You are here

สรุปข่าว CG และคอร์รัปชัน - 5 ตุลาคม 2561

เด้งพตอ.-รตอ.ส่อทุจริต - ไทยโพสต์

'จีพีเอสซี'ซื้อ'โกลว์'ส่อล้มกกพ.มุ่งประเด็น'ผูกขาด' - กรุงเทพธุรกิจ

จี้สอบ'สนช.'นำม็อบปิดวัด - ไทยโพสต์

ปล่อย'ชูชีพ-วิทยา'คดีโกงปุ๋ย - โพสต์ทูเดย์

จี้ใช้แต้มข้อเขียนคัด'ผอ.ร.ร.'25% - มติชน

รู้ผลสอบผอ.สถานพินิจฯสิ้นต.ค. - เดลินิวส์

IFEC ยังวุ่นไม่เลิกร้องสอบก.ล.ต.รวมพลทวงสิทธิ์ประชุมผู้ถือหุ้น - บางกอกทูเดย์

บทนำมติชน: ทุจริตซ้อน - มติชน

เดลินิวส์: 'ต่อต้านทุจริต'ภารกิจไม่รู้จบ - เดลินิวส์

คอลัมน์ หุ้นส่วนประเทศไทย: การประมูลแหล่งบงกชและเอราวัณ - โพสต์ทูเดย์

'ธรรมาภิบาล' พูดน่ะง่าย แต่ทำยาก - บางกอกทูเดย์

คอลัมน์ ชกคาดเชือก: เครื่องมือการเมืองเรื่องต้านทุจริต - มติชนสุดสัปดาห์

เด้งพตอ.-รตอ.ส่อทุจริต - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2561

สาทร * "บิ๊กโจ๊ก" เด้ง พ.ต.อ.-ร.ต.อ.พร้อมตั้งกรรมการสอบ หลังมีข้อมูลพัวพัน "เจ๊ยุพิน" นายหน้าปลอมเอกสารให้ต่างด้าวอยู่ต่อในประเทศ สั่งขึ้นป้าย "No Tip" ตามสนามบินให้นักท่องเที่ยวจีนสบายใจ

พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รักษาราชการแทนผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) กล่าวเมื่อวันพฤหัสบดี ถึงกรณีมีการปลอมเอกสารให้ชาวต่างชาติใช้ขออยู่ต่อในประเทศ ว่า ได้มีคำสั่งโยกย้ายเจ้าหน้าที่ สตม.ยศ พ.ต.อ.และ ร.ต.อ. รวม 2 นาย ให้ไปปฏิบัติงานที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปก.ตร.) โดยขาดจากตำแหน่งเดิม เนื่องจากมีข้อมูลว่าตำรวจ 2 นายมีส่วนรู้เห็นกับ น.ส.ยุพิน จันต๊ะคาด นายหน้าปลอมเอกสารให้ชาวต่างชาติ ในลักษณะเป็นขบวนการ เช่น การปลอมหลักฐานทางบัญชี ซึ่งพบว่ามีการโอนเงินเข้าบัญชีชาวต่างชาติช่วงเช้า แต่ช่วงบ่ายมีการถอนออก เป็นลักษณะเงินเวียน เพื่อแสดงให้เห็นว่าชาวต่างชาติมีหลักทรัพย์เข้าเกณฑ์ที่จะขออยู่ต่อ นอกจากนี้ยังสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน เนื่องจากข้อมูลเบื้องต้นพบมีมูลทำผิดจริง และหากผลสอบสวนมีหลักฐานแน่ชัด จะเอาผิดทั้งทางวินัยและอาญา

พล.ต.ต.สุรเชษฐ์กล่าวว่า ยืนยัน น.ส.ยุพินไม่ใช่นายหน้าที่เรียกเก็บเงินส่วนต่าง 300 บาท จากค่าธรรมเนียมปกติ 2,000 บาท ในการขอวีซ่าชั่วคราวของนักท่องเที่ยวจีนที่กำลังเป็นประเด็นและอยู่ระหว่างสอบสวน อย่างไรก็ตาม ตนได้มีคำสั่งให้ขึ้นป้าย No Tip ตามสนามบินนานาชาติที่นักท่องเที่ยวจีนนิยมใช้บริการ ได้แก่ สมุย ภูเก็ต ดอนเมือง สุวรรณภูมิ หาดใหญ่ เชียงใหม่ เพื่อเป็นการย้ำเตือนนักท่องเที่ยวอย่างชัดเจน ว่านักท่องเที่ยวจะเสียค่าธรรมเนียม 2,000 บาทเท่านั้น

วันเดียวกัน พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ พร้อมด้วย พล.ต.ต.กฤษกร พลีธัญญวงศ์ รรท.รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ปฏิพัทธ์ สุบรรณ ณ อยุธยา ผบก.ตม.1, รรท.ผบก.สส.สตม. ร่วมแถลงข่าวการกวาดล้างจับกุมแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายในเขตพื้นที่ห้วยขวาง ซอยนานา และถนนข้าวสาร จับแรงงานต่างด้าวที่เข้ามากระทำความผิด รวมจำนวน 59 คน ประกอบด้วย สัญชาติจีน เมียนมา เนปาล ปากีสถาน บังกลาเทศ อียิปต์ ปาเลสไตน์ ซีเรีย ไนจีเรีย

"กรณีที่สงสัยว่าการประกอบธุรกิจที่คนไทยขออนุญาตประกอบธุรกิจ ซึ่งอาจจะเป็นนอมินี หรือตัวแทนอำพรางให้ต่างด้าวนั้น พนักงานสอบสวนจะได้ทำการสอบสวนขยายผลต่อไป พร้อมกันนี้ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองทั่วประเทศดำเนินการสืบสวน ปราบปราม จับกุมแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย และชาวต่างชาติที่เข้ามาทำธุรกิจหลีกเลี่ยงกฎหมาย โดยใช้นอมินีหรือตัวแทนอำพรางอย่างจริงจังและต่อเนื่อง" พล.ต.ต.สุรเชษฐ์กล่าว.

'จีพีเอสซี'ซื้อ'โกลว์'ส่อล้มกกพ.มุ่งประเด็น'ผูกขาด' - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2561

กรุงเทพธุรกิจ - บอร์ด กกพ.ถกเครียด เร่งหาทางออกภายใน 30 วัน กรณี GPSC ซื้อ GLOW หลังผู้ตรวจการแผ่นดินจี้ขอคำตอบ มุ่งประเด็นผูกขาดทางการค้า เผยเบื้องหลัง กรณ์-สภาธุรกิจสหรัฐฯ เติมเชื้อส่งผลดีลทำท่าล่ม แย้มถึงยกเลิกก็ไม่มีผลกระทบต่อลูกค้า ด้านผู้บริหาร GPSC ยังมั่นใจขั้นตอนซื้อหุ้นถูกต้อง

การเข้าซื้อหุ้นบริษัทโกลว์พลังงาน จำกัด (มหาชน) หรือ GLOW ของบริษัทโกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC ในเครือ ปตท. จากกลุ่มเอ็นจี ประเทศฝรั่งเศส ผู้ถือหุ้นเดิม จำนวน 69.11% คิดเป็นมูลค่า 1 แสนล้านบาท กำลังสะดุดอีกครั้ง

วันนี้โมเมนตัมทำท่าจะไหลไปเข้าทางกลุ่มคัดค้าน เนื่องจากมีความเคลื่อนไหวจากหน่วยงานที่มีหน้าที่โดยตรงอย่างผู้ตรวจการแผ่นดิน

นายเสมอใจ ศุขสุเมฆ ประธานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กล่าวเมื่อวานนี้ (4 ต.ค.) ภายหลังคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (บอร์ด กกพ.) หารือวาระเร่งด่วนหลังจากได้รับหนังสือจากสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน เรื่องขอให้กกพ.ชี้แจงข้อเท็จจริงและส่งเอกสารหลักฐานเพื่อประกอบการพิจารณาเรื่องร้องเรียนกรณีเกี่ยวกับการที่ GPSC ซื้อหุ้น อาจเข้าข่ายก่อให้เกิดการผูกขาดทางการค้า และอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ว่า การหารือครั้งนี้ เป็นการรวบรวมข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงทั้งหมด เช่น ขั้นตอนการเข้าไปซื้อเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่ กำลังผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจะเข้าขาดผูกขาดทางการค้าหรือไม่ และมีผลกระทบต่อลูกค้า GLOW ในพื้นที่หรือไม่ จากนั้นจะนำเอกสารเข้าชี้แจงต่อผู้ตรวจการแผ่นดินต่อไป

ที่ผ่านมาได้เชิญผู้บริหาร GPSC และกลุ่มลูกค้า GLOW ที่เคยมายื่นเรื่องต่อกกพ.ชุดก่อนมาให้ข้อมูลแล้ว ขณะนี้ก็อยู่ระหว่างพิจารณาข้อมูลให้รอบด้านและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย นายเสมอใจซึ่งเพิ่งเข้าทำหน้าที่บอร์ด กกพ.ร่วมกับกรรมการอีก 6 คนเมื่อวันที่ 1 ต.ค.ที่ผ่านมา กล่าว

กกพ.ชี้เป้าถกปมผูกขาดทางการค้า

ด้านแหล่งข่าวจากบอร์ด กกพ.ระบุว่า กกพ.จะต้องพิจารณาข้อมูลให้ครอบคลุมทุกด้านโดยเฉพาะกรณีร้องเรียนผูกขาดทางการค้า ที่ต้องดูทั้งปริมาณผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในภาพรวมเทียบทั้งประเทศ หรือเฉพาะในพื้นที่ ซึ่งยอมรับว่ากฎหมายที่มีอยู่ไม่ได้กำหนดเรื่องสัดส่วนไฟฟ้าในเชิงพื้นที่ไว้ แต่เมื่อมีข้อร้องเรียนเกิดขึ้นแล้วก็ต้องมาตีความด้านกฎหมายด้วย จึงต้องใช้เวลาพอสมควร การพิจารณาข้อเท็จจริงโดยยึดตามอำนาจทางกฎหมายที่มีอยู่ คือ ในมาตรา 60 ของพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) ประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ.2550 ที่ให้คณะกรรมการมีอำนาจออกระเบียบกำหนดหลักเกณฑ์เพื่อมิให้มีการกระทำการใดๆ อันเป็นการผูกขาด ลดการแข่งขัน หรือจำกัดการแข่งขันในการให้บริการ

หากพบว่า เข้าข่ายกระทำผิด กกพ.ก็มีอำนาจที่จะไม่ออกใบอนุญาต และการซื้อขายหุ้นก็จะเกิดขึ้นไม่ได้ ซึ่งหากการซื้อขายดีลนี้ไม่สำเร็จ ก็เชื่อว่าจะไม่มีผลกระทบต่อลูกค้า GLOW เพราะยังคงผลิตไฟฟ้าขายให้กับลูกค้าตามสัญญาต่อไปได้ ส่วนการที่ GPSC ได้ขออนุมัติต่อผู้ถือหุ้นเรียบร้อยแล้วนั้น ก็ถือว่าเป็นไปตามขั้นตอนปกติ ไม่น่าจะมีผลอะไร ซึ่งก็เป็นหน้าที่ของ GPSC ที่จะต้องไปชี้แจงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นให้กับผู้ถือหุ้นรับทราบต่อไป

ด้านนายชวลิต ทิพพาวนิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด(มหาชน) หรือ GPSC กล่าวว่า ขณะนี้การซื้อกิจการจากGLOW ทางบริษัทยังคงรอมติ จากกกพ.ว่าจะเห็นชอบให้เปลี่ยนใบอนุญาตประกอบกิจการไฟฟ้าจาก GLOW เป็น GPSC หรือไม่ แต่เชื่อมั่นว่า กระบวนการเข้าซื้อหุ้นที่เกิดขึ้นนั้นทั้งสองบริษัทได้ดูข้อมูลทุกด้านอย่างครอบคลุมและเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด แต่เมื่อมีข้อกังวลจากลูกค้าก็ได้มีการชี้แจงทำความเข้าใจร่วมกันแล้ว เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นด้านการให้บริการอย่างโปร่งใสเป็นธรรม ซึ่งเรื่องนี้ก็ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของ กกพ.

เส้นทางกลุ่มต้าน กรณ์ จุดชนวน

ดีลระหว่าง GPSC กับ GLOW เกิดขึ้นภายหลังคณะกรรมการ ปตท.ที่มีนายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ประธานกรรมการ ในขณะนั้น (วันที่ 15 มิ.ย.61) นั่งหัวโต๊ะไฟเขียวให้ GPSC เข้าซื้อหุ้น GLOW สร้างความฮืฮา และมีการทำหนังสือสัญญาซื้อขายหุ้นเมื่อวันที่ 20 มิ.ย. ก่อนจะผ่านการอนุมัติจากที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นในวันที่ 24 ส.ค. คาดว่ากระบวนการจะแล้วเสร็จในเดือนต.ค.นี้ ทั้งนี้ หากรวมการทำเทนเดอร์ออฟเฟอร์วงเงินจะมีมูลค่าทั้งสิ้น 1.4 แสนล้านบาท

ระหว่างนั้นเกิดการตั้งคำถามถึงความเหมาะสม กระทั่งกระแสต่อต้านโดยเฉพาะจากนายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีคลัง แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ ที่ออกมาคัดค้านช่วงเดือน ส.ค. โดยเห็นว่าดีลดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย อาจขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 75 อาจเข้าข่ายใช้อำนาจทางการตลาด และยังไม่เป็นธรรมกับคู่แข่ง-ลูกค้าของ ปตท.

วันที่ 8 ก.ย.61 มีการเคลื่อนไหวจากผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดอย่างน้อย 10 รายที่เป็นลูกค้า GLOW มาก่อน ได้ร่วมกันลงชื่อคัดค้านการซื้อหุ้นของ GPSC เพราะอาจส่งผลต่อการขายไฟฟ้าในพื้นที่ หรืออาจมีการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมต่อคู่แข่ง ส่วนหนึ่งเนื่องจากผู้ร่วมทุนของบริษัทในนิคมฯ คือกลุ่มเอาซีจีซึ่งทำธุรกิจปิโตรเคมี เป็นคู่แข่งกับกลุ่ม ปตท. ก่อนที่วันที่ 10 ก.ย.นายกรณ์จะยื่นเรื่องต่อนายกรัฐมนตรีให้ใช้อำนาจยุติการซื้อหุ้น GLOW ของเครือ ปตท. กรณีอาจขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 75 ต่อเนื่องในวันที่ 12 ก.ย.ด้วยการยื่นหนังสือให้ กกพ.พิจารณาระงับเนื่องจากอาจเข้าข่ายใช้อำนาจทางการตลาด ระหว่างนั้นนายปิยสวัสดิ์ออกมาชี้แจงว่าก้าวย่างของ ปตท.เป็นไปตามนโยบายรัฐบาลที่เปิดให้มีการแข่งขันอย่างเสรีทั้งก๊าซและไฟฟ้า ฯ ยิ่งกรณี GPSC ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่ใช่รัฐวิสาหกิจยิ่งควรดำเนินการได้

ผู้ตรวจการแผ่นดินจี้ กกพ.ชี้ขาด

การสะดุดถึงขั้นล้มดีลมีความชัดเจนเมื่อมีหนังสือจากสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้ลงนามในหนังสือเมื่อวันที่ 28 ก.ย.2561 ส่งถึงเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สกพ.) เรื่องขอให้ชี้แจงข้อเท็จจริงและส่งเอกสารหลักฐานเพื่อประกอบการพิจารณาเรื่องร้องเรียน หลังเมื่อวันที่ 12 ก.ย.2561 มีผู้ร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดินขอให้พิจารณาเสนอเรื่องพร้อมด้วยความเห็นต่อศาลปกครองเพื่อพิจารณาวินัจฉัย กรณีดังกล่าว ทั้งนี้ สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินไม่ได้ระบุชื่อผู้ร้องเรียน

อย่างไรก็ตาม เนื้อหาอยู่ที่ GPSC ซื้อหุ้น GLOW เป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดการผูกขาดทางการค้า มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 75 และกฎหมายที่เกี่ยวข้องหรือไม่ดังกล่าว

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 8 ส.ค.61 มีความเคลื่อนไหวจากสภาธุรกิจอเมริกัน-อาเซียน โดยอเล็กซานเดอร์ ซี.เฟลด์แมน ประธานฯ ที่ส่งจดหมายถึงนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี แสดงถึงความกังวลต่อเรื่องนี้ ระบุว่าบรรดาบริษัทที่เป็นสมาชิกในสภาธุรกิจอเมริกัน-อาเซียน วิตกกังวลอย่างมาก

การเข้าซื้อหุ้น GLOW ครั้งนี้ จะทำให้ศักยภาพการผลิตพลังงานในพื้นที่มาบตาพุด ที่ปัจจุบันมีสัดส่วนอยู่ที่ 87% มีศักยภาพการผลิตลดลง เมื่ออยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ GPSC ประกอบกับเป็นเครือ ปตท. หนึ่งในผู้เล่นรายใหญ่ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีของไทย ทำให้บริษัทสมาชิกในสภาธุรกิจอเมริกัน-อาเซียน วิตกว่าจะทำให้เกิดการผูกขาดด้านผลผลิตพลังงานในมาบตาพุด ทั้งยังสร้างผลประโยชน์ขัดแย้งให้กับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี

"การผูกขาดในตลาดอุตสาหกรรมพลังงานรูปแบบนี้ อาจทำให้เกิดการเปิดเผยข้อมูลลับระหว่างกลุ่ม ปตท.และGLOW ทั้งยังทำให้เกิดการปฏิบัติทางธุรกิจที่ไม่เป็นธรรม เลือกปฏิบัติต่อบรรดาลูกค้าในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี เราเชื่อมั่นว่า การดำเนินธุรกิจรูปแบบนี้ จะส่งผลกระทบอย่างมากต่อบริษัทอเมริกันที่เป็นสมาชิกในสภาธุรกิจ ตลอดจนบรรดานักลงทุนอื่นๆในมาบตาพุด เนื้อหาในจดหมายระบุ"

จี้สอบ'สนช.'นำม็อบปิดวัด - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2561

รักษาการเจ้าอาวาสวัดดังพิจิตรร้อง'ปปช.'เอาผิด'กิตติศักดิ์'จุ้นกิจของสงฆ์

พิจิตร * รักษาการเจ้าอาวาสวัดหลวงพ่อเงินบางคลานร้อง ป.ป.ช.สอบ สนช.จุ้นกิจของสงฆ์ เหิมพาพวกปิดล้อมวัดโดยไม่เกรงกลัวกฎหมาย ส่วนสถานการณ์ภายในวัดยังวุ่นวายไม่จบ อดีตเจ้าอาวาสที่ถูกปลดใช้มวลชนชายฉกรรจ์นำกุญแจล็อกประตูทางเข้า-ออกวัด ไม่ให้เจ้าหน้าที่สำนักพุทธฯ เข้าตรวจสอบทรัพย์สิน ส่งผลกระทบนักท่องเที่ยวไม่สามารถเข้าวัดได้

เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม พระครูพิสุทธิวรากร (วิทยา) รองเจ้าคณะอำเภอโพทะเลและตำแหน่งรักษาการเจ้าอาวาสวัดหิรัญญาราม (วังตะโก) หรือวัดหลวงพ่อเงิน ต.บางคลาน อ.โพทะเล จ.พิจิตร เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 3 ต.ค.ที่ผ่านมา ได้เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานใหญ่สนามบินน้ำ จ.นนทบุรี พร้อมทนายความ เพื่อขอให้ดำเนินการตรวจสอบและดำเนินการทางกฎหมายกับนายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กับพวก พร้อมแนบเอกสารการดำเนินการแก้ปัญหาวัดหิรัญญาราม (วังตะโก) รวมทั้งภาพถ่ายและแผ่นซีดีเหตุการณ์ที่นายกิตติศักดิ์เป็นแกนนำปิดวัดมอบให้เป็นหลักฐาน

พระครูพิสุทธิวรากรกล่าวว่า ก่อนหน้านี้ได้รับคำสั่งให้เข้าไปดำเนินการจัดการแก้ไขปัญหา รวมทั้งตรวจสอบทรัพย์สินของวัดกำลังจะเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่ปรากฏว่าเมื่อประมาณเดือน ก.ค.2561 นายกิตติศักดิ์อ้างตัวเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ยื่นขอต่อผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตรและอาตมา ขอเข้าร่วมตรวจสอบทรัพย์สินเพื่อความปรองดอง ก็ได้รับอนุญาตและมีการแต่งตั้งคณะกรรมการร่วมอีก 4 ท่าน

พระครูพิสุทธิวรากรกล่าวต่อว่า กระทั่งเมื่อวันที่ 28 ก.ค. คณะกรรมการฯ ได้ตรวจสอบวัตถุมงคล ทรัพย์สิน โบราณวัตถุเสร็จแล้ว และขั้นตอนต่อไปคือ อดีตเจ้าอาวาสจะต้องส่งมอบบัญชีทรัพย์สินทั้งหมด ได้แก่ กุญแจตู้เซฟ บัญชีเงินสดฉบับจริง สัญญาก่อสร้างและสัญญาอื่นๆ แต่เวลาผ่านไปก็ไม่ยอมส่งมอบ กลับไปเสนอขอเปลี่ยนตัวรักษาการเจ้าอาวาสวัด อาตมาเห็นว่าจะเกิดความเสียหายกับวัดได้ จึงมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการฯ ที่มีนายกิตติศักดิ์ ซึ่งอาจเป็นสาเหตุให้นายกิตติศักด์โกรธแค้นแล้วนำกลุ่มผู้สนับสนุนเข้าปิดประตูวัดโดยไม่เกรงกลัวกฎหมาย จึงขอให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ช่วยแก้ปัญหานี้โดยเร็วด้วย

ที่ จ.พิจิตร ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่วัดหลวงพ่อเงินบางคลาน ต.บางคลาน อ.โพทะเล ยังคงเกิดความวุ่นวาย หลังจากมหาเถรสมาคมและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ นำคำสั่งศาลเข้าจัดระเบียบและตรวจสอบบัญชีทรัพย์สิน วัตถุมงคลของทางวัด พร้อมกับเรียกคืนตู้เซฟ จำนวน 3 ตู้ กับสมุดบัญชีธนาคารของทางวัด และมีการเก็บรักษาเงินจำนวนหลักร้อยล้านบาทจากอดีตเจ้าอาวาสวัดที่ถูกปลดออกจากตำแหน่ง

โดยพระครูพิสิฐสีลาภรณ์ อดีตเจ้าอาวาสวัดบางคลาน (ถูกปลดออกจากตำแหน่ง) ได้นำกลุ่มชายฉกรรจ์จำนวนนับ 10 คน รวมถึงกลุ่มชาวบ้านร่วมด้วย ทำการเข้าปิดล้อมวัดและกดดันขับไล่นักท่องเที่ยว และเจ้าหน้าที่ชุดจัดระเบียบและตรวจสอบบัญชีทรัพย์สิน สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ให้เดินทางออกไปจากวัด ก่อนที่จะนำลูกกุญแจมาปิดล็อกประตูทางเข้า-ออกวัดรวม 6 จุด เพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่ชุดดังกล่าวเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ได้

การกระทำของกลุ่มบุคคลดังกล่าวส่งผล กระทบต่อประชาชนและนักท่องเที่ยว ที่จะมานมัสการหลวงพ่อเงินและทำบุญตามจุดต่างๆ ภายในวัดก็ไม่สามารถเดินทางเข้ามาได้ รวมถึงพระภิกษุสงฆ์สามเณรก็ไม่สามารถออกไปบิณฑบาตหรือปฏิบัติศาสนกิจของสงฆ์ได้ ประกอบกับช่วงนี้อยู่ในช่วงการโยกย้ายสับเปลี่ยนตำแหน่งของเจ้าหน้าที่ ผู้ว่าฯ ฝ่ายปกครอง และหน่วยงานความมั่นคงของจังหวัดพิจิตรหลายตำแหน่ง ทำให้เป็นช่องโหว่ สุญญา กาศ หาคนรับผิดชอบแก้ปัญหาอย่างจริงจังไม่ได้ จึงทำให้ฝ่ายที่สนับสนุนอดีตเจ้าอาวาสและคณะกรรมการวัดชุดเก่าที่ถูกปลดออกจากตำแหน่งกลับมาสร้างสถานการณ์ความวุ่นวายต่างๆ เพื่อยืดเวลาที่จะไม่ยอมส่งมอบทรัพย์สินต่างๆ ของวัดคืนให้กับคณะกรรมการจัดระเบียบวัดหลวงพ่อเงินบางคลาน เพื่อเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบตามคำสั่งศาล

แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีการเจรจาไกล่เกลี่ยประนี ประนอมกันมาโดยตลอดก็ตาม จากกรณีที่มติมหาเถรสมาคม สำนักพุทธศาสนาแห่งชาติ และศาลจังหวัดพิจิตร ได้มีมติให้อดีตเจ้าอาวาสวัดบางคลาน ต.บางคลาน อ.โพทะเล จังหวัดพิจิตร ส่งมอบทรัพย์สินทั้งหมดคืนให้คณะกรรมการจัดระเบียบวัดบางคลาน ตามนโยบายรัฐบาลปัดกวาดวัดให้สะอาด โดยที่ผ่านมาคณะกรรมการจัดระเบียบวัดบางคลานได้ดำเนินการตรวจสอบทรัพย์สินจากตู้บริจาคภายวัด และสมุดบัญชีธนาคารต่างๆ รวมทั้งวัตถุโบราณ โดยได้รวบรวมเบื้องต้นเป็นเงินสดและเงินฝากธนาคาร 18 บัญชี รวมกว่า 120 ล้านบาท วัตถุมงคลกว่าหนึ่งหมื่นองค์ และวัตถุโบราณอีกจำนวนมาก และยังเหลือที่อดีตเจ้าอาวาสยังต้องส่งมอบตู้เซฟขนาดใหญ่อีกจำนวนหนึ่ง และสมุดบัญชีอีก 1 บัญชีที่อยู่กับอดีตเจ้าอาวาส โดยปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2557 ถึงวันนี้ ความวุ่นวายก็ยังไม่จบ.

ปล่อย'ชูชีพ-วิทยา'คดีโกงปุ๋ย - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2561

โพสต์ทูเดย์ - อธิบดีกรมราชทัณฑ์ แจง "ชูชีพ-วิทยา" นักโทษคดีโกงปุ๋ย ได้พักโทษตามหลักเกณฑ์ไม่เกี่ยว การเมือง

พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยว่า ได้อนุมัติพักการลงโทษเป็นกรณีพิเศษให้กับนายชูชีพ หาญสวัสดิ์ อดีต รมว.เกษตรและสหกรณ์ สมัยรัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร และนายวิทยา เทียนทอง อดีตเลขานุการ รมว.เกษตรฯ น้องชาย นายเสนาะ เทียนทอง ที่ถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษา ให้จำคุกคนละ 6 ปี โดยไม่รอลงอาญา ในคดีทุจริตประมูลจัดซื้อปุ๋ยอินทรีย์ มูลค่า 300 ล้านบาท และได้ปล่อยตัวออกจากเรือนจำนานกว่า 2-3 เดือนแล้ว

ทั้งนี้ เพราะมีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์และผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการพักการลงโทษที่มี นายวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นประธาน จากนั้นได้เสนอเรื่องให้ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ยุติธรรม พิจารณาเนื่องจากการพักโทษ เป็นกรณีพิเศษเป็นอำนาจของ รมว.ยุติธรรม

อย่างไรก็ตาม ขอยืนยันว่า พล.อ.อ. ประจิน ไม่เคยเข้ามาสั่งการ ขั้นตอนทั้งหมดเป็นการพิจารณาและเสนอเรื่องขึ้นมาตามขั้นตอน จากทัณฑสถาน โรงพยาบาลมาถึงกรมราชทัณฑ์ โดยบุคคลทั้งสองมีคุณสมบัติตามเงื่อนไข ในการพักโทษกรณีพิเศษ คือ ได้รับโทษ จำคุกมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 และมี อายุเกินกว่า 70 ปี และเจ็บป่วยเรื้อรัง

สำหรับในส่วนของนายวิชัย กฤษดา ธานนท์ อดีตผู้บริหารเครือกฤษดานคร ที่ถูกศาลจำคุกในคดีทุจริตปล่อยกู้ธนาคารกรุงไทย ก่อนหน้านี้ได้รับการพักโทษกรณีพิเศษ ปล่อยตัวออกจากเรือนจำ แต่ในภายหลังถูกอายัดตัวในคดีอื่น เรือนจำจึงต้องรับตัวกลับมาคุมขัง

จี้ใช้แต้มข้อเขียนคัด'ผอ.ร.ร.'25% - มติชน ฉบับวันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2561

แทน'ผ่าน-ไม่ผ่าน'-หวั่นประเมินงานลำเอียง

เล็งชง'หมอธี'แบ่งสัดส่วน'ย้าย-สอบ'50:50

เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม นายภักดี แสงจันทร์ รองผู้อำนวยการโรงเรียนเทพศิรินทร์ร่มเกล้า ในฐานะประธานชมรมรองผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 กรุงเทพมหานคร (สพม.2 กทม.) เปิดเผยกรณีสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ยกร่าง หลักเกณฑ์การคัดเลือกผู้อำนวยการสถานศึกษาในสังกัด สพฐ.ใหม่ เบื้องต้นใช้วิธีการสรรหา ซึ่งมีทั้งการสอบข้อเขียน และการประเมิน โดยการสอบข้อเขียนจะไม่นำคะแนนมารวม เพราะเป็นการสอบเพื่อวัดความรู้ แค่ผ่านหรือไม่ผ่าน จากนั้นจะใช้วิธีการประเมินแบบ 360 องศา ซึ่งทางสมาคม ผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งประเทศไทย (ส.บ.ม.ท.) เห็นว่าเกณฑ์การสรรหาดังกล่าวเอื้อให้เกิดการทุจริตได้ง่ายที่สุด โดยเฉพาะการสอบภาค ค หรือการสอบสัมภาษณ์ อาจจะทำให้มีเรื่องเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง เป็นสาเหตุของปัญหาทุจริต ว่า กลุ่มรองผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมศึกษา สพม.2 กทม.ซึ่งมีทั้งหมด 52 โรง และกลุ่มรองผู้อำนวยการโรงเรียนทั่วประเทศ ได้หารือในเรื่องดังกล่าว ส่วนใหญ่เห็นว่าควรให้คะแนนสอบมีผลในการคัดเลือกไม่ต่ำกว่า 25% เพราะถือเป็นการวัดความรู้เชิงกฎหมาย และเชิงบริหาร ไม่ใช่ให้มีผลแค่ผ่าน หรือไม่ผ่านเท่านั้น

"ขณะนี้กังวลว่าการให้คะแนนการประเมินผลงาน และการสอบสัมภาษณ์ อาจจะมีความลำเอียง ยกตัวอย่างเช่น การประเมินผลงานรางวัลหนึ่ง คณะกรรมการแต่ละคนจะตีความ และให้คะแนนไม่เหมือนกัน ส่วนการสัมภาษณ์ก็อาจมีความลำเอียง คือลำเอียงเพราะชอบ จะให้คะแนนมาก และลำเอียงเพราะไม่ชอบ อาจถูกกดคะแนน ฉะนั้น ควรกำหนดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน และรับทราบทั่วกัน โดยผมกำลังหารือกับรองผู้อำนวยการทั่วประเทศ ว่าจะดำเนินการอย่างไร โดยส่วนตัวมีแนวคิดจะทำหนังสือถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขอให้ทบทวน และปรับปรุงร่างหลักเกณฑ์นี้" นายภักดีกล่าว

นายภักดีกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังเตรียมยื่นหนังสือถึง นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) สพฐ.และสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ขอให้ทบทวนหนังสือคำสั่งของ ก.ค.ศ.ซึ่งมีเนื้อหาโดยสรุปว่า ถ้าเขตพื้นที่ฯใดไม่มีการขึ้นบัญชี ให้พิจารณาย้ายได้โดยไม่ต้องเปิดสอบ ทั้งนี้ การสอบคัดเลือกผู้อำนวยกาสถานศึกษาเมื่อปี 2559 ไม่มีการขึ้นบัญชี ทำให้คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) ดำเนินการย้ายอย่างเดียว โดยไม่แบ่งสัดส่วนไว้สำหรับการสอบ ซึ่งควรจะอยู่ที่ 50:50 เป็นสาเหตุให้กลุ่มรอง ผู้อำนวยการโรงเรียนเสียสิทธิกว่า 1 พันคน ดังนั้น ทางชมรมรองผู้อำนวยการโรงเรียนจึงเห็นว่าควรจะต้องทบทวนเรื่องนี้ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม

รู้ผลสอบผอ.สถานพินิจฯสิ้นต.ค. - เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2561

เมื่อวันที่ 4 ต.ค. นายสหการณ์ เพ็ชรนรินทร์ อธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กล่าวถึงกรณีศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 6 สั่งจำคุก 5 ปี นางนุสรา แสนนาม ผอ.สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดพิจิตร ฐานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตอันเป็นการเสียหายแก่รัฐ กรณีนำรถหลวงไปทำธุระในวันหยุดราชการ ขณะดำรงตำแหน่ง ผอ.สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดเพชรบูรณ์ว่า เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อปี 2551-2554 สมัยที่นางนุสรา ย้ายไปเป็น ผอ.สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดเพชรบูรณ์ และได้สั่งใช้รถส่วนกลางของสถานพินิจฯ รับส่งเช้า-เย็นระหว่างโรงแรมที่พักและสถานพินิจฯ ในระยะทาง 1 กิโลเมตร และใช้รถส่วนกลางทำธุระส่วนตัว โดยมีการร้องเรียนไปที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ซึ่ง ป.ป.ท. ก็ได้ส่งเรื่องไปที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ก่อนส่งฟ้องศาล และศาลอาญา คดีทุจริตฯ มีคำพิพากษาจำคุก 5 ปีดังกล่าว

นายสหการณ์ กล่าวอีกว่า ในส่วนของการสอบสวนทางวินัย ได้ตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรงเมื่อปี 2560 ขณะนี้อยู่ระหว่างสรุปผลสอบคาดว่าจะเสนอคณะกรรมการกระทรวงยุติธรรม (ก.ยธ.) ลงมติได้ภายในปลายเดือน ต.ค.นี้ หากมีความผิดวินัยร้ายแรงจริงก็มีโทษ 2 อย่าง คือ ไล่ออก หรือปลดออก ทั้งนี้ ข้อมูลที่นางนุสราให้ถ้อยคำไว้กับคณะกรรมการสอบสวนว่าเส้นทางระหว่างที่พักและสถานที่ทำงานไม่มีรถประจำทาง ซึ่งสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดเพชรบูรณ์ ไม่ใช่สถานแรกรับและไม่มีการควบคุมตัวเด็ก จึงไม่มีบ้านพักข้าราชการ แต่ข้าราชการสามารถเบิกค่าเช่าบ้านได้ โดยตำแหน่งผู้อำนวยการจะไม่มีรถยนต์ประจำตำแหน่งและไม่มีค่ารถยนต์ให้ ถือเป็นความรับผิดชอบส่วนตัวที่จะต้องหารถมาทำงานและออกค่าใช้จ่ายเอง เมื่อนำรถส่วนกลางมาใช้ก็ถือว่ามีความผิด ซึ่งระเบียบและกฎหมายก็ได้ระบุชัดเจนห้ามใช้ทรัพยากรของทางราชการโดยไม่ชอบ

เมื่อถามว่า คำพิพากษาของศาล ก.ยธ. จะนำมาประกอบการพิจารณาทางวินัยด้วยหรือไม่ นายสหการณ์ กล่าวว่า การสอบสวนทางอาญาและทางวินัยเป็นคนละทางกัน แต่คำพิพากษาอาญาบางส่วนเชื่อมโยงกับ พ.ร.บ.ข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 เรื่องคุณสมบัติการเป็นข้าราชการ หากศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกก็ถือว่าขาดคุณสมบัติการเป็นข้าราชการ แต่ขณะนี้คดียังไม่ถึงที่สุด นางนุสรายังสามารถใช้สิทธิอุทธรณ์และฎีกาได้.

IFEC ยังวุ่นไม่เลิกร้องสอบก.ล.ต.รวมพลทวงสิทธิ์ประชุมผู้ถือหุ้น - บางกอกทูเดย์ ฉบับวันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2561

นายศุภนันท์ ฤทธิไพโรจน์ กรรมการและประธาน เจ้าหน้าที่บริหาร(CEO) บริษัท อินเตอร์ฟาร์อีสท์ เอ็นเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) หรือ ไอเฟค(IFEC) มอบหมายให้นายประสิทธิ์ วงศาสวัสดิ์ ทนายความ ยื่นหนังสือร้องเรียน ขอความเป็นธรรมถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ ผู้อำนวยการสำนักตรวจราชการและเรื่องราวร้องทุกข์ ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ สำนักนายกรัฐมนตรีพร้อมขอให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ หน่วยงานที่ดูแลเรื่องตลาดหลักทรัพย์ ที่แสดงให้เห็นว่าไม่เป็นไปตามกระบวนการและขั้นตอนตามกฎหมายส่งผลกระทบตามความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อ บริษัท IFEC และผู้ถือหุ้นรายย่อย

นายประสิทธิ์ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่กำกับดูแลตลาดหลักทรัพย์ เพิกเฉยต่อการร้องเรียนของ IFEC กรณีร้องขอให้ตรวจสอบพิรุธการบริหารงานของอดีตผู้บริหารที่สร้างความเสียหายแก่ IFEC ซึ่งภายหลัง มีการฟ้องร้องคดีที่ศาล 2 คดี และศาลได้ประทับรับฟ้อง ไปแล้วหลังตรวจพบการทุจริตใน IFEC อดีตผู้บริหารคนดังกล่าวได้ลาออกจากบริษัทและขายหุ้นให้นักธุรกิจคนหนึ่งจนกลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่และเข้ามาร่วมเป็นกรรมการบริษัท หลังจากนั้นผู้ถือหุ้นรายใหญ่คนดังกล่าวพยายามเปลี่ยนโครงสร้างของ IFEC แต่กระทำไม่สำเร็จจึงลาออกไป ส่งผลให้ IFEC ตกอยู่ในสภาวะสุญญากาศ

อีกทั้งที่ผ่านมาคดีความทั้งหมด IFEC ได้รายงานต่อ ก.ล.ต. มาโดยตลอด แต่ข้อร้องเรียนไม่มีความคืบหน้าหรือการตอบรับจาก ก.ล.ต. หนำซ้ำ ก.ล.ต. ยังออกคำสั่งปลดประธานกรรมการออกจากตำแหน่ง และออกหนังสือเตือน IFEC ไม่ให้จัดประชุมกรรมการในขณะที่ยังไม่มีประธานกรรมการซึ่งก่อนหน้านั้นนายศุภนันท์ ก็ถูกบุคคลกลุ่มหนึ่งข่มขู่กดดันให้ลาออกจากตำแหน่ง

"เมื่อไม่ได้รับความเป็นธรรมจาก ก.ล.ต. ซึ่งเพิกเฉยในการตรวจสอบต้นเหตุปัญหาของ IFEC ทั้งที่ได้พยายามร้องเรียนและติดตามความคืบหน้ามานานกว่า 2 ปีแล้ว จึงตัดสินใจเข้าร้องเรียนเพื่อหวังว่าจะเป็นที่พึ่งสุดท้ายที่จะอำนวยความเป็นธรรมให้" นายประสิทธิกล่าว

ขณะที่ นางสาวเยาวลักษณ์ ฤทธิ์สมจิตต์ ในฐานะตัวแทนผู้ถือหุ้นรายย่อยที่ได้รับความเดือดร้อนจากการลงทุน บริษัท อินเตอร์ ฟาร์อีสท์ เอ็นเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ IFEC เปิดเผยว่า นักลงทุนรายย่อยหลายรายได้มีการหารือร่วมกันและเตรียมระดมพลครั้งใหญ่ เพื่อกดดันกรรมการบริษัทฯทั้ง 2 ท่าน ซึ่งประกอบด้วย นายฉัตรณรงค์ ฉัตรภูติ พลตรีบุญเลิศ แจ้งนพรัตน์ เนื่องจากไม่เร่งรัดดำเนินการจัดประชุมวิสามัญ ผู้ถือหุ้น เพื่อเลือกตั้งกรรมการชุดใหม่ ตามกรอบกฎหมายกำหนด

โดยปล่อยให้ปัญหาทอดยาวมาเป็นเวลานานกว่า 4 เดือน หลังจากที่คณะกรรมการกฤษฎีกา ได้มีการวินิจฉัยให้บริษัทเร่งจัดประชุมผู้ถือหุ้น เลือกตั้งกรรมการชุดใหม่ให้ครบองค์ประชุม ภายใน 1 เดือน เพื่อเร่งแก้ปัญหาและฟื้นสถานะทางการเงินของบริษัท ให้กลับมาแข็งแกร่ง สามารถคืนหนี้ให้กับผู้ถือหุ้นกู้ ตั๋วบี/อี เจ้าหนี้สถาบันการเงิน และคู่ค้า ควบคู่ไปกับการเร่งปิดบัญชี งบการเงินให้ได้ตามกรอบระยะเวลาที่ตลาดหลักทรัพย์ฯกำหนด ซึ่งจะนำไปสู่การแก้ไขเหตุแห่งการเพิกถอน และทำให้หุ้นของไอเฟคกลับมาซื้อขายในตลาดหุ้นได้อีกครั้ง บรรเทาผลกระทบและความเดือดร้อนของนักลงทุนรายย่อยที่มีกว่า 3 หมื่นราย หลังจากหุ้นถูกขึ้นเครื่องหมาย SP มาเป็นเวลากว่า 1 ปี 10 เดือน

ทั้งนี้ หากกรรมการไอเฟค ไม่เร่งดำเนินการใดๆ ก่อนวันที่ 29 ตุลาคม 2561 ซึ่งศาลล้มละลายกลางนัดไต่สวนคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ ของเจ้าหนี้หุ้นกู้รายหนึ่ง ซึ่งจากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า เป็นเจ้าหนี้หุ้นกู้เทียม ที่ถูกสร้างขึ้นมามีความเชื่อมโยงกับอดีตกรรมการไอเฟคเรื่องดังกล่าวจะสร้างความเสียหายให้กับบริษัทฯอย่างร้ายแรง และเป็นการลากไอเฟคออกจากตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น

"เราหวังว่าการรวมพลในครั้งนี้จะช่วยกระตุ้นเตือนให้บอร์ดทั้ง 2 ท่าน ได้ตระหนักถึงอำนาจ บทบาท และหน้าที่ของตัวเอง ในการพิทักษ์ผลประโยชน์ให้กับนักลงทุนที่ได้รับความเดือดร้อนจากการลงทุนไอเฟค" น.ส.เยาวลักษณ์กล่าว

บทนำมติชน: ทุจริตซ้อน - มติชน ฉบับวันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2561

คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเสวนาหัวข้อ "Anti-Corruption Politics สู้กับ ทุจริตเพื่ออะไร" ดำเนินรายการโดย ผศ.ดร.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ศ.โยชิฟูมิ ทามาดะ นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเกียวโต กล่าวว่า การทุจริตเป็นปัญหาใหญ่ แต่การต่อต้านการทุจริตเป็นปัญหาใหญ่กว่า เมื่อมีการทำลายประชาธิปไตย เมืองไทยปัจจุบัน การทุจริตเป็นต้นเหตุของเผด็จการ เพราะอ้างว่าทำเพื่อปราบปรามทุจริต หรือม็อบชัตดาวน์อ้างความร้ายแรงของการทุจริต เรียกร้องการแก้ปัญหาและการปฏิรูป

อีกตอนหนึ่ง ศาสตราจารย์ชาวญี่ปุ่นชี้ว่า กระแสต่อต้านการทุจริตทั่วโลกรุนแรงขึ้นใน 30 ปีที่ผ่านมา หลังปี 2540 ไอเอ็มเอฟและธนาคารโลกมองการทุจริตเป็นศัตรูของธรรมาภิบาล จึงรับหน้าที่ต่อต้านการทุจริต ซึ่งมีส่วนจากการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก ไม่อยากเสียเปรียบนักธุรกิจ ที่ทุจริต และกลายเป็นปัญหาระหว่างประเทศมากขึ้น เมื่อองค์กรระหว่างประเทศอุดหนุนการต่อต้านการทุจริตบางพวก เช่น นักวิชาการกับเอ็นจีโอ ก็หากินกับงานนี้จนกลายเป็นธุรกิจชนิดหนึ่ง รวมถึงที่เมืองไทยมีหน่วยงาน และองค์กรต้านทุจริต และระบุว่า คอร์รัปชั่นเป็นศัตรูใหม่ในยุคหลังสงครามเย็น เมื่อไม่มีคอมมิวนิสต์จึงต้องมีศัตรูใหม่เพื่อจับมือกันต่อสู้ เพื่อผู้ดำเนินการจะเกิดศีลธรรม

การเสวนายังมีรายละเอียดที่น่าสนใจอีกมากอาทิ การระบุว่าองค์กรปราบปรามต่างๆ อย่าง ป.ป.ช. เน้นด้านการเมืองมากกว่าเศรษฐกิจ และการต่อต้านทุจริตไทยเป็นส่วนหนึ่งของการเมือง การทุจริตเป็นข้ออ้างต่อต้านประชาธิปไตย และใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง พฤติกรรมที่ไม่น่าเชื่อถือขององค์กรต่อต้านทุจริตที่แถลงว่า ให้คะแนนรัฐบาลเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ในความตั้งใจปราบปรามทุจริต

ข้อสังเกตเหล่านี้ เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายน่าจะนำไปพิจารณา ทบทวนวิธีการต้าน และปราบทุจริตคอร์รัปชั่นใหม่ทั้งระบบ หากปล่อยให้การต้านทุจริต กลายเป็นการเมือง กลายเป็นธุรกิจ กลายเป็นการทำมาหากิน หาผลประโยชน์ของคนกลุ่มหนึ่ง ก็เท่ากับเกิดการฉ้อฉลซ้อนการทุจริตอีกต่อหนึ่ง ผลที่จะตามมาคือ สังคมประเทศจะคึกคักและเต็มไปด้วยกิจกรรมต้านทุจริต จัดอีเวนต์ ทำเสื้อยืด แต่การทุจริตคอร์รัปชั่นไม่มีใครแตะต้อง การสอบสวนล่าช้าขึ้นกับเป้าหมายทางการเมือง ก็เท่ากับว่าการต่อต้านทุจริต การปราบปรามทุจริตดังกล่าว กลายเป็นการส่งเสริมให้การทุจริตคอร์รัปชั่นยิ่งงอกงาม

เดลินิวส์: 'ต่อต้านทุจริต'ภารกิจไม่รู้จบ - เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2561

ถูกวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับภารกิจองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) โดยเฉพาะการตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองเมื่อไปเข้าร่วมกิจกรรมกับภาครัฐ ทำให้ภาครัฐเกิดความชอบธรรมทางสังคม แทนที่จะเป็นการตรวจสอบพฤติกรรมพฤติการณ์ที่น่าสงสัยสุ่มเสี่ยงต่อการทุจริตประพฤติมิชอบ กระนั้น ต้องยอมรับว่า 7 ปีที่ผ่านมาขององค์กรแห่งนี้นับแต่เริ่มภารกิจ เมื่อปี พ.ศ. 2554 ในชื่อ "ภาคีเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชั่น" ได้สร้างความตื่นรู้แก่ผู้คนในสังคมถึงพิษภัยและการที่ประเทศชาติต้องสูญเสียผลประโยชน์มากมายมหาศาลจากการทุจริตคอร์รัปชั่นในโครงการต่าง ๆ ของภาครัฐ ที่นับวันมีวิธีการที่สลับซับซ้อนและมูลค่าความเสียหายมากขึ้นเรื่อย ๆ

ความสำเร็จขององค์กรฯ ที่จับต้องได้ เริ่มตั้งแต่การมีส่วนร่วมผลักดันยกร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ให้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง ร่วมมือกับกระทรวงการคลังยกร่างพ.ร.บ.อำนวยความสะดวกในการพิจารณาขออนุญาตของทางราชการ พ.ศ. 2558 เปลี่ยนแปลงกระบวนการยุติธรรมด้วยการจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ การตัดสินนักโทษหนีคดีโดยไม่หมดอายุความ พิจารณาตัดสินคดีลับหลังได้ ลงโทษเอกชนที่ติดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐ จัดทำโครงการข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact) ช่วยประหยัดงบประมาณให้รัฐได้ถึง 108,584 ล้านบาท จัดตั้งและอบรมปฏิบัติการหมาเฝ้าบ้าน เครือข่ายตรวจสอบภาคประชาชนกว่า 700 คนทั่วประเทศ

ส่วนก้าวต่อไปจะมุ่งเน้นพัฒนาความสามารถในการตรวจสอบเปิดโปงการคอร์รัปชั่นด้วยงาน 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1) การผลักดันกฎหมาย การบังคับใช้ การตรวจสอบ การใช้กลไกที่ปฏิบัติได้จริง 2) การขยายเครือข่ายแนวร่วม ขยายผลการต้านโกงในทุกภาคส่วน และ 3) การจัดระบบการบริหารจัดการองค์กร ถือเป็นภารกิจท้าทายขององค์กรฯ และ 51 องค์กรสมาชิกที่มีหัวใจนักสู้ต่อต้านโกงทุกรูปแบบที่มิใช่การแสดงบทบาท "ร่วม" แต่ควรแสดงบทบาท "นำ" สร้างแรงกระเพื่อมในสังคมอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล

มิอาจปฏิเสธว่า 7 ปีขององค์กรฯ นี้กับภารกิจต่อ สู้ปัญหาเรื้อรังของชาติที่เป็นภัยร้ายแรงกัดกินประเทศสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจและสังคมมานานปีมีทั้งความสำเร็จและความล้มเหลว ที่น่าหวั่นวิตกคือภาพลักษณ์อิงแอบอำนาจรัฐด้วยการเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ หากทำเพื่อประโยชน์ของสังคมส่วนรวมและด้วยความบริสุทธิ์ใจ มิใช่การฟอกตัว การันตีความชอบธรรมให้บุคคลหรือกลุ่มบุคคลแล้ว เราเชื่อว่าผู้คนในสังคมสามารถใช้วิจารณญาณตัดสิน "ผิดถูก" ได้ และวันนี้ มิอาจมองข้ามคือการเตรียมความพร้อม ทั้งคน เครือข่าย งบสนับสนุน และเครื่องมือเครื่องไม้ เพื่อใช้ในงานตรวจสอบรับมือศึกเลือกตั้งและนักการเมืองขี้ฉ้อที่อาจหวนคืนอำนาจอีกครั้ง.

คอลัมน์ หุ้นส่วนประเทศไทย: การประมูลแหล่งบงกชและเอราวัณ - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2561

มนตรี ลาวัลย์ชัยกุล

รองกรรมการผู้จัดการใหญ่

กลุ่มงานกลยุทธ์และพัฒนาธุรกิจ

บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม หรือ ปตท.สผ.

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ผมเชื่อว่า เราคงพอจะได้ยินข่าวเรื่องของสัมปทานแหล่งบงกชและเอราวัณที่จะหมดอายุสัมปทานลงในปี 2565 และ 2566 นี้นะครับ ซึ่งคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ หรือ กพช. ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีมติเมื่อเดือน พ.ค. 2559 กำหนดให้ใช้วิธีจัดการประมูลเพื่อความโปร่งใสในการจัดการทรัพยากรของประเทศ

และเมื่อช่วงเดือน มี.ค.-เม.ย.ที่ผ่านมา กระทรวงพลังงานโดยกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติได้ออกประกาศเรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการยื่นคำขอ การพิจารณา และได้รับสิทธิเป็นผู้รับสัญญา แบ่งปันผลผลิต สำหรับแปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทย หมายเลข G1/61 และ G2/61 หรือถ้าจะเรียกง่ายๆ ก็คือ ทีโออาร์ของการประมูลแหล่งเอราวัณและแหล่งบงกช ตามลำดับ

ล่าสุดเมื่อปลายเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา ปตท.สผ.ได้ยื่นขอประมูลสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมทั้งแหล่งเอราวัณและบงกช โดยในส่วนของแหล่งเอราวัณนั้น ปตท.สผ.ได้ยื่นประมูลร่วมกับบริษัท MP G2 (Thailand) ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มมูบาดาลา ปิโตรเลียม ในสัดส่วน 60% และ 40% ตามลำดับ ขณะที่แหล่งบงกชนั้น ปตท.สผ.ยื่นประมูลเอง 100%

ความคืบหน้าดังกล่าวเริ่มเป็นที่สนใจของผู้คนทั้งในและนอกแวดวงพลังงาน ส่วนหนึ่งเพราะสื่อมวลชนได้ให้ข้อมูลที่พูดถึงความสำคัญของแหล่งก๊าซธรรมชาติบงกชและเอราวัณ โดยแหล่งก๊าซธรรมชาติทั้งสองแหล่งเปรียบเสมือนเส้นเลือดหลักที่หล่อเลี้ยงประเทศ เนื่องจากมีปริมาณการผลิตประมาณ 60% ของปริมาณก๊าซธรรมชาติที่ผลิตได้ในประเทศ ใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าและเป็นวัตถุดิบของการพัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในประเทศเป็นหลักมาเป็นเวลากว่า 30 ปี

ดังนั้น การที่รัฐบาลต้องทำให้การผลิตก๊าซธรรมชาติจากทั้งสองแหล่งดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญต่อประเทศมากครับ

ในฐานะที่ ปตท.สผ.เป็นผู้ดำเนินการในแหล่งก๊าซธรรมชาติบงกชในปัจจุบัน และยังเป็นหนึ่งในผู้เข้าร่วมประมูลสัมปทานแหล่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยที่กำลังจะหมดอายุนั้น

เรามองว่ารายละเอียดในทีโออาร์ที่รัฐบาลประกาศออกมานั้น ให้ความสำคัญกับเรื่องความต่อเนื่องในการผลิตอย่างมาก การที่รัฐกำหนดในทีโออาร์เรื่องของความต่อเนื่องในการผลิตและปริมาณการผลิตขั้นต่ำ นับเป็นประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องโดยตรงต่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ

และยังส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม เนื่องจากก๊าซธรรมชาติจากทั้งสองแหล่งนี้มีความเกี่ยวข้องต่อความเป็นอยู่ของประชาชน และอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่นๆ ภายในประเทศมากมาย

นั่นหมายถึงว่าผู้ชนะการประมูลที่มีขีดความสามารถทางเทคนิค ต้องมีความเข้าใจการพัฒนาแหล่งปิโตรเลียมในอ่าวไทยเพื่อรักษาระดับการผลิตให้ได้ตามที่รัฐกำหนด จึงเป็นสิ่งสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าข้อเสนอที่เป็นผลประโยชน์ทางตัวเลข ถึงแม้จะมีการกำหนดค่าปรับถ้าไม่สามารถผลิตได้ในปริมาณขั้นต่ำก็ตาม

และนี่คงเป็นเหตุผลที่รัฐกำหนดว่าจะพิจารณาข้อเสนอที่เป็นผลประโยชน์ตอบแทนรัฐและการจ้างพนักงานคนไทย ก็ต่อเมื่อผู้ประมูลมีข้อเสนอทางเทคนิคที่สมเหตุสมผลและปฏิบัติได้จริง

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ เรื่องค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนแท่นและท่อในทะเลที่ผู้รับสัมปทานปัจจุบันต้องโอนให้รัฐเมื่อสิ้นสุดอายุสัมปทาน ถ้ารัฐเห็นว่ายังใช้งานได้ ในส่วนของแท่นและท่อที่รัฐไม่รับโอน

ผู้รับสัมปทานปัจจุบันมีหน้าที่รื้อถอนสิ่งติดตั้งเหล่านั้นออกไป ซึ่งการที่รัฐกำหนดให้มีการแบ่งความรับผิดชอบดังกล่าวระหว่างผู้รับสัมปทานปัจจุบันและผู้ชนะการประมูลตามสัดส่วนการใช้ประโยชน์ ถือว่าเป็นไปตามหลักการและหลักปฏิบัติสากลในธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ทำให้การประมูลนี้โปร่งใสและเป็นธรรม เพราะในการลงทุนสร้างสิ่งติดตั้งใดๆ เป็นปกติที่ ผู้ลงทุนต้องรวมมูลค่าของการรื้อถอนเป็นส่วนหนึ่งของแผนการลงทุนตั้งแต่แรกบนการคาดการณ์ประโยชน์ที่จะได้รับ

ในฐานะที่ ปตท.สผ.ได้รับมอบหมายจากภาครัฐให้เป็นกลไกที่สำคัญในการเป็นผู้ลงทุนด้านการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมนั้น การเข้าไปร่วมประมูลแหล่งสัมปทานก๊าซธรรมชาติที่กำลังจะหมดอายุ ไม่เพียงแต่จะมี เป้าหมายเพื่อรักษาฐานการลงทุนในประเทศเท่านั้น แต่เรายังถือว่าเป็นหน้าที่ที่สำคัญยิ่งที่เราควรจะต้องเข้าไปมีบทบาทในแหล่งก๊าซธรรมชาติหลักของประเทศ

ผมเชื่อว่าทุกฝ่ายต้องการให้การประมูลเสร็จสิ้นตามแผนงานที่รัฐบาลกำหนดไว้ เพราะนอกเหนือจากประเด็นเรื่องความมั่นคงทางพลังงาน และการมีก๊าซราคาที่เหมาะสมใช้ภายในประเทศแล้ว ผลประโยชน์ทางการเงินที่ผู้ชนะการประมูลเสนอให้รัฐ ไม่ว่าจะเป็นส่วนแบ่งกำไรให้รัฐ (Profit Split) เงินให้เปล่าหรือโบนัส ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม ล้วนเป็นรายได้หลักที่สำคัญที่รัฐนำมาใช้ในการพัฒนาประเทศ

นอกจากนี้ การลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวข้องต่างๆ รวมถึงรายได้จากการลงทุนนี้จะทำให้เกิดการหมุนเวียนของเม็ดเงินจำนวนมหาศาลภายในประเทศ อีกทั้งยังสามารถสร้างความมั่นคงในการจ้างงานและการพัฒนาบุคลากรไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเราให้เดินต่อไปได้อย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

'ธรรมาภิบาล' พูดน่ะง่าย แต่ทำยาก - บางกอกทูเดย์ ฉบับวันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2561

หลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศชัดว่าสนใจงานทางการเมือง พรรคพลังประชารัฐซึ่งถูกมองว่าเป็นพรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นฐานรากในการหนุนส่งให้ พล.อ.ประยุทธ์ สามารถที่จะขึ้นเป็นนายกฯได้ต่อไปโยไม่ต้อแงผ่านระบบเลือกตั้ง แต่ใช้การอาศัยช่องทางที่รัฐธรรมนูญปี 2560 ที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ที่ตั้งขั้นมาโดย พล.อ.ประยุทธ์ และ คสช. ได้เปิดทางเอาไว้ให้ในรูปแบบของนายกฯ คนนอกนั่นเอง

การเปิดตัวของพรรคพลังประชารัฐจึงถูกจับตามองว่า จะแบไต๋หมดเปลือกหรือไม่ว่า มีใครในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ เข้าร่วมบ้าง โดยเฉพาะนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจของ พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งเป็นเจ้าของคอนเนคชั่นกับรัฐมนตรีเศรษฐกิจในโควต้า

และแม้กระทั่งกลุ่มการเมืองสามมิตร ที่มีนายสมศักดิ์ เทพสุทิน และนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นผู้อยู่เบื้องหน้าในการออกโรง แต่ก็เป็นที่รู้ๆ กันอยู่ว่า มิตรคนที่สาม ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นนายสมคิด นั่นเอง

ซึ่งในวันที่ 29 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันประชุมพรรคพปชร. ก็เป็นวันเฉลยปริศนาเฟสแรก เพราะบรรดาคนที่ถูกคาดหมายว่าจะเข้าพรรค ไม่ว่าจะเป็น นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ที่คาดว่าจะมาเป็นหัวหน้าพรรค นาย สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่เล็งว่าจะเป็นเลขาธิการพรรค นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่คาดหมายว่าจะเป็นรองหัวหน้าพรรค และนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่เชื่อว่าจะมาเป็นโฆษกพรรค ก็มากันครบ

แถมยังมีบุคคลในข่าว อย่าง นายอิทธิพล คุณปลื้ม ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายอนุชา นาคาศัย อดีต ส.ส. ชัยนาท พรรคไทยรักไทย นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ อดีต ส.ส. ชลบุรี พรรคประชาธิปัตย์ และนายพงษ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ หลานนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แกนนำกลุ่มสามมิตร

รวมถึงอดีต ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ กลุ่มแกนนำม็อบ กปปส. ที่เข้าไปจิบน้ำชาในทำเนียบกับ นายสมคิด แล้วต่อมาได้รับการแต่งตั้งทางการเมืองให้เข้ามามีตำแหน่งในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ว่าจะเป็น นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง นายสกลธี ภัททิยกุล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ อดีตผู้อำนวยการพรรคประชาธิปัตย์ ก็มาร่วมด้วยเช่นกัน

การเปิดหน้าในเฟสแรก ไม่ได้สร้างความประหลาดใจให้กับคอการเมือง เพราะเป็นเรื่องที่รู้ๆ กันชัดเจนอยู่แล้ว ถึงบทบาทในการเป็นพรรคการเมืองนั่งร้านให้กับ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง เพื่อที่จะอยู่ต่อไปอีกสมัย

สิ่งที่เกิดขึ้นจึงกลายเป็นเสียงสะท้อนเกี่ยวกับความเหมาะสม เกี่ยวกับการเอาเปรียบ การได้เปรียบเสียเปรียบกับพรรคการเมือง และแม้กระทั่งธรรมาภิบาลทางการเมือง

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการเปิดตัว4 รัฐมนตรีเป็นผู้บริหารพรรคพปชร. ว่า เป็นเรื่องที่ไม่เกินความคาดหมาย เพราะมีความใกล้ชิดกับนายสมคิด ซึ่งเคลื่อนไหวสอดคล้องกับ พล.อ.ประยุทธ์ และเป็นที่รับรู้โดยทั่วไปว่าตั้งพรรคเพื่อรองรับการทำงานการเมืองของพล.อ.ประยุทธ์ แม้จะปฏิเสธเรื่องนี้ แต่สิ่งที่เป็นห่วงคือรัฐมนตรีทั้ง 4 คน หรือบุคคลใดที่ยังอยู่ในรัฐบาล จึงต้องระมัดระวังการใช้อำนาจหน้าที่ในรัฐบาลไปใช้ประโยชน์ทางการเมือง เพื่อปูทางไปสู่การหาคะแนนนิยมให้กับตัวเองและพวกพ้อง เพราะใกล้จะมีการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประเทศไทย จึงต้องทำให้การเลือกตั้งได้รับการยอมรับจากสังคมทุกภาคส่วน

ส่วนที่มีคนของพรรคประชาธิปัตย์ไปร่วมงานการเมืองกับพรรคพลังประชารัฐด้วย นายองอาจ กล่าวว่า การตัดสินใจการเมืองเป็นสิทธิ์ของแต่ละบุคคล จึงขออวยพรให้โชคดีในการทำงานทางการเมืองต่อไป และเชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อการเลือกตั้งใน กทม.ของพรรคประชาธิปัตย์ เพราะมีคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ที่พร้อมเข้ามาทำงานการเมืองในนามพรรคประชาธิปัตย์จำนวนมาก

ซึ่งแน่นอนว่า เสียงสะท้อนเช่นนี้ไม่ได้มีแค่พรรคประชาธิปัตย์ แต่แทบจะมาทุกพรรคเลยก็ว่าได้ แถมไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่ว่า เป็นการเอารัดเอาเปรียบพรารคอื่นหรือไม่ เพราะตอนนี้พรรคอื่นถูกคำสั่ง คสช. ล็อก ทำให้หาเสียงไม่ได้ แต่ในส่วนของรัฐบาล ใช้ฐานะรัฐมนตรีทำกิจกรรมทางการเมองได้ในฐานะรัฐบาล แม้จะอ้างว่าไม่เป็นการหาเสียง

แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ต่างกับการหาเสียงอยู่ดี ดังนั้นเสียงสะท้อนจึงเลยไปไกลถึงว่า ทั้ง 4 รัฐมนตรี ควรจะลาออกจากตำแหน่ง

นายสนธิรัตน์ ก็ได้ออกมาตอบถึงกระแสกดดันให้ลาออกหลังจากเปิดตัวรับตำแหน่งเลขาธิการพรรค ว่า เคารพความเห็นซึ่งกันและกัน หลังจากตัดสินใจลงสนามการเมือง ไม่ใช่เรื่องที่สบายใจ อยู่ในสถานการณ์แบบนี้ทำงานยาก ต้องพิสูจน์ตัวเอง

"ผมจะลาออกเมื่อไหร่ มีช่วงเวลาอยู่ในใจแล้ว เราจะทำให้ดีกว่ามาตรฐานเดิมที่เคยมีมา และเราตระหนักดีว่าอะไรควร ไม่ควร" นายสนธิรัตน์ กล่าว และว่า เรื่องการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร จะต้องพิจารณาความเหมาะสมอีกครั้งว่าจะต้องร่วมประชุมตามปกติหรือไม่

ส่วนเรื่องกระแสตอบรับหลังเปิดตัวนั้น นายสนธิรัตน์ กล่าวว่ากระแสตอบรับดีหรือไม่อยู่ที่คำตอบจากสื่อมวลชน ส่วนนโยบายพรรคพปชร. ตอนนี้ขอให้รอก่อน ทั้งนโยบาย และบุคลากรของพรรคล้วนมีความรู้ความสามารถ เราต้องการให้เห็นว่าการเมืองเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกัน ส่วนกรณีที่นายสมคิด ระบุว่า 4 รัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องลาออกนั้น ถือเป็นกำลังใจที่ดีจากผู้บังคับบัญชา

นายสนธิรัตน์ ยังได้กล่าวถึงกระแสที่กลุ่มสามมิตรจะมาร่วมกับพรรคพปชร. และต่อมามีกระแสว่าจะไม่มาร่วมกับพรรคแล้ว ว่า สื่อน่าจะทราบกันหมดแล้ว พร้อมถามกลับว่า

"แล้วพรรคสามมิตรจะตั้งพรรคหรือไม่"ซึ่งนายกอบศักดิ์ ว่าที่โฆษกพรรคพปชร. ได้กล่าวถึงกรณีที่มีเสียงเรียกร้องจากหลายฝ่ายให้ 4 รัฐมนตรีลาออกจากตำแหน่งเพื่อไม่ให้เกิดการเอาเปรียบพรรคอื่นๆ ว่า ขอยืนยันตามที่นายอุตตม ว่าที่หัวหน้าพรรคประกาศไว้ว่า เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมจะมาสวมหมวกเพียงใบเดียว คือ พปชร.

ส่วนที่เกรงกันว่า 4 รัฐมนตรีของพรรคจะใช้อำนาจเอาเปรียบคู่แข่งทางการเมืองนั้น นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า นายอุตตม นาย สนธิรัตน์ และ นายสุวิทย์ ยืนยันว่าจะไม่ใช้เวลารวมถึงการทรัพยากรต่างๆ ของรัฐเอาเปรียบพรรคอื่นๆ มั่นใจว่าจะทำให้โปร่งใสและตรวจสอบได้

ขณะที่ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ซึ่งถูกมองว่าอยู่หลังฉากในเรื่องนี้ทั้งหมด ก็ได้กล่าวถึงกรณีพรรคการเมืองอื่นเรียกร้องให้นายอุตตม นายสนธิรัตน์ นายสุวิทย์ และนายกอบศักดิ์ ลาออก ว่า ยอมรับว่าลูกทีมเศรษฐกิจ 4 รัฐมนตรี มีการศึกษาดี เป็นผู้มีความรู้ ความสามารถ อยู่ในทีมเศรษฐกิจร่วมกันเป็นเวลานาน บุคคลเหล่านี้ตั้งใจทำงานการเมือง มองว่าไม่เอาเปรียบทางการเมือง เพราะมีระบบตรวจสอบหลายด้านอยู่แล้ว

อีกทั้งถือว่าทั้ง 4 คน มีคุณภาพ หากจะเข้ามาทำงานทางการเมืองให้เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น จึงเป็นสิ่งที่ควรจะสนับสนุนใช่หรือไม่ เชื่อว่า หากถึงเวลาที่เหมาะสม รัฐมนตรีทั้ง 4 จะพิจารณาการลาออกเอง แต่ในระหว่างนี้ก็ต้องทำงานไปก่อน การดำเนินการทุกอย่างสามารถตรวจสอบได้ หากรัฐมนตรีทำสิ่งไหนไม่ถูกต้อง

"เมื่อกฎหมายไม่ได้ห้าม ก็ถือว่ายังสามารถทำหน้าที่ต่อไปได้ และสื่อมวลชนก็สามารถติดตามได้เช่นกัน การจะให้รัฐมนตรีลาออกในขณะนี้ ก็อาจจะขาดความต่อเนื่องในการผลักดันโครงการต่างๆ ที่เกิดขึ้น" นายสมคิด กล่าวส่วน อนาคตทางการเมืองจะไปร่วมงานกับพรรคพปชร.หรือไม่นั้น นายสมคิด กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้ตัดสินใจ หรือวางตัวเองไว้ตรงไหน เพราะอายุมากแล้ว เห็นว่าช่วงนี้เป็นช่วงเวลาของคนรุ่นใหม่

"ผมไม่ใช่กุนซือของพรรคพปชร. แต่เป็นนายสมคิด ที่หากใครคิดว่า ยังใช้ประโยชน์ได้ ก็พร้อมที่จะทำเพื่อบ้านเมือง เท่าที่แรงจะยังมีอยู่"

ส่วนที่ นายสนธิรัตน์ ระบุว่า นายสมคิดเป็นที่ปรึกษาทางใจนั้น นายสมคิด กล่าวว่า ส่วนตัวเป็นที่ปรึกษาทางใจให้กับทุกคน จำนวนมาก เพราะมีลูกศิษย์มาก เมื่อใครเข้ามาพบ ก็จะให้คำแนะนำ ชี้ช่องทางในการดำเนินชีวิตไปในทิศทางที่ดี

ส่วนพรรคพปชร. จะเป็นพรรคที่น่าสนใจและมีชื่อเสียง เหมือนพรรคไทยรักไทยในอดีตหรือไม่นั้น นายสมคิด กล่าวว่า ไม่ทราบ แต่เห็นว่าทุกพรรคเป็นทางเลือกให้กับประชาชนทั้งสิ้น

ต่อกระแสข่าวว่าจะมีการเสนอชื่อนายสมคิด เป็น 1 ใน 3 บัญชีรายชื่อนายกรัฐมนตรีของพรรคพลังประชารัฐ นายสมคิด กล่าวทันทีว่า

"อย่าไปจินตนาการมากไปขนาดนั้น"ด้านนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการวางตัวของ 4 รัฐมนตรี ที่ไปเป็นสมาชิกพรรคพปชร. ว่า เรื่องนี้เคยมีการพูดในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เป็นเพียงการชี้แจงกับคณะรัฐมนตรีทั่วไป ถึงการระมัดระวังตัวไม่ว่าจะลงรับสมัครรับเลือกตั้งหรือไม่ก็ตาม ในช่วงเวลาเลือกตั้ง ซึ่งเมื่ออยู่นอกเวลาราชการสามารถดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้ เพราะแต่ละคนมีเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญในการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองและทำกิจกรรมทางการเมือง แต่หากเป็นเรื่องผิดกฎหมายไม่สามารถทำได้ ส่วนเรื่องความเหมาะสมจะต้องพิจารณา ร่วมกับหัวหน้ารัฐบาลว่ากระทบกับการทำงานในฐานะรัฐบาลหรือไม่ รวมถึงต้องระมัดระวังไม่นำคนของทางราชการ ทรัพย์สิน งบประมาณ ไปใช้จ่ายในการหาเสียง เชื่อว่ารัฐมนตรีรู้ดีว่าควรปฏิบัติตัวอย่างไร

ส่วนประเด็นการเดินทางไปประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร ยังสามารถทำได้หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า สามารถประชุม ครม.สัญจรได้ตามปกติ เนื่องจากมีรัฐมนตรีเพียง 4 คนเท่านั้นที่เข้าร่วมงานการเมือง หากมีความจำเป็นก็จะต้องลงพื้นที่ แต่หากไม่มีความจำเป็นก็ไม่ต้องไป มีการระบุในปฏิทินไว้หมดแล้วว่าคณะรัฐมนตรีต้องลงพื้นที่ใดบ้าง และรัฐบาล คิดว่าการบริหารราชการแผ่นดินเป็นสิ่งที่สำคัญกว่า เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายและโรดแม็ป ไม่ให้ประเทศหยุดชะงัก อย่าวิตกกังวลหรือวิจารณ์มาก

ขณะที่ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึง 4 รัฐมนตรีในรัฐบาลที่ไปร่วมงานกับพรรค พปชร. ว่า เรื่องนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ได้แสดงความห่วงใยไปแล้ว ส่วน 4 รัฐมนตรีจะต้องระมัดระวังในการทำหน้าที่เพิ่มขึ้นหรือไม่นั้น ต้องดูที่ตัวบทกฏหมาย และคิดว่าทุกคนอย่าไปคิดเอาเองว่าสิ่งไหนถูก สิ่งไหนผิด ให้ไปดูว่าทั้งหมดทำถูกกฏหมายหรือไม่ สิ่งนี้น่าจะเป็นตัวชี้วัดได้ดีที่สุด

ส่วน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวง มหาดไทย ปฏิเสธแสดงความเห็นกรณี 4 รัฐมนตรี เปิดตัวร่วมงานกับพรรคการเมือง โดยกล่าวว่า ทุกคนสามารถรับผิดชอบงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นเรื่องที่รัฐมนตรีจะพิจารณาเอง ทั้งเรื่องกฎหมายและความเหมาะสม เรื่องนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมของรัฐบาล ที่ผ่านมารับทราบการเปิดตัวของทุกพรรคการเมือง ไม่ใช่เฉพาะแค่พรรคพปชร. เท่านั้น และขณะนี้ยังไม่มีพรรคไหนพูดถึงนโยบายการแก้ไขปัญหาให้กับประเทศชาติ มีแต่เสียงวิพากษ์วิจารณ์กันเท่านั้น

นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ก็กล่าวถึงกรณีนายอิทธิพล คุณปลื้ม ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ไปดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคการเมือง ว่า เป็นเรื่องธรรมชาติ ส่วนจะฝากให้ระมัดระวังเรื่อใดหรือไม่นั้น คงไม่ เพราะนายอิทธิพลอยู่ในแวดวงการเมืองมากกว่าตน

ประเด็นการจับตามอง จึงมาอยู่ที่คนชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นั่นเอง ว่าจะมีท่าทีอย่างไร

ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ ก็ได้กล่าวถึงกรณีที่ 4 รัฐมนตรี ว่า ได้ย้ำเตือนในที่ประชุม ครม. ไปแล้วว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนตัว แต่ขออย่าทำให้การบริหารราชการแผ่นดินเสียหาย ซึ่งรัฐมนตรีทั้ง 4 คน ไม่ได้มีอำนาจในการตัดสินการบริหารงานของรัฐบาลทั้งหมด แต่มติ ครม. ใดๆ ก็ตาม ต้องเป็นการพิจารณาร่วมกันของคณะรัฐมนตรี ซึ่งเชื่อว่าคงจะไม่เป็นการไปเอื้อประโยชน์ให้กับใครทั้งสิ้น

"ขออย่าวิพากษ์วิจารณ์ว่า อาจจะเกิดการเอื้อประโยชน์ให้ใคร รัฐมนตรีทุกคน จำเป็นต้องทำหน้าที่ดูแลประชาชนต่อไป และสานต่องานที่ทำอยู่ คงไม่ได้ไปเอื้อประโยชน์อะไรกับใครทั้งสิ้น ไม่ได้

เอื้อประโยชน์อย่างเช่นที่ผ่านมา หรือเปล่าก็ไม่รู้นะ เพราะหลายคนออกมาพูดว่าจะเกิดอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วเคยเกิดขึ้นบ้างหรือเปล่า แล้วใครเป็นคนทำ ถ้าไม่มีก็แล้วไป แต่ขอร้องอย่ามาอ้างว่า วันนี้จะมีการทำอย่างนั้นอย่างนี้ รัฐบาลนี้ไม่ได้มุ่งหวังให้เกิดการเอื้อประโยชน์อยู่แล้ว" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวส่วนประเด็นที่ว่า แม้การไปทำงานการเมืองจะเป็นเรื่องส่วนตัว แต่มีกระแสดันให้ 4 รมต. ลาออก เพื่อความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย พล.อ.ประยุทธ์ ย้อนถามว่า กฎหมายเขาว่าอย่างไร ก่อนหน้านั้นเขาทำอย่างไรกัน ในอดีตเคยมีรัฐมนตรีที่ยังปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างนี้หรือไม่ ขออย่านำเรื่องธรรมาภิบาลมาอ้างกับรัฐบาลนี้ พร้อมถามกลับว่า

"ผมเป็นรัฐบาลที่ผมต้องบอกว่ามีธรรมาภิบาล สมัยที่คุณเป็น คุณมีธรรมาภิบาลหรือเปล่า ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน"

ส่วนการแต่งตั้งนายสนธยา คุณปลื้ม เป็นนายกเมืองพัทยา อาจเป็นการเอื้อประโยชน์คดีกำนันเป๊าะ ซึ่งเป็นบิดาหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า การแต่งตั้งใครเข้ามา ไม่มีการ เอื้อประโยชน์ให้กับใครทั้งสิ้น ซึ่งเรื่องนี้ตนเคยพูดหลายครั้งแล้ว อย่าถามประเด็นนี้อีก

นายราเมศ รัตนะเชวง รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ และนายสมคิด ออกมายืนยันว่า 4 รัฐมนตรีที่เข้าไปเป็นแกนนำพรรคไม่ต้องลาออกจากตำแหน่ง ซึ่ง 1 ใน 4 รัฐมนตรีได้ออกมายืนยันว่าไม่ต้องลาออกและตัวเองมีมาตรฐานสูงกว่านักการเมือง ว่า ที่ผ่านมา รัฐบาลประกาศเจตนาของการปฏิรูปการเมืองว่าอยากเห็นการเมืองที่โปร่งใส ซึ่งเราก็อยากเห็นการเมืองที่ดี และนายกรัฐมนตรี ควรจะเป็นตัวอย่างที่ดี หากบอกว่าการกระทำเช่นนี้มีธรรมาภิบาลสูง การเลือกตั้งครั้งหน้าก็ควรจะต้องส่งคนที่มีธรรมาภิบาลเทียบเท่ากันเข้ามาลงสมัครรับเลือกตั้ง

"หาก 4 รัฐมนตรีไม่ลาออกจากตำแหน่ง ก็ไม่ควรที่จะใช้อำนาจหน้าที่เอาเปรียบคนอื่น ต้องทำการเมืองให้โปร่งใส สุจริต เกิดความเท่าเทียมกัน และไม่ใช้อำนาจหน้าที่ไปช่วยพรรคหาเสียง เพราะถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่มีธรรมาภิบาล" นายราเมศ กล่าวขณะที่ น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา หรือโบว์ กล่าวว่า ไม่ว่าวันเลือกตั้งจะถูกเลื่อนออกไปหรือไม่ สิ่งที่สำคัญไม่แพ้วันเลือกตั้งคือจะทำอย่างไรให้การเลือกตั้งครั้งนี้เสรีและเป็นธรรมให้ได้มากที่สุดภายใต้ข้อจำกัดและเงื่อนไขทุกอย่างที่มี วันนี้สังคมคงเห็นว่าการโกงการเลือกตั้งได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ในกรณีที่มีคนในรัฐบาลไปเข้าร่วมกับพรรคการเมืองที่มีแนวทางสนับสนุนการสืบทอดอำนาจของ พล.อ.ประยุทธ์ ทั้งที่รัฐบาลนี้มีที่มาจากการรัฐประหารและมีมาตรา 44 ให้อำนาจตามอำเภอใจ

"การเรียกร้องให้ 4 รัฐมนตรีลาออกคงน้อยเกินไป วันนี้พล.อ.ประยุทธ์ ควรต้องลาออกจากการเป็นนายกฯด้วย"

ส่วน นายวีระ สมความคิด กล่าวว่า แม้จะอ้างว่าไม่ผิดกฎหมายแต่มีสิ่งที่เรียกว่าจริยธรรมอยู่ การใช้ข้อได้เปรียบทางการเมืองในลักษณะนี้โดยที่มีโครงการของรัฐบาลชื่อประชารัฐอยู่ ย่อมทำให้ประชาชนเกิดความสับสน ผู้ดำรงตำแหน่งในรัฐบาลจึงควรลาออกเพื่อไม่ให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อนกัน

"อย่างพล.อ.ประยุทธ์ นอกจากตำแหน่งนายกฯ แล้ว ควรต้องลาออกจากการเป็นหัวหน้า คสช. ด้วย เพราะนั่นคือปืนที่ถืออยู่" นายวีระ กล่าวดูเหมือนว่าเรื่อง ธรรมาภิบาลทางการเมืองที่ระงมอยู่ในเวลานี้ สะท้อนชัดเจนว่า การพูดนั้นง่าย แต่การที่จะลงมือทำ กลับดูเหมือนช่างแสนยากเย็น ทำให้ความหวังในการที่จะปฏิรูปการเมือง หรือใครก็ตามที่อ้างว่าจะเข้ามาปฏิรูปการเมือง กลายเป็นถูกพิสูจน์ความจริงใจเสียเอง

เพราะหากยังใช้การย้อนถามกลับว่า แล้วในอดีตมีธรรมมาภิบาลหรือไม่ ถ้าอดีตดูด ส.ส. ได้ ถ้าอดีตไม่มีธรรมาภิบาลในการแต่งตั้งคน ในการเลือกขั้วแบ่งข้าง ก็แปลว่าปัจจุบันทำได้เช่นกัน

แล้วแบบนี้จะเรียกว่ามีการปฏิรูปทางการเมืองเกิดขึ้นได้ออย่างไร

คอลัมน์ ชกคาดเชือก: เครื่องมือการเมืองเรื่องต้านทุจริต - มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2561

วงค์ ตาวัน

พอใกล้จะเลือกตั้ง เหล่าประชาชนผู้หวงแหนในสิทธิเสรีภาพทางการเมืองที่เคยอยู่ในมือของทุกคนแล้วจู่ๆ ต้องสูญเสียไป ด้วยเหตุการณ์ในช่วงปลายปี 2556 ถึงต้นปี 2557 ทำให้บ้านเมืองไร้ประชาธิปไตย ฉุดสังคมให้ถอยไปสู่ความล้าหลังมายาวนานกว่า 4 ปี ทำให้ต้องนึกทบทวนถึงปมปัญหาในสังคมไทยเรา ทำอย่างไรเราจึงจะพ้นจากวงจรความล้าหลังเหมือนพายเรือวนในอ่างเช่นนี้ไปได้

จนเมื่อไม่นานมานี้ ในการเสวนาครบรอบ 70 ปี คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในการบรรยายของศาสตราจารย์โยชิฟูมิ ทามาดะ แห่งมหาวิทยาลัยเกียวโต หัวข้อ "AntiCorruption Politics สู้กับทุจริตเพื่ออะไร" ได้ให้ข้อสรุปที่แหลมคมประการหนึ่งว่า ปัญหาใหญ่กว่าการทุจริต คือการต่อต้านทุจริต เพราะมีการนำมาใช้เป็นเครื่องมือทำลายประชาธิปไตยไทย!!

นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเกียวโตกล่าวว่า การทุจริตเป็นปัญหาใหญ่ แต่การต่อต้านการทุจริตเป็นปัญหาใหญ่กว่าเมื่อมีการทำลายประชาธิปไตย เมืองไทยในปัจจุบัน การทุจริตเป็นต้นเหตุของเผด็จการทหาร เพราะเขาอ้างว่าทำเพื่อปราบปรามทุจริต

กปปส.อ้างความร้ายแรงของการทุจริต เรียกร้องการแก้ปัญหาและการปฏิรูป โดยคนดีเหล่านี้ปฏิเสธทั้งทักษิณและประชาธิปไตย

The Asia Foundation ได้สำรวจความเห็นผู้เข้าร่วม กปปส. ส่วนใหญ่อธิบายการมาชุมนุมว่าเพื่อทำลายระบอบทักษิณ เพื่อปฏิรูประบบการเมือง เพื่อล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เมื่อถามว่าการปฏิรูปคืออะไร ส่วนใหญ่ตอบว่าปฏิรูปเรื่องการทุริต และทักษิณทุจริตต้องกำจัด

ถ้าเปรียบการทุจริตเป็นโรคมะเร็ง แต่การฆ่าผู้ป่วยไม่ใช่ทางที่ดี หากเข้าใจเรื่องการทุจริตไม่ดีพอ เราจะถูกใช้เป็นเครื่องมือทำลายประชาธิปไตยง่ายขึ้น เมื่อการทุจริตถูกใช้เป็นเครื่องมือการเมือง และถึงที่สุดก็ปฏิเสธการเมือง!

จากข้อมูลของนักวิชาการญี่ปุ่น ระบุถึงภาพรวมของการต่อต้านคอร์รัปชั่นว่า กระแสต่อต้านการทุจริตทั่วโลกรุนแรงขึ้นใน 30 ปีที่ผ่านมา

คอร์รัปชั่นเกิดเป็นศัตรูใหม่ในยุคหลังสงครามเย็น เมื่อไม่มีคอมมิวนิสต์จึงต้องมีศัตรูใหม่เพื่อจับมือกันต่อสู้ เพื่อผู้ดำเนินการจะเกิดศีลธรรม

ขณะที่ปัญหาคือการต่อต้านทุจริตไทย ได้เป็นส่วนหนึ่งของการเมือง เช่น กระบวนการยุติธรรมมีลักษณะเลือกปฏิบัติ การทุจริตเป็นข้ออ้างต่อต้านประชาธิปไตย อีกทั้งไทยมีการปราบปรามการทุจริตที่ไม่เท่าเทียมกันและไม่เสมอกันเมื่อเทียบกับต่างชาติ

โดยยกตัวอย่างคดีจัดซื้อรถดับเพลิง กทม. คดีมิตซูบิชิกับโรงไฟฟ้า

รวมถึงกรณีจีที 200 รัฐบาลไทยซื้อมาจำนวนมากโดยเฉพาะกองทัพบก การใช้งานเกิดปัญหาตั้งแต่ปี 2551 จนอังกฤษห้ามส่งออกปี 2553 และลงโทษผู้ผลิตปี 2556 แต่ ป.ป.ช.ทำงานช้ามาก ล่าสุดกรรมการ ป.ป.ช.บอกว่า "เครื่องนี้เป็นความเชื่อเหมือนพระเครื่อง ฉะนั้น มีประโยชน์"

มีบทความของบีบีซี เทียบคดีจีที 200 กับจำนำข้าว ซึ่งจำนำข้าวความคืบหน้ารวดเร็วมาก มีการลงโทษไปแล้ว หรือในกรณีการขายข้าวแบบจีทูจีปลอมนั้น ที่มีการซื้อแพงขายถูกแล้วรัฐบาลขาดทุน ถ้าคิดแบบญี่ปุ่นไม่ผิดกฎหมาย เพราะถือเป็นนโยบายสังคม (Social Policy) ค่าข้าวถึงมือชาวนาแล้วเรียกค่าเสียหายกับนายกฯ ได้อย่างไร

การเล่นการเมืองกับการทุจริต คือการตราหน้าว่าทุจริต เพื่อเรียกความชอบธรรมต่อการกระทำที่ผิดกติกา มีอะไรก็ตราหน้าว่าการทุจริตหมด ไม่ชอบนักการเมืองก็ว่าทุจริต

นักวิชาการญี่ปุ่นตั้งคำถามด้วยว่า แล้วองค์กรต่อต้านการทุจริตเชื่อถือได้แค่ไหน เมื่อองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่นไทยแถลงว่าให้คะแนนร้อยเปอร์เซ็นต์ในความตั้งใจปราบปรามทุจริตในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์!?!

คนที่ศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองไทยมายาวนานจะรู้ดีว่า ก่อการล้มประชาธิปไตยทุกครั้ง จะมีการสร้างกระแสโจมตีความเลวร้ายของนักการเมืองเพื่อปูทางล่วงหน้า และมุขประจำก็คือ การโหมเรื่องคอร์รัปชั่น ย้อนไปในการรัฐประหาร ปี 2534 ก็ข้อหารัฐบาลบุฟเฟ่ต์คาบิเนต กินทั้งตามน้ำและทวนน้ำ แต่เบื้องหลังการยึดอำนาจ มีชนวนแตกหักจากเรื่องการแต่งตั้งอดีต ผบ.ทบ.เข้าไปนั่งในรัฐบาลนั่นเอง

ขณะที่ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยเกียวโต บรรยายว่า ประชาชนไทยที่สนับสนุนรัฐประหารสองครั้ง ปี 2557 และ 2549 เพราะหวังว่าทหารจะเข้ามาขจัดทุจริต และการเมืองจะเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น จึงนำมาสู่ข้อเสนอว่า ต้องแยกเรื่องการทุจริตกับ เรื่องประชาธิปไตย

เพราะการบอกว่าขจัดทุจริตแล้วจะเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นนั้นไม่จริง หรือบอกว่าเป็นประชาธิปไตยจะมีการทุจริตมากขึ้นก็ไม่เกี่ยวกัน ไม่มีการเลือกตั้งก็มีการทุจริต

เราควรไว้ใจประชาชนมากขึ้น การเลือกตั้งเป็นวิธีที่ตรวจสอบอำนาจที่ดีอันดับหนึ่ง ถ้าไม่มีการเลือกตั้งก็ไม่มีการตรวจสอบ การให้ประชาชนตรวจสอบ ไม่ได้หมายความว่าลงโทษ แต่คือการให้ ส.ส.สอบตก เป็นการลงโทษอย่างรุนแรงสำหรับนักการเมือง นั่นคือสาระสำคัญจากนักวิชาการญี่ปุ่นที่มองปัญหาของเมืองไทยได้ชัดเจนว่า ปัญหาใหญ่กว่าการทุจริต คือการต่อต้านทุจริต เพราะนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง!

คงไม่ได้หมายความว่านักวิชาการญี่ปุ่นจะรู้เรื่องการเมืองไทยดีกว่าคนไทย เพราะนักวิชาการไทย นักวิเคราะห์การเมืองไทยหลายต่อหลายคน ได้เคยเสนอปมประเด็นเช่นเดียวกันมาตลอด

โดยเห็นว่า การทุจริตเกิดขึ้นแน่นอนในทุกยุคทุกสมัย และต้องช่วยกันแก้ แต่ไม่ควรหลงเชื่อว่า มีแค่รัฐบาลนักการเมืองเท่านั้นที่โกงกิน

รัฐบาลที่ไม่ใช่นักการเมือง ไม่มีเรื่องอื้อฉาวเลยใช่ไหม คนที่อยากให้รัฐบาลรัฐประหารเข้ามาปราบคอร์รัปชั่น ถามตัวเองดูว่า 4 ปีมานี้ ไม่มีข่าวเรื่องอื้อฉาวเกิดขึ้นเลยหรือ!?

ดังนั้น การแก้คอร์รัปชั่น สำคัญสุดคือระบบตรวจสอบ ยิ่งในยุคที่ประชาชนตรวจสอบได้ง่าย ย่อมตรวจพบการทุจริตได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่า มีสภาผู้แทนฯ ที่เปิดอภิปรายซักฟอกรัฐบาล เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี ทำให้ทั้งสังคมได้รับรู้ อาจจะไม่มีพยานหลักฐานเอาผิดทางคดีก็ได้

แต่ถึงเวลาเลือกตั้ง ประเด็นนี้จะมีการนำมาขยายเพื่อให้ประชาชนได้มองเห็น และเพื่อตัดสินใจในการเข้าคูหากาบัตร

จริงอยู่ การตัดสินใจของชาวบ้านในวันเลือกตั้ง อาจจะเห็นแก่ประโยชน์ในด้านอื่นๆ มีปัจจัยอีกหลายด้านในการตัดสินใจ การเลือกตั้งที่ผ่านๆ มาอาจจะยังมีคุณภาพไม่ดีพอ แต่ถ้าประชาธิปไตยมีเวลาในการพัฒนา ทำให้ประชาชนร่วมเรียนรู้ และร่วมกันยกระดับการเมืองขึ้นไปเรื่อยๆ ในอนาคตเราก็จะมีประชาธิปไตยที่มีคุณภาพ

ทุกวันนี้เรามีสื่อมวลชน มีแหล่งเผยแพร่ข้อมูลในโลกออนไลน์มากมาย เข้าถึงประชาชนได้ง่าย

มีนักคิด นักวิชาการที่เป็นกลางบริสุทธิ์ ที่เสนอข้อเท็จจริงและแนวคิดหลักการให้สังคมได้เรียนรู้มากมาย ถ้าประชาธิปไตยไม่ถูกหาเรื่องล้มจนสะดุดบ่อยๆ ปล่อยให้เติบโตไปเรื่อยๆ สังคมไทยและประชาธิปไตยจะยกระดับขึ้นแน่นอน

สังคมไทยในวันนี้ มีประชาชนจำนวนไม่น้อยที่เชื่อในระบบเลือกตั้ง จึงไม่เคยเห็นด้วยกับการรัฐประหาร และเกิดกระแสต้านการล้มประชาธิปไตยจากคนฝ่ายเสรีนิยม ฝ่ายนักประชาธิปไตยมาตลอด

แต่ก็มีประชาชนอีกส่วน ที่อาจจะมีผลประโยชน์ทางชนชั้นในฐานะคนชั้นสูง ชนชั้นกลาง จึงมีความสุขกับรัฐบาลที่ไม่เป็นประชาธิปไตยมากกว่า

ไปจนถึงประชาชนที่ถูกกระแสคนดีมีศีลธรรมเข้ามาครอบงำ จนหลงไปกับกลเกม. เอาการต้านคอร์รัปชั่นมาเป็นเครื่องมือการเมืองเพื่อล้มประชาธิปไตย!