You are here

สรุปข่าว CG และคอร์รัปชัน - 12 ตุลาคม 2560

ผลสอบทุจริต'ซีซีทีวี'เอี่ยวหลายร้อยคนส่งให้'บิ๊กตู่'แล้ว - ไทยโพสต์

Stricter accounting measures announced for temples as corruption investigation deepens - THE NATION

ธุรกิจเด้งรับกม.ศุลฯใหม่ - ฐานเศรษฐกิจ

ก.ล.ต.เพิ่มโทษแก๊งนักปั่นหุ้น! - ไทยรัฐ

Vow for Thong Fah scheme to continue - BANGKOK POST

คอลัมน์ คนในข่าว: ปี่กลองดัง! 'ไพบูลย์'มือปราบมารเอาไง...พรรคหนุนลุงตู่? - คม ชัด ลึก

ล้างบาง 'เจ้าแม่ค้ามนุษย์''มาเฟีย' ในกระทรวงแรงงาน - กรุงเทพธุรกิจ

คอลัมน์ ดุลยธรรม: การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ : ภารกิจที่ท้าทาย(1) - ประชาชาติธุรกิจ

ผลสอบทุจริต'ซีซีทีวี'เอี่ยวหลายร้อยคนส่งให้'บิ๊กตู่'แล้ว - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2560

ศึกษาธิการ * "โกศล" เผย "รมว.ศธ." ส่งหนังสือสรุปผู้เกี่ยวข้องกรณีทุจริต CCTV ใต้ เผยมีผู้เกี่ยวข้องหลายร้อยคนทั้งข้าราชการและพลเรือน ส่วนรายชื่อข้าราชการโทษผิดวินัยร้ายแรงส่งให้ "บิ๊กตู่" แล้ว สำหรับกรณีผิดวินัยไม่ร้ายแรงให้ "เลขาฯ กพฐ." ดำเนินการ หลังจากนั้นให้ส่งเรื่องให้ ป.ป.ช.ฟันต่อ

พลโทโกศล ประทุมชาติ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ที่ปรึกษา รมว.ศธ.) ในฐานะรองประธานคณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาทุจริตของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการติดตั้งกล้องวงจรปิด (CCTV) ในโครงการ Safe Zone School 12 เขตพื้นที่การศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่า จากที่นายสุภัทร จำปาทอง เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (เลขาฯ กกอ.) ในฐานะประธานคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าว ได้นำข้อมูลและผลการสืบสวนกรณีดังกล่าวส่งให้ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) พิจารณาแล้ว และคณะทำงานฝ่ายกฎหมายของ รมว.ศธ.ก็ได้วิเคราะห์จนได้ข้อสรุปที่ชัดเจนว่ามีบุคคลระดับใดเกี่ยวข้องบ้าง ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ นพ.ธีระเกียรติได้มีหนังสือส่งถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แล้วว่ามีผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดที่จะต้องโดนตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรงจำนวนกี่ราย ส่วนผู้ที่โดนโทษวินัยไม่ร้ายแรงได้มีหนังสือไปถึงเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาฯ กพฐ.) ในฐานะผู้บังคับบัญชาต้นสังกัดให้ดำเนินการต่อไป อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ได้เข้าสู่กระบวนการทุกอย่างแล้ว ดังนั้นจึงไม่มีอะไรที่น่าห่วงอีก

"ผู้ที่เกี่ยวข้องในโครงการนี้มีหลายร้อยคน ซึ่งมีทั้งโดนโทษวินัยร้ายแรงและไม่ร้ายแรง โดยการที่เราส่งหนังสือชี้แจงให้นายกรัฐมนตรีรับทราบก็เพราะมีข้าราชการหลายสังกัดเกี่ยวข้อง รวมถึงมีพลเรือนด้วย"

พลโทโกศลกล่าวอีกว่า อีกทั้งต้องการขออำนาจนายกฯ ให้ ศธ.ส่งสำนวนเรื่องนี้ไปให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบในกรณีของพลเรือนที่เข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะพวกกรรมการบริษัทที่เข้ามาดำเนินการทั้งหลาย สำหรับผู้ที่โดนโทษวินัยไม่ร้ายแรงนั้นส่วนใหญ่จะเป็นข้าราชการสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เช่น กรณีของกรรมการตรวจรับเรามองว่าไม่ได้มีความรู้ทางเทคนิคและระเบียบการแต่งตั้งกรรมการผู้ตรวจรับงานจะต้องตั้งผู้ที่มีความรู้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆ แต่กรณีนี้ไม่ได้มีการนำผู้เชี่ยวชาญเข้ามาเป็นกรรมการแต่อย่างใด เราจึงมองว่ากรรมการตรวจรับไม่ใช่ความผิดที่ร้ายแรง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีโรงเรียนใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ที่ได้รับผลกระทบจากซีซีทีวีมีจำนวนนับพันโรง ซึ่งแต่ละโรงเรียนจะมีกรรมการสอบตรวจสอบประมาณ 6-7 คน ซึ่งกลุ่มเหล่านี้ได้ถูกสอบสวนด้วย จึงทำให้ผู้เกี่ยวข้องกับกรณีดังกล่าวมีจำนวนหลายร้อยคน.

Stricter accounting measures announced for temples as corruption investigation deepens - THE NATION Issued date 12 October 2017

NEW FINANCIAL measures are being introduced to monitor the income and expenses at temples, Somkiat Thongsri, director of the Sangha Supreme Council of Thailand (SCC),said yesterday.

Each temple will be responsible to provide account books of daily income and expenses,bank account books and annual financial statements to the National Buddhism Office (NBO).

The process will be tested at Bangkok's Wat Daowaduengsaram for the 2018 fiscal year before being expanded to temples nationwide, he said.

The SSC also assigned the NBO to produce an accounting handbook for temples and arrange training for administrative monks to ensure the same standards are followed,Somkiat said.

He said he would soon discuss the new accounting procedures with the Office of the Public Sector Development Commission (OPSDC) to ensure all temples' are prepared.

Since 1968, temples have been required by the Sangha Act 1962 ministerial regulations to present their account books for senior monks' inspection once a year.

That rule was changed in 2007 to enable provincial NBO branch offices to inspect the books with OPSDC help, after it was found that only 30 per cent of 40,000 temples were following proper accounting measures.

Meanwhile, authorities yesterday searched a house in Bangkok's Taling Chan district linked to the wife of former NBO chief Nopparat Benjawatananan as part of an investigation into the alleged embezzlement of more than Bt200 million from state subsidies for temples in recent years.

Nopparat, who served as NBO chief from 2010-2014, was accused and fled Thailand along with his family a year ago.

Anti-Money Laundering Office (AMLO)deputy chief Pol Major-General Romsit Weeriyasan led AMLO officials and Counter Corruption Division (CCD) police officers to search the luxury house of Pattaranan Benjawatananan, who married Nopparat in 2013.

An initial probe found that the house believed to have been bought with the embezzled money -was registered in Pattaranan's daughter's name after it was bought with Bt49 million in cash in 2013. The daughter was only 20 years old at the time.

The head of the housing estate guards,Chaiyon Malaipoung, told authorities that Nopparat's driver came to the house on Sunday and moved a pickup truck loaded with boxes, reportedly containing documents,out of the house.

Officers found three safes in Nopparat's bedroom along with documents confirming his ownership of the house and papers linked to temple fund embezzlements.

The search was part of the investigation into the alleged embezzlement between 2012 and 2016 of subsidies to repair 12 temples that had suffered Bt62 million in damages.

Accused alongside Nopparat in the first part of the investigation were three NBO officials, four lay citizens and one monk - all of whom are supposed to report to police today after being summoned. The AMLO transaction committee has seized 33 assets worth Bt71 million from nine people.

Authorities searched14 Nakhon Pathom locations on September 21 as part of the second part of the probe, concerning the alleged Bt141 million embezzlement in 2012-2017 of three subsidies: the fund to maintain and restore temples, the fund to support Buddhism propagation and the fund to support 23 Phrapariyatidhamma schools.

In the September 21 searches, officers seized 80 gold bars, each weighing 15 grams,land title deeds and documents from the house of NBO former boss Phanom Sornsilp.

Officers filed charges against Phanom under the Criminal Code involving dereliction of duty and abuse of authority in the appropriation of funds.

The AMLO plans to file a complaint with the CCD next week against the second batch of 19 suspects, including 13 civil servants and four monks.

ธุรกิจเด้งรับกม.ศุลฯใหม่ - ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2560

สินบนนำจับไม่เกิน5ล้าน

เอกชนขานรับกฎหมายศุลกากรใหม่แจงทันสมัยนำเข้า-ส่งออกคล่องตัว ลดซ้ำซ้อนโปร่งใส ปฏิบัติง่าย "กุลิศ" เผยพ.ร.บ.ใหม่อนุญาตยื่นพิกัดล่วงหน้า ลดรางวัลสินบนนำจับไม่เกิน 5 ล้านบาท แถมห้ามเจ้าหน้าที่ซอยคดี

พระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)ศุลกากร พ.ศ.2560 ที่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 ปรับเปลี่ยนในหลายมาตรา เพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้าและสนับสนุนการลงทุนทำธุรกิจ ด้วยการลดกระบวนการและพิธีการทางศุลกากรให้ความคล่องตัว และสร้างความโปร่งใส ลดการทุจริตในการทำงานของเจ้าหน้าที่ศุลกากรด้วย

นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) กล่าวว่า กฎหมายศุลกากรใหม่โดยภาพรวมถือว่าดีต่อการทำธุรกิจ เนื่องจากมีการปรับแก้หลายส่วนให้ทันสมัยและเป็นไปตามความเห็นของภาคเอกชนที่เสนอด้วย

"หลายเดือนก่อนหน้านี้ศุลกากรกับเอกชนมีการหารือร่วมกันต่อเนื่อง เช่น กรณีที่ทำผิดกฎหมายจะมีการกำหนดรางวัลนำจับ หรือกรณีที่ทำผิดระเบียบ เดิมจะถูกปรับ 4 เท่า ซึ่งสูงเกินไป ของใหม่จะกำหนด ปรับไม่เกินอัตราที่กำหนดไว้ หรือกรณีการตีพิกัด เดิมทีมีของเข้ามาก่อน ถึงจะตีพิกัดได้ ต่อไปสามารถนำเฉพาะเอกสารไปตีพิกัดก่อนได้ เวลานำสินค้าเข้ามาจะได้ไม่ขัดแย้งกันในเรื่องพิกัด"นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ รองประธานหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ได้เป็นกรรมาธิการในการแก้ไขพ.ร.บ.ฉบับนี้ ได้รับความร่วมมือดีจากทุกฝ่ายทั้งภาครัฐและเอกชน ทำให้พ.ร.บ.ศุลกากรฉบับใหม่ทันสมัย ลดความซ้ำซ้อนมีการปรับปรุงให้สอดคล้องกับความเป็นจริง กระแสตอบรับจากภาคเอกชนออกมาก็ได้รับการตอบรับดีมาก

นายกุลิศ สมบัติศิริ อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวว่า มีหลายประเด็นตามพ.ร.บ.ใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ประการแรก การวินิจฉัยอากรและการอุทธรณ์ประเมินอากร กำหนดให้จัดตั้งคณะกรรมการพิจารณาข้อพิพาททางภาษี 4 คณะ และกำหนดเวลาให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาให้เสร็จภายใน 180 วันนับจากวันที่ได้รับอุทธรณ์และมีเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวกับการอุทธรณ์ครบถ้วน

หากมีเหตุจำเป็นสามารถขยายเวลาออกไปอีกได้แต่ไม่เกิน 90 วัน ถ้าเกินกว่านั้นให้ผู้ยื่นอุทธรณ์ไปฟ้องศาลได้ ทำให้ผู้ประกอบการมีความคล่องตัวในการทำงาน และเวลาลดลงในข้อพิพาท จากเดิมที่ไม่จำกัดอายุ อาจจะยาว 5 ปี 10 ปี

ประการที่ 2 ผู้ที่ต้องการจะขอทราบราคาศุลกากร ถิ่นกำเนิด หรือพิกัดอัตราศุลกากร สามารถยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยล่วงหน้าได้ โดยจ่ายค่าธรรมเนียมในการดำเนินการ 2,000 บาท ประการที่ 3 กรณีไม่เสียอากรหรือเสียอากรไม่ครบถ้วนให้ดำเนินการได้ภายใน 3 ปีนับจากวันยื่นใบขนสินค้า เว้นแต่มีเหตุจำเป็นขอขยายเวลาได้อีก 2 ปี และกรณีที่ปรากฏหลักฐานที่เชื่อได้ว่ามีเจตนาฉ้ออากร สามารถขยายเวลาได้อีก 5 ปี หลังประเมินอากรแล้ว ผู้นำเข้ามีหน้าที่เสียอากรภายใน 30 วันหากล่าช้าให้เรียกเก็บเงินเพิ่มอีกใน 1% ต่อเดือน และหากยังล่าช้าไม่มาชำระใน 30 วัน ให้เสียเบี้ยปรับเงินเพิ่มเป็น 20% ของอากรที่ต้องเสีย

ประการที่ 4 การยึดอายัดสินค้ากำหนดให้ 30 วัน ให้มาชำระ ถ้าไม่มาให้ขายทอดตลาด ครอบคลุมสินค้าทุกอย่างที่ถูกอายัด และไปใช้ประมวลวิธีพิจารณาความแพ่งมาบังคับใช้ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การคลังจะไปออกกฎระเบียบ 1 ฉบับ กรมศุลกากร 1 ฉบับ และ เกณฑ์การเปรียบเทียบปรับอีก 1 ฉบับ กฎหมาย 3 ตัวนี้จะเป็นหัวใจของการแก้ปัญหาของกรมศุลกากร

ประการที่ 5 การคืนภาษี ให้สามารถใช้ได้กับทุกด่าน เดิมจะขอคืนได้เฉพาะด่านที่ส่งออก ที่จะส่งออกสินค้าผ่านด่านเท่านั้น ประการที่ 6 สินค้าผ่านแดน เดิมสินค้าผ่านแดน 90 วันต้องนำออก แต่ของใหม่กำหนดไว้แค่ 30 วัน ต้องนำออก แต่เนื่องจากมีตกลงระหว่างประเทศ ดังนั้นจึงมีบทเฉพาะกาลให้ใช้ 90 วันตามเดิม

ประการที่ 7 เขตปลอดอากร คลังสินค้าทัณฑ์บน และ สินค้าคงทน เพื่อส่งเสริมส่งออก กฎหมายใหม่มุ่งเน้นให้เป็นที่เก็บของ สนับสนุนดิวตี้ฟรี มุ่งเน้นการสร้างโรงงานผลิตสินค้าที่ต่อเนื่อง ต้องมีใบอนุญาตและเพิกถอนได้ เขตปลอดอากร มีการสนับสนุน นำเข้าวัตถุดิบมาผลิต หากขายในประเทศเสียภาษี ส่งออกจะได้รับการยกเว้น

ประการที่ 8 ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ศุลกากรใช้ป.วิอาญา ตรวจค้นสินค้าในที่สาธารณะได้ กรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยว่า มีการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายนี้

ประการที่ 9 สินบนรางวัลได้ปรับวงเงินรวมกันไม่เกิน 5 ล้านบาทต่อคดีจากเดิมไม่กำหนด และไม่สามารถซอยคดีได้ และจำกัดคดีเฉพาะความผิด 3 กลุ่ม คือ 1.ลักลอบ 2. ซื้อของผิดกฎหมาย 3.หลีกเลี่ยงข้อห้าม จากเดิมที่ให้ทุกอย่าง ขณะที่เงินที่ได้หัก 5% เข้ากองทุนสนับสนุนของกรมศุลกากร

ประการสุดท้ายตัวแทนออกของหรือชิปปิ้ง จากเดิมที่ใครๆก็สามารถประกอบอาชีพได้ ต่อไปจะต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกรมศุลกากร และต้องขึ้นทะเบียนกับกรมศุลกากรเท่านั้น

ก.ล.ต.เพิ่มโทษแก๊งนักปั่นหุ้น! - ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2560

นายศักรินทร์ ร่วมรังษี ผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยถึงพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) หลักทรัพย์ฉบับแก้ไขใหม่ฉบับที่ 5 พ.ศ.2559 ซึ่งได้เริ่มใช้ตลอด 9 เดือนที่ผ่านมาว่าเน้นให้ความคุ้มครองผู้ลงทุนจากการกระทำที่ไม่เป็นธรรมในการซื้อขายหลักทรัพย์มากขึ้น ทั้งเรื่องการเปิดเผยข้อมูลที่เป็นเท็จ หรือบิดเบือน การใช้ข้อมูลภายในและการสร้างราคาหลักทรัพย์ รวมถึงการเพิ่มมาตรการลงโทษทางแพ่งซึ่งจะทำให้กระบวนการบังคับใช้กฎหมายกับผู้ทำความผิดมีความรวดเร็วมากขึ้นนอกจากนี้ พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ จะช่วยให้การกำกับดูแลตลาดทุนดำเนินการอย่างโปร่งใสมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม ซึ่งเมื่อดำเนินการได้อย่างเหมาะสมจะช่วยให้ผู้ลงทุนได้รับความคุ้มครองและสามารถตัดสินใจลงทุนได้อย่างเชื่อมั่น

"การกระทำความผิดโดยการใช้ข้อมูลภายใน หรือ ข้อมูลที่มีสาระสำคัญที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงราคา หรือการตัดสินใจลงทุนและยังไม่เปิดเผยกับประชาชนตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์ใหม่ฉบับที่ 5 นี้ ได้ขยายความให้ครอบคลุมมากขึ้น จากก่อนหน้านี้ผู้ทำผิดกฎหมายในเรื่องดังกล่าวจะจำกัดอยู่ที่คนวงใน ซึ่งได้แก่กรรมการ และผู้บริหารเป็นหลักแต่ปัจจุบันได้ครอบคลุมไปถึงผู้ที่ได้รับข้อมูลนั้นๆ มาอีกทอดหนึ่งด้วยส่วนการลงโทษทางแพ่งตามกฎหมายใหม่นั้นจะมีทั้งการจ่ายค่าปรับทางแพ่ง ซึ่งสูงสุดคือ 2 เท่าของผลประโยชน์และยังต้องถูกเรียกคืนประโยชน์หรือกำไรจากการใช้ข้อมูลภายในที่ได้ไปอีกด้วย"

ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 6-8 ต.ค.ที่ผ่านมาธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก.ล.ต. สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) ร่วมมือกัน เพื่อจัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ทางการเงิน แก่นิสิต นักศึกษาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ เนื่องจากปัจจุบันอินเตอร์เน็ตและเทคโนโลยีที่เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อกิจกรรมประจำวัน จึงจำเป็นต้องให้ความรู้ด้านการป้องกันภัยไซเบอร์.

Vow for Thong Fah scheme to continue - BANGKOK POST Issued date 12 October 2017

PHUSADEE ARUNMAS

The government has vowed to continue its welfare scheme offering cheaper consumer products to low-income earners despite claims of irregularities and corruption in the use of the welfare cards.

Deputy Commerce Minister Sontirat Sontijirawong said the ministry will put a tighter surveillance on the operations of the Thong Fah (Blue Flag) shops, which sell cut-price products to consumers using the smart cards after reports of rampant corruption since the project kicked off on Oct 1.

The surveillance would help the ministry tackle the problems that some state welfare card holders have misused the cards, Mr Sontirat said during a survey of the shops in Din Daeng district, which has the largest number of low-income earners in Bangkok.

"We are trying to make this project to sustainable that is worth for the next government to continue as it supports the poor and by extension the local economy," he said.

Mr Sontirat's comments came after some critics spoke out against the projects after finding that some of the welfare recipients did not use the card to buy goods at designated shops with the electronic data capture machines. Instead they used the card, into which the government tran-

fers 200-300 baht a month, to exchange for cash at some corrupt shops.

Mr Sontirat said the government would revoke the right of Thong Fah shops immediately if it was found cheating or misusing the cards.

"The Prime Minister has insisted that I monitor the operation of the project very closely to make sure that it is transparent and worth further investment to support the poor," he said.

Mr Sontirat said the government expects the budget of 40 billion baht being extended to the poor via the state welfare cards to help circulate up to 200 billion baht of money in the system, which would support the local economy eventually.

More than 11 million low-income earners have the welfare smart cards.

คอลัมน์ คนในข่าว: ปี่กลองดัง! 'ไพบูลย์'มือปราบมารเอาไง...พรรคหนุนลุงตู่? - คม ชัด ลึก ฉบับวันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2560

ตามติดเรื่องปฏิรูปพระสงฆ์ไทยมาตลอด วันนี้วงการสงฆ์ร้อน คนคนนี้ก็ยิ่งร้อนจะจัดการให้สำเร็จเข้าไปอีก

จากข่าวล่าสุดที่ว่าจะมีการจัดทำบัญชีวัด โดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ เสนอมาว่าควรทำเป็นรูปแบบบัญชีรายรับ-รายจ่าย เหมือนกับบัญชีครัวเรือนทั่วไป และที่ประชุมมหาเถรสมาคม ก็เห็นชอบ

อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ "ไพบูลย์ นิติตะวัน"คนนี้มีหรือจะไม่หนุน

แน่นอนเรื่องนี้มาพร้อมกับกรณีที่เจ้าคณะปกครองสงฆ์ทำหนังสือถึงเจ้าคณะในปกครองเพื่อแจ้งวัดทั่วประเทศให้ปฏิบัติตามธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด ห้ามจำหน่ายพระบูชา วัตถุมงคล เทวรูปต่างๆ ห้ามปลุกเสกพระเครื่อง ฯลฯ คือ ห้ามอีกมากมายที่ไม่เหมาะสม

ซึ่งเรื่องนี้ ไพบูลย์ นิติตะวัน คนนี้ในฐานะประธานเครือข่ายประชาชนปฏิรูป ก็ออกมาปรบมือชื่นชมว่า มาตรการของเจ้าคณะปกครองสงฆ์คราวนี้เป็นเรื่องที่ดีอย่างมาก

ว่าแล้วบอกเลย แค่นั้นไม่พอ ควรต้องให้วัดทำบัญชีแสดงรายรับรายจ่ายที่เปิดเผย โปร่งใส ตรวจสอบได้ด้วย ทั้งหมดก็เพื่อผลดีแก่ทุกฝ่าย เพราะก็อย่างที่บอกว่า ตามติดมานานแล้วกับการปฏิรูปวงการสงฆ์ไทย อย่างเรื่องนี้เจ้าตัวก็เคยดันมาก่อนตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา

แม้ว่าไพบูลย์ จะพ้นไปจากเก้าอี้ประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) มาแล้ว ก็ยังไม่ยุติบทบาท จนบางคนอดสงสัยไม่ได้ว่า ไพบูลย์คนนี้ไปมีเรื่องกับพระสงฆ์ไทย มาแต่หนไหน

แฟนคลับจะรู้ดีว่า ถ้าไม่นับที่เขาเคยสนับสนุนให้มีภิกษุณี ที่มหาเถรสมาคมไม่ขานรับแล้ว ย้อนไปราวปีสองปีก่อนหลายคนคงจำได้ ตั้งแต่ช่วงที่เป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ คงด้วยความเหมาะสม ไพบูลย์ได้รับมอบหมาย ตรวจสอบกรณีพระลิขิตสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ที่มีพระวินิจฉัยว่าพระธัมมชโยได้ปาราชิกไปแล้ว

ครั้งนั้น เป็นประเด็นจนนำมาสู่การเรียกร้องให้พระธัมมชโยปาราชิกไปตามพระวินิจฉัยของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช

หลังจากนั้นช่วงต้นปี 2559 ไพบูลย์ได้ร่วมกับเครือข่ายปกป้องพระเกียรติพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช และเครือข่ายสตรีปกป้องพระพุทธศาสนา ออกมาคัดค้านการแต่งตั้ง สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือ สมเด็จช่วง เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ เป็นสังฆราชองค์ใหม่ เพราะอาจจะมีเรื่องเกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือพระธัมมชโยไม่ต้องปาราชิก

และก็เป็นไพบูลย์ คนนี้นี่แหละที่ได้ยื่นหนังสือต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ ตรวจสอบกรณีที่เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราช และประธานกรรมการมหาเถรสมาคม ครอบครองรถเบนซ์หรูจดประกอบ รุ่น W186 จำนวน 1 คัน มูลค่ากว่า 3 ล้านบาท

อย่างเรื่องล่าสุดกับการเปิดบัญชีรายรับรายจ่ายวัด จำได้หรือไม่ ว่าเขาเคยเดินเรื่องมาแล้ว โดยทำหนังสือถึงสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ระบุว่า รู้นะว่า มหาเถรสมาคมได้มีมติที่ 40/2558 ให้วัดทุกแห่งทั่วประเทศ จัดทำรายงานบัญชีทางการเงินและทรัพย์สินของแต่ละวัด โดยให้จัดส่งมาให้ พ.ศ.เก็บรักษาไว้ ตามปีงบประมาณ พ.ศ.2558 และ พ.ศ.2559

จากนั้นระบุประมาณว่า ก็ถ้าเอกสารดังกล่าวมิใช่ข้อมูลเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐหรือเป็นความลับของทางราชการ ดังนั้น จึงขอใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ ขอถ่ายสำเนาได้หรือไม่!!

แถมยังเคยพูดกับมหาเถรสมาคมว่า ถ้ามหาเถรสมาคมยึดมั่นในหลักพระธรรมวินัยจริง ทำไมไม่ห้ามเรื่องเกี่ยวกับพระภิกษุรับเงิน ซึ่งเป็นหลักของพระธรรมวินัยด้วย ทำไมทำเรื่องหนึ่ง แต่ไม่ทำเรื่องหนึ่งซึ่งเป็นหลักสำคัญด้วย เพราะพระพุทธเจ้าบอกว่าเงินเป็นอสรพิษของพระภิกษุ

พูดไปพูดมา เลยถึงขั้นว่าเสนอให้มีการออกกฎหมายเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินวัด โดยให้ทุกวัดจัดทำบัญชีทรัพย์สินและเปิดเผยต่อสาธารณะเสียเลย!!ตอนนี้ไม่มีข่าวว่ากระไร แต่บทบาทของไพบูลย์ไม่เคยหยุดนิ่ง พอข่าวทุจริตเงินทอนวัดร้อนขึ้นมา เขาก็ลุยต่อ เดินหน้าทำหนังสือถึงเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เพื่อให้ตรวจสอบว่า ในจำนวนการทุจริตที่เกิดขึ้นกับ 12 วัดนั้น เจ้าอาวาสทั้ง 12 วัดสมรู้ร่วมคิดด้วยหรือไม่เรียกได้ว่า ไม่ว่าเรื่องร้อนอะไรของสงฆ์เป็นต้องเจาะเข้าไปหมด จนมาถึงหนนี้ที่บ้านเมืองอยู่ในบริบทของการปฏิวัติวงการสงฆ์ แน่นอนจะขอร่วมขบวนการด้วยทุกกรณี!อย่างที่บอกว่า บางคนสับสนว่าทำไมเขาเอาจริงเอาจังกับวงการพระไทยมากมายขนาดนี้ แต่ที่จริงวงการอื่นไพบูลย์ก็มีแผน

จำได้หรือไม่ที่เขาประกาศตั้งพรรคการเมืองเมื่อสิงหาคมปีก่อน ชื่อว่า "พรรคประชาชนปฏิรูป"

แถมยังยอมรับตรงๆ ว่า เพื่อเป็นเครื่องมือของประชาชนในการสนับสนุนให้ "พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" เป็นนายกฯ หลังเลือกตั้ง เพราะเชื่อในความเป็นคนดีมีความสามารถ มีความซื่อสัตย์สุจริต

บางคนบอกก็แน่ล่ะสิ ไพบูลย์มากับ คสช. ถ้าจะไปทำอะไรจากนี้ ก็ต้องเอาด้วยกับ คสช. ถึงขนาดหาญกล้าประกาศตั้งพรรค ทั้งที่บ้านเมืองยังอยู่ในช่วงกฎหมายพิเศษ ห้ามมีกิจกรรมการเมือง

อย่างไรก็ดี ปรากฏว่าช่วงนี้ ข่าวคราวพรรคการเมืองของเขาเงียบๆ ไป พอๆ กับข่าวคราวของโรดแม็พที่ยังวนเป็นบันไดงู หาที่ลงไม่เจอ

บางที อดีตสมาชิกวุฒิสภาคนนี้ อาจยุ่งๆ อยู่กับการทะลวงวงการสงฆ์ให้เข้าที่เข้าทาง หรืออาจจะรู้วงในก็ได้ ว่าเรื่องการเมือง หรือแผนเลือกตั้ง...ไม่ต้องรีบแล้ว!

ล้างบาง 'เจ้าแม่ค้ามนุษย์''มาเฟีย' ในกระทรวงแรงงาน - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2560

กรุงเทพธุรกิจ ปัญหาการ "ค้ามนุษย์" ในประเทศไทยเป็นปัญหาเรื้อรังที่เกิดขึ้นมา อย่างยาวนาน เป็นประเด็นร้อนที่เกี่ยวข้อง กับหลายส่วนราชการ ซึ่งยอมรับว่าที่ผ่านมา เริ่มมีการเข้มงวดกวดขันกันมากขึ้น หลังมี กระแสกดดันจากนานาชาติ รวมทั้งรายงาน สถานการณ์การค้ามนุษย์ หรือทิปรีพอร์ต ก็เป็นเงื่อนไขกดดันให้มีการปรับตัว จนเลื่อนชั้นจากเทียร์ 3 สู่เทียร์ 2 ที่ต้อง จับตาต่อเนื่องมา 2 ปี และหวังที่จะเข้าสู่ เทียร์ 2 อย่างเต็มตัวให้ได้ภายในปีนี้

ในอดีตเป็นที่กล่าวถึงกันมากว่า กระบวนการค้ามนุษย์ มีเจ้าหน้าที่ภาครัฐ หลายหน่วยงานเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งการสนับสนุน ละเลยไม่รู้ไม่เห็นที่หมายถึง การทุจริตคอร์รัปชันเรียกรับผลประโยชน์ หรือ แม้แต่ที่เข้าไปร่วมอยู่ในขบวนการเสียเอง แม้แต่ในปัจจุบันก็ตามก็ยังพบแรงงาน ต่างชาติจำนวนไม่น้อยที่ร้องเรียนการปฏิบัติงาน ของเจ้าหน้าที่ ซึ่งมีหลายส่วนประกอบกัน อาทิ ตำรวจ ศุลกากร กระทรวงพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวง มหาดไทย กระทรวงแรงงาน

โดยเฉพาะในส่วนของกระทรวงแรงงานเมื่อไม่นานมานี้ได้ปรากฏเป็นข่าว ในทำนองว่ามีเจ้าแม่ในวงการค้ามนุษย์ อยู่ภายในกระทรวงแรงงานเสียเอง ต่อกรณีดังกล่าว นายวิวัฒน์ จิระพันธุ์วานิช ผู้ตรวจราชการกระทรวง แรงงาน ทำความเข้าใจว่า พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้สั่งการ ให้ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงตรวจสอบ ข่าวที่เกี่ยวกับเจ้าแม่ค้ามนุษย์ในกระทรวง แรงงานแล้ว ซึ่งทุกคนยืนยันกับรัฐมนตรี ว่าตั้งแต่ คสช.และรัฐบาลนี้เข้ามาบริหาร ประเทศ ไม่พบว่ามีข้าราชการของกระทรวง แรงงานไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการ ค้ามนุษย์ด้านแรงงาน โดยเฉพาะเจ้าพ่อ หรือเจ้าแม่นั้น ทุกหน่วยยืนยันว่าไม่มี อย่างแน่นอน

ซึ่งคำอธิบายดังกล่าวอาจถือได้ว่า เป็นการยอมรับกลายๆ ว่าเจ้าแม่ดังที่ว่านั้น เป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นจริงในอดีต แต่ไม่ได้ มีการขยายความว่าคนกลุ่มที่ว่ายังคงแฝงตัว อยู่ในกระทรวงแรงงานหรือไม่ หรือมีการ ลงโทษไปบ้างหรือยัง

อย่างไรก็ดี นายวิวัฒน์ ยืนยันว่า สำหรับกรณีในปัจจุบัน พล.อ.ศิริชัย ได้คาดโทษผู้บริหารระดับสูงของกระทรวง แรงงานทุกคนว่าหากพบว่ามีข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้างคนใดของกระทรวง แรงงาน ไปเรียกรับผลประโยชน์จาก การปฏิบัติหน้าที่ จะไม่ใช่เพียงแค่ การจับย้ายอย่างแน่นอน แต่จะต้อง ลงโทษสถานหนักอย่างเดียว ทั้งนี้ เนื่องจากกระทรวงแรงงาน ได้กำหนดวาระปฏิรูปกระทรวง 8+1 ไว้ ซึ่งหนึ่งในวาระปฏิรูปที่สำคัญคือ การป้องกัน และแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน ด้วยการยึดถือนโยบาย Zero Tolerance (No Corruption/No Illegal Migrant Worker/No Labour Exploitation and No Child labour) อย่างเคร่งครัด พร้อมกันนี้ยังได้กำชับให้ติดตาม ตรวจสอบการทำงานของผู้ใต้บังคับบัญชา อย่างใกล้ชิด ไม่ให้เกิดข้อครหาหรือร้องเรียน ในเรื่องการทุจริตเรียกรับผลประโยชน์ โดยเด็ดขาด ส่วนที่มีข่าวการเรียกรับค่าคิวใน กระบวนการตรวจสัญชาติของแรงงาน ต่างด้าว กระทรวงแรงงาน โดยกรมการ จัดหางานได้ตรวจสอบแล้ว ยืนยันว่า ไม่มีเจ้าหน้าที่ของกรมหรือกระทรวงแรงงาน เข้าไปเกี่ยวข้อง เนื่องจากศูนย์ตรวจ สัญชาติเป็นความรับผิดชอบของประเทศต้นทางที่เข้ามาดำเนินการเอง

อย่างไรก็ตาม กรมการจัดหางาน ได้บูรณาการกับหน่วยงานความมั่นคง จัดชุดเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบบริเวณ โดยรอบของศูนย์ตรวจสัญชาติแล้ว พร้อมกับได้จับกุมดำเนินคดีกับแรงงาน ต่างด้าวที่ทำงานผิดประเภทที่ทำการ จัดคิวให้กับแรงงานที่จะเข้ารับการตรวจ สัญชาติ ไปแล้ว 4 ราย

"เป็นการยอมรับ กลายๆ ว่า เจ้าแม่ดังที่ว่านั้น เป็นเรื่องที่เคย เกิดขึ้นจริงในอดีต"

คอลัมน์ ดุลยธรรม: การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ : ภารกิจที่ท้าทาย(1) - ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2560

อนุสรณ์ ธรรมใจAnusorn4reform@Gmail.com

เกิดเป็นประเด็นร้อนถกเถียงวิพากษ์ วิจารณ์กันมากพอสมควร สำหรับกฎหมาย "รัฐวิสาหกิจฉบับใหม่" ซึ่งต้องถือเป็นเรื่องปกติและต้องรับฟังกันเอาไว้ ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับกฎหมายฉบับนี้ส่วนใหญ่จะพุ่งประเด็นว่ากฎหมายนี้ อาจเป็นเครื่องมือใน การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ และมักถูกมองเป็น ด้านลบ เป็นด้านหลัก

ขณะนี้ความจำเป็นในอนาคต ยังมีความจำเป็นในการแปรรูปอยู่ และหากแปรรูปให้ดีและเพื่อประโยชน์สาธารณะ ย่อมเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูป แนวทางการจัดตั้ง บรรษัทรัฐวิสาหกิจแห่งชาติภายใต้ พ.ร.บ.การพัฒนาการกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจฉบับใหม่ ขึ้นมาเป็น "โฮลดิ้ง" ทำหน้าที่เป็นเจ้าของบริหารงานและถือหุ้นรัฐวิสาหกิจที่เป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่าเป็นนโยบายที่น่าจะทำให้ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการรัฐวิสาหกิจดีขึ้น ปฏิรูปเพื่อให้บริการสาธารณะดีขึ้น ลดภาระการคลัง สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการจัดการบริการสาธารณะที่มีคุณภาพมากขึ้น เพิ่มธรรมาภิบาลและความโปร่งใส ลดการแทรกแซงโดยผู้มีอำนาจเพื่อผลประโยชน์ในทางมิชอบ หรือเบี่ยงเบนไปจากพันธกิจหลักขององค์กรนั้น ๆ รัฐวิสาหกิจจะถูกตรวจสอบเพื่อให้การบริหารงานมีความโปร่งใสมากขึ้น

หลักการของกฎหมายดีและมีความชัดเจนในตัวเอง แต่ทำไมกฎหมายนี้จึงถูกตั้งข้อสงสัยโดยกลุ่มคนจำนวนหนึ่ง ?

อาจเป็นเพราะกระบวนการการออกกฎหมายที่ขาดการมีส่วนร่วมหรือไม่ หรือความเชื่อมั่นที่สั่นคลอนต่อผู้ออกกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ข้อสังเกตและข้อวิพากษ์วิจารณ์เป็นสิ่งที่ต้องนำมาพิจารณาและปรับแก้ไขร่างกฎหมายต่อไป โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับบรรษัทรัฐวิสาหกิจแห่งชาติ ที่จะมีทรัพย์สินดูแลถึง 3.068 ล้านล้านบาท

เท่าที่ทราบกฎหมายฉบับนี้มีการผลักดันโดยเทคโนแครตใน "สคร." หรือสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจมานานแล้ว คราวนี้เพียงแต่เอามาปัดฝุ่นและเสนอการจัดตั้ง "บรรษัทรัฐวิสาหกิจแห่งชาติ" เพิ่มเติมเข้ามา

กฎหมายรัฐวิสาหกิจใหม่ไม่น่าจะมี เป้าหมายหลัก เพื่อการแปรรูปหรือเป็นการออกกฎหมายแปรรูปรัฐวิสาหกิจอำพรางแบบยกเข่งแต่อย่างใด มุ่งไปที่ การยกระดับประสิทธิภาพมากกว่า ส่วนแนวทางการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจจะใช้วิธีการเพิ่มบทบาทภาคเอกชนหรือแปรรูป ก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องปิดทางเลือกทางนโยบายในอนาคต เพราะการแปรรูปที่ดีอาจนำมาสู่การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชนได้

หากเราปฏิเสธการแปรรูปหรือการเพิ่มบทบาทภาคเอกชนอย่างสิ้นเชิง การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ระบบรางและเส้นทางคมนาคมต่าง ๆ ที่ทำอยู่เวลานี้ ภายใต้ระบบ PPP และให้เอกชนมีส่วนร่วม หรือให้ร่วมทุน หรือให้สัมปทานต่าง ๆ ก็ไม่สามารถทำได้ ทั้งผลิตไฟฟ้า น้ำประปา หรือการบริการทางด้านโทรคมนาคม ส่งพัสดุภัณฑ์ เป็นต้น

ผมมีความเชื่อในเบื้องต้นว่า อะไรก็ตามที่เอกชนทำได้ดีกว่า มีประสิทธิภาพกว่า รัฐไม่ต้องไปทำแข่ง รัฐไปทำในสิ่งที่เอกชนทำได้ไม่ดีและไม่มีแรงจูงใจ เพื่อประโยชน์สาธารณะและสังคม หากบรรษัทรัฐวิสาหกิจแห่งชาติ สามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยลดภาระทางการคลังและบริการประชาชนได้ดียิ่งขึ้น หากทำงานไม่ได้ผล ก็ต้องเปลี่ยนคนเปลี่ยนกรรมการ หรือปรับโครงสร้างกันใหม่อีกที

หากจัดการได้ดี รัฐวิสาหกิจบางแห่งสามารถมีเงินทุนในการลงทุนโครงการต่าง ๆ ได้ด้วยตัวเอง โดยที่รัฐบาลไม่ต้องค้ำประกันเงินกู้หรือกู้เงินให้ อย่างไรก็ตาม การใช้ "บริษัทโฮลดิ้ง" มาถือหุ้นรัฐวิสาหกิจถือว่าเป็นการแปรรูปอย่างหนึ่ง เนื่องจากบรรษัทแห่งชาติจะเข้ามาถือหุ้นแทนกระทรวงการคลัง แม้กระทรวงการคลังถือหุ้นในบรรษัทรัฐวิสาหกิจแห่งชาติ แต่กรรมการบรรษัทรัฐวิสาหกิจแห่งชาติwและผู้บริหารไม่ใช่ข้าราชการ การแทรกแซงโดยผู้มีอำนาจทางการเมืองจะลดลง โดยกรรมการและผู้บริหารต้องเป็นนักบริหารมืออาชีพและโปร่งใส หากสามารถสรรหาผู้ที่มีความรู้ความสามารถ มีความโปร่งใสมา บริหารได้ จึงจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรัฐวิสาหกิจในทางที่ดีขึ้น

บรรษัทรัฐวิสาหกิจแห่งชาตินี้ สามารถเข้าไปถือหุ้นรัฐวิสาหกิจทุกแห่ง ที่ได้แปลงสภาพด้วยกระบวนการ corporatization (โดยหลายรัฐบาลที่ผ่านมา) การดำเนินการดังกล่าวถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูป โดยการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ รัฐวิสาหกิจไทยต้องดำเนินงานให้สามารถตอบสนองต่อพันธกิจและเป้าหมายของรัฐอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ การบริหารรัฐวิสาหกิจของไทยให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ มีความเข้มแข็ง และให้การดำเนินงานขององค์กรรัฐวิสาหกิจสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป มีความจำเป็นต้องปรับโครงสร้างการกำกับดูแลและบริหารจัดการรัฐวิสาหกิจเสียใหม่ เพื่อให้องค์กรรัฐวิสาหกิจสามารถให้บริการที่ได้มาตรฐาน แข่งขันได้ และตอบสนองกับความต้องการของประชาชนได้เป็นอย่างดี

ส่วนรัฐวิสาหกิจไหนที่ไม่สามารถแข่งขันได้ ขาดทุนจำนวนมากจากความไร้ประสิทธิภาพและการทุจริตคอร์รัปชั่น และเอกชนสามารถดำเนินการผลิตสินค้าหรือให้บริการได้ดีกว่ามาก ก็ควรยุบรัฐวิสาหกิจแห่งนั้นเพื่อประโยชน์ของประเทศโดยรวม แต่รัฐบาลต้องมีมาตรการดูแลผลกระทบจากการยุบหน่วยงาน โดยเฉพาะบรรดาพนักงาน ทั้งหลาย นอกจากนี้ รัฐวิสาหกิจหลายแห่ง มีการทำงานซ้ำซ้อนกันมาก ควรมีการควบรวมกิจการกัน โดยใช้กลไกบรรษัทรัฐวิสาหกิจแห่งชาติดำเนินการได้ เช่น ให้บริการโทรคมนาคม 2 แห่งสามารถควบรวมกิจการกันได้ กิจการบางอย่างที่รัฐไม่จำเป็นต้องทำและหมดความจำเป็นแล้ว เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีรัฐวิสาหกิจบางแห่งที่ถูกจัดตั้งขึ้นมาด้วยเหตุผลทางการเมืองในอดีต แต่ในปัจจุบันไม่มีเหตุผลในการดำรงอยู่แล้ว เพราะเอกชนสามารถทำได้ดีกว่า ก็ควรพิจารณาในการแปรสภาพเสียใหม่

หลักการสำคัญของกฎหมายรัฐวิสาหกิจใหม่ คือ พัฒนาระบบประเมินผลที่ เชื่อมโยงกับแผนยุทธศาสตร์รัฐวิสาหกิจอย่างเป็นระบบ มีกลไก "บรรษัทรัฐวิสาหกิจ แห่งชาติ" เพื่อทำหน้าที่ผู้ถือหุ้นเชิงรุกในการกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ

อย่างไรก็ตาม เห็นว่าหลักการสำคัญ เครื่องมือและกลไกในกฎหมายฉบับใหม่ไม่เพียงพอต่อการทำให้เกิดการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจอย่างแท้จริง และยังไม่สามารถทำให้รัฐวิสาหกิจเป็นกลไกสำคัญในการบริหารจัดการความถดถอยลงของเงินคงคลัง และหนี้สาธารณะที่เพิ่มมากขึ้นตามลำดับ จนอาจเกิดความเสี่ยงต่อการเกิดวิกฤตการณ์ทางการคลังในอนาคตได้ จึงขอเสนอแนวทางเพิ่มเติมในกฎหมายหรือมีมาตรการ ดังนี้

1.กำหนดให้รัฐวิสาหกิจถอนตัวจากกิจการที่เอกชนดำเนินงานได้ดีกว่า มีประสิทธิภาพมากกว่า และต้องไม่ไปแข่งขันเอกชน สนับสนุนแนวทางเสรีนิยม เพื่อลดภาระทางการคลังและการสิ้นเปลือง งบประมาณและสูญเปล่าเงินภาษีประชาชน 2.รัฐยังคงกิจการที่เกี่ยวกับยุทธศาสตร์แห่งชาติที่มีข้อผูกพันทางสังคม และต้องให้บริการประชาชนและมีความจำเป็นต่อคุณภาพชีวิตประชาชนโดยไม่ให้ ผลตอบแทนเชิงพาณิชย์

3.ต้องมีการแบ่งแยกหน้าที่ชัดเจน คือ การกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ (เป็นหน้าที่ของรัฐบาล) การกำกับดูแล (หน้าที่ขององค์กรกำกับดูแล) การประกอบกิจการให้บริการ (เป็นหน้าที่ของรัฐวิสาหกิจ และ เอกชนที่มารับสัมปทาน) 4.ให้มี การแก้ไขกฎหมายและระเบียบข้อบังคับ ต่าง ๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ

5.กำหนดบทบาทและความรับผิดชอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจให้ชัดเจน และบูรณาการกัน ไม่ซ้ำซ้อน 6.รัฐบาลควรเพิ่มบทบาทภาคเอกชนในกิจการรัฐวิสาหกิจ โดยทำให้เกิดการปรับโครงสร้างตลาดให้มีการแข่งขันมากขึ้น เพื่อประโยชน์ของประชาชน ผู้ใช้บริการ

กิจการรัฐวิสาหกิจส่วนใหญ่ เป็นกิจการผูกขาดที่มีผู้ให้บริการรายเดียวหรือน้อยราย หากเปิดโอกาสให้เอกชนเข้าดำเนินกิจการแทน โดยไม่ปรับโครงสร้างตลาดให้มีการแข่งขันก่อน อาจเกิดภาวะการโอนย้ายการผูกขาดโดยรัฐ มาเป็นการผูกขาดโดยเอกชนรายใหญ่แทน ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมและคุณภาพชีวิตประชาชน

ฉะนั้น แนวทางการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจที่เหมาะสมจึงต้องทำให้เกิดความมั่นใจว่า มีผู้ให้บริการเอกชนมากพอที่จะก่อให้เกิดการแข่งขัน และต้องมีหน่วยงานกำกับดูแลที่เข้มแข็งไม่ให้ค้ากำไรเกินควร และไม่เอาเปรียบผู้ใช้บริการ