You are here

สรุปข่าว CG และคอร์รัปชัน - 14 มิถุนายน 2560

"บิ๊กแป๊ะ"ฮึ่มฟ้องปูดเซ็งลี้เก้าอี้ตร. แจงเด้งผบช.ภ.8-แค่สอบนายกฯจี้เคลียร์ข้อครหา - มติชน

รายย่อยIFECฟ้องอาญา157กลต. - ไทยโพสต์

อายัดที่ดิน'บรรณพจน์'11ไร่ - โพสต์ทูเดย์

ชงสอบบัญชีวัดทั่วไทย - โพสต์ทูเดย์

ครี่งปีแรกก.ล.ต.ฟัน อดีตผู้บริหาร 2 บจ. - กรุงเทพธุรกิจ

Chumphon abbot rejects graft claims - BANGKOK POST

'ผู้ตรวจ'ลุยสอบจี้ทร.-สำนักงบฯแจงซื้อเรือดำน้ำ - กรุงเทพธุรกิจ

คอลัมน์ เปลวสีเงิน คนปลายซอย: จับให้มั่นคั้นให้ตายกันเสียที - ไทยโพสต์

ซื้อขายตำแหน่ง แก้ไม่ตกกระทบปฏิรูป - โพสต์ทูเดย์

คอลัมน์ Think Future: 'บล็อกเชน'กับการบรรเทา ปัญหาคอร์รัปชัน - กรุงเทพธุรกิจ

คอลัมน์ ไทยรัฐ: ธรรมาภิบาลที่เป็น - ไทยรัฐ

"บิ๊กแป๊ะ"ฮึ่มฟ้องปูดเซ็งลี้เก้าอี้ตร. แจงเด้งผบช.ภ.8-แค่สอบนายกฯจี้เคลียร์ข้อครหาวิทยาแฉบช.น.แพง2เท่าศานิตย์โต้-ตั้งคนทำงาน - มติชน ฉบับวันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2560

'บิ๊กป้อม'รับเหตุสั่งเด้ง 'ผบช.ภ.8'มีกล่าวหารีดเงินแต่งตั้ง-โยกย้าย ตร. แชร์ว่อนหนังสือร้องเรียน 'บิ๊กตู่' ซื้อขายเก้าอี้มีทีม 3-4 คน ยศ 'พ.ต.ท.พ.ต.ต.-อดีตแคดดี้'

จากกรณี พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) มีคำสั่งให้ พล.ต.ท.เทศา ศิริวาโท ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 (ผบช.ภ.8) ไปปฏิบัติราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปก.ตร.) และให้ พล.ต.ท.ธเนตร์ พิณเมืองงาม ผู้ช่วย ผบ.ตร. ไปปฏิบัติราชการแทน ผบช.ภ.8 รวมทั้งให้จเรตำรวจแห่งชาติสืบสวนข้อเท็จจริงกรณีนายวิทยา แก้วภราดัย อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ อดีตแกนนำ กปปส. และอดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ (สปท.) ออกมาแฉมีการ ซื้อขายตำแหน่งในการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจนั้น

เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ กล่าวถึงกรณีการซื้อขายตำแหน่งตำรวจว่า ได้รับเรื่องร้องเรียนมาบ่อยครั้ง ครั้งนี้จะได้จับให้มั่นคั้นให้ตายกันเสียทีว่ามันใช่หรือไม่ใช่ ขอบคุณนักการเมืองที่ให้ข้อมูลการซื้อขายตำแหน่ง ก็ให้ตรวจสอบทั้งหมด ตอนนี้ก็มีการย้าย ผบช.ภ.8 เข้ามา ศปก.ตร.แล้ว เพื่อสอบสวนในทุกๆ ประเด็น ซึ่งมีข้อมูลในทุกประเด็นพอสมควร แต่ต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกคน เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมีผลกระทบในเรื่องของการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน ไม่ว่าจะเป็นพลเรือน ตำรวจ ทหาร แต่ในส่วนของทหารตนยืนยันว่าไม่มีการซื้อขายตำแหน่ง เพราะซื้อไม่ได้ มันต้องโตมาตั้งแต่เด็กตามช่องทางที่กำหนดไว้ แต่ข้าราชการกับตำรวจมันมีกฎหมายคนละฉบับกัน กำลังให้ไปแก้ปัญหาว่าจะดูแลข้าราชการทุกกลุ่มหน่วยงานได้อย่างไรเพื่อป้องกันการทุจริตคิดประพฤติมิชอบ ให้ได้เป็นข้าราชการที่ดีของแผ่นดิน

"หลายอย่างประเมินมาดีหมด พอครั้งนี้ผมให้ประเมินใหม่ออกมาไม่ดี กลายเป็นว่ารัฐบาลนี้ทำไม่สำเร็จหรือเปล่า เนื่องจากเราเอาจริงเอาจัง ข้าราชการจึงต้องไปปรับปรุง ถ้าทำไม่ได้ ก็ว่ากันอีกที เป็นการเปลี่ยนแปลงปฏิรูประบบราชการ เมื่อมันเปลี่ยนแปลงมันก็ต้องมีปัจจัยหลายอย่างการ ประเมินก็ต้องออกมาคนละอย่างก็ต้องไปแก้ ตรงไหนไม่ผ่านต้องลงโทษ ปรับปรุงอะไรหรือไม่ ข้อสำคัญต้องช่วยกันสร้างความคิดใหม่ๆ ให้ข้าราชการ" พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า คำสั่งการโยกย้ายครั้งนี้ เนื่องจากได้รับการร้องเรียนว่า พล.ต.ท.เทศามีส่วนเกี่ยวข้องกับการซื้อขายตำแหน่งในการแต่งตั้งนายตำรวจระดับสารวัตร รองสารวัตร และรองผู้กำกับการของตำรวจภูธรภาค 8 ทั้งนี้ ต้องมีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องดังกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ท.เทศา ศิริวาโท ผบช.ภ.8 เดินทางเข้ารายงานตัวที่ ศปก.ตร.ตั้งแต่ช่วงเช้าวันเดียวกันนี้ หลังบินด่วนกลับจากประเทศจีนทันทีที่ทราบคำสั่งถูกย้าย ซึ่งเป็นการเดินทางกลับก่อนกำหนด ผู้สื่อข่าวโทรศัพท์ขอสัมภาษณ์ แต่ พล.ต.ท.เทศา ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ ระบุว่าไม่สะดวกแล้ววางหูไปทันที

รายงานข่าวแจ้งว่า มีการฟอร์เวิร์ดผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์เป็นหนังสือร้องเรียนขอให้ตรวจสอบพฤติการณ์นายพลระดับสูงคนหนึ่ง โดยหนังสือเขียนถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี และผู้สื่อข่าวทุกสำนัก สรุปว่า "กระผมรับราชการเป็นตำรวจชั้นประทวนในพื้นที่ภาค 8 เฝ้าดูพฤติการณ์แล้วสงสารเจ้าหน้าที่ตำรวจและประชาชนตาดำๆ เพราะมีพฤติการณ์เรียกรับเงินไม่ว่าจะเป็นการซื้อตำแหน่ง โดยการซื้อขาย ตำรวจจะติดต่อซื้อขายโดยมีมือขวาทำงานอยู่ 3-4 คน เป็นตำรวจยศ พ.ต.ท., พ.ต.ต. และอีกคนหนึ่งเป็นอดีตแคดดี้สนามกอล์ฟ มีการเรียกเงินหลักแสน หลักล้าน แล้วแต่ตำแหน่ง"

ที่ จ.นครศรีธรรมราช นายวิทยา แก้วภราดัย กล่าวถึงการสั่งย้าย ผบช.ภ.8 ว่า เหตุการณ์ในลักษณะนี้ มิใช่มีเฉพาะพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 8 ที่เดียวเท่านั้น และมิได้มีในยุค ผบ.ตร.ยุคนี้ มีมานานแล้ว การตัดสินใจของ ผบ.ตร.มีคำสั่งโยกย้ายครั้งนี้สามารถทำได้ แต่ด้วยเหตุผลอย่างไรไม่ทราบได้ เชื่อว่าการซื้อตำแหน่งมิใช่เฉพาะในภูธร แต่พื้นที่นครบาลการซื้อขายตำแหน่งมีราคาแพงกว่าเป็น 2 เท่า เชื่อว่าคนที่รู้ข้อมูลเรื่องนี้ดีที่สุดคือ ผบ.ตร.

"การย้าย ผบช.ภ.8 หากมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการสะสางก็น่าจะใช่ แต่อย่าคิดว่าเรื่องจะจบลงง่ายๆ ถามว่าจากนี้จะจัดการต่อไปอีกหรือไม่ เพราะเรื่องซื้อขายตำแหน่งไม่มีผู้เสียหาย ไม่มีใครกล้าเปิดตัว โดยเฉพาะในนครบาล ล้วนแต่หมกเม็ดปัญหาตำรวจ ไว้ใต้พรมตลอด พอถึงฤดูกาลโยกย้ายก็สั่งย้ายกันที เรื่องนี้มีตัวใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯ ที่คนวงการตำรวจรู้จักชื่อกันหมด เอาเป็นว่าประเทศนี้ พล.ต.ต.ใหญ่กว่า พล.ต.อ." นายวิทยากล่าว

ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผบช.น. กล่าวถึงกรณีนายวิทยาระบุว่า บช.น. มีการซื้อขายตำแหน่งราคาแพงกว่า บช.ภ.8 ถึง 2 เท่าว่า ขอยกตัวอย่าง ร.ต.อ.สมประสงค์ รักษาแก้ว รอง สว.สส.สน.ห้วยขวาง ได้เลื่อนตำแหน่งเป็น สวป.สน.บวรมงคล โดยไม่รู้ล่วงหน้ามาก่อน ขอย้ำว่าตนแต่งตั้งคนที่ทำงาน ทำความดี นี่แค่ตัวอย่างเดียว ยังมีอีกหลายคนใน บช.น.

ที่กองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ (สปพ.) พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล ผบก.สปพ.กล่าวว่า ยืนยันได้ว่าทาง บก.สปพ.ไม่มีเรื่องการวิ่งเต้นเพื่อให้เลื่อนตำแหน่งแน่นอน เพราะดูผลงานเป็นที่ประจักษ์

พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) กล่าวว่า ตามที่มีการกล่าวหาว่าการซื้อขายตำแหน่งในพื้นที่ บช.ภ.8 นั้น ผบ.ตร.จึงมีคำสั่งให้ พล.ต.ท.เทศา ศิริวาโท ผบช.ภ. 8 มาช่วยราชการที่ ศปก.ตร.และสั่งการให้ พลตำรวจเอก ปัญญา มาเม่น จเรตำรวจแห่งชาติ ลงไปตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าการกล่าวหา มีมูลหรือไม่ ให้รายงานผลภายใน 15 วัน ขั้นนี้ไม่ได้หมายความว่า ผบช.ภ.8 มีความผิด หรือมีมูลตามที่มีการกล่าวอ้าง ยังอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบข้อเท็จจริง การให้ พล.ต.ท.เทศาออกจากพื้นที่ก่อน เพื่อความโปร่งใส อิสระในการตรวจสอบข้อเท็จจริง

"ขอให้ผู้ที่รับรู้ หรือรู้เห็นความไม่ชอบมาพากลในการแต่งตั้ง หรือตกเป็นเหยื่อ เข้าให้ข้อมูลต่อจเรตำรวจแห่งชาติเพื่อการสืบสวนตรวจสอบ เรื่องนี้ ผบ.ตร.ยอมไม่ได้ จึงขอความร่วมมือข้าราชการตำรวจหรือใครก็ตามที่มีข้อมูลให้รีบเข้าให้ข้อมูลแจ้งเบาะแสทันที" พ.ต.อ.กฤษณะกล่าว และว่า แต่ทั้งนี้ก็เป็นไปได้ว่าอาจมีขบวนการหลอกลวง ตกเบ็ดหาประโยชน์จากการแต่งตั้งโยกย้าย คล้ายๆ กลุ่มที่หาผลประโยชน์จากการสอบเข้าราชการหรือการฝากเข้าทำงานในสถานที่ต่างๆ ซึ่งพบเห็นบ่อยครั้ง หากพบข้อมูลที่เข้าข่ายการกระทำความผิดจะต้องดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างเด็ดขาด อย่างไรก็ตาม หากท้ายที่สุดพบว่าไม่มีมูลความจริง เป็นเพียงการกล่าวอ้าง ที่ทำให้ภาพลักษณ์องค์กรตรวจได้รับความเสียหาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติก็พร้อมจะดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่กระทำต่อองค์กรตำรวจเช่นกัน

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า นายกฯสั่งการเรื่องการแต่งตั้งพิจารณาโยกย้าย ซึ่งนายกฯเคยเล่าให้ ครม.ฟังว่า ในระบบของข้าราชการพลเรือนค่อนข้างแปลก คนเป็นรองอธิบดี หากสมหวังก็ได้ขึ้นเป็นอธิบดี หากไม่สมหวังก็ไปเป็นผู้ตรวจราชการ จากนั้นก็ไปเป็นรองปลัด ไม่มีใครอยากอยู่ส่วนกลางเลย ไม่มีใครอยากมาเข้ากรม นายกฯมองว่าผิดจากการที่ควรเป็นในระบบ

"ดังนั้น ในปี 2560 นายกฯจะให้ใช้แนวทางนี้เป็นปีสุดท้าย แล้วให้ทุกหน่วยงานเตรียมการที่จะรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต โดยจะต้องเป็นไปตามลำดับที่ควรจะเป็น จากรองอธิบดี เป็นอธิบดี จากอธิบดีขึ้นเป็นปลัดกระทรวง หรือผู้ตรวจ หมายความว่า ทุกตำแหน่งต้องมีรายละเอียดขอบเขตงานที่ชัดเจนเพื่อให้ระบบ ระเบียบเป็นไปในทิศทางที่ต้องการ ไม่ใช่เป็นไปตามที่คนคิดจะเป็น แล้วไปยึดติดกับตำแหน่ง นายกฯมอบหมายให้ทุกส่วนไปคิดว่าแนวทางที่จะเป็นแบบนั้นต้องเตรียมการอย่างไรบ้าง" พล.ท.สรรเสริญกล่าว

รายย่อยIFECฟ้องอาญา157กลต. - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2560

เมื่อวันที่ 13 มิ.ย.2560 นายประจักษ์ รัศมี ทนายความที่ได้รับการมอบหมายจากผู้ถือหุ้นรายย่อย บมจ. อินเตอร์ ฟาร์อีสท์ เอ็นเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น (IFEC) ได้ยื่นฟ้องสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ข้อหาหรือฐานความผิดเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ กลาง และศาลนัดไกล่เกลี่ยในวันที่ 3 ก.ค.2560

โดยจำเลยที่ 1 เป็นหน่วยงานของภาครัฐ จัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 จำเลยที่ 2 มีตำแหน่งเป็นประธานกรรมการ ก.ล.ต. จำเลยที่ 3 ถึงจำเลยที่ 11 มีตำแหน่งเป็นกรรมการ ก.ล.ต. และจำเลยที่ 12 มีตำแหน่งเป็นกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการ ก.ล.ต.

โดยจำเลยที่ 2 ถึง 12 เป็นเจ้าพนักงานมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการกำกับดูและหลักทรัพย์ ธุรกิจหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ สร้างความเสียหายให้กับผู้ถือหุ้นรายย่อยที่ลงทุนในหุ้น IFEC เนื่องจากในระหว่างเดือน ธ.ค.2559-มิ.ย.2560 ผู้ถือหุ้นรายย่อยได้เข้าร้องเรียนปัญหาที่เกิดขึ้นกับ IFEC แต่จำเลยทั้ง 12 คน ได้กระทำการโดยมีเจตนาปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายปัจจุบัน หุ้น IFEC ถูกขึ้นเครื่องหมาย SP ห้ามซื้อขาย.

อายัดที่ดิน'บรรณพจน์'11ไร่ - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2560

โพสต์ทูเดย์ - ปปง.สั่งอายัดที่ดิน "บรรณพจน์" 11 ไร่ พร้อมอาคารบุญรักษาข้างวัดพระธรรมกายหลังพบเอี่ยวทุจริตสหกรณ์คลองจั่น

พล.ต.อ.ชัยยะ ศิริอำพันธ์กุล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เปิดเผยว่า ที่ประชุม ปปง.มีมติสั่งอายัดที่ดินของ นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ จำนวน 11 ไร่ ที่ อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี คิดมูลค่ากว่า 300 ล้านบาท และอาคารบุญรักษาข้างวัดพระธรรมกาย หลังตรวจสอบธุรกรรมและทรัพย์สินของนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น กับพวก เกี่ยวกับพฤติกรรมการกระทำความผิดการยักยอกเงินของสหกรณ์ฯ นำไปลงทุนซื้อสิทธิในการซื้อขายที่ดินใน อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี

และหุ้นของ บริษัทเอ็ม-โฮม เอสพีวี 2 โดยผิดข้อระเบียบ ข้อบังคับ และวัตถุประสงค์ของสหกรณ์ฯ

พล.ต.อ.ชัยยะ กล่าวอีกว่า การอายัดอาคารบุญรักษาดังกล่าว เป็นการอายัดทรัพย์สินต่อเนื่องจากคำสั่งคณะกรรมการธุรกรรมที่ ย.57/2560 เรื่อง อายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการ กระทำความผิดไว้ชั่วคราว เป็นทรัพย์สินประเภทอสังหาริมทรัพย์ และที่ดินตามโฉนดที่ดิน กรณี น.ส.อลิสา อัศวโภคิน ซื้อที่ดินจากนายศุภชัย จำนวน 8 แปลง รวมมูลค่ากว่า 114 ล้านบาท จากการตรวจสอบของพนักงานเจ้าหน้าที่ปรากฏหลักฐานและเชื่อได้ว่า นายศุภชัย กับพวก เข้าข่ายการกระทำความผิดฐานฟอกเงิน

ด้าน พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวว่า ดีเอสไอเตรียมเรียกสอบนาย บุญชัย เบญจรงคกุล นักธุรกิจชื่อดัง รวมทั้งจะเรียกผู้เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับการปลูกสร้างคฤหาสน์ 2 หลังบนสันเขาในเขตพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าควนโต๊ะหลา และป่าแหลมซำ ต.คลองเคียน อ.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงา ขณะนี้พนักงานสอบสวนเร่งรวบรวมเอกสารหลักฐานทั้งหมดเพื่อนำส่งเสนอให้พิจารณารับเป็นคดีพิเศษ

"คดีบุกรุกพื้นที่ป่าเป็นคดีแนบท้ายกฎหมายของดีเอสไอ สามารถรับเป็นคดีพิเศษได้โดยไม่ต้องขอให้คณะกรรมการคดีพิเศษมีมติรับคดี โดยจะเร่งให้เสร็จภายในสัปดาห์นี้ ซึ่งหลังจากรับเป็นคดีพิเศษขั้นตอนต่อไปจะเรียกผู้เกี่ยวข้องมาสอบ" อธิบดีดีเอสไอ กล่าว

ชงสอบบัญชีวัดทั่วไทย - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2560

โพสต์ทูเดย์ - สปท.เตรียมเสนอ พศ.ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินวัดทั่วประเทศ 92 วัดดังรายได้เดือน 20-30 ล้าน จี้ มส.แก้กฎหมายบังคับใช้ได้จริง

นายบวรเวท รุ่งขจี ผู้ช่วยโฆษกคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เปิดเผยว่า ที่ประชุม กมธ.เห็นชอบ รายงานเรื่อง การพัฒนาระบบการบริหารทรัพย์สินของวัดให้เป็นไปตามมาตรฐานตาม ข้อเสนอของคณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านวัฒนธรรม เพื่อบริหารจัดการทรัพย์สินของวัดให้ถูกต้องตามกฎหมาย โปร่งใส และตรวจสอบได้

ทั้งนี้ ที่ประชุม กมธ.มีข้อเสนอให้ วัดจัดทำบัญชีทรัพย์สินตามเกณฑ์มาตรฐาน ครอบคลุมทรัพย์สินของวัดทั้งหมด ตลอดจนโบราณสถาน โบราณ วัตถุ ศิลปวัตถุ ศาสนวัตถุ โดยให้มหาเถรสมาคม (มส.) หรือสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กำหนดหลักเกณฑ์ และแนวปฏิบัติ เกี่ยวกับวิธีการบริหารจัดทำทรัพย์สินของวัดจำนวน 3.7 หมื่นแห่งทั่วประเทศ โดย รูปแบบวิธีการจัดทำบัญชีทรัพย์สินของวัดที่เป็นอสังหาริมทรัพย์และสังหาริมทรัพย์ ตลอดจนติดตามตรวจสอบการจัดทำบัญชีทรัพย์สินของวัดและรายงานผลการตรวจสอบ

นายบวรเวท กล่าวอีกว่า ให้ พศ. นำเสนอ มส.ปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย ที่เกี่ยวข้อง อาทิ พ.ร.บ.สงฆ์ พ.ศ. 2505 และกฎกระทรวงปี 2511 กฎ มหาเถรสมาคม ระเบียบ คำสั่งต่างๆ ให้ ทันสมัย บังคับใช้ได้จริง อาทิ การกำหนดให้สำนักงานพระพุทธศาสนามีอำนาจ

หน้าที่ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินวัด และรายงานผลการตรวจสอบให้มหาเถรสมาคม นายกรัฐมนตรี และสาธารณชนรับทราบ หากการตรวจสอบ พบว่า มีความไม่โปร่งใสให้ดำเนินการตามกฎหมายได้ จากเดิมที่เพียงให้วัดแค่ส่งบัญชีทรัพย์สินมาให้สำนักพุทธศาสนาแห่งชาติเก็บไว้เท่านั้น แต่ไม่เคยตรวจสอบ และไม่เคยมี บทลงโทษในเรื่องดังกล่าว

ขณะเดียวกันจะนำข้อเสนอของ กมธ.ไปเสนอต่อ ครม.สำนักพุทธศาสนาแห่งชาติ เพื่อไปดำเนินการต่อไป จากการตรวจสอบรายได้วัดทั่วประเทศเป็นกลุ่มๆ เพื่อให้ง่ายต่อการตรวจสอบ โดยปัจจุบันพบว่าจำนวน 92 วัด มีรายได้ต่อเดือนไม่ต่ำกว่า 20-30 ล้านบาท แต่ยังกังวลว่าจะได้รับความร่วมมือจากวัดในการตรวจสอบทรัพย์สินหรือไม่ เพราะยังไม่ได้หารือกับวัดถึงหลักเกณฑ์เหล่านี้

ครี่งปีแรกก.ล.ต.ฟัน อดีตผู้บริหาร 2 บจ. - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2560

กรุงเทพธุรกิจรวบรวมข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) พบว่า ตั้งแต่ม.ค.-มิ.ย. 2560 ก.ล.ต.มีการ ดำเนินการทางคดีกับทางแพ่งและ กล่าวโทษผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน ตลาดหุ้นไทย 2 แห่ง ซึ่งแต่ละราย จะมีฐานความผิดที่แตกต่างกัน โดย บริษัทที่ถูกลงโทษ ประกอบด้วย

บริษัท เด็มโก้ จำกัด (มหาชน) DEMCO ถูกก.ล.ต.ลงโทษกรณี การใช้ข้อมูลภายในขายหุ้น จึงดำเนินคดี กับ สุวัฒน์ จรดล โดยเรียกให้ชำระ ค่าปรับทางแพ่ง 7,463,337.50 บาท และส่งคืนผลประโยชน์ 5,970,670 บาท และ สั่ง สุกฤษฏิ์ จรดล เจ้าของบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ที่ช่วยเหลือ และสนับสนุนการกระทำผิดของ สุวัฒน์ ให้ชำระค่าปรับทางแพ่ง 333,333.33 บาท

ทั้งนี้ ก.ล.ต. ได้รับข้อมูลจากตลาด จึงตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่า สุวัฒน์ ขณะเกิดเหตุเป็นกรรมการ และผู้บริหารที่ดูแลสายงานจัดซื้อ และคลังสินค้าของ DEMCO ทราบข้อเท็จจริงที่ DEMCO ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายประมาณ 263 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงงานก่อสร้างโครงการ ที่เกิดความบกพร่องระหว่างระยะเวลารับประกันผลงาน ซึ่งค่าใช้จ่าย ดังกล่าวจะส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อ ผลประกอบการในไตรมาส 3 ปี 2558 ก่อนที่จะเปิดเผยขาดทุนสุทธิ 160 ล้านบาท และปรากฏหลักฐานว่าล่วงรู้ข้อมูล ภายในได้ขายหุ้น DEMCO บัญชีของ สุกฤษฏิ์ รวม 2,216,000 หุ้น ทำให้ นายสุวัฒน์ได้รับประโยชน์จากการขาย หลักทรัพย์ก่อนที่ข้อมูลเชิงลบจะเปิดเผย ต่อประชาชน และจากกรณีความผิดเดียวกันนี้ ก.ล.ต.จึงสั่งห้ามมิให้สุวัฒน์ผู้บริหารบจ. 2 ปี บริษัท ไทรทัน โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) TRITN เดิมชื่อบริษัท ไลฟ์ อินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) LIVE อดีตผู้บริหารกับพวก 9 ราย ถูกกล่าวโทษ ต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ กรณีร่วมกันทุจริต เบียดบังเอาทรัพย์สิน ไม่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ และยินยอมให้ทำบัญชีไม่ถูกต้อง ได้แก่ 1. ณีรนุช ณ ระนอง อดีตรองประธานกรรมการ และประธานกรรมการบริหาร TRITN

2. อภินันท์ ปัญญากร อดีตกรรมการบริหาร TRITN 3. สุทธิโรจน์ เอกธราพิพัฒน์อดีตผู้อำนวยการฝ่ายบัญชีและการเงิน TRITN 4. วรานิษฐ์ พงษ์วีรนนท์ 5. ธรากร จันทร์เกิด 6. อัครพล โลหิตไทย 7. บริษัท วี บิลบอร์ด จำกัด (VBB) 8. ชำนิ จันทรศุภวงษ์ และ 9. อิศเรส เฉลิมรัฐ

งบการเงินปี 2556 ที่ผู้สอบบัญชีได้ แสดงความเห็นอย่างมีเงื่อนไขธุรกรรมที่ TRITN ทำกับ VBB ซึ่งเป็นบริษัทที่เพิ่ง ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2556 ด้วยทุนจดทะเบียน เพียง 1 ล้านบาท ก.ล.ต. จึงตรวจสอบ เพิ่มเติมแล้วพบว่าบุคคลอันดับที่ 1-3 ซึ่งเป็นอดีตผู้บริหาร TRITN ร่วมกับบุคคลอันดับที่ 4-5 ได้จัดตั้งและใช้ VBB เป็น ช่องทางในการกระทำทุจริตหลายกรณี

ทั้งนี้ การกระทำกลุ่มคนดังกล่าว เข้าข่ายเป็นการไม่ปฏิบัติหน้าโดยทุจริตเบียดบังเอาทรัพย์สินของบริษัท แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบด้วยกฎหมาย และ ยินยอมให้มีการทำบัญชีไม่ถูกต้อง โดย มีกลุ่มคนที่ให้การช่วยเหลือสนับสนุน ก.ล.ต. จึงกล่าวโทษบุคคลทั้ง 9 ราย ต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป และบุคคลข้างต้น เข้าข่ายมีลักษณะขาดความน่าไว้วางใจให้เป็น กรรมการหรือผู้บริหารและไม่สามารถเป็น กรรมการและผู้บริหารของบจ.ตลอดระยะเวลา ที่ถูกกล่าวโทษดำเนินคดี

Chumphon abbot rejects graft claims - BANGKOK POST Issued date 14 June 2017

The abbot of a Chumphon-based temple yesterday defended the transparency of the maintenance and construction funds he handles after the temple was named as one of 12 temples allegedly involved in corruption in a grant-in-aid scheme.

Phra Rajavijitpatipan, abbot of Wat Rat Burana in Lang Suan district, said the temple made payments to the contractors as soon as it received subsidies from the National Office of Buddhism (NOB).

He said where there were remaining funds, they were spent on maintenance jobs and the temple had documents to verify those payments.

"The temple has no idea if the contractors pay others [after receiving the money from the temple]. Sometimes the temple was asked to make payments to several accounts and we just did as asked," he said.

The abbot's defence came in the wake of a corruption scandal in which four state officials were suspected of having embezzled 60 million baht in temple maintenance funds.

Phra Rajavijitpatipan, who is also the monastic chief of Chumphon, said that prior to the establishment of NOB, the Religious Affairs Department was directly responsible for making payments to the contractors and no money went through the temple.

Wat Rat Burana is among 12 temples across six provinces (Ayutthaya, Lamphun, Phetchaburi, Chumphon, Amnat Charoen, and Lampang) where alleged irregularities were detected by the police Counter-Corruption Division (CCD).

According to the CCD investigation, the four NOB officials have been charged with malfeasance and embezzlement in connection with the temple embezzlement scandal. Four civilians were also implicated in wrongdoing.

Based on information by NOB chief Pol Lt Col Pongporn Pramsaneh, the office provides grant-in-aid for Buddhist temples nationwide to the tune of about 4 billion baht a year.

The budget is allocated to four main areas.

The office allocates 500 million baht for the maintenance of temples, 1.9 billion baht goes toward supporting religious education among Thai monks and a sum of 600 million baht goes toward promoting religious activities aimed at spreading Buddhism.

About 1 billion baht goes to a personal allowance funds for monks.

At the centre of the scandal are the first three categories.

Prime Minister's Office Minister Ormsin Chivapruck, who oversees the NOB, said yesterday the office has launched a probe into the corruption scandal in the wake of the CCD investigation.

When asked if a law will be enacted to deal with the issue, he said information is being gathered.

Prime Minister Prayut Chan-o-cha said yesterday the authorities will conduct an investigation into alleged corruption by the temples on a case-by-case basis.

He said he has also instructed the PM's Office, the Justice Ministry and the NOB to discuss with the Sangha Supreme Council methods to ensure proper accounting systems for temples nationwide.

Meanwhile, the National Steering Reform Assembly committee on religious affairs has approved a report on the development of accounting systems for temples to ensure transparency and accountability.

Bowornwet Rungrujee, the panel spokesman, said the report suggests that the Sangha Supreme Council or the NOB should issue guidelines for temple asset management and carry out audits of those assets.

Related laws and regulations must be revised and updated to ensure proper audits of temple assets, he said.

Buddhist temples are required to submit their assets to the NOB, but audits are not obligatory, he said, adding that the proposal will be forwarded to the cabinet.

'ผู้ตรวจ'ลุยสอบจี้ทร.-สำนักงบฯแจงซื้อเรือดำน้ำ - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ผู้ตรวจฯ ทำหนังสือจี้ ผบ.ทร.-ผอ.สำนัก งบประมาณ แจงปมซื้อเรือดำน้ำภายใน 30 วัน ระบุข้อสรุปของสตง.ที่ ยืนยันโปร่งใส ไม่เป็นเงื่อนไขใน การพิจารณา

นายรักษเกชา แฉ่ฉาย เลขาสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีการตรวจสอบการจัดซื้อเรือดำน้ำว่า คณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมีการประชุมร่วมกันแล้วสองครั้งโดยได้ดูประเด็นตามที่มีคำร้องว่าเรื่องดังกล่าวกระทำผิดพ.ร.บ.วิธีการงบประมาณหรือไม่ มีความจำเป็นที่จะต้องจัดซื้อหรือไม่ และเรือดำน้ำมีอยู่ในแผนยุทธศาสตร์ป้องกันประเทศหรือไม่

โดยเมื่อวันที่ 2 มิ.ย.ที่ผ่านมา ตนได้ลงนามในหนังสือถึงผู้บัญชาการทหารเรือ(ผบ.ทร.)และผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ตามที่คณะกรรมการเสนอให้ชี้แจงกรณีดังกล่าวกลับมายัง ผู้ตรวจฯภายในสามสิบวัน คาดว่าน่าจะได้รับผลชี้แจงช่วงปลายเดือนมิ.ย. ก่อนที่ คณะกรรมการจะประชุมสรุปผลเสนอต่อ ผู้ตรวจฯต่อไป ทั้งนี้แม้ว่าในส่วนของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.)จะมีการสรุปผลว่าการจัดซื้อเรือดำน้ำครั้งนี้เป็นไปตามพ.ร.บ.วิธีการงบประมาณแล้วก็ไม่ถือว่ามีผลผูกพันต่อการพิจารณาของผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยบทสรุปของผู้ตรวจฯอาจจะ เหมือนกับสตง.ก็ได้ ซึ่งไม่ได้เหมือนกันเพราะสรุปตามสตง.แต่เป็นการพิจารณาบนพื้นฐานข้อเท็จจริงที่ผู้ตรวจฯ ดำเนินการ

คอลัมน์ เปลวสีเงิน คนปลายซอย: จับให้มั่นคั้นให้ตายกันเสียที - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2560

plew_seengern@yahoo.complewseengern@gmail.com

บ่อยมั้ยที่ตำรวจถูกย้ายเพราะข่าว ซื้อขายเก้าอี้?

นึกไม่ออก! เอาเท่าที่จำได้...นายพงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีต ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) อดีตนายตำรวจใหญ่ ยศพลตำรวจโท

ความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานเรียกรับสินบนโดยแอบอ้างสถาบันเบื้องสูง

ถูกถอดออกจากยศตำรวจและเรียกคืนเครื่องราชอิส ริยาภรณ์ทุกชั้นตรา

ตอนนี้อยู่ในคุก ที่นึกออกมีแค่นั้น มาล่าสุดก็ผลสืบเนื่องจากการแฉของนายวิทยา แก้วภราดัย อดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)

อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ และแกนนำ กปปส.นี่แหละครับประเด็นน่าสนใจมันอยู่ตรงที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีคำสั่ง ตร.๒๘๗/๒๕๖๐ ลงวันที่ ๑๒ มิถุนายน ให้ พล.ต.ท.เทศา ศิริวาโท ผู้บัญชา การตำรวจภูธรภาค ๘ (ผบช.ภ.๘) มาปฏิบัติราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปก.ตร.) โดยขาดจากการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งเดิม

ในวงการตำรวจว่ากันว่า พล.ต.ท.เทศา ศิริวาโท ใกล้ชิดกับ กำนันสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย

ขณะที่ นายวิทยา ก็ใกล้ชิดกับกำนันสุเทพ การที่ ผบ.ตร.สั่งย้าย ผบช.ภ.๘ เพราะเหตุนายวิทยาออกมาแฉเรื่องซื้อขายตำแหน่ง มันจึงไม่ใช่เรื่องปกติวิสัย

อย่างที่เกริ่นไว้ ก่อนนี้มีข่าวมาเป็นระยะๆ เรื่องซื้อ ขายตำแหน่งในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่ทุกครั้ง ตำรวจน้อยใหญ่พากันปฏิเสธว่า

"ไม่มี"หนำซ้ำมีการฟ้องกลับคนที่ออกมาให้ข่าว แต่คราวนี้ทำไมถึงกลับตาลปัตรหรือเพิ่งจะมีซื้อเก้าอี้ที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค ๘ เป็นครั้งแรก

การย้าย พล.ต.ท.เทศา ศิริวาโท เป็นการยอมรับว่ามีการซื้อเก้าอี้

หรือย้ายเพราะเหตุอื่น หรือส้มหล่น เตะหมูเข้าปากหมา ถ้าย้ายเพราะปล่อยให้มีการซื้อขายตำแหน่งตั้งแต่ ผู้บังคับการ ยันสารวัตร จริง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ก็ต้องมีคำตอบว่า แล้วนครบาล กองบัญชาการตำรวจภูธรภาคอื่นๆ โรงพักอื่นๆ ทั่วประเทศ จะสั่งย้ายทั้งหมดหรือไม่

หากเรียงลำดับเหตุการณ์ก็พอเห็นความเคลื่อนไหว นายวิทยา ออกมาอีกรอบ ภาษานักเลงเขาเรียกว่าเอาคืน "...นครบาลซื้อขายราคาแพงกว่าที่อื่นทั่วประเทศ โดยสิ่งที่เกิดเหตุเป็นการโยกย้าย ผบช.ภ.๘ ก็เป็นข้อมูลของ พล.ต.อ. จักรทิพย์

แต่เอากันจริงๆ โยกย้ายแล้วจะมีการปฏิรูปตำรวจต่ออย่างจริงจังหรือ ถ้าตำรวจภูธรภาค ๘ มีการวิ่งเต้น นครบาลก็มีมากกว่านี้เพิ่มอีกเป็น ๒ เท่า คนที่รู้ตัวเลขดีสุดน่าจะเป็น ผบ.ตร.

การย้าย ผบช.ภ.๘ หากมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการสะสาง แต่อย่าคิดว่าเรื่องจะจบ จากนี้จะจัดการต่อหรือไม่ เพราะเรื่องซื้อขายตำแหน่งไม่มีผู้เสียหาย ไม่มีใครกล้าเปิดตัว โดยเฉพาะในนครบาล แล้วจะหมกเม็ดปัญหาตำรวจไว้ใต้พรมแบบนี้ตลอดหรือ พอถึงฤดูกาลโยกย้าย ก็สั่งย้ายกันที จะปล่อยให้จบแบบนี้หรือ...

...มีตัวใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯ ที่คนวงการตำรวจรู้จักชื่อกันหมด เอาเป็นว่าประเทศนี้ พลตำรวจตรี ใหญ่กว่าพลตำรวจเอก..."

ไม่ใช่เรื่องโจ๊ก แต่เรื่องจริง!ครับ...ย้าย พล.ต.ท.เทศา ศิริวาโท ในมุมส่วนกลาง ถือเป็นส้มหล่น แต่ในมุม กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค ๘ ถือเป็นการเตะหมูเข้าปากหมา

การออกมาแฉอีกรอบ จึงเรียกได้ว่าเป็นการเอาคืน นครบาลซื้อขายเก้าอี้เป็น ๒ เท่าก็คูณเข้าไปดู ก่อนนี้ นายวิทยา บอกว่าระดับผู้กำกับการมีการวิ่งเต้นเงินสูงตั้งแต่ ๕ ล้าน ไปถึง ๗ ล้าน ระดับสารวัตรราคาอยู่ที่ ๑.๕ ล้านถึง ๒ ล้านบาท

นั่นเป็นราคาตั๋วเด็กไม่ใช่ตั๋วเด็กสวนสนุก สูงไม่เกิน ๑๐๐ เซนติเมตรเข้าฟรีนะครับ แต่หมายถึงเด็กนาย

ถ้าเอาตามที่ นายวิทยา ว่า คือคูณ ๒ เข้าไป ตำแหน่งซื้อขายก็จะเคาะกันประมาณนี้

ระดับผู้กำกับ ๑๐ ล้านถึง ๑๔ ล้านบาทส่วนสารวัตร ๓-๔ ล้านบาท นี่ราคาตั๋วเด็กนะครับ ส่วนนักวิ่งนายไม่รักก็อีกราคา ยังไม่รับเก้าอี้ที่ต้องประมูลจริงเท็จประการใด เห็นที พล.ต.อ.จักรทิพย์ ต้องทำให้กระจ่าง

หากจำกันได้ โฆษก สตช.เคยแถลงไว้เมื่อครั้งโยกย้ายนายตำรวจประจำปีว่า หากเกิดความผิดพลาดในการโยกย้าย ผบ.ตร.พร้อมที่จะรับผิดชอบด้วยตัวเอง

หรือจะให้พลตำรวจตรี รับผิดชอบที่จริงมันเป็นเรื่องน่าเบื่อ!พูดกันมานานแล้วว่า มีการซื้อขายเก้าอี้ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่...เหมือนเชื้อดื้อยา พูดไปก็เท่านั้น ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

นอกจากคนพูดถูกฟ้องหมิ่นประมาท "ลุงตู่" เองก็เบื่อครับ!วานนี้ (๑๓ มิถุนายน) ลุงตู่ ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาลถึงเรื่องนี้

"...ผมก็รับเรื่องร้องเรียนมาบ่อยครั้ง ครั้งนี้จะได้จับให้มั่นคั้นให้ตายกันเสียที ว่ามันใช่หรือไม่ใช่ ขอบคุณนักการเมืองที่ให้ข้อมูลการซื้อขายตำแหน่ง ก็ให้ตรวจสอบทั้งหมด

ตอนนี้ก็มีการย้าย ผบช.ภ.๘ เข้ามาประจำศูนย์ปฏิบัติการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติแล้ว เพื่อสอบสวนในทุกๆ ประเด็นซึ่งมีข้อมูล ในทุกประเด็นมีข้อมูลพอสมควร แต่ต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกคน

เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ มีผลกระทบในเรื่องของการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน ไม่ว่าจะเป็นพลเรือน ตำรวจ ทหาร

แต่ในส่วนของทหารอย่างไรผมยืนยันว่าไม่มีการซื้อขายตำแหน่ง เพราะไม่ได้ มันต้องโตมาตั้งแต่เด็กตามช่องทางที่กำหนดไว้ แต่ข้าราชการกับตำรวจมันมีกฎหมายคนละฉบับกัน

กำลังให้ไปแก้ปัญหาว่าจะดูแลข้าราชการทุกกลุ่มหน่วยงานได้อย่างไร เพื่อป้องกันการทุจริตคิดประพฤติมิชอบ ให้ได้เป็นข้าราชการที่ดีของแผ่นดิน ก็ทำมาตลอด หลายอย่างประเมินมาดีหมด พอครั้งนี้ผมให้ประเมินใหม่ออกมาไม่ดี กลายเป็นว่ารัฐบาลนี้ทำไม่สำเร็จหรือเปล่า เนื่องจากเราเอาจริงเอาจังแล้วข้าราชการจึงต้องไปปรับปรุง ถ้าทำไม่ได้ก็ว่ากันอีกที

เป็นการเปลี่ยนแปลงปฏิรูประบบราชการ เมื่อมันเปลี่ยนแปลงมันก็ต้องปัจจัยหลายอย่าง การประเมินก็ต้องออกมาคนละอย่าง ก็ต้องไปแก้ ตรงไหนไม่ผ่านต้องลงโทษปรับปรุงอะไรหรือไม่ ข้อสำคัญต้องช่วยกันสร้างความคิดใหม่ๆ ให้ข้าราชการ..."

ตำรวจมีจุดอ่อนเยอะครับ แตะไปตรงไหนก็เจอ แต่แทบไม่มีการตรวจสอบอย่างเป็นระบบเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านเองก็รู้ว่ามันปล่อยไปแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว

แล้วจะทำอย่างไร?ลำพังการแก้ไขปัญหาที่ทำอยู่ในขณะนี้ ยากที่จะได้ผล ก็วกกลับไปเรื่องที่ว่า

หากไม่ต้องการได้ยินคำถามที่ว่า "มีตำรวจไว้ทำไม?" ก็มีทางเลือกเดียวคือ "ปฏิรูปตำรวจ"

รายละเอียดต้องทำแบบไหน อย่างไร ใครเป็นเจ้าภาพ พูดกันไปเยอะแล้ว อยู่ที่จะนับหนึ่งเมื่อไหร่เท่านั้นเอง

เริ่มนับหนึ่งเมื่อไหร่ ประชาชนก็จะเริ่มไว้เนื้อเชื่อใจเมื่อนั้น

ถามว่ามีหรือไม่โรงพักที่ปลอดจากการซื้อขายเก้าอี้ มีนะ! มีไม่น้อยด้วย แต่ต้องไกลปืนเที่ยงหน่อย! ประเภทกลางค่ำกลางคืน สามารถไปตั้งวงเหล้าบนถนนหน้าโรงพักได้ โดยไม่ต้องกลัวรถเหยียบ

เป็นท้องที่เงียบขนาดไหน ก็คิดเอาทั้งหมดนี้จึงไม่ได้หมายความว่า ตำรวจทั้งหมดเป็นคนเลว ตำรวจดีๆ มีอยู่เยอะ

เพียงแต่เขาเหล่านั้นเสียงไม่ดังพอส่วนพวกนักวิ่ง... เมื่อ นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ซึ่งถือว่ามีอำนาจสูงสุดในการแก้ปัญหา ถึงขนาดเอ่ยปากว่า ครั้งนี้จะได้จับให้มั่นคั้นให้ตายกันเสียที

ก็ถือเป็นบุญของประเทศ ที่ปัญหาตำรวจซึ่งหมักหมมมานานจะได้รับการแก้ไข

ประชาชนรอดูอยู่ครับ "ลุงตู่".

ซื้อขายตำแหน่ง แก้ไม่ตกกระทบปฏิรูป - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2560

เส้นทางการปฏิรูปมีอันต้องสั่นคลอนอีกครั้งเมื่อ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. มีคำสั่ง ตร.287/2560 ลงวันที่ 12 มิ.ย. ให้ พล.ต.ท.เทศา ศิริวาโท ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 ไปปฏิบัติราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปก.ตร.) ตั้งแต่วันที่ 12 มิ.ย.เป็นต้นไป

พร้อมกับให้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีสื่อมวลชนได้เสนอข่าวสารต่อสาธารณชนกรณี วิทยา แก้วภราดัย อดีตแกนนำ กปปส. อ้างว่า มีการซื้อขายตำแหน่งระดับสารวัตร ถึงรองผู้บังคับการ วาระประจำปี 2559 ในสังกัด บช.ภ.8 พร้อมให้รายงานผลภายใน 15 วัน

ก่อนหน้านี้ อดีตแกนนำ กปปส. ออกมาระบุว่า ได้รับการร้องเรียนจากนายตำรวจทั่วทั้งประเทศว่ามีการ วิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่งตำรวจ โดย กลุ่มดังกล่าวจะยื่นข้อเสนอว่าถ้าอยากเลื่อนตำแหน่งจะต้องเสียเงิน แต่หากไม่เสียเงินจะถูกโยกย้ายไปพื้นที่อื่น ขณะที่บางคนจ่ายเงินไปแล้ว แต่กลับไม่ได้เลื่อนตำแหน่ง

ถึงขั้นระบุรายละเอียดว่ามีการ จ่ายเงินกับการแต่งตั้งระดับผู้กำกับการ ที่วิ่งเต้นด้วยเงินสูงตั้งแต่ 5-7 ล้านบาท ส่วนระดับสารวัตรราคาอยู่ที่ 1-5 แสนบาท ถึง 2 ล้านบาท

ท่ามกลางกระแสข่าว มีกลุ่มนายตำรวจนับสิบนายที่จ่ายเงินให้แก่ภรรยาลับๆ ของนายตำรวจระดับบังคับบัญชาชั้นสูงเพื่อเป็นค่าผ่านทางในการเลื่อนตำแหน่ง กลุ่มนายตำรวจเหล่านี้เตรียมตบเท้าเข้าพบเพื่อขอเงินคืน ซึ่งวงเงินที่จ่ายไปนั้นรวมกว่า 50 ล้านบาท

นับเป็นอีกปรากฏการณ์ที่ตอกย้ำปัญหาการซื้อขายตำแหน่งในการโยกย้ายตำรวจซึ่งยังแก้ไม่ตก

วิทยา ออกมาชี้แจงว่า สาเหตุ ที่ต้องออกมาเปิดเรื่องนี้เพราะหากไม่ปราบปรามจะทำให้คนที่ตั้งใจทำงานจริงๆ หมดกำลังใจ และไม่กล้าที่จะออกมาพูด จึงอยากเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลงไปฟังเสียงสะท้อนของตำรวจบ้าง

เอาเข้าจริงปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ หากจำได้ตั้งแต่ช่วงแรกของการบริหารราชการของรัฐบาล คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็มีเรื่องทำนองนี้

เกิดขึ้นมาตลอด ท่ามกลางความพยายามการปฏิรูปตำรวจซึ่งเรื่องการซื้อขายตำแหน่งเป็นเรื่องแรกๆ ที่มีความสำคัญและต้องเร่งดำเนินการ

ช่วงนั้นกลายเป็นประเด็นเมื่อ เกิดกรณี "แชตไลน์หลุด" ระบุว่า มี พล.อ. ป. เข้ามาเกี่ยวข้องกับการซื้อขายตำแหน่งข้าราชการตำรวจ ซึ่งทาง พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ออกมาชี้แจงว่า ไม่ได้เป็นคนเขียนข้อความในไลน์ แต่ไลน์ต้นฉบับมีคนส่งมาให้อีกที ในฐานะที่เป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจหน้าที่และกระบวนการทำงานตำรวจเพื่อประโยชน์ของประชาชน และคณะกรรมการตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชั่น จึงส่งต่อไลน์ไปให้ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มไลน์เตรียมทหารรุ่น 12 และไลน์กลุ่มตำรวจ เพื่อให้ช่วยกันตรวจสอบข้อเท็จจริง

ก่อนเรื่องจะบานปลายกลายเป็น

ศึกคุกรุ่นเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจงัด พ.ร.บ.คอมพ์ ออกมาส่งสัญญาณสกัดไม่ให้เรื่องนี้บานปลาย จนทำให้เรื่องนี้ค่อยๆ เงียบหายไป โดยไม่มีความกระจ่างแต่อย่างไรออกมา

แต่ใช่ว่าเรื่องการปฏิรูปตำรวจโดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาเรื่องการซื้อขายตำแหน่งจะไม่มีความคืบหน้า

ช่วงเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ออก คำสั่ง เรื่องการปรับปรุงระบบการพิจารณาแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ ระบุว่า โดยที่การบริหารงานบุคคลของข้าราชการตำรวจซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ ผู้รักษากฎหมายและต้นทางของกระบวนการยุติธรรมเป็นเรื่องสำคัญ

คำสั่งดังกล่าวระบุให้ควรกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และขั้นตอนการ กลั่นกรองให้เกิดความรับผิดชอบความถูกต้องเรียบร้อยเป็นธรรม และมีความเหมาะสมตรงกับความรู้ความสามารถ

ตามสายการบังคับบัญชา และการจัดสรรอัตรากำลังในแต่ละพื้นที่ยิ่งขึ้น เพื่อให้มีขั้นตอนชัดเจน โปร่งใส ปราศจากการวิ่งเต้น การเรียก รับ ให้หรือสัญญาว่าจะให้สิ่งตอบแทนแลกเปลี่ยนกับการแต่งตั้ง และปลอดจากระบบอุปถัมภ์ อันเป็นความจำเป็นต่อการปฏิรูประบบราชการ

ผ่านมาไม่กี่เดือนยังเกิดกรณีการเรียกรับผลประโยชน์จากการโยกย้ายตำรวจ นั่นหมายความว่าทั้งทิศทาง และแนวทางการแก้ปัญหาที่ทำมาตลอด 3 ปี อาจยังไม่สามารถแก้ปัญหา และเดินหน้าปฏิรูปตำรวจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่สำคัญนี่อาจสะท้อนให้เห็นทิศทางการปฏิรูปประเทศ อันเป็น เป้าหมายสำคัญในการอาสาเข้ามา บริหารประเทศของ คสช. ด้วยความคาดหวังจากทุกฝ่ายในสังคมว่าจะเป็นปัจจัยนำพาประเทศหลุดพ้นวังวนปัญหาที่ผ่านมา

คอลัมน์ Think Future: 'บล็อกเชน'กับการบรรเทา ปัญหาคอร์รัปชัน - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2560

กรภัท เผื่อนอุดมนักวิเคราะห์อาวุโส ไอดีซีประเทศไทย

ปี 2559 ที่ผ่านมา องค์กรเพื่อความโปร่งใส นานาชาติ (Transparency International) ได้ประกาศ ค่าคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริต โดยจัดอันดับ ให้ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 101 จาก 176 ประเทศทั่วโลก ได้คะแนนทั้งสิ้น 35 คะแนนจาก 100 คะแนน โดยประเทศ ที่ได้อันดับหนึ่งยังคงเป็นประเทศเดนมาร์ก และนิวซีแลนด์ 90 คะแนนเท่ากัน ขณะที่ประเทศจากทวีปเอเชียอย่างสิงคโปร์อยู่ อันดับที่ 7 ได้ 84 คะแนน ซึ่งเดิมในปี 2558 ประเทศไทยเคยได้รับ 38 คะแนน อยู่อันดับ 76 จาก 168 ประเทศ ได้รับคะแนนลดลงจากเดิม 3 คะแนน

ข้อมูลข้างต้นสะท้อนได้ว่า ปัญหาคอร์รัปชันในไทยนั้น ยังเป็น ปัญหาที่มีความสำคัญต้องให้ความสนใจ และใช้ความพยายามที่จะ แก้ไขต่อไป ทั้งนี้ เพื่อให้ประเทศมีความมั่นคงและพัฒนาได้เต็มประสิทธิภาพตามกำลังงบประมาณที่มีการเบิกจ่ายใช้งานในแต่ละปีงบประมาณ

การแก้ปัญหาคอร์รัปชันต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนของประชาสังคมไทย แต่หนึ่งในเครื่องมือที่จะช่วยบรรเทาปัญหาได้ คือการนำเทคโนโลยีมาใช้ และหนึ่งในเทคโนโลยีที่มีความสามารถ ในการทำสิ่งนั้นคือบล็อกเชน (Blockchain) โดยทั่วไปแล้วเมื่อ กล่าวถึงบล็อกเชน หลายคนอาจจะนึกถึงสกุลเงินอิเล็กทรอนิกส์ หรือบิตคอยน์ ก่อนเป็นอันดับแรก ทั้งที่จริง ๆ แล้วบล็อกเชน เป็นเทคโนโลยีเบื้องหลังบิทคอยน์ ซึ่งสามารถทำประโยชน์ได้ มากกว่านี้

บล็อกเชน คือ ระบบการจัดเก็บข้อมูลรูปแบบหนึ่ง เป็นการจัดเก็บ ข้อมูลแบบไม่มีศูนย์กลาง โดยการให้ผู้ใช้งานในเครือข่ายทุกคน เป็นผู้บันทึกธุรกรรมที่เกิดขึ้นกับข้อมูลในระบบแทนศูนย์กลาง ทำให้ผู้ใช้งานทุกคนทราบถึงธุรกรรมที่เกิดขึ้นภายในระบบ โดยธุรกรรม ที่จะถูกบันทึกนั้นจะต้องได้รับการเห็นชอบจากผู้ใช้งานทั้งหมด ของระบบก่อน และเมื่อมีการบันทึกข้อมูลแล้ว ข้อมูลภายในระบบ จะถูกเปลี่ยนแปลงได้ยาก เนื่องจากผู้ใช้งานในระบบทุกคนจะมีข้อมูลการทำธุรกรรมเหมือนกัน หากใครก็ตามในระบบมีข้อมูลที่ถูก บันทึกไว้ไม่ตรงกับผู้อื่น ระบบจะทำการลบข้อมูลนั้นแล้วบันทึก ข้อมูลที่ถูกต้องใหม่อีกครั้ง ทำให้ข้อมูลที่อยู่ในระบบบล็อกเชน มีความน่าเชื่อถือสูงมาก

คำถามต่อมา คือ บล็อกเชน จะช่วยบรรเทาปัญหาคอร์รัปชันได้อย่างไร เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น จะขออธิบายผ่านตัวอย่างกรณีการใช้งานดังนี้ 1.การใช้บล็อกเชน ในการเบิกจ่ายสวัสดิการภาครัฐ (เบี้ยผู้สูงอายุ เบี้ยช่วยเหลือ ผู้มีรายได้น้อย) ซึ่งอดีตที่ผ่านมา พบว่าเกิดปัญหาการจ่ายเงิน ซ้ำซ้อน และการจ่ายเงินไม่ตรงกลุ่มเป้าหมาย ทั้งนี้หากมีการนำบล็อกเชน มาประยุกต์ใช้โดย การบันทึกข้อมูลบัญชีของผู้ได้รับสวัสดิการในรูปแบบดิจิทัลในเครือข่ายบล็อกเชน ก็จะทำให้ปัญหาเรื่องของการจ่ายเงินซ้ำซ้อนหมดไป เนื่องจากการที่มีบันทึกที่ตรวจสอบได้ว่าใครได้รับสวัสดิการแล้วบ้าง รวมถึง

สามารถนำข้อมูลการเบิกจ่ายมาตรวจสอบได้ว่าการเบิกจ่ายดังกล่างตรงกับกลุ่มเป้าหมายจริงหรือไม่

2.การแก้ปัญหาเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดิน ที่ผ่านมาพบว่าเกิดปัญหา การปลอมแปลงเอกสารสิทธิ์ในที่ดิน การรุกล้ำเขตป่าสงวน การใช้ ที่ดิน สปก. ผิดวัตถุประสงค์ การระบุขอบเขตที่ดิน ปัญหาเหล่านี้ จะสามารถลดลงได้เมื่อ มีการบันทึกข้อมูลเอกสารสิทธิและระวางที่ดินเข้าไปในระบบบล็อกเชน ซึ่งจะทำให้ข้อมูลมีความโปร่งใส สามารถ ตรวจสอบได้ง่าย ทำให้การฉ้อโกงและปลอมแปลงเอกสารต่าง ๆ ทำได้ยากขึ้น

3.การใช้สมาร์ทคอนแทรค (Smart Contract) ในการเบิกจ่ายเงิน ในโครงการของรัฐ หลายครั้งที่การเบิกจ่ายเงินในโครงการของรัฐ เป็นไปโดยไม่เหมาะสมและไม่ถูกต้อง ทำให้เกิดการรับงานที่ไม่มีคุณภาพตามมาตรฐาน การละทิ้งงานก่อนที่งานจะสำเร็จ การทำโครงการที่ไม่เป็นประโยชน์อย่างแท้จริงกับประชาชน ปัญหาเหล่านี้ สามารถถูกบรรเทาลงได้ เมื่อมีการใช้สมาร์ทคอนแทรค ซึ่งก็คือการนำสัญญาในการทำโครงการ บันทึกเป็นเงื่อนไขและเก็บเข้าไปในระบบบล็อกเชน ซึ่งเป็นผลให้ต้องมีการดำเนินการตามเงื่อนไขของสัญญาให้ครบก่อน เมื่อบรรลุทุกเงื่อนไขสัญญาแล้ว การเบิกจ่ายเงิน ตามสัญญาจะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ

ยิ่งไปกว่านั้นยังสามารถทำให้เกิดการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนได้ โดยการเปิดให้ประชาชนสามารถลงคะแนนสนับสนุนหรือไม่สนับสนุนโครงการที่รัฐบาลกำลังจะดำเนินการ เพื่อแสดงถึงความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

ตามตัวอย่างที่ยกมาข้างต้น แสดงให้เห็นว่า การนำเทคโนโลยี บล็อกเชนมาใช้นั้น หากประยุกต์ใช้ให้เหมาะสม จะสามารถบรรเทาปัญหาด้านการคอร์รัปชันลงได้ แต่อย่างไรก็ดีเทคโนโลยีบล็อกเชน ก็ยังเป็นเพียงตัวช่วยเท่านั้น การแก้ปัญหาคอร์รัปชันให้หมดไปได้นั้นยังคงต้องอาศัยคนเป็นหลักในแก้ไขปัญหา ผ่านการปลูกฝังค่านิยม ของการไม่ยอมรับการคอร์รัปชัน ปัญหานี้จึงจะสามารถแก้ไขอย่าง ยั่งยืนได้

คอลัมน์ ไทยรัฐ: ธรรมาภิบาลที่เป็น - ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ขณะที่เกิดวิวาทะเรื่องการโละกรรมการ กกต.ทั้งคณะ และ กกต. ก็มีมติตั้งคณะกรรมการตรวจสอบกรณีที่มีผู้ร้องเรียนรัฐมนตรี 9 คน ขาดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพื่อส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยต่อไป คนทั่วไปงุนงงว่า กกต.มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วย หรือแม้แต่รัฐมนตรีที่ถูกร้องเรียนก็สงสัย ปัญหานี้มีบทบัญญัติรัฐธรรมนูญยืนยันว่า กกต.มีอำนาจ

นั่นก็คืออำนาจที่จะตรวจสอบและส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินหากมีการร้องเรียนว่า รัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งเนื่องจากกระทำการต้องห้าม เช่น เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน หรือเข้าร่วมเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐเป็นต้นส่วนกรณี 9 รัฐมนตรี ไม่ทราบชัดเจนว่าถูกร้องเรียนเรื่องอะไรแน่รู้เพียงแต่ว่ามีเรื่องหุ้นเกี่ยวข้องด้วย

คณะรัฐมนตรีของรัฐบาล คสช.ทั้งคณะ ได้รับการแต่งตั้งตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ซึ่งไม่ห้ามรัฐมนตรีถือหุ้นในบริษัทแต่รัฐธรรมนูญใหม่ 2560 บัญญัติลักษณะต้องห้ามสำหรับรัฐมนตรีไว้มากมายที่สำคัญคือเรื่องหุ้นและห้ามควบตำแหน่งข้าราชการ แต่มีบทเฉพาะกาลยกเว้นให้ควบตำแหน่งได้ แต่ไม่ได้ยกเว้นเรื่องการถือหุ้นต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญใหม่

การยกเว้นไม่ห้ามรัฐมนตรีควบตำแหน่งข้าราชการ หรือตำแหน่งในรัฐวิสาหกิจเป็นเรื่องที่มีเหตุผลเนื่องจากเป็นรัฐบาลคณะรัฐประหารที่นักวิชาการหลายคนเรียกว่า "รัฐข้าราชการ" จึงต้องให้ข้าราชการควบรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีแต่การถือหุ้นบริษัทยกเว้นไม่ได้ เพราะเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์เป็นการทุจริตรูปแบบสำคัญ

หุ้นเคยเป็นวิกฤติการเมืองครั้งใหญ่ นั่นก็คือกรณีการ "ซุกหุ้น" ที่โด่งดังรัฐธรรมนูญ ปัจจุบันไม่ได้ห้ามแค่นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีแต่ห้าม แม้แต่ข้าราชการรวมทั้ง ส.ส. และส.ว. ผู้ที่ฝ่าฝืนต้องพ้นจากตำแหน่งและเข้มงวดกับนายกฯ และรัฐมนตรีมากกว่า ส.ส. คือ ห้ามถือหุ้นในบริษัทธุรกิจเด็ดขาดห้ามไปถึงคู่สมรสและบุตรที่ไม่บรรลุนิติภาวะ และห้ามซุกหุ้นไว้กับบุคคลใดๆ

เหตุผลสำคัญเพราะนายกฯ หรือรัฐมนตรีมีอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดินคุมงบประมาณรายจ่ายรัฐปีละหลายล้านล้านบาท สามารถเอื้อประโยชน์ให้ตนและพวกพ้องได้การถือหุ้นในบริษัทธุรกิจเข้าข่ายเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ อาจเป็นบ่อเกิดของการทุจริตคอร์รัปชันอย่างมโหฬารขัดต่อหลักการบริหารประเทศทุกหลักการ

คณะรัฐมนตรีปัจจุบันแม้จะเป็น "รัฐบาลชั่วคราว" เพราะมาจากรัฐธรรมนูญชั่วคราวแต่อยู่ในตำแหน่งนานกว่ารัฐบาลเลือกตั้ง(ที่อยู่ได้คราวละไม่เกิน 4 ปี) และเป็นรัฐบาลที่มีอำนาจครบถ้วนทุกประการ จึงต้องปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญตามหลักนิติธรรมหลักคุณธรรมความโปร่งใสและธรรมาภิบาลตามที่นายกรัฐมนตรีเรียกร้อง.