You are here

สรุปข่าว CG และคอร์รัปชัน - 7 กุมภาพันธ์ 2562

ยืดเวลาจ่ายค่าปรับปั่นหุ้นBA-AJA ก.ล.ต.ย้ำไม่จ่ายพร้อมส่งอัยการฟ้องแพ่ง - ผู้จัดการ

วอนรัฐบาลใหม่สานต่ออีอีซีเดินหน้าจัดการปัญหาคอร์รัปชั่น - แนวหน้า

แฉพิรุธโครงการ1.3หมื่นล.โรงเผาขยะ - มติชน

เปิดข้อเสนอป.ป.ช. แก้แป๊ะเจี๊ยะสกัดเรียกรับเงินแลกที่นั่งเรียน - คม ชัด ลึก

บทบรรณาธิการสยามรัฐ: ล้างแป๊ะเจี๊ยะ - สยามรัฐ

คอลัมน์ ชุมชนคนหุ้น: คดีหุ้น "คับอก" ก.ล.ต. – ผู้จัดการ

ยืดเวลาจ่ายค่าปรับปั่นหุ้นBA-AJA ก.ล.ต.ย้ำไม่จ่ายพร้อมส่งอัยการฟ้องแพ่ง - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

ผู้จัดการรายวัน360 - สำนักงาน ก.ล.ต. ขยายเวลาให้ขบวนการปั่นหุ้น "BA" มูลค่าเฉียด 500 ล้านบาท และ "AJA" 1.7 พันล้านบาท ย้ำหากไม่ยอมจ่ายพร้อมส่งอัยการส่งฟ้องศาลบังคับชำระค่าปรับตามอัตราสูงสุดที่กฎหมายกำหนดไว้

นายรพี สุจริตกุล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยถึง ความคืบหน้าการดำเนินมาตรการลงโทษทางแพ่งกับนพ.ปราเสริฐ ปราสาทองโอสถ และพวกรวม 3 คน กรณีสร้างราคาหลักทรัพย์บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BA โดยเรียกให้ชำระค่าปรับจำนวน 499.45 ล้านบาท ว่า ผู้กระทำผิดทั้ง 3 รายได้ขอขยายเวลาพิจารณาข้อมูลอีกครั้ง หลังจากสำนักงาน ก.ล.ต.กำหนดให้ชำระค่าปรับทางแพ่งภายใน 14 วัน หลังจากที่ได้ส่งหนังสือให้แก่ผู้กระทำผิดเมื่อวันที่ 18 ม.ค.ที่ผ่านมา

"ก.ล.ต. ได้ขยายเวลาให้ผู้กระทำผิดเป็นเวลา 7 วัน เพื่อชำระค่าปรับทางแพ่งจำนวน ดังกล่าว หากผู้กระทำผิดยังไม่ยอมชำระค่าปรับ ก.ล.ต.จะส่งให้อัยการดำเนินการฟ้องคดีทางแพ่ง เพื่อขอให้ชำระเงินค่าปรับทางแพ่งตามอัตราสูงสุดที่กฎหมายกำหนด"

นายรพี กล่าวว่า หลังจากที่ส่งหลักฐานให้อัยการดำเนินการฟ้องต่อศาลแพ่งเพื่อเรียกค่าเสียหายต่อผู้กระทำผิดแล้ว ขั้นตอนต่อไปจะขึ้นอยู่กับการพิจารณาของศาลจะมีคำสั่งออกมาอย่างไร แต่หากอัยการมีคำสั่งไม่ส่งฟ้อง สำนักงาน ก.ล.ต. สามารถนำหลักฐานฟ้องร้องต่อศาลเพื่อเรียกค่าเสียหายเองได้

ส่วนกรณีการดำเนินมาตรการทางแพ่งกับนายอมร มีมะโน พร้อมพวกรวม 40 คน สร้างราคาหุ้นบริษัท คราวน์ เทค แอดวานซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ AJD ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท เอเจ แอดวานซ์ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ AJA ให้ชำระค่าปรับทางแพ่งรวม 1,727.38 ล้าน นั้น นายรพี กล่าวว่า ผู้กระทำผิดได้ขอขยายเวลาเพื่อพิจารณาข้อมูลและหลักฐานเช่นเดียวกัน หากไม่ชำระค่าปรับหรือลงนามในบันทึกเพื่อชำระค่าปรับ สำนักงาน ก.ล.ต.จะส่งให้อัยการดำเนินการสั่งฟ้องภายในสัปดาห์นี้

สำหรับกรณีการสร้างราคาหุ้นบริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BA นั้น สำนักงาน ก.ล.ต. ได้ดำเนินคดีด้วยมาตรการลงโทษทางแพ่งกับผู้กระทำความผิด 3 ราย ได้แก่ 1. นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ 2. นางสาวปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ และ 3. นางนฤมล ใจหนักแน่น โดยเรียกให้ชำระค่าปรับทางแพ่งรวม 499.45 ล้านบาท และสั่งห้ามเป็นกรรมการและผู้บริหารของบริษัทที่ออกหลักทรัพย์และบริษัทจดทะเบียน

ทั้งนี้ สืบเนื่องจาก ก.ล.ต. ได้รับข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่า ในช่วงระหว่างวันที่ 13 พ.ย. 2558 ถึงวันที่ 12 ม.ค. 2559 ทั้ง 3 ราย ได้ร่วมกัน ซื้อขายหุ้น BA อย่างต่อเนื่องและจับคู่ซื้อขาย หลักทรัพย์ BA ระหว่างกันเองในลักษณะอำพรางการซื้อขาย ทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจผิด เกี่ยวกับราคาหรือปริมาณการซื้อขาย หลักทรัพย์ และ ส่งผลให้ราคาและปริมาณการซื้อขายหุ้น BA ผิดไปจากสภาพปกติของตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยการกระทำของบุคคลทั้งสามเป็นความผิดตามมาตรา 243 (1) (2) ประกอบมาตรา 244 ซึ่งต้องระวางโทษตามมาตรา 296 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 และมาตรา 317/4 (1) แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2559

ขณะที่การดำเนินมาตรการทางแพ่งกับนายอมร มีมะโน พร้อมพวกรวม 40 คน ที่สร้างราคาหุ้นบริษัท คราวน์ เทค แอดวานซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ AJD (ปัจจุบันคือ บริษัท เอเจ แอดวานซ์ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ AJA) ให้ชำระค่าปรับทางแพ่งรวม 1,727.38 ล้านบาท และสั่งห้ามเป็นกรรมการและผู้บริหารของบริษัทที่ออกหลักทรัพย์และบริษัทจดทะเบียน

โดย ก.ล.ต.ได้รับข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์ฯ และตรวจสอบพบ ในช่วงระหว่างวันที่ 16 พฤษภาคม 2557 ถึงวันที่ 8 ตุลาคม 2557 หุ้น AJD มีการซื้อขายผิดไปจากสภาพปกติของตลาด โดยราคาปิดเพิ่มสูงขึ้นจากหุ้นละ 2.60 บาท เป็นราคา 15.00 บาท ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดจากบุคคล 40 ราย ร่วมกันสร้างราคาหุ้น AJD ดังกล่าว.

วอนรัฐบาลใหม่สานต่ออีอีซีเดินหน้าจัดการปัญหาคอร์รัปชั่น - แนวหน้า ฉบับวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) กล่าวว่า การเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้นและมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่เข้ามา บริหารประเทศ ทางภาคเอกชนต้องการได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาล เพราะที่ผ่านมามีปัญหาคอร์รัปชั่นเกิดขึ้น หากรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศจะหยุดและแก้ไขปัญหานี้ นอกจากนี้ ต้องช่วยแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ เพราะหากช่วยได้จะช่วยให้เศรษฐกิจภาพรวมดีขึ้น โดยอาจเป็นการช่วยเหลือรูปแบบของการนำนวัตกรรมไปช่วยผ่านกลไกประชารัฐที่เป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน

สำหรับนโยบายพรรคการเมืองต่างๆ ที่หาเสียงขณะนี้ภาพรวมดีหมด แต่ยังไม่ชัดเจน คาดว่าจะมีความชัดเจนหลังปาร์ตี้ลิสต์ออกมา ซึ่งนโยบายที่หาเสียงเอาไว้และดี เมื่อมาเป็นรัฐบาลขอให้ทำด้วย ทั้งนี้ ภาคเอกชนต้องการเข้าไปมีส่วนในการตั้งงบประมาณ เพราะปัจจุบันการตั้งงบไม่สอดคล้องกับที่ภาคเอกชนต้องการมากนัก แม้นโยบายจะสอดคล้องกับภาคเอกชน แต่เวลาปฏิบัติจริงไม่ค่อยจะไปด้วยกัน

"เดือนมีนาคมนี้ จะจัดทำสิ่งที่ภาคเอกชนต้องการผลักดันให้รัฐบาลนำไปเป็นนโยบาย บริหารประเทศ ส่วนนโยบายของพรรคการเมืองต่างๆ ทุกพรรคน่าจะรอเรื่องปาร์ตี้ลิสต์ออก มาก่อน จากนั้นนโยบายพรรคที่ชัดเจนจะออกมา ขณะที่พรรคพลังประชารัฐมีนโยบายผลักดันโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) นั้น นับเป็นเรื่องที่ดีและอยากให้ทุกพรรคสานต่อ" นายสุพันธุ์ กล่าว

แฉพิรุธโครงการ1.3หมื่นล.โรงเผาขยะ - มติชน ฉบับวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

ส่อล็อกสเปก-จ้างแพง20ปีเอกชนรวย5หมื่นล.กทม.เปิดทางตรวจสอบ

แฉพิรุธอื้อโครงการโรงเผาขยะผลิตไฟฟ้า 1.3 หมื่นล้านของกรุงเทพฯ ส่อล็อกสเปก-ค่าจ้างกำจัดขยะแพงเว่อร์ สูงกว่าที่อื่น 3 เท่า เผยเอกชนรวยเละ 5 หมื่นล้าน

เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ แหล่งข่าวจาก ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการขยะมูลฝอย เปิดเผยว่า โครงการจ้างเหมาเอกชนกำจัดมูลฝอยโดยระบบเตาเผามูลฝอย ขนาดไม่น้อยกว่า 1,000 ตัน/วัน เพื่อผลิตไฟฟ้า ที่ศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุชและหนองแขม วงเงินโครงการละ 6,570 ล้านบาท รวม 2 โครงการ มูลค่า 13,140 ล้านบาท ที่ทางกรุงเทพฯ (กทม.) ยังยืนยันจะเดินหน้าต่อไป ทั้งที่หลายฝ่ายท้วงติงและร้องเรียนต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) รวมทั้งสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถึงความไม่โปร่งใสและมีความไม่ชอบมาพากลทั้งเรื่องการกำหนดขอบเขตงาน (ทีโออาร์) และ ค่าจ้างจัดเก็บขยะที่แพงเกินไป

แหล่งข่าวกล่าวว่า ความไม่ชอบมาพากลโครงการนี้เริ่มตั้งแต่ร่างทีโออาร์ โดยให้น้ำหนักด้านราคาแค่ 10% ส่วนด้านเทคนิคและการวิเคราะห์ทางการเงินให้น้ำหนักถึง 90% โดยเฉพาะเกณฑ์ด้านประสบการณ์การดำเนินการโรงงานเตาเผามูลฝอยชุมชนเพื่อผลิตพลังงาน ให้คะแนนมากถึง 500 คะแนน และจะคิดคะแนนจากผลงานหลักเพียงผลงานเดียว โดยต้องเป็นเตาเผาแบบตะกรับ (Stoker Type) ที่เดินระบบมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี หากเสนอเตาเผาแบบอื่นจะไม่ได้รับคะแนน

แหล่งข่าวกล่าวว่า ที่สำคัญคือต้องเป็นผลงานที่เป็นคู่สัญญาโดยตรงกับ กทม. หากเป็นคู่สัญญากับส่วนราชการอื่น เช่น ท้องถิ่น หรือรัฐวิสาหกิจ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ จะต้องได้รับการรับรองจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง หากเป็นผลงานต่างประเทศก็ต้องแปลเอกสารเป็นภาษาไทยและผ่านการรับรองจากสถานทูตไทยในประเทศเจ้าของผลงาน และต้องได้รับการรับรองจากกระทรวงการต่างประเทศของประเทศไทยด้วย

"เงื่อนไขทีโออาร์ดังกล่าวเท่ากับปิดโอกาสให้บริษัทต่างชาติร่วมประมูล แม้จะมีเทคโนโลยี ดีแค่ไหนก็ตาม เพราะเวลากระชั้นชิดมาก เพราะมีการเปิดร่างทีโออาร์รับฟังความเห็นแค่ 4 วันคือระหว่างวันที่ 13-16 พฤศจิกายน 2561 จากนั้นไม่นานก็เริ่มเปิดให้ยื่นซองประมูล ทำให้บริษัทต่างชาติไม่สามารถจัดทำเอกสารได้ทัน เพราะต้องแปลเอกสารหลายพันหน้าเป็นภาษาไทย และต้องไปขอหนังสือรับรองจากสถานทูตไทยในประเทศนั้นๆ อีก แม้กระทั่งบริษัทของไทยเองก็เตรียมตัวไม่ทัน" แหล่งข่าวกล่าว

แหล่งข่าวกล่าวว่า เมื่อปลายเดือนธันวาคม ปี 2561 ที่ผ่านมา สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ทำหนังสือถึง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯกทม. โดยแจ้งถึงอุปสรรคการประมูลโครงการดังกล่าวโดยระบุว่า "บริษัทสัญชาติญี่ปุ่นที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีกำจัดขยะด้วยพลังงานความร้อนสูง (Waste to Energy) มีความสนใจเข้าร่วมประกวดราคา ในโครงการประกวดราคาจ้างเหมาเอกชนกำจัดมูลฝอยโดยระบบเตาเผามูลฝอย ขนาดไม่น้อยกว่า 1,000 ตัน/วัน ที่ศูนย์กำจัดมูลฝอยหนองแขมและอ่อนนุช ที่อยู่ในความรับผิดชอบของ กทม."

แหล่งข่าวกล่าวว่า หนังสือจากสถานทูตญี่ปุ่นยังระบุว่า "แต่สถานทูตได้รับแจ้งว่ารายละเอียดในร่างทีโออาร์ของ กทม.นั้น เป็นอุปสรรคที่ไม่เปิดกว้างให้บริษัทจากญี่ปุ่นเข้าร่วมการประมูลได้เท่าที่ควร อย่างไรก็ดี เอกชนญี่ปุ่นก็ยังมีความสนใจที่จะเข้าร่วมการประมูล โดยหวังว่าจะได้รับการพิจารณาจาก กทม. ด้วยประสบการณ์และผลงานการกำจัดขยะระบบเตาเผาด้วยเทคโนโลยีชั้นสูงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ดังนั้น สถานทูตจึงขอโอกาสอย่างสูงสุดให้บริษัทจากญี่ปุ่นมีโอกาสเข้าร่วมทำงานกับ กทม.ด้วย เพื่อแสดงถึงความสัมพันธ์อันแนบแน่นและยาวนานของทั้งสองประเทศ"

แหล่งข่าวกล่าวว่า นอกจากเรื่องทีโออาร์และระยะเวลาที่เร่งรีบ ทำให้หลายบริษัทโดยเฉพาะนักลงทุนต่างชาติแทบไม่มีโอกาสร่วมประมูลด้วยแล้ว ราคากลางในการกำจัดขยะที่กำหนดไว้ 900 บาท/ตัน สูงกว่าราคาจ้างเหมาเอกชนกำจัดขยะของต่างจังหวัดถึง 3 เท่า เช่นที่ภูเก็ต ที่คิดเพียงแค่ 300 บาท/ตัน หรือที่ขอนแก่นก็แค่ 250 บาท/ตัน (เพิ่มขึ้น 10% ทุก 3 ปี เฉลี่ยสูงสุดไม่เกิน 490 บาท/ตัน) เท่านั้น หรือที่ กทม.จ้างจัดเก็บและฝังกลบในปัจจุบันก็อยู่ที่ 600-700 บาท/ตันเท่านั้น

"โครงการดังกล่าวมีระยะเวลา 20 ปี ปริมาณขยะ 2 แห่งร่วม 2,000 ตัน/วัน รวม 20 ปีมีปริมาณขยะ 14,600,000 ตัน เมื่อคูณกับค่ากำจัดขยะมูลฝอย (Tipping fee) ที่ 900 บาท/ตัน คิดเป็นค่าจ้างกำจัดขยะถึง 1.314 หมื่นล้านบาท แต่ผู้รับจ้างโครงการนี้ยังมีผลพลอยได้จากการขายไฟฟ้า ที่ กทม.จะช่วยประสานงานขายให้กับการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ให้ ด้วยประมาณวันละ 5 ล้านบาท รวม 20 ปีเป็นเงิน 3.65 หมื่นล้านบาท และเมื่อรวมกับค่าจ้างกำจัดขยะ 20 ปี คิดเป็นเงินกว่า 4.964 หมื่นล้านบาท ขณะที่ปัจจุบันกรุงเทพฯจ้างเหมาให้นำขยะไปฝังกลบในพื้นที่ของผู้รับจ้างในราคาตันละประมาณ 700 บาท ระยะ 20 ปี เป็นเงินค่าจ้าง 1.022 หมื่นล้านบาท น้อยกว่าโครงการดังกล่าวถึง 3.942 หมื่นล้านบาท" แหล่งข่าวกล่าว

แหล่งข่าวกล่าวว่า โครงการนี้นอกจากจะมีความไม่ชอบมาพากลดังกล่าวแล้ว หากยังเดินหน้าให้มีการตั้งโรงเผาขยะเพื่อผลิตไฟฟ้าดังกล่าวต่อไปอาจก่อให้เกิดปัญหาเรื่องฝุ่นพิษขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน หรือ PM2.5 เพิ่มขึ้นกว่าเดิม ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพของคนกรุงเทพฯและปริมณฑลมากขึ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช.เพื่อขอให้ไต่สวน สอบสวน ผู้ว่าฯกทม. ผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อม กทม. คณะกรรมการกำหนดราคากลาง และคณะกรรมการจัดทำร่างทีโออาร์ โครงการประกวดราคาจ้างเหมาเอกชนกำจัดมูลฝอยโดยระบบเตาเผามูลฝอยขนาดไม่น้อยกว่า 1,000 ตัน/วัน ที่ศูนย์กำจัดมูลฝอยหนองแขมและอ่อนนุช โดยกล่าวหา 5 ข้อ 1.ระยะเวลาเปิดรับฟังข้อวิจารณ์ระหว่างวันที่ 13-16 พฤศจิกายน 2561 หรือ 4 วันทำการเท่านั้น 2.การกำหนดราคากลางที่สูงเกินความเป็นจริงถึง 3 เท่าตัว 3.ไม่กำหนดให้มีการจัดทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ก่อน เป็นการขัดรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 25 มาตรา 41 มาตรา 43 มาตรา 50 มาตรา 51 มาตรา 57 และโดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรา 58 บัญญัติไว้

4.ความไม่สมบูรณ์ของร่างทีโออาร์และความไม่เหมาะสมของแหล่งที่มาในการสืบราคากลาง โดยพบว่าบริษัทเอกชนที่เป็นแหล่งที่มาทั้ง 3 แห่ง ไม่มีข้อมูลบ่งชี้ถึงความชำนาญในการดำเนินโครงการเตาเผาขยะมูลฝอย โดยเว็บไซต์ของบริษัทที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน 2561 ปรากฏเพียงข้อมูลติดต่อและภาพสำนักงานของบริษัท

5.รายละเอียดร่างทีโออาร์เข้าข่ายล็อกสเปก กีดกันผู้ประกอบการรายอื่น หากนำคุณสมบัติประสบการณ์คู่สัญญารับจ้างงานจากหน่วยงานรัฐ ในลักษณะสัญญาสัมปทานในรูปแบบ BOT หรือ Build Operate Transfer จะมีบริษัทในประเทศไทยผ่านมาตรฐานนี้เพียง 3 แห่งเท่านั้น และเมื่อนำ ISO 14001 การจัดการสิ่งแวดล้อมเข้ามาประกอบการพิจารณา จะทำให้เหลือบริษัทเอกชนเพียงรายเดียวเท่านั้นที่เข้าเกณฑ์ ส่อไปในทางการเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชนบางรายเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 11 และหรือมาตรา 12 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ 2542 ชัดเจน

ด้านนายชาตรี วัฒนเขจร ผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อม กทม.กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการจ้างเหมาเอกชนกำจัดมูลฝอยโดยระบบเตาเผามูลฝอยขนาดไม่น้อยกว่า 1,000 ตัน/วัน ที่ศูนย์กำจัดมูลฝอยหนองแขมและอ่อนนุช ว่า หลัง กทม.เปิดประกวดราคาจ้างเหมาเอกชนด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ หรืออี-บิดดิ้ง วงเงินงบประมาณโครงการละ 6,570 ล้านบาท รวม 13,140 ล้านบาท

"ปรากฏว่ามีเอกชนร่วมยื่นเสนอราคาแล้วหลายราย ซึ่งที่ศูนย์กำจัดมูลฝอยหนองแขมมีเอกชนยื่นซอง 5 ราย ส่วนที่ศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุชมียื่น 8 ราย ขณะนี้ กทม.อยู่ระหว่างตรวจสอบเอกสารของผู้ยื่นซองเพื่อพิจารณาตามขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้างอี-บิดดิ้งว่าจะมีผู้ใดผ่านหลักเกณฑ์และเงื่อนไขตามที่กำหนด ก่อนเข้าสู่การประกวดราคาเพื่อหาผู้รับจ้างต่อไป ซึ่งขั้นตอนการตรวจสอบคุณสมบัติและเอกสารจะใช้เวลาพอสมควร เนื่องจากมีเอกสารจำนวนมาก ต้องตรวจสอบอย่างละเอียดและรอบคอบ แต่คาดว่าเดือนมีนาคมนี้ กทม.จะได้ตัวผู้รับจ้างโครงการทั้ง 2 โครงการ" นายชาตรีกล่าว

นายชาตรีกล่าวว่า กทม.ยืนยันว่าทุกขั้นตอนมีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ ทั้งทีโออาร์ หรือกระบวนการหาผู้รับจ้าง ไม่มีการเอื้อประโยชน์ให้แก่เอกชนรายใดทั้งสิ้น ที่นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ยื่นคำร้องต่อ สตง.และ ป.ป.ช.ให้ตรวจสอบนั้น ทาง กทม.ทำการชี้แจงไปแล้ว รวมถึงจัดแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ดังนั้น กทม.ยันยืนต้องเดินหน้าโครงการนี้ต่อ ซึ่งอยู่ระหว่างการหาผู้รับจ้างตามขั้นตอน

เปิดข้อเสนอป.ป.ช. แก้แป๊ะเจี๊ยะสกัดเรียกรับเงินแลกที่นั่งเรียน - คม ชัด ลึก ฉบับวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

ทีมข่าวคุณภาพชีวิต

[email protected]

หลังจาก ครม.รับทราบมาตรการป้องกันการทุจริตในการเรียกรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์ตอบแทน เพื่อโอกาสในการเข้าเรียนในสถานศึกษา สังกัด สพฐ. ตามที่ ป.ป.ช.เสนอ หนึ่งในนั้นคือการเสนอให้ยกเลิกการรับนักเรียนเงื่อนไขพิเศษ 7 ข้อ ซึ่ง สพฐ.จะนำเสนอให้คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) พิจารณาวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ เพื่อปรับปรุงประกาศรับนักเรียนใหม่

ดร.บุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ที่ประชุม ครม.รับทราบมาตรการป้องกันการทุจริตในการเรียกรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์ตอบแทน เพื่อโอกาสในการเข้าเรียนในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เพื่อให้มีการปรับปรุงการปฏิบัติราชการหรือปราบปรามการทุจริตต่อหน้าที่ หรือการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เสนอ ไปแล้วนั้น จากนี้ สพฐ.ต้องไปดำเนินการในรายละเอียดต่อไป

ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้สำนักนโยบายและแผน สพฐ. ไปดำเนินการจัดทำรายละเอียดที่สำคัญๆ เพื่อเสนอที่ประชุม กพฐ. พิจารณาเพื่อปรับปรุงประกาศ สพฐ. เรื่องนโยบายและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการรับนักเรียนสังกัด สพฐ. ปีการศึกษา 2562 ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ และข้อเสนอให้ยกเลิกหลักเกณฑ์การรับนักเรียนกรณีเงื่อนไขพิเศษทั้ง 7 ข้อ รวมถึงแนวปฏิบัติรับนักเรียนใหม่ที่สอดรับกับมติ ครม. ดังกล่าว

นอกจากนี้จะเสนอต่อที่ประชุม กพฐ.พิจารณา พร้อมเสนอขอปรับเวลาการรับสมัครนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และ 4 ที่เดิมกำหนดวันที่ 23-27 มีนาคม แต่เนื่องจากวันที่ 24 มีนาคม ตรงกับวันเลือกตั้ง จะเสนอให้เลื่อนวันรับสมัครเป็นวันที่ 22-27 มีนาคม และงดรับสมัครวันที่ 24 มีนาคมด้วย

ว่ากันว่าสาระสำคัญเกี่ยวกับมาตรการป้องกันการทุจริตในการเรียกรับทรัพย์สินหรือประโยชน์ตอบแทน เพื่อโอกาสในการเข้าเรียนในสถานศึกษาสังกัด สพฐ. ที่ ป.ป.ช.จัดทำข้อเสนอ มีอยู่ด้วยกัน 3 ส่วนคือ เสนอให้รัฐบาล สพฐ. และกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) โดยข้อเสนอแนะต่อรัฐบาล ได้แก่ 1.ควรพิจารณาดำเนินการปฏิรูประบบการจัดสรรงบประมาณเพื่อการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยปรับปรุงระบบการจัดสรรเงินอุดหนุนรายหัวให้สอดคล้องกับสภาพข้อเท็จจริงในปัจจุบัน 2.ควรพิจารณากำหนดให้แต่ละสถานศึกษาดำเนินการจัดทำแผนงาน/โครงการ เพื่อเสนอขออนุมัติงบประมาณสนับสนุนการบริหารจัดการและการดำเนินการจัดการเรียนการสอนของแต่ละสถานศึกษาให้มีการพัฒนาคุณภาพทางการศึกษามากยิ่งขึ้น

3.ควรพิจารณากำหนดมาตรการลดหย่อนหรือยกเว้นภาษี เพื่อสนับสนุนการระดมทรัพยากรเพื่อการศึกษาและเพื่อสร้างการจูงใจให้มีการระดมทรัพยากรในรูปของเงินบริจาค โดยมุ่งเน้นให้ผู้บริจาคเงินเพื่อการศึกษาให้แก่โรงเรียนที่มิใช่โรงเรียนที่มีการแข่งขันสูงหรือโรงเรียนที่มีความขาดแคลนหรือด้อยโอกาสห่างไกลความเจริญ หรือโรงเรียนในถิ่นทุรกันดาร หรือโรงเรียนที่ขาดแคลนทรัพยากรในด้านต่างๆ ได้รับสิทธิทางด้านภาษีมากกว่าปกติที่กำหนด ณ ปัจจุบัน รวมทั้งกรณีที่บริษัทเอกชนบริจาคสิ่งของและวัสดุอุปกรณ์แทนเงินสด เห็นควรให้ได้รับสิทธินำมาลดหย่อนการเสียภาษีได้ด้วย

4.ควรพิจารณาเร่งรัดการดำเนินการและสนับสนุนด้านงบประมาณ ภายใต้พระราชบัญญัติกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา พ.ศ. 2561 เพื่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็ว เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา

ข้อเสนอแนะต่อ สพฐ. ได้แก่ 1.พิจารณายกเลิกหลักเกณฑ์การรับนักเรียนกรณีนักเรียนที่มีเงื่อนไขพิเศษทั้ง 7 ข้อ เนื่องจากเป็นช่องทางสำคัญที่ก่อให้เกิดปัญหาการทุจริตในการเรียกรับทรัพย์สินหรือประโยชน์ตอบแทนเพื่อโอกาสในการเข้าเรียนในสถานศึกษา โดยมุ่งเน้นไปที่การสร้างระบบการสอบคัดเลือกการรับนักเรียนอย่างยุติธรรม โปร่งใส และตรวจสอบได้ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการลดปัญหาการฝากเด็กเข้าเรียนโดยเรียกรับทรัพย์สินหรือผลประโยชน์ตอบแทน

2.เห็นควรให้กำหนดวิธีการเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การคำนวณสัดส่วนการรับนักเรียนในเขตพื้นที่บริการ นักเรียนทั่วไป และนักเรียนที่มีความสามารถพิเศษ ตามประกาศของ สพฐ. เรื่องนโยบายและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการรับนักเรียนสังกัด สพฐ. ให้มีความชัดเจน โดยมุ่งให้ความสำคัญกับการให้เด็กได้ศึกษาต่อยังสถานศึกษาใกล้บ้าน

3.เห็นควรให้กำหนดคุณสมบัติและหลักเกณฑ์การเป็นนักเรียนในเขตพื้นที่บริการของโรงเรียนให้มีความชัดเจนและมีความเข้มงวด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกำหนดนิยามและคุณสมบัติของการเป็นนักเรียนในเขตพื้นที่บริการ เช่น ระยะเวลาในการมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตพื้นที่บริการของโรงเรียน และกรณีมีการย้ายเข้ามาพักอาศัยในทะเบียนบ้านซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่บริการของโรงเรียน อีกทั้งเห็นควรให้กำหนดนิยามความหมายของนักเรียนในเขตพื้นที่บริการให้ครอบคลุมถึงนักเรียนที่เป็นบุตรข้าราชการครูและบุคลากรของโรงเรียนนั้นๆ ด้วย เพื่อให้เป็นหลักเกณฑ์การพิจารณาในลักษณะเดียวกันทั่วประเทศ และเป็นการป้องกันหรือลดการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ

4.เห็นควรให้กำหนดระเบียบหรือข้อบังคับที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน ในการกำหนดรูปแบบมาตรฐานกลางสำหรับการประกาศผลการคัดเลือกนักเรียน การประกาศผลการสอบ คะแนนการสอบ โดยเรียงรายชื่อตามลำดับคะแนนที่สอบแข่งขันได้ของนักเรียนที่เข้าสอบทุกคน เพื่อให้สถานศึกษาทุกแห่งภายใต้สังกัด สพฐ. ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดและมีกระบวนการรับนักเรียนที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ เป็นธรรม และเสมอภาค และในกรณีที่สถานศึกษามีการรับนักเรียนเพิ่มเติมไม่ว่าในกรณีใด ให้ดำเนินการเรียกรับนักเรียนตามประกาศผลการสอบที่ได้เรียงรายชื่อตามลำดับคะแนนที่สอบแข่งขันได้

5.เห็นควรกำหนดให้ทุกสถานศึกษาต้องดำเนินการแจ้งค่าใช้จ่าย และรายละเอียดการเก็บเงินบำรุงการศึกษาไว้ในประกาศการรับนักเรียนเข้าศึกษาต่อของแต่ละสถานศึกษา เพื่อให้ผู้ปกครองนักเรียนได้รับทราบไว้โดยชัดเจน โดยจะเป็นมาตรการป้องกันมิให้มีการเรียกเก็บเงินบำรุงการศึกษาเกินอัตราที่กำหนด และเพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้

6.ควรกำหนดนโยบายด้านการจัดการศึกษา รวมทั้งระเบียบปฏิบัติเกี่ยวกับการรับนักเรียนให้มีความชัดเจน พร้อมทั้งซักซ้อมเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางในการปฏิบัติให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ

7.เห็นควรให้มีการประกาศห้ามมิให้สถานศึกษาดำเนินการเอื้อประโยชน์ โดยให้สิทธิพิเศษหรือโควตาแก่สมาคมผู้ปกครองและครู สมาคมศิษย์เก่า หรือสมาคมที่เกี่ยวเนื่องกับด้านการศึกษาของแต่ละสถานศึกษา ในลักษณะที่มีการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ในการฝากเด็กเข้าเรียนหรือในลักษณะการมีผลประโยชน์ต่างตอบแทน

ส่วนข้อเสนอแนะต่อ ศธ. ได้แก่ 1.ควรเร่งรัดการดำเนินการพัฒนามาตรฐานการศึกษาของแต่ละโรงเรียนให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน หรืออยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกันเพื่อให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยให้มีการดำเนินการจัดสรรงบประมาณทางด้านการศึกษาโดยพิจารณาและคำนึงถึงการสนับสนุนงบประมาณเพื่อส่งเสริมและพัฒนาโรงเรียนในระดับรองและโรงเรียนในส่วนภูมิภาคให้สามารถเพิ่มศักยภาพและคุณภาพการศึกษาให้สูงขึ้น และให้มีการสร้างแรงจูงใจหรือมาตรการสนับสนุนให้บุคลากรครู อาจารย์ที่มีศักยภาพสูงในสาขาวิชาการต่างๆ ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนที่กำลังพัฒนา เพื่อให้มีการกระจายบุคลากรครูและอาจารย์ที่มีศักยภาพไปทำการสอนยังโรงเรียนในส่วนภูมิภาคให้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นด้วย

2.เห็นควรให้มีการดำเนินการประชาสัมพันธ์และสร้างความรู้ความเข้าใจ ให้ผู้ปกครองนักเรียนและประชาชน รวมทั้งเจ้าพนักงานของรัฐที่เกี่ยวข้องรับทราบถึงความผิดและบทลงโทษกรณีการเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์ตอบแทนเพื่อโอกาสในการเข้าเรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีของเงินบริจาค ทั้งนี้ การกระทำดังกล่าวนั้นไม่อาจถือได้ว่าเป็นเงินบริจาค แต่ถือว่าเป็นเรื่องของ "สินบน" ในฐานะผู้รับสินบนกับผู้ให้สินบน ซึ่งมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาและกฎหมาย ป.ป.ช.

3.เห็นควรให้มีการดำเนินการร่วมกันระหว่าง ศธ. กับ สพฐ. ในการพิจารณากำหนดแนวทางหรือมาตรการการตรวจสอบภายใน เพื่อให้กลไกการตรวจสอบการดำเนินการเกี่ยวกับการรับนักเรียนของโรงเรียนทั่วประเทศเป็นไปตามนโยบายและแนวปฏิบัติการรับนักเรียนโดยเคร่งครัด โดยให้มีการดำเนินการตรวจสอบขั้นตอนการรับนักเรียนทั้งก่อนการรับนักเรียน ช่วงที่มีการรับนักเรียน และภายหลังการรับนักเรียน และมอบหมายให้หน่วยงานด้านกำกับดูแลในระดับเขตพื้นที่การศึกษาและในระดับจังหวัด ได้แก่ คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด คณะกรรมการรับนักเรียนของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา หรือหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องมีการบูรณาการการทำงานร่วมกัน และสร้างการทำงานเชิงรุกในระดับพื้นที่รวมทั้งจัดทำแผนการดำเนินการร่วมกันในระดับจังหวัดเกี่ยวกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาการรับนักเรียนโดยการกำหนดมาตรการป้องกัน ป้องปราม ที่จะไม่ให้เกิดปัญหาเด็กฝากและการรับเงินเพื่อแลกเปลี่ยนกับการรับนักเรียนเข้าเรียนอย่างเป็นรูปธรรม

4.เห็นควรให้มีการสุ่มตรวจสอบรายได้ของสถานศึกษา ทั้งก่อนและหลังช่วงเวลาการรับนักเรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตรวจสอบเงินบริจาคของสถานศึกษาที่มีอัตราการแข่งขันสูงเป็นประจำทุกปี เพื่อสร้างกลไกการตรวจสอบและป้องปรามปัญหาการบริจาคเงินหรือทรัพย์สินเพื่อแลกเปลี่ยนกับผลประโยชน์ในการเข้าเรียน รวมทั้งกำหนดให้มีการเปิดเผยข้อมูลรายรับรายจ่ายของแต่ละสถานศึกษา ข้อมูลการรับเงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้บริจาคให้แก่สถานศึกษา และจัดทำฐานข้อมูลที่เกี่ยวข้อง

5.เห็นควรให้มีการดำเนินการลงโทษอย่างเคร่งครัด ในกรณีที่สถานศึกษา หรือผู้มีอำนาจของสถานศึกษา ไม่ปฏิบัติตามระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการรับนักเรียนเข้าศึกษาต่อ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการป้องกันและแก้ไขปัญหาการเรียกรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์ตอบแทนเพื่อโอกาสในการเข้าเรียน

ปฏิทินรับนักเรียนปี 62

ปฏิทินการรับนักเรียนปีการศึกษา 2562 ของ สพฐ.ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูง รับสมัครวันที่ 23-27 มี.ค. สอบวันที่ 30 มี.ค. จับสลากในเขตพื้นที่บริการ (ถ้ามี) ประกาศผลและรายงานตัว วันที่ 4 เม.ย. มอบตัววันที่ 8 เม.ย.

โรงเรียนทั่วไป สอบคัดเลือกและใช้คะแนน สอบคัดเลือกและใช้ คะแนนการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) รับสมัคร วันที่ 23-27 มี.ค. สอบคัดเลือก วันที่ 5 เม.ย. จับสลากเขตพื้นที่ บริการ (ถ้ามี) วันที่ 6 เม.ย. ประกาศผลและรายงานตัว วันที่ 7 เม.ย. มอบตัววันที่ 8 เม.ย. ผู้ที่ยังไม่มีที่เรียน ยื่นความจำนงขอจัดที่เรียนวันที่ 7-9 เม.ย. ประกาศผลวันที่ 11 เม.ย. มอบตัววันที่ 18 เม.ย.

สำหรับ โรงเรียนที่จัดห้องเรียนพิเศษ สมัครวันที่ 23-27 ก.พ. สอบคัดเลือก 9 มี.ค. ประกาศผลและรายงานตัววันที่ 13 มี.ค. มอบตัววันที่ 16 มี.ค. โรงเรียนที่มีวัตถุประสงค์พิเศษ รับสมัคร วันที่ 23-27 ก.พ. สอบคัดเลือก 9 มี.ค. ประกาศผลวันที่ 14 มี.ค. และรายงานตัวภายใน วันที่ 17 มี.ค. มอบตัววันที่ 5 เม.ย.

ในระดับชั้น ม.ปลาย (ม.4) โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษากรุงเทพฯ และโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาภูมิภาค และโรงเรียนที่จัดห้องเรียนพิเศษ รับสมัคร วันที่ 23-27 ก.พ. สอบคัดเลือกวันที่ 10 มี.ค. ประกาศผล วันที่14 มี.ค. รายงานตัว วันที่ 16 มี.ค. มอบตัว วันที่ 17 มี.ค.โรงเรียนที่มี วัตถุประสงค์พิเศษ รับสมัครวันที่ 23-27 ก.พ. สอบวันที่ 10 มี.ค. ประกาศ ผลวันที่ 14 มี.ค. รายงานตัว วันที่ 17 มี.ค. มอบตัวภายในวันที่ 5 เม.ย.

โรงเรียนเฉพาะ ม.ปลาย รับสมัคร 23-27 มี.ค. สอบคัดเลือกวันที่ 31 มี.ค. ประกาศผลและรายตัววันที่ 6 เม.ย. มอบตัววันที่ 9 เม.ย. โรงเรียนที่เปิดสอนทั้งม.ต้นและม.ปลาย รับสมัคร 23-27 มี.ค. สอบคัดเลือก 31 มี.ค. ประกาศผลและรายงานตัว 9 เม.ย.

การรับนักเรียนที่จบ ม.3 ของโรงเรียนเดิม รับสมัคร ประกาศผล และรายงานตัวให้เป็นไปตามที่โรงเรียนเดิมกำหนด มอบตัว วันที่ 9 เม.ย. นักเรียนความสามารถพิเศษ รับสมัคร วันที่ 23-24 มี.ค. คัดเลือก 25 มี.ค. ประกาศผลและรายงานตัว วันที่ 27 มี.ค. มอบตัว วันที่ 9 เม.ย.

บทบรรณาธิการสยามรัฐ: ล้างแป๊ะเจี๊ยะ - สยามรัฐ ฉบับวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

หนึ่งในปัญหาโลกแตกของประเทศไทยคือ ปัญหาการจ่ายแป๊ะเจี๊ยะเพื่อให้ได้เข้าโรงเรียนที่ต้องการ ซึ่งมีความพยายามที่จะหาแนวทางป้องกันและแก้ไข กระทั่งปราบปรามกันแต่ปัญหาก็ยังคงอยู่ และไม่หมดไปจากประเทศไทยง่ายๆ

ทว่าในวันนี้ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือป.ป.ช. ได้เสนอมาตรการป้องกันการทุจริตในการเรียกรับทรัพย์สินหรือประโยชน์ตอบแทนเพื่อโอกาสในการเข้าเรียนในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เพื่อให้มีการปรับปรุงการปฏิบัติราชการหรือปราบปรามการทุจริตต่อหน้าที่ หรือการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ

ให้คณะรัฐมนตรีกำหนดมาตรการลดหย่อนหรือยกเว้นภาษี โดยมุ่งเน้นให้ผู้บริจาคเงินเพื่อการศึกษาให้กับโรงเรียนที่มิใช่โรงเรียนที่มีการแข่งขันสูงหรือโรงเรียนที่มีความขาดแคลนหรือด้อยโอกาสห่างไกลความเจริญ หรือโรงเรียนในถิ่นทุรกันดาร ได้รับสิทธิทางด้านภาษีมากกว่าปกติที่กำหนด ณปัจจุบัน โดยให้กระทรวงการคลัง กรมสรรพากร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันพิจารณากำหนดแนวทางที่ชัดเจน

พร้อมกันนี้ยังเสนอให้ สพฐ. พิจารณายกเลิกหลักเกณฑ์การรับนักเรียนกรณีนักเรียนที่มีเงื่อนไขพิเศษทั้ง 7 ข้อ เนื่องจากเป็นช่องทางสำคัญที่ก่อให้เกิดปัญหาการทุจริตในการเรียกรับทรัพย์สินหรือประโยชน์ตอบแทน นอกจากนี้ ให้กำหนดวิธีการเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การคำนวณสัดส่วนการรับนักเรียนโดยมุ่งให้ความสำคัญกับการให้เด็กได้ศึกษาต่อยังสถานศึกษาใกล้บ้าน และทุกสถานศึกษาต้องดำเนินการแจ้งค่าใช้จ่ายและรายละเอียดการเก็บเงินบำรุงการศึกษาให้ผู้ปกครองนักเรียนได้รับทราบไว้โดยชัดเจน โดยจะเป็นมาตรการป้องกันมิให้มีการเรียกเก็บเงินบำรุงการศึกษาเกินอัตราที่กำหนด

รวมถึงให้มีการประกาศห้ามมิให้สถานศึกษาดำเนินการเอื้อประโยชน์โดยให้สิทธิพิเศษหรือโควตาแก่สมาคมผู้ปกครองและครู สมาคมศิษย์เก่า หรือสมาคมที่เกี่ยวเนื่องกับด้านการศึกษาของแต่ละสถานศึกษา ในลักษณะที่มีการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ในการฝากเด็กเข้าเรียนหรือในลักษณะการมีผลประโยชน์ต่างตอบแทน

นอกจากนี้ ป.ป.ช.ยังมีข้อเสนอต่อกระทรวงศึกษาธิการให้มีการสุ่มตรวจสอบรายได้ของสถานศึกษาทั้งก่อนและหลังช่วงเวลาการรับนักเรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตรวจสอบเงินบริจาคของสถานศึกษาที่มีอัตราการแข่งขันสูงเป็นประจำทุกปี และเปิดเผยข้อมูลรายรับ - รายจ่ายของแต่ละสถานศึกษา ข้อมูลการรับเงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้บริจาคให้ และลงโทษอย่างเคร่งครัดในกรณีที่สถานศึกษาหรือผู้มีอำนาจของสถานศึกษา ไม่ปฏิบัติตามระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการรับนักเรียนเข้าศึกษาต่อด้วย

หากคณะรัฐมนตรีสนับสนุนมาตรการดังกล่าวและสั่งการให้ทุกภาคส่วนพร้อมใจกันปฏิบัติตามข้อเสนอแนะของป.ป.ช. ก็เชื่อว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในระบบการศึกษาไทย และเราพร้อมสนับสนุนแนวทางดังกล่าวให้เป็นผลสำเร็จ

ก.ล.ต.ต้องรวบรวมพยานหลักฐานหลายปี กว่าจะกล่าวโทษการปั่นหุ้นได้แต่ละคดี แต่เพียงดุลยพินิจของหน่วยงานอื่น สามารถทำให้ขบวนการปั่นหุ้นลอยนวลได้ยกแก๊ง

และไม่ใช่แก๊งเดียวเสียด้วย แต่มีการตัดตอนแก๊งปั่นหุ้นแล้วนับสิบๆ แก๊ง ก.ล.ต.จะไม่ "คับอก" กับคดีปั่นหุ้นได้อย่างไร.

คอลัมน์ ชุมชนคนหุ้น: คดีหุ้น "คับอก" ก.ล.ต. - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

สุนันท์ ศรีจันทรา

หลายปีแล้วที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) ดำเนินมาตรการทางแพ่ง ลงโทษผู้ที่กระทำความผิดในคดีสร้างราคาหุ้น เพราะมีบทเรียนซ้ำซากจากการกล่าวโทษดำเนินคดีอาญา ซึ่งแก๊งปั่นหุ้นมักจะหลุดรอดจากการถูกลงโทษ

การปั่นหุ้นเป็นความผิดทางอาญา มีโทษจำคุก แต่แทบไม่มีข่าวว่า นักปั่นหุ้นรายใดถูกศาลตัดสินลงโทษจำคุก ทั้งที่ ก.ล.ต. ร้องทุกข์กล่าวโทษหลายสิบคดี โดยเฉพาะยุคนายรพี สุจริตกุล เลขาธิการ ก.ล.ต.คนปัจจุบัน กล่าวโทษนับสิบๆ คดี

แต่แทบทุกคดี ถูกตัดตอนในชั้นสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือ ดีเอสไอ โดยสั่งฟ้อง ทำให้คดีสิ้นสุด โดยแก๊งปั่นหุ้นนับร้อยคนลอยนวล

กรมสอบสวนคดีพิเศษไม่เคยออกมาแถลงว่า คดีปั่นหุ้นคดีใดบ้างที่สั่งไม่ฟ้อง ไม่เคยแถลงถึงขั้นตอนการสอบสวน และไม่เคยแถลงถึงเหตุผลในการใช้ดุลยพินิจสั่งไม่ฟ้อง

ทั้งที่คดีปั่นหุ้นอยู่ในความสนใจของประชาชน เป็นความผิดร้ายแรง เพราะสร้างความเสียหายให้ผู้ลงทุนในวงกว้าง และ ผู้กระทำความผิด อยู่ในข่ายอาชญากรเศรษฐกิจ ซึ่งพฤติกรรมที่ก่อ อาจทำให้ตลาดหุ้นพังครืน หรือระบบเศรษฐกิจเกิดความปั่นป่วนได้

การปั่นหุ้นแต่ละคดี มีผลประโยชน์ได้เสียนับพันล้านบาท ดูได้จากจำนวน ก.ล.ต.สั่งปรับแก๊งปัญหาหุ้นในกรณี เช่น คดีปั่นหุ้น บริษัท เอเจ แอดวานซ์ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ AJA ผู้บริหารและผู้ถือหุ้นใหญ่บริษัท พร้อมพวกรวม 40 คนที่ร่วมปั่นหุ้น เป็นเงินทั้งสิ้น 1,727.38 ล้านบาท

หรือคดีแก๊งปั่นหุ้น 25 คน ที่ร่วมขบวนการปั่นหุ้น 6 บริษัท ซึ่งเกือบทั้งหมดมีเครือข่ายเชื่อมโยงกับกลุ่มบริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ NMG โดย ก.ล.ต. สั่งปรับเป็นเงินทั้งสิ้น 890 ล้านบาท

การที่คดีหุ้น ถูกตัดตอน ก่อนเข้าสู่กระบวนการพิจารณาในชั้นศาล ทำให้เกิดคำถามว่า ความผิดพลาดในการดำเนินคดีอยู่ในขั้นตอนไหน ระหว่าง ก.ล.ต.กับกรมสอบสวนคดีพิเศษ

เป็นไปได้หรือไม่ว่า ก.ล.ต.กล่าวโทษ โดยไม่มีหลักฐานหนักแน่นเพียงพอ จนกรมสอบสวนคดีพิเศษเห็นว่า การกล่าวโทษมีช่องโหว่ สำนวนอ่อน ขาดหลักฐานมัดผู้กระทำความผิด จึงสั่งไม่ฟ้อง

และเป็นไปได้หรือไม่ว่า ก.ล.ต.ได้ทำสำนวนอย่างรัดกุม มีหลักฐานเพียงพอแล้วที่จะดำเนินคดีกับนักปั่นหุ้น แต่ เนื่องจากคดีปั่นหุ้น มีผลประโยชน์มหาศาล นักปั่นได้เงินมาเหลือเฟือ และพร้อมทุ่มเท เพื่อตัดตอนคดี

ถ้ามีรัฐบาลที่ตระหนักถึงความเสียหายของนักลงทุน และต้องการปราบปรามการปั่นหุ้น เพื่อทำให้การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ใสสะอาด คงจะมีการจับ ก.ล.ต.กับกรมสอบสวนคดีพิเศษมาร่วมถกถึงการตัดตอนคดีปั่นหุ้นกันแล้ว

เพราะในรอบนับสิบปี แทบไม่มีคดีเข้าสู่การพิจารณาของศาลเลย แม้ ก.ล.ต.กล่าวโทษไปหลายสิบคดีก็ตาม

แต่ทุกคดีที่กล่าวโทษ เมื่อหลุดจากมือ ก.ล.ต.ไปแล้ว คดีเงียบหาย กรมสอบสวนคดีพิเศษสั่งไม่ฟ้อง ก็ไม่เคยแถลงให้ประชาชนรับทราบ

และคดีที่ถูกส่งไปกรมสอบสวนคดีพิเศษ ก็ไม่เคยมีใครไปตาม ไม่มีรัฐมนตรีคลัง รองนายกรัฐมนตรีเศรษฐกิจ หรือแม้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมคนใดเคยไปสอบถาม หรือ ตรวจสอบการทำงานของกรมสอบสวนคดีพิเศษ แม้คดีปั่นหุ้นหลายสิบคดีจะถูก "เป่า" ก็ตามคดีปั่นหุ้น กลายเป็นปัญหา "คับอก" ของ ก.ล.ต.มาตลอดนับสิบปี เพราะไม่รู้จะระบายให้ใครฟัง นอกจากเก็บกดความคับข้องใจเอาไว้ และหาทางออกด้วยตัวเอง

ทางออกของ ก.ล.ต.คือ การไม่ร้องทุกข์กล่าวโทษดำเนินคดีอาญากับแก๊งปั่นหุ้น แต่เลือกที่จะดำเนินมาตรการลงโทษทางแพ่ง โดยสั่งปรับ ผิดมาก สร้างความเสียหายมาก ก็สั่งปรับเป็นเงินจำนวนมาก ผิดน้อย สร้างความเสียหายน้อยก็ ปรับน้อย

ทั้งที่รู้ว่ามาตรการทางแพ่ง ไม่อาจหยุดยั้งการปั่นหุ้นได้ เพราะแก๊งปั่นหุ้น ไม่กลัวเกรง เนื่องจากหากถูกจับได้ บทลงโทษหนักสุดคือการปรับ ไม่ต้องติดคุก ติดตะราง ทำไมอาชญากรตลาดหุ้นจึงต้องกลัว

แต่ ก.ล.ต.ไม่อาจดำเนินมาตรการลงโทษรุนแรง เพื่อให้แก๊งปั่นหุ้นเกิดความเข็ดหลาบได้ เพราะถ้าดำเนินคดีอาญา ร้องทุกข์กล่าวโทษ ก็จะกลับเข้าสู่อีหรอบเดิม โดยต้องร้องทุกข์กล่าวโทษต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ และคดีถูก "ตัดตอน" ซ้ำรอยอีก

ถ้าไม่มีการปฏิรูปกระบวนการสอบสวน หรือกระบวนการยุติธรรม ในการดำเนินคดีความผิดเกี่ยวกับการปั่นหุ้นหรือความผิดอื่นในตลาดหลักทรัพย์ ชาตินี้อาจไม่ได้เห็น ก.ล.ต.ร้องทุกข์กล่าวโทษทางอาญาแก๊งปั่นหุ้นอีก

เพราะ ก.ล.ต.เข็ดแล้ว เข็ดกับการโยนหมูเข้าปากเสือ เข็ดเพราะคดีปั่นหุ้นที่หลุดจากมือ ก.ล.ต. มักถูกตัดตอนอย่างเงียบๆ จากหน่วยงานอื่น