินเดือนตำรวจเป็น รายได้รอง เพราะไม่เคยรับส่วย หรือจากผู้ใต้บังคับบัญชา ไม่ได้มีเจตนาเชิงลบหรือสะเทือนใจเพื่อนตำรวจ ยืนยันว่าตลอดชีวิตรับราชการตำรวจ รักและภาคภูมิใจอาชีพตำรวจ ไม่เคยคิดดูถูกดูหมิ่นดูแคลน มีความเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ในสายเลือด ตามที่เสนอข่าวให้ทราบนั้น

ต่อมาวันที่ 10 ก.พ. ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากการตรวจสอบในบัญชีแสดงหนี้สิน และทรัพย์สินที่ พล.ต.อ.สมยศ ยื่นแสดง ต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เมื่อเข้ารับตำแหน่งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เมื่อวันที่ 8 ส.ค. 2557 พบว่า พล.ต.อ.สมยศ ไม่ได้มีการแจ้งเรื่องกู้ยืมเงิน หรือการคืนเงินไว้ในบัญชีทรัพย์สิน ในส่วนของหนี้สินที่มี หลักฐานเป็นหนังสือ หรือหนี้สินอื่นแต่อย่างใด โดย พล.ต.อ.สมยศ แจ้งรายละเอียดในบัญชีแสดงหนี้สินและทรัพย์สิน ว่า มีทรัพย์สินทั้งของ พล.ต.อ.สมยศและภรรยารวมทั้งหมด 374,679,849.28 บาท โดยแยกเป็นเงินฝากของผู้ยื่น 11,544,651.59 บาท ของภรรยา 27,790,529.70 บาท เงินลงทุนของผู้ยื่น 53,117,900 บาท ของภรรยา 1,280,216.99 บาท เงินให้กู้ยืมของผู้ยื่น 109,000,000 บาท ที่ดินของผู้ยื่น 40,792,601 บาท ของภรรยา 65,810,000 บาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างของผู้ยื่น 2,000,000 บาท ของภรรยา 23,343,950 บาท ทรัพย์สินอื่น ๆ ของผู้ยื่น 30,000,000 บาท ของภรรยา 10,000,000 บาท ในส่วนของหนี้สินของ พล.ต.อ.สมยศและภรรยา รวมทั้งสิ้น 18,822,122.76 บาท โดยระบุว่าเป็นเงินกู้จากธนาคาร และสถาบันการเงินอื่นของผู้ยื่น 13,947,446.47 บาท ของภรรยา 4,874,676.29 บาท รวมแล้ว พล.ต.อ. สมยศและภรรยา มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 355,857,726 บาท

ขณะที่รายได้ที่ พล.ต.อ.สมยศ แจ้ง ไว้เมื่อปี 2557 ประกอบด้วย รายได้ประจำ จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1,348,730.46 บาท รายได้อื่น ๆ จาก บมจ.ทุ่งคาฮาเบอร์ 20,000 บาท บจก.เวิลด์แก๊ส (ประเทศไทย) 39,095,250 บาท และ บจก.แอสเซ็ท มิลเลี่ยน วอเตอร์ 12,000,000 บาท โดยรายได้จาก บจก.เวิลด์แก๊ส (ประเทศไทย) และ บจก.แอส เซ็ท มิลเลี่ยน วอเตอร์ มาจากการที่ พล.ต.อ. สมยศ ดำรงตำแหน่งประธานที่ปรึกษาของทั้ง 2 บริษัท

ส่วนทรัพย์สินในส่วนของเงินลงทุนที่พล.ต.อ.สมยศ เคยระบุว่า เป็นรายได้หลักนั้น ในส่วนของ พล.ต.อ.สมยศ มีเงินลงทุนทั้งหมด 53,117,900 บาท ประกอบด้วย OTO บล.เอเชียพลัส จำกัด จำนวน 250,000 หุ้น มูลค่า ณ ขณะนั้น 1,787,500 บาท, RS บล.เอเชียพลัส จำกัด จำนวน 322,900 หุ้น มูลค่า ณ ขณะนั้น 2,647,780 บาท, SAMART บล.เอเชียพลัส จำกัด จำนวน 1,000,000 หุ้น มูลค่า ณ ขณะนั้น 23,200,000 บาท, SIM บล.เอเชียพลัส จำกัด จำนวน 3,000,000 หุ้น มูลค่า ณ ขณะนั้น 10,680,000 บาท, บล.ฟินันเซียไซรัส ไม่มีหุ้น, RMF บมจ.ธนาคารไทยพาณิชย์ จำนวน 74,939.7911 หุ้น มูลค่า ณ ขณะนั้น 927,147.60 บาท, SIRIRMF บมจ.ธนาคารกรุงเทพฯ จำนวน 15,523.0021 หุ้น มูลค่า ณ ขณะนั้น 567,328.12 บาท, BLTF บมจ.ธนาคารกรุงเทพฯ จำนวน 50,000.0000 หุ้น มูลค่า ณ ขณะนั้น 473,220 บาท, บจก.แอสเซ็ท มิลเลี่ยน จำนวน 10,187,600 หุ้น มูลค่า ณ ขณะนั้น 101,876,000 บาท, บจก.เลอโวเทล เขาใหญ่ จำนวน 133,334 หุ้น มูลค่า ณ ขณะนั้น 13,333,400 บาท รวม มูลค่าเงินลงทุนของ พล.ต.อ.สมยศทั้งหมด 117,177,095.72 บาท ซึ่งน่าสนใจว่ามีมูลค่ามากกว่าที่แจ้งไว้ในทรัพย์สินรวม

ขณะเดียวกันผู้สื่อข่าวได้ติดต่อไปที่ พล.ต.อ.สมยศ เพื่อสอบถามถึงเรื่องที่เกิดขึ้น แต่ไม่สามารถติดต่อได้ โดยทราบจากคนใกล้ชิดว่า พล.ต.อ.สมยศเดินทางไปต่างประเทศก่อนหน้านี้แล้ว

วันเดียวกัน นายวัชระ อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การที่ พล.ต.อ.สมยศ ไม่ได้แจ้งรายการกู้ยืมเงิน 300 ล้านบาทกับ ป.ป.ช.สมัยดำรงตำแหน่ง สนช. เมื่อปี 57 เป็น การส่อพิรุธและน่าสงสัย ว่ามีธุรกรรมการเงินดังกล่าวตามที่กล่าวอ้างจริงหรือไม่ ทั้งนี้ตนได้ยื่นเรื่องต่อนายพรเพชร พิชิตชลชัย ประธาน สนช.เพื่อส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. และ ปปง. ตรวจสอบเส้นทางการเงิน หากนายพรเพชรไม่ส่งเรื่องถือเป็นการปกป้องพวกพ้องในแม่น้ำ 5 สายด้วยกันหรือไม่ อย่างไรก็ตามในวันที่ 12 ก.พ.นี้ ตนจะไปยื่นหนังสือถึง พล.ต.อ.วัชรพล ประสานราชกิจ ประธาน ป.ป.ช. และ ปปง. เพื่อให้ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของ พล.ต.อ.สมยศ ถึงการทำธุรกรรมดังกล่าว และเงินจำนวนนั้นได้เอาไปให้ใคร หรือเอาไปทำอะไรบ้าง เพราะเงิน 300 ล้านบาท ถือเป็นจำนวนมหาศาล

นายวัชระระบุต่อว่า ตนไม่เคยโกรธ เคืองอะไรเป็นการส่วนตัวกับ พล.ต.อ.สมยศ แต่ในฐานะอดีต ส.ส. ประชาชนขอให้ไปดำเนินการ เพราะบรรดาสมาชิก สนช. ด้วย กันไม่กล้าดำเนินการใด ๆ ในกรณีนี้อาจเป็นเพราะเกรงใจในฐานะ สนช. ด้วยกัน และที่ พล.ต.อ.สมยศ บอกว่าเป็นตำรวจไซด์ไลน์ ตนสงสัยว่าบรรดาคนเป็น สนช. ทั้ง 250 คน เป็น สนช. ไซด์ไลน์เหมือน พล.ต.อ.สมยศ พูดไว้ด้วยหรือไม่.

ศาลฎีกาชี้ขาดจริยธรรมองค์กรอิสระ - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

เพชรบุรี * เมื่อวันอาทิตย์ ในงานสัมมนาสื่อมวลชนศาลยุติธรรม นาย สราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวบรรยายถึงมาตรฐานทางจริยธรรมขององค์กรอิสระ ซึ่งประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาและมีผลบังคับใช้แล้วเมื่อวันที่ 31 ม.ค.ว่า ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 235 เรื่องฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรม อาจมีการร้องเรียน และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จะเป็นผู้ไต่สวน ส่วนคนพิพากษาว่าใครฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรงคือศาลฎีกา

"สำนักงานศาลยุติธรรมเตรียมเสนอร่างระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาว่าด้วยการพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับกล่าวหาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และองค์กรอิสระฯ ฝ่าฝืนมาตรฐานทาง จริยธรรมอย่างร้ายแรง ซึ่งในร่างระเบียบ จะมีหัวข้อที่สำคัญหลายเรื่อง เช่นเรื่องการเสนอเรื่อง, การพิจารณา และขั้น ตอนในการออกคำสั่งต้องทำยังไงบ้าง" นายสราวุธกล่าว และว่าหากศาลฎีกาพิพากษาว่าบุคคลใดฝ่าฝืนมาตรฐานจริย ธรรมอย่างร้ายแรง ก็จะขาดคุณสมบัติ และต้องพ้นจากตำแหน่ง และไม่สามารถอุทธรณ์ได้ด้วย

เมื่อถามว่า หาก ป.ป.ช.เป็นผู้ฝ่าฝืนทางจริยธรรมใครจะเป็นผู้ไต่สวนคดีขึ้นสู่ศาลฎีกา นายสราวุธกล่าวว่า ก็ต้องตั้งผู้ไต่สวนอิสระตามรัฐธรรมนูญขึ้นเพื่อไต่สวน เหมือนกรณีอดีต ป.ป.ช.เคยขึ้นเงินเดือนตัวเอง ก็มีคณะผู้ไต่สวนอิสระขึ้นมาดำเนินการเพื่อความเป็นธรรม ซึ่งไม่มีอะไรยาก เนื่องจากสภาพสังคมปัจจุบันมีระบบการตรวจสอบที่สูงมาก

"การร้องเรียนต้องมีหลักฐานปรากฏว่าสิ่งที่ ป.ป.ช.ดำเนินการนั้นฝ่า ฝืนกฎหมาย ไม่สุจริต จึงจะสามารถดำเนินการได้ แต่การที่มีมาตรฐานจริย ธรรม เราก็สามารถดูได้ว่ามีการฝ่าฝืนเงื่อนไขในข้อไหน ก็อาจเข้าเงื่อนไขตรงนั้นได้ และรวดเร็วกว่าคดีอาญา" นายสราวุธระบุ.

NACC vows to wrap up Prawit probe - BANGKOK POST Issued date 10 February 2018

POST REPORTERS

The National Anti-Corruption Commission (NACC) has vowed to complete its probe into Deputy Prime Minister Prawit Wongsuwon's luxury wristwatch scandal by the end of the month.

NACC president Watcharapol Prasarnrajkit said the NACC secretary-general's office has twice reported its progress to the commission but has yet to give an update after Thursday's deadline for Gen Prawit to submit his third explanation passed.

The commission nevertheless expects to conclude the case this month, he said.

The NACC launched its inquiry after Gen Prawit was spotted by media late last year wearing a luxury watch, believed to be a Richard Millle worth at least 2.5 million baht, and a diamond ring that were not included in his official assets declarations.

Twenty-five watches, worth about 39.5 million baht, were subsequently spotted on Gen Prawit's wrist in press photos in the following months. The general has since claimed all were loaned to him and have been returned to their owners.

Meanwhile, Democrat Party deputy leader Nipit Intarasombat yesterday called on the public to put pressure on the government to live up to the ethical standards it has frequently espoused.

The three key issues Mr Nipit wants to see addressed are Gen Prawit's luxury wristwatch scandal, Mr Premchai's alleged poaching and the ethical conduct of former national police chief Somyot Poompunmuang who borrowed 300 million baht from the fugitive massage parlour tycoon Kampol Wirathepsuporn now facing human trafficking charges.

"We should step up the pressure to make sure law enforcement proceeds the way it should. We shouldn't associate with those trying to interfere or whitewash wrongdoing," he wrote on his Facebook page.

Former Democrat MP Watchara Phetthong yesterday also submitted a petition to the National Legislative Assembly (NLA) demanding a probe into the conduct of Pol Gen Somyot.

He said the ethical codes are now in place and they should apply to Pol Gen Somyot even though his questionable actions took place before he was appointed as an NLA member.

คอลัมน์ หุ้นส่วนประเทศไทย: เทกออฟไทยแลนด์...ในยุคที่จริยธรรมหายไ - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

ดร.ธนิต โสรัตน์รอง

ประธานสภาองค์การนายจ้าง

ผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย

ประเทศไทยอยู่ในช่วงทะยานหรือ "TAKE OFF" เข้าสู่การเป็นชาติ มหาอำนาจทางเศรษฐกิจซึ่งรองนายกรัฐมนตรี สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ มั่นใจสตาร์ทเครื่องยนต์เต็มร้อยโดยใช้ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกหรืออีอีซี ซึ่ง สนช.ผ่านร่างกฎหมายไปเมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้วอีกทั้งการประชุม ครม.สัญจรภาคตะวันออกที่ จ.จันทบุรี ได้ดันโครงการต่างๆ ใช้เงินกว่า 1.66 ล้านล้านบาท ทั้งโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ รถไฟไฮสปีด รถไฟทางคู่ สนามบินนานาชาติใหม่ ขยายท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 ให้เป็นท่าเรือติดอันดับโลก ด้านการส่งเสริมการลงทุน "บีโอไอ" จัดแคมเปญให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีไม่อันเป็นรองใครในอาเซียนหากเป็นเซียนหุ้นจัดว่าเป็นนิวไฮด้านการลงทุนของไทย

ประเด็นที่ต้องนำมาขับเคลื่อนคู่ขนาน คือปัญหาความเหลื่อมล้ำการกินรวบรวยคนเดียวของทุนใหญ่ผูกขาด ปัญหาคอร์รัปชั่นซึ่งเพียงกฎหมายที่มีอยู่คงไม่ใช่ทางออกในการแก้ปัญหาเกี่ยวข้อง ด้านจริยธรรม (Ethics) ไล่ตั้งแต่ผู้นำรัฐบาล รัฐมนตรี ข้าราชการไปจนถึงระดับล่าง นักธุรกิจระดับเจ้าสัวไปจนถึงเอสเอ็มอีโดยที่ ผู้บริหารประเทศและซีอีโอของบริษัทระดับบิ๊กของประเทศต้องทำตัวเป็นตัวอย่างเป็นไอดอลต้นแบบ (IDOL) ให้ผู้คนเลื่อมใสยกย่องไม่ใช่ดีแต่พูดแต่การกระทำจริงไปอีกอย่างทำตัวเหนือกฎหมายและหรือใช้อำนาจรัฐ หรืออำนาจเงินปิดปากปิดหูปิดตาให้ตนเองและพรรคพวกพ้นผิด

เห็นได้ชัดเจนในขณะนี้ ล้วนเกี่ยวข้องกับการขาดจริยธรรมของคนซึ่งควรเป็นตัวอย่างหรือต้นแบบของประเทศ เริ่มจากนาฬิกาหรูจำนวนสองโหลของบิ๊กป้อมรวมกันมูลค่าเกิน 20 ล้านบาท หรือประมาณ 1 ใน 4 ของมูลค่าทรัพย์สินทั้งหมดที่ยื่นต่อ ป.ป.ช.ออกมาในทางว่ายืมเพื่อนมาใส่ซึ่งช่วงเข้ามาเป็นรองนายกฯ หากคืนเสียตอนนั้นเรื่องคงไม่บานปลายถึงหลุดออกมาได้ก็คงหมองมีตำหนิไม่เหมือนเดิมตรงนี้ ไม่ได้บอกว่าใครผิดเพราะเรื่องยังอยู่ในชั้นการตรวจสอบ

อดีตย้อนหลังไปสมัยนายกฯ ทักษิณมีนโยบายขับเคลื่อนประเทศมี โครงการดีๆ มากมาย ชูประเด็นต่อต้านคอร์รัปชั่นแต่ปัญหาผลประโยชน์ ทับซ้อนด้านธุรกิจของท่านและเรื่องที่คล้ายๆ กันอีกหลายเรื่องจนทำให้ไม่สามารถอยู่ในประเทศได้ ขณะที่นายกฯปู ปัญหาโทษกรรมให้พี่ชายและการจำนำข้าวจนเสียหายเป็นแสนล้าน ซึ่งไม่ได้บอกว่าท่านมีส่วนแต่จริยธรรมของผู้นำต้องไม่ปล่อยให้พวกพ้องมีกระทำทุจริต เท็จจริงอย่างไรคงต้องไปถามท่านที่ประเทศอังกฤษหรือดู คำพิพากษาของศาล

เรื่องที่เกิดสดๆ แบบไม่เชื่อก็ ต้องเชื่อคือผู้บริหารเบอร์หนึ่งของบริษัทก่อสร้างใหญ่ระดับประเทศ รายได้ปีละมากกว่า 5.0 หมื่นล้านบาทรับงานประมูลอภิมหาโปรเจกต์ของรัฐบาลมากมายถูกจับพร้อมอาวุธและซากสัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าซึ่งเจ้าตัวปฏิเสธแต่เมื่อไปค้นที่บ้านเจอปืนล่าสัตว์เป็น จำนวนมาก เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับจิต สำนึกแท้ๆ เพราะขนาดเป็นซีอีโอเบอร์หนึ่งของธุรกิจระดับประเทศอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ซึ่งมีเกณฑ์เรื่อง ธรรมาภิบาลและจริยธรรม แต่ละปี ใช้งบจำนวนมากสร้างภาพเป็นธุรกิจโปร่งใส ปีที่แล้วได้คะแนนธรรมา ภิบาล "CORPORATE GOVERNMENT REPORT" ในระดับที่ดีคือ สี่ดาวจากเต็มห้าดาว

ถึงแม้นว่าองค์กรที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุนออกมาบอกว่าการล่าเสือดำในเขตห้ามล่าสัตว์ไม่อยู่ในเงื่อนไข ของรายงานดังกล่าว และไม่ผิดกติกาในกฎหมายตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งไม่ได้มีข้อห้ามไว้ ขณะที่รองนายกฯ ที่เกี่ยวข้องกับด้านกฎหมายออกมาแจงว่า การกระทำดังกล่าวเป็นเรื่องเฉพาะบุคคลไม่กระทบกับโครงการที่ประมูลจากรัฐขอให้แยกออกจากกัน โดยส่วนตัวผมไม่ค่อยเห็นด้วยเพราะ ผู้ที่ตกเป็นข่าวไม่ใช่ระดับลูกจ้างแต่เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ "คนกับธุรกิจจึงแยกออกจากกันยาก" เพราะบอกว่าคนดีแต่ธุรกิจของเขาใสสะอาดปิ๊งไปหมดตรงนี้ คงไม่ใช่

ประเด็นนี้ชี้ให้เห็นว่าจริยธรรมกับกฎหมายไปคนละทางกันเพราะจริยธรรมเกี่ยวข้องกับการแยกแยะความดีความชั่ว คนระดับผู้นำไม่ว่า จะเป็นรัฐหรือเอกชนต้องรู้ว่าแบบไหนถูกแบบไหนผิดแม้นจะไม่ได้มี กฎหมายห้ามไว้หากจะเทกออฟ ผลักดันประเทศไทยให้เป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ แต่ความดีงามในสังคมถูกละเลยไม่ใส่ใจแล้วสังคมจะอยู่ได้อย่างไร

กระแสการรับรู้ของสังคมใน ยุคดิจิทัลออนไลน์บนแพลตฟอร์ม ของโซเชียลมีเดีย การรับรู้ของประชาชนไปไกลแล้ว ก่อให้เกิดกระแสกดดันไปถึงผู้นำประเทศจะต้องเร่ง ดำเนินการให้เห็นผิดถูกโดยเร็ว เพราะท่านนายกฯ ย้ำไว้ว่าทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายไม่เลือกปฏิบัติ ต้องดำเนินคดีถึงที่สุด ผู้บริหารประเทศนักการเมือง ข้าราชการ หรือนักธุรกิจใหญ่ต้องเป็นต้นแบบ จะมาน้อยใจไม่ได้ว่า ทำดีร้อยครั้งหรือพันครั้ง แค่กระทำผิดกฎหมายเล็กๆ น้อยๆ แต่เกี่ยวข้องกับความโปร่งใสหรือการกระทำที่น่ารังเกียจซึ่งสังคมรับไม่ได้

ในทางกฎหมายอาจใช้ช่องว่างหลีกเลี่ยงข้างๆ คูๆ หลุดไปได้แต่สะท้อนถึงความไม่น่าเชื่อถือของตนเองและหน่วยงานที่กำกับดูแลเกี่ยวข้องกับจริยธรรมยิ่งมีอำนาจ มากตำแหน่งยิ่งสูงและหรือรวยเป็นระดับเจ้าสัวใหญ่ก็ต้องมีคุณธรรมและจริยธรรมมากขึ้นเป็นทวีคูณ สังคมจึงสามารถอยู่ได้เกี่ยวข้องกับภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือและศรัทธาของประชาชนเมื่อเสียไปแล้วความชอบธรรมที่มีอยู่ก็พลอยหายไปด้วยและยากที่จะกลับคืนมาเหมือนเดิม... จริงๆ นะครับ

กระแสการรับรู้ ของสังคมในยุค ดิจิทัลออนไลน์ บนแพลตฟอร์ม ของโซเชียลมีเดีย การรับรู้ของประชาชนไปไกลแล้วก่อให้เกิดกระแสกดดันไปถึงผู้นำประเทศจะต้องเร่ง ดำเนินการให้เห็น ผิดถูกโดยเร็ว

คอลัมน์ เมืองไทย 360: "สมยศ"ตำรวจไซด์ไลน์ ยืมเงิน"เสี่ยอ่าง"มาตรฐานจริยธรรมขั้นไหน !? - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

"กรณีที่ผมไปยืมเงินคุณกำพล 4 ครั้ง จำนวน 300 ล้านบาทนั้น ก็มีคนสงสัยว่าจะเอามาทำอะไร ต้อง เรียนแบบนี้ไว้ก่อนว่า ตลอดชีวิตรับราชการของผมเกือบจะเรียกได้ว่าอาชีพตำรวจนี่ถือว่าเป็นไซด์ไลน์ อาชีพหลักๆ ผมคือทำธุรกิจ ซึ่งคนในแวดวงธุรกิจรู้เรื่องดี โดยเฉพาะเรื่องหุ้น ผมนิยมมาก ผมมีรายได้ ผลกำไรจากการเล่นหุ้น และก็เสียหายเพราะการเล่นหุ้นเช่นกัน ดังนั้น ช่วงที่ หมุนเงินไม่ทัน ก็ไปยืมเงินคุณกำพล"

"ส่วนการรวบรวมเงินไปคืนคุณกำพล จำนวน 300 ล้านบาทนั้น ต้องเรียนว่า การชดใช้บางครั้งถ้ามีเงินสดก็ ชดใช้เป็นเงินสด ถ้าไม่มีเงินสด ก็เอาที่ดินไปชดใช้เขาก็ยังมี โดยเฉพาะผมและคุณกำพล อยู่ในแวดวงพระเครื่อง บางครั้งก็มีการชดใช้ในรูปแบบที่แตกต่างกัน แล้วแต่ผมกับคุณกำพลจะตกลงกันได้ นี่เป็นเรื่องปกติ ผมกับคุณกำพล มีการชดใช้หนี้กันทุกรูปแบบ รวมไปถึงหุ้นก็ยังมี อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญก็คือกระบวนการโอนเงิน กระบวนการ ใช้หนี้นั้น ทุกอย่างเป็นกระบวนการที่ถูกต้องตามกฎหมาย ผ่านทั้งธนาคาร และผ่านตลาดหลักทรัพย์ฯ"

นั่นเป็นคำให้สัมภาษณ์ส่วนหนึ่งของ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ปัจจุบันเป็นนายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ให้สัมภาษณ์กับสื่อ และบางช่วงให้สัมภาษณ์รายการ "เจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ไทยแลนด์" ทางช่องทีวี สปริง นิวส์ เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และทางสำนักข่าวอิศรา ได้ถอดแบบ คำต่อคำมาเผยแพร่

ก็ต้องบอกว่ามันรู้สึกจุก และคาดไม่ถึงจริงๆ ว่าคนระดับที่เคยเป็นถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ บังคับบัญชาตำรวจทั่วประเทศนับแสนนาย และที่สำคัญการเป็นตำรวจคือ "ผู้รักษากฎหมาย" จะพูดออกมาแบบนี้

แน่นอนว่า คนที่ชื่อกำพล นั่นย่อมหมายถึง "กำพล วิระเทพสุภรณ์" เจ้าของสถานบริการอาบอบนวด วิคตอเรีย ซีเครท ที่ก่อนหน้านี้ถูก "เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง" บุกเข้า จับกุม และถูกดำเนินคดีหลายข้อหา โดยเฉพาะคดี "ค้ามนุษย์" ซึ่ง "เสี่ยกำพล" ก็ได้หลบหนีหมายจับ ไร้ร่องรอยจนถึงบัดนี้

แน่นอนว่า สิ่งที่สังคมสนใจและตั้งคำถามเป็นหลักไปถึง อดีตผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ. สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง คนนี้ก็คือ "มาตรฐานทางจริยธรรม" และ "สำนึกของผู้รักษากฎหมาย" คือผู้ที่เป็น "ตำรวจ" นั่นแหละ

แม้ว่าทั้งมาตรฐานทางจริยธรรม และจิตสำนึก จะต้องควบคู่กับมาตรฐานทางกฎหมาย แต่สำหรับบางอาชีพ จริยธรรมและจิตสำนึก จะต้องมีสูงกว่า และต้อง "มาก่อน" เรื่องทางกฎหมายเสียอีก เหมือนกับที่เราเคยได้ยินเรื่อง "การคบหาสมาคมในแวดวงอาชีพตุลาการ" ที่ต้องระมัดระวังอย่างสูง

และแม้ว่ากรณีของ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ที่ต้องเปิดเผยออกมานั้น บางครั้งมันเหมือนกับคำกล่าวที่ว่า "คนคำนวณมิสู้ฟ้าลิขิต" และเรื่องนี้คงปิดเงียบไปอีกนาน หากไม่มีรายการจับกุมสถานบริการ อาบอบนวด วิคตอเรีย ซีเครท ซึ่ง "ค้ามนุษย์" ค้าประเวณีเด็กหญิง ซึ่งบังเอิญว่า เจ้าหน้าที่ที่เข้าไปจับกุมครั้งนี้ "ก็ไม่ใช่ตำรวจ" แต่เป็น หน่วยอื่น และต่อมาก็เริ่มเป็นที่สังเกตอยู่นานว่า ฝ่ายตำรวจ "ยื้อสำนวน" อยู่หลายวัน กว่าจะส่งมอบให้กับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ทำการสอบสวน

แน่นอนว่า เมื่อเป็นเรื่อง "ค้ามนุษย์" ที่สากลรังเกียจ มันก็ต้องมีการขอความร่วมมือกับสำนักงานป้องกันและ ปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ที่ต้องตรวจสอบเส้นทาง การเงินของ "เสี่ยกำพล" ว่าโยงไปไหน และมีรายการบัญชีโอนเงินเข้าออกให้ใครบ้าง ซึ่งก็สร้างความตกตะลึงกันไม่น้อย เมื่อก่อนหน้านั้น พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เคยออกมาบอกใบ้ มีการโอนเงินไปยังบัญชี ของอดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) คนหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้ให้รายละเอียดอะไรมากไปกว่านั้น ทำให้สังคม อยากรู้ขึ้นมาทันทีว่า "ใคร"

แต่หลังจากนั้นไม่กี่ชั่วโมง พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ก็ออกมาเฉลยเอง ในทำนองว่า "ผมนี่แหละ" แต่ความหมายก็เหมือนกับการ "รับสารภาพ" เพราะมันเลี่ยงไม่ออก หาก จะมีการสอบสวนกันต่อไป เพราะเส้นทางการเงิน ถึงอย่างไรมันก็ปรากฏให้เห็นวันยังค่ำ ดังนั้น ต่อไปนี้ ก็ขึ้นอยู่กับว่าทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ จะมีการสอบสวนขยายผลออกไปเพื่อหาข้อเท็จจริงกันอย่างจริงจัง หรือไม่ เพราะที่ผ่านมายังไม่มีความชัดเจน

อย่างไรก็ดี นั่นเป็นเรื่องของคดีทางกฎหมายที่ต้องพิสูจน์ตามพยานหลักฐาน แต่สำหรับ "จริยธรรม" ของ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ที่เคยเป็นถึงผู้บัญชาการ ตำรวจแห่งชาติ เป็น "หัวหน้าตำรวจที่เป็นผู้รักษากฎหมาย" นาทีนี้ถือว่า "หมิ่นเหม่" และสูญเสียเครดิตในสายตาของสังคม เพราะการไปข้องแวะกับ "ผู้ต้องหาคดี" ที่โยงใยความผิดร้ายแรง และเป็นที่รังเกียจของสังคมทั่วไป มันก็ย่อมถูกตั้งคำถาม เพราะจากการให้สัมภาษณ์ของ พล.ต.อ. สมยศเอง ทำให้รับรู้ว่าในช่วงที่เขาอ้างว่า มีการยืมเงิน 300 ล้านกันนั้น เขายังดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) นี่แหละ จึงเป็นคำถามตัวโตๆ

ขณะเดียวกัน นอกเหนือจากคำถามที่ว่ามีความ สนิทชิดเชื้อกับนักธุรกิจสถานบริการประเภทนี้มานาน ในช่วงที่เขาดำรงตำแหน่งเป็นนายตำรวจระดับสูง คำพูดที่บอกว่า "อาชีพหลักๆ ของผมคือนักธุรกิจ อาชีพตำรวจคือไซด์ไลน์ และส่วนใหญ่ก็เล่นหุ้น" มันช่างเจ็บปวดสำหรับชาวบ้าน ที่ได้ฟังคนที่เคยเป็นถึงอดีตผู้นำตำรวจพูดออกมาแบบนี้ เพราะนี่มันหมายรวมถึงเรื่องวุฒิภาวะ นอกเหนือจากเรื่องคำถามทางจิตสำนึกทางจริยธรรม

แน่นอนว่า จากคำพูดดังกล่าว ทำให้เขาต้องออกมากล่าวขอโทษข้าราชการตำรวจที่พูดแบบนั้นออกไป และกลับมาพูดใหม่ทำนองว่า ยึดมั่นในอาชีพตำรวจ ไม่ใช่ตำรวจ ไซด์ไลน์ นั่นก็แสดงให้เห็นว่า ได้รับผลสะท้อนกลับมาในทางลบค่อนข้างแรง แต่มันก็คงสายไปแล้ว เพราะพูดไปแล้วคำพูดมันก็เป็นนาย ในตอนแรกอาจจะพูดเพื่อต้องการเคลียร์ว่า เงินในบัญชีนั้น เป็นการ "ยืมเพื่อน" และคืนไปแล้ว สั้นๆ ง่ายๆ เหมือนกับที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นำมาอ้างเพื่อเอา ตัวรอด แต่สังคมร้อง "ยี้" จนหมดราคาอย่างที่เห็น

ดังนั้น สำหรับ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ในเรื่องทางกฎหมายก็คงต้องรอดูว่า จะมีการสอบสวนกันต่อไป หรือไม่ ถึงความสัมพันธ์อันพิสดาร และลึกล้ำมานานกับ ผู้ประกอบการอาบอบนวด ที่ธุรกิจแบบนี้ที่ถูกสังคมมองว่าเป็น "สีเทา" และหลายครั้งก็มักมีนักธุรกิจประเภทนี้ หรือสถานบริการหลายแห่งที่มักมีข่าวเรื่อง "ส่วย" อยู่เสมอ ขณะเดียวกันก็ต้องตั้งคำถามว่า "นี่มันเป็นจริยธรรม" ระดับไหนกันแน่ !!.

"สำหรับ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ในเรื่องทางกฎหมายก็คงต้องรอดูว่าจะมีการสอบสวนกันต่อไปหรือไม่ ถึงความสัมพันธ์อันพิสดาร และลึกล้ำมานานกับผู้ประกอบการอาบอบนวด ที่ธุรกิจแบบนี้ที่ถูกสังคมมองว่าเป็น "สีเทา" และหลายครั้งก็มักมีนักธุรกิจประเภทนี้ หรือสถานบริการหลายแห่งที่มักมีข่าวเรื่อง "ส่วย" อยู่เสมอ ขณะเดียวกัน ก็ต้องตั้งคำถามว่า "นี่มันเป็นจริยธรรม" ระดับไหนกันแน่"

คอลัมน์ กรองสถานการณ์: จับตา ป.ป.ช.ปิดม่าน 'ฟอกขาว' นาฬิกา 'บิ๊กป้อม' - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

แม้ประเด็นแหวนแม่ นาฬิกาเพื่อนของ บิ๊กป้อมพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหมดูจะคลายความร้อนแรงลงไปบ้าง เนื่องจากความสนใจของประชาชนจำนวนไม่น้อยตอนนี้ถูกเบี่ยงไปหาพรานไฮโซล่าสัตว์ในป่าทุ่งใหญ่นเรศวร

ว่าโดยท้ายที่สุดกฎหมายจะเอาผิด นายเปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหารบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ได้หรือไม่ กับเรื่องราวการยกย่องสรรเสริญ นายวิเชียร ชิณวงษ์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก อยู่ติดลมบนทั้งในหน้าสื่อและโซเชียลมีเดีย เรียกได้ว่ายังต้องตามติดจนกว่าจะมีการสั่งฟ้อง อย่างน้อยตลอดสัปดาห์นี้เรื่องดังกล่าวจะเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ต่อไป

แต่...อย่างไรก็ตาม เรื่องใหญ่อย่างนาฬิกาก็ไม่ได้หายลับไปกับสายลม ยังมีพลังจากสังคม จากหลายฝ่าย หลายส่วน ที่เกาะติด จับตา กัดไม่ปล่อย

โดยเฉพาะต้องทวนข้อมูลสำคัญว่า เมื่อวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา ครบกำหนดที่ บิ๊กป้อม จะต้องทำหนังสือ ชี้แจงเรื่องนาฬิกาและแหวนเพชร เป็นครั้งที่ 3 ส่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

เพราะไม่ว่า บิ๊กป้อม จะชี้แจงต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.ไปแล้วหรือยัง ทุกคนรู้ว่าคงยังไม่สามารถทำอะไรได้อยู่ดี เนื่องจากยังไม่ถึงเดดไลน์ที่ ป.ป.ช.บอกว่าจะได้ข้อสรุปในสิ้นเดือนกุมภาพันธ์นี้

จะชี้แจงแล้วหรือยังไม่ชี้แจง ป.ป.ช.ย่อมใช้โควตาที่ขอเวลาไว้เต็มจำนวน และถ้ายังไม่ชี้แจงแล้วคอขาดบาดตายจริง ป.ป.ช.คงออกมาตีฆ้องร้องป่าวแล้ว เพราะถือเป็นเรื่องใหญ่เหมือนกับตอนคดีรับจำนำข้าวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

ประเด็น เสือดำ เลยดูวูบวาบกว่าในความรู้สึกคนที่เกาะติด จนกระทั่งสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ เรื่องแหวนแม่ นาฬิกาเพื่อน ถึงจะกลับมาตื่นเต้นและได้รับความสนใจจากประชาชนอีกครั้ง และช่วงนั้นประเด็นเรื่องพรานไฮโซคงเบาบางกว่าปัจจุบันนี้ไปเยอะแล้ว

แต่สิ้นกุมภาพันธ์ก็คงยังไม่ได้คำตอบอะไรเกี่ยวกับเรื่องนาฬิกา บิ๊กป้อม อยู่ดี เพราะปัจจุบันนี้การตรวจสอบยังอยู่ในช่วงแรกเริ่มด้วยซ้ำคือ การแสวงหาข้อเท็จจริง ซึ่งเป็นชั้นที่หนึ่งเท่านั้นขนาดชั้นแสวงหาข้อเท็จจริงยังยืดแล้วยืดอีก ใช้เวลา 3 เดือนเต็ม นั่นหมายความว่ามีความพยายามจะลากยาวคดีนี้อยู่เหมือนกัน

คำตอบหรือข้อสรุปของ ป.ป.ช. ในวันครบเดดไลน์ออกได้เป็น 2 ทาง ทางแรกสรุปเลยทันทีว่า บิ๊กป้อม ไม่มีความผิด พร้อมอธิบายคำชี้แจงต่างๆ ในประเด็นนาฬิกา

กับทางที่สอง เพื่อเป็นการ ต่อเวลาคณะกรรมการ ป.ป.ช.จะตั้งอนุกรรมการไต่สวน ซึ่งเป็นการบ่งบอกว่าเริ่มต้นตรวจสอบจริงจัง

โดยปกติแล้วในชั้นอนุกรรมการไต่สวนใช้เวลาค่อนข้างนานกว่าจะชี้ถูกชี้ผิด เพราะขั้นตอนนี้ต้องสอบพยาน หาหลักฐานกันค่อนข้างละเอียด ซึ่งถ้าเลือกทางนี้คดีนี้จะยาวนานเหมือนกับคดีอื่นๆ ที่ผ่านมา ซึ่งโอกาสออกทางนี้มีค่อนข้างสูง

เพราะอย่างน้อยก็สามารถทำให้เรื่องแหวนแม่ นาฬิกาเพื่อนเงียบไปอีกพักใหญ่ๆ ในขณะที่ ป.ป.ช.ก็ไม่เจ็บตัวถูกกล่าวหาว่า ฟอก ให้พี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์

ก่อนหน้านี้มีวลีเด็ดของ บิ๊กกุ้ย-พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานคณะกรรมการ ป.ป.ช.แพลมๆ ออกมาเหมือนกันว่า เรื่องนี้เร่งไม่ได้เพราะสื่อเองก็อยากให้ ป.ป.ช.มีคำตอบที่เคลียร์

ระยะเวลาที่ผ่านมากับนาฬิกา 25 เรือน การจะชี้แจงแต่ละเรือนคงกระทำไม่ได้ภายในเดือนกุมภาพันธ์ สรุปแล้วหมดเดือนแห่งความรักก็คงยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น?

เพื่อเป็นการต่อเวลาคณะกรรมการ ป.ป.ช.จะตั้งอนุกรรมการไต่สวน ซึ่งเป็นการบ่งบอกว่าเริ่มต้นตรวจสอบจริงจัง โดยปกติแล้วในชั้นอนุกรรมการไต่สวนใช้เวลาค่อนข้างนานกว่าจะชี้ถูกชี้ผิด เพราะขั้นตอนนี้ต้องสอบพยาน หาหลักฐานกันค่อนข้างละเอียด ซึ่งถ้าเลือกทางนี้คดีนี้จะยาวนานเหมือนกับคดีอื่นๆ ที่ผ่านมา ซึ่งโอกาสออกทางนี้มีค่อนข้างสูง

จาก'อี-อ๊อคชั่น' สู่ 'อี-บิดดิ้ง' ไม่ว่าระบบไหน 'สกัดทุจริต' ไม่ได้อยู่ดี - เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

บานเย็น แม่นปืน / รายงาน

ดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชั่นของประเทศไทยจากการจัดอันดับขององค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติในระยะเวลา 10 ปีนี้ตกลงเรื่อย ๆ หรือหากว่าไม่ต้องอ้างอิงการจัดอันดับการตัดสินของใครเราเองก็ย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจอยู่แล้ว ว่าสถานการณ์เป็นอย่างไรเพราะแต่ละปีงบประมาณแผ่นดินหรือเงินหลวงนั้นหายไปกับการทุจริต โดยเฉพาะการใช้งบประมาณของหน่วยงานราชการที่ใช้จ้างเอกชนไม่ว่าในลักษณะใดก็ตามจะได้ยินกันมาตลอดว่ามีการทุจริตอยู่บ่อยครั้งในหลากหลายรูปแบบเป็นขุมทรัพย์ที่ดึงดูดคนโกงมารวมกันได้เป็นอย่างดี

ก่อนหน้านี้ใครจะประมูลงานหน่วยงานราชการก็จะเปิดให้ เอกชนที่สนใจร่วมซื้อเอกสารรายละเอียดโครงการ จนถึงขั้นตอนเขียนราคาที่เสนอมาใส่กระดาษหรือเอกสารที่ทางราชการกำหนดมาใส่ซองการเปิดซองเทียบราคากันภายหลังจนกระทั่งได้ผู้เสนอราคาที่ต่ำที่สุดซึ่งทุกขั้นตอนดำเนินการผ่านเอกสารสามารถทราบได้หมดจึงง่ายต่อการทุจริตเพราะมีช่องโหว่จำนวนมาก เนื่องจากผู้ประมูลต้องมายื่นซองประมูลและเคาะราคาแข่งขันยังสถานที่หน่วยงานราชการจัดไว้ให้อาจจะทำให้กลุ่มผู้ประมูลเจ้าหน้าที่เจอหน้ากันบ่อย ๆ นำไปสู่การ "ฮั้วประมูล" จึงมีการคิดระบบใหม่ที่จะถูกนำมาใช้ทดแทนเพื่อลดการเผชิญหน้าระหว่างเอกชนซึ่งเป็นผู้รับจ้างกับผู้รับจ้างและผู้รับจ้างกับเจ้าหน้าที่รัฐ หวังว่าจะลดช่องทางการทุจริตได้ เมื่อปี 2549 รัฐบาลจึงเปลี่ยนเป็นระบบจัดซื้อจัดจ้างด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์หรือ e-Auction (อี-อ๊อคชั่น) ซึ่งเป็นวิธีการประมูลผ่านทางอินเทอร์เน็ต เอกชนรายใดจะเข้าประมูลก็ไปที่สถานที่ที่ทางราชการกำหนดนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์และเคาะราคาเพื่อแข่งขันกับรายอื่น ๆ ที่เสนอราคามาเช่นกันแม้เอกชนผู้ร่วมประกวดราคาจะไม่เห็นหน้ากันแต่วิธีนี้ก็ไม่อาจจะป้องกันทุจริตได้เพราะพบว่าก่อนที่จะเข้าเสนอราคาหน้าจอคอมพิวเตอร์ผู้เข้าร่วมประมูลมีการตกลงราคากันมาเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นเมื่อแข่งขันกันเสนอราคาจริงจึงเป็นการแข่งขันกันด้วยการแสดง ตามที่ตกลงกันมาทำให้หน่วยงานรัฐเสียหายเช่นเดียวกันจากการลดราคาให้กัน

ดังนั้นเมื่อพบว่าระบบอี-อ๊อคชั่น ยังไม่สามารถสกัดการทุจริตและการฮั้วได้สำเร็จ จึงต้องหาทางเพื่ออุดช่องโหว่ให้ได้มากขึ้นคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน จึงอนุมัติให้มีการใช้ระบบจัดซื้อจัดจ้างใหม่ ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2558 ที่ผ่านมาโดยเปลี่ยนระบบจากอี-อ๊อคชั่น มาเป็นระบบการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์หรือ e-Bidding (อี-บิดดิ้ง) และวิธีตลาดอิเล็กทรอนิกส์ e-Market (อี-มาร์เก็ต) แทน อี-อ๊อคชั่น ที่ใช้มานานกว่า 10 ปี ซึ่งเชื่อว่าน่าจะแก้ไขปัญหาที่ผ่านมาได้

แล้ว e-Bidding (อี-บิดดิ้ง) กับ e-Market (อี-มาร์เก็ต) แตกต่างจากเดิมอย่างไร?

อี-บิดดิ้งเป็นวิธีการซื้อหรือการจ้างที่รายละเอียดคุณลักษณะที่มีความซับซ้อนมีเทคนิคเฉพาะเช่นงานก่อสร้างที่ต้องใช้ความประณีตเป็นพิเศษ ยาและเวชภัณฑ์บางประเภทและการพัฒนาระบบสารสนเทศที่มีลักษณะเฉพาะตัว เป็นต้น ระบบนี้จะดำเนินการผ่านระบบออนไลน์เกือบทั้งกระบวนการไม่มีการพบกันระหว่างทุกฝ่าย ซึ่งเป็นการลดขั้นตอนการเจอกันของเจ้าหน้าที่และเอกชนผู้เข้าประมูลเริ่มตั้งแต่หน่วยงานที่เป็นผู้จัดซื้อจัดจ้างนำรายละเอียดขึ้นประกาศในระบบเปิดให้เอกชนผู้ที่สนใจเสนอราคาเข้ามาดาวน์โหลดรายละเอียดและยื่นประกวดราคากลับมาผ่านระบบออนไลน์ของกรมบัญชีกลางจนกระทั่งประกาศผลผู้ชนะการเสนอราคาจะปรากฏให้ทราบพร้อมกัน ไม่ว่าเอกชนจะอยู่ที่ใดก็ตามก็ยื่นเอกสารและเสนอราคาได้ตามวันเวลาที่กำหนด

ส่วนอี-มาร์เก็ต ใช้ในกรณีที่เป็นสินค้าบริการทั่วไปมีคุณลักษณะไม่ซับซ้อน มีมาตรฐานและมีรายการสินค้าที่กำหนดไว้ในรายการหรือแคตตาล็อก (e-catalog) โดยกรมบัญชีกลางจะคัดเลือกบริษัทและให้นำข้อมูลราคาและคุณสมบัติมาขึ้นในระบบ เพื่อให้หน่วยงานใช้ตรวจสอบเปรียบเทียบราคาและจัดซื้อในราคาที่เป็นมาตรฐานเดียวกันและใช้ในงานที่วงเงินจ้างต่ำไม่เกิน 5 ล้านบาท จึงไม่มีปัญหาซับซ้อนมาก

แล้วระบบใหม่แก้ปัญหาได้หรือไม่? ถึงแม้จะเปลี่ยนระบบใหม่มาใช้อี-บิดดิ้ง แล้วก็ตาม แต่ที่ผ่านมาเมื่อปี 2559 ก็มีการพบการทุจริตจากการเสนอขายข้อมูลให้กับกลุ่มบริษัทที่เข้าประกวดราคาจนท่านนายกฯ สั่งตรวจสอบ นอกจากนี้ยังมีการร้องเรียนเกิดขึ้นอีกในหน่วยงานราชการหลายแห่งรวมถึงส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่งบประมาณเป็นหมื่น ๆ ล้านบาทอย่างกรุงเทพมหานคร (กทม.) ก็มีเรื่องร้องเรียนเหมือนกันแม้จะยังไม่มีปัญหาใหญ่โต

แม้จะเปลี่ยนมาเป็นระบบเป็นอี-บิดดิ้ง แต่แนวทางการประกวดราคาก็ถือว่าเปลี่ยนไปจากเดิมไม่มากเนื่องจากในความเป็นจริงแม้จะไม่มีการส่งตัวแทนมาซื้อเอกสารประกวดราคากับหน่วยงานและยื่นซองให้ทราบว่ามีเอกชนรายใดเข้าแข่งขันบ้าง หรือว่าไม่ต้องมานั่งเคาะเพื่อแข่งราคากันผ่านหน่วยงานราชการ

แต่เอกชนผู้ประกอบธุรกิจประเภทต่าง ๆ ที่เข้าแข่งขันกันต่างก็รู้จักกันอยู่แล้วรวมถึงเอกชนก็รู้จักเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานราชการ นั้น ๆ อยู่เดิมบางรายก็สนิทสนมกับผู้บริหารระดับสูง เพราะร่วมงานกันหลายครั้ง ดังนั้นการให้ผลตอบแทนไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของเงินหรือผลตอบแทนอื่น ๆ ก็ทำได้เหมือนเดิมไม่ว่าจะเป็นโครงการที่มีแผนล่วงหน้ามานานหรือเพิ่งมีก็ตามการดำเนินการสามารถทำให้เกิดการเขียนเอกสารการประมูลให้เหมาะสมหรือสวมกับคุณสมบัติของเอกชนรายนั้น ๆ เพื่อให้เป็นผู้ชนะการประกวดราคา ที่ เรียกว่า "ล็อกสเปก" ก็ยังทำได้ เหมือนเดิม การต่อรองการรับงานหรือ "แบ่งเค้ก" ก็เกิดขึ้นได้อยู่ดี ไม่มีความแตกต่างไม่ว่าจะดำเนินการผ่านระบบใดก็ตามเพราะความจริงในส่วนนี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป

นอกจากนี้ ระบบ อี-บิดดิ้ง ก็ยังมีจุดที่เอื้อต่อการทุจริตได้มากขึ้นเริ่มตั้งแต่ระยะเวลาในการเผยแพร่เอกสารประกวดราคาฯ ทั้งประกาศผ่านทางเว็บไซต์ของส่วนราชการและเว็บไซต์ของกรมบัญชีกลางที่ลดเวลาลงเหลือขั้นต่ำเพียง 3 วันทำการจากเดิมที่ประกาศสูงสุดเป็นเดือน ทำให้ผู้รับจ้างบางรายเสียเปรียบเพราะหากหน่วยงานราชการเลือกปฏิบัติด้วยการแจ้งให้เอกชนบางรายที่สนิทสนมกับหน่วยงานทราบก่อนเพื่อให้มีเวลาเตรียมตัวมากกว่ารายอื่น บางรายที่ล่าช้าก็เสนอราคาหรือแข่งขันไม่ทันก็เป็นอันตกไป และที่สำคัญระบบนี้ไม่ได้นำผลด้านราคาต่ำสุดเป็น

ตัวชี้ขาดอย่างเดียวแต่พิจารณาคะแนนด้านต่าง ๆ รวมด้วยเช่นความสามารถเชิงเทคนิคผลงานที่ผ่านมา คณะกรรมการพิจารณาจะเป็นผู้กำหนดสัดส่วนคะแนนตามแต่เห็นสมควร ยังเปิดช่องให้หน่วยงานใช้วิธีคัดเลือกและเฉพาะเจาะจงด้วยเหตุผลต่าง ๆ เช่นงานที่มีคุณลักษณะพิเศษเหตุจำเป็นเร่งด่วนฉุกเฉินหรือหากดำเนินการล่าช้าจะทำให้รัฐเสียหาย จึงเป็นการเปิดช่องให้เพิ่มคะแนนพิศวาสมากขึ้นจากเดิมอีก

สุดท้ายแล้วทั้งรัฐและเอกชนที่ตั้งใจก็จะช่วยกันหาจุดอ่อนหรือช่องทางเพื่อทุจริตกันจนเจออยู่ดี ไม่ว่าจะหาวิธีกำหนดแนวทางเพื่อควบคุมหรืออุดช่องโหว่การทุจริตมากแค่ไหนก็ตาม ก็ย่อมหนีความจริงที่ว่าไม่มีทางเอาชนะกิเลสของคนได้ "หากนักการเมือง ข้าราชการ หรือแม้แต่นักธุรกิจ ต่างไม่มีธรรมาภิบาลหรือคุณธรรมในตนเอง คนเหล่านี้ย่อมหาช่องทางไม่ว่าจะเป็นจุดเล็กจุดน้อย เพื่อหาประโยชน์เข้าสู่ตนเองได้อย่างหน้าไม่อายอยู่ดี".

EDITORIAL: Why TRUST IS CRUCIAL in fight against graft PRAYUT'S ANTI-CORRUPTION PLAN CAN BE HOUSE OF CARDS - THE NATION Issued date 10 February 2018

There's a lot that's unfair in politics, but it's fair to say that Deputy Prime Minister Prawit Wongsuwan's luxury wristwatches, whether he actually owns them or not, are damaging to the government's anti-corruption agenda. The proclaimed goal of Prime Minister Prayut Chan-o-cha, whose vow to clean up Thai politics was backed up by tightened constitutional rules and a series of penalties against highlevel officials deemed corrupt, is suffering a major setback.

The punishment is only one part of the anti-graft campaign. Equally important is that Thailand must achieve a higher standard when it comes to the issue of trust in politicians and nepotism among the powers-that-be.

Punishing political enemies for corruption is easy and, in fact, it happens all the time, but it will never eradicate graft altogether.

The hardest part has to do with how Thai leaders deal with corruption among their own people, or even handle public doubts concerning their people.

This is a problem facing every democratically elected government, and is now seriously threatening the Prayut regime. Whether Prawit is innocent is not the key point. The key point is how Prayut deals with Prawit, who is facing a credibility crisis.

There has been widespread talk about why Prayut must not "waste" his coup. If the purification of Thai politics was genuinely his purpose, the coup is already in danger of being wasted. One formidable strength of corruption - its ability to be protected or covered up whenever the powers-that-be are accused - is demonstrated yet again in the wristwatch affair.

By refusing to quit, Prawit has adopted the typical Thai politicians'response to corruption charges. By protecting him and alluding to "conspiracies" against his government, Prayut risks being deemed no different from those he vowed to clear out of government. In other words, the two of them are in danger of becoming Exhibit A in the argument as to why corruption is so hard to uproot in Thailand.

In this country, few politicians quit because of mere suspicion. Resignation is perceived as a slap in the face to those who appointed them. In truth, resignation or suspension is the best way to create or enhance transparency, whether the accused is actually guilty or not. Prawit should have simply bowed out to preserve trust in the government - or Prayut should have suspended him to set a good example that has been lacking under both democratic and authoritarian rule.

Prayut staged the coup in 2014 purportedly to end a vicious cycle of political violence. He then announced a mission to get rid of another vicious cycle, in which politicians come to office, declare war on corruption,and anyone caught, other than their own people, is punished. When the powers-that-be face graft accusations themselves, it's decried as a conspiracy, dreamed up in order to bring them down. The regime then collapses under the weight of the scandal, paving the way for others to gain power and declare a war on corruption.

It's easy to see why corruption thrives in Thailand and is so unbeatable. The problem is treated as political rather than ethical, meaning politics often comes into play when deciding guilt or handling charges. This kind of environment contributes to a woeful lack of trust in government, a situation bad enough for regular leaders. Where Prayut is concerned, the gravity of the trust issue can be tenfold.

คอลัมน์ เปิดฟ้าส่องโลก: วัฒนธรรม'รวยไม่ติดคุก'ของเกาหลี - ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

นิติการุณย์มิ่งรุจิราลัย

กุมภาพันธ์ 2560 นายลี แจ-ยอง รองประธานกลุ่มบริษัทซัมซุงของเกาหลีใต้ ถูกศาลชั้นต้นพิพากษาให้มีความผิดติดสินบนฉ้อโกงฟอกเงิน และให้การเท็จต่อรัฐสภา อัยการยื่นฟ้องว่า นายลี จ่ายสินบนให้นางพัคกึน-ฮเย อดีตประธานาธิบดีและนางชอยซุน-ซิล เพื่อนหญิงคนสนิทของนางพัคเพื่อแลกกับสิทธิพิเศษ จากรัฐบาลศาลชั้นต้นตัดสินจำคุก นายลี 5 ปี โดยนายลีเดินเข้าคุกตั้งแต่กุมภาพันธ์ปีที่แล้ว

5 กุมภาพันธ์ 2561 ศาลอุทธรณ์เกาหลีใต้พลิกคำพิพากษาของศาลชั้นต้น โดยยกฟ้องความผิดหลายข้อหา ศาลให้เหตุผลในการกลับคำพิพากษาว่า การที่บริษัทซัมซุงยอมจ่ายเงินให้นางพัคและนางชอยนั้น เป็นเพราะถูกบังคับศาลพิเคราะห์ แล้วไม่พบหลักฐานว่านายลีและบริษัทซัมซุงเรียกร้องสิทธิพิเศษทางการเมืองใดๆ เป็นการตอบแทนอย่างชัดแจ้ง

เงินสินบนที่อัยการบอกว่านายลีและบริษัทซัมซุงจ่ายไปถึง 7,200 ล้านวอน นั้น ข้อเท็จจริงก็ไม่ใช่เพราะมีการจ่ายจริงเพียง 3,600 ล้านวอน หรือเพียง 105 ล้านบาทเท่านั้น

ตัวการของแท้ของคดีติดสินบนนี้ ไม่ใช่นายลี แต่เป็นนางพัคและนางชอยศาลอุทธรณ์ จึงยกฟ้องความผิดข้อหาติดสินบนเกือบทั้งหมด ส่วนโทษจำคุกที่ศาลชั้นต้นตัดสินจำคุกไป 5 ปี นั้นศาลอุทธรณ์ให้ลดและให้รอลงอาญา 2 ปี ครึ่ง

นอกจากนายลีแล้ว ยังมีผู้บริหารอาวุโสของบริษัทซัมซุมอีก 4 คน โดนข้อหาและศาลชั้นต้นตัดสินจำคุกเช่นเดียวกัน ศาลอุทธรณ์กลับพิพากษาให้พ้นความผิดในคราวนี้ด้วย

ผู้อ่านท่านยังจำเหตุการณ์เมื่อปีที่แล้วได้ไหมครับคนเกาหลีใต้ออกมาประท้วงกล่าวหาว่าซัมซุงเป็นกลุ่มบริษัทที่บริจาคเงินให้แก่มูลนิธิไม่แสวงผลกำไร2แห่งที่นางชอยดูแลแต่นางชอยนำเงินบริจาคพวกนี้ไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว

การประท้วงยาวนานจนกระทั่งศาลรัฐธรรมนูญสั่งถอดถอนนางพัคจากตำแหน่งประธานาธิบดี และสั่งให้เอาผิดบรรดาเจ้าของธุรกิจขนาดใหญ่ที่จ่ายสินบนให้นางชอย

แม้ว่าจะมีกระแสให้เอาความผิดคนที่มาจากตระกูลที่รวยเป็น อันดับ 1 ของทวีปเอเชียอย่างนายลี ซึ่งเป็นทายาทรุ่นที่ 3 ของกลุ่มบริษัทซัมซุงแต่อีกกระแสหนึ่ง ก็มีผู้คนออกมากดดันว่ากลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทครอบครัว หรือแชโบลมีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจของเกาหลีใต้ ดังนั้น เพื่อเห็นเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม ควรมีการผ่อนปรนทางกฎหมายให้แก่พวกผู้นำแชโบลทั้งหลาย

ผู้อ่านท่านครับแชโบล คือ กลุ่มธุรกิจครอบครัวขนาดยักษ์ ที่เป็นธุรกิจเรือธงของเกาหลีใต้ แชโบลทั้งหมดมีรายได้รวมกันประมาณร้อยละ 80 ของสาธารณรัฐเกาหลี หรือเกาหลีใต้ ผู้อ่านท่านที่เคารพอาจจะคุ้นชื่อแชโบลพวกนี้ ซัมซุงแอลจีฮุนไดอะไรนี่ ใช้ทั้งหมดแชโบลผลิตสินค้าที่ทุกครอบครัวต้องใช้ และมีอิทธิพลทำให้เกาหลีใต้กลายเป็นประเทศยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

สำหรับผม ผมว่าแชโบลทำให้คนเกาหลีใต้ส่วนใหญ่หมดโอกาสทำมาหากินมากกว่า เพราะแชโบลเอาทุกอย่างไปทำซะหมดแชโบลเป็นยุทธศาสตร์ที่รัฐบาลเกาหลีใต้ใช้ เพื่อพัฒนาตัวเองจากประเทศด้อยพัฒนามาเป็นประเทศพัฒนาแล้วรัฐบาลให้โอกาสอุตสาหกรรมที่มีความแข็งแกร่งพอที่จะขับการพัฒนาประเทศไปข้างหน้าได้ตอนแรกๆก็ให้โอกาสพวกอุตสาหกรรมเหล็ก เพราะรัฐบาลเกาหลีใต้คิดว่า จะต้องมีเหล็กที่ดีมาใช้ผลิตรถยนต์ต่อเรือ จึงหนุนแดวูให้เป็นเจ้าอุตสาหกรรมเหล็กครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ

ฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ของเกาหลีใต้ ในคดีของนายลีแจ-ยอง ครั้งนี้ ทำให้ผมนึกถึงพ่อของแก คือ นายลีคุน-ฮี ที่เมื่อ 10 ปีก่อน ก็เคยถูกฟ้องคดีเลี่ยงภาษีและความผิดทางอาญาอีกเยอะแยะและโดนศาลลงโทษจำคุก 3 ปี ทว่าให้รอลงอาญา

ปู่ของนาย ลี แจ-ยอง คือ นายลี บยุง-ชุล ก็เคยโดนเรื่องที่บริษัทปุ๋ยของแกแอบขนน้ำตาลเทียม แต่สุดท้ายก็ไม่ต้องรับโทษเช่นเดียวกัน

เกาหลีใต้มีวัฒนธรรม 'รวยไม่ติดคุก!'