You are here

สรุปข่าว CG และคอร์รัปชัน - 2 เมษายน 2561

คอลัมน์ เศรษฐศาสตร์บัณฑิต: กำกับดูแลกิจการดี ธุรกิจดี ประเทศดี - กรุงเทพธุรกิจ

ลุยปราบปั่นหุ้น กลต.ผนึกปปง.เร่งสกัดพฤติกรรม เคลียร์คดีค้างท่อ ดันตลาดทุนโปร่งใส - โพสต์ทูเดย์

กรมชลยันตรวจโกงเข้มพบเด้งทันที - มติชน

สั่งถอยผู้ช่วยผอ.เขตยกแผง ปมร้องเรียนก.พ.ค.ฯคัดเลือกไม่เป็นธรรม - เดลินิวส์

เจ้าของบริษัทชิโน-ไทยชี้ก่อสร้าง'สภาใหม่'โปร่งใส - กรุงเทพธุรกิจ

สพฐ.สั่งล้อมคอก2กองทุนในสังกัด 'อาหารกลางวัน-เด็กพิการ'วางระบบตรวจสอบ - ไทยโพสต์

จ่อประเมินราคาที่ดินรายวัน ธนารักษ์ชี้ลดคอร์รัปชั่น - เดลินิวส์

งบปราบปรามทุจริตทะลุเกือบ 9 พันล้าน ทุ่ม1.3แสนล.ดันปฏิรูป11ด้าน - กรุงเทพธุรกิจ

งาบงบผู้ยากไร้ส่ง2บิ๊กพม.พยานซัดทอด'บิ๊กโย่ง'จี้สอบ26คนมีเอี่ยวขีดเส้น30วัน - แนวหน้า

ถึงมือปปช.-คดีผบก.วุ่นหวย30ล. - ข่าวสด

นายก'เชียงราย'แจงถูกเบรก ปัดทุจริตสร้างช้างขุนเม็งรายฯ - มติชน

คดีทุจริตสหกรณ์ฯลาม สมาชิกในเครือข่ายแห่ถอนหวั่นไม่ได้คืน - ฐานเศรษฐกิจ

ตรวจทุจริตเงินรร.เอกชน3จว.ใต้ - เดลินิวส์

รายงานพิเศษ: มาตรการปรามขรก.ทุจริต"ฉบับคสช." – ผู้จัดการ

'คำพิพากษาภาคพลเมือง'... ชดใช้เสือดำ12ล้าน - คม ชัด ลึก

Column THINK BOX: ACTIVATING ONE'S MORAL COMPASS - BANGKOK POST

จังหวัดไหนไม่โกง!? "งานเงินคนจน" ปล้นคนไม่มีจะกิน! - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

คอลัมน์ กรองข่าวก้นตะกร้า: ลากนาฬิกาหรูจน 'คนลืม' - ไทยโพสต์

THINK PRAGMATIC: It's time for NACC to stop being a lap dog - BANGKOK POST

คม ชัด ลึก: วิกฤติศรัทธาป.ป.ช. - คม ชัด ลึก

Column LOSERS: National Anti-Corruption Commission - BANGKOK POST

คอลัมน์ เทรดวอตช์: ทุจริตคอร์รัปชัน จัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ - ฐานเศรษฐกิจ

คอลัมน์ คิดเป็นเห็นต่าง: ไทยแลนด์ 4.0 กับคนไทย 0.536 - โพสต์ทูเดย์

คอลัมน์ เศรษฐศาสตร์บัณฑิต: กำกับดูแลกิจการดี ธุรกิจดี ประเทศดี - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2561

ดร.บัณฑิต นิจถาวร

bandid.econ@gmail.com

บทความวันนี้พูดถึงงานสัมมนาที่สถาบัน ไอโอดีจะจัดในวันพุธที่ 4 เม.ย.นี้ เป็นงานรายงานความคืบหน้าการขับเคลื่อนการกำกับดูแลกิจการที่ดีในภาคธุรกิจ เพื่อสื่อสารความพยายามที่หลายหน่วยงานขณะนี้ รวมถึงบริษัทเอกชน กำลังดำเนินการเพื่อให้ นักลงทุนและภาคธุรกิจทราบ กระตุ้นให้เกิดการเข้าร่วมขับเคลื่อนจากทุกๆ ฝ่าย โดยเฉพาะนักธุรกิจและนักลงทุนต่างประเทศ ที่ต้องเป็นแนวร่วมสำคัญ

เพราะการขับเคลื่อนการกำกับดูแลกิจการที่ดีต้องมาจากทั้งบริษัทไทยและบริษัทต่างชาติที่ทำธุรกิจในประเทศไทย ด้วยเหตุนี้งานจะจัดเป็นภาษาอังกฤษ จัดร่วมกับหอการค้าต่างประเทศ 7 แห่ง ที่ร่วมจัดงาน คือ หอการค้าร่วมต่างประเทศในประเทศไทย(Joint Foreign Chambers of Commerce in Thailand) หอการค้าสหรัฐ แคนาดา อังกฤษ ออสเตรเลีย นอร์เวย์ และสิงคโปร์ คาดว่าจะมีสมาชิกของหอการค้าต่างประเทศเหล่านี้มาร่วมงานพอสมควร

หัวข้อสัมมนา คือ กำกับดูแลกิจการดี ธุรกิจดี : ความก้าวหน้าประเทศไทย หรือ Better Governance Better Business : Thailand's Progress ชี้ถึงความสำคัญของการกำกับดูแลกิจการ ที่ดีที่จะมีต่อธุรกิจ นำไปสู่การทำธุรกิจที่ดี ต่อยอดไปถึงระบบเศรษฐกิจที่ดี และประเทศที่ดี สำหรับบริษัทธุรกิจ การทำธุรกิจโดยมีการกำกับดูแลกิจการที่ดีจะสร้างประโยชน์ให้กับธุรกิจของบริษัทมาก

หนึ่งทำให้การทำธุรกิจของบริษัทเป็นระบบมากขึ้น เป็นการทำธุรกิจที่มีกระบวนการหรือวิธีการที่เป็นที่ยอมรับ บนพื้นฐานของการมีความรับผิดรับชอบความโปร่งใส และให้ความสำคัญเรื่องความเป็นธรรม หรือ fairness นำไปสู่การตัดสินใจที่ดี ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจของบริษัท

สองประโยชน์ที่บริษัทจะได้จากการทำธุรกิจที่ให้ความสำคัญ เรื่องระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งธุรกิจส่วนใหญ่ขณะนี้ยังไม่เป็นเช่นนั้น คือยังมองเฉพาะ ผลการดำเนินการแบบปีต่อปี ให้ความสำคัญกับเรื่องระยะสั้น แต่มองข้ามผลที่จะมีต่อบริษัทและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระยะยาว

เรื่องนี้ทั้งหมดจริงๆ แล้ว ก็คือ การ บริหารความเสี่ยงที่การตัดสินใจของบริษัทควรให้ความสำคัญกับผลกระทบ ที่จะเกิดขึ้นทั้งในระยะสั้นและระยะยาว บริษัทที่มีการกำกับดูแลกิจการที่ดีจะให้ความสำคัญกับประเด็นเหล่านี้ ในรูปของการมียุทธศาสตร์ธุรกิจที่กำหนดแผนงานธุรกิจในระยะยาว และทำให้ธุรกิจของบริษัทสามารถบรรลุเป้าหมายได้ตามยุทธศาสตร์ ซึ่งสำคัญต่อการเติบโต ที่ต่อเนื่องของบริษัท

สามคือ ประโยชน์ที่การกำกับดูแลกิจการที่ดีจะมีต่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของบริษัท เกิดจากความไว้วางใจ หรือ Trust ที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ไม่ว่าจะเป็นผู้ถือหุ้น พนักงาน ลูกค้า เจ้าหนี้ นักลงทุน บริษัทคู่ค้า และสังคม จะมีต่อการทำธุรกิจของบริษัท เป็นผลจากการกำกับดูแลกิจการที่ดี ที่บริษัททำธุรกิจอย่างเป็นระบบ โปร่งใส ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียให้ความไว้วางใจ และพร้อมสนับสนุนธุรกิจของบริษัทให้เติบโตต่อไป ซึ่งก็คือความหมายที่แท้จริงของความยั่งยืนทางธุรกิจ

ทั้งหมดคือ ผลที่การกำกับดูแลกิจการที่ดีสามารถสร้างประโยชน์ให้กับบริษัท นำไปสู่ความน่าเชื่อถือ ความเข้มแข็งของแบรนด์ และความไว้วางใจที่ลูกค้า นักลงทุน เจ้าหนี้ และพนักงานมีต่อบริษัท ทำให้บริษัทจะสามารถระดมทุนได้อย่าง ไม่ติดขัด รักษาพนักงานที่มีคุณภาพให้อยู่กับบริษัทได้ต่อไป เหล่านี้คือ เงื่อนไขของการเติบโตที่ยั่งยืน

สำหรับภาคธุรกิจไทย ความสนใจและพัฒนาการด้านการกำกับดูแลกิจการมีความก้าวหน้าดีเป็นลำดับ จากการประเมินของสถาบันไอโอดีที่ได้ทำมาต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2001 ข้อมูลชี้ว่าคะแนนเฉลี่ยด้าน ซีจีของบริษัทจดทะเบียนไทยปรับดีขึ้น ต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา จากคะแนน 50 ส่วนร้อยในปี 2001 เป็น 80 ส่วนร้อยปีที่แล้ว แสดงให้เห็นถึงความตระหนักและความสนใจของบริษัทจดทะเบียนต่อเรื่องการกำกับดูแลกิจการ ถือเป็นความสำเร็จของการพัฒนาซีจีของประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีอีกหลายประเด็นที่ยังเป็นจุดอ่อน และควรต้องปรับปรุงให้ดีขึ้น

จุดอ่อนแรกคือช่องว่างระหว่างการมีนโยบายและการปฏิบัติจริง

สอง คือ การทำธุรกิจส่วนใหญ่ยัง เน้นการทำกำไรระยะสั้นเพื่อผู้ถือหุ้นมากกว่าการมองความคงอยู่ของธุรกิจในระยะยาว

สาม คือ ความจำเป็นที่ต้องขยายแนวคิดเรื่องการกำกับดูแลกิจการที่ดี ให้แพร่ไปสู่ส่วนอื่นๆ

วันพุธที่ 4 เม.ย.นี้ จึงเป็นโอกาสที่ หน่วยงานที่มีบทบาทด้านนี้โดยตรง จะมาถ่ายทอดให้ภาคธุรกิจทราบถึงความพยายามต่างๆ ที่ได้ทำไป และความคืบหน้าที่มี เริ่มโดย ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูลรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จะพูดถึงนโยบายรัฐบาลในการส่งเสริมธรรมาภิบาลในภาครัฐและแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม ต่อด้วย รพี สุจริตกุล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) จะพูดถึงการสร้างความไว้วางใจและความโปร่งใสในการพัฒนาตลาดทุนของประเทศ ตามด้วย เกศรา มัญชุศรีผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) จะพูดใน ประเด็นการขับเคลื่อนการเติบโตและความยั่งยืนของบริษัทจดทะเบียน ผ่านการให้ความสำคัญในเรื่อง ESG ก็คือ สิ่งแวดล้อม ผลต่อสังคม และการกำกับดูแลกิจการ

จากนั้น วิเชียร พงศธร รองประธาน องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) จะให้ความเห็นเกี่ยวกับความพยายามที่จะต่อสู้กับปัญหาคอร์รัปชันผ่านการ ออกกฎหมายและบทบาทของภาคประชาสังคม

ส่วนผมเอง ในฐานะกรรมการ ผู้อำนวยการสถาบันไอโอดี จะให้ความเห็นในประเด็นการขับเคลื่อนวัฒนธรรมองค์กรด้านจริยธรรมในภาคธุรกิจ จากมุมมองที่ได้สัมผัสจากงานของสถาบัน ไอโอดี และงานของโครงการแนวร่วม ปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริต

จึงอยากเชิญชวนทุกท่านให้มาร่วมงานกันมากๆ เพื่อรับทราบและร่วมแสดงความคิดเห็น ช่วยกันขับเคลื่อนประเทศให้เดินหน้าต่อไปในระดับที่ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ เพื่อประโยชน์และอนาคตของคนไทย รุ่นต่อๆ ไป

"ผลการกำกับดูแลกิจการที่ดีสามารถสร้างประโยชน์ให้บริษัท นำไปสู่ความน่าเชื่อถือ ความเข้มแข็งของแบรนด์"

ลุยปราบปั่นหุ้น กลต.ผนึกปปง.เร่งสกัดพฤติกรรม เคลียร์คดีค้างท่อ ดันตลาดทุนโปร่งใส - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2561

โพสต์ทูเดย์ - ก.ล.ต.ผนึก ปปง.-กรมบังคับคดี สกัดปั่นหุ้น-ล้มบนฟูก เชื่อการประเมินผลบังคับใช้กฎหมายของไทยดีขึ้น

นายสมชาย พงษ์พัฒนาศิลป์ ผู้ช่วย เลขาธิการ สายบังคับใช้กฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาด หลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ให้สัมภาษณ์พิเศษ "โพสต์ทูเดย์" ภายหลังจากที่ ก.ล.ต.ได้ส่งให้ พนักงานอัยการดำเนินการส่งฟ้องต่อศาลแพ่งในการกระทำความผิดการสร้างราคาหุ้นใน 6 บริษัท ของ 25 นักลงทุน ว่า หลัง พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ฉบับที่ 5 มีผลบังคับใช้เมื่อปลายปี 2559 ซึ่งในกฎหมายได้มีการนำมาตรการลงโทษทางแพ่งมาใช้ ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้กระบวนการในการบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพมากขึ้น และทำให้การตรวจสอบผู้กระทำการไม่เป็นธรรมในการ ซื้อขายหุ้นสามารถทำได้ดีกว่าอดีต ที่จะมีฐาน ความผิดทางอาญาเท่านั้น ขณะที่การนำบทลงโทษทางแพ่งมาใช้ ดังนั้นแม้ว่า ตัวผู้กระทำผิดหนี ถ้าดำเนินคดีชนะก็จะสามารถยึดและปรับได้ ขณะที่ความผิดทางอาญาที่ผ่านมา ถ้าหนีไม่สามารถดำเนินการใดๆ ได้ ผู้กระทำผิดจะรอจนคดีหมดอายุความก็กลับมา

นอกจากนี้ มาจากความร่วมมือระหว่างหน่วยงานสำคัญๆ ประสานงานกันแน่นมากขึ้น ทั้งในส่วนของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) หลังการปั่นหุ้นเป็นหนึ่งในมูลฐานสำคัญของ พ.ร.บ.ฟอกเงิน และกฎหมาย ปปง. สามารถสอบลึกในเรื่องเส้นทางเงิน จะยึดผลประโยชน์หรือทรัพย์ของผู้กระทำผิดได้ และการร่วมมือกับกรมบังคับคดี เพื่อป้องกันการใช้กระบวนการฟื้นฟูกิจการ ในการเอาเปรียบผู้ถือหุ้นด้วย เพราะมีกรณีที่เกิดขึ้นให้เห็นอยู่

อย่างไรก็ตาม ในการทำหน้าที่นั้นทางสำนักงานขอยืนยันว่าไม่ได้มุ่งหวังผลในเรื่องค่าปรับและผลประโยชน์เรียกคืน เพราะเงินทุกบาทที่ได้รับจะต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน แต่ทั้งหมดทำเพื่อคุ้มครองผู้ลงทุน

"เชื่อว่าหลังจากนี้การเข้ามาประเมินขององค์กรระหว่างประเทศ ในส่วนของ ก.ล.ต.ถูกประเมินโดย FSAP หรือ Financial Sector Assessment Program เป็นโครงการร่วมระหว่างธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ส่วน ปปง.จะถูกประเมิน ของแฟทเอฟ (FATF) เราน่าจะได้รับคะแนนเรื่องของการบังคับใช้กฎหมาย ดีขึ้น จากอดีตเป็นจุดด้อยเพราะคดีที่เกิดขึ้นในตลาดทุนเดินไปถึงจุดสิ้นสุดในชั้นศาลน้อยมาก และถึงตอนนี้ก็คาดหวังว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจะสามารถปราบผู้ที่มีแนวคิดจะ เข้ามาหาผลประโยชน์ในตลาดทุนได้ดีขึ้น" นายสมชาย กล่าว

ผู้ช่วยเลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่า ส่วนคดี ค้างท่อของสำนักงานถูกดำเนินการออกมา ได้มาก ภายหลังนำมาตรการลงโทษทางแพ่ง มาใช้ แต่ก็จะมีอัตราที่น้อยกว่าการไหล เข้ามาของคดีใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น เพราะภายหลัง มีกฎหมายใหม่เข้ามาทำให้ในการทำหน้าที่ในการกำกับดูแลมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะเห็นได้จากกฎหมายที่ใช้มา 1 ปีกว่าๆ ทำให้คดีต่างๆ เข้าสู่คณะกรรมการพิจารณามาตรการโทษทางแพ่ง ผู้ทำผิดยอมจบโดย จ่ายค่าปรับ แต่ต้นปี 2561 มีกรณี 25 รายปั่น 6 หุ้น ส่งสู่ศาลหลังผู้กระทำผิดไม่ยินยอม อีก 1 คดีที่ทำผิดกรณีแสดงข้อความเป็นเท็จและ ปกปิดข้อความจริง มีผู้ทำผิด 3 ราย ค่าปรับเป็นเงิน 6 ล้านบาท มีความเกี่ยวเนื่องกับคดีปั่น 6 หุ้น

กรมชลยันตรวจโกงเข้มพบเด้งทันที - มติชน ฉบับวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2561

เมื่อวันที่ 1 เมษายน นายมนัส กำเนิดมณี รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยกรณีพบการทุจริตหลายโครงการในหน่วยงานของกรมชลประทานว่า ทุกโครงการกรมชลประทานมีระบบตรวจสอบการดำเนินงานทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นโครงการขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ หากมีการร้องเรียนหรือตรวจพบว่ามีการกระทำความผิด จะมีการตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงก่อน หากพบกรณีมีมูลว่ากระทำความผิดวินัย กรมชลประทานจะดำเนินการทางวินัย โดยการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยต่อไป อาจจะเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรงหรือไม่ร้ายแรงก็ได้แล้วแต่กรณี ตามมาตรการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในระบบราชการ และข้อสั่งการของนายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เกี่ยวกับการทุจริตของข้าราชการ หากพบว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้ใดอยู่ในข่ายต้องสงสัยกระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ จะดำเนินการย้ายออกจากพื้นที่ไว้ก่อน เพื่อให้คณะ กรรมการ ทำการสืบสวนข้อเท็จจริงให้ปรากฏ หากพบว่ากระทำผิดจริงจะดำเนินการลงโทษตามระเบียบต่อไป

นายมนัสกล่าวว่า สำหรับกรณีที่มีการร้องเรียนข้าราชการโครงการชลประทานนครราชสีมา ถูกกล่าวหาว่ามีพฤติกรรมส่อไปในทางทุจริต ในการดำเนินการโครงการขุดลอกแก้มลิงบางรายการ ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมานั้น กรมชลประทานได้ตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง พบว่างานขุดลอกแก้มลิงบางรายการ ดำเนินการไม่ถูกต้องตามรูปแบบที่กำหนดจริง แม้ว่าผลการตรวจสอบจะยังไม่สามารถสรุปได้ว่ามีความผิดชัดเจนถึงขั้นชี้มูลความผิดก็ตาม แต่เพื่อประโยชน์ของทางราชการ จึงได้มีคำสั่งให้ย้ายข้าราชการและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องออกจากพื้นที่ไว้ก่อนเป็นการชั่วคราว จำนวน 3 ราย เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบและป้องกันการกระทำที่อาจมีผลต่อการตรวจสอบโดยเร็ว และจนกว่าข้อเท็จจริงทั้งหมดจะปรากฏ ซึ่งหากมีการชี้มูลความผิดอย่างชัดเจน จะได้มีบทลงโทษบุคคลเหล่านั้นตามระเบียบที่ได้กำหนดไว้ต่อไป

ทั้งนี้ กรมชลประทานขอยืนยันว่าที่ผ่านมาได้มีการตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงและลงโทษผู้กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงไปแล้วหลายโครงการที่มีการตรวจพบการทุจริต มีการโยกย้ายสำรองราชการและลงโทษผู้ที่เกี่ยวข้องทุกราย โดยไม่มีข้อยกเว้นใดๆ พร้อมกันนี้ ยังได้จัดกิจกรรมเชิญชวนและสร้างจิตสำนึกที่ดีแก่เจ้าหน้าที่ทุกระดับ ของกรมชลประทานให้ร่วมกันรณรงค์ต่อต้านการทุจริตภายในหน่วยงานอย่างเข้มแข็ง อีกด้วย

สั่งถอยผู้ช่วยผอ.เขตยกแผง ปมร้องเรียนก.พ.ค.ฯคัดเลือกไม่เป็นธรรม พ่วงอีกคำสั่งแต่งตั้งผอ.กองช่วงปลายปี60 - เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2561

รายงานข่าวแจ้งว่าเมื่อวันที่ 27 มี.ค. ที่ผ่านมา คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการกรุงเทพ มหานคร (ก.พ.ค.กทม.) ได้มีหนังสือถึงกรุงเทพมหานครและผู้ร้องทุกข์ 2 เรื่อง แจ้งผลคำวินิจฉัยร้องทุกข์กรณีการ แต่งตั้งข้าราชการ กทม. โดยกรณีแรกเป็นการร้องเรียนของนายณัติฐพร บางไพร หัวหน้าฝ่ายรักษาความสะอาดและสวนสาธารณะเขตคันนายาว ร้องการแต่งตั้งข้าราชการระดับอำนวยการต้นตำแหน่งผู้ช่วยผอ.เขต ตามคำสั่งที่ 2962/2560 และ ตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการสภา กทม. ผู้อำนวยการส่วนผู้อำนวยการกอง รองผู้อำนวยการโรงพยาบาล (ฝ่ายบริหาร) และเลขานุการสำนัก 2563/2560 ลงวันที่ 28 ก.ย. 60 เนื่องจากผู้ร้องเห็นว่าการแต่งตั้งผู้ร้องไม่ได้รับความเป็นธรรมเพราะไม่มีการประกาศรับสมัครเพื่อให้ข้าราชการผู้มีคุณสมบัติได้รับทราบเพื่อให้ผู้ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามประกาศได้สมัครเข้ารับการพิจารณาคัดเลือกแต่อย่างใดอีกทั้งในกระบวนการคัดเลือกที่ใช้เพียงดุลพินิจนั้นไม่สามารถอธิบายเกณฑ์การคัดเลือกที่เป็นไปตามระบบคุณธรรมได้จึงได้วินิจฉัยว่าคำร้องทุกข์ฟังขึ้นและให้ปลัด กทม.ยกเลิกคำสั่งกทม.ที่ 2962/2560 ซึ่งเป็นการแต่งตั้งผู้ช่วยผอ.เขต 31 คน ทั้งฉบับและส่วนคำสั่ง กทม.ที่ 2963/2560 ให้ปลัดกทม. ไปตรวจสอบย้อน หลังว่ามีการกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เพื่อจะได้ดำเนินการยกเลิกคำสั่งแต่งตั้งในส่วนนี้ต่อไป และให้ดำเนินกระบวนการคัดเลือกเพื่อแต่งตั้งข้าราชการใหม่ให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ไม่เลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำวินิจฉัย

ส่วนอีกกรณีเป็นคำสั่ง ก.พ.ค.กทม. กรณีแจ้งผลคำวินิจฉัยเรื่องร้องทุกข์ของนายวัลลภ ประสิทธิหัตถ์ กรณีร้องเรียนการแต่งตั้งข้าราชการตามคำสั่งที่ 4290/2560 ลงวันที่ 24 พ.ย. 60 กรณีตั้งข้าราชการดำรงตำแหน่ง ผอ.กองบริหารทั่วไปสำนักงาน ก.ก.ผอ.กองสรรหาบุคคลสำนักงานก.ก. และผอ.กองยุทธศาสตร์บริหารจัดการสำนักยุทธศาสตร์และประเมินผล และคำสั่งที่ 4710/2560 ลงวันที่ 13 ธ.ค. 60 แต่งตั้งผู้ช่วยผอ.เขตประเวศ ซึ่ง ก.พ.ค.ฯให้ยกเลิกการแต่งตั้งทั้ง 2 คำสั่งรวม 4 รายด้วยเช่นกันโดยให้คัดเลือกและแต่งตั้งใหม่ให้ถูกต้อง

รายงานข่าวแจ้งว่ากรณีการคัดเลือกแต่งตั้งตำแหน่งผู้ช่วยผอ.เขต ที่ผ่านมามีข้าราชการ กทม. ได้ร้องเรียนไปยัง ก.พ.ค.กทม. หลายครั้งนับตั้งแต่มีการเปลี่ยนระบบจากซีเป็นแท่งตำแหน่งผู้ช่วยผอ.เขตได้รับเงินประจำตำแหน่งและค่าตอบแทนสูงกว่าและความรับผิดชอบสูงกว่าแม้ว่าเมื่อเทียบว่าเป็นซี 8 เท่ากันกับหัวหน้าฝ่ายแต่ค่าตอบแทนไม่เท่ากันการแต่งตั้งจึงควรมีเกณฑ์การคัดเลือกให้คะแนนเช่นเดียวกับการแต่งตั้งระดับชำนาญการพิเศษอำนวยการสูง บริหารต้นบริหารสูง ซึ่งในท้องถิ่นและหน่วยงานราชการอื่นก็ใช้การคัดเลือกดำเนินการหมดแล้วก็มีการสอบมี เกณฑ์การคัดเลือกในขณะที่ กทม. ยังใช้การโยกย้ายโดยใช้ดุลพินิจของผู้มีอำนาจแต่งตั้งโดยใช้ ว.9 แบบเดิมซึ่งเป็นการใช้ดุลพินิจของผู้มีอำนาจ แต่งตั้งแต่เพียงผู้เดียวซึ่งไม่สอดคล้องกับระบบคุณธรรมและเกิดปัญหาร้องเรียนยกเลิกคำสั่งแต่งตั้งส่งผลกระทบต่อระบบการบริหารงานบุคคลและขวัญกำลังใจของข้าราชการ.

เจ้าของบริษัทชิโน-ไทยชี้ก่อสร้าง'สภาใหม่'โปร่งใส - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2561

กรุงเทพธุรกิจ ที่สมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้จัดเวทีประชาชนตรวจสอบคอร์รัปชันหัวข้อ การตรวจสอบปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบ กรณีไอที-รัฐสภาแห่งใหม่ โดย นายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ กล่าวว่า สำหรับระบบไอทีที่มีปัญหาได้จ้าง บริษัท เมอร์ลินส์ โซลูชั่นส์ อินเตอร์เนชั่นนัล จำกัด ให้มาเป็นที่ปรึกษาวางระบบโดยวิธีพิเศษ โดยอ้างว่ามีเวลาจำกัดในการหาผู้ว่าจ้าง มีข้อพิรุธอย่างมาก

โดยการจ้างบริษัทเมอร์ลินส์ทำให้ประธานที่พิจารณาเรื่อง ดังกล่าวต้องลาออก เนื่องจากมีการล็อบบี้ให้บริษัทดังกล่าว แถมขณะนั้น ยังมีการโฆษณาด้วยว่าบริษัทเมอร์ลินส์ลดราคาให้ด้วย ต่อมาบริษัทได้เขียนโครงการและส่งให้คณะกรรมการพิจารณา สุดท้ายที่ประชุมอนุมัติไมโครโฟน ราคา 120,000 บาท ต่อตัว

"การสร้างรัฐสภาใหม่เละตั้งแต่เริ่มสร้าง รวมถึงงบประมาณ คิดจะเสนออะไรก็เสนอ สำนักงบประมาณส่งเอกสารมาให้ผม บอกให้ช่วย อัดหน่อย ถ้าผมได้เป็นกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตอีก จะสอบเรื่องนี้เรื่องแรก รับรองสนุกสนานแน่ โครงสร้างก่อสร้างมีความผิดปกติ ถ้าสอบสวนเจอแน่ แต่ผมยังไม่ร้องป.ป.ช.ชุดนี้ ให้เปลี่ยนรัฐบาลแล้วค่อยร้อง และจะตั้งกรรมการสอบ"

ขณะที่นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ปัญหาโครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ มีการขอขยายระยะเวลาก่อสร้างที่ดูพิสดารที่สุด ถึง 3 ครั้ง รวมประมาณ 1,400 วัน ซึ่งเป็นการขยายเวลาเกินกำหนดภายใน 900 วัน ตามเงื่อนไขสัญญา ดังนั้นจึงขอตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการเอื้อเอกชนหรือไม่ และขอถามว่าในเมื่อบริษัทซิโน-ไทย ทราบอยู่แล้วว่า ทางสภาจะส่งมอบพื้นที่ไม่พร้อมกันเหตุใดจึงยอมเป็นคู่สัญญา และจริงหรือไม่ที่มีการแก้ไขแบบก่อสร้างบริเวณโถงกลางรัฐสภาแห่งใหม่ จากที่เคยกำหนดให้รับลมจากแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นติดตั้งเครื่องปรับอากาศ

ขณะที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ในฐานะที่โครงการดังกล่าวเกี่ยวข้องกับบริษัท ซิโน-ไทยฯซึ่งเป็นกิจการของบิดา (ชวรัตน์ ชาญวีรกูล) จึงขอชี้แจงว่าการตรวจสอบเป็นเรื่องดี แต่บางครั้งจะไม่ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องจากหน่วยงานราชการ จะถูกต้องเฉพาะเพียงตัวเลข ส่วนเรื่องอื่นที่นำมาพูดไม่มี ข้อเท็จจริงเลย ตนอยากจะบอกว่า บริษัทถือคติเอากล่องไม่เอาเงิน เอาศักดิ์ศรี เอาความภาคภูมิใจ จะได้เขียนลงในประวัติบริษัทว่าเคยก่อสร้างรัฐสภา และรับประกันว่าโครงการก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่มีความโปร่งใส

สำหรับการขยายระยะเวลาก่อสร้างให้กับบริษัท ซิโน-ไทยฯนั้น สาเหตุเกิดจากการส่งมอบพื้นที่ล่าช้า ซึ่งตามสัญญาต้องส่งมอบให้ในปี 2557 แต่ความจริงสภาส่งมอบพื้นที่ครบเมื่อเดือน พ.ย.2559 ดังนั้นเงื่อนไขต้องสร้างเสร็จภายใน 900 วัน เสร็จแน่นอนแต่ต้องนับแต่ส่งมอบพื้นที่ครบแล้ว

สพฐ.สั่งล้อมคอก2กองทุนในสังกัด 'อาหารกลางวัน-เด็กพิการ'วางระบบตรวจสอบใหม่/ดูบัญชีปลายทางผู้รับเงิน - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2561

ศึกษาธิการ * "บุญรักษ์" วางมาตรการตรวจสอบ 2 กองทุน "กองทุนอาหารกลางวัน-กองทุนนักเรียนพิการ" ที่สังกัด สพฐ. นำระบบสุ่มตรวจบัญชีปลายทางผู้รับเงินมาใช้ แต่งตั้งคณะกรรม การนอกร่วมตรวจสอบ ตั้งไลน์กลุ่มครู 3 แสนคน เหตุนโยบายด้านการศึกษาจากส่วนกลางมีความล่าช้า ลั่นหากไม่สามารถสื่อ สารให้ผู้ปฏิบัติงานได้ การปฏิรูปการศึกษาก็คงไม่สำเร็จ

ตามที่รัฐบาลได้สั่งการให้ทุกกระทรวงปราบทุจริต และในส่วนกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ซึ่งเกิดการทุจริตมากมายหลายโครงการ และล่าสุดการโกงเงิน เด็กที่ต้องได้รับทุนจากกองทุนเสมาพัฒนาชีวิตที่ถือว่าเป็นกรณี ที่อื้อฉาวมาก ดังนั้น นพ.ธีระ เกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) จึงมีหนังสือสั่งการเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาทุจริต โดยกำชับให้หน่วยงานองค์กรหลัก ศธ.ทุกหน่วยงานดำเนินการเรื่องระบบตรวจสอบบัญชีของหน่วยงานตัวเองให้มีความโปร่งใสตรวจสอบได้

นายบุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาฯ กพฐ.) กล่าวว่า จากกรณีทุจริตกองทุนเสมาฯ จะเห็นได้ว่ากองทุนนี้ก่อตั้งมากว่า 10 ปี แต่ระบบตรวจสอบกลับมีความบกพร่อง ดังนั้น จึงจำเป็นต้องปรับปรุงระบบตรวจสอบบัญชีของทุกหน่วยงาน จะต้องสามารถตรวจสอบได้ว่าระบบการโอนเงินของหน่วยงานเป็นแบบไหน บุคคลที่รับผิดชอบกับระบบการเงินต้องตอบได้ว่าโอนเงินไปแล้วผู้รับเงินเป็นใคร ซึ่งจะต้องมีระบบปฏิบัติการดำเนินการให้ชัดเจน และในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) นั้น ก็ต้องยอมรับว่าเป็นหน่วยงานที่ได้รับงบประมาณค่อนข้างมาก อีกทั้งยังมีกองทุนใหญ่ที่อยู่กับ สพฐ.ถึง 2 กองทุน คือ กองทุนอาหารกลางวัน กองทุนนักเรียนพิการ ซึ่งทั้ง 2 กองทุน จะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการร่วมตรวจสอบด้วย ดังนั้นในกลุ่มตรวจสอบภายในของ สพฐ.จะวางมาตรการให้เข้มข้นมากขึ้น โดยเฉพาะการนำระบบของภาคเอกชนเข้ามาใช้ เช่น ต้องมีการสุ่มตรวจบัญชีปลายทางผู้รับเงิน เป็นต้น เพื่อให้การตรวจสอบระบบการจัดทำบัญชีมีความรัดกุมมากขึ้น

นอกจากนี้ สพฐ.ยังได้จัดทำระบบออฟฟิเชียลไลน์ขึ้นตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม โดยจดทะเบียนสมาชิกระบบดังกล่าวกำหนดไว้ 300,000 คน ซึ่งขณะนี้มีครูสมัครเข้าร่วมระบบนี้แล้วประมาณ 70,000 คน เพราะที่ผ่านมา สพฐ.จะมีโรงเรียนกว่า 30,000 โรง มีครูในสังกัดอีก 400,000 คน แต่พบว่านโยบายด้านการศึกษาต่างๆ ที่สั่งการผ่านกระบวนการจากส่วนกลางลงไปที่เขตพื้นที่กลับไม่ดีเท่าที่ควร มีความล่าช้า

"ผมมองว่าหากเราไม่สามารถสื่อสารให้ผู้ปฏิบัติงานก็คือครูและโรงเรียนได้ การปฏิรูปการศึกษาก็คงไม่สำเร็จ ดังนั้นตั้งระบบออฟฟิเชียลไลน์ขึ้นจึงทำให้ตอบสนองงานนโยบายจากส่วนกลางได้อย่างเต็มที่ และพบว่าครูได้รับข่าวสารต่างๆ ได้รวดเร็วขึ้น อีกทั้งระบบนี้จะเป็นระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลองค์ความรู้ต่างๆ ด้วย" เลขา สพฐ.กล่าว.

จ่อประเมินราคาที่ดินรายวัน ธนารักษ์ชี้ลดคอร์รัปชั่น - เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2561

นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยว่า หลังจากครม.มีมติเห็นชอบแก้ไขเพิ่มเติมร่าง พ.ร.บ.ที่ราชพัสดุแล้ว จะทำให้การประเมินที่ดินมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ตั้งเป้าหมายว่าเมื่อกฎหมายใหม่มีผลบังคับใช้ จะทำให้กรมธนารักษ์สามารถปรับการประเมินราคาที่ดินจากปกติทุก 4 ปี เป็นข้อมูลรายวัน หรือรายเดือนได้ ซึ่งจะทำให้รัฐได้ประโยชน์ เพราะราคาที่ดินสะท้อนความเป็นจริงโดยตลอด ไม่ต้องรอถึง 4 ปี ทำให้รัฐมีโอกาสในการเก็บรายได้จากที่ดิน หรือค่าธรรมเนียม ภาษีการโอนที่ดินต่าง ๆ ได้เพิ่มขึ้น และยังลดการคอร์รัปชั่นได้อีกด้วย

"ขณะที่การเพิ่มคณะกรรมการประเมินราคา รวมทั้งองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ในการประเมินราคาที่ดิน ซึ่งเป็นการแก้ไขเพื่อทำให้การประเมินราคาที่ดินรายแปลงทั่วประเทศมีความคล่องตัวนั้น ได้เปลี่ยนอำนาจคณะกรรมการประเมินราคาที่ดินมาอยู่ภายใต้การกำกับของกระทรวงการคลัง จากเดิมอยู่กระทรวงมหาดไทย และเปลี่ยนประธานคณะกรรมการประเมินราคาจากปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นปลัดกระทรวงการคลัง และให้กรมธนารักษ์เป็นเลขาคณะกรรมการ จะส่งผลให้การประเมินราคาที่ดินทำได้เป็นปัจจุบันมากขึ้น จากเดิมที่กำหนดให้มีการประเมินราคาใหม่ทุก 4 ปี และมีแผนปรับลดเหลือ 2 ปี เชื่อว่าจากการวางระบบประเมินใหม่ จะทำให้การประเมินราคาที่ดินทำได้เป็นปัจจุบันมากยิ่งขึ้น และสอดคล้องกับสถานการณ์"

นายพชร กล่าวอีกว่า การแก้ไขกฎหมายที่ราชพัสดุ ได้แก้ไขคำนิยามให้ชัดเจนมากขึ้น กำหนดข้อยกเว้นอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่ใช่ที่ราชพัสดุ แก้ไขเพิ่มเติมองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการที่ราชพัสดุ กำหนดวิธีการของการโอนกรรมสิทธิ์ของที่ราชพัสดุ ที่ราชพัสดุอื่นและที่ราชพัสดุที่ตั้งอยู่ในและนอกราชอาณาจักรไทย

นอกจากนี้ ยังช่วยเรื่องการใช้ที่ราชพัสดุในการทำโครงการที่ให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ หรือ พีพีพี เพราะถ้าตามกฎหมายเดิมการใช้พื้นที่ราชพัสดุ ต้องถูกนับรวมตีเป็นมูลค่าส่วนหนึ่งของโครงการด้วย แต่กฎหมายใหม่ช่วยให้เอกชนสามารถเช่าที่ราชพัสดุในการทำโครงการพีพีพีเท่านั้น ทำให้การตีมูลค่าโครงการไม่สูงจนเกินความเป็นจริง เพราะไม่จำเป็นต้องตีมูลค่าที่ดินรวมเข้าไปในโครงการ รวมถึงกรณีที่หากโครงการเกิดความเสียหาย หรือดำเนินการต่อไม่สำเร็จ ในส่วนที่ดินราชพัสดุ ก็จะไม่เกี่ยวข้องกับโครงการนี้แต่อย่างใด เพราะถือเป็นเพียงการเช่าพื้นที่ราชพัสดุเท่านั้น

"ถ้าเป็นกฎหมายเก่า ที่ดินราชพัสดุถูกกำหนดให้ต้องตีเป็นส่วนหนึ่งของโครงการไปด้วย โดยต้องพิจารณาถึงมูลค่าราคาที่ดิน แต่การแก้กฎหมายใหม่ ได้ทำให้การเดินหน้าโครงการพีพีพีของภาครัฐมีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น เพราะไม่จำเป็นต้องเอาที่ราชพัสดุเข้าไปเกี่ยว ทำให้การร่าง พ.ร.บ. พีพีพี ที่กำหนดไว้ในกฎหมายลูก สามารถตัดเรื่องการใช้ที่ราชพัสดุออกไปได้ด้วย อย่างไรก็ดี ในส่วนของโครงการที่มีการเดินหน้าไปแล้วก่อนหน้านี้ เช่น โครงการพัฒนาพื้นที่ราชพัสดุ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ก็ให้ทำตามกฎหมายเก่า ส่วนโครงการที่จะเริ่มใหม่ ก็สามารถนำเข้าสู่กระบวนการของกฎหมายใหม่ได้ทันที".

งบปราบปรามทุจริตทะลุเกือบ 9 พันล้าน ทุ่ม1.3แสนล.ดันปฏิรูป11ด้าน - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2561

วางกรอบ 5 ปี ขับเคลื่อนแผนงาน

กรุงเทพธุรกิจ สนช.รับทราบ ร่างแผนปฏิรูปประเทศ 11 ด้าน วงเงิน 1.3 แสนล้านบาท วางกรอบระยะ 5 ปี ขับเคลื่อนแผน เผยทุ่มงบเกือบ 9 พันล้าน ป้องกันปราบปรามทุจริต

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 29 มี.ค. ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้รับทราบเนื้อหาของร่างแผนการปฏิรูปประเทศ 11 ด้าน ตามที่คณะรัฐมนตรี(ครม.) เป็นผู้เสนอ โดยไม่มี ผู้ใดอภิปรายทักท้วงหรือแก้ไขปรับปรุง โดยขั้นตอนจากนี้ไปคือเตรียมเข้าสู่กระบวนการประกาศใช้บังคับ

ในแผนการปฏิรูปประเทศทั้ง 11 ด้าน มีเนื้อหากำหนดแนวทางและ งบประมาณที่ใช้ดำเนินการ ในระยะ 5 ปีรวม 131,519.6 ล้านบาทแบ่งเป็น 1.ด้านการเมืองวงเงิน 221.85 ล้านบาท มุ่งเน้นที่การสร้างวัฒนธรรมทางการเมือง ให้ประชาชนมีส่วนร่วม พัฒนาระบบการศึกษา ที่เน้นหลักสูตรบังคับ ว่าด้วยการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย แก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธีและการรู้รักสามัคคีของสังคมไทย นอกจากนั้นคือการกระจาย อำนาจสู่ท้องถิ่น จัดสรรทรัพยากร ที่เป็นธรรม ขณะที่ผู้นำท้องถิ่นหรือ นักการเมืองต้องมีหลักสูตรอบรม

2. ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน วงเงิน 33,408.15 ล้านบาท แบ่งเป็นงบประมาณแผ่นดิน 28,308.15 ล้านบาท และจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง 5,000 ล้านบาท และ งบประมาณจากเอกชน 100 ล้านบาท ใน 6 แผนปฏิบัติซึ่งสาระสำคัญคือ การยกระดับบริการภาครัฐให้ทันสมัย และโปร่งใส ขณะที่ประชาชนต้องได้รับความสะดวกต่อการใช้บริการ

3. ด้านกฎหมาย วงเงินตั้งต้น 991 ล้านบาท และมีงบต่อปี 528 ล้านบาทต่อปี ในระยะ 5 ปี จะรวมเป็นเงิน 2,640 บาท มีภารกิจ ด้านการปรับปรุงหรือยกเลิกกฎหมายเก่าที่ล้าสมัย จัดสัมมนาอบรมหลักสูตรให้กับบุคลากรภาครัฐ รวมถึงทำกลไกทางกฎหมายที่ขจัดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมในสังคม อาทิ การตั้งคณะกรรมการเพื่อเสนอมาตรการต่างๆ

4. ด้านกระบวนการยุติธรรม วงเงิน 1,990.60 ล้านบาท เพื่อใช้ปฏิบัติในแนวทางปฏิรูป อาทิ ให้หน่วยงานสร้างระบบตรวจสอบ แจ้งความคืบหน้ากับประชาชนที่แจ้งเหตุหรือขอรับบริการ สร้างหรือพัฒนามาตรฐานเพื่อคุ้มครองผู้เสียหาย หรือจำเลย เพื่อให้เข้าถึงกระบวนการยุติธรรมที่มีประสิทธิภาพ 5.ด้านเศรษฐกิจ วงเงินมากกว่า 22,413 ล้านบาท ในการปฏิรูป 15 แผนดำเนินการ ทั้งนี้ยังมีบางแผนปฏิรูป อาทิ ระบบการแข่งขันที่เป็นธรรมและ เสรี ประชาสัมพันธ์ ยังไม่ระบุถึงกรอบงบประมาณที่จะใช้

6. ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมวงเงิน 34,766 ล้านบาท โดยมีแผนปฏิรูปทั้งการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และพัฒนาพื้นที่ป่า ที่ดิน รวมถึงส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ 7. ด้านสาธารณสุข วงเงิน 13,574 ล้านบาท ในภารกิจปรับระบบบริหารจัดการด้านสุขภาพ ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศสุขภาพ กำลังคนสุขภาพ สร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค 8. ด้านสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ ไม่ระบุตัวเลขงบประมาณที่ชัดเจน ระบุเพียงว่าใช้งบประมาณของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมประชาสัมพันธ์ เงินสนับสนุนจากภาคเอกชน องค์กรสื่อในรูปแบบประชารัฐ

9. ด้านสังคม วงเงิน12,545 ล้านบาท โดยภารกิจปฏิรูปสำคัญ คือการสร้างโรงเรียนผู้สูงอายุโครงการจิตอาสาประชารัฐ การอบรมและเพิ่มความรู้ให้กับชุมชนเพื่อสร้างชุมชนเข้มแข็ง ทั้งนี้การใช้งบประมาณส่วนหนึ่งยังกำหนดว่าใช้ตามงบประมาณปกติของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 10. ด้านพลังงาน กำหนดแนวทางปฏิรูปไว้ 17 ประเด็น แต่ไม่ระบุวงเงินงบประมาณที่ใช้จ่าย โดยเอกสารระบุว่าใช้ตาม งบประมาณปกติของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานคณะกรรมการกำกับ พลังงาน

11.ด้านการป้องกันและปราบปราม การทุจริตและประพฤติมิชอบ วงเงิน 8,970 ล้านบาท มาจาก งบประมาณปกติ และงบประมาณ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่ง ปีละไม่น้อยกว่า 5% ของงบประมาณของท้องถิ่น สำหรับแนวทางปฏิรูปเน้นการอบรมและสร้างความตระหนักรู้ด้านการต้านคอร์รัปชัน รวมถึงตั้งสถาบันวิชาการต่อต้านทุจริตประพฤติมิชอบที่เป็นอิสระและประชาชนมีส่วนร่วม สร้างพิพิธภัณฑ์ต้านทุจริต 5 แห่งในภูมิภาค สร้างเครือข่ายต้านทุจริตใน ทุกจังหวัดๆ ละไม่น้อยกว่า 5 กลุ่ม นอกจากนั้นคือประเด็นมาตรการป้องกันทุจริตของภาครัฐ และเอกชน

งาบงบผู้ยากไร้ส่ง2บิ๊กพม.พยานซัดทอด'บิ๊กโย่ง'จี้สอบ26คนมีเอี่ยวขีดเส้น30วัน - แนวหน้า ฉบับวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2561

"บิ๊กโย่ง" ตั้ง "สุภัทร" ประธานสอบวินัยร้ายแรงทุจริตเงินสงเคราะห์คนไร้ที่พึ่ง ขีดเส้น 30 วันรู้ผล แจงแบ่งเป็น 3 กลุ่ม 26 คน เอี่ยว ลั่น ใครให้การเป็นประโยชน์กันเป็นพยาน โทษหนักเป็นเบา เว้นผู้บริหารระดับสูงคงยาก ต้องหาหลักฐานลบล้างข้อกล่าวหาเอง เผยมีพยานบางคนให้การอ้างส่งเงินให้ 2 บิ๊กพม. ด้าน "พส." พบโกงศูนย์ฯขอนแก่นมีมูล สั่งพักราชการ หัวหน้าศูนย์ฯ ผิดวินัยร้ายแรง ขณะที่ป.ป.ช. ลับดาบตั้งทีมแสวงหาข้อเท็จจริงทุจริต งบคนจน รอแค่ "พม." ส่งเรื่อง พร้อมเร่ง สอบโกงเงินชาวเขา

เมื่อวันที่ 30 มีนาคม พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เปิดเผยความคืบหน้าการตรวจสอบทุจริตเงินสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อยและคน ไร้ที่พึ่งว่า ตนลงนามคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรง กรณีทุจริตเงินสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อยและคนไร้ที่พึ่งแล้ว โดยมี นายสุภัทร จำปาทอง เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) เป็นประธาน ใช้เวลา 30 วัน

เร่งสอบ26รายเอี่ยวโกงคนไร้ที่พึ่ง

ทั้งนี้ จากการรายงานข้อเท็จจริง พบว่า มีผู้ที่เกี่ยวข้องประมาณ 26 คน แบ่งเป็น 3 กลุ่มคือ 1.ผู้บริหารระดับสูง 2.กลุ่มผู้ปฏิบัติงาน และ 3.ผู้เกี่ยวข้อง ซึ่ง ผู้ทำงาน แม้มีรายชื่อถูกสอบสวน ถ้าให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ คณะกรรมการฯจะกันเป็นพยาน โทษหนักจะกลายเป็นเบา แต่จะไม่ให้สอบสวนเลยไม่ได้ เพราะทุกคนมีความเชื่อมโยง แต่ไม่ใช่ทุกคนมีความผิดเท่ากัน ส่วนใครให้ข้อมูลที่ไม่เป็นประโยชน์ แล้วโดนสอบสวนจนถึงที่สุดแล้วพบมี ความผิดก็ต้องโดนลงโทษ ยืนยันเราทำตาม กระบวนการ ต่อจากนี้อยู่ที่คณะกรรมการฯจะพิจารณาว่าใครมีส่วนเกี่ยวข้องมากน้อยแค่ไหน หรือใครให้ข้อมูลเป็นประโยชน์บ้าง

ผู้บริหารระดับสูงกันเป็นพยานยาก

ผู้สื่อข่าวถามว่า นายพุฒิพัฒน์ เลิศเชาวสิทธิ์ ปลัดกระทรวง พม. และนายณรงค์ คงคำ รองปลัดกระทรวง พม.ที่พบเบื้องต้นมีมูลเกี่ยวข้องกับการทุจริต จะถูกกันเป็นพยานหรือถูกซัดทอดหรือไม่ พล.อ.อนันตพรกล่าวว่า ผู้บริหารระดับสูงกันไว้เป็นพยานยาก ต้องหาหลักฐานล้าง ข้อกล่าวหาว่าไม่ได้ทำผิด ไม่เกี่ยวข้อง ส่วนมีการทุจริตระดับใดบ้างนั้น มีทุกระดับ ตั้งแต่ระดับปฏิบัติการ มีพยานบางคนให้การว่าต้องส่งเงินให้ผู้บริหาร ฝั่งผู้บริหารก็ต้องแก้ข้อกล่าวหาว่าไม่ได้รับเงินหรือไม่ได้ให้ ส่งเงิน

พยานซัดส่งเงิน2บิ๊กพม.-ไม่ถึงรมต.

ถามย้ำว่ามีอะไรบ่งชี้ว่า ปลัด พม.และรองปลัด พม. มีความเชื่อมโยงกับการทุจริตบ้าง พล.อ.อนันตพรกล่าวว่า พยานบางคนให้การว่าต้องนำเงินมาส่ง โดยมีการระบุชื่อมาด้วย ซึ่งหลักฐานก็ต้องไปดูว่าส่งเงินจริงหรือไม่ หากเป็นเงินสด ก็ต้องดูว่าหลักฐานเป็นอย่างไร ถ้าโอนเข้าบัญชีก็ต้องดูเส้นทางการเงิน หรือถ้ามีเงินมาส่ง ก็ต้องสอบว่าให้จริงหรือไม่ ให้วันใด เวลาใด โดยการตรวจสอบจะย้อนหลังไปถึงปี 2560 เป็นหลัก เพราะหาหลักฐานง่าย ส่วนของเก่าปีก่อนๆ นั้น จะสอบสวนตามมา ทั้งนี้ การสอบสวนยังไม่มีการโยงไปถึงตัวรัฐมนตรี เพราะอำนาจจบแค่ระดับอธิบดี

พส.ฟันผอ.ขอนแก่นมีมูลเอี่ยวโกง

ด้านนางนภา เศรษฐกร อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (พส.) กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ แถลงความคืบหน้ากรณีทุจริตเงินสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อยและ ผู้ไร้ที่พึ่งของศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัดขอนแก่นว่า กรมฯตั้งคณะกรรมการสอบสวน ทางวินัยร้ายแรง จากการลงพื้นที่สอบสวนของคณะกรรมการฯ พบมีมูลตามข้อกล่าวหา ว่ามีการเบิกจ่ายเงินสงเคราะห์ไม่เป็นไป ตามระเบียบฯ มีการเบิกจ่ายซ้ำซ้อน จัดทำเอกสารเท็จเพื่อเบิกจ่ายเงินสงเคราะห์ ซึ่งเป็นความผิดวินัยร้ายแรง ฐานทุจริตต่อหน้าที่ โดยมีโทษถึงขั้นไล่ออกหรือปลดออก ทั้งนี้ อยู่ในอำนาจของคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรง ซึ่งขณะนี้ทราบว่า อยู่ระหว่างประชุมพิจารณาข้อเท็จจริงและ คำชี้แจงของผู้ถูกกล่าวหาเพื่อพิจารณาโทษตามกระบวนการ

"เมื่อวันที่ 29 มีนาคม มีคำสั่งพักราชการผู้อำนวยการศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัดขอนแก่น และหัวหน้าฝ่ายสวัสดิการสังคม มีผลตั้งแต่วันจันทร์ที่ 2 เมษายน ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ จะพิจารณาโทษทางวินัยกรณีดังกล่าวแล้วเสร็จโดยเร็ว ซึ่ง ความคืบหน้าจะแจ้งให้ทราบต่อไป" นางนภากล่าว

ปปช.ตั้งทีมหาข้อมูลรอฟันบิ๊กพม.

วันเดียวกัน ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการ ป.ป.ช.เปิดเผยถึงกรณีไต่สวนทุจริตเงินสงเคราะห์พัฒนาชาวเขา ของกระทรวงการพัฒนาสังคมฯว่า ก่อนหน้านี้ ป.ป.ช.ตั้งอนุกรรมการไต่สวน เรื่องดังกล่าวแล้ว กำลังตรวจสอบอยู่ ส่วนที่กระทรวงการพัฒนาสังคมฯตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง พบปลัดพม.และรองปลัดพม.มีส่วนเกี่ยวข้องการทุจริตเงินสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อยและคนไร้ที่พึ่งนั้น เรื่องยังไม่ได้ส่งมาถึงป.ป.ช. แต่ป.ป.ช.ตั้งคณะทำงานแสวงหา ข้อเท็จจริงเรื่องดังกล่าวแล้ว เพราะเป็นประเด็นที่สังคมสนใจ ส่วนการทุจริตเงินสงเคราะห์พัฒนาชาวเขาจะเกี่ยวโยงถึงการทุจริตเงินสงเคราะห์ยากไร้หรือไม่ ยังไม่ทราบ เพราะอยู่ระหว่างไต่สวน

เร่งสอบเส้นทางเงินอมงบชาวเขา

มีรายงานข่าวจากสำนักงาน ป.ป.ช. เผยว่า คณะอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริง กรณีเงินสงเคราะห์พัฒนาชาวเขาเคยสรุปเรื่องเสนอเข้าที่ประชุมต่อคณะกรรมการป.ป.ช. พิจารณาแล้วรอบหนึ่ง แต่คณะกรรมการเห็นว่าหลักฐานยังไม่สมบูรณ์ จึงให้หาข้อเท็จจริงเพิ่มเติม ในประเด็นเส้นทาง การเงินของผู้ถูกกล่าวหาโดยละเอียด รวมถึง ให้หาความเชื่อมโยงกับบุคคลที่อาจเกี่ยวการทุจริต คาดว่าจะสรุปสำนวนส่งคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดใหญ่ในเร็วๆ นี้

นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าผู้ถูกกล่าวหา เป็นผู้อำนวยการของศูนย์พัฒนาพื้นที่ราบสูงจังหวัดอุทัยธานี โดยทุจริตเงินชาวเขาด้วยการนำงบประมาณปี 2558 จำนวน 3 ล้านบาท โดยนำไปจ่ายให้กับชาวเขาเพียง 1 ล้านบาท อีก 2 ล้านบาท โอนเข้าบัญชีตัวเอง ซึ่งการกระทำผิดครั้งนี้ อยู่ในช่วงที่นายพุฒิพัฒน์ เลิศเชาวสิทธิ์ ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (พส.) โดยขณะนี้ป.ป.ช.อยู่ระหว่างการตรวจสอบเส้นทางการเงิน

ศธ.แถลงใหญ่2เม.ย.สอบทุจริต

อีกด้านหนึ่ง มีความคืบหน้าการตรวจสอบทุจริตกองทุนเสมาพัฒนาชีวิต ของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ตั้งแต่ปี 2551-2561 จำนวนกว่า 100 ล้านบาท โดยนพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง ที่มีนายอรรถพล ตรึกตรอง ผู้ตรวจราชการ ศธ.เป็นประธานสืบฯกำลังตรวจสอบอยู่ คาดสรุปผลได้ก่อนช่วงสงกรานต์ ทั้งนี้ วันที่ 2 เมษายน ตนและพล.ท.โกศล ประทุมชาติ ที่ปรึกษารมว.ศึกษาธิการ จะแถลงความคืบหน้าการดำเนินการตรวจสอบทุจริตโครงการต่างๆ ของศธ.ทุกเรื่อง

ถึงมือปปช.-คดีผบก.วุ่นหวย30ล. - ข่าวสด ฉบับวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2561

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 30 มี.ค.ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พล.ต.ต.กมล เหรียญราชา ผบก.(ปปป.)และคณะ นำสำนวนคดี กล่าวหาพล.ต.ต.สุทธิ พวงพิกุล อดีต ผบก.ภ.จว.กาญจนบุรี ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ มาตรา 157 กรณีแทรกแซงสำนวนคดีลอตเตอรี่ 30 ล้านบาทกับพวกอีก 3 ราย คือ นายปรีชา ใคร่ครวญ นางรัตนาพร สุภาทิพย์ หรือ เจ๊บ้าบิ่น และน.ส.พัชริดาพรมตา หรือเจ๊พัช ผู้ต้องหาให้การสนับสนุนให้ พล.ต.ต.สุทธิกระทำผิดในข้อหาดังกล่าวมอบให้ป.ป.ช. โดยมีนายสุทธิ บุญมี ผอ.สำนักสืบสวนและกิจการพิเศษสนง.ป.ป.ช. เป็นผู้รับ

พล.ต.ต.กมลกล่าวว่า ผู้ถูกกล่าวหาตามความผิดมาตรา 157 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่และ ผู้สนับสนุนทั้งหมด 3 รายฐานสนับสนุนให้เจ้าหน้าที่รัฐกระทำความผิด โดยสำนวนที่มอบต่อป.ป.ช. 800 หน้านั้นเป็นการสอบพยาน 13 ปากซึ่งส่วนหนึ่งเป็นพยานทางฝั่งของ พล.ต.ต.สุทธิ ซึ่งได้ให้สอบพยานที่เป็นลูกน้องแต่หากผู้ถูกกล่าวหามีพยานหลักฐานเพิ่มเติมสามารถนำมามอบให้ป.ป.ช.ได้และต้องมาชี้แจงเหตุผลตามข้อสงสัยที่ถูกกล่าวหา

ด้านนายสุทธิกล่าวว่า สำนวนทั้งหมดป.ป.ช.ก็จะตรวจสอบรายละเอียดเพื่อกลั่นกรอง เบื้องต้นก่อนที่จะรายงานให้คณะกรรมการป.ป.ช.ได้พิจารณาเพราะถือว่าผู้ถูกกล่าวหาเป็นระดับผู้บังคับการซึ่งถือเป็นเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูง โดยป.ป.ช.จะตรวจสอบด้วยความรอบคอบเชื่อว่าจะพิจารณาได้โดยเร็ว เนื่องจากเป็นคดีที่อยู่ในความสนใจของประชาชน อีกทั้งทางปปป.ได้รวบรวมพยานหลักฐานมาโดยรอบคอบแล้วหากพล.ต.ต.สุทธิมีพยานหลักฐานเพิ่มเติมก็สามารถนำมาส่งป.ป.ช.ได้ทันที

นายก'เชียงราย'แจงถูกเบรก ปัดทุจริตสร้างช้างขุนเม็งรายฯ - มติชน ฉบับวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2561

เมื่อวันที่ 31 มีนาคม นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนคร (ทน.) เชียงราย ให้สัมภาษณ์ถึงโครงการก่อสร้างช้างคู่บารมีพญามังราย ที่นายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ไม่ยอมเซ็นอนุมัติและระบุส่อทุจริต โดยเฉพาะเรื่องของการใช้ที่ดินซึ่งผิดกฎหมายว่า ความเป็นมาของโครงการเกิดจากการที่ชาวเชียงรายทราบถึงจุดกำเนิดของเมืองเชียงราย ว่าเกิดจากการที่พญามังรายหรือพ่อขุนเม็งรายมหาราช ได้ทรงตามช้างมาจนพบภูมิประเทศเมืองเชียงรายแล้วสร้างเมืองขึ้นจนถึงปัจจุบัน ดังนั้นเทศบาลนครเชียงรายจึงร่วมกับศิลปินจำนวนหนึ่งและปรึกษาพระธรรมราชานุวัตร เจ้าคณะภาค 6 ที่ให้ข้อคิดและอาจารย์กนก วิศวกุล ศิลปินชาวเชียงราย ที่ให้ลักษณะช้างมงคล กระทั่งมีความตั้งใจที่จะสร้างอนุสาวรีย์ช้างดังกล่าวขึ้นมา

"ปี 2560 เทศบาลได้นำเสนอโครงการเข้าสู่ที่ประชุมจังหวัด มีผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเป็นประธาน มีรองผู้ว่าฯ หัวหน้าส่วนราชการและผู้ทรงคุณวุฒิ รวมแล้วนับร้อยคน โดยของบประมาณดำเนินการจากกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน ปรากฏว่าที่ประชุมเห็นชอบอนุมัติ โดยมีเสียงเป็นเอกฉันท์ให้ดำเนินการบริเวณสวนของหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน หรือสวน รด. หรือต่อเนื่องไปยังเกาะกลางแม่น้ำกกดังกล่าว" นายวันชัยกล่าว

นายวันชัยกล่าวว่า ที่ดินตรงเกาะกลางแม่น้ำกกนั้น เกิดจากการเป็นที่งอกเงยขึ้นมา อันเกิดจากแม่น้ำเปลี่ยนทางเดินมีเนื้อที่ประมาณ 24-25 ไร่ ทำให้ทางกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง ได้ออกเอกสารสิทธิมาได้กว่า 20 ปีแล้ว และมีการส่งมอบให้เทศบาลเข้าไปพัฒนาตั้งแต่ปี 2548 ซึ่งมีการพัฒนาในด้านต่างๆ

"เทศบาลเป็นเพียงผู้นำเสนอโครงการเพื่อให้เกิดสิ่งดีๆ ต่อจังหวัด โดยการประมูลจัดซื้อต่างๆ เป็นเรื่องของจังหวัดที่จะมอบให้ส่วนภูมิภาคใดดำเนินการ เทศบาลไม่ได้ดำเนินการแต่อย่างใด ส่วนกระแสทุจริตเกิดจากความเข้าใจคลาดเคลื่อนของผู้ที่เกี่ยวข้องหลายๆ ฝ่าย เพราะโครงการยังไม่ได้เกิดขึ้นเลย เทศบาลไม่ได้เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจัดจ้างเพียงแต่เสนอให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและจังหวัด รวมทั้งเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลเท่านั้น" นายวันชัยกล่าว

คดีทุจริตสหกรณ์ฯลาม สมาชิกในเครือข่ายแห่ถอนหวั่นไม่ได้คืน - ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2561

ลุ้นดีเอสไอออกเลขนำสืบคดีทุจริต 2,000 ล้านสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ สน.บางรักมึนสำนักส่งเสริมสหกรณ์กรุงเทพฯพื้นที่ 1 ทวงถามคดี วงในเผยล่าสุดเหตุลุกลามแล้วสมาชิกบางสหกรณ์แห่ถอนเงินหวั่นกระทบทั้งระบบ

นายวิวัฒน์ สมบัติหลาย ประธานกลุ่มธรรมาภิบาล เครือข่ายภาคประชาชนต่อต้านการทุจริตและคอร์รัปชัน เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า กลุ่มธรรมาภิบาลร่วมกับสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟจำกัด ได้เข้าแจ้งความกับสถานีตำรวจนครบาลบางรักต่อกรณีที่นายบุญส่ง หงษ์ทอง อดีตประธานสหกรณ์ฯกับพวกที่เป็นคณะกรรมการสหกรณ์จำนวน 26 คนได้ร่วมกันฉ้อโกงเงินของสมาชิกจำนวนกว่า 6,300 คน คิดเป็นวงเงินกว่า 2,200 ล้านบาทเพื่อให้ดำเนินการสอบสวนเอาผิดตามกฎหมายต่อไป

นอกจากนั้นยังพบพิรุธต่อกรณีที่สำนักงานส่งเสริมสหกรณ์กรุงเทพมหานคร พื้นที่ 1 ได้ทำหนังสือทวงถามความคืบหน้าตามที่ได้แจ้งความร้องทุกข์แทนสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟจำกัด ทั้งๆ ที่ไม่มีหลักฐานประกอบการแจ้งเอาผิดนายบุญส่ง หงษ์ทองกับพวก

โดยกรณีดังกล่าวนี้พบว่าสำนักส่งเสริมสหกรณ์ฯพื้นที่ 1 ไปแจ้งความภายหลังจากที่กลุ่มธรรมาภิบาลพาสมาชิกสหกรณ์ไปร้องทุกข์ต่อนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2560 และยื่นสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กองปราบปราม และกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) จนกระทั่งสำนักนายกรัฐมนตรีทำหนังสือสั่งไปยังกรมส่งเสริมสหกรณ์ให้ดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงแล้วแจ้งผลให้ทางนายกรัฐมนตรีทราบต่อไปนั้น

"ไปแจ้งความร้องทุกข์โดยที่ไม่มีเอกสารหลักฐานประกอบทั้งๆ ที่มีอำนาจเรียกเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดของสหกรณ์ต่างๆ แถมยังมีหนังสือมาทวงถามความคืบหน้า ขณะนี้สน.บางรักได้รับทราบความเสียหายคิดเป็นวงเงินมหาศาลและเกี่ยวข้องกับผู้คนจำนวนมาก อีกทั้งยังมีโอกาสจะส่งผลกระทบไปยังสหกรณ์ต่างๆอีกไม่น้อยกว่า 14 แห่งจึงได้รับแจ้งความ พร้อมจะร่วมกับกลุ่มธรรมาภิบาลจัดหาเอกสารหลักฐานเพื่อเอาผิดกับบุคคลที่เกี่ยวข้องโดยเร็วต่อไป"

นายวิวัฒน์กล่าวอีกว่านับจากนี้ไปทางสน.บางรักจะบูรณาการ 3 ฝ่ายทำงานร่วมกันในการจัดหาเอกสารหลักฐานเพื่อเอาผิดกับนายบุญส่งและพวกโดยจะได้ร่วมกับกลุ่มธรรมาภิบาล สมาชิกสหกรณ์ และสำนักส่งเสริมฯพื้นที่ 1 เนื่องจากหวั่นว่าจะมีการผ่องถ่ายทรัพย์สินของกลุ่มผู้กระทำผิด เมื่อได้ข้อมูลความผิดชัดเจนแล้วจึงจะประสานกับดีเอสไอ,ปปง. และกองปราบปรามเพื่อทำงานร่วมกันในเชิงลึกต่อไป

"สำนักส่งเสริมสหกรณ์กรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 ในฐานะผู้เสียหายและผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษ หากไม่ส่งเอกสารไปให้สน.บางรักคดีก็เดินหน้าต่อไปไม่

ได้แม้จะแจ้งความร้องทุกข์เอาไว้ก็ตาม แบบนี้ตบตาหลอกผู้บังคับบัญชาระดับสูงระดับนายกรัฐมนตรีหรือไม่ ก็น่าคิดในข้อพิรุธการกระทำ ด้านพนักงานสอบสวนก็ทำหนังสือขอเอกสารเพื่อกันตนเองไว้ก่อน เมื่อไม่ได้เอกสารและมีระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนดก็ต้องสรุปสำนวนส่งผู้บังคับบัญชาต่อไป ล่าสุดทราบว่าแกนนำได้หลบหนีออกไปอยู่เมียนมาส่วนคนอื่นจะผ่องถ่ายทรัพย์ไปไหนอย่างไรบ้างนั้นคงจะต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิด อีกทั้งหากภาครัฐยังล่าช้าจะเกิดความเสียหายมหาศาลในวงการสหกรณ์ของไทยตามมาอีกอย่างแน่นอน"

ด้านนายกิ่งแก้ว โยมเมือง ทนายความกลุ่มธรรมาภิบาล กล่าวว่า ได้ร่วมหารือกับนายณรงค์พล พัฒนศรี ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมสหกรณ์กรุงเทพมหานคร พื้นที่ 1 ต่อกรณีดังกล่าวนี้ทราบว่าได้มีการนำเสนอให้มีคำสั่งปลดคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ จำกัด ชุดที่ 12 จำนวน 2 ครั้งพร้อมตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ขึ้นมาทำหน้าที่แทนชั่วคราว ปรากฎว่าผู้บริหารระดับสูงของกรมส่งเสริมสหกรณ์กลับไม่มีคำสั่งใด ๆ แม้ว่าบัดนี้ความเสียหายลุกลามแล้วก็ตาม โดยพบว่าบางสหกรณ์ที่เป็นเครือข่ายเงินฝากได้มีสมาชิกแห่ไปถอนเงินเพราะหวั่นว่าจะไม่ได้เงินคืนจากกรณีทุจริตสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟซึ่งหากยังปล่อยไว้ต่อไปวงเงินจะลุกลามสร้างความเสียหายมากกว่า 5,000 ล้านบาทอย่างแน่นอน

"ประการสำคัญด้านความคืบหน้าการร้องเรียนไปยังกองปราบปราม ดีเอสไอ และปปง.นั้นยังคงพบว่าล่าช้าเนื่องจากยังต้องรอสน.บางรักสรุปความผิดทั้งหมดให้แล้วเสร็จก่อน ผู้ถูกกล่าวหายังลอยนวล สมาชิกและความเดือดร้อนยังแผ่ขยายกันลุกลามต่อไปเรื่อยๆ ดังนั้นคงต้องรอให้ดีเอสไอออกหมายเลขสืบเพื่อติดตามประสานด้านการสืบสวนสอบสวนเชิงลึกกับผู้เกี่ยวข้องกันต่อไป"

ตรวจทุจริตเงินรร.เอกชน3จว.ใต้ - เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2561

กรณีกลุ่มโจรใต้ป่วนหนักลอบวางระเบิดและยิงถล่มฐานทหาร เพื่อเป็นการตอบโต้เจ้าหน้าที่ทหาร ฉก.ปัตตานี หลังบุกค้นโรงเรียนสอนศาสนาเอกชน แล้วมีการยึดเอกสารเงินสดกว่า 1 ล้านบาท แฉขบวนการทุจริตงบอุดหนุนงบจากกระทรวงศึกษาธิการโดยมีกว่า 100 โรงเรียน สร้างหลักฐานปลอม ด้วยการเพิ่มยอดนักเรียน-ครูมีการทำบัญชี "เด็กผี-ครูผี" เพื่อโกงค่าหัว คาดหน่วยงานรัฐมีเอี่ยวด้วย และทำเป็นขบวนการมานับ 10 ปี ทำให้รัฐเสียหายปีละหลายร้อยล้านบาทนั้น

ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 31 มี.ค. พล.ต.จตุพร กลัมพสุต ผบ.ฉก.ปัตตานี เปิดเผยถึงการเข้าตรวจค้น และยึดเอกสารพร้อมเงินสดกว่า 1 ล้านบาท จากโรงเรียนประสานวิทยามูลนิธิ ต.ยะรัง อ.ยะรัง จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 30 มี.ค.ที่ผ่านมาว่าขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบเอกสาร หลักฐาน ยังไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหา กับบุคคลที่เกี่ยวข้องแต่อย่างใด เข้าใจว่าจะต้องใช้เวลาในการตรวจสอบหลักฐานอีกระยะหนึ่ง ส่วนการตรวจสอบโรงเรียนที่เหลือ จะดำเนินการต่อไปซึ่งยังมีอีกหลายแห่ง ที่อยู่ในข่ายต้องตรวจสอบ ตรวจค้น ตามที่ได้รับรายงานข่าว

ทางด้านแหล่งข่าวหน่วยงานความมั่นคงเปิดเผยว่าใน จ.ปัตตานี ยังมีโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาที่อยู่ในข่ายต้องตรวจสอบอีก 65 โรงโดยทั้ง 65 โรง มีประวัติในการทุจริตเงินอุดหนุนนักเรียน ด้วยการทำบัญชีเด็กผี เพื่อขอรับงบอุดหนุนเกินจริงซึ่งหน่วยงานความมั่นคง มีการตรวจสอบเงียบ ๆ ตั้งแต่ปี 56 เป็นต้นมาและพบการทุจริตเงินอุดหนุนรายหัว หัวละ 14,000 บาท โดยพบว่าใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีโรงเรียนที่ทุจริตเงินอุดหนุนรายหัวนักเรียน จำนวน 256 โรง ในขณะที่ปี 57 มีโรงเรียนที่ทุจริตเงินอุดหนุนรายหัวเด็กนักเรียน จำนวน 227 โรง

รายงานข่าวแจ้งว่าตั้งแต่ พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ เป็น รมช.ศึกษาธิการได้ใช้นโยบายแก้ปัญหาเรื่องการทุจริตเงินอุดหนุนนักเรียนแบบเงียบ ๆ เมื่อตรวจพบว่าโรงเรียนไหนมีการทุจริต จะเรียกผู้บริหารมาพบ และแจ้งให้ทราบเพื่อให้โรงเรียนคืนเงินที่ทุจริตให้กับกระทรวงศึกษาธิการในรอบ 3 ปี งบประมาณระหว่างปี 2556-2558 สามารถเรียกเงินคืนจากโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา ได้สูงกว่า 177 ล้านบาท (3 ปี)

โดยในปี 56 โรงเรียนที่ส่งเงินคืนเพราะมีเด็กผี เป็นของ จ.สตูล 16 โรง จ.สงขลา 33 โรง จ.นราธิวาส 43 โรง จ.ปัตตานี 81 โรง และ จ.ยะลา 54 โรง ส่วนปีงบประมาณ 57 ยังมีการใช้วิธีการเดิมคือการสร้างเด็กผีเพื่อรับเงินอุดหนุนจากกระทรวงศึกษา แบ่งเป็นโรงเรียนใน จ.สงขลา 33 โรง จ.สตูล 16 โรง จ.ปัตตานี 81 โรง จ.นราธิวาส 43 โรง และ จ.ยะลา 54 โรง

สำหรับเหตุผลที่กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า โดย ฉก.ปัตตานี ต้องใช้ยาแรง ด้วยการเข้าตรวจค้นหาหลักฐานและแจ้งความดำเนินคดี เนื่องจากเห็นว่า ตลอดระยะเวลา 4 ปี ที่ผ่านมาโรงเรียนที่ทำผิดด้วยการสร้างบัญชีเด็กผี ยังคงทำผิดซ้ำซากไม่ได้เข็ดหลาบ หรือหยุดการทุจริตแต่อย่างใด วิธีการที่ พล.อ.สุรเชษฐ์ ใช้โดยการเรียกมารับทราบข้อกล่าวหาแบบเงียบ ๆ ไม่มีการแจ้งความดำเนินคดี แต่ใช้วิธีการบีบให้คืนเงินที่ทุจริตไม่ได้ผล

ดังนั้นจึงต้องมีการตรวจค้น ยึดเอกสาร และสิ่งของต่าง ๆ และแจ้งความดำเนินคดีกับบุคคลที่เกี่ยวข้องของแต่ละโรงเรียน นอกจากนี้ ฉก.ปัตตานียังพบว่า มีโรงเรียนจำนวนหนึ่ง ที่ยังคงมีพฤติกรรมเป็นเครื่องมือของขบวนการแบ่งแยกดินแดนโดยมีแกนนำที่เป็นครูในโรงเรียน ทำการบ่มเพาะนักเรียน ให้เป็นแนวร่วมของขบวนการโดยในการตรวจค้นโรงเรียนหลายแห่ง เจ้าหน้าที่ยึดได้เอกสารที่ใช้ในการบิดเบือนประวัติศาสตร์ปัตตานีได้เป็นจำนวนมาก เชื่อว่าเงินที่ได้จากการทุจริตส่วนหนึ่งถูกนำมาสนับสนุนขบวนการแบ่งแยกดินแดน

จากการตรวจสอบบัญชีเด็กผีของโรงเรียนต่าง ๆ พบว่า ชื่อของเด็กนักเรียนมีซ้ำซ้อนกัน เช่น มีชื่อในโรงเรียนถึง 3 แห่งเป็นรายชื่อที่ซ้ำซ้อนเพื่อใช้ในการรับงบอุดหนุนรายหัว ส่วนเอกสารที่ยึดได้จากโรงเรียนต่าง ๆ โดยเฉพาะบัญชีพบว่าแต่ละโรงเรียนมีการทำบัญชี 2 ชุด เป็นชุดที่เป็นของจริงของโรงเรียน และเป็นบัญชีเท็จเพื่อส่งให้กับหน่วยงานราชการ

ขณะเดียวกันจากการตรวจสอบข้อมูลบัญชีรายชื่อของผู้บริหารโรงเรียนเอกชนเกือบทั้งหมดแต่ละโรงเรียนมีการบริหารแบบครอบครัว พ่อเป็นผู้อำนวยการ ภรรยาเป็นอาจารย์ใหญ่ลูกเป็นผู้จัดการ ลูกสะใภ้เป็นเจ้าหน้าที่การเงิน และเครือญาติทั้งหมด เป็นครูเป็นเจ้าหน้าที่อยู่ในโรงเรียน

นอกจากนั้นจากการตรวจสอบบัญชีการรับเงินเดือนยังพบว่ามีการตั้งเงินเดือนของผู้บริหารเกินความจริง โดยมีเงินเดือนคนละ 4-6 หมื่นบาท เพื่อให้เห็นว่า มีรายจ่ายสูง โดยทั้งหมดเป็นเงินที่มีการทำบัญชีเด็กผี เพื่อการทุจริตเงินอุดหนุนนักเรียน อุดหนุนครูอัตราจ้าง เงินเสี่ยงภัย เป็นต้น.

รายงานพิเศษ: มาตรการปรามขรก.ทุจริต"ฉบับคสช." คู่ขนานประเมิน9หมื่น"ผู้บริหารองค์การรัฐ - ผู้จัดการสุดสัปดาห์ 360 องศา ฉบับวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2561

ใหม่ โคราช

กำลังจะมีการประกาศใช้ "มาตรการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาคราชการ" ตามที่ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นผู้เสนอ หลังจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบไป เมื่อ วันอังคารที่ 27 มี.ค.ที่ผ่านมา ฝ่ายเลขานุการ คสช. รายงานว่า ที่ผ่านมามีการร้องเรียนการทุจริตในหน่วยงานราชการ ต่อจากนี้ จึงขอให้ "หัวหน้าหน่วยงานราชการ" เริ่มดำเนินการตรวจสอบ ข้อมูลทันทีให้ได้ผล

มาตรการในเบื้องต้นเขียนไว้ว่า เบื้องต้นใน 7 วัน นับจากวันที่ได้รับข้อมูล"การทุจริต"และหัวหน้าส่วนราชการองค์กรนั้น จะต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน หากพบ ข้อเท็จจริงว่า "มีการทุจริต" ให้หัวหน้าส่วนราชการ "ผู้นั้น" มีอำนาจปรับย้ายบุคคลที่ถูกชี้มูลมาประจำการที่ "สำนักนายกรัฐมนตรี" ก่อนได้

โดยขณะนี้ มีตำแหน่ง "ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี" ไว้รองรับกว่า 100 ตำแหน่ง ข้อมูลของสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (สลน.) ระบุว่า มีการใช้งบฯ ปรับปรุงห้องทำงาน อาคารสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (อาคาร 44) จำนวนมาก มีห้องทำงานรับรอง จำนวนมาก

กลับมาที่มาตรการข้างต้น มีการะบุด้วยว่า นอกจากนี้ หาก "หัวหน้าส่วนราชการ" พบว่า มีหลักฐานชัดเจน ที่สามารถชี้มูลได้ ให้ "ผู้บริหารส่วนราชการ" สามารถดำเนิน "มาตรการทางวินัย" ได้ทันที

"ทั้งการไล่ออก ตัดเงินเดือน หรือโยกย้ายตำแหน่ง และห้ามกลับมาดำรงตำแหน่งเดิม หรือตำแหน่งที่ดีกว่าเดิม เป็นระยะเวลา 3 ปี เพื่อตัดวงจรการแก้แค้นโดยไม่ต้องรอการดำเนินคดีทางอาญา เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของราชการเป็นไปอย่างโปร่งใส และจะต้องมีหลักประกันความปลอดภัยแก่พยานบุคคล หรือข้าราชการ ชั้นผู้น้อยด้วย แต่หากพยานให้ข้อมูลเท็จก็จะต้องดำเนินการ อย่างเด็ดขาด"

เห็นว่า "มาตรการป้องกันและปราบปรามการทุจริตใน ภาคราชการ" มีคำสั่งจากรัฐบาล ให้ดำเนินการ "คู่ขนาน" ไปกับ "แนวทางการประเมินผู้บริหารองค์การ" ที่สำนักงาน ก.พ.ร.ได้รับไฟเขียวจากนายกรัฐมนตรี ให้ดำเนินการไปก่อนหน้านี้

วันก่อน ผู้ว่าราชการ 76 จังหวัด อธิบดี /หัวหน้าส่วนราชการ เทียบเท่าอธิบดี 137 ส่วนราชการ และปลัดกระทรวง 16 กระทรวง ได้ร่วมประชุมผ่านระบบวีดิทัศน์ทางไกล กับกระทรวงมหาดไทย และ ก.พ.ร. เพื่อสร้างการรับรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางการประเมินผลและวิธีปฏิบัติ สำหรับใช้ในการประเมินตนเองของผู้ถูกประเมิน

ถามว่า "แนวทางการประเมินผู้บริหารองค์การ" คืออะไร?เมื่อปีที่แล้ว สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบข้าราชการ (ก.พ.ร.) ได้รับการบ้านจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.ให้กำหนด "แนวทางการประเมินผลผู้นำในองค์กร" เพิ่มจากการประเมินปกติประจำปี จำนวน 10 ข้อ ข้อละ 10 คะแนน โดยให้ประเมินทุก 6 เดือน

โดยกลุ่มผู้ถูกประเมิน ได้แก่ ปลัดกระทรวงหรือเทียบเท่า 28 คน อธิบดีหรือเทียบเท่า และผู้ว่าราชการจังหวัด 82 คน นายอำเภอ 878 คน ผู้บริหารท้องถิ่น ( อบจ. 76 คน / เมืองพัทยา 1 คน /เทศบาลนคร/เมือง 208 คน เทศบาลตำบล 2,233 คน และ อบต.5,333 คน) และ กำนัน 7,255 คน ผู้ใหญ่บ้าน 75,032 คน รวมผู้ที่จะถูกประเมิน 91,250 คน

ต่อมา ก.พ.ร. ได้เพิ่มตัวชี้วัด "แนวทางการประเมินส่วน ราชการ ปี 2561 ในเชิงผลสัมฤทธิ์" เพื่อการปฏิรูปหัวหน้าส่วนราชการ รวมทั้งผู้ว่าราชการจังหวัด และหน่วยราชการ จำนวน 6 เรื่อง เพื่อได้รับทราบแนวทางปฏิบัติ ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เช่น การลดพลังงาน ลดเอกสาร ค่าใช้จ่าย การกำกับดูแลการทุจริต การส่งเสริมการใช้ดิจิทัลตามขีดความสามารถที่มีอยู่ การสร้างคุณธรรม จริยธรรมในองค์กร และการเสริมสร้างขวัญกำลังใจ ดูแลเอาใจใส่ผู้ใต้บังคับบัญชา เป็นต้น

ทีนี้มาดูตัวอย่าง "ตัวชี้วัด" 10 คะแนน ประกอบด้วยอะไร ซึ่งส่วนใหญ่ใช้คะแนนการประเมินตามตัวชี้วัดที่ 4.2 มาตรการปรับปรุงประสิทธิภาพในการปฏิบัติราชการ โดยการประเมิน ผู้บริหารองค์การจะดำเนินการประเมินปีละ 2 รอบ โดยรอบ การประเมินที่ 1 (ตั้งแต่ 1 ต.ค. 60 - 31 มี.ค.61) และรอบการประเมินที่ 2 (ตั้งแต่ 1 เม.ย.61 - 30 ก.ย.61)

เริ่มจากข้อ 1. "การลดพลังงาน" พิจารณาจากพลังงาน 2 ชนิด คือ พลังงานไฟฟ้า และพลังงานด้านน้ำมันเชื้อเพลิง โดยหากลดลงในแต่ด้านร้อยละ 10 เทียบกับค่ามาตรฐานการใช้พลังงานของแต่ละหน่วยงาน สำนักนโยบายและแผน กระทรวงพลังงาน จะใช้ระบบ e-report.energy.go.th. ประเมิน

กำหนดเกณฑ์การให้คะแนนแบบเดียวกันทั้ง 2 รอบการประเมิน (6 เดือน/12 เดือน) คิดค่าระดับคะแนนเต็ม 5 คะแนน เช่น คะแนน 0.5 มีปริมาณการใช้ไฟฟ้าลดลงน้อยกว่าร้อยละ 2.00 หรือ สูงสุด 5 คะแนน มีปริมาณการใช้ไฟฟ้าลดลงตั้งแต่ร้อยละ 10.00 ขึ้นไป เป็นต้น

2. เรื่อง "การลดกระดาษ" ให้มีการพิจารณาจากการที่ส่วนราชการได้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบหรือวิธีการทำงาน เช่น การ ถ่ายเอกสารสองหน้า การนำกระดาษกลับมาใช้ซ้ำ ถ่ายเอกสาร เฉพาะสาระสำคัญๆ การนำส่งเอกสารวาระการประชุมผ่าน ระบบ e-mail เป็นต้น

การปรับเปลี่ยนรูปแบบ วิธีการทำงานดังกล่าว ส่งผลให้จำนวนเงินงบประมาณที่ใช้จัดซื้อกระดาษลดลงเมื่อเทียบกับจำนวนเงินที่ตั้งไว้สำหรับการซื้อกระดาษของปีงบประมาณ พ.ศ.2561 เกณฑ์การให้คะแนน โดยวัดจากสามารถลดงบประมาณในการจัดซื้อกระดาษ ได้คะแนนเช่นเดียวกับ "การลดพลังงาน"

3. เรื่อง "การประหยัดงบประมาณ" ได้แก่ งบประมาณ ที่ส่วนราชการสามารถนำมาประหยัดได้นั้น จะต้องเป็นงบประมาณประเภทงบดำเนินงาน งบลงทุน งบเงินอุดหนุน และงบรายจ่ายอื่น ที่เบิกจ่าย ในลักษณะค่าตอบแทน ใช้สอยและวัสดุ ค่าสาธารณูปโภค รวมทั้งส่วนอื่นที่ส่วนราชการเห็นว่าจะสามารถนำมาประหยัดงบประมาณได้

4. "การกำกับดูแลการทุจริต" เป็นการประเมินการกำกับ ดูแลการทุจริตของผู้บริหารองค์การ สะท้อนจากผลการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงาน ภาครัฐ (Integrity and Transparency Assessment : ITA) จากสำนักงาน ป.ป.ช. และ ป.ป.ท.

โดยเป็นการประเมินอย่างครอบคลุมมิติการกำกับดูแล การทุจริตของผู้บริหารใน 5 องค์ประกอบ ได้แก่ ความโปร่งใส (Transparency) ความพร้อมรับผิด (Accountability) ความปลอดจากการทุจริตในการปฏิบัติงาน (Corruption-Free) วัฒนธรรมคุณธรรมในองค์กร (Integrity Culture) และคุณธรรมการทำงานในหน่วยงาน (Work Integrity) ให้มีการดำเนินงานที่มีคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาล

อันนี้ ใช้ผลการประเมิน ITA เป็นหลัก แบ่งออกเป็น 2 รอบการประเมิน รอบแรกพิจารณาจากคะแนน Evidence-Based Integrity and transparency Assessment (EBIT) มีคะแนนเต็ม 1,000 คะแนน รอบสองจากผลการประเมิน ITA ร้อยละ 100 ส่วนเกณฑ์การให้คะแนน เช่น ได้คะแนน EBIT ต่ำกว่าหรือเท่ากับ 199.99 คะแนน มีผลการประเมิน ITA น้อยกว่า ร้อยละ 50.00 เป็นต้น

5. "วิสัยทัศน์" หมายถึง ความสามารถในการกำหนดทิศทาง ภารกิจ และเป้าหมายการทำงานที่ชัดเจนและความสามารถในการสร้างความร่วมแรงร่วมใจของบุคลากรของหน่วยงานเพื่อให้ภารกิจบรรลุวัตถุประสงค์ แบบประเมินในประเด็น "วิสัยทัศน์" ของผู้บริหารองค์การ มีคะแนนเต็ม 10 คะแนน โดยใช้ประเมินทั้ง 2 รอบ

เกณฑ์การให้คะแนน ตรงนี้ มีการกำหนดวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์ที่ตอบสนองต่อพันธกิจและภาระหน้าที่ของส่วนราชการ (Mission base)/มีการถ่ายทอดวิสัยทัศน์เพื่อให้เกิดการ ดำเนินการทั่วทั้งองค์กร มีการกำหนดเป้าประสงค์และตัวชี้วัด เชิงยุทธศาสตร์ที่ตอบสนองต่อพันธกิจขององค์การทั้งระยะสั้น และระยะยาว ติดตามตัวชี้วัดและผลการดำเนินการขององค์การอย่างต่อเนื่อง มีการวิเคราะห์ความเสี่ยง ความคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เป็นต้น

6. "การบริหารงานในองค์การที่ริเริ่มแก้ไขข้อบกพร่อง" หมายถึง การพัฒนาและปรับปรุงการทำงานภายในหน่วยงานของตนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ภายในปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 อย่างน้อย 12 กิจกรรม เช่น การลดการใช้พลังงาน การลดปริมาณเอกสาร การลดภาระงบประมาณ การลดขั้นตอนการทำงาน และปริมาณงานที่ซ้ำซ้อน การบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน การแก้ไขปัญหาการทุจริต การเพิ่มการอำนวยความสะดวก ให้แก่ประชาชน การออกแบบระบบงาน การออกแบบกระบวนการทำงาน การจัดทำคู่มือการทำงานในหน่วยงาน (Work manual) การมอบอำนาจภายในหน่วยงาน การประสานงานภายในองค์กร การจัดทำแผนบริหารความเสี่ยง เป็นต้น เพื่อลดข้อผิดพลาดและจุดอ่อน ในการปฏิบัติงาน เป็นการวัดความสำเร็จในการดำเนินกิจกรรม ได้ตามแผนการพัฒนาประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน

7. ส่งเสริมการใช้ดิจิทัลและขีดความสามารถที่มีอยู่และ พัฒนาขึ้นทุก 6 เดือน หมายถึง การนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน แบบประเมินมีจำนวน 10 ข้อ ข้อละ 1 คะแนน รวม 10 คะแนน โดยใช้แบบประเมินนี้ทั้ง 2 รอบ เช่น การประเมินตนเอง มีการจัดทำแผนปฏิบัติการดิจิทัล โดยมีการกำหนดแนวทาง/แนวปฏิบัติในการพัฒนางานด้านดิจิทัล มีการการจัดสรรงบประมาณในการพัฒนางาน มีการส่งเสริมให้ความรู้ด้านดิจิทัล/เทคโนโลยีสารสนเทศแก่บุคลากรในหน่วยงาน เป็นต้น

8. การสร้างคุณธรรม จริยธรรมในองค์การ คือ การประเมินการปฏิบัติงาน/บริหารงานโดยยึดหลักคุณธรรม และจริยธรรม ได้แก่ ซื่อสัตย์สุจริต ความถูกต้องชอบธรรม การยึดประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง การมุ่งผลสัมฤทธิ์ของงาน การยึดมั่นในสถาบัน ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ การไม่เลือกปฏิบัติ และการเป็นแบบอย่างที่ดีและรักษาภาพลักษณ์ของราชการ โดยเกณฑ์ประเมิน คะแนนต่ำสุด 50 คะแนน สูงสุดได้คะแนน 90 ขึ้นไป

9. การเสริมสร้างขวัญกำลังใจ/การดูแลเอาใจใส่ผู้ใต้บังคับบัญชา คำนิยามคือ เป็นการสำรวจเรื่องปัจจัยการเสริมสร้างขวัญกำลังใจ/การดูแลเอาใจใส่ผู้ใต้บังคับบัญชา, กลุ่มเป้าหมายผู้ตอบแบบสำรวจ : ข้าราชการทั้งหมดภายในหน่วยงาน, ต้องได้รับผลการสำรวจผ่านระบบอย่างน้อยร้อยละ 80 ของจำนวนข้าราชการทั้งหมดภายในหน่วยงาน และการคิดคะแนนจะคิดจากคะแนนเฉลี่ย ของข้าราชการทั้งหมดที่ได้ส่งแบบสำรวจ ผ่านระบบ Survey online ทั้ง 2 รอบ (ก.พ. 61 และ ส.ค. 61)

10. การบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน (Integration) หมายถึง การที่ส่วนราชการสามารถประสานเพื่อให้เกิดความร่วมมือในด้านต่างๆ ของแผนงาน โครงการ กระบวนการ ข้อมูลสารสนเทศ การจัดสรรทรัพยากร การปฏิบัติการ โดยคำนึงถึงหลัก ประหยัด ความคุ้มค่า มุ่งให้เกิดผลสัมฤทธิ์และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อ ประเทศชาติ ซึ่งในการบูรณาการนั้นจะต้องเป็นการบูรณาการ ร่วมกันระหว่างส่วนราชการ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน สถาบันการศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานต่างประเทศ พร้อมกำหนดแผนงานการบูรณาการ ร่วมกัน รวมถึงกำหนดเป้าหมายผลผลิตสำคัญ ที่จะสามารถ ดำเนินการได้ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2561

เบื้องต้น รอบแรกประเมินผ่านไปแล้ว และเดือน เม.ย.นี้จะเริ่มประเมินรอบ 2 คู่ขนานไปกับ "มาตรการป้องกันและ ปราบปรามการทุจริตในภาคราชการ" ปรามคนทุจริตไปพร้อมๆ กับโยกย้ายข้าราชการไปคราวเดียวกัน .

'คำพิพากษาภาคพลเมือง'... ชดใช้เสือดำ12ล้าน - คม ชัด ลึก ฉบับวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2561

ทีมข่าวรายงานพิเศษ

"ถ้าปล่อยผม อยากได้อะไรจะหามาให้" ประโยคนี้ได้รับการยืนยันเป็นหลักฐานสำคัญ ทำให้ข้อหาคดีเสี่ยล่าเสือดำเพิ่มจากโทษล่าสัตว์สงวนเป็น "โทษติดสินบนเจ้าหน้าที่" แต่ข้อหาที่ทีมทนายความของ "กลุ่มเสี่ยเปรมชัย" หวาดหวั่นที่สุดคือ ข้อหาร่วมกันเก็บหาของป่าในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เพราะโทษสูงสุดจำคุก 10 ปี ปรับ 2 แสนบาท...ขณะที่

ข้อหาอื่นๆ จำคุกแค่ 4-5 ปีเท่านั้น

ผ่านไปแล้วกว่า 50 วัน นับจากวันที่ 4 กุมภาพันธ์ "เปรมชัย กรรณสูต" ประธานบริหารบริษัท อิตาเลียนไทยฯ และพวกอีก 3 คน

"ยงค์ โดดเครือ" "นทีเรียมแสน" และ "ธานี ทุมมาศ"ถูกจับกุมข้อหาร่วมกันล่าสัตว์สงวนในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ฝั่งตะวันตก...

กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ประเมินค่าเสียหายที่จะดำเนินคดีทางแพ่งไว้ประมาณ 12,750,000 บาท โดยคำนวณมูลค่า "เสือดำ" จากโครงการปล่อยสัตว์คืนสู่ธรรมชาติ 12 ล้านบาท หมูป่าและไก่ฟ้าหลังเทาประมาณ 7.5 แสนบาท

การชดใช้แค่ "เงิน 12 ล้าน" ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย เพราะภาพหนังเสือดำถูกแล่ เนื้อถูกสับเป็นกองโตในหม้อต้มซุป สร้างความสะเทือนใจให้คนไทยและคนทั่วโลก โดยเฉพาะกลุ่มเครือข่ายคนรักสัตว์ที่ร่วมกันป่าวประกาศ "ไม่ยอมให้ฆาตกรลอยนวล เสือดำต้องไม่ตายฟรี" ...

ล่าสุด เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2561 นายเปรมชัย และพวก เข้ารายงานตัวต่อศาลจังหวัดทองผาภูมิเป็นครั้งแรก ตามกำหนดครบรอบฝากขังครั้งที่ 4 สำหรับข้อกล่าวหาที่ตั้งไว้ 9 ข้อนั้น เจ้าหน้าที่กระซิบผู้สื่อข่าว ว่าอาจเพิ่มกลายเป็น 11 ข้อได้ เพราะตำรวจกำลังสืบสวนสอบสวนหาพยานหลักฐานเพิ่มอีก 3 ข้อกล่าวหา นั่นคือ

1.ข้อหาครอบครองซากสัตว์ป่าสงวน หรืองาช้าง จำคุก 4 ปี ปรับ 4 หมื่นบาท

2.ความผิดมีอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาตตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน จำคุก 10 ปี ปรับ 2 หมื่นบาท

3.คดีพยายามติดสินบนเจ้าพนักงาน จำคุก 5 ปี ปรับ 1 แสนบาท

ย้อนไปวันที่ 13 มีนาคม พล.ต.อ.ศรีวราห์รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(รองผบ.ตร.) ได้ส่งสำนวนการสอบสวนคดีอาญาของสถานีตำรวจภูธรทองผาภูมิ แจ้งไว้ทั้งสิ้น โดย "มูลนิธิสืบนาคะเสถียร" ที่ตามเกาะติดคดีนี้อย่างใกล้ชิด เผยข้อมูลสำนวนการสอบสวนว่าอาจมีไม่ต่ำกว่า 800 หน้า

คดีนี้หลายฝ่ายหวั่นใจว่า เมื่อเวลาผ่านไปเรื่อยๆ การสืบพยานหลักฐานเพื่อส่งให้ศาลหรือ "ผู้พิพากษา" ตัดสินตามขั้นตอนกระบวนการยุติธรรมนั้น ใช้กลยุทธ์ทำให้ยืดเยื้อ สุดท้ายคนไทยค่อยๆ ลืมไปว่าเกิดอะไรขึ้นกับ "น้องเสือดำ"

แต่บางฝ่ายมองว่า คดีนี้ไม่ว่าศาลยุติธรรมจะขึ้นบัลลังก์ตัดสินพิพากษาลงโทษ ปรับเงินหรือรอลงอาญาสำหรับโทษจำคุกก็ตาม แต่ในวันนี้ "ผู้พิพากษาภาคพลเมือง"

ทั้งชาวไทยและชาวโลกช่วยรวมพลังกันขึ้นบัลลังก์ตัดสินพิพากษา "เสี่ยล่าเสือ"

ไปเรียบร้อยแล้ว จากพยานหลักฐานแวดล้อมที่ชัดเจน ทั้ง คลิปลับ ภาพถ่าย ซากหนังเสือดำ กระดูกกับเนื้อที่ถูกแล่สับกองโต หม้อต้มซุป ซากไก่ฟ้าหลังเทา ถุงเกลือ อุปกรณ์ทำอาหาร ฯลฯ

เครือข่ายนักอนุรักษ์ธรรมชาติและสัตว์ป่า รวมถึงพลเมืองจิตอาสา จากหลายภาคส่วนจัดกิจกรรมในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศไทย เพื่อตอกย้ำ "คำพิพากษาภาคพลเมือง" ว่า คนไทยไม่ยอมให้น้องเสือดำตายฟรี เป็นเสียงเรียกร้องความยุติธรรมที่ดังกึกก้อง "สัตว์โลก ย่อมเป็นไปตามกรรม! กรรมตามคนทำ!"

ตัวแทนเครือข่ายนักอนุรักษ์ฯ ร่วมกับกลุ่มนักศึกษาได้นำรายชื่อประชาชนจำนวน 1.4 แสนคน ที่ร่วมกันลงนาม "สนับสนุนการดำเนินคดีกับผู้ล่าสัตว์ในเขตอุทยานให้โปร่งใสเป็นธรรม และ ผลักดันกฎหมายคุ้มครองสัตว์ป่าให้เข้มแข็ง"

ในเว็บไซต์รณรงค์ change.org ส่งมอบให้ พล.ต.อ. ศรีวราห์ เมื่อวันที่ 16 มีนาคม ที่ผ่านมา

พลังเสียงจากภาคพลเมืองหลักแสนคน ที่มาร่วมลงชื่อเหมือนคำยืนยันร่วมกันว่า พวกเราจะไม่ปล่อยให้คดีนี้เงียบหาย...

ทีมข่าว "คม ชัด ลึก" สัมภาษณ์เจาะลึกผู้มาร่วมกิจกรรมของ "กลุ่มT Challa คนพันธุ์เสือดำ"

บริเวณลานหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ย่านสยามแสควร์ เมื่อวันที่ 25 มีนาคม ที่ผ่านมา ส่วนใหญ่รู้สึกกังวลใจคล้ายๆ กันว่า คดีนี้ผู้ต้องหาอาจลอยนวล แม้ว่าสังคมจะพิพากษาตัดสินว่ามีความผิดชัวร์ๆ...

"น้องกัน" วัยรุ่นหนุ่มน้อยสละเวลาเที่ยวเล่นวันอาทิตย์ มาร่วมกิจกรรมกลุ่ม T Challa พร้อมเปิดใจว่า ไม่อยากให้คนไทยลืม ใครที่สนใจคดีนี้ต้องช่วยกันออกมาสร้างกระแสอะไรบางอย่าง เพราะการทำร้ายสัตว์สงวนในพื้นที่อนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าแสดงให้เห็นถึงความไม่เกรงกลัวกฎหมาย

"เขาบอกว่าไม่ผิด ไม่ยอมรับ ทั้งที่พยานหลักฐานมัดแน่น มีคนถือปืนเข้าไปในป่า มีซากสัตว์สงวนตาย แต่ดูเหมือนหน่วยงานรัฐหรือเจ้าหน้าที่พิทักษ์อุทยานกำลังต่อสู้อย่างโดดเดี่ยว บทลงโทษทางกฎหมายก็มี เขาบอกว่าไม่ได้ฆ่า แล้วอุปกรณ์เหล่านี้คืออะไร พวกเราต้องไม่ยอมปล่อยผ่าน ไม่ยอมให้คนเข้าป่าไปทำแบบนี้ได้อีก"

ในงานกิจกรรมที่ผ่านมานั้น ผู้ที่ได้รับความสนใจจากประชาชนเข้าไปร่วมถ่ายรูปเซลฟี่มากที่สุดคือ "เสือที"

ผู้ลงทุนใส่หน้ากากเสือท่ามกลางอากาศร้อนระอุ "เสือที" เปิดเผยความในใจว่า เสือดำเป็นสัตว์สปีชีส์สำคัญในจำนวนสัตว์ป่าทั้งหมด เพราะเขาเหมือนผู้นำดูแลปกป้องสัตว์อื่นๆ นั่นคือเหตุผลสำคัญที่ทำไมหลายคนยอมรับไม่ได้ ต้องออกมาเรียกร้องให้สังคมช่วยกันจัดการให้ผู้ร้ายในคดีนี้ถูกลงโทษขั้นสูงสุด

"ป้าอ๊อด" ตัวแทนกลุ่มผลิตเสื้อยืดรณรงค์จำหน่ายราคาตัวละ 300 บาท โดยใช้รูปสัญลักษณ์ใบหน้าเสือดำพร้อมข้อความว่า "ทำไม ฆ่าฉัน"

... ป้าอ๊อดเล่าว่า ตัวเองเป็นกลุ่มจิตอาสาอิสระ รู้สึกทนไม่ได้ที่เห็นเสือดำสัตว์สงวนระดับโลกถูกยิงตาย ถูกแล่หนังหั่นเนื้อต้มซุปกิน ยิ่งไปกว่านั้นคือเสือดำมีความสำคัญในการรักษาสมดุลของห่วงโซ่อาหาร เช่น เสือกินสัตว์ตัวเล็กที่ไปกินพืชหรือพันธุ์พืชต่างๆ เมื่อไม่มีเสือ สัตว์เหล่านี้จะเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายพืชถูกกิน เสียหายหมด สิ่งมีชีวิตทุกชีวิตในป่ามีผลต่อห่วงโซ่อาหารของมนุษย์

"พวกเขาทำแค่เพื่อสนองกิเลสตัวเอง อยากให้ลงโทษตามกฎหมายขั้นสูงสุด หลายคนบอกว่าคดีนี้เสี่ยเปรมชัยกับพรรคพวกอาจรอด เพราะพยาน หลักฐานไม่เพียงพอ แต่เราไม่กลัว เพราะตอนนี้สังคมช่วยกันตัดสินหรือพิพากษาลงโทษไปแล้ว พวกเขายังไงๆ ก็ใช้ชีวิตไม่ปกติสุขเหมือนเดิมแน่นอน"

ป้าอ๊อดกล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นใจ

ไม่ว่าคดีนี้จะยืดเยื้ออีกยาวนานกี่เดือน กี่ปีขอให้สังคมไทยวางใจได้ เพราะมีกลุ่มคนที่ทำหน้าที่"ผู้พิพากษาภาคพลเมือง" ช่วยกันเคลื่อนไหวให้คำตัดสินของพวกเขาเป็นจริง

"ขอให้ชีวิตไม่ปกติสุข" เป็นเสมือนคำพิพากษาภาคพลเมือง เป็นคำตัดสินลงโทษผู้เกี่ยวข้องในการล่าหรือฆ่าน้องเสือดำหรือสัตว์ป่าผิดกฎหมายตัวอื่นๆ

ฆ่าฉัน...ทำไม ผเสือดำตัวนี้ ราคาเท่าไร?

"น้องเสือดำ"

ตัวที่เป็นคดีกับกลุ่มเสี่ยเปรมชัยนั้น กรมอุทยานฯ ระบุรายละเอียดว่า อายุราว 5 ปี เป็นเสือดำชนิดย่อยของเสือดำ อินโดจีน (Indochinese Leopard) ชื่อวิทยาศาสตร์ PANTHERAPARDUS DELACOURI เป็นสัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์ มีสถานภาพทางกฎหมายเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองพวกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ลำดับที่ 182 ตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 และอยู่ในบัญชีหมายเลข 1 ของอนุสัญญาไซเตส คิดเป็น ค่าเสียหายตัวละ 12 ล้านบาท

Column THINK BOX: ACTIVATING ONE'S MORAL COMPASS - BANGKOK POST Issued date 2 April 2018

Not a day goes by that we don't read about corruption scandals in the newspapers. The most despicable are often the ones in which the victims are society's downtrodden.

Two leading news headlines from last week that caught my eye were "Official sacked over B88m theft from education fund", followed by ''Two-thirds of welfare hubs 'plagued by graft'".

My first reaction to the reports was disgust. How can people stoop so low as to rob the poor? Does today's society even have a moral compass by which they live? I asked myself, perplexed.

Corruption at all levels is unacceptable; however, when it involves funds allotted for the betterment of society, such as education and the underprivileged, it takes a warped conscience to go ahead with such a criminal act.

It is customary in such cases for the masterminds to be senior officials, wielding enough power to manipulate, control and suppress subordinates, who eventually end up taking the blame for their bosses when law enforcement catches up with them.

One cannot help but question whether this is what is unfolding in the case of Rojana Sinthi, a senior planning and policy-analysis specialist attached to the Ministry of Education, who has reportedly confessed to the large-scale embezzlement of 88 million baht, involving an Education Ministry foundation aimed at supporting the education of girls from poor families.

She has been dismissed and her pension cancelled. This is said to be the most severe disciplinary punishment to date meted out against a state official.

The ministry in question has further determined that the sacked official had broken state regulations, committed dereliction of duty causing extensive damage to the state, and engaged in corruption. She has also been slapped with criminal charges of embezzlement, malfeasance, falsifying documents, falsely certifying documents and dereliction of duty.

One can obviously deduce from the scale of the fraud that Rojana did not act alone and had the support of people higher up the food chain. This brings to mind the proverb "Fish stinks first at the head", which certainly rings true here.

Bringing these individuals to justice will be an uphill task for investigators and a separate issue to discuss at a later time. For now, the blame seems to squarely fall on the middle-aged Rojana's shoulders.

One has to also be resigned to the fact that this is not the last time we will see an embezzlement of such a nature. These cases are ticking time bombs, and despite how well perpetrators cover their tracks, there is always incriminating evidence left behind at a crime scene.

On the same day, we read the Public Sector Anti-Corruption Commission report that roughly two-thirds of 76 welfare hubs for the underprivileged across the nation have been involved in irregularities in terms of spending.

The most heart-wrenching outcome of such self-centred behaviour by corrupt officials is that our nation's poor continue to grow poorer, while the rich get richer.

Rampant corruption, to the level that it is sometimes practised with little fear of repercussions, has been a massive predicament facing Thailand for years, which has yet to receive any proper attention.

Implementing stringent laws and educating the public about the perils of corruption is all good, but certainly not the ultimate solution. Could getting the public to realise the importance of a moral compass be the solution to Thailand's corruption scandals? It is definitely worth a try.

We also need the public to realise that we can no longer view corruption as normal practice. It is necessary that we also re-evaluate our attitudes, both about paying bribes to make our life easier and opting to look the other way when illegal practices happen under our nose.

Psychologists suggest that when faced with such a dilemma, it's best to return to teaching moral values, engaging in an active search for values that can guide the building of more conscious societies.

One psychologist even suggested that from his personal quest he found "three separate but interrelated values that together feel like they offer a strong grounding in guiding life and moral decisions. They are dignity, well-being and integrity".

But while both the concept of a moral compass and the definition of morality are simple and clear, they say the concept of what constitutes morality is not. One individual's moral compass may not point in the same direction as another's. This is where the instilling of right values by family and religion can help direct the individual down the right path. At least this is what I hope.

Yvonne Bohwongprasert is a features writer of the Life section of the Bangkok Post.

"We need to have the public realise that we can no longer view corruption as normal practice”

จังหวัดไหนไม่โกง!? "งานเงินคนจน" ปล้นคนไม่มีจะกิน! - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2561

จังหวัดไหนไม่โกง!? "งาบเงินคนจน" ปล้นคนไม่มีจะกิน!

สะท้าน! ไปทั้งระบบราชการ กับการเดินหน้าเต็มสูบสอบโกงเงินคนจน สังคมตั้งข้อสงสัย เกี่ยวกับประสิทธิภาพและวิธีการบริหารจัดการการให้เงินสงเคราะห์ผู้ด้อยโอกาส เพราะบิ๊กข้าราชการก็สุมหัวร่วมโกง ยิ่งแฉยิ่งเจอพุ่งกระฉูด 53 จังหวัดโกงกินทะลุร้อยล้าน ด้านรองนายกฯ เผยจากการสุ่มลงพื้นที่ในบางจังหวัดพบว่ามีมูลการกระทำความผิดทุกแห่ง ล่าสุดอีสาน-ใต้ ส่อโกงยกภาค! โพลล์ชี้ จนท.รัฐโลภ ไม่กลัว-ไม่ละอายใจ เชื่อต้องมีการทุจริตเงินสงเคราะห์จากภาครัฐในกรณีอื่นๆอีก!

ละอายใจ? ปล้นคนจน

จากกรณีน้อง แบม-ปณิดา ยศปัญญา นิสิตชั้นปีที่ 4 สาขาพัฒนาชุมชน คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ร้องเรียนการทุจริตเงินสงเคราะห์ผู้ยากไร้และผู้ป่วยโรคเอดส์ ของศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัดขอนแก่น กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ระหว่างไปฝึกงานที่ศูนย์ดังกล่าว

ในขณะที่เธอกำลังฝึกงานในตำแหน่งพัฒนาชุมชน ได้ถูกสั่งให้ปลอมเอกสารราชการ กรอกข้อมูลสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อย เอกสารผู้ติดเชื้อเอดส์ ลงลายมือชื่อในใบเสร็จรับเงินรวมกว่า 2,000 ชุด เป็นเงินกว่า 6.9 ล้านบาท เธอจึงเดินทางเข้าร้องเรียนต่อสำนักงานเลขาธิการ คสช. จนนำไปสู่การขยายผลตรวจสอบทั้งใน จ.ขอนแก่น และจังหวัดอื่นๆ ทั่วประเทศ รวม 37 ศูนย์

สังคมชื่นชมยกย่องน้องแบมยกให้เป็นแบบอย่างของเยาวชนคนรุ่นใหม่ให้ตระหนักถึงเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างความตื่นตัวให้กับสังคมในการตรวจสอบการทุจริตและปกป้องสิทธิของตน

จนทำให้ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ (ป.ป.ท.) ภายใต้การนำของ พ.ท.กรทิพย์ ดาโรจน์ เลขาธิการ ป.ป.ท. เดินหน้าสอบสวนเต็มกำลัง พร้อมขยายผลไปยังศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งทั่วประเทศ

พบการกระทำผิดเพียบทั้งการปลอมลายมือชื่อ เบิกจ่ายเงินไม่ครบตามความจริง และมีการสวมสิทธิ์คนไร้ที่พึ่ง อึ้ง! พบเจ้าหน้าที่ระดับผู้อำนวยการศูนย์ ลูกจ้าง พนักงาน พัวพัน

"ผู้ใหญ่สั่งให้เราทำการทุจริต เรารู้สึกละอายแก่ใจ ที่เราเรียนสาขาพัฒนาชุมชนแล้วต้องไปทำเอกสารที่ไม่ยุติธรรมกับชาวบ้าน รู้สึกรับไม่ได้จึงต้องลุกขึ้นมาร้องเรียน" น้องแบมเผยสาเหตุในการเปิดเผย ทุจริต

ทว่า เหตุใดน้องแบม ที่เป็นเพียงนักศึกษาฝึกงานยังมีความละอายใจในการโกงเงินคนจน แต่เหตุใดคนระดับบิ๊กข้าราชการ โยงใยจนถึงระดับลูกน้องที่มี วุฒิภาวะถึงไม่กระดากใจ?

ขรก.โลภ-ขาดจิตสำนึก

สยามเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตโพลล์ เผย 3 เหตุผลทำให้ เกิดทุจริตเงินสงเคราะห์ผู้ด้อยโอกาส ชี้ข้าราชการไม่กลัว-ไม่ ละอายใจ เชื่อจะมีการทุจริตในกรณีอื่นๆอีก

ศ.ดร.ศรีศักดิ์ จามรมาน ประธานกรรมการอาวุโสสำนักวิจัยสยามเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตโพลล์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม (STC) แถลงผลการสำรวจ "ความคิดเห็นของประชาชนทั่วไปต่อข่าวการทุจริตเงินสงเคราะห์จากภาครัฐสำหรับผู้ด้อยโอกาสกลุ่มต่างๆ" สำรวจระหว่างวันที่ 25-29 มีนาคม พ.ศ. 2561 จากกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 1,213 คน

จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างมากกว่าครึ่งหนึ่งซึ่งคิดเป็นร้อยละ 60.51 มีความคิดเห็นว่าการออกมาเปิดเผยการทุจริตเงินคนไร้ที่พึ่งของนักศึกษาจะไม่ส่งผลให้เจ้าหน้าที่รัฐที่มีพฤติกรรมทุจริตในเรื่องต่างๆ เกิดความเกรงกลัว/ละอายใจ

ขณะที่กลุ่มตัวอย่างประมาณสามในสี่หรือคิดเป็นร้อยละ 75.6 เชื่อว่ายังมีการทุจริตเงินสงเคราะห์จากภาครัฐในกรณีอื่นๆ อีก เช่น เงินเบี้ยยังชีพผู้พิการ เงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เป็นต้น

ในด้านความคิดเห็นต่อการกำหนดบทลงโทษกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตเงินสงเคราะห์จากภาครัฐสำหรับผู้ด้อยโอกาสกลุ่มต่างๆ นั้น กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 61.58 มีความคิดเห็นว่าควรมีการกำหนดบทลงโทษกับบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตเงินสงเคราะห์จากภาครัฐสำหรับผู้ด้อยโอกาสกลุ่มต่างๆ ให้หนักกว่าบทลงโทษจากการทุจริตประเภทอื่นๆ ขณะที่กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 38.42 มีความคิดเห็นว่าควรกำหนดบทลงโทษให้เท่าเทียมกัน

สำหรับสาเหตุที่ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตเงินสงเคราะห์จากภาครัฐสำหรับผู้ด้อยโอกาสกลุ่มต่างๆ เป็นวงกว้างนั้น กลุ่มตัวอย่างมากกว่าครึ่งหนึ่งซึ่งคิดเป็นร้อยละ 51.61 มีความคิดเห็นว่าเกิดจากความโลภมากที่สุด รองลงมาเกิดจากการขาดจิตสำนึก/คุณธรรมจริยธรรมคิดเป็นร้อยละ 28.44

ขณะที่กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 14.34 ระบุว่าเกิดจากการใช้เงินเกินตัว และกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 5.61 มีความคิดเห็นว่าเกิดจากรายได้/ค่าตอบแทนน้อยเกินไป

โกงยกประเทศ?

นอกจากนี้ รองนายกฯ ยังเปิดเผยการเดินหน้าตรวจสอบทุจริตทั่วประเทศอีกด้วยว่า จากการสุ่มตรวจพบโกงกันทุกจังหวัด!

วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างการดำเนินการตรวจสอบ แต่ได้รับรายงานความคืบหน้าการลงพื้นที่ตรวจสอบกรณีทุจริตเงินสงเคราะห์ของศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง

จากการสุ่มลงพื้นที่ในบางจังหวัดก็พบว่ามีมูลการกระทำความผิดทุกแห่ง ซึ่งได้มีการตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงเพื่อทำการตรวจสอบผู้กระทำผิด โดยหลังจากนี้เป็นหน้าที่ของ ป.ป.ท. ที่จะทำการตรวจสอบต่อไป ทั้งนี้ จะต้องสุ่มตรวจสอบในอีกหลายจังหวัดเพิ่มเติมด้วย

อย่างไรก็ตาม ป.ป.ท.สรุปผลสอบทุจริตเงินสงเคราะห์คนไร้ที่พึ่งรอบสัปดาห์ ยอดโกงเงินคนจนเพิ่มเป็น 53 จังหวัด 83% ของวงเงินงบประมาณทั้งสิ้น 123,159,000 บาท

เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. เปิดเผยความคืบหน้าการตรวจสอบงบศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งฯ รวมระยะเวลา 41 วัน ตั้งแต่ วันที่ 12 ก.พ-25 มี.ค.61 วงเงินงบประมาณทั้งสิ้น 123,159,000 บาท กรอบระยะเวลาถึง 31 มี.ค.นี้

ล่าสุดรอบอาทิตย์ที่ผ่านมาพบความผิดปกติเพิ่มอีก 4 จังหวัด คือ เลย ชลบุรี ภูเก็ต และปัตตานี รวมขณะนี้เป็น 53 จังหวัดที่พบมีการทุจริตแล้ว วงเงินงบประมาณ 107,049,000 บาท หรือประมาณ 87% ส่วนที่เหลืออีก 23 จังหวัด กำลังตรวจสอบ คิดเป็น 13%

นอกจากนี้ ป.ป.ท. ยังดำเนินการตรวจสอบนิคมสร้างตนเอง ศูนย์พัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูง ศูนย์ประสานงานโครงการฯ อื่นๆ อีก 6 แห่ง รวมวงเงินงบประมาณ 125,092,000 บาท

สำหรับ 53 จังหวัดที่พบการทุจริตงบศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง ประกอบด้วย ขอนแก่น เชียงใหม่ บึงกาฬ หนองคาย สุราษฎร์ธานี ตราด น่าน สระแก้ว อุดรธานี สระบุรี อยุธยา กระบี่ ตรัง ร้อยเอ็ด ยะลา พัทลุง ชุมพร สุรินทร์ อ่างทอง พิษณุโลก ชัยภูมิ บุรีรัมย์ สงขลา นราธิวาส มหาสารคาม ลำพูน นครราชสีมา อำนาจเจริญ ยโสธร อุบลราชธานี นครพนม กาฬสินธุ์ พิจิตร ราชบุรี นครปฐม มุกดาหาร ลำปาง เชียงราย แม่ฮ่องสอน ตาก อุทัยธานี สตูล ลพบุรี หนองบัวลำภู ศรีสะเกษ กำแพงเพชร พังงา สกลนคร จันทบุรี เลย ชลบุรี ภูเก็ต และปัตตานี

..... ประเทศไทยมี 77 จังหวัด ขณะนี้พบแล้ว 53 จังหวัด จะเหลือจังหวัดไหนที่ไม่รู้จักคำว่า "โกง" มั้ยนะ!?

คอลัมน์ กรองข่าวก้นตะกร้า: ลากนาฬิกาหรูจน 'คนลืม' - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2561

ไม่เหนือความคาดหมาย หลังไร้บทสรุปจากที่ประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่า บิ๊กป้อม-พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม "ผิด" หรือ "ไม่ผิด" กรณีถือครองนาฬิกาหรูจำนวนมาก เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา

เพราะก่อนหน้าวันประชุมหลายฝ่ายมองว่า ป.ป.ช.ภายใต้ยุค บิ๊กกุ้ย-พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ กุมบังเหียน น่าจะ "ยื้อ" เวลาออกไปเรื่อยๆและมันเป็นไปตามนั้น หลังที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.ต้องการรายละเอียดที่มากกว่านี้เพื่อพิสูจน์ความเป็นเจ้าของ โดยเฉพาะ ซีเรียลนัมเบอร์ ของแต่ละเรือนที่ยังได้ไม่ครบ

ให้คณะทำงานแสวงหาข้อเท็จจริงไปรวบรวมมาให้ละเอียดถี่ถ้วน และรายงานให้ที่ประชุมใหญ่ทราบเป็นระยะ บอกแต่เพียงว่าทำให้ "เร็วที่สุด" แต่ไม่กำหนดเวลา

เท่ากับว่า 4 เดือนที่ผ่านมา ปมนาฬิกาหรูของบิ๊กป้อม เขยิบไปข้างหน้าแค่เพียงว่า ทั้งหมดทุกเรือนเป็นของ "เพื่อน" ที่ชื่อ เสี่ยคราม-ปัฐวาท สุขศรีวงศ์ ผู้ล่วงลับ กับการันตีว่า "แหวนเพชร" ในนิ้วมือเป็นของ "บิดา" รอดข้อหาปกปิดบัญชีทรัพย์สินเพราะมีมูลค่าไม่ถึง 2 แสนบาท ที่ตามกฎหมายต้องแจ้งต่อ ป.ป.ช.

คงเหลือแต่นาฬิกาที่มีแนวโน้มว่าอาจจะตามกันไป เหตุที่ยังช้าเพราะไม่สามารถใช้ข้ออ้างเรื่องมูลค่าต่ำกว่า 2 แสนบาทได้ เนื่องจากแต่ละเรือนตามที่ไล่เช็กกันอยู่ในระดับ ล้านอัพ!การชี้แจงว่า 25 เรือนเป็นของ "เพื่อน" ทั้งหมด ทำให้รอดเงื้อมมือกฎหมายไปได้ 1 ขยัก เหลือแต่เพียงหาหลักฐานมายืนยันว่าเป็นของเพื่อนจริง นั่นคือ "ซีเรียลนัมเบอร์"

แน่นอน ป.ป.ช.อาจช่วย "บิ๊กป้อม" ได้ แต่หากไม่มีหลักฐานเหล่านี้มาการันตีเพื่อให้สังคมสนิทใจ น่ากลัวว่าจะเป็น ป.ป.ช.เองที่เสียคน จึงเป็นคำตอบว่าทำไมถึงใช้เวลานานมากขนาดนี้

เหมือนกับการยอมขยายเวลาเพื่อให้ บิ๊กป้อม ตามหาเอกสารหลักฐาน รวมถึง ป.ป.ช.ที่ลงมือถามหาเครื่องยืนยันจาก บริษัทนาฬิกา ในต่างประเทศป.ป.ช.เงื้อง่ามานาน แต่ไม่ยอมตั้งอนุกรรมการไต่สวนเป็นเรื่องเป็นราว ปล่อยคาไว้ในชั้นคณะทำงานแสวงหาข้อเท็จจริง นั่นเป็นอีกคำตอบว่าสุดท้ายแล้วผลสรุปจะออกมาเช่นไร

การไม่ตั้งอนุกรรมการไต่สวนที่เสมือนนำ บิ๊กป้อม เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบแบบจริงจังในฐานะ ผู้ถูกกล่าวหา ไม่ต่างอะไรจากการป้องกันแรงเสียดทานที่จะมีเพิ่มขึ้นแก่ตัวรองนายกฯ และ รมว.กลาโหม

มันเหมือน "หนังม้วนเก่า" เอามา "ฉายซ้ำ" สมัยที่ บิ๊กติ๊กพล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม น้องชาย บิ๊กตู่-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ถูกตรวจสอบเรื่องบัญชีทรัพย์สิน

ครั้งนั้นไม่มีการตั้งอนุกรรมการไต่สวนใดๆ ผ่านไปจนเรื่องซา กรรมการ ป.ป.ช.ค่อยลงมติว่าไม่มีความผิดแบบเงียบๆ โดยที่แทบจะไม่มีใครรู้

จับตา! ครั้งนี้เช่นกัน เรื่องจะถูกลากไปจนกว่า "คนลืม" และเปิดเผยรายละเอียดเมื่อทุกอย่างพร้อม?

THINK PRAGMATIC: It's time for NACC to stop being a lap dog - BANGKOK POST Issued date 2 April 2018

Veera Prateepchaikul

The indecision of the National Anti-Corruption Commission to rule on the ownership of 22 luxury watches seen on the wrist of Deputy Prime Minister Prawit Wongsuwon on different occasions was a big letdown although the outcome was not totally unexpected.

There were signs from the very beginning that this anti-graft watchdog would be just a lap dog when it came to taking on a powerful man like Gen Prawit that even Prime Minister Prayut Chan-o-cha chose to maintain his silence all along while criticism of the former's wristwatches went viral in social media for months.

The investigative panel of the NACC had to beg for clarifications about the ownership of the wristwatches from the deputy prime minister and four requests for clarification were sent during the past four-month period. And yet, the panel was unable to determine who actually owns the luxury timepieces, forcing the NACC, at its press conference last Thursday, to sheepishly ask for more time for the panel to finish the job.

After four months of digging for the truth, the best the investigative panel has achieved is that the diamond ring was inherited by Gen Prawit from his father and it was worth just 100,000 baht and, hence, it need not be declared to the NACC.

So, how many more months does the NACC need to probe the ownership of the 22 timepieces that Gen Prawit has persistently insisted he borrowed from a friend who is already dead? Or will it ever be able to find out about it at all?

Why was it so difficult for the investigative panel to get information from the dealers of the wristwatches about the real owners of the timepieces? Did most of them refuse to cooperate? If this was the case, why didn't the panel seek a court order to demand the information?

For the time being, the NACC has failed in its task and has lost our trust; unless, of course, its members stand up to do the right thing that they are expected to do.

Perhaps they had better quit for their own sake. That will better serve a sense of purpose rather than procrastinating just to buy time until the case has faded from Thais' collective memories.

Meanwhile, the man at the centre of the storm appears to be more emboldened by the weakness of the lap dog whose credibility was dealt a devastating blow. He told the media one day after the NACC made its shameful announcement that his case was over.

So, who has the real say about the case? The NACC or Gen Prawit?

A few days earlier, the deputy prime minister was reported to have said any military officers who were found to be involved in corruption would be dealt with decisively.

I was in state of disbelief when the statement came from the same man who claimed he borrowed 22 luxury wristwatches from a friend who was already dead.

Talking tough against corruption is meaningless without real action and unless Gen Prawit decides to come clean himself, his words will ring hollow or being treated as a joke.

The cost of the 22 wristwatches is put at nearly 40 million baht. That's just a fraction of the extent of corruption in the government bureaucracy each year but which mostly goes unreported and uncovered because both the givers and takers have their shares of the cake and are happy with the win-win deals.

That is why we barely heard of corruption in megaprojects each of which is worth several billions of baht. And why the big fish often escape scot-free. We are fooling ourselves if we believe that all the mega infrastructure projects that were implemented under this government are free from corruption simply because there has been no complaint or protest from the project builders.

Instead, the widespread cheating of funds for poor students and for the destitute which altogether amount to just a few hundred million baht over a period of several years has dominated media space for weeks. This shameful plundering of funds for the poor would not have been exposed had it not been the courage and high sense of social responsibility of a whistle-blower, an intern working at the Khon Kaen centre for the protection of the destitute.

So, whether it is a military regime or an elected civilian government, it does not make any difference as far as the scourge of corruption is concerned.

Veera Prateepchaikul is former editor, Bangkok Post.

"Talking tough against corruption is meaningless without real action."

คม ชัด ลึก: วิกฤติศรัทธาป.ป.ช. - คม ชัด ลึก ฉบับวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2561

สังคมยังคงคาใจกับการตรวจสอบกรณีครอบครองนาฬิกาหรู และแหวนเพชรของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งไม่ได้แจ้งไว้ในรายการแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือป.ป.ช. จนนำ ไปสู่การตรวจสอบ โดยล่าสุดป.ป.ช.เห็นชอบให้คณะทำงานแสวงหาข้อเท็จจริงไปหาข้อเท็จจริงต่อ เพราะข้อมูลยังไม่สมบูรณ์ โดยเฉพาะรายละเอียดของนาฬิกาหรูแบรนด์ต่างประเทศที่ต้องมีหมายเลขประจำเครื่องนาฬิกา (ซีเรียล นัมเบอร์) ให้ครบทั้ง 22 เรือน (อีก 3 เรือนมีความซ้ำซ้อนกัน) แต่ได้ข้อยุติในเรื่องของแวนเพชรวงเขื่องว่าเป็นแหวนที่มีมูลค่าไม่ถึง 2 แสนบาท จึงไม่จำเป็นต้องแจ้งไว้ในบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินที่ต้องยื่นต่อ ป.ป.ช.

เรื่องแหวนเพชรของแม่ก็พอยังพอทนฟังได้ แต่เกิดคำถามมากมายที่แสดงความสงสัยในเรื่องของนาฬิกาหรู 25 เรือน ที่พล.อ.ประวิตร อ้างว่ายืมจากเพื่อนที่เสียชีวิตแล้ว ซึ่งผ่านไปกว่า 3 เดือน ประชาชนเองก็อยากจะรู้ถึงการทำงานของป.ป.ช.ว่ามีความ คืบหน้าเพียงใด มีการอายัดนาฬิกาเจ้าปัญหามาตรวจสอบไหม เรียกทายาทผู้ตายที่เป็นเจ้าของมาสอบถามยืนยันความเป็นเจ้าของหรือได้รับคืนไปทั้งหมดหรือยัง คืนเมื่อใด แค่คำแถลงของหน่วยงานที่รับผิดชอบเมื่อสังดาห์ที่ผ่านมาทำให้รู้ว่าการทำงานไม่ได้ไปถึงไหน ซึ่งหากจะว่าไปแล้วขั้นตอนยังอยู่แค่การแสวงหาข้อเท็จจริง ยังไม่มีการตั้งอนุกรรมการตรวจสอบอะไรเลย เสมือนป.ป.ช.เองก็พยายามดิ้นหาทางออกให้ตัวเอง แม้พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานป.ป.ช.ซึ่งมีความใกล้ชิด กับพล.อ.ประวิตร ขอถอนตัวจากเป็นประธานการประชุม แต่ก็ไม่ได้ บ่งบอกอะไร

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะ รักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวในรายการ "ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน" ถึงปัญหาคอร์รัปชั่นว่า "เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมานานนะในสังคมไทย เป็น "สนิม" ในสังคม ในระบบราชการของเรา ปัจจุบันนั้น ก็นับว่าเป็นเรื่องที่ดีนะครับ ที่มีการตรวจสอบจาก ภาคประชาชน สื่อมวลชน สื่อโซเชียล ที่ช่วยกันรักษาผลประโยชน์ของชาติ สำหรับกรณีที่เป็นข่าวนั้น ผมก็ได้สั่งการให้ขยายผลไปทุกที่ ทุกกองทุน ทุกโครงการที่หลักฐานจะพาไป" ซึ่งเราได้เห็นถึงกรณีการทุจริตเงินสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อยและคนไร้ที่พึ่งของศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ที่มีการสอบสวนผู้ที่เกี่ยวพันตั้งแต่ระดับปลัด รองปลัด ไปจนถึงเจ้าหน้าที่ระดับรองลงมาเป็นจำนวนมาก

สังคมยังคงจับตามองการทำงานของป.ป.ช.ซึ่งเป็นมือปราบ ในกระบวนการของรัฐ ที่จะลงโทษชี้เป็นชี้ตายการทำงานที่ไม่โปร่งใสของข้าราชการรวมถึงเอกชน ก่อนที่ขั้นตอนต่างๆ จะไปสิ้นสุดลงที่ศาล หากทำงานอย่างมีเกียรติภูมิ มีศักดิ์ศรี ก็จะเป็นที่พึ่งให้ประชาชนและชาติบ้านเมืองได้ แต่ถ้าป.ป.ช.ละเลยหลักการความยุติธรรม ทำลายบรรทัดฐานกระบวนการตรวจสอบโดยไม่แคร์ต่อผลกระทบในอนาคตและสายตาผู้คนทั้งประเทศที่จับจ้อง นั่นย่อมหมายถึงป.ป.ช. กำลังท้าทายความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของสังคมชาติ แล้วต่อไปจะมีใครเชื่อถือว่าป.ป.ช.มีความอิสระในการตรวจสอบคนอื่นๆ อย่างเท่าเทียมกัน ปัญหาก็จะถูกสุมเป็นไฟลามทุ่งที่อาจส่งผลกระทบต่อวิกฤติศรัทธาทั้งต่อป.ป.ช.อำนาจรัฐบาลและคสช.เองได้

Column LOSERS: National Anti-Corruption Commission - BANGKOK POST Issued date 1 April 2018

In the collective sentiment, if not the exact words of a nation: "NACC, you're dead to us." After four deadlines, convoys of 18-wheelers filled with bovinely excremental material and four alleged months of supposed "investigation", the commission's secretary-general said they were further than ever from any conclusion about the Watchman's million-dollar timepiece collection. The secretary-general Worawit Sukboon, explained, "The committee needs more time to study the issue and gather more evidence." English translation: Not nearly enough people have forgotten about this. So (see Winners) the public's attention turned from scorning the watch-wearer to scoring the NACC. One remark that we can actually publish: "Why don't we kick out the NACC together?" The only chance the NACC can recover from this is to produce an actual corruption case and prosecute it, for once.

คอลัมน์ เทรดวอตช์: ทุจริตคอร์รัปชัน จัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ - ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2561

บัณฑูร วงศ์สีลโชติ รองประธานคณะกรรมการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

คอร์รัปชันทำลายเศรษฐกิจประเทศ มีตัวอย่างให้เห็นมามาก เช่นประเทศกรีซ ที่เคยเป็นประเทศร่ำรวยก็กลับจน ประชาชนเดือดร้อน หรือประเทศเวเนซุเอลาในปัจจุบัน ทั้งๆ ที่มีน้ำมัน ผู้คนอดอยาก ประเทศจีนเล็งเห็นอันตรายจากคอร์รัปชัน โดย 5 ปีที่ผ่านมาได้จับข้าราชการทุจริตไปมากกว่า 1.3 ล้านคน บ้างรับโทษประหาร บ้างติดคุกตลอดชีวิต ล้วนถูกยึดทรัพย์ทั้งหมดรวมทั้งของภรรยาและลูกหลาน ส่วนที่หนีไปต่างประเทศก็จับมาลงโทษได้ 3,453 คน

ประธานาธิบดี ลี กวน ยู เคยกล่าวไว้ว่า ข้าราชการและนักการเมืองทุจริตทำร้ายคนในชาติมากกว่าคนค้ายาเสพติด เพราะคนค้ายาเสพติดทำร้ายเพียงคนที่เสพยา แต่ข้าราชการและนักการเมืองทุจริตทำร้ายประเทศชาติ และคนในชาติทุกๆ คน ทำลายเศรษฐกิจและทำให้คนในชาติจน จึงควรได้รับโทษหนักกว่าด้วยการประณามทั้งตระกูล นอกจากการยึดทรัพย์และจำคุกตลอดชีวิต แต่สังคมไทยเป็นสังคมยกย่องบูชาคนมีเงินและอำนาจ ไม่สนใจว่าดีหรือเลวในแง่ศีลธรรม แม้ศาลพบหลักฐานการลักทรัพย์ของชาติและประชาชน ก็ยังน่านับถือเพราะคนเหล่านี้ก็กลับมามีอำนาจได้อีก เราจึงนิยมการให้อภัย การประณามคนเหล่านี้ทำไม่ได้ เพราะมีกฎหมายปกป้องให้เขาฟ้องร้องฐานหมิ่นประมาทเราได้ ยิ่งให้อภัยก็ยิ่งส่งเสริมให้ชั่วอีก และชั่วมากขึ้นอีก เห็นได้ว่า มาตรฐานคุณธรรมของสังคมไทยต่ำกว่าประเทศอื่น ๆ อย่างจีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ประเทศเหล่านี้จึงมีความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจเหนือกว่าไทย

การทุจริตปล้นเงินของชาติและประชาชนจำนวนมากทำได้หลายแบบ ที่มักทำกันทำได้จากโครงการภาครัฐ การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐในแต่ละปีมีวงเงินที่ใช้จ่ายมากมายมหาศาล จึงเป็นช่องทางให้กลุ่มโจรเห็นเป็นโอกาส รวมหัวกันแสวงหาอำนาจรัฐเข้ามาเป็นรัฐบาลเพื่อปล้นชาติจึงต้องมีกฎหมายไว้เพื่อป้องกันคนชั่วเหล่านี้

พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้าง 2560 แม้เป็นของใหม่ แต่ก็จะไม่ให้ผลในการป้องกันการทุจริต โทษก็เบามาก มาตรา 120 มีโทษปรับไม่เกิน 2 แสนบาท เดี๋ยวนี้โกงกันเป็นพันล้านหมื่นล้านบาท เงินหลักแสนบาทเหมือนเศษสตางค์ โทษจำคุกก็มีเพียง 1-10 ปี หากติดคุกก็มีการอภัยลดโทษคนในคุกทุกปี ไม่นานก็ออกจากคุกได้

หลักการการป้องกันการทุจริตจัดซื้อจัดจ้างฯภาครัฐในประเทศที่เจริญทางสังคมคุณธรรมแล้ว นอกจากลงโทษหนักแล้วยังอาศัยการมีระเบียบปฏิบัติที่ทำให้เกิดการมีส่วนร่วมของผู้ประกอบการสนใจเข้ามาร่วมแข่งขันจำนวนมาก ยิ่งมากยิ่งดี การแข่งขันที่ยุติธรรมกว้างขวางทำให้รัฐได้ของดีราคายุติธรรม รัฐให้ความเป็นธรรมแก่ทุกรายเท่าเทียมกันโดยยึดหลักความโปร่งใส เปิดเผย แข่งขันเป็นธรรม หากมีการโต้แย้งร้องเรียนไม่ว่าเรื่องใดต้องทำในลักษณะเปิดเผยในระบบสารสนเทศ ทุกฝ่ายเข้าถึงเนื้อหาที่ร้องเรียนและการตอบของเจ้าหน้าที่ได้

แต่เมื่อมาดูพ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้าง 2560 ก็เห็นได้ว่าปัจจัยเหล่านี้ไม่ถูกทำให้เกิดขึ้น เช่น มาตรา 116 กำหนดให้การร้องเรียนอุทธรณ์ไม่ว่าเรื่องอะไร ต้องทำเป็นหนังสือไปยังหน่วยงานราชการ ทำให้บุคคลที่ 3 ไม่อาจรู้ว่าร้องเรียนเรื่องอะไรบ้าง และได้ตอบข้อร้องเรียนไปอย่างไร และในมาตรา 119 แม้กำหนดให้ต้องพิจารณาเรื่องร้องเรียนให้เสร็จใน 30 วัน แต่ก็ระบุว่าภายในอีก 30 วันหลังจากนั้น รวม 60 วัน หากยังพิจารณาข้อร้องเรียนอุทธรณ์ไม่แล้วเสร็จ ก็ไม่ต้องพิจารณาอีกต่อไป ให้ยุติเรื่องและให้ทำสัญญาจัดซื้อจัดจ้างฯ ได้เลย อย่างนี้ตอบข้อร้องเรียนอย่างไรก็ย่อมได้ ความยุติธรรมย่อมไม่มี เช่นนี้ จะเอื้อประโยชน์ให้พรรคพวกของตนแบ่งเงินที่ปล้นมาก็ทำได้ง่าย

ยิ่งไปกว่านั้นยังระบุในมาตรา 115 ว่าหากเจ้าหน้าที่เลือกที่จะใช้ "วิธีเฉพาะเจาะจง" หรือที่ในระเบียบพัสดุฯ เดิมเรียกว่า "วิธีพิเศษ" ก็ระบุว่าไม่อนุญาตให้ใครโต้แย้งได้ ซึ่ง "วิธีพิเศษ"นี้ ที่ผ่านมานักการเมืองใช้ในการทุจริตอย่างถูกต้องตามระเบียบพัสดุฯ ปล้นเงินไปแล้วรวมหลายแสนล้านบาท ฟ้องร้องเอาผิดยาก

มาคราวนี้พ.ร.บ.ก็ระบุว่าให้ทำได้อย่างถูกกฎหมาย โดยมาตรา 56 กำหนดเงื่อนไขในการเลือกใช้ "วิธีเฉพาะเจาะจง" ให้ทำได้ไม่ยาก โดยอ้างความจำเป็นเร่งด่วน อ้างว่าวิธีประกาศเชิญชวนก่อให้เกิดความล่าช้าและเสียหาย ฯลฯ เช่นนี้ การทุจริตเอื้อประโยชน์ให้พรรคพวกตนเองย่อมทำได้ง่าย และถูกกฎหมายในประเทศที่เจริญทางสังคมคุณธรรม เขาระบุว่าจะใช้ "วิธีเฉพาะเจาะจง" ต้องอธิบายเหตุผลในระบบสารสนเทศให้สาธารณชนทราบก่อน การโต้แย้งหากไม่เห็นพ้อง และการตอบของเจ้าหน้าที่ต้องทำในระบบสารสนเทศเพื่อให้ทุกฝ่ายได้อ่าน และหากเหตุผลเป็นที่ยอมรับจึงดำเนินการได้ ทำให้การทุจริตจึงจะทำได้ยาก

คนจำนวนมากจะแสวงหาอำนาจทางการเมืองเพื่อเข้ามาทุจริตถูกต้องตามกฎหมาย การเมืองจะเป็นธุรกิจทุจริตหากำไรจากการลักทรัพย์ที่ควรใช้เพื่อความเจริญของชาติและประชาชน จะเกิดความไม่ยุติธรรมในสังคม คนรวยกระจุกคนจนกระจาย และยังปิดโอกาสไม่ให้มีคนดีมีศีลธรรมมาทำงานการเมืองอีกด้วย

คอลัมน์ คิดเป็นเห็นต่าง: ไทยแลนด์ 4.0 กับคนไทย 0.536 - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2561

ชัยณรงค์ อินทรมีทรัพย์

คณะกรรมการพัฒนาขีดความสามารถ ในการแข่งขันของประเทศ (กพข.)

ตรึงดอกเบี้ยสุดตัวดันลงทุนหนุน ศก.

 

รัฐบาล คสช.ภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี คนปัจจุบัน ได้นำเอาสัญลักษณ์ 4.0 ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ของการปฏิรูปอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 (เริ่มนับตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้น) มาใช้เป็นวิสัยทัศน์ในการพัฒนาประเทศ จนคำว่าไทยแลนด์ 4.0 ถูกใช้อย่างกว้างขวางทุกวงการ ทั้งภาคราชการ เอกชน การศึกษา ฯลฯ ส่วนคนไทย 0.536 คืออะไร? ในการพัฒนาประเทศดัชนี Gini Index ใช้อธิบายความเหลื่อมล้ำ และความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจของประชาชนในชาติ ซึ่งค่าเฉลี่ยของ ประเทศกำลังพัฒนาต่างๆ อยู่ที่ 0.413 ในขณะที่ประเทศไทยสูงถึง 0.536 แสดงว่าคนไทยหรือสังคมไทยมีความแตกต่างระหว่างคนรวยและคนจนสูงมาก

ช่องว่างระหว่างกลุ่มคนรวยซึ่งเป็นเจ้าของโภคทรัพย์ต่างๆ นับวันจะยิ่งห่างไปจากกลุ่มคนจน (หรือคนระดับล่าง) ซึ่งเป็นประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ อันเป็นอานิสงส์จากการพัฒนาเศรษฐกิจในช่วง 40-50 ปีที่ผ่านมา โดยมุ่งเน้นการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมมากกว่าภาคเกษตร พัฒนาเมืองมากกว่าชนบท ประชาชนส่วนใหญ่ไม่มีโอกาสเข้าถึงอำนาจการตัดสินใจ แบ่งสรรทรัพยากร ทำให้เกิดการกระจายผลประโยชน์อย่างไม่เป็นธรรม ทำนองยิ่งพัฒนาประเทศมากเท่าใด ความยากจนและความเหลื่อมล้ำของประชาชนส่วนใหญ่ยิ่งแตกต่างจากคนรวยมากขึ้นเท่านั้น

ข้อมูลดาต้าเบสของกรมที่ดินปี 2559 แสดงให้เห็นว่าจากจำนวนที่ดินมีโฉนดทั้งประเทศ 15,900,047 ไร่ มีเศรษฐีจำนวน 837 ราย ถือครองที่ดินไปรวมกันกว่า 1,468,263 ไร่ และมีรายหนึ่งมีที่ดินในครอบครองถึง 631,263 ไร่ จากข้อมูลดังกล่าวอธิบายได้ว่าปัจจุบันนี้ ประเทศไทยมิใช่สังคมเกษตรกรรม ซึ่งประชากรส่วนใหญ่เป็นเจ้าของที่ดินและมีอาชีพเกี่ยวกับการเกษตร เพราะกว่า 70% ถือครองที่ดินเพียง 5 ไร่หรือต่ำกว่า ซึ่งไม่เพียงพอในการประกอบอาชีพเกษตรกรรมที่แท้จริง ไม่ว่าจะเป็นการเพาะปลูกหรือเลี้ยงสัตว์ หรือเป็นเกษตรกรผู้ยากไร้รายย่อยๆ ที่อาศัยอยู่กินไปวันๆ จากที่ดินซึ่งใช้เป็นที่อยู่อาศัย และรับจ้างใช้แรงงานเป็นรายได้หลัก และมีเพียง 5,376,730 รายเท่านั้น ถือครองที่ดินประมาณ 20 ไร่(น่าจะเป็นเกษตรกรตัวจริง) ค่าดัชนี 0.536 ได้มาจากการคำนวณเชิงเศรษฐศาสตร์ แสดงความสัมพันธ์ระหว่างความแตกต่างของกลุ่มคนรวย และคนจนในสังคมนับว่าสูงมาก และมากกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ

ไทยแลนด์ 4.0 ภายใต้รัฐบาลชุดนี้จึงควรดำเนินการอย่างน้อย 2 ประการ คือ

1) ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมของชาติอย่างรีบด่วน โดยลดช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนลง ประเทศต่างๆ ที่เข้าสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 อาทิ เยอรมนี สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร แคนาดา สวีเดน สวิตเซอร์แลนด์ ฟินแลนด์ เนเธอร์แลนด์ นิวซีแลนด์ เดนมาร์ก เอสโตเนีย เบลเยียม สิงคโปร์ ฯลฯ นั้น ประชาชนส่วนใหญ่ 80-90% เป็นคนชั้นกลาง มีคนรวยมากและคนจนจริงๆ ประมาณ 10-20% เท่านั้น ในขณะนี้คนไทยกว่า 70% อยู่ในฐานะยากจน!!! (ตามนิยามของฐานะเศรษฐกิจและสังคมที่จัดให้กลุ่ม A B และ C เป็นกลุ่มคนรวยและชั้นกลาง ขณะที่กลุ่ม D และ E ถือเป็นกลุ่มคนจน

ทั้งนี้ คำนวณจากรายได้ของครัวเรือนและทรัพย์สินต่างๆ เช่น บ้าน ที่ดิน อุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ เป็นต้น) เพราะความมั่งคั่งของประเทศถูกคนรวยและคนชั้นกลางเพียง 30% เบียดบังไปถึง 80% และมีครอบครัวจำนวนไม่เกิน 1,000 รายที่มีความมั่งคั่ง มีทรัพย์สินและที่ดินมากที่สุดในประเทศ แต่มิได้เสียภาษีในสัดส่วนที่ยุติธรรม เพราะฐานภาษีเงินได้ส่วนใหญ่มาจากผู้ทำงานประจำและข้าราชการต่างๆ ในขณะที่ผู้ประกอบธุรกิจ กิจการธนาคาร การจำหน่ายสินค้า การส่งออกและนำเข้าเครื่องอุปโภคบริโภค และอุตสาหกรรมส่วนใหญ่มีวิธีหลบเลี่ยงภาษีนานาประการด้วยความร่วมมือของระบบราชการ ฯลฯ

2) ปรับโครงสร้างอำนาจในการบริหารจัดการประเทศซึ่งขาดความสมดุล เพราะประชาชนมีบทบาทจำกัด ระบบราชการยังเป็นกลไกหลักในการบริหารประเทศ การปฏิรูปที่ผ่านมายังไม่เพียงพอที่จะให้ประชาชนส่วนใหญ่ในชนบทมีอำนาจการปกครองตนเอง ระบบการปกครองท้องถิ่น ไม่เข้มแข็งและไม่ก้าวหน้า ประชาชนในชนบทส่วนใหญ่อยู่ในสภาพพลเมืองชั้น 2 โดยเป็นเจ้าของประเทศแต่ในนาม เพราะถูกปฏิเสธสิทธิต่างๆ ในการดำรงชีพ ทรัพยากรส่วนใหญ่ถูกดูดซึมเข้าสู่กรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ๆ (บางแห่ง) ชนบทส่วนใหญ่ยังขาดความเจริญทางโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้คนชนบทต้องอพยพทิ้งถิ่นฐานเข้าสู่กรุงเทพฯ และนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ เพื่อหางานทำและใช้ชีวิตคล้ายผู้อพยพในประเทศ ของตนเอง (ตลอด 40-50 ปีของการใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม) ปัญหาสังคมรุนแรงขึ้นทุกวัน เพราะครอบครัวแตกแยกและล่มสลาย คนไทย กลายเป็นคนไร้รากไม่มีความภูมิใจและผูกพันกับถิ่นเกิดและทรัพยากร เพราะต้องอพยพเร่ร่อนอยู่ตลอดเพื่อการดำรงชีพ

โดยสรุป คนไทย 0.536 คือสัญญาณอันตรายของสังคมไทย เพราะความแตกแยกระหว่างชนชั้นจะเริ่มสร้างปัญหารุนแรงขึ้นตามความเจริญของโซเชียลมีเดียและสารสนเทศต่างๆ ทำให้ไทยแลนด์ 4.0 ดูเสมือนเป็นของกลุ่มคนรวยและนักธุรกิจในกรุงเทพฯ ที่เจริญทัดเทียมประเทศพัฒนาแล้วตามการปฏิรูปอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 แต่ประชากรส่วนใหญ่ยังคงยากจน ซึ่งสวนทางกับนโยบายต่างๆ ที่ผ่านมา คะแนน CPI ของไทย ซึ่งอยู่ในช่วงคะแนน 30-39 เท่านั้น ก็ใกล้เคียงกับบรรดาประเทศยากจน และด้อยพัฒนาต่างๆ ในแอฟริกา จึงตอกย้ำความรุนแรงของดัชนี Gini Index ด้วยอีกทางหนึ่ง