You are here

สรุปข่าว CG และคอร์รัปชัน - 12 มิถุนายน 2561

'กฤษฎา'จี้สอบทุจริตขอเงินสดแทนรูดซื้อ - กรุงเทพธุรกิจ

แฉปมประธานบอร์ดกทพ.ชิ่งลาออก เอื้อประโยชน์รับเหมา-ขัดแย้งภายใน - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

'ลุงตู่'วอนสงสารเด็กกันบ้างผอ.แย่ต้องปรับออก - ไทยโพสต์

ผลสอบ 'ผอ.ขนมจีนคลุกน้ำปลา' ให้ออกราชการ - คม ชัด ลึก

'สพฐ.'ล้อมคอกทุจริตออกหนังสือถึงทุกสพท.พบเห็นต้องรายงานทันที - ไทยโพสต์

2 เหตุผลปิดทาง โอนคดี 'ล่าเสือดำ' ขึ้นศาลทุจริตฯ - คม ชัด ลึก

3อดีตปธน.เปรูโดนสอบสินบนบ.โอเดอเบรชต์ - ไทยโพสต์

'กฤษฎา'จี้สอบทุจริตขอเงินสดแทนรูดซื้อ - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2561

กรุงเทพธุรกิจ "กฤษฎา" สั่งลงพื้นที่ ตรวจสอบ เอ โมบาย หลังพบเบาะแส อาจมีทุจริต เกษตรกรไม่รูดบัตรซื้อปัจจัย การผลิต แต่ขอรับเป็นเงินสดยอมให้ หักเงินเป็นค่าดำเนินการ เล็งเอาผิด หากพบกระทำความผิดจริง

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ พิจารณา แนวทางสร้างแรงจูงใจเกษตรกร หรือ มีอินเซนทีฟ ให้กับเกษตรกร เช่น กรมส่งเสริม การเกษตรหารือกับธนาคารเพื่อการเกษตร และสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เสนอให้ สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแก่เกษตรกรเพื่อ ส่งเสริมการปลูกข้าวให้เป็นไปตามแนวทาง ตลาดนำการผลิต ให้สอดคล้องกับปริมาณ ความต้องการ (Demand) ของตลาด โดยอินเซนทีฟ ที่เสนอให้ดำเนินการ ต้องดำเนินการผ่านสถาบันเกษตรกร ให้สามารถหาวิธีการจูงใจกลุ่มเกษตรกร

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดี กรมการข้าว กล่าวว่า รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการให้ ลงพื้นที่ตรวจสอบการทุจริต ในโครงการ ที่กระทรวงเกษตรฯ ร่วมกับ ธ.ก.ส. หลังมีการ แจ้งพบเบาะแสการทุจริต ในโครงการ เอ โมบาย ซึ่งโครงการช่วยลดต้นทุนการผลิต ให้เกษตรกร ภายใต้วงเงิน 90,000 ล้านบาท โดยการปล่อยสินเชื่อ 30,000 บาทต่อราย เพื่อซื้อปัจจัยการผลิต โดยการซื้อ ปุ๋ย เมล็ดพันธุ์ สารเคมีปราบศัตรูพืช และ น้ำมันเชื้อเพลิง ถือเป็นโครงการที่ช่วยลด ต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกร

เบื้องต้น จากการแจ้งเบาะแสดังกล่าว มีรายละเอียด อาจจะมีการทุจริต โครงการ ในเรื่องของการนำวงเงิน 30,000 บาท ที่ธ.ก.ส.ปล่อยกู้เพื่อซื้อปัจจัยการผลิต ไปซื้อสินค้าตามร้านคิว หรือ Q รวมทั้ง เชิญตัวแทนจำหน่ายมาร่วมลงนามบันทึก ข้อตกลงร่วมกัน เพื่อจำหน่ายสินค้า ที่มีคุณภาพราคาที่เป็นธรรม ซึ่งเกษตรกรนำ วงเงินดังกล่าวไปซื้อที่ร้านค้าในโครงการ แต่ไม่ได้รับของมาแล้วแลกเป็นเงิน สมมติ เกษตรกรไปซื้อของรูดเต็มวงเงิน 30,000 บาท แต่ไม่เอาเป็นของ ขอเบิกเป็นเงินสด 28,000 บาท ที่เหลือ 2,000 บาทหักให้กับ ร้านค้าไป เกษตรกรก็ได้เงินสดไปใช้ ซึ่งไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ของโครงการ

"เรื่องการรวมกันทุจริต อาจจะ มีจริงเพราะเกษตรกรมีจำนวนมาก อาศัย ช่องว่าง หรือ พื้นที่ที่ห่างไกลจากสายตา เจ้าหน้าที่ ซึ่งการกระทำดังกล่าวถือว่า ทำผิดวัตถุประสงค์ หากพบผิดก็ต้อง นำเรื่องมารายงาน นายกฤษฎา และเจ้าของ โครงการว่า จะดำเนินการอย่างไรกับผู้ที่ กระทำผิด" นายอนันต์ กล่าว

แฉปมประธานบอร์ดกทพ.ชิ่งลาออก เอื้อประโยชน์รับเหมา-ขัดแย้งภายใน - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ผู้จัดการรายวัน360 - แฉปัญหาขัดแย้งภายใน ปูดทุจริตเอี่ยวผลประโยชน์ผู้รับเหมา ปม "พล.อ.วิวรรธน์" ชิงยื่นลาออก ก่อนบานปลาย ลือสนั่น ยุทธการสลับเก้าอี้ ดันไปนั่งประธานบอร์ดการท่าเรือแทน วงในระบุสายสัมพันธ์กับ บิ๊กในรัฐบาลยังปึ๊ก ขณะที่ กทพ.จ่อชงผลสรรหาผู้ว่าฯ คนใหม่เร็วๆ นี้

รายงานข่าวแจ้งว่า จากกรณีที่ พล.อ.วิวรรธน์ สุชาติ ประธานคณะกรรมการ (บอร์ด) การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ได้ยื่นใบลาออกจากประธานบอร์ด กทพ. อย่างกะทันหัน ค่อนข้างสร้างความแปลกใจ เนื่องจาก ก่อนหน้านี้ พล.อ.วิวรรธน์ เป็นผู้ผลักดัน โครงการทางด่วน พระราม 3-ดาวคะนอง-วงแหวนฯ ระยะทาง 18.7 กม. มูลค่าลงทุนรวม 31,244 ล้านบาท ซึ่งเตรียมประกาศ TOR ประมูล โดยเป็นโครงการที่จะใช้เงินลงทุนจากการระดมทุนผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (TFF) ซึ่งที่ผ่านมา สหภาพฯ กทพ. ได้แสดงความไม่เห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว นอกจากนี้ ยังมีปัญหาขัดแย้งในการทำงานกับนายณรงค์ เขียดเดช อดีต ผู้ว่าฯ กทพ. จนมีคำสั่ง นายกรัฐมนตรี ย้ายไปปฎิบัติหน้าที่ ประจำสำนัก นายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 5 ก.ค. 2560

แหล่งข่าวจาก กทพ.กล่าวว่า หลายเหตุการณ์ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงสายสัมพันธ์ของ พล.อ.วิวรรธน์กับผู้ใหญ่ในรัฐบาล โดยได้รับแต่งตั้งเป็นประธานบอร์ด กทพ. อีกวาระ เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2560 ซึ่งรอบนี้มีวาระการทำงานถึง 3 ปี ขณะที่เพิ่งผ่านมา 1 ปีเท่านั้น ซึ่งสาเหตุการลาออกมีหลายกระแส ทั้งปัญหาความขัดแย้งการทำงานภายใน รวมถึงปม ร้องเรียนเกี่ยวข้องกับการเอื้อประโยชน์ผู้รับเหมา ในโครงการก่อสร้างอาคารศูนย์บริหารทางพิเศษ มูลค่า 4,800 ล้านบาท ซึ่งอาจจะเป็นเหตุทำให้ต้องลาออกก่อนที่จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ขึ้นมา

อย่างไรก็ตาม มีกระแสข่าวระบุว่าจะมีการแต่งตั้ง พล.อ.วิวรรธน์ สุชาติ ไปเป็นประธานบอร์ด การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) และสลับ นายสุรงค์ บูลกุล มาเป็นประธารบอร์ด กทพ. แทน เพื่อแก้ปัญหา ซึ่งจะต้องให้นายสุรงค์ บูลกุล ยื่นใบลาออกจากประธานบอร์ด กทท.ก่อน ดังนั้น ต้องจับตาต่อไปว่าจะเป็นตามข่าวลือหรือไม่ ส่วนบอร์ด กทพ.นั้น จากการตรวจสอบขณะนี้ ยังไม่มีกรรมการ กทพ.คนอื่นลาออกแต่อย่างใด โดยบอร์ด กทพ.มีกำหนดการประชุมในวันที่ 20 มิ.ย. ซึ่งคาดว่าจะมีการเลือกผู้ทำหน้าที่ประธานบอร์ดชั่วคราวในระหว่างที่ยังไม่มีการแต่งตั้งประธานบอร์ดคนใหม่ โดยบอร์ด กทพ.ยังมีภารกิจสำคัญ ในการแต่งตั้งผู้ว่าฯ กทพ.คนใหม่ ซึ่งคาดว่าจะมีการเสนอผลการสรรหาให้บอร์ดเห็นชอบเร็วๆ นี้.

'ลุงตู่'วอนสงสารเด็กกันบ้างผอ.แย่ต้องปรับออก - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2561

พิจิตร * นายกฯ ยันสนใจทุกเรื่องของโรงเรียน วอนขอให้ผู้บริหาร รร.สงสารเด็กกันบ้าง ผอ. โรงเรียนอยู่แล้วทำอะไรไม่ได้ก็ต้องปรับให้คนใหม่เข้ามาทำงาน ด้าน สพฐ.สั่ง ผอ.สพป.ทุกเขต รายงานผลสำรวจสถานการณ์อาหารกลางวันเด็กนักเรียนทุกโรงเรียนภายใน 13 มิ.ย.

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรที่ จ.พิจิตร ระหว่างดูงานได้กล่าว ว่า มีเรื่องด่วนรัฐมนตรีรายงาน เข้ามา ตนจะดูแลให้เรื่องอาหารกลางวันโรงเรียนเทศบาลตะพาน หิน จ.พิจิตร ที่มีปัญหา พร้อมกับถามว่า มีใครอยู่ตะพานหินบ้าง ไม่มาเดี๋ยวดูให้ ไม่มาก็ต้องดู ทุกคนส่งเรื่องร้องเข้ามาได้ ไม่ต้องพบนายกฯ หลายอย่างทำให้ พอมีงบประมาณให้ก็อย่าทุจริตก็แล้วกัน ประเทศเรามีศักยภาพเยอะ อยากให้ใช้เต็มที่ วันนี้เราต้องปฏิรูปตัวเอง ต้องปฏิรูปทุกคน นายกฯ เองก็ต้องปฏิรูปตัวเองเหมือนกัน ต้องพูดเพราะๆ ยิ้มทั้งวัน ตนไม่ใช่คนเรื่องใหญ่นายโต ตนก็คนธรรมดาเหมือนกัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภาย หลังกล่าวกับประชาชน พล.อ. ประยุทธ์ได้ฟังเด็กนักเรียนเล่านิทาน เรื่อง "ต้นไม้แห่งความสมหวัง" โดย พล.อ.ประยุทธ์ได้ขอให้เด็กร่วมกันร้องเพลง "ต้นไม้ของพ่อ" ก่อนจะเยี่ยมชมการแสดงร้องเพลงของเด็กนักเรียนที่มีความสามารถในการขับร้อง โดยนายกฯ ได้ขอให้ร้องเพลงของพุ่มพวง ดวงจันทร์ และเพลงของลำไย ไหทองคำ ขณะที่เด็กๆ ต่างพากันร้องเชียร์นายกฯ สู้ๆ

อย่างไรก็ตาม ระหว่างนั้น นายธัชธรรม ศรีทา รองผู้อำนวยการ รร.เทศบาลตะพานหิน ที่ออกมาเปิดเผยความผิดปกติการจัดซื้อวัตถุดิบโครงการอาหารกลางวัน เด็กนักเรียนสังกัดเทศบาล ซึ่งมาร่วมงานด้วย ได้เข้ามาขอบคุณนายกรัฐมนตรี ที่ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่ เกี่ยวข้องตรวจสอบ และขอให้ เร่งดำเนินการ ทั้งนี้ พล.อ.ประ ยุทธ์กล่าวว่า จะแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้ ตนสนใจทุกเรื่องทุกโรง เรียน และขอให้สงสารเด็กกันบ้าง ผอ.โรงเรียนอยู่แล้วทำอะไรไม่ได้ก็ต้องปรับให้คนใหม่เข้ามาทำงาน เพราะเป็น ผอ.จะต้องทำ ให้ดี

ด้าน นายบุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาฯ กพฐ.) กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีการตรวจสอบโครงการอาหารกลางวันที่มีปัญหาว่า ตนได้มอบหมายให้นายสนิท แย้มเกสร ผู้ช่วยเลขาฯ กพฐ. ลงนามในหนังสือถึงผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (ผอ.สพป.) ทุกเขต เพื่อซักซ้อมความเข้าใจในการดำเนินงานโครงการอาหารกลางวัน โดยให้สำรวจการโอนเงินงบประมาณค่าอาหารกลางวัน ภาคเรียนที่ 1/2561 จากทุกโรงเรียน ว่าได้รับโอนงบค่าอาหารกลางวันหรือยัง ถ้ายังไม่ได้รับโรงเรียนดำเนินการอย่างไร หรือได้รับแล้ว แต่ช้ากว่าวันเปิดภาคเรียน ให้แจ้งด้วยว่าได้รับเมื่อใด โดยระบุด้วยว่าต้องได้รับจัดสรรและโอนงบจากหน่วยใด พื้นที่อำเภอและจังหวัดอะไร กรณีที่โอนช้าหรือยังไม่ได้รับงบ โรงเรียนจัดอาหารกลางวันให้นักเรียนหรือไม่ ถ้าจัดมีวิธีบริหารหรือจัดหางบมาดำเนินการอย่างไร ทั้งนี้ ให้รายงานข้อมูลมายังตนและผู้ว่าราชการจังหวัด ภายในวันที่ 13 มิถุนายนนี้ เพื่อรวบรวมข้อมูลแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป.

ผลสอบ 'ผอ.ขนมจีนคลุกน้ำปลา' ให้ออกราชการ - คม ชัด ลึก ฉบับวันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ผลสอบ "ผอ.ขนมจีนคลุกน้ำปลา" จ่อผิดวินัยร้ายแรง เสนอให้ออกจากราชการ ส่งเรื่องให้ศึกษาธิการจังหวัดฟัน ด้านเจ้าตัวยื่นขอลากิจต่ออีก 5 วัน สพฐ.สกัดทุจริตสั่งตรวจงบอาหารกลางวันทั่วประเทศ

ความคืบหน้ากรณีมีผู้เผยแพร่คลิปโรงเรียนบ้านท่าใหม่ หมู่ 17 ต.ประสงค์ อ.ท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี ให้เด็กนักเรียนอนุบาลกินขนมจีนคลุกน้ำปลาในถาดหลุม พร้อมเรียกร้องให้สอบสวนข้อเท็จจริง ต่อมาได้มีคำสั่งย้าย นายสมเชาว์ สิทธิเชนทร์ ผอ.โรงเรียนดังกล่าวออกจากพื้นที่ไปช่วยราชการประจำสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา สุราษฎร์ธานี เขต2 (สพป.เขต 2) ตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน ต่อมาคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงได้ผลสรุปชี้มูลความผิดวินัยร้ายแรง 5 ข้อ 1.เรื่องโครงการอาหารกลางวันไม่ได้คุณภาพ 2.ทุจริตโครงการก่อสร้างถนนคอนกรีตภายในโรงเรียน 3.ขายน้ำอัดลมให้เด็กนักเรียน 4.ขายปาล์มน้ำมันโรงเรียนนำเงินไปใช้ส่วนตัว และ 5.โครงการปักเสาไฟฟ้าไม่โปร่งใส โดยมีโทษปลดออกหรือไล่ออกจากราชการ ตามที่เสนอข่าวไปนั้น

ล่าสุดเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน นายจักรรินทร์ อภิสมัย รอง ผอ.สพป.เขต 2 สุราษฎร์ธานี ในฐานะประธานการสอบสวนเรื่องดังกล่าว เปิดเผยว่า วันนี้นายสมเชาว์ได้เดินทางมาที่สำนักงานเขตตั้งแต่เช้าและได้ยื่นหนังสือลากิจอีก 5 วันตามสิทธิต่อฝ่ายบริหารงานบุคคล จากนั้นก็เดินทางกลับทันที ส่วนการจะอนุมัติลากิจหรือไม่นั้นเป็นหน้าที่ของผอ.เขต หากไม่อนุมัติก็จะเรียกตัวกลับมา สำหรับการสอบสวนเบื้องต้นในส่วนของเขตทำสำนวนสอบสวนเสร็จแล้ว 586 หน้า เสนอให้ออกจากราชการไว้ก่อน นำเสนอศึกษาธิการจังหวัดดำเนินการต่อไป ซึ่งการสอบสวนมีบางส่วนที่รับและบางส่วนก็ปฏิเสธ

นายบุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า ได้มอบให้ นายสนิท แย้มเกษร ผู้ช่วยเลขาธิการกพฐ. ทำหนังสือถึงผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา(สพป.)ทุกเขต เพื่อซักซ้อมความเข้าใจโครงการอาหารกลางวัน และรายงานข้อมูลต่อผู้ว่าราชการจังหวัดและเลขาธิการกพฐ. ภายในวันที่ 13 มิถุนายน โดยเน้นไปที่จำนวนโรงเรียนที่ได้รับจัดสรรงบประมาณค่าอาหารกลางวันก่อนและหลังวันที่ 16 พฤษภาคม 2561 และที่ยังไม่ได้รับการโอนเงิน ณ วันที่ 11 มิถุนายน 2561 โรงเรียนที่ถูกร้องเรียนและปรากฏข่าวผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงและที่ดำเนินการได้ดีสมควรยกย่องชื่นชมให้เป็นต้นแบบ พร้อมแนวทางที่เป็นความสำเร็จ ข้อเสนอแนะการพัฒนาโครงการอาหารกลางวันจากโรงเรียนชุมชน โดยให้ตรวจสอบตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายน

ส่วนกรณีที่โรงเรียนไผทอุดมศึกษา พบปัญหานมโรงเรียนมีลักษณะขุ่นข้นเป็นก้อนคล้ายนมบูด ล่าสุด นายเชวงศักดิ์ สงวนวงศ์วิจิตร ประธานสหกรณ์โคนมไทยมิลค์ จำกัด ชี้แจงว่า ได้ตรวจสอบกระบวนการผลิตไปจนถึงการขนส่ง ปรากฏว่านมที่สหกรณ์ไม่ได้เสียจากกระบวนการผลิต แต่เสียจากระบบขนส่งนมปลายทางโดยมาจากเครื่องซีลกล่องนมที่ทำงานไม่สมบูรณ์ ซึ่งทั้งหมดที่ซีลจากเครื่องนี้มี 110,539 กล่อง แต่มีเสียแค่ 20 กล่องเท่านั้น เบื้องต้นได้สั่งให้เรียกคืนนมทั้งหมดจากทั้ง 12 โรงเรียน เพื่อนำมาทำลายทิ้งทันที

ด้านนายณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย(อ.ส.ค.) ในฐานะมิลค์บอร์ด ระบุว่า ได้ติดต่อสหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด เป็นผู้ส่งแทนสหกรณ์โคนมไทยมิลค์ที่มีปัญหาคุณภาพของนมขุ่นข้นเปลี่ยนไปจากสภาพเดิม จะถูกลดสิทธิ์ตามเกณฑ์ระเบียบที่ตั้งไว้ โดยลดสิทธิ์ 25% จากโควตาที่ได้รับทั้งหมด และถ้าตรวจพบว่ามีเชื้อปนเปื้อน "อีโคไล" พ่วงไปด้วย หลังการตรวจสอบจะถูกยกเลิกโควตาทั้งหมด รวมทั้งในเทอม 2/2561 ด้วย โดยระหว่างนี้กำลังตรวจสอบจะทราบผลหลังจากนี้ใน 3 สัปดาห์ข้างหน้า โดยในวันที่ 14 มิถุนายน จะประชุมคณะอนุกรรมการบริหารจัดการโครงการอาหารเสริม(นม)โรงเรียนและแจ้งให้กรมปศุสัตว์รับทราบเป็นทางการ รวมทั้งแจ้งให้หนองโพ ส่งแทนโควตา 25% ที่ตัดสิทธิ์ของไทยมิลค์ออกไปด้วย

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในระหว่างสัญจร จ.พิจิตร ว่า มีเรื่องด่วน รัฐมนตรีรายงานเข้ามา จะดูแลให้เรื่องอาหารกลางวันโรงเรียนเทศบาลตะพานหิน จ.พิจิตร ที่มีปัญหา พร้อมสอบถามว่า มีใครอยู่ตะพานหินบ้างไม่มา เดี๋ยวดูให้ ไม่มาก็ต้องดู ทุกคนส่งเรื่องร้องเข้ามาได้ ไม่ต้องพบนายกฯ หลายอย่างทำให้ พอมีงบประมาณให้ก็อย่าทุจริตก็แล้วกัน ประเทศเรามีศักยภาพเยอะ อยากให้ใช้เต็มที่ วันนี้เราต้องปฏิรูปตัวเอง

'สพฐ.'ล้อมคอกทุจริตออกหนังสือถึงทุกสพท.พบเห็นต้องรายงานทันที - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ศึกษาธิการ * "เลขาฯ กพฐ." ส่งหนังสือเวียน สพท.ทั่วประเทศ เรื่อง มาตรการป้องกันการทุจริตงบประมาณ งบลงทุน หากพบปัญหาทุจริตให้แจ้ง ผอ.เขต, เลขาฯ กพฐ.และแจ้งความลงบันทึกประจำวันสถานีตำรวจ

นายบุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการ ศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาฯ กพฐ.) กล่าวว่า ตามที่ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) มีนโยบายเรื่องการจัดงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ งบลงทุน ค่าครุภัณฑ์ ที่ดินและสิ่งก่อสร้าง รายการค่าก่อสร้าง ปรับปรุง ซ่อมแซมอาคารเรียน อาคารประกอบและสิ่งก่อสร้างอื่นๆ ที่ชำรุดทรุดโทรม และประสบอุบัติภัย ให้ถือปฏิบัติตามความต้องการจำเป็นของสถานศึกษา นั้น เมื่อเร็วๆ นี้ ตนได้มีหนังสือสั่งการถึงผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ทั่วประเทศ เรื่อง การแจ้งมาตรการป้องกันการทุจริตงบประมาณ งบลงทุน ดังนี้ 1.ระดับสถานศึกษา ให้ดำเนินการรายงานต่อผู้อำนวยการเขตพื้นที่ และแจ้งความเพื่อลงบันทึกประจำวันไว้ ณ สถานีตำรวจภูธร 2.ระดับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ให้ผู้อำนวยการเขตรายงานต่อเลขาฯ กพฐ.และแจ้งความเพื่อบันทึกประจำวันไว้ ณ สถานีตำรวจภูธรในพื้นที่ และ 3.ให้ผู้อำ นวยการสำนักงานเขตพื้นที่การ ศึกษา กำชับผู้บริหารสถานศึกษา และบุคลากรในสังกัดสำนักงานเขตให้ดำเนินการจัดตั้ง จัดสรรงบประมาณและการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างทุกรายการด้วยความโปร่งใส มีส่วนร่วมในการยึดประโยชน์ของทางราชการเป็นสำคัญ

นอกจากนี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ดำเนินการ จากคำขอตั้งงบประมาณตามความต้องการของสถานศึกษา โดยผ่านการกลั่นกรองจากเขต พื้นที่นั้น ขณะนี้ในบางพื้นที่ได้มีบุคคลแอบอ้างว่าเป็นผู้ สามารถวิ่งเต้นขอรับการสนับ สนุนงบประมาณให้กับสถานศึกษาได้ โดยมีพฤติกรรมในการจะเสนอผลประโยชน์ที่มิชอบ และแสดงออกเชิงข่มขู่ และมีเงื่อนไขว่า เมื่อได้รับการสนับสนุนงบประมาณแล้วทางสถานศึกษา และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจะต้องดำเนิน การจัดซื้อจัดจ้างแก่บุคคลดังกล่าว.

2 เหตุผลปิดทาง โอนคดี 'ล่าเสือดำ' ขึ้นศาลทุจริตฯ - คม ชัด ลึก ฉบับวันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2561

คดีล่าเสือดำของ เปรมชัย กรรณสูต บิ๊กอิตาเลียนไทย ต้องบอกว่ามี "ดราม่า" ต่อเนื่องจริงๆ แม้ล่าสุดอัยการจะฟ้องคดีขึ้นสู่ศาลแล้ว แต่ก็ยังมีประเด็นดราม่าเกิดขึ้นอีกจนได้

เมื่อไม่กี่วันมานี้ ทนายของเปรมชัยให้ข่าวว่า จะขอโอน "คดีล่าเสือดำ" จากศาลทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ไปรวมพิจารณากับ "คดีเสนอสินบน" ที่อยู่ในอำนาจศาลคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 7

ท่าทีล่าสุดจากฝั่งเปรมชัย ทำให้หลายฝ่ายข้องใจว่า เหตุผลของการโอนคดีคืออะไร มีเบื้องลึกเบื้องหลังอะไรแอบแฝงหรือไม่ และที่สำคัญการโอนคดีแบบนี้ ทำได้ด้วยหรือ

ก่อนอื่นต้องย้อนความกันนิดหนึ่งว่า คดีของเปรมชัยกับพวก หลักๆ มี 2 คดี คือ "คดีล่าสัตว์ป่า" กับ "คดีเสนอสินบนเจ้าพนักงาน" ซึ่งก็คือเจ้าหน้าที่ป่าไม้ที่นำโดย หัวหน้าวิเชียร ชินวงษ์ นั่นเอง (ไม่รวมคดีที่แตกลูกออกมาอย่างคดีครอบครองงาช้างผิดกฎหมาย) โดยคดีล่าสัตว์ป่า อัยการยื่นฟ้องต่อศาลอาญา คือศาลทองผาภูมิ ซึ่งมี "เขตอำนาจ" พิจารณาคดีในท้องที่เกิดเหตุ คือทุ่งใหญ่นเรศวร ส่วนคดีเสนอสินบน อัยการยื่นฟ้องต่อศาลคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 7 ซึ่งมี "เขตอำนาจ" ในการพิจารณาคดีทุจริตคอร์รัปชั่นในพื้นที่เกิดเหตุ

นี่คือ 2 คดีหลักของเปรมชัย ทีนี้ก็มาถึงคำถามว่าจะโอนคดีล่าสัตว์จากศาลอาญา ไปรวมพิจารณาในคดีเสนอสินบน ในเขตอำนาจศาลคดีทุจริตฯ ได้หรือไม่

โดยปกติแล้ว "การโอนคดี" สามารถทำได้ด้วยเหตุผลหลายประการ เช่น เพื่อความสะดวกในการพิจารณาคดี หรือคดีที่มีจำเลยคนเดียวกัน แต่กระทำผิดหลายท้องที่ หรือกระทำความผิดหลายกระทงเกี่ยวเนื่องกัน ก็ให้รวมคดีหรือโอนคดีไปยังศาลใดศาลหนึ่งเพื่อพิจารณารวมกันได้

แต่ "การโอนคดี" กับเรื่อง "เขตอำนาจศาลในการชำระคดี" เป็นคนละเรื่องกัน กล่าวคือจะโอนคดีได้ ก็ต่อเมื่อ ศาลนั้นมีอำนาจชำระคดีที่จะโอนไปเสียก่อน พูดง่ายๆ คือ คดีที่จะโอนไป อยู่ในเขตอำนาจของศาลที่จะรับโอนคดีหรือเปล่า

สำหรับคดีเปรมชัย ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายบอกว่า คดีหลักทั้ง 2 คดี "ฟ้องถูกศาลแล้ว" คือได้ยื่นฟ้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจอยู่แล้ว กล่าวคือ คดีล่าสัตว์ ฟ้องต่อศาลอาญา ได้แก่ ศาลทองผาภูมิ ส่วนคดีเสนอสินบน ก็ฟ้องต่อศาลคดีทุจริตฯ ภาค 7 ซึ่งมีเขตอำนาจเช่นกัน แต่ความผิด 2 เรื่องนี้ เป็น "คนละกระทงกัน" จึงไม่สามารถโอนมารวมคดีกันได้

โดยเฉพาะการโอนไปที่ศาลคดีทุจริตฯ เพราะกระบวนวิธี พิจารณาคดีทุจริตฯ นั้น ใช้ระบบ "ไต่สวน" ซึ่งเป็นคนละระบบกับคดีบนศาลอาญาทั่วไปที่ใช้ "ระบบกล่าวหา" ซึ่งศาลคดีทุจริตฯ มีกฎหมาย "วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ" (พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559) เป็นวิธีพิจารณาเฉพาะของตนเอง แตกต่างจากประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ที่ใช้กับคดีอาญาทั่วๆ ไป

นอกจากนั้นการอ้างเหตุผลของทนายฝั่งเปรมชัย ที่บอกว่าคดีเกี่ยวเนื่องกันนั้น ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายมองว่า การเสนอสินบนไม่ได้เป็น "การกระทำความผิดหลัก" ที่ทำให้เกิด "ความผิดอื่น" ตามมา เพราะเปรมชัยไปล่าสัตว์ก่อน ถือว่าเป็นความผิดสำเร็จไปแล้ว จากนั้นจึงถูกจับกุม แล้วจึง มีการเสนอสินบน จึงเป็นความผิดคนละกระทง แยกกันอย่างชัดเจน

แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น การยื่นคำร้องขอโอนคดี จำเลยหรือทนายจำเลยสามารถยื่นได้ทุกกรณี ถือเป็นสิทธิ์ของจำเลย แต่การจะอนุญาตให้โอนหรือไม่ เป็นอำนาจของประธานศาลฎีกา ยกเว้นคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ผู้ที่มีอำนาจ พิจารณาว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจศาลคดีทุจริตฯ หรือไม่ เป็นอำนาจของประธานศาลอุทธรณ์กลาง

3อดีตปธน.เปรูโดนสอบสินบนบ.โอเดอเบรชต์ - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ลิมา * อัยการเปรูเปิดการสอบ สวนคำกล่าวหาที่ว่า อดีตประธา นาธิบดี 3 รายรับสินบนที่มาในรูปของเงินทุนหาเสียง จาก "โอเดอเบรชต์" บริษัทก่อสร้างยักษ์ใหญ่ของบราซิลที่เป็นศูนย์กลางคอร์รัปชันอื้อฉาวทั่วลาตินอเมริกา

อดีตประธานาธิบดีเปรู 3 คนที่อัยการกำลังสอบสวนได้แก่ เปโดร ปาโบล คูชินสกี, อลัน การ์เซีย และอเลคันโดร โตเลโด รายงานเอเอฟพีเมื่อวันจันทร์ที่ 11 มิถุนายน 2561 อ้างคำกล่าวของอัยการว่า ทั้งสามคนได้รับเงินบริจาคช่วยการหาเสียงที่ไม่ประกาศจำนวน เพื่อแลกกับคำมั่นสัญญาว่าจะให้บริษัท โอเดอเบรชต์ ได้งานในเปรู

คำแถลงจากสำนักงานอัย การโฮเซ โดมิงโก เปเรซ ประกาศเมื่อวันอาทิตย์ว่า อัยการเปิดการสอบสวนเบื้องต้นคดีฟอกเงินกับอดีตผู้นำทั้งสามคน รวมถึงคนใกล้ชิดของพวกเขาอีก 3 คน

ก่อนหน้านี้อัยการก็ประกาศ ว่าพวกเขากำลังสอบสวนอดีตประธานาธิบดีโอยันตา อูมาลา ที่ถูกกล่าวหาว่ารับเงินสินบน 3 ล้านดอลลาร์จากโอเดอเบรชต์

อดีตประธานาธิบดีเปรูทั้ง 4 รายนี้บริหารประเทศในช่วงปี พ.ศ.2543-2561

การสอบสวนคดีรับสินบนในเปรูเกิดขึ้นจากการสอบปากคำจอร์จ บาราตา ชาวบราซิลที่เป็นอดีตผู้บริหารโอเดอเบรชต์ประจำเปรู ซึ่งบอกกับอัยการบราซิลว่า เขาบริจาคเงินหลายล้านดอลลาร์ให้ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีเปรู ช่วงปี 2554-2559

บาราตาบอกกับอัยการว่า ในการเลือกตั้งปี 2554 นั้น โอเดอเบรชต์ให้เงินผู้สมัคร 4 คน โดยให้เคโก ฟูจิโมริ ผู้นำฝ่ายค้าน 1.2 ล้านดอลลาร์, โตเลโด 700,000 ดอลลาร์ และคูชินสกี 300,000 ดอลลาร์ ส่วนการ์เซียนั้น บาราตากล่าวว่า โอเดอเบรชต์ให้เงินมากกว่า 200,000 ดอลลาร์ กับลูอิส อัลวา คาสโตร ผู้ช่วยในทีมหาเสียงของการ์เซีย

อดีตประธานาธิบดีทุกคนต่างยืนกรานความบริสุทธิ์ ส่วนฟูจิโมริยังไม่ถูกสอบสวนโดยตรง แต่อัยการสอบผู้ช่วยอาวุโสในทีมหาเสียงของเธอ 2 ราย.