You are here

สรุปข่าว CG และคอร์รัปชัน - 12 มกราคม 2561

ไม่จับปูโดนม.157 'บิ๊กป้อม'ทำขึงขังขู่เจ้าหน้าที่ ศรีสุวรรณขู่ล่า2หมื่นชื่อบี้ปปช. - แนวหน้า

งดรับกระเช้าต้านคอร์รัปชั่นเอสเอ็มอีอ่วม - โพสต์ทูเดย์

ดึงป.ป.ท.-ป.ป.ช.ไล่จับไอ้โม่งโกงสร้างหลังคาหมอธีลั่นเวรกรรมมีจริง - ไทยโพสต์

อัยการโต้บิ๊กสีกากีชี้ทำคดีณิชามิชอบ - ไทยโพสต์

บี้'ทอท.'แก้อาหารแพง ผู้ตรวจฯชี้สนามบินขายเกินข้อตกลง - ไทยโพสต์

ผู้ว่าฯโดนใบเหลือง หยุดทำหน้าที่ทั้งทีม แก้พรบ.บริหารกทม.ตั้งเป้ากระชับอำนาจ - เดลินิวส์

คอลัมน์ กรีน อินดัสทรี: เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน - โพสต์ทูเดย์

คอลัมน์ เลาะเลียบคลองผดุงฯ: กระทรวงสีเทา - ข่าวสด

คอลัมน์ สถานีคิดเลขที่12: ณ ลอนดอน - มติชน

คอลัมน์ เมืองไทย 360: ปมนาฬิกาหรูอย่าทำเล่น ไม่ใช่เสื่อมแค่"เสี่ยป้อม"!! - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

บัวช้ำน้ำขุ่น - โลกวันนี้

บทเรียนประกาศ'ห้ามชาร์จมือถือ'เข้มเกิน..กระทบกำลังใจคนทำงาน - แนวหน้า

คอลัมน์ น.ต.ประสงค์พูด: อำนาจชวนให้โกงกิน (2) - แนวหน้า

ไม่จับปูโดนม.157 'บิ๊กป้อม'ทำขึงขังขู่เจ้าหน้าที่ เจอซักนาฬิกาหรูถึงกับร้องโอ๊ย ศรีสุวรรณขู่ล่า2หมื่นชื่อบี้ปปช. - แนวหน้า ฉบับวันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2561

"บิ๊กป้อม"ขู่เจ้าหน้าที่ ถ้าไม่จับ ปู- ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เจอ ม.157 เล่นงาน ขณะที่นาฬิกาหรูยังตามเขย่าขวัญรายวัน

ถึงกับร้อง "โอ๊ย" หลังนักข่าวถาม ด้าน "ศรีสุวรรณ จรรยา" บุกป.ป.ช.ยื่นหลักฐาน เพิ่มสอบ ขู่ล่า 2 หมื่นชื่อกดดัน ส่วนหนุ่มนักเคลื่อนไหว จะมอบนาฬิกาให้วุ่นทั้งทำเนียบรัฐบาล

ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เมื่อวันที่11 มกราคม เวลา 10.00 น. นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การ พิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เข้าชี้แจง และยื่นหลักฐานเพิ่มเติมกับป.ป.ช. กรณีการตรวจสอบที่มานาฬิกาหรู และแหวนเพชรของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม

โดยนายศรีสุวรรณ กล่าวก่อนเข้าชี้แจงกับ ป.ป.ช.โดยมั่นใจในหลักฐาน และว่า พล.อ.ประวิตร มีพฤติการณ์ปกปิดบัญชีทรัพย์สิน และร่ำรวยผิดปกติ รวมมูลค่ากว่า 30 ล้านบาท ส่วนเอกสารที่นำมาให้ป.ป.ช. เพิ่มเติมคือรูปภาพตอนที่พล.อ.ประวิตรถ่ายในวันที่ 4 ธ.ค. 2560 และรวบรวมภาพนาฬิกาจากเว็บไซต์ ต่างๆ

นายศรีสุวรรณ ยังย้ำว่า ป.ป.ช.ต้องทำงานตรงไปตรงมา กรณีนี้ถือเป็นการวัดใจ ป.ป.ช.และนายกรัฐมนตรีเนื่องจากเคยบอกว่าจะเอาจริงกับการปราบปรามการคอร์รัปชั่น และการทุจริตทุกรูปแบบ ทั้งนี้ หากป.ป.ช. มีมติส่งฟ้องกรณีดังกล่าว บทบาทของป.ป.ช. ก็จะโดดเด่นมากขึ้น แต่หากไม่ส่งฟ้อง สาธารณชน ก็จะพุ่งเป้าและป.ป.ช.ก็จะสั่นเครือและตนจะรวบรวมรายชื่อประชาชน 20,000 รายชื่อ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 เพื่อขอให้ตั้ง คณะกรรมการไต่สวนการทำหน้าที่ของ ป.ป.ช.

หลังชี้แจงกับป.ป.ช.แล้ว นายศรีสุวรรณ ให้สัมภาษณ์อีกรอบว่าได้แจ้งให้ป.ป.ช.เชิญอธิบดีกรมศุลกากร และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง มาให้ข้อมูล ว่าใครบ้างเป็นคนสั่งเข้ามา เนื่องจากนาฬิกามีมูลค่าหลายล้านบาท การที่นำเข้าประเทศมาจะต้องผ่านกรมศุลกากร เพื่อจ่ายภาษีก่อน และอยากให้ตรวจสอบนาฬิกาของพล.อ.ประวิตร ว่าได้เสียภาษี ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่

วันเดียวกันเวลา 10.00 น. ที่บริเวณประตู 4 ทำเนียบรัฐบาล นายเอกชัย หงส์กังวาน นักกิจกรรมทางการเมือง เดินทาง มามอบนาฬิกาให้พล.อ.ประวิตรอีกครั้ง โดยได้เตรียมนาฬิกามาจำนวน 3 เรือน เพื่อมอบให้พล.อ.ประวิตร เนื่องจากทราบว่าพล.อ.ประวิตร มีประชุมที่ทำเนียบรัฐบาล แต่เจ้าหน้าที่ได้เชิญตัวนายเอกชัยไปพูดคุยที่ชั้น 2 สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.)

โดยนายเอกชัย กล่าวหลังมั่นใจว่า จะไม่ได้พบพล.อ.ประวิตร จึง ว่า "พล.อ.ประวิตร เป็นชายชาติทหาร แต่ไม่กล้ามาพบตน จึงไม่เข้าใจว่าเป็นชายชาติทหารประเภทใด หากเป็นรัฐบาลพลเรือนมีกรณีเช่นนี้เกิดขึ้นคงอยู่ไม่ได้ คงต้องออกไปแล้ว ไม่ลาออกไปเอง ก็ถูกบีบให้ออก อย่างไรก็ตามในวันที่ 13 ม.ค. ซึ่งเป็นวันเด็กตนก็จะตามไปมอบนาฬิกาให้พล.อ.ประวิตรต่อไป"

ด้านพล.อ.ประวิตร เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ได้ปฏิเสธตอบคำถาม ผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับการชี้แจงประเด็นนาฬิกาหรูต่อป.ป.ช. โดยกล่าวเพียงสั้นๆ ว่า "โอ๊ย!" แล้วเดินขึ้นรถยนต์ส่วนตัวออกทำเนียบรัฐบาลไปทันที

กระนั้นก็ตามก่อนหน้านี้ พล.อ.ประวิตร กล่าวถึงการปรากฏภาพน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ห้างสรรพสินค้า แห่งหนึ่งที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ว่า ตนเคยบอกแล้วว่าให้เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ ที่ต้องดำเนินการทั้งอัยการ ตำรวจ กระทรวงการต่างประเทศ ที่จะต้องร่วมมือกัน เป็นเรื่องของกฎหมาย จะมาถามความคิดเห็นตนไม่ได้

เมื่อถามว่ารัฐบาลจะกำชับให้เร่งดำเนินการหรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า "ไม่ต้องกำชับ เพราะเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ ถ้าเจ้าหน้าที่ไม่ทำก็เจอมาตรา 157"

เมื่อถามย้ำว่าภาพน.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่ปรากฏออกมา เหมือนเป็นการเย้ยฝ่ายความมั่นคง พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า "ไม่เย้ยหรอก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ใช้หนังสือเดินทางของประเทศไหนยังไม่รู้เลย" ส่วนที่มีกระแสข่าวว่าใช้หนังสือเดินทางของประเทศเพื่อนบ้านนั้น เป็นหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศที่จะไปตรวจสอบ ตนไม่รู้ขั้นตอนว่าจะต้องทำ อย่างไรบ้างแต่ตอนนี้ยังไม่ทราบว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์ ใช้หนังสือเดินทางของประเทศอะไร

ในขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวว่า ขณะนี้รัฐบาลยังไม่ได้ขอตัวน.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นผู้ร้ายข้ามแดน ซึ่งรัฐบาลควรชี้แจงว่าจะทำอะไรหรือไม่ อย่างไรจากนี้ไป เพราะถ้าไม่เริ่มต้น ขอก็จะไม่มีทางที่ประเทศนั้นๆ จะส่งมา

งดรับกระเช้าต้านคอร์รัปชั่นเอสเอ็มอีอ่วม - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2561

โพสต์ทูเดย์ - นายกสมาคมของขวัญฯ วอนรัฐยกเลิกนโยบาย ไม่รับกระเช้าปีใหม่ กระทบหนักเอสเอ็มอีกระเช้าวูบไม่ต่ำร้อยล้าน

นายจิรบูลย์ วิทยสิงห์ นายกสมาคมของขวัญของชำร่วยไทยและของตกแต่งบ้าน เปิดเผยว่า หลังจากที่หน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจและบริษัทเอกชนมีนโยบายร่วมกันที่จะต่อต้านการคอร์รัปชั่นไม่ให้มีการมอบกระเช้าปีใหม่ได้ส่งผล กระทบอย่างมากกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ประกอบธุรกิจกระเช้า รวมไปถึงกระเช้าของขวัญและ ผลไม้รายเล็กจำนวนมากมียอดขายลดลง ประเมินมูลค่าความเสียหายในเบื้องต้นไม่ต่ำกว่าร้อยล้านบาทแล้ว

"การมอบกระเช้าปีใหม่เป็นวัฒนธรรมที่มีมานานแล้ว แต่การที่มาส่งเสริมไม่ให้รับกระเช้าเพื่อต้องการแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นนั้นเป็นผลกระทบอย่างมากกับธุรกิจขนาดเล็กที่ทำกระเช้าปีใหม่ และส่วนใหญ่จะมีรายได้จำนวนมากในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปีเท่ากับ 9 เดือนแรกของปี" นายจิรบูลย์ กล่าว

ปัจจุบันภาพรวมของธุรกิจกระเช้านั้นมีมูลค่าอยู่ประมาณ 1,200-1,600 ล้านบาท/ปี แต่หากเป็นตัวเลขที่บรรดาศูนย์การค้าจัดเก็บคือเซ็นทรัลและเดอะมอลล์จะมีมูลค่าระหว่าง 2,200-2,400 ล้านบาท/ปี

ทั้งนี้ ต้องการให้รัฐบาลและองค์กรภาคเอกชนต่างๆ ที่นำนโยบายดังกล่าวมาใช้คำนึงถึงผลกระทบที่จะตามมาเป็นลูกโซ่ด้วย เพราะตัวเลขความเสียหายจะเพิ่มขึ้น

ดึงป.ป.ท.-ป.ป.ช.ไล่จับไอ้โม่งโกงสร้างหลังคาหมอธีลั่นเวรกรรมมีจริง - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2561

ศึกษาธิการ * "หมอธี" เตรียมส่งเรื่องสร้างหลังคาคลุมลานอเนกประสงค์โรงเรียน 11 แห่ง ในจังหวัดชายแดนใต้ ให้ ป.ป.ท. และ ป.ป.ช.บูรณาการไล่จับคนทุจริต ส่วนพื้นที่อื่นที่ฉาวโฉ่ทำนองเดียวกัน เป็นคิวขยายผลต่อไป ลั่นสัตว์โลกเป็นไปตามกรรม ใครทำอะไรไว้ โดนหมด

ความคืบหน้ากรณีก่อ สร้างหลังคาคลุมลานอเนก ประสงค์ของโรงเรียน 11 แห่งในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มีแนวโน้มส่อไปทาง ในทุจริต นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่า จะนำเรื่องนี้เข้าหารือในคณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนแก้ปัญหาทุจริตของ ศธ.ในสัปดาห์หน้า เพื่อที่จะได้หารือและดำเนินการอย่างเร่งด่วน เนื่องจากในคณะกรรมการชุดนี้มีผู้แทนจาก สตง. สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งตนก็จะหารือว่ามีการรับเรื่องหรือไม่ เพราะที่ผ่านมาเวลามีเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน สิ่งที่เป็นปัญหาคือ ความล่าช้าของกระบวนการสอบสวนที่มีหลายขั้นตอนและต้องสอบในหลายหน่วยงาน นอกจากนี้ ตนยังมอบหมายให้นายบุญรักษ์ ยอดเพชร เลขา ธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาฯ กพฐ.) ช่วย ดูรายละเอียดว่างบของโครง การดังกล่าวราคาใกล้เคียงกัน หรือไม่ และได้มีการเรียกนายการุณ สกุลประดิษฐ์ ปลัด ศธ. มาพบเพื่อตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นด้วย

"ผมพูดตรงไปตรงมานะ ใครไปทำอะไรไว้ ก็สัตว์โลกเป็นไปตามกรรม โดนหมด ซึ่งเรื่องนี้ก็จะดำเนินการตามขั้นตอน แต่ว่าจะไม่ให้ช้า ส่วนการขยายการตรวจสอบไปยังพื้นที่อื่นๆ นั้น คงต้องรอให้มีการร้องเรียนเข้ามาก่อน เพราะ อยู่ๆ เราจะไปขยายโดยไม่มีการร้องเรียน ผมไม่แน่ใจว่าตามกฎหมายทำได้หรือไม่ ซึ่งคงต้องถามในการประชุมคณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนการทุจริตฯ ด้วย ไม่เช่นนั้นอาจจะเป็นช่องทางให้มีการ กลั่นแกล้งกันเกิดขึ้น เราต้องคิดโดยใช้พื้นฐานที่ให้ความเป็นธรรมก่อน แต่ถ้าหากมีการร้องเรียนเข้ามาผมขยายแน่นอนอยู่แล้ว"รมว.ศธ.กล่าว.

อัยการโต้บิ๊กสีกากีชี้ทำคดีณิชามิชอบ - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2561

ปปง.เรียกแบงก์ถก'สวมบัตร' ต้องเก็บข้อมูลละเอียดผู้เปิดบัญชีฝ่าฝืนมีโทษ

รองอธิบดี สนง.ชี้ขาดคดีอัยการสูงสุดชี้ตำรวจบกพร่อง สอบสวนไม่ครบถ้วนก็ออกหมายจับ 'ณิชา' ถือเป็นการทำลายเสรีภาพประชาชน ย้อนถามปฏิบัติตามขั้นตอนที่ไม่ใช้ดุลพินิจหรือไง ควรมีการถ่วงดุล

กรุงเทพฯ * อัยการซัดตำรวจบกพร่อง สอบสวนไม่ครบถ้วนก็ออกหมายจับ "ณิชา" ถือเป็นการทำลายเสรีภาพประชาชน โต้บิ๊กสีกากีทำตามขั้นตอนอะไรของคุณ ถึงเวลาปฏิรูปให้อัยการเข้าไปถ่วงดุล ปปง.นัดแบงก์และสถาบันการเงินทั้งหมดหารือมาตรการป้องกันการสวมบัตรประชาชนเปิดบัญชี เตือนกฎ หมายกำหนดต้องแสดงรายละเอียดครบถ้วน ฝ่าฝืนมีโทษ

นายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม รองอธิบดีสำนักงานชี้ขาดคดีอัยการสูงสุด กล่าวเมื่อวันที่ 11 มกรา คมนี้ กรณี น.ส.ณิชา เกียรติธนะไพบูลย์ พนักงานบริษัทเอกชน ถูกคนร้ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์สวมรอยนำบัตรประชาชนที่ทำหายไปเปิดบัญชีเพื่อรับโอนเงินจากเหยื่อ ต่อมาเธอถูกออกหมายจับฐานฉ้อโกงประชาชน โดย น.ส.ณิชาเดินทางเข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ แต่กลับถูกส่งตัวไปดำเนินคดี ว่า น.ส.ณิชาถือว่าทำครบแล้ว ไม่ว่าเจ้าหน้าที่หรือนักกฎหมายเคยพูดไว้ว่า ถ้าบัตรประชาชนหายให้แจ้งความ แต่ขอถามว่าเวลาไปแจ้งความจริงมีการรับแจ้งความหรือไม่ ตำรวจบอกให้ไปแจ้งที่อำเภอสามารถออกบัตรใหม่ได้เลย ข้อเท็จจริงตรงนี้ต้องดูอีกว่าตอนแจ้งความ น.ส.ณิชาแจ้งความว่าอย่างไร แจ้งว่าบัตรหายเฉยๆ หรือหายเพราะเกี่ยวพันกับคดีอาญา ถ้าเกี่ยวพันกับคดีอาญา เช่น ถูกวิ่งราวทรัพย์ ลักทรัพย์ ตำรวจต้องรับแจ้งและสอบสวน เมื่อมีการสอบสวนแล้วได้นำประเด็นนี้ไปโยงกับที่ น.ส.ณิชาถูกกล่าวหาหรือไม่ เหตุการณ์นี้อย่าโทษใคร ให้มองที่งานสอบสวนว่าครบถ้วนรอบคอบหรือไม่ ถ้าครบถ้วนตั้งแต่เริ่มต้นก่อนจะออกหมายจับจะเป็นอย่างไร คดีนี้จะได้ความแต่แรก

นายปรเมศวร์กล่าวว่า เรารู้เพียงแต่ว่ามีการ กระทำผิด แต่ยังไม่ได้ตัวผู้กระทำว่าเป็นใคร รู้ว่าบัญชีดังกล่าวชื่อ น.ส.ณิชา แต่ไม่รู้ว่าเป็นบัญชีของตัวจริงหรือไม่ ตรงนี้ยังไม่มีใครยืนยัน การสอบสวนในคดีนี้เริ่มต้นต้องไปสอบสวนว่าธนาคารเปิดบัญชีอย่างไร มีภาพถ่ายผู้เปิดหรือไม่ อยากให้พนักงานสอบสวนรอบคอบ ลองเช็กหมายเลขบัตรประชาชน จะสามารถเช็กประกันสังคมได้ว่า น.ส.ณิชาทำงานที่ไหน ตำรวจสามารถตามไปดูได้ว่ามีพฤติกรรมการหลบหนีหรือไม่ มีความพยายามเพียงพอหรือยังที่จะนำตัวเข้าสู่กระบวนการสอบสวน อันนี้เป็นเพียงการส่งหมายเรียก 2 ครั้ง เมื่อไม่มีก็สันนิษฐานแล้วไปขอออกหมายจับ ถือเป็นการทำลายเสรีภาพ น.ส.ณิชาทางอ้อม เพราะไม่รอบคอบ

"ที่น้องณิชานำเอกสารต่างๆ ไปพบตำรวจ เป็น การแสดงหลักฐาน ทั้งที่น้องไม่ควรต้องแสดงด้วยซ้ำ เป็นเรื่องที่พนักงานสอบสวนจะต้องหาหลักฐานมาแสดงยืนยันว่าน้องเป็นคนเปิดบัญชีเป็นตัวการ" นายปรเมศวร์กล่าว

นายปรเมศวร์กล่าวด้วยว่า จากกรณีนี้มองถึงการปฏิรูประบบการสอบสวนว่า การสอบสวนต้องมีความละเอียด รอบคอบ เป็นการแก้ที่ต้นเหตุ ทุกวันนี้พนักงานสอบสวนพร้อมที่จะให้อัยการหรือหน่วยงานอื่นเข้าร่วมหรือไม่ ไม่ใช่อัยการจะไปร่วมสอบสวน แต่ร่วมตรวจสอบในการถ่วงดุลก่อนออกหมายจับ หรือการจะฝากขัง ส่งให้อัยการดูก่อน สมัยก่อนกระทรวงมหาดไทยส่งให้อัยการดูก่อน เราจะต้องกลั่นกรองก่อนเพื่อเป็นหลักประกันเสรีภาพของประชาชน แต่ไม่รู้ว่าพนักงานสอบสวนออกมาคัดค้านเพราะอะไร

เขากล่าวว่า การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ คือธนาคารควรดูหน้าตาลูกค้าว่าตรงกับหลักฐานหรือไม่ อย่าอยากได้ลูกค้าจนกลายเป็นความเสี่ยงกับการกระทำประมาทและเกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินของคนอื่น กรณีนี้สามารถฟ้องธนาคารฐานประมาทเลินเล่อได้ ตลอดจนพนักงานสอบสวนอาจถูกฟ้องได้เช่นกัน การขอออกหมายจับที่ใช้ดุลพินิจไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นความผิดเกี่ยวกับการละเมิดของเจ้าหน้าที่รัฐ

"เดี๋ยวนี้การไปเปิดบัญชียื่นบัตรประชาชนก็แทบไม่ต้องกรอกรายละเอียด พอเสียบบัตรก็มีการก๊อบปี้ข้อมูลออกมาให้เราเซ็นชื่ออย่างเดียว"

ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณี น.ส.ณิชาควรมีหน่วยงานใดมาเยียวยา นายปรเมศวร์กล่าวว่า น.ส.ณิชาถูกขังเป็นเวลา 3 วัน ได้รับการเยียวยาวันละไม่กี่ร้อยบาท ไม่คุ้มกับสิทธิร่างกายที่เสียไป

"เมื่อเช้าฟังตำรวจชั้นผู้ใหญ่บอกว่าปฏิบัติตามขั้นตอน อยากถามว่าขั้นตอนอะไรของคุณ ขั้นตอนที่คุณไม่ใช้ดุลพินิจหรือไง ส่งหมายเรียกผิดก็มี อย่างน้องณิชา ถ้าไม่เป็นข่าวก็ยาว แบบนี้เขาถึงเรียกร้องให้มีการปฏิรูปการสอบสวน จริงๆ ระบบมันดี แต่เราทำไม่ครบ เอาแต่สะดวก ลองคิดดู ถ้าสอบสวนรอบคอบแล้วพบว่าไม่ได้กระทำผิด คุณจะฝากขังน้องเขาต่อหรือไม่ คุณไม่ไปฝากขังครั้งที่ 2 ต่อ ศาลก็ต้องปล่อย เรื่องก็จบ น.ส.ณิชาไม่ต้องไปรายงานตัวทุก 6 วันที่ศาลจังหวัดตาก เรื่องนี้ใครเป็นคนก่อก็ควรที่จะต้องแก้ พนักงานสอบสวนต้องแก้" นายปรเมศวร์กล่าว

ด้าน พล.ต.ต.รมย์สิทธิ์ วีริยาสรร รองเลขาธิ การสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) รักษาราชการแทนเลขาธิการ ปปง. เปิดเผยว่า ในวันที่ 12 ม.ค. เวลา 14.30 น. ปปง.ได้เชิญตัวแทนสถาบันการเงิน 36 แห่งมาร่วมประชุม เพื่อหารือถึงมาตรการป้องกันการสวมสิทธิ์บัตรประชาชนผู้อื่นเปิดบัญชีของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และสอบถามถึงกรณีดังกล่าว

สำหรับมาตรการตรวจสอบการแสดงตนของผู้เปิดบัญชี พล.ต.ต.รมย์สิทธิ์กล่าวว่า กำหนดให้ทุกสถาบันการเงินต้องตรวจสอบรายละเอียดลูกค้าที่ต้องการเปิดบัญชี ทั้งชื่อนามสกุลจริง อาชีพ วันเดือนปีเกิด เลขประจำตัวบัตรประชาชน ที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน สถานที่ทำงาน หมายเลขโทรศัพท์ที่สามารถติดต่อได้ และอีเมล หากสถาบันการเงินละเลยไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าวให้รอบคอบ กฎหมายกำหนดให้มีโทษปรับบัญชีละ 1 ล้านบาท และปรับอีกไม่เกินวันละ 10,000 บาท จนกว่าจะแก้ไขให้แล้วเสร็จ

พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร อดีตรองผู้บังคับการจเรตำรวจแห่งชาติ และอดีตที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปตำรวจ สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวว่า เรื่องนี้ทำไมสังคมไปรุมด่าธนาคารที่ยอมให้คนร้ายเปิดบัญชี ต้นเหตุที่ทำให้ น.ส.ณิชาถูกจับคือใคร คนที่มีหน้าที่สืบสวนพิสูจน์หาตัวว่าบุคคลใดที่กระทำความผิดคือตำรวจไม่ใช่หรือ คนไม่ได้ทำผิดถูกจับได้อย่างไร ออกหมายเรียกเป็นผู้ต้องหาได้อย่างไร นี่คือปัญหา แต่ไม่ยอมรับ ออกมาแถลงข่าวทำไปตามพยานหลักฐาน โยนความรับผิดชอบไปให้ธนาคาร ถามว่าไม่จับคนที่ไม่ได้กระทำความผิดได้ไหม คำตอบคือได้ แต่ตำรวจไม่ทำ เช่น ไปสอบปากคำพนักงานธนาคารคนที่เปิดบัญชี ยืนยันเป็นว่า น.ส.ณิชาตามบัตรมาที่เปิดบัญชีจริงหรือไม่ หรือเป็นคนละคน ถ้าธนาคารยืนยันว่าเป็นคนเดียวกัน ตำรวจก็พ้นความรับผิดชอบ แต่ต้องถามว่าได้สอบไหม หรือถ้าไปสอบแล้วพบว่ามีการคลุมหน้าแล้วไม่แน่ใจ ตำรวจก็ต้องไม่ออกหมายเรียกเป็นผู้ต้องหา ซึ่งคดีนี้ น.ส. ณิชาสามารถฟ้องเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ทำคดีได้ทั้งทางแพ่งและอาญา.

บี้'ทอท.'แก้อาหารแพง ผู้ตรวจฯชี้สนามบินขายเกินข้อตกลง - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2561

แจ้งวัฒนะ * "ผู้ตรวจการแผ่นดิน" จี้ ทอท.แก้ปัญหาร้านค้าสนามบินขายอาหารแพง ระบุพบส่วนใหญ่ขายเกินสัญญาที่กำหนดไว้ 40-50% งัด กม.ผู้ตรวจฯ ขู่! เอาผิดหากไม่ควบคุม พร้อมเตรียมลงพื้นที่ดอนเมืองเช็กราคาอีกรอบ ก.พ.นี้

เมื่อวันที่ 11 ม.ค. พล.อ.วิทวัส รชตนันทน์ รักษาการประธานผู้ตรวจ การแผ่นดิน กล่าวถึงการขายสิน ค้าแพงของร้านในท่าอากาศยานว่า ทางผู้ตรวจการแผ่นดินได้รับเรื่องของอาหารและน้ำดื่มแพงในท่าอากาศยาน ตั้งแต่ปี 2559 และลงพื้นที่เมื่อวันที่ 22 มี.ค.2559 โดยคาดหวังว่าเรื่องนี้จะไม่เป็นเรื่อง ที่ซับซ้อนมากนัก และได้พบสัญญาที่ ทอท.ได้ทำกับร้านค้า ระบุว่า ยอมให้ขายแพงกว่าราคาในห้างสรรพสินค้า 10-20 เปอร์เซ็นต์ และที่สนามบินสุวรรณภูมิให้ขาย ราคาแพงกว่าในห้างไม่เกิน 25 เปอร์เซ็นต์ แต่ผลปรากฏว่าทั้ง 2 สนามบิน มีการขายสินค้าเกินราคา สูงกว่าที่กำหนด 40-50 เปอร์เซ็นต์

พล.อ.วิทวัสกล่าวว่า ได้นำ เรื่องดังกล่าวเข้าสู่การตั้งคณะทำ งาน ที่มีสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค กรมการค้าภายใน และเจ้าหน้าที่สอบสวนของผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อกำหนดราคามาตรฐานในการ อ้างอิง โดยให้ยกราคาของห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ไม่ว่าจะเป็นสยามพารากอนและเซ็นทรัล แต่ ทาง ทอท.กลับโต้แย้งขอให้เพิ่ม ห้างเอ็มควอเทียร์และเซ็นทรัลแอม บาสซี ซึ่งในความเป็นจริงสัญญาที่ ทอท.ได้ทำไว้กับผู้ประกอบการคือเมื่อ 2548 ยังไม่มีการก่อตั้งห้างทั้ง 2 ข้ออ้างดังกล่าวของ ทอท.จึงไม่สมเหตุสมผล ทอท.จึงต้องยอมจำนน

"เรื่องน้ำดื่มก็เช่นกัน พอเรากวดขันให้วางจำหน่ายในราคา 10 บาท เพราะน้ำดื่มเป็นสินค้าควบคุมราคา ไม่ว่าจะขายที่ใดในประเทศไทย ก็ต้องขายตามราคากำหนด ซึ่งปรากฏว่าผู้ประกอบการภายใต้สัญญาที่ควบคุมโดย ทอท. ก็นำน้ำดื่มออกและนำน้ำแร่ เข้ามาแทน เนื่องจากน้ำแร่ไม่สามารถควบคุมราคาได้ โดยขายในสนามบิน ราคาตั้งแต่ 35 บาท จนถึง 70 บาท ซึ่งปัญหาดังกล่าวในฐานะผู้ตรวจการแผ่นดิน เห็นว่าภาระเหล่านี้เกินจำเป็นต่อประ ชาชน และสร้างความเดือดร้อน ซึ่ง ทอท.ต้องแก้ไขปัญหาเรื่องนี้" พล.อ.วิทวัสกล่าว

รักษาการผู้ตรวจการแผ่น ดิน กล่าวว่า ทอท.ได้ชี้แจงล่าสุดเมื่อปีที่แล้ว โดยแจ้งว่าไม่สามารถทำได้ เนื่องจากจะต้องแก้ไขตัวสัญญา ซึ่งเป็นจังหวะที่กฎหมายผู้ตรวจฯ มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 27 ธ.ค.2559 จะทำให้คำวินิจฉัยมีสภาพบังคับ หากหน่วยงานที่ไม่แก้ไขตามที่ผู้ตรวจฯ เสนอแนะ ผู้ตรวจฯ สามารถส่งเรื่องไปยังองค์ กรอิสระอื่นให้ดำเนินการต่อได้ เราจึงยังไม่มีการวินิจฉัยในก่อนหน้านี้ แต่เมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้แล้ว ผู้ตรวจฯ จึงตั้งใจว่าจะลงพื้นที่อีกครั้งในต้นเดือน ก.พ.นี้ โดยเฉพาะที่ท่าอากาศยานดอนเมือง เพื่อแก้ไขปัญหาเร่งด่วนก่อนถึงช่วงเดือน เม.ย. ซึ่งประชาชนจะใช้เป็นเส้นทางกลับภูมิลำเนาในช่วงวันหยุดสงกรานต์

"ทอท.ไม่ต้องไปแก้ไขสัญญา เพราะในสัญญากำหนดไว้ชัดเจนว่า ที่ท่าอากาศยานดอนเมืองสามารถขายอาหารได้สูงกว่าราคา ในห้าง 10-20 เปอร์เซ็นต์ สุวรรณ ภูมิ 20-25 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้น ทอท.จึงต้องดำเนินการให้เป็นไป ตามสัญญา เรื่องนี้ผมถือว่า ทอท. ไม่ทำตามกฎหมาย หากพบเอกชนรายใดไม่ทำตามสัญญา ทอท.ควรจะรู้ว่าต้องทำอะไรต่อไป ในฐานะที่ ทอท.เป็นตัวแทนของหน่วยงานรัฐ" รักษาการผู้ตรวจการแผ่นดินกล่าว

พล.อ.วิทวัสกล่าวว่า ในการลงพื้นที่ในต้นเดือน ก.พ.นี้ จะเชิญกระทรวงพาณิชย์และ สคบ.ไปร่วมลงพื้นที่ตรวจสอบ ซึ่งเรื่องนี้ทราบว่านายกรัฐมนตรีก็รับทราบปัญหาแล้วและให้ความสนใจ เนื่องจากท่าอากาศยานเป็นหน้าตาของประ เทศ เราพึงรักษามาตรฐานของการทำงานและธรรมาภิบาล ซึ่งในการลงพื้นที่ก็หวังว่า ทอท.จะให้ความร่วมมือ ไปตรวจดูว่าสิ่งที่ตัวเองดำเนินการนั้นเป็นไปตาม กฎหมายแล้วหรือไม่ ส่วนผู้ประ กอบการจะแอบขึ้นราคาเองหรือไม่ เป็นเรื่องของ ทอท.ที่ต้องควบคุม

ถามว่า รมว.การท่องเที่ยวฯแนะให้ประชาชนที่เดินทางไปใช้ บริการสนามบินไม่ต้องกินอาหารที่สนามบิน แต่ให้ไปกินที่ปลายทาง พล.อ.วิทวัสกล่าวว่า วิธีการดังกล่าว ไม่ใช่วิธีการแก้ไขปัญหา แต่เป็น การหลีกเลี่ยง.

ผู้ว่าฯโดนใบเหลือง หยุดทำหน้าที่ทั้งทีม แก้พรบ.บริหารกทม.ตั้งเป้ากระชับอำนาจ - เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2561

แก้กฎหมาย พ.ร.บ.บริหารกทม. กระชับอำนาจผู้ว่าฯ ให้เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาลมากที่สุด กรณีผู้ว่าฯโดน "ใบเหลือง" ให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ทั้งยวง เมื่อได้รับตำแหน่งต้องแถลงนโยบายต่อสภา กทม. ประกาศพันธะสัญญาในการดูแลคนกรุง พร้อมลดอำนาจตั้งข้าราชการ จากเดิมล้วงได้ตั้งแต่ปลัดกทม.ยันหัวหน้าฝ่าย ต่อไปให้เหลือแค่ปลัดฯ-รองปลัดฯเท่านั้น ป้องกันปัญหาบริหารงานบุคคลป่วนเพราะนักการเมืองวิ่งเต้น ด้าน "วิชาญ" ค้านยุบส.ข. ยันทำหน้าที่ไม่ซ้ำซ้อนส.ก. วอนทำประชาพิจารณ์ถามประชาชนก่อนควรยกเลิกส.ข.หรือไม่ พร้อมเสนอให้เลือกตั้ง "ผอ.เขต" ชม "อัศวิน" ยึดงานเป็นตัวตั้ง มากกว่ายึดการเมือง

เมื่อวันที่ 11 ม.ค. รายงานข่าวแจ้งว่า จากที่รัฐบาลได้กำหนดโรดแม็พที่จะให้มีการเลือกตั้งท้องถิ่นในปี 2561 นี้ โดยขณะนี้คาดการณ์ว่ากฎหมายที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งท้องถิ่น 6 ฉบับ จะเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้ในราวกลางปีนี้ ซึ่งจะเสนอแก้ไขร่าง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพ มหานคร พ.ศ. 2528 เป็น 1 ใน 6 ฉบับที่จะได้รับการพิจารณาด้วย นั้น ทั้งนี้กฎหมายดังกล่าว ทางคณะกรรมาธิการปฏิรูปประเทศด้านการปกครองท้องถิ่นที่มี นางนินนาท ชลิตานนท์ สมาชิกสภาปฏิรูประเทศ (สปท.) เป็นประธานกรรมาธิการฯได้สรุปข้อเสนอแนะการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่ของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ในหลายข้อ โดยมีประเด็นที่น่าสนใจคือการลดอำนาจการแต่งตั้งข้าราชการของผู้ว่าฯ และกำหนดไว้ในเรื่องที่หากผู้ว่าฯกทม.ถูกคณะกรรมการการเลือกตั้งตัดสินให้ใบเหลือง

นางนินนาท กล่าวว่า ในการเสนอแก้ไข พ.ร.บ.บริหารราชการกรุงเทพมหานคร ที่สปท.ได้พิจารณาไปนั้น มีส่วนที่เกี่ยวกับ ผู้ว่าฯที่ต้องแก้ไขให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ที่กำหนดคุณสมบัติและข้อห้ามต่าง ๆ ของนักการเมืองตั้งแต่ระดับชาติไปจนถึงระดับท้องถิ่น เช่น กำหนดลักษณะต้องห้าม เช่น เคยถูกสั่งให้พ้นจากราชการเพราะทุจริตต่อตำแหน่งหน้าที่ เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่ากระทำทุจริตในการเลือกตั้ง เป็นต้น ซึ่งเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะมาดำรงตำแหน่งในการบริหารราชการ กทม. ทั้งนี้คณะกรรมาธิการฯยังให้ความสำคัญในการบริหารงานเพื่อให้เป็นไปตามหลักคุณธรรมและธรรมาภิบาล โดยได้ขอให้เพิ่มเติมในกฎหมายกรณีที่ผู้ว่าฯ กทม.ต้องหยุดหรือพักการปฏิบัติหน้าที่ กำหนดให้ข้าราชการการเมืองที่ผู้ว่าฯ กทม.แต่งตั้งต้องหยุดหรือพักการปฏิบัติหน้าที่ด้วย เพื่อไม่ให้เกิดการตีความอย่างเช่นที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเรื่องที่ขัดต่อหลักการทั่วไป เนื่องจากกรณีที่ผู้ว่าฯถูกตัดสินให้ได้รับใบเหลืองจาก กกต. ผู้ว่าฯ ซึ่งเป็นนักการเมืองที่ประชาชนเลือกมานั้น ถูกพิจารณาว่ามีเรื่องที่จะต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพื่อพิสูจน์ความจริงว่าผิดหรือไม่ ในเมื่อสถานะของผู้ว่าฯ ง่อนแง่น ไม่รู้จะอยู่หรือไปนั้น ก็ไม่ควรจะมีสิทธิเช่นเดียวกับผู้ว่าฯกำลังพักร้อน ซึ่งเป็นเรื่องที่วิญญูชนก็พึงจะเข้าใจได้ว่าสถานะของผู้ว่าฯที่ต้องถูกให้พักงานนั้นไม่เหมือนกัน

นางนินนาท กล่าวว่า ดังนั้นการที่จะให้ผู้ว่าฯ ซึ่งกำลังมีสถานะที่ไม่แน่ชัดมาแต่งตั้งให้รองผู้ว่าฯ กทม.ซึ่งเป็นคนของผู้ว่าฯ ยังคงมีอำนาจในการบริหารงาน กทม.ต่อในช่วงที่ ผู้ว่าฯ ถูกพักงาน จึงไม่เหมาะสม ทางคณะ กรรมาธิการฯจึงได้ขอแก้ไขและระบุในประเด็นให้ชัดเจน โดยให้พักงานในส่วนของฝ่ายการเมืองไปก่อน และให้ปลัด กทม.เป็นคนบริหารงานแทน จนกว่าจะพิสูจน์ความถูกผิดตาม กระบวนการศาลแล้วจึงค่อยมาทำงานได้เช่นเดิม กรรมาธิการฯ เห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่ควรระบุไว้ เพราะการให้รองผู้ว่าฯมาทำงานระหว่างที่ผู้ว่าฯถูกพักงานนั้น ในความเป็นจริงก็ยังคงเป็นการใช้อำนาจบริหารจากตัวผู้ว่าฯอยู่ดี

นางนินนาท ยังกล่าวต่อด้วยว่า นอกจากนี้คณะกรรมาธิการฯยังกำหนดให้เมื่อผู้ว่าฯ กทม.เข้ารับตำแหน่งแล้วจะต้องแถลงนโยบายต่อสภากรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นการกำหนดเช่นเดียวกับการปกครองท้องถิ่นอื่น ๆ และการปกครองในระดับประเทศที่นายกรัฐมนตรีต้องแถลงนโยบายต่อสภาเพื่อให้ผู้ที่เข้ามาทำหน้าที่ผู้ว่าฯ มีแนวทางการทำงานและกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน ว่าจะทำอะไรบ้าง ในปีที่ 1 ปีที่ 2 จะมีแนวนโยบายอย่างไร เพื่อให้เป็นพันธะสัญญาที่จะเดินหน้าไปให้ได้ตามที่ประกาศแก่ประชาชน นอกจากนี้ในร่างกฎหมายฉบับดังกล่าว ได้กำหนดให้ผู้ว่าฯ ใช้อำนาจหน้าที่ในการแต่งตั้งข้าราชการเท่ากับรัฐมนตรี ให้สอดคล้องกับที่กฎหมายระบุ เนื่องจาก พ.ร.บ.บริหารราชการ กทม.ปัจจุบัน ผู้ว่าฯกทม.สามารถเสนอแต่งตั้งและให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้งข้าราชการเป็นจำนวนมาก ตั้งแต่ระดับปลัด กทม. ไปจนถึงระดับหัวหน้าฝ่าย ซึ่งแตกต่างจากการใช้อำนาจของรัฐมนตรีในกระทรวงต่าง ๆ ที่แต่งตั้งได้เฉพาะปลัดกระทรวงเพียงคนเดียวเท่านั้น ซึ่งการที่ผู้ว่าฯที่เป็นนักการเมืองใช้อำนาจล้วงลูกการบริหารงานบุคคลมากเกินไปส่งผลให้มีการวิ่งเต้นนักการเมืองและระบบการบริหารงานมีปัญหา

รายงานข่าวแจ้งว่า กรณีที่สปท.ต้องระบุในการแก้กฎหมายครั้งนี้ให้ทีมฝ่ายการเมืองทั้งหมดต้องพักการทำหน้าที่เมื่อผู้ว่าฯกทม. ถูกใบเหลือง นั้นสืบเนื่องจากที่สมัยผู้ว่าฯสุขุมพันธุ์ บริพัตร ถูก กกต.วินิจฉัยให้ได้รับใบเหลือง แต่ช่วงดังกล่าวกลับมีการตีความว่าเป็นเช่นเดียวกับกรณีผู้ว่าฯ พักร้อนแล้วแต่งตั้งรองผู้ว่าฯ มาปฏิบัติหน้าที่แทน ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมเป็นอย่างมากถึงความไม่เหมาะสมและไม่เป็นไปตามระบบคุณธรรมที่ถูกต้อง นอกจากนี้กรณีที่ผู้ว่าฯ กทม.มีอำนาจแต่งตั้งข้าราชการเป็นจำนวนมากซึ่งหากนับตั้งแต่ระดับปลัด กทม.ไปจนถึงหัวหน้าฝ่ายฯทั้งกรุงเทพฯรวมเป็นข้าราชการเกือบ 2,000 คน ที่ผู้ว่าฯ มีสิทธิตามกฎหมายในการแต่งตั้ง เป็นการใช้อำนาจแต่งตั้งได้มากที่สุดในระบบของข้าราชการพลเรือนจากทุกกระทรวง ทบวงกรมทั่วทั้งประเทศ จึงเป็นเรื่องที่สร้างปัญหาในการทำงาน ทำให้เกิดการวิ่งเต้นแต่งตั้งโยกย้ายทุกครั้งและหลายกรณีมีข้อครหาเกี่ยวกับการเรียกรับเงินด้วย

ด้าน นายวิชาญ มีนชัยนันท์ ประธานส.ส.ภาค กทม.พรรคเพื่อไทย และอดีต ส.ข.รุ่นแรกปี 28 ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่สมาชิกสภาปฏิรูปประเทศ (สปท.) เสนอให้ยกเลิกการเลือกตั้ง ส.ข.ว่า ตนไม่เห็นด้วยกับแนวคิดที่จะยุบ ส.ข. เนื่องจากท้องถิ่นควรมีคนดูแลอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครที่เป็นเมืองใหญ่ มีประชากรหนาแน่น จะอ้างว่ามีชุมชนแล้วไม่ต้องมี ส.ข.ก็ไม่ได้ เพราะแตกต่างกัน เนื่องจากกทม.ไม่สามารถตั้งชุมชนได้หมด ซึ่งชุมชนต้องขึ้นทะเบียนกับ กทม. และยังมีชุมชนของการเคหะที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนกับ กทม. รวมถึงชุมชนที่อยู่ในหมู่บ้านจัดสรร แต่ ส.ข.เป็นการเลือกทั้งระบบโดยประชาชน มาจากหลายภาคส่วน ซึ่ง ส.ข.ไม่จำเป็นต้องสังกัดพรรคการเมือง ถ้าเห็นว่าการที่ส่วนหนึ่งของ พ.ร.บ.ท้องถิ่นปี 28 ให้อำนาจ ส.ข.เป็นที่ปรึกษาและให้คำแนะนำ ผอ.เขต คอยดูแลตรวจสอบการใช้งบประมาณอย่างใกล้ชิด ทำให้สามารถสะท้อนความเดือดร้อนของแต่ละเขตได้ และถ้าเขตไม่แก้ปัญหาก็ทำหนังสือร้องไปยังปลัด กทม.ได้ แต่ปัจจุบันต้องร้องไปยังผู้ว่าฯ กทม.

นายวิชาญ กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกัน ส.ข. ทำหน้าที่ต่างจาก ส.ก.ไม่ได้ซ้ำซ้อนกัน โดย ส.ก.มีหน้าที่ดูแลออกข้อบัญญัติกรุงเทพ มหานคร ตรวจสอบและตั้งกระทู้ถามผู้ว่าฯ กทม. พิจารณางบประมาณว่าการใช้เงินถูกต้องหรือไม่ ซึ่งมีหน้าที่แตกต่างกับ ส.ข. ฉะนั้นถ้าจะยกเลิก ส.ข.ก็ควรถามประชาชนหรือทำประชาพิจารณ์ด้วยว่าสมควรหรือไม่ หลังไม่มี ส.ข.มา 3 ปี ปัญหาความเดือดร้อนไม่ได้รับการแก้ไข อีกทั้ง ผอ.เขตก็มีความแตกต่างกัน บางเขตเข้าพบยาก ติดต่อลำบาก ไม่ได้มีความรู้หรือความเชี่ยวชาญในเรื่องท้องถิ่นโดยตรง และบางส่วนก็สร้างปัญหาขึ้นในท้องถิ่น ซึ่งถ้ามี ส.ข.อยู่ก็จะคานอำนาจกับ ผอ.เขตได้ จึงมีแนวคิดเสนอให้มีการเลือกตั้ง ผอ.เขตขึ้น มา เพราะจะตอบสนองความต้องการของประชาชน ได้มากกว่า ทั้งนี้ในสมัยที่ตนเป็นส.ส.มีร่างกฎหมายที่เสนอให้เลือกตั้ง ผอ.เขต คาอยู่ที่กระทรวงมหาดไทย อยากให้นำมาพิจารณาด้วย ซึ่งร่างกฎหมายนี้ก็ผ่านการสอบถามความเห็นของประชาชนมาแล้วโดยเห็นด้วยกว่าร้อยละ 90

"เมื่อ ผอ.เขตเป็นข้าราชการก็ต้องฟังผู้ว่าฯ กทม. สิ่งที่มีปัญหากันมาคือเรื่องการเมือง แต่ก็ขอชมผู้ว่าฯ กทม.คนปัจจุบันว่าดีเพราะไม่ได้เอาเรื่องการเมืองเป็นตัวตั้ง แต่เอาเรื่องการทำงานเป็นตัวตั้ง เรื่องนี้เลยไม่เกิดปัญหา เขตก็ไม่อึดอัดในการทำงาน ต่างจากยุคก่อนที่ผ่านมา" นายวิชาญ กล่าว.

คอลัมน์ กรีน อินดัสทรี: เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2561

วิฑูรย์ สิมะโชคดี

นักพัฒนาอุตสาหกรรม

Good Governance มีชื่อบัญญัติเป็นไทยหลายคำ อาทิ ธรรมาภิบาล (ใช้ทั่วไป) การกำกับดูแลกิจการที่ดี (ภาคธุรกิจเอกชน) การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี (ภาครัฐราชการ) รวมถึงคำว่า บรรษัทภิบาล (Corporate Governance) ในภาคธุรกิจอุตสาหกรรมด้วย

ธรรมาภิบาล หรือการกำกับดูแลกิจการที่ดี หรือการบริหารกิจการบ้านเมือง ที่ดี จะหมายถึงแนวทางในการจัดระเบียบ เพื่อให้สังคมของประเทศทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนอยู่ด้วยกันได้อย่างสงบสุข

เรื่องนี้ ดร.บัณฑิต นิจถาวร นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้าน "ธรรมาภิบาล" ได้กล่าวถึงความสำคัญในเรื่องนี้อย่างเข้าใจง่ายในหนังสือ เรื่อง "ธรรมาภิบาล ไทย" ของท่าน โดยอธิบายว่า "ธรรมาภิบาล หรือการกำกับดูแลกิจการที่ดี หมายถึง การมีระบบ หรือกระบวนการทำงานที่โปร่งใส มีความรับผิดชอบ และตรวจสอบได้ ที่จะนำไปสู่การตัดสินใจที่ดี มีเหตุมีผล ถูกต้องตามกฎหมาย และระเบียบข้อบังคับ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อผู้ตัดสินใจเองและผู้ที่เกี่ยวข้อง เป็นคุณลักษณะและเงื่อนไขสำคัญของประเทศที่จะเติบโตอย่างมีคุณภาพ"

ทุกวันนี้ "ความสามารถในการแข่งขัน" (Competitive Advantage) จึงเกี่ยวข้องกับ "ธรรมาภิบาล" ด้วยเพราะให้ความสำคัญกับ "ความยั่งยืน ของธุรกิจในระยะยาว" มากกว่าการมองกำไรระยะสั้นเหมือนในอดีต

นักธุรกิจอุตสาหกรรมจำนวนมากในปัจจุบันมักจะให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับ "สามปัจจัย" ที่ถือว่าเป็นพื้นฐานของการสร้างความสามารถระยะยาวในการแข่งขันขององค์กร

ปัจจัยแรก คือ การบริหารจัดการคนหรือพนักงานที่ถือว่าเป็นทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดขององค์กร ด้วยการให้โอกาสในการพัฒนาความเจริญก้าวหน้าอย่างเป็นธรรม เพื่อความยั่งยืนของกิจการ โจทย์สำคัญในเรื่องนี้ ก็คือ การหล่อหลอมพนักงานขององค์กรให้เป็นคนดีมีความสามารถที่จะทำงานและสร้างความเจริญให้กับองค์กรต่อไป

ปัจจัยที่สอง ก็คือ ความน่าเชื่อถือ ชื่อเสียง และภาพลักษณ์ของบริษัท เพื่อให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของบริษัท (ไม่ว่าจะเป็น ผู้ถือหุ้น ผู้บริหาร ลูกค้า เจ้าหนี้ ผู้ร่วมลงทุน บริษัทคู่ค้า และพนักงาน) มีความเชื่อมั่นและมีความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่ดีกับบริษัทต่อไป โจทย์สำคัญในเรื่องนี้ ก็คือ การมีธรรมา ภิบาลที่ดีในการกำกับดูแลกิจการที่มองประโยชน์ในระยะยาวของผู้มีส่วนได้ ส่วนเสียกับธุรกิจของบริษัท

ปัจจัยที่สาม คือ ความยั่งยืนของตัวเศรษฐกิจและผู้บริโภคเอง คือถ้า เศรษฐกิจซบเซาและผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าบริษัทไม่มีความยั่งยืน ธุรกิจของบริษัท ก็จะยั่งยืนยาก โจทย์สำคัญเรื่องนี้ก็คือ การทำธุรกิจในรูปแบบที่จะมีผลต่อเนื่อง ไปสู่ความยั่งยืนของเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และชุมชนที่เป็นผู้มีส่วนได้ ส่วนเสียสำคัญของบริษัท ซึ่งหมายถึงการทำธุรกิจที่มีความรับผิดชอบต่อ สังคม

แนวความคิดดังกล่าวข้างต้น ทำให้ปัจจัยเรื่อง "ธรรมาภิบาล" ได้กลายเป็น ปัจจัยสำคัญที่กำหนดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจในระยะยาว และเมื่อเราพิจารณาเป็นภาพรวมของประเทศแล้ว จะเห็นว่าความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจอุตสาหกรรม จะต้องอาศัยการสนับสนุนจากการดำเนินนโยบายของภาครัฐ ซึ่งจะเกี่ยวข้องอย่างยิ่งกับธรรมาภิบาล (การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี) ของภาครัฐ ในการทำหน้าที่และกำกับดูแลด้วยการกำหนดนโยบายและการสนับสนุนที่ดีและมีเหตุผล

ธุรกิจอุตสาหกรรม ที่มี "ธรรมาภิบาล" หรือมี "การกำกับดูแลกิจการที่ดี" มักจะเป็นบริษัทที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียและสังคม จึงเป็นบริษัทที่มีโอกาสสูงที่จะเติบโตได้อย่างยั่งยืน ส่วนบริษัทที่ไม่มีการกำกับดูแลกิจการที่ดี หรือขาดธรรมาภิบาล มักจะมีปัญหาทั้งภายในองค์กรและมีผลต่อภาพลักษณ์ที่ไม่ดีมากมาย ซึ่งทำให้การเติบโตของบริษัทไม่ยั่งยืน ส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงานและความน่าเชื่อถือของบริษัท

การบริหารจัดการองค์กรด้วย "หลักธรรมาภิบาล" จึงมีความสำคัญมากขึ้นทุกที ครับผม!

คอลัมน์ เลาะเลียบคลองผดุงฯ: กระทรวงสีเทา - ข่าวสด ฉบับวันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2561

ตุลย์ ณ ราชดำเนิน

tulacom@gmail.com

ความวัวไม่ทันจางหาย ความควายก็เข้ามาแทรกอีกแล้ว ใครจะไปเชื่อว่า กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ยุคนี้ มีเงาทุจริตทาบคลุมจนได้ชื่อว่า "กระทรวงสีเทา" ยิ่งกว่ายุคในอดีตเสียอีก

แค่เฉพาะเรื่องเทาๆ ใน สพฐ. ก็มีให้ "ทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์" กันแทบจะทุกเดือน เมื่อช่วงปลายเดือนพ.ย.60 ก็เพิ่งย้ายด่วนบรรดา ผอ.สพป. 3 จังหวัดชายแดนใต้ ยะลา ปัตตานี นราธิวาส และ 4 อำเภอของ จ.สงขลา ว่ากันว่า เป็นผลพวงแห่งพิษภัย จากคดีติดตั้งกล้องวงจรปิด (CCTV)

ก็โครงการ Safe Zone School 12 เขตพื้นที่การศึกษาชายแดนภาคใต้ 1,104 แห่ง 5,000 ตัว ใช้งบฯ 577 ล้านบาท ซึ่งคณะกก.อำนวยการขับเคลื่อนแก้ปัญหาทุจริต ชี้มูลแล้วว่า น่าจะมีทุจริตเกิดขึ้นจริง

ล่าสุดยังมีเรื่องเทาๆ ให้ได้เม้าธ์กันทั่ว ศธ. หลังข้ามศักราชใหม่ ว่า สตง.ได้ส่งเรื่องให้ ศธ.ตรวจสอบกรณี สพม.15 ใช้งบฯเหลือจ่ายของ สพฐ.ปีงบฯ 59 จำนวน 62 ล้านบาท ในโครงการก่อสร้างหลังคาคลุมลานอเนกประสงค์ใน 11 โรงเรียน 3 จ.ชายแดนใต้ ในโครงการสานฝันการกีฬาสู่ระบบการศึกษาจ.ชายแดนใต้

เพราะพบเงื่อนงำทั้ง 11 โรงเรียน ใช้วิธีจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีพิเศษ อันมิชอบด้วยระเบียบกม.ที่เกี่ยวข้อง ทั้งมี บ.ประกอบธุรกิจด้านคอมพิวเตอร์ เป็นผู้ประมูลงานได้ ที่สำคัญราคากลางยังสูงกว่าราคาเกณฑ์ประมวลราคากลางก่อสร้างตามระบบราชการ ขณะนี้ สพฐ.ได้ตั้ง กก.สืบข้อเท็จจริงแล้ว ก็ถูกต้องแล้ว

แต่ก็มีคนวิจารณ์ว่า สตง.ตรวจพบเงื่อนงำชัดขนาดนี้ ทำไมสพฐ.จึงย้อนกลับไปตั้ง กก.สืบข้อเท็จจริงใหม่อีก แถมไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เพิ่งเกิด มีมาตั้งแต่ การุณ สกุลประดิษฐ์ ปลัด ศธ. ยังนั่งเก้าอี้เลขาธิการ กพฐ.โน่น

เพราะนอกจากจะจัดซื้อจัดจ้างแบบวิธีพิเศษแล้ว ยังทำสัญญากับผู้ประกอบการเอกชนเพียง 3 ราย รายละ 3-4 แห่ง บ.คู่เทียบ 3 แห่งก็ระบุที่ตั้งเดียวกันด้วย ตามด้วยเงื่อนงำการใช้งบทั้งค่าใช้จ่ายนั่งร้าน, ค่าเครน, ส่วนต่างราคาวัสดุก่อสร้างบางแห่งสูงกว่าถึง 6 แสนบาท, ลำโพงน้อยแพงตัวละเกือบหมื่น ฯลฯ อะไรจะขนาดนั้น

ยังชวนสงสัยการตั้งราคาค่าเสาเข็มเจาะบีโอคิวแทบทุกโครงการไม่ระบุความยาว แต่ใช้ราคากลางเสาเข็มเดียวกันที่ต้นละ 16,060 บาท รวมค่าเจาะของ สพฐ.สำหรับเสา ขนาด 35 ซ.ม. ยาว 21 ม.

ว่ากันว่าราคากลางของ สพฐ.สูงกว่าราคาท้องตลาดในห้วงเวลาเดียวกันค่อนข้างมากในหลายแห่งด้วย จริงหรือไม่จริง บิ๊กตู่น่าจะเรียกผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดมาถาม เพื่อไม่ให้ใครมาว่ากระทรวงศึกษามีสีเทาอีกต่อไป

คอลัมน์ สถานีคิดเลขที่12: ณ ลอนดอน - มติชน ฉบับวันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2561

สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน

เมื่อ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เริ่มปรากฏตัวต่อสาธารณะ เริ่มมีภาพถ่ายเดินเหินอยู่ในลอนดอน ก็เริ่มมีเสียงเรียกร้องกดดันรัฐบาล คสช.และตำรวจ ถึงการติดตามตัวเพื่อนำมา ดำเนินคดีในไทย ซึ่งอันที่จริงเป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่า เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

โดยมีกรณี ทักษิณ ชินวัตร เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนอยู่แล้ว มีการประสานตำรวจสากล เรียกร้องกันนั่นนี่นับสิบปีมาแล้ว แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

เพราะทั่วโลกมองว่า เป็นการหลบหนีเพราะ "การเมือง" แม้จะมีหมายจับในไทยเรื่องทุจริต แต่ทั้งโลกไม่มีใครคิดเช่นนั้น

คนที่ออกมาเคลื่อนไหวป่าวร้องให้ตามล่าตัว ส่วนใหญ่ก็เป็นคู่ขัดแย้งทางการเมือง ทั้งพูดจาเพื่อหวังผลทางการเมืองโดยเฉพาะต่อ คสช. เพราะหงุดหงิดมาตั้งแต่ยิ่งลักษณ์หลบหนีออกไปจากประเทศไทยได้ง่ายๆ

แต่คงลืมไปว่า ยิ่งพูดถึงการตามล่ายิ่งลักษณ์ ยิ่งย้อนไปตามล่าทักษิณยิ่งเป็นการเปิดโปงปัญหาภายในบ้านเราเอง เปิดโปงคู่ขัดแย้งของทักษิณ-ยิ่งลักษณ์เอง ว่าเล่นเกมการเมืองอย่างทำลายล้างกันเช่นไร

ยิ่งเป็นข่าวกรณี 2 พี่น้องชินวัตรมากเท่าไร ยิ่งตอกย้ำให้คนทั้งโลกหันมาพูดถึงการเมืองในไทยเรา ว่าเต็มไปด้วยปัญหา และไร้มาตรฐาน

ไม่เช่นนั้นแล้ว ท่าทีของประเทศต่างๆ ทั่วโลกในกรณีทักษิณและยิ่งลักษณ์ จะออกมาอย่างเฉยเมยเช่นนี้หรือ

ก่อนหน้านี้ตำรวจไทยก็ประสานข้อมูลไปยังตำรวจสากลโดยตลอด ร้องขอให้ 192 ประเทศ ที่เป็นสมาชิกองค์การตำรวจสากล ช่วยติดตามตัวส่งกลับมาไทย

แต่เมื่อมีการเข้าไปตรวจสอบในเว็บไซต์ของอินเตอร์โพล ปรากฏข้อมูลคนไทย ที่โดนหมายแดง เพียงคนเดียว คือ ทายาทกระทิงแดง ซึ่งเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญาล้วนๆ คือ ขับรถชนคนตาย

ส่วนรายที่มีข้อหาทางอาญาแต่เจือปนด้วยปัญหาทางการเมืองนั้น อินเตอร์โพลก็ใช้วิธี นิ่งเฉย

จึงไม่น่าแปลกใจที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. แสดงท่าทีว่าไม่ใช่เรื่องง่าย ที่ผ่านมาไม่ได้รับการตอบสนองเรื่องการส่งตัวจากต่างประเทศ เพราะเป็น เรื่องของประเทศนั้นๆ ซึ่งมีหลักในการพิจารณาในส่วนของเขาเอง มีเหตุผลของเขาเอง

ทั้งยกตัวอย่างกรณี "อดีตนายกฯคนก่อน" ว่า "กลับมาหรือยัง เขาส่งกลับมามั้ย"บทสรุปของ พล.อ.ประยุทธ์ต่อเรื่องนี้ก็คือ อย่าเอามาเป็นประเด็นในประเทศเราเองเลย

ดูจะเป็นบทสรุปที่ตรงกับนักวิเคราะห์การเมืองทั้งหลายที่เห็นว่า ยิ่งพูดเรื่องนี้เท่ากับ ยิ่งเข้าตัว ยิ่งเน้นย้ำชาวโลกให้เห็นเนื้อแท้ของการเมืองไทยอันยุ่งเหยิงยอกย้อน

แถมที่มาไล่บี้ฝ่ายตำรวจในการตามตัวยิ่งลักษณ์นั้น จะพบว่าจริงๆ แล้วทำงานยากกว่า หน่วยราชการอื่นๆ

โดยเทียบแล้ว หน่วยงานข่าวของทหาร ยังมีผู้ช่วยทูตทหารประจำในสถานทูตไทย ในประเทศใหญ่ๆ

หรืออัยการ ยังมีอำนาจหน้าที่โดยตรง สามารถบินตรงไปประสานงานกับทางการของประเทศต่างๆ เพื่อหาข้อมูลแหล่งพักพิง หรือขอตัวกลับไทยมาดำเนินคดี เหมือนกับ ที่อัยการเคยบินไปจัดการเรื่องเณรคำมาก่อนหน้านี้

ขนาดกระทรวงพาณิชย์ก็ยังมีทูตพาณิชย์ ซึ่งในกรณียิ่งลักษณ์ที่มีข่าวว่าอาจจะใช้วีซ่านักลงทุนในการเข้ามาพำนักในอังกฤษ ก็น่าจะต้องทำหน้าที่หาข้อมูลการลงทุนนั้น ถึงแหล่งพักพิงได้

พูดไปพูดมา สงสัย ผบ.ตร.อาจจะต้องเรียกร้องให้เปิดตำแหน่ง "ผู้ช่วยทูตตำรวจ"ในสถานทูตไทยประเทศสำคัญๆ เพื่อรับกับยุคที่คนไทยหลบหนีหมายจับไปอยู่ต่างประเทศมากมาย

แต่นั่นแหละ หมายถึงคดีที่ไม่มีปมการเมืองมาเกี่ยวพัน ซึ่งจะไม่ได้รับความร่วมมือ จากใครประเทศไหนเลย

คอลัมน์ เมืองไทย 360: ปมนาฬิกาหรูอย่าทำเล่น ไม่ใช่เสื่อมแค่"เสี่ยป้อม"!! - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2561

ชักจะจำไม่ได้แล้วว่า รายการเปิดโปงจำนวนนาฬิการาคาแพงระยับที่อยู่ในความครอบครองของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีอยู่กี่เรือนกันแน่ โดยล่าสุดเพจชื่อดังอย่าง CSI LA ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบขุดคุ้ยหาข้อมูลมาอย่างต่อเนื่อง จะแฉออกมาว่าเป็น "เรือนที่ 19" แล้ว ทำให้คิดว่า น่าจะมีเรือนที่ 20 ต่อเนื่องไปจนถึง เรือนที่ 30 หรือไม่

และที่สำคัญเมื่อรวมมูลค่าของนาฬิกาตาม จำนวนดังกล่าว มีการประเมินไว้เบื้องต้นว่าไม่ต่ำกว่า "30 ล้านบาท"

โอ้แม่เจ้า !! ที่ต้องอุทานแบบนี้ เพราะหากเป็นความจริง มันก็จะเป็นกรณีศึกษาสำหรับอดีตข้าราชการ เกษียณฯ คนหนึ่ง ว่ามีรสนิยมในการ "สะสมนาฬิกา" ราคาแพงได้มากมายขนาดนี้ จนทำให้คิดไปไกลว่า เขา "มาถึงจุดนี้" ได้อย่างไร

นี่ว่ากันเฉพาะเรื่องรสนิยมที่ชอบเรื่อง "ของแพง" ว่าเขามีวิวัฒนาการแบบนี้ได้อย่างไร ยังไม่ต้องพูด ถึงเรื่องข้อสงสัยว่า "รวยจริง" อะไรจริง หรือไม่เพราะสมมติคนที่จะสวมใส่นาฬิกาหลักแสน หรือบางเรือนที่ผู้เชี่ยวชาญหรือ "กูรู" ด้านนาฬิกาออกมาฟันธงว่า เป็นรุ่นนั้น รุ่นนี้ มีราคาสูงถึงสองสามล้านบาท มันก็ย่อม "ไม่ใช่รวยธรรมดา" แน่นอน มันต้องเป็นระดับมหาเศรษฐี ร่ำรวยมรดกนับพันล้าน เป็นอย่างน้อย

ที่สันนิษฐานแบบนี้เอาไว้ก่อน เพราะ พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม คนนี้ไม่เคยมีเส้นทางในการทำธุรกิจใดๆ ออกมาให้เห็นเลย ก็มีเพียงแต่ได้ยินว่าพอเกษียณราชการจากกองทัพ ก็มาอยู่บ้าน จากนั้นก็มีตำแหน่งการเมืองเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก่อนที่จะร่วมมือกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้าคุมอำนาจการปกครองในรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อปี 2557 เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบัน

อีกทั้งที่รับรู้กันแบบทางการว่า เขาเป็น "โสด" ก็ทำให้เข้าใจไปอีกว่า ไม่มีลูก ไม่มีเมียที่ทำธุรกิจจนร่ำรวย แต่เมื่อได้เห็นรายงานเปิดโปงออกมาจากเพจดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง เผยโฉมนาฬิกาในครอบครองจนล่าสุดเป็นเรือนที่ 19 และรวมมูลค่าแล้วไม่ต่ำกว่า 30 ล้านบาท มันก็ช่วยไม่ได้ ที่ทำให้สังคมสงสัยว่า ไปรวยมาจากไหน เพราะนี่ไม่ใช่ระดับ "เสี่ยป้อม" แล้ว แต่ต้องเรียกว่าระดับเป็น "มหาเศรษฐีป้อม" แล้ว

แน่นอนว่า เรื่องราวแบบนี้สังคมอยากทราบกันอยู่แล้วว่า ความจริงมันเป็นอย่างไรกันแน่ แต่ที่ผ่านมา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เลือกใช้วิธีเลี่ยง หรือวางเฉย ไม่ยอมชี้แจงต่อสังคม หรือแม้กระทั่งกับทางคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ก็ใช้วิธีชี้แจงแบบลับๆ ถูกมองเหมือนกับว่า "จะชี้แจงหรือไม่ก็ได้" หรือจะชี้แจงแบบไหนก็ได้ แล้วแต่อารมณ์

เพราะหากจำกันได้ ก่อนหน้านี้หลังจากเกิดเรื่องขึ้นมาใหม่ๆ ทาง พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช. ก็หาทางลงให้สวยงามอยู่แล้วว่า จะขยายเวลาออกไปสำหรับการยื่นเอกสารเข้ามา หลังจากที่มีการตรวจพบนาฬิกาเรือนใหม่ๆ เข้ามาเรื่อยๆ แต่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ตัดบทว่า ไม่ชี้แจงเพิ่มแล้ว เพราะได้ส่งเอกสารชี้แจงไปแล้ว

เอาเป็นว่า เรื่องนี้รับรองต้องเป็นเรื่องใหญ่ ย่อมส่งผลกระเทือนกับหลายฝ่ายแน่นอน ฝ่ายแรกก็ต้องเป็น พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ นั่นแหละ จนถึงขณะนี้มั่นใจแล้วว่านาฬิกาที่ว่านั้น มีมูลค่าเกิน 2 แสนบาท ต้องแจ้งบัญชีทรัพย์สินกับ ป.ป.ช. แต่ที่ผ่านมาเชื่อว่าเขาไม่เคยแจ้ง และจากข้อมูลของเพจที่แฉเรื่องนี้ มีการระบุวันที่ย้อนไปนานหลายปี จนถึงปี 2553 ในยุคที่เขาเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นี่แหละถึงได้บอกว่าคือปัญหา

เอาเป็นว่า เวลานี้ไม่ใช่แค่เฉพาะ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เท่านั้น ที่กำลังถูกตรวจสอบจับจ้องจากสังคม แต่ยังรวมไปถึงหน่วยงานตรวสอบด้านคอร์รัปชัน อย่าง ป.ป.ช.ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประธาน ป.ป.ช. อย่าง พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ จะวางบทบาทอย่างไร เพราะสังคมเข้าใจแล้วว่าพวกเขาเป็น "นายกับลูกน้อง" จะช่วยเหลือกันหรือไม่

ล่าสุด ยังลามมาถึงเรื่องที่สภานิติบัญญัติฯ โหวตแก้ไขกฎหมาย ป.ป.ช.ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดปัจจุบัน ชุดที่มี พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ เป็นประธานนั่นแหละ สามารถอยู่ต่อไปจนครบวาระ 9 ปี โดยไม่ต้องรีเซตใหม่ ทั้งที่มีคุณสมบัติขัดรัฐธรรมนูญ แบบนี้แหละถึงได้บอกว่ามันเสี่ยงกับ "ความเสื่อม" ยิ่งมาเกิดขึ้นในช่วง "ขาลง" มันถึงได้บอกว่า "น่ากลัว"

ดังนั้น นาทีนี้กรณีนาฬิกาหรูของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ มันเป็นแต้มสะสมในทางลบของ "พี่ใหญ่" คนนี้ กลายเป็น "ตัวเร่ง" ฉุดรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้ทรุดลงอย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังเป็นความเสื่อมที่ลุกลามไปยังองค์กรตรวจสอบอย่าง ป.ป.ช. ให้กลายเป็น "ตัวตลก" ในสายตาของสังคมมากขึ้น อย่าทำเป็นเล่นไป !!.

"นาทีนี้กรณีนาฬิกาหรูของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ มันเป็นแต้มสะสมในทางลบของ "พี่ใหญ่" คนนี้กลายเป็น "ตัวเร่ง" ฉุดรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้ทรุดลงอย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังเป็นความเสื่อมที่ลุกลามไปยังองค์กรตรวจสอบ อย่าง ป.ป.ช.ให้กลายเป็น "ตัวตลก" ในสายตาของสังคมมากขึ้น.. อย่าทำเป็นเล่นไป"

บัวช้ำน้ำขุ่น - โลกวันนี้ ฉบับวันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2561

(สมศักดิ์ ไม้พรต-รายงาน)

กรณีนาฬิกาหรู "บิ๊กป้อม" ดูท่าว่าเป็นเรื่องยากที่จบแบบบัว ไม่ช้ำน้ำไม่ขุ่น หากมีแค่นาฬิกาเรือนเดียว กับแหวนเพชรเพียง 1 วง ทางออกจากปัญหาอาจทำ ได้ง่ายกว่านี้ แต่เมื่อถูกขุดพบนาฬิกาหรูถึง 19 เรือน มูลค่ารวมกันกว่า 29 ล้านบาท ทำให้เป็นเรื่องยากที่จะจบเรื่องนี้แบบไม่แคร์กระแสสังคม ยิ่งประเด็นตรวจสอบถูกขยายวงกว้างออกไปเป็นการสืบหาที่มาที่ไปของนาฬิกา ตรวจสอบหาเจ้าของ ตรวจสอบหาผู้นำเข้า ตรวจสอบ ว่ามีการเลี่ยงภาษีถูกต้องหรือไม่ จึงไม่แปลกที่ "บิ๊กป้อม" จะร้อง "โอ๊ย!" สั้นๆแค่คำเดียวก่อนเดินหนีนักข่าวกรณีนาฬิกาหรูของ "บิ๊กป้อม" พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงกลาโหม ดูว่า จะเจอทางตันมากขึ้นเรื่อยๆ

ไม่ใช่ทางตันในการตรวจสอบอย่างที่หวั่นวิตกกันก่อนหน้านี้ แต่เป็นทางตันในการ หาทางออกให้เรื่องนี้จบแบบ บัวไม่ช้ำน้ำไม่ขุ่น

คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไม่เสียหน้า "บิ๊กป้อม" ไม่เสียชื่อเสียง หากมีแค่นาฬิกาเรือนเดียว กับแหวนเพชรเพียง 1 วง การหาทางออกจากปัญหาอาจทำ ได้ง่ายกว่านี้

แต่เมื่อถูกขุดพบนาฬิกาหรูถึง 19 เรือน มูลค่ารวม กันกว่า 29,623,000 บาท ทำให้เป็นเรื่องยากที่จะจบเรื่องนี้แบบไม่แคร์สังคมเหมือน หลายกรณีที่ผ่านมา

ล่าสุดทั้งฝ่ายที่ถูกมองว่า อยู่ฝั่งตรงข้ามกับรัฐบาลทหาร คสช.และฝ่ายที่ให้การสนับ สนุน ต่างมีความเห็นไปในทิศ ทางเดียวกันว่าต้องตรวจสอบที่มาที่ไปของนาฬิกาทั้งหมด ที่ปรากฏภาพอยู่บนข้อมือของ "บิ๊กป้อม" เพื่อให้เกิดความชัดเจน

ต้องตรวจสอบรายชื่อผู้ ครอบครองนาฬิกาทั้งหมดว่า มีความเกี่ยวข้องหรือไม่เกี่ยว ข้องอย่างไรกับ "บิ๊กป้อม" ต้องตรวจสอบด้วยว่านาฬิกาทั้งหมดมีการเสียภาษีอย่างถูกต้องหรือไม่

"ไหนๆป.ป.ช.จะปิดคดีเหมือนไม่มีอะไรผิดปรกติไม่ ได้แล้ว ก็จะขอเสนอป.ป.ช.เพื่อการตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ก็คือ ให้ขอความร่วมมือ จาก พล.อ.ประวิตร ส่งนาฬิกาทุกเรือนตามที่ปรากฏในรูปภาพ และขอให้กรมศุลกากร ตรวจดูว่านาฬิกาเหล่านั้นมีการเสียภาษีถูกต้องหรือไม่ และใคร เป็นเจ้าของกันแน่ นาฬิกาหรูเหล่านี้ย่อมมี serial number ว่าใครเป็นผู้ซื้อมือแรก และ เสียภาษีถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่การตรวจสอบนี้ไม่น่าจะยากนัก เพราะนาฬิกาเริดหรูราคาแพงแบบนี้คงมีไม่กี่เรือนในประเทศไทย"

ข้อเสนอจาก น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกวุฒิ สภา (ส.ว.)

"ผมขอให้ป.ป.ช.เชิญอธิบดีกรมศุลกากร และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง มาให้ข้อมูลกับทางป.ป.ช. ว่าใครบ้างเป็นคนสั่งนา ฬิกาเหล่านั้นเข้ามา เนื่องจากนาฬิกามีมูลค่าหลายล้านบาท การที่นำเข้าประเทศมาจะต้องผ่านกรมศุลกากร เพื่อจ่ายภาษีก่อน และอยากให้ตรวจสอบนาฬิกาของ พล.อ.ประวิตร ว่าได้เสียภาษีถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่"

เป็นคำกล่าวหลังเข้าให้ข้อมูลต่อป.ป.ช.ของ นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการ สมาคมองค์การ พิทักษ์รัฐ ธรรมนูญไทย

จากตรวจสอบความมีอยู่ จริง ทำไมไม่แจ้งในบัญชีทรัพย์ สิน ได้มาก่อนหรือหลังรับตำ แหน่ง ลามไปถึงตรวจสอบที่มาที่ไปของนาฬิกา ตรวจสอบหาเจ้าของ ตรวจสอบหาผู้นำเข้า ตรวจสอบว่ามีการเลี่ยงภาษีถูกต้องหรือไม่

ประเด็นตรวจสอบถูกขยายวงออกไปเรื่อยๆ ถ้าเคลียร์ได้ ไม่ครบทุกประเด็น ป.ป.ช.เองอาจจะเดือดร้อนเพราะอาจถูกประชาชนเข้าชื่อกันใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญมาตรา 236 เพื่อ ขอให้มีการตั้งคณะกรรมการไต่สวนการทำหน้าที่ของป.ป.ช.ได้

เมื่อประเมินจากความเคลื่อน ไหวแล้วทำให้เชื่อได้ว่ากรณีนี้สร้างความหนักใจต่อการทำหน้าที่ของป.ป.ช. และตัว "บิ๊กป้อม" ค่อนข้างมาก

"โอ๊ย!"คือคำอุทานสั้นๆเพียงคำเดียว ที่ "บิ๊กป้อม" พูดกับสื่อ มวลชนล่าสุดหลังถูกสอบถาม เรื่องนี้ก่อนเดินหนีขึ้นรถออก ไปจากทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ 11 มกราคมที่ผ่านมา

ถึงคำว่า "โอ๊ย!" จะสั้นแต่ความหมายนั้น "ยาว" โดยเฉพาะเมื่อดูจากสีหน้าเจ้าของ เสียง "โอ๊ย!"

เมื่อดูจากสีหน้าเจ้าของเสียง "โอ๊ย!"คำว่า "โอ๊ย!" จะสั้น แต่ความหมาย "ยาว"

บทเรียนประกาศ'ห้ามชาร์จมือถือ'เข้มเกิน..กระทบกำลังใจคนทำงาน - แนวหน้า ฉบับวันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2561

"ผลประโยชน์ทับซ้อน" (conflict of interest) เป็นคำที่ถูกพูดถึงมากในระยะหลังๆ ซึ่งบทความในชื่อเดียวกันที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) อธิบายไว้กว้างๆ ว่า หมายถึงการปฏิบัติหน้าที่ในนามหน่วยงาน แต่ตัดสินใจกระทำหรือไม่กระทำการใดๆ ด้วยปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของตนเองหรือพวกพ้อง โดยหากบุคคลใดถูกตั้งข้อสังเกตในทำนองดังกล่าว ก็ยากที่จะได้รับความเชื่อมั่นว่าจะปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเป็นกลาง

สำหรับกรณีของ "บุคลากรภาครัฐ" ทั้งฝ่ายการเมือง (เช่น คณะรัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา รวมถึงผู้บริหารและสมาชิกสภาท้องถิ่น) และฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐประจำ (ข้าราชการและพนักงานสังกัดหน่วยงานของรัฐ) พฤติกรรมที่เข้าข่ายผลประโยชน์ทับซ้อนนั้นในทางทฤษฎีมีหลาย รูปแบบ ตั้งแต่การเรียกรับผลประโยชน์ การใช้ตำแหน่งหน้าที่ของตนไปช่วยเหลือญาติพี่น้องพรรคพวก หรือไปเอื้อต่อการทำธุรกิจของตนโดยตรง ไปจนถึงเรื่อง "การนำทรัพย์สินขององค์กรไปใช้ ส่วนตัว" ที่คุ้นเคยกันดีแต่ไม่ค่อยจะมีใครนึกถึงนัก

และเรื่องหลังนี้เองได้กลายเป็น "ดราม่ารับปีใหม่" เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก หลังมีผู้นำ ประกาศสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง มาตรการป้องกันกรณีการใช้ทรัพย์สินของทางราชการ ซึ่งเป็นหนังสือคำสั่งเลขที่ สธ. 0201.04/ว 3784 และมี นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข ปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ลงนามเมื่อ 29 ธ.ค. 2560 มาเผยแพร่บนโลกออนไลน์ โดยเรื่องนี้ปรากฏเป็นข่าวเมื่อ 5 ม.ค. 2561

ประกาศดังกล่าวนั้น ระบุว่า ห้ามเจ้าหน้าที่รัฐ นำทรัพย์สินของทางราชการทุกประเภท รวมถึงเครื่องมือเครื่องใช้สำนักงานไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว ห้ามแม้กระทั่ง "การนำโทรศัพท์มือถือมาชาร์จกระแสไฟฟ้าในสถานที่ราชการ" รวมถึงห้ามนำยานพาหนะส่วนตัวมาจอดค้างคืน หรือแม้แต่นำมาล้างในสถานที่ราชการด้วย แน่นอนว่าเสียงสะท้อนจากชาวเนตไทยส่วนใหญ่คือ "สับเละ" ประกาศ ดังกล่าว ด้วยมองว่า "เกินกว่าเหตุ" มีเรื่องป้องกันทุจริตมากมายที่ "ใหญ่ๆ โตๆ" ให้ทำกลับไม่ทำ แต่ทำ "จี้" เอากับเรื่อง "หยุมหยิม" เช่นนี้

หลังปล่อยให้อารมณ์คนไทยเดือดอยู่หลายชั่วโมง ในวันเดียวกัน นพ.ยงยศ ธรรมวุฒิ ที่ปรึกษาระดับกระทรวง นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ ด้านเวชกรรมป้องกัน ในฐานะรักษาราชการแทนหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต กระทรวงสาธารณสุข (ศปท.) เผยแพร่เอกสารชี้แจงเรื่องนี้ว่า สธ. ออกประกาศดังกล่าวเพื่อแสดงเจตจำนงสุจริตในการบริหารราชการและการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ไม่ให้เกิดการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวในตำแหน่งหน้าที่อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย เป็นแบบอย่างที่ดี ยืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้องเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชน

โดยมุ่งหวังที่จะปรับเปลี่ยนแนวคิดของคนในหน่วยงานให้สามารถคิดแยกแยะว่าเรื่องใดเป็นประโยชน์ส่วนตนและเรื่องใดเป็นประโยชน์ส่วนรวม ทั้งนี้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 8 ส.ค.2560 ที่รับทราบ (ร่าง) พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม พ.ศ. .... อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 6 ม.ค. 2561 หรือ 1 วันหลังเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ นพ.เจษฎา ชี้แจงว่า กรณีห้ามชาร์จมือถือนั้นมุ่งหวังเรื่องการ "ประหยัดพลังงาน" แต่เมื่อพบปัญหาขึ้นก็ได้สั่งการให้ผู้เกี่ยวข้องทบทวนประกาศดังกล่าวแล้ว

ทั้งนี้ก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับทางปลัด สธ. เพราะเรื่องดังกล่าวเชื่อได้ว่ามิได้คิดขึ้นมาเองลอยๆ โดยหากย้อนไปเมื่อ 1 ส.ค. 2560 ในครั้งนั้น พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยระบุถึงกฎหมายว่าด้วยการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม ที่มอบหมายให้แต่ละหน่วยงานไปพิจารณาออกแนวปฏิบัติตามความเหมาะสม

"ที่ประชุมครม.ถามกันมากมายว่า ในวันข้างหน้าใครจะกล้าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐก็ต้องบอกว่าถ้าเราตั้งใจจริงที่จะทำงานเพื่อประชาชน เราต้องพร้อมถูกตรวจสอบ ทุกประเทศที่เจริญแล้วก็มีกฎหมายนี้ทั้งนั้น ซึ่งหมายรวมการแทรกแซงแต่งตั้งโยกย้ายก็โดน เอาซองจดหมายตราครุฑของราชการ หยิบเงินใส่ช่วยงานศพก็โดน เอาโทรศัพท์มือถือชาร์จไฟหลวงก็โดน

ซึ่งตัวอย่างเหล่านี้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ถ้าตีความกันแบบนี้ก็จะเวอร์ไป ซึ่งต้องมีการออกกฎหมายลูก กฎระเบียบของแต่ละหน่วยงานว่า อนุญาตให้อะไรแค่ไหนอย่างไร จะเสียบโทรศัพท์ได้กี่ชั่วโมง เป็นต้น"พล.ท.สรรเสริญ กล่าวกับสื่อมวลชนในวันนั้น

เช่นเดียวกัน..เรื่องที่ พล.ท.สรรเสริญ กล่าวมานั้น ก็ต้องย้อนไปเมื่อ 12 ก.ย. 2559 ที่รองนายกฯ วิษณุ ออกมากล่าวถึงร่างกฎหมายว่าด้วยการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม ว่าถ้าหาก "ตีความกันเป๊ะๆ" ก็จะดูน่ากลัวมาก เพราะไม่ว่า "รถหลวง-ซองเอกสารหลวง-ไฟหลวง" ถ้าใช้นอกเหนือจากหน้าที่ราชการ "ผิดหมด" และย้ำว่าประเทศอื่นๆ มีกฎหมายแบบนี้จริงๆ แต่ประเทศไทยยังไม่เคยมี

มานะ นิมิตรมงคล ผู้อำนวยการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) กล่าวกับทีมงาน "แนวหน้าวาไรตี้" ว่าคงต้อง "ขอชมในความกล้า" ของ สธ. ที่ออกประกาศดังกล่าวมา เพราะแม้ท้ายที่สุดจะยกเลิกไป แต่อย่างน้อยก็เป็นการ "เปิดประเด็น" ให้คนไทยได้ "ถกเถียง" กันอย่างจริงจัง ว่าการใช้ทรัพย์สินทางราชการกับเรื่อง ส่วนตัว "อย่างไหนพอรับได้-อย่างไหนไม่สมควร"ตามบริบทของสังคมและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป

"ในอดีตเราใช้โทรศัพท์สาย ถ้าเอามาโทร. เรื่องส่วนตัวอันนี้ชัดเจนว่าผลประโยชน์ทับซ้อน แต่วันนี้โทรศัพท์มือถือเป็นเรื่องที่ต้องเกื้อกูลกัน ข้าราชการจำนวนมากใช้ติดต่องาน ติดต่อ ผู้บังคับบัญชาหรือผู้ใต้บังคับบัญชา ดังนั้นการชาร์จโทรศัพท์ครั้งหนึ่งไม่กี่สตางค์เป็นเรื่องเข้าใจได้ แต่ในอนาคตด้วยเทคโนโลยี คนจะเปลี่ยนมาใช้รถพลังงานไฟฟ้ามากขึ้น ถ้าวันนี้เราไม่พูดเรื่องชาร์จไฟ ต่อไปถ้าข้าราชการเอารถมาชาร์จที่ทำงาน เรายอมไหม?" ผอ.องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ตั้งประเด็นคำถาม

ขณะที่มุมมองจากนักวิเคราะห์ประเด็นปัญหาทุจริต สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ธิปไตย แสละวงศ์ กล่าวว่าในเบื้องต้นประกาศของ สธ. ออกมาค่อนข้างดี แต่ "ยกเว้น" เพียงข้อห้ามการชาร์จโทรศัพท์มือถือในสถานที่ราชการเท่านั้น ซึ่งเข้าใจว่าที่ สธ. เอาจริง เพราะเคยมีกรณีเจ้าหน้าที่ในกระทรวงถูกชี้มูลความผิดฐานนำรถยนต์ของทางราชการไปใช้ในงานแต่งงานอันเป็นเรื่องส่วนตัว

ธิปไตย กล่าวต่อไปว่า ประกาศของ สธ. นั้นสอดคล้องกับตัวกฎหมายว่าด้วยการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม ซึ่งต่อไปเมื่อมีกฎหมายดังกล่าว หน่วยงานต่างๆ ก็จะต้องทำบัญชีการใช้ทรัพย์สิน เช่น การเบิกรถยนต์ของทางราชการไปใช้ต้องระบุว่านำไปใช้งานอะไรบ้าง แต่ถึงกระนั้น หากอยากให้ประเด็นผลประโยชน์ทับซ้อนถูกขับเคลื่อนอย่างเห็นผลเป็นรูปธรรม ก็มีเรื่องใหญ่ๆ ที่น่าทำมากกว่า

โดยเฉพาะ "การรับของขวัญของกำนัล"ของผู้บริหารระดับสูงภาครัฐทั้งฝ่ายการเมืองและฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐประจำ ดังมีตัวอย่างจาก แคนาดา ที่นายกรัฐมนตรีเมื่อไปรับของขวัญจากใครมา ก็จะมา "แจ้ง" หน่วยงานที่กำกับดูแลความโปร่งใสของหน่วยงานรัฐ แล้วหน่วยงานกำกับดูแลก็จะ "เผยแพร่ลงเว็บไซต์" ให้ประชาชนได้รับทราบ เช่น ได้ของอะไรมา ใครมอบให้ เนื่องในโอกาสไปร่วมงานใด ฯลฯ ซึ่งในแคนาดาไม่ได้ห้ามรับของขวัญไปเสียทั้งหมด เพียงแต่การเผยแพร่ข้อมูลเช่นนี้ทำให้สังคมได้พิจารณาว่าการรับของนั้นมา "เหมาะสม" หรือไม่อย่างไร

"บ้านเรา ป.ป.ช. (สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ) รับเรื่องแต่ไม่ค่อยให้ใครดู แล้วเหมือนปัจจุบันก็พยายามจะทำย้อนกลับ คือบัญชีแจ้งทรัพย์สินพยายามจะลดข้อมูลที่เปิดเผยให้น้อยลง คือเอาเป็นสรุปแต่ไม่ละเอียด ความจริงคือมันต้องทำให้ละเอียดขึ้นกว่าเดิม แต่ถ้าคุณจะบอกว่ามันเยอะเพราะนักการเมืองท้องถิ่นก็เป็นพันคนแล้ว คุณก็ไปเน้นเฉพาะตัวใหญ่ๆ ก็ได้ แล้วก็เปิดเผยให้ละเอียด แบบนี้ถึงจะเป็นสากลหน่อย" นักวิชาการจาก TDRI ฝากทิ้งท้าย

แม้ประกาศของ สธ. ดังกล่าวจะถูกยกเลิกไปแล้ว แต่สิ่งที่น่าจะเป็น "บทเรียน" ของผู้ออกนโยบาย คือ มาตรการต่างๆ ที่ออกมานั้นควร "รับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้าน" ก่อนหรือไม่? ซึ่งเสียงสะท้อนจากคนทำงานภาครัฐไม่ว่าจะหน่วยงานใด ระยะหลังๆ มักกล่าวตรงกันว่า "ต้องทำงานมากกว่าในเวลาราชการ" รวมทั้ง "ต้องใช้ทรัพย์สินส่วนตัวสำหรับปฏิบัติหน้าที่" เช่น โทรศัพท์มือถือหรือแม้แต่คอมพิวเตอร์ที่บ้าน ดังนั้นแม้มีเจตนาดี

แต่หาก "ตึงเกินไป" ก็อาจกระทบต่อ "ขวัญกำลังใจ" ของคนทำงานได้เช่นกัน!!!

คอลัมน์ น.ต.ประสงค์พูด: อำนาจชวนให้โกงกิน (2) - แนวหน้า ฉบับวันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2561

น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ

ในตอนที่ผ่านมา ได้พูดให้ฟังว่าบทบาทและหน้าที่ของทหาร ที่ต้องเข้ามาแก้ไขปัญหาและสถานการณ์ของบ้านเมือง โดยวิธีการทำรัฐประหารนั้น ต้องวางน้ำหนักการทำงานอยู่ที่เรื่องของ "บ้านเมือง"ให้ดีที่สุด อย่าเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับ "การเมือง" เพื่อแสวงหาอำนาจให้กับตนเองและพรรคพวก หรือคิดอ่านวางแผนสืบทอดอำนาจต่อไปให้ยาวที่สุดที่จะยาวได้

พูดไว้อย่างนี้เพราะเห็นทำกันอย่างนี้จริง

ดูไปที่การสร้างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ออกใช้ในขณะนี้ก็ได้ ที่เขียนซ่อนอำนาจของตนไว้ในรัฐธรรมนูญอย่างน่าเกลียด ซึ่งไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับใดเคยทำกันอย่างนี้ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆเมื่อถูกฉีกทิ้งด้วยอำนาจรัฐประหารแล้ว ไม่เคยมีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญในลักษณะแฝงซ่อนอำนาจของการรัฐประหารไว้ต่อไปอีก นอกจากเรื่องการนิรโทษกรรมการทำรัฐประหารของตน แต่สำหรับรัฐธรรมนูญฉบับนี้แล้วมีบทบัญญัติซ่อนแฝงอำนาจของตน ไว้ให้คงอยู่ต่อไป แม้จะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้วก็ตาม แต่ ม.44 ของตนก็ยังคงอยู่และใช้อยู่ได้ต่อไปอย่างที่เห็นในขณะนี้

ใช้ ม.44 แก่กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ หรือที่เรียกว่า "กฎหมายลูก" ก็ได้ อย่างเช่นการแก้คุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อให้คนของตัวหรือพวกของตัวสามารถดำรงตำแหน่งต่อไป ได้ ทั้งๆที่ "กฎหมายลูก" หรือกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่ออกมาก่อนจะถูกแก้นั้น สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญทุกอย่างในเรื่องคุณสมบัติของผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการ ป.ป.ช.

แม้กระทั่งการใช้ ม.44 ในอีกหลายเรื่องหลายราว ที่ไม่สอดคล้องกับบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญที่ประกาศใช้แล้ว โดยเฉพาะในเรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชน หรือของพรรคการเมืองในการทำงานของตน

สภาพการณ์อย่างนี้เป็นสภาพการณ์ของการมีอำนาจและการใช้อำนาจที่เป็นไปอย่างไม่ตรงกับรัฐธรรมนูญที่มีอยู่นั่นเอง ซึ่งดูแล้วเป็นอำนาจที่ใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญนั่นเอง เพราะอยากใช้อย่างไร ใช้เมื่อไร ก็ได้ทั้งนั้น

การบริหารบ้านเมืองด้วยอำนาจอย่างนี้ กล่าวได้ว่าไม่เป็นไปตาม "หลักธรรมาภิบาล" ในการที่จะจัดการอย่างมีคุณธรรม มีความโปร่งใส ยุติธรรม และตรวจสอบได้ เพื่อให้ทุกภาคส่วนของสังคมไว้วางใจในการบริหารจัดการ

ผู้ใช้อำนาจตามใจชอบเพราะเขียนอำนาจไว้ให้กับตนเองในยามมีอำนาจนั้น มักเป็นคนที่ไม่รู้จักกับเรื่องสำคัญๆต่อไปนี้ คือ

1.หลักนิติธรรม ภายใต้กฎหมายสูงสุดคือรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ที่มีความเป็นธรรมและยุติธรรม ซึ่งแบ่งแยกอำนาจคุ้มครองไว้แล้วชัดเจน ทั้งฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการ

2.หลักคุณธรรม คือการยึดมั่นในความถูกต้องและความดีงาม การเป็นคนซื่อสัตย์ จริงใจ ปลอดการทุจริต

3.หลักความโปร่งใส ประชาชนตรวจสอบได้ แม้จะมีองค์กรตรวจสอบของรัฐอยู่แล้วก็ตาม ประชาชนต้องมีโอกาสตรวจสอบได้ด้วยเช่นเดียวกัน

4.หลักการมีส่วนร่วม คือการรับฟังหรือเปิดการ รับฟังความคิดเห็นของประชาชน ร่วมการวางแผนและร่วมปฏิบัติ และสามารถควบคุมโดยประชาชน

5.หลักความรับผิดชอบ คือการตระหนักในสิทธิหน้าที่ของแต่ละฝ่าย ไม่ก้าวก่าย แทรกแซง และใช้คนดีในการทำงาน

6.หลักความคุ้มค่า คือการบริหารจัดการและใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างประหยัด มีเหตุผล

ทั้ง 6 ประการสร้างจิตสำนึกที่ดีในการทำงาน

ไม่แกว่งไกวไปตามอำนาจของความอยากของตน

ไม่เบี่ยงเบนไปในทิศทางของความโลภ คือการโกงกินในทุกรูปแบบ และไม่เบี่ยงเบนไปในความมัวเมาของอำนาจ ที่เป็นตัวกัดกร่อนสังคมอย่างร้ายแรง

ความมัวเมาในอำนาจเพราะใช้อำนาจตามใจชอบ หรือการให้ตัวเองเป็นผู้กำหนดว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ และเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาถ้าข้อกำหนดนั้นเป็นอุปสรรคต่อความต้องการ หรือประโยชน์ที่ตนหรือพรรคพวกจะได้รับ

ไม่ชอบใครก็ปลด โยกย้ายออกตามใจชอบ อยากแต่งตั้งใครก็แต่งตั้งตามใจชอบ

ความมัวเมาในอำนาจดังกล่าวเหล่านี้นำมาซึ่งความทุจริตได้ง่าย ที่จะตามมาในรูปแบบต่างๆ เป็นปัญหาของสังคมทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพที่จะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นในบ้านเราต่อไป เป็นปัญหาที่บั่นทอนการพัฒนาประเทศ และเป็นอุปสรรคต่อการสร้างความเจริญในสังคม และความผาสุกของประชาชนต่อไปในวันข้างหน้า

รูปแบบการทุจริตเปลี่ยนแปลงและแตกต่างจากอดีตมากขึ้น และขยายตัวเป็นวงกว้าง มีลักษณะซับซ้อนมากขึ้น

เหตุเป็นเพราะ "อำนาจชวนให้โกงกิน"

หลายประเทศในโลกพังมาแล้วเพราะเรื่องนี้

ขอนำพระบรมราโชวาทของ ร.9 ที่ทรงให้ไว้เมื่อ วันที่ 8 ตุลาคม 2546 แก่ผู้เข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณ ซึ่งมีข้อความตอนหนึ่งดังนี้

"... ถ้าทุจริตแม้แต่นิดเดียวก็ขอแช่งให้มีอันเป็นไป พูดอย่างนี้หยาบคาย แต่ว่าต้องให้มีอันเป็นไป แต่ถ้าไม่ทุจริต มีความสุจริตและตั้งใจ มุ่งมั่นสร้างความเจริญ ก็ขอต่ออายุให้ถึง 100 ปี ใครมีอายุมากอยู่แล้ว ก็ขอให้แข็งแรง ความสุจริตจะทำให้ประเทศพ้นอันตราย..."

ฝากถึงผู้มีอำนาจขณะนี้ด้วย