You are here

สรุปข่าว CG และคอร์รัปชัน - 7 มิถุนายน 2561

'เปรมชัย'นำทีมล่าเสือดำขึ้นศาล - เดลินิวส์

ผบ.ตร.ถึงไทยไร้พรหมเมธี'บิ๊กป้อม'ยันต้องให้เวลาอีกนิด ชี้ไทยญาติดีกับเยอรมนี - โพสต์ทูเดย์

ปปช.ลุยสางทุจริตอาหารกลางวันเด็ก - โพสต์ทูเดย์

ขอคำแนะนำกพ.จัดการทุจริตกองทุนเสมาฯ - ไทยโพสต์

ศาลฎีกาฯรับฟ้อง'แม้ว'คดีทีพีไอ - มติชน

ป.ป.ช.ส่งสำนวนหวย30ล.ให้ตร. - มติชน

อนุฯป.ป.ช.สั่งไต่สวนเพิ่มคดีโรงพักฉาว - มติชน

ศาลเลื่อนนัดสั่งคดี'บ้านเอื้ออาทร' - มติชน

คอลัมน์ อ่านเอาเรื่อง: อย่าปล่อยให้โกงไปกว่านี้ - ไทยโพสต์

EDITORIAL: Could be a LONG WAIT for fugitive ex-monk GERMANY MIGHT WELL GRANT ASYLUM TO CHAMNONG IAM-INTRA, ACCUSED OF EMBEZZLING A FORTUNE WHILE IN - THE NATION

คอลัมน์ ขยายปมร้อน: หรือว่าสปริตจะมีแค่ในนักกีฬา - คม ชัด ลึก

คอลัมน์ จันทราท่าพระอาทิตย์: อย่าถามหาสปิริต"ลุงตู่" - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

นาจิบยืนยันความร่วมมือกับจีนโปร่งใส ผู้ว่าการธนาคารกลางมาเลเซียลาออก - เดลินิวส์

'เปรมชัย'นำทีมล่าเสือดำขึ้น - เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2561

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 6 มิ.ย. นายเปรมชัย กรรณสูต อายุ 63 ปี ประธานบริหารและกรรมการ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวลอปเมนต์ จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วยนายวิทูล พรายแย้ม ทนายความ และทีมทนายความ รวมทั้ง นายยง โดดเครือ อายุ 65 ปี นางนที เรียมแสน อายุ 43 ปี และ นายธานี ทุมมาศ อายุ 56 ปี เดินทางมายังศาลจังหวัดทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี โดย นายเปรมชัย เดินทางมาโดยรถเรนจ์โรเวอร์ สีดำ ทะเบียน ฆฐ 3858 กรุงเทพมหานคร ขณะที่คนอื่นๆ เดินทางมากับรถเบนซ์ อี 240 สีบรอนซ์ทอง ทะเบียน ธฉ 8886 กรุงเทพมหานคร และรถโตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ สีขาว ทะเบียน ญฉ 1872 กรุงเทพมหานคร โดยมีทนายความของจำเลยทั้ง 4 คนมากันอย่างครบถ้วน จากนั้นได้ขึ้นไปที่ห้องพิจารณาคดี 1 โดยต่างมีสีหน้าที่เรียบเฉย

นายพนมฤทธิ์ หอมนิจสกุล อัยการจังหวัดทองผาภูมิ นายกฤษฎา ชูโต รองอัยการจังหวัดทองผาภูมิ และ พ.ต.ท.อำนาจ สุจริตชัย รองอัยการจังหวัดกาญจนบุรี ในฐานะโจทก์ เดินทางมาถึง และได้ขึ้นไปที่ห้องพิจารณาคดีทันที กระทั่งเวลา 11.30 น. วันเดียวกัน คณะนายเปรมชัย ได้ออกมาจากห้องพิจารณาคดี 1 ใช้เวลาขึ้นฟังศาลประมาณ 2 ชั่วโมง โดยนายเปรมชัย เดินทางกลับโดยทันที ส่วน นายวิทูล พรายแย้ม ทนายความ กล่าวว่า มาตามนัดศาล และทีมทนายจำเลยทั้ง 4 คนครบแล้วทั้งหมด แต่เนื่องจากคดีนี้ศาลเห็นว่าจะต้องหารือว่าอยู่ในอำนาจศาลอาญา คดีทุจริตหรือไม่ ซึ่งต้องให้ประธานศาลอุทธรณ์เป็นผู้พิจารณาเรื่องขอบเขตอำนาจของศาล ดังนั้นวันนี้ศาลจึงเลื่อนนัด พร้อมเพื่อฟังคำสั่งและตรวจพยานหลักฐานออกไปเป็นวันที่ 27 ส.ค. ขณะที่จำเลยอีก 3 คน กล่าวเพียงสั้น ๆ ว่ามาตามนัดศาล และจะมาศาลครั้งต่อไปในวันที่ 27 ส.ค. ก่อนขอตัวขึ้นรถเดินทางออกจากศาลไป.

ผบ.ตร.ถึงไทยไร้พรหมเมธี'บิ๊กป้อม'ยันต้องให้เวลาอีกนิด ชี้ไทยญาติดีกับเยอรมนี - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2561

พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. เดินทางกลับจากเยอรมนีถึงไทยแล้ว แต่ไม่ปรากฏตัวอดีตพระพรหมเมธีร่วมขบวนด้วย

โพสต์ทูเดย์ - "บิ๊กป้อม" เผยเยอรมนีร่นเวลาพิจารณาขอตัวอดีต "พระพรหมเมธี" กลับไทยให้แล้ว จากเดิมต้องใช้เวลาถึง 2 เดือน

พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชา การตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้เดินทางกลับจากประเทศเยอรมนีถึงประเทศไทยเมื่อวันที่ 6 มิ.ย. โดยไม่ปรากฏตัวอดีต พระพรหมเมธี หรือนายจำนงค์ เอี่ยมอินทรา ผู้ต้องหาคดีทุจริตเงินทอนวัดที่หลบหนีไปประเทศเยอรมนี เดินทางมาด้วย

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เปิดเผยว่า ขอเวลา 3 วันในการนำตัวอดีตพระพรหมเมธีกลับ ขณะนี้ยังไม่ครบ 3 วัน ตามที่เยอรมนีขอไปทั้งที่จากเดิมต้องใช้เวลาถึง 2 เดือน อย่างไรก็ตาม ยังไม่รู้ว่าจะได้ตัวหรือไม่ แต่ไทยก็ช่วยเหลือเยอรมนีมากในช่วงที่ผ่านมา

ด้านพนักงานสอบสวน สภ.เมืองนครพนม ได้ยื่นคำร้องต่อศาลพิจารณาออกหมายจับบุคคลที่ให้การสนับสนุน ช่วยเหลืออดีตพระพรหมเมธีหลบหนีออกจากประเทศไทย จำนวน 5 คน เป็นคนไทย 3 คน และคนลาว 2 คน ทั้งนี้ พบว่าทั้ง 5 คน ได้ข้ามหลบหนีไปทาง สปป.ลาว และยังไม่เดินทางกลับเข้ามา

นอกจากนี้ มีรายงานด้วยว่า สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) สั่งตั้งกรรมการสอบสวนตำรวจตรวจคนเข้าเมือง 2 นาย ระดับสารวัตรและชั้นประทวนที่อาจเกี่ยวข้องในการช่วยเหลือนำอดีตพระพรหมเมธีหลบหนี

นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวว่า กรณีที่อดีตพระพรหมเมธีทำเรื่องขอลี้ภัยไปทางเยอรมนีนั้น ต้องดูว่าทางเยอรมนีจะพิจารณาอย่างไร แต่ตามที่เจ้าหน้าที่ตำรวจของไทยทราบข่าวเชื่อว่าประเทศไทยน่าจะได้รับความร่วมมือที่ดีกับเยอรมนี การขอ ลี้ภัยก็เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมายของประเทศเยอรมนี ไม่เหมือนกับกรณีการส่งผู้ร้ายข้ามแดน เช่น คดีของนายราเกซ สักเสนา อดีตที่ปรึกษาธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ (บีบีซี) ที่อัยการจะต้องสั่งสำนวน แต่คดีนี้ขณะนี้ยังไม่ได้รับแจ้งอะไรมา

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการตามตัวอดีตพระพรหมเมธีอยู่ก็ต้องปล่อยให้ทำงานร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งต้องรอสักระยะจึงจะมีความชัดเจน

สำหรับความคืบหน้าคดีเงินทอนวัดนั้น ยังไม่มีการรายงานเพิ่มเติมจากทางสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.)

ทั้งนี้ เรื่องที่เกิดขึ้นอยากให้คนไทยมองพระสงฆ์ที่น่าเคารพนับถือ ซึ่งยังมีอีกจำนวนมาก พระผู้ใหญ่ระดับพระราชาคณะมีเป็นร้อยรูปยังเป็นพระที่ดี แต่ที่เห็นว่าทำผิด 5-10 คน ที่ทำให้เป็นปัญหา ส่วนตัวอยากเห็นภาพประชาชนเคารพพระสงฆ์ที่สร้างคุณประโยชน์ให้ประชาชน

พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวว่า อยากให้มองสมเด็จพระสังฆราชที่ทรงเป็นแบบอย่างที่ดีมาก มีพระจริยวัตรที่งดงามเป็นตัวอย่าง บางเรื่องรับสั่งในสิ่งที่เราหลงลืมไปแล้ว เพราะไปสนใจในเรื่องที่สะใจเท่านั้น ในส่วนของ พศ.ได้รับนโยบายการทำงานไปแล้ว เรื่องใดที่ไม่ถูกต้องก็ทำให้ถูก และการตรวจสอบต่างๆ ก็ถือเป็นการปฏิรูป เพราะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น

ปปช.ลุยสางทุจริตอาหารกลางวันเด็ก - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2561

โพสต์ทูเดย์ - ป.ป.ช.ลงพื้นที่สอบปากคำผู้ปกครอง ครู คดีทุจริตอาหารกลางวันโรงเรียนบ้านท่าใหม่ สุราษฎร์ธานี

นายพล ศรัทโธ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ประจำ จ.สุราษฎร์ธานี เปิดเผยว่า ได้ลงพื้นที่ร่วมกับเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.สอบปากคำผู้ปกครองและครูโรงเรียนบ้านท่าใหม่ ต.ประสงค์ อ.ท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี รวบรวมข้อมูลหลักฐานและพยานเพื่อเอาผิดผู้ที่เกี่ยวข้องทุจริตอาหารกลางวัน

นายพล กล่าวอีกว่า หลังรวบรวมข้อมูลหลักฐานและพยานเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็จะเตรียมเสนอตั้ง จากนั้นเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.จะเร่งรวบรวมข้อมูลทั้งหมดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพื่อให้ศาลเป็นผู้ชี้ขาดในกรณีปล่อยให้นักเรียนรับประทานอาหารกลางวันเป็นขนมจีนกับน้ำปลามาตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งจัดทำอาหาร กลางวันเด็กเป็นอาหารจานเดียวทั้งหมด ไม่มีผลไม้ และทุกสัปดาห์จะเป็นเมนูอาหารซ้ำๆ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง

ด้าน นายวิชวุทย์ จินโต ผวจ.สุราษฎร์ธานี กล่าวว่า ต้นสังกัดมีคำสั่งให้นายสมเชาว์ สิทธิเชนทร์ ผู้อำนวยการโรงเรียน บ้านท่าใหม่ ไปปฏิบัติหน้าที่ที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2 แล้ว ซึ่งขณะนี้ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว โดยให้ดำเนินการตรวจสอบทันทีภายใน 7 วัน และให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน หากพบว่ามีหลักฐานชัดเจนจนสามารถชี้มูลความผิดได้ว่าทุจริตอาหารกลางวันจริง ให้หัวหน้าส่วนราชการดำเนินการทางวินัยทันที โดย ไม่ต้องรอผลคดีอาญา

ขอคำแนะนำกพ.จัดการทุจริตกองทุนเสมาฯ - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ศึกษาธิการ * "การุณ" ขอคำแนะ นำ ก.พ. กรณีตั้ง คกก.สอบวินัยผู้เกี่ยวข้องทุจริตกองทุนเสมาฯ เหตุเป็นข้าราชการหลายระดับ ต่างสังกัดมีทั้ง ศธ.และสำนักนายกรัฐมนตรี ส่วนผลสืบอควาเรียม สงขลา "โกศล" ลั่นข้อสรุปกว้างเกินไป ไม่มีการโยงใยที่ชัดเจน หมอธีเผยจะตั้ง กก.สอบความผิดวินัยในสัปดาห์หน้า

นายการุณ สกุลประดิษฐ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ปลัด ศธ.) กล่าวถึงความคืบหน้าการตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตกองทุนเสมาพัฒนาชีวิต ว่า ตามที่ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ได้มอบหมายให้ตนมาพิจารณาสำนวนการสืบสวนข้อเท็จจริง เพื่อนำไปสู่การตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยนั้น ขณะนี้ขั้นตอนอยู่ที่นิติกรกำลังตรวจสอบสำนวนแล้ว พบว่ามีผู้เกี่ยวข้องเป็นข้าราชการตั้งแต่ระดับ 8-11 และอยู่ในหลายสังกัด ซึ่งแบ่งเป็นหลายกลุ่มคือ ระดับ 11 รัฐมนตรีเป็นผู้พิจารณา ซึ่งก็มีทั้งในกระทรวงศึกษาธิการและสำนักนายกรัฐมนตรี ขณะที่ระดับ 8-10 เป็นอำนาจของผู้บริหารองค์กรหลักใน 2 องค์กร ดังนั้นตนจึงทำหนังสือขอคำแนะนำไปยังสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เพื่อพิจารณาให้คำแนะนำ ในส่วนของการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบนั้น ขณะนี้ตนกำลังรอคำตอบจากกระทรวงการคลังว่าสามารถนำเงินดอกเบี้ยกองทุนไปเยียวยาได้หรือไม่

"ผมจะเดินทางไปหารือกับสำนักงาน ก.พ.และกระทรวงการคลังด้วยตัวเอง เพื่อให้การดำเนินการเสร็จสิ้นโดยเร็ว ส่วนการเอาผิดฐานละเมิดนั้นอยู่ระหว่างทาบทามกรรมการ" ปลัด ศธ.กล่าว

ด้านนายอรรถพล ตรึกตรอง ผู้ตรวจ ศธ. ในฐานะประ ธานคณะกรรมการสืบข้อเท็จจริง กล่าวว่า ขณะนี้คณะกรรมการสืบฯ ได้สรุปความเสียหายทั้งหมด ซึ่งมีทั้งจำนวนเงินที่ต้องเรียกเงินคืนจากวิทยาลัยพยาบาล 5 แห่ง โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 1 แห่ง ที่ตรวจสอบพบว่ามีการโอนเงินเกิน จำนวนกว่า 1 ล้านบาท และส่วนที่กองทุนจะต้องโอนชดเชยให้กับกลุ่มนักเรียนที่ไม่ได้รับเงินจากกองทุน จำนวนกว่า 18 ล้านบาท โดยจากนี้ตนจะเสนอให้คณะกรรมการกองทุนพิจารณาเยียวยาต่อไป

ด้าน พ.ต.ต.พีระพล ยอดสนิท ผู้อำนวยการกองคดี 4 สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการทุจริตในหน่วยงาน ปปง. ได้เข้ามาตรวจสอบ เพื่อที่จะติดตามทรัพย์ที่ถูกยักยอกไปกลับมาคืน ศธ.ให้ได้มากที่สุด ซึ่ง ปปง.มีข้อมูลในรายละเอียดเชิงลึกแล้ว แต่ขอไม่เปิดเผย

ด้าน นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศธ. กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบโครง การก่อสร้างศูนย์ศึกษาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทะเลสาบสงขลา ของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ว่า เมื่อเร็วๆ นี้ นายการุณ ปลัด ศธ. ในฐานะประธานคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงอควาเรียมสงขลา ได้สรุปสำนวนการสืบข้อเท็จจริงการดำเนินการในระยะแรก จำนวนกว่า 800 ล้านบาท ที่มีการแก้ไขงวดงานถึง 6 ครั้ง มาให้ตนรับทราบ ซึ่งได้อ่านสำนวนทั้งหมดแล้ว และมอบให้นายการุณไปตรวจสอบข้อเท็จจริงในระยะที่ 2 ต่อทันที ในประเด็นการส่งเงินงบประมาณลงไปก่อสร้าง แต่เป็นการดำเนินการถมดินภายนอก ทั้งๆ ที่ตัวอาคารข้างในยังก่อสร้างไม่เสร็จสิ้น นอกจากนี้ในสัปดาห์หน้า ตนจะตั้งคณะกรรมการสอบ สวนทางวินัย ผู้เกี่ยวข้องที่มีทั้งอดีตเลขาฯ กอศ. ส่วนผู้เกษียณอายุราชการไปแล้วนั้นไม่ต้องนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ส่วนในกรณีของนายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) อดีตเลขาฯ กอศ.นั้น ไม่ต้องโยกย้าย เพราะนายชัยพฤกษ์ได้พ้นจากตำแหน่งเลขาฯ กอศ.ไปแล้ว จึงถือว่าไม่ได้มีผลกระทบต่อการสืบข้อเท็จจริง อย่างไรก็ตาม ผู้เกี่ยวข้องจะโดนโทษวินัยร้ายแรงหรือไม่ร้ายแรงนั้น ขอให้ใจเย็นๆ คอยติดตาม เรื่องนี้ต้องมีคนรับผิดชอบแน่นอน

ด้าน พล.ท.โกศล ประทุมชาติ ที่ปรึกษา รมว.ศธ. กล่าวว่า นายการุณได้สรุปสำนวนการสืบข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าวเสนอมาแล้ว แต่ตนเห็นว่าข้อมูลกว้างไป ยังไม่มีการโยงใยที่ชัดเจน ดังนั้นคณะทำงานของตนจะหารือร่วมกับคณะกรรมการสืบข้อเท็จจริงอีกครั้ง ในวันที่ 8 มิถุนายนนี้ เพื่อสรุปสำนวนให้ชัดเจน คาดว่าในสัปดาห์หน้าน่าจะตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยได้อย่างแน่นอน

พล.ท.โกศลยังกล่าวถึงความคืบหน้าการส่อทุจริตในเขต พื้นที่การศึกษาทางภาคอีสาน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษา (สพป.) นครราช สีมา เขต 5 ที่มีการวางฎีกาเบิกเงินซ้ำซ้อนกับโรงเรียน ขณะนี้ได้มีการย้าย ผอ.สพป.นครราชสีมา เขต 5 มาอยู่ที่ สพป.ชัยภูมิแล้ว แต่ตนไม่เห็นด้วย เพราะมีความผิดชัดเจน ดังนั้นอย่างน้อยต้องให้มาประจำที่ สพฐ. หรือไม่ก็ต้องให้ออกจากราชการไว้ก่อน ขณะที่ ผอ.สพป.บุรีรัมย์ เขต 2 ที่ถูกร้องเรียนเรื่องการเรียกเงินตกเขียว รับเงินเปอร์เซ็นต์จากโรงเรียนก็ได้มีการโยกย้ายแล้วเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ทั้ง 2 กรณีได้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรงแล้ว โดยมี นายสนิท แย้มเกสร ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ผช.เลขาฯ กพฐ.) เป็นประธาน.

ศาลฎีกาฯรับฟ้อง'แม้ว'คดีทีพีไอ - มติชน ฉบับวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2561

เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง องค์คณะ 9 คนนัดฟังคำสั่งคดีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือโดยทุจริตเป็นเหตุให้ ผู้หนึ่งผู้ใดเสียหาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 กรณที่นายทักษิณให้ความเห็นชอบกระทรวงการคลัง สมัยที่ ร.อ.สุชาติ เชาว์วิศิษฐ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เข้าเป็นผู้บริหารแผนฟื้นฟูบริษัท อุตสาหกรรม ปิโตรเคมีกัลไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทีพีไอ เป็นการกระทำนอกเหนืออำนาจหน้าที่ของกระทรวงการคลังไม่มีอำนาจเข้าไปบริหารบริษัทเอกชน อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2546 มาตรา 10 เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ระบบราชการ ซึ่ง ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2553 และยื่นฟ้องคดีเองเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2561

องค์คณะพิจารณาเห็นว่า แม้การฟ้องไม่มีตัวจำเลย แต่จำเลยคดีนี้ก็ถูกยื่นฟ้องในคดีของศาลฎีกาฯนี้ซึ่งได้ออกหมายจับไว้แล้ว ขณะที่คำฟ้องคดีถูกต้องตามกฎหมาย ศาลจึงมีคำสั่งให้ประทับฟ้องคดีไว้พิจารณาเพื่อมีคำพิพากษาต่อไป โดยให้สำเนาคำฟ้องส่งให้จำเลยและปิดหมายแจ้งจำเลยทราบตามที่อยู่ในฟ้อง (บ้านพักย่านจรัญสนิทวงศ์) และกำหนดนัดพิจารณาครั้งแรกเพื่อสอบคำให้การจำเลย ในวันที่ 22 มิถุนายนนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หากวันนัดพิจารณานายทักษิณไม่มาศาล องค์คณะมีอำนาจพิจารณาออกหมายจับ หากออกหมายจับแล้ว 3 เดือน ยังไม่ได้ตัวจำเลย ศาลมีอำนาจพิจารณาลับหลังจำเลย แต่ไม่ตัดสิทธิที่จำเลยจะแต่งตั้งทนายความดำเนินการแทนได้ ซึ่งคดีนี้ถือเป็นสำนวนที่ 7 ที่นายทักษิณถูก ยื่นฟ้อง

ป.ป.ช.ส่งสำนวนหวย30ล.ให้ตร. - มติชน ฉบับวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2561

เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 5 มิถุนายนที่ผ่านมา ได้พิจารณากรณีกองบังคับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) ส่งสำนวนคดีที่กล่าวหา พล.ต.ต.สุทธิ พวงพิกุล อดีต ผบก.ภ.จว.กาญจนบุรี ปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดย มิชอบ ในการแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำให้การในสำนวนคดีลอตเตอรี่ 30 ล้านบาท โดยพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นเรื่องกล่าวหา เจ้าหน้าที่ของรัฐว่ากระทำการทุจริตอยู่ในอำนาจหน้าที่ของ ป.ป.ช. และพนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานเกี่ยวกับคดีนี้มาจำนวนมากแล้ว จึงมีมติส่งเรื่องให้พนักงานสอบสวนดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ตามมาตรา 89/2 พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542

ด้านนายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวว่า คดีนี้ นายปรีชา ใคร่ครวญ ครูชำนาญการพิเศษโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.กาญจนบุรี และ นางรัตนาพร หรือเจ๊บ้าบิ่น สุภาทิพย์ อายุ 58 ปี แม่ค้าขายลอตเตอรี่ ที่ตกเป็นผู้ต้องหาที่ 1-2 ในความผิด 3 ข้อหานั้น ยังตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาในฐานะร่วมสนับสนุน พล.ต.ต.สุทธิ เป็นเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติหน้าที่มิชอบฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ด้วย ดังนั้นเมื่อคดีหลัก ป.ป.ช.มีมติให้คืนสำนวนมา สำนวนก็จะต้องคืนมาทั้งหมด รวมทั้งสำนวนที่พนักงานสอบสวน บก.ป. ที่กล่าวหานายปรีชากับพวกที่ถูกส่งไปยัง ป.ป.ช.ด้วย

"เมื่อพนักงานสอบสวน บก.ป.รับสำนวนครูปรีชากลับมาแล้ว ก็จะต้องดูว่าสำนวนการสอบสวนนั้นมีความสมบูรณ์หรือยัง ถ้าพบว่าสมบูรณ์แล้วก็จะสรุปสำนวน พร้อมความเห็นส่งให้อัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต ภาค 7 เนื่องจากเป็นเหตุเกิดที่ จ.กาญจนบุรี เพื่อส่งฟ้องคดีต่อศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 7 ต่อไป" นายประยุทธกล่าว

อนุฯป.ป.ช.สั่งไต่สวนเพิ่มคดีโรงพักฉาว - มติชน ฉบับวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2561

เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สนามบินน้ำ รายงานข่าวจาก ป.ป.ช.เผยว่า สำหรับความคืบหน้าการไต่สวน กรณีกล่าวหานายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบในการอนุมัติโครงการก่อสร้างแฟลตที่พักข้าราชการตำรวจ 163 แห่งทั่วประเทศของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) และคดีกล่าวหานายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี กับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี กับพวก กรณีทุจริตโครงการก่อสร้างสถานีตำรวจ หรือโรงพักทดแทน 396 แห่ง เมื่อวันที่ 5 มิถุนายนที่ผ่านมา คณะอนุกรรมการไต่สวน ประกอบด้วย กรรมการ ป.ป.ช.ทั้งองค์คณะได้ประชุมพิจารณาความคืบหน้าสำนวนทั้ง 2 คดี เป็นการประชุมตรวจสอบความคืบหน้าการไต่สวนคดีว่าจะสรุปสำนวน เพื่อเสนอเป็นวาระการประชุมเข้าที่ประชุมคณะกรรมการชุดใหญ่ได้หรือไม่ แต่เมื่อคณะอนุกรรมการไต่สวนได้พิจารณาแล้วมีความเห็นว่าทั้งสองสำนวนยังไม่มีความสมบูรณ์เพียงพอจะสรุปสำนวนคดี เพื่อเสนอที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดใหญ่ให้พิจารณาชี้มูลความผิดได้ จึงมีมติให้คณะอนุกรรมการไปดำเนินการไต่สวนเพิ่มเติม เพื่อให้สำนวนมีความสมบูรณ์มากขึ้น นอกจากนี้คณะอนุกรรมการยังตรวจดูบันทึกแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมด้วย

ศาลเลื่อนนัดสั่งคดี'บ้านเอื้ออาทร' - มติชน ฉบับวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2561

เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง องค์คณะคดีทุจริตโครงการบ้านเอื้ออาทร นัดฟังคำสั่งคดีที่นายเข็มชัย ชุติวงศ์ อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายวัฒนา เมืองสุข อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.), นายมานะ วงศ์พิวัฒน์ อดีตกรรมการการเคหะแห่งชาติ (กคช.) และอดีตประธานอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองโครงการปี 2548-2549, นายพรพรหม วงศ์พิวัฒน์ อดีตผู้อำนวยการฝ่ายการเงิน บริษัท ปริญสิริ จำกัด (มหาชน), นายอภิชาติ หรือเสี่ยเปี๋ยง จันทร์สกุลพร นักธุรกิจค้าข้าว, น.ส.รัตนา แซ่เฮ้ง ลูกน้องเสี่ย เปี๋ยง, น.ส.กรองทอง วงศ์แก้ว พนักงานบริษัท เพรซิเดนท์อะกริ เทรดดิ้ง จำกัด, น.ส.รุ่งเรือง ขุนปัญญา พนักงานบริษัทเพรซิเดนท์ฯ, บริษัท เพรซิเดนท์ฯ โดยนายปกรณ์ อัศวีนารักษ์ กรรมการผู้มีอำนาจ และบริษัท ซิลเวอร์ อินเตอร์ กรุ๊ป จำกัด (เดิมชื่อ บริษัท ไทย เฉิน หยู อินเตอร์เนชั่นแนลคอนสตรัคชั่น ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด) โดยนางพิมพ์วรา รัชต์ธนโรจน์ กรรมการผู้มีอำนาจ เป็นจำเลยที่ 1-9

ทั้งนี้ อัยการคดีปราบปรามทุจริต 2 ยื่นฟ้องจำเลยเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งนายวัฒนาและนายพรพรหมยื่นหลักทรัพย์ 5 ล้านบาท และ 3 ล้านบาท ตามลำดับเพื่อขอประกันตัว โดยศาลอนุญาต ส่วนนายมานะ, น.ส.รัตนา, น.ส.กรองทอง, น.ส.รุ่งเรืองนั้น ในวันฟ้องไม่ได้มาพบอัยการ จึงต้องรอพบศาล ส่วนนายอภิชาติหรือเสี่ยเปี๋ยงอยู่ในเรือนจำรับโทษคดีทุจริตระบายข้าวจีทูจี อย่างไรก็ตาม เนื่องจากองค์คณะติดราชการเร่งด่วน จึงนัดฟังคำสั่งคดีว่าอีกครั้งในวันที่ 18 มิถุนายน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คดีนี้อัยการสูงสุดมีคำสั่งชี้ขาดให้ฟ้องผู้ที่กระทำผิดโครงการบ้านเอื้ออาทร รวม 19 ราย จึงเหลือที่จะยื่นฟ้องอีก 10 ราย ได้แก่ 1.นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง หรือกี้ร์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคไทยรักไทย 2.บริษัท พาสทิญ่า ไทย จำกัด ผู้รับเหมาโครงการบ้านเอื้ออาทร 3.นายซาร์นน บินยาขอบ 4.นายโมฮ์ด ฮานาเปียร์ บิน อับดุล อาซิล 5.นายอาฮ์มัด บิน ฮารอน 6.นายศักดิ์สิทธิ์ หรือเดชวรกุล อลังการกุล 7.บริษัท นามแฟทท์คอนสตรัคชั่น (ประเทศไทย) จำกัด 8.นายลาว ซี ฮุง 9.บริษัท พรินซิพเทคไทย จำกัด และ 10.น.ส.สุภาวิดา คงสุข กรรมการผู้มีอำนาจบริษัท ไทยเฉินหยู

คอลัมน์ อ่านเอาเรื่อง: อย่าปล่อยให้โกงไปกว่านี้ - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2561

โดย ผักกาดหอม

อาหารกลางวันเด็กยังโกงกันได้ ไม่มีอะไรจะตอกย้ำว่าการคอร์รัปชันมันเข้าไปอยู่ในดีเอ็นเอของสังคมไทยได้ดีกว่านี้อีกแล้ว เอาออกยาก!นี่ขนาดอยู่ในรัฐบาลที่มีความเป็นรัฏฐาธิปัตย์สูง สามารถงัด ม.๔๔ มาจัดการคนโกงได้ทันที

แล้วมีใครกลัวบ้าง? ไล่ตามจับกันซิครับ โกงเงินคนจน เงินชาวเขา เงินทอนวัด แล้วมาโกงอาหารกลางวันเด็ก

เลิกโทษกันไปมาว่า โกงตั้งแต่เมื่อไหร่ ใครมาปราบโกง ยุคไหนโกงมากกว่ากัน

เพราะการโกงที่เข้าไปฝังถึงส่วนรากที่ลึกที่สุดนั้น มันสะท้อนให้เห็นว่า โกงมาแล้วหลายรุ่นคน

ฉะนั้นวันนี้เถียงกันไปก็เท่านั้น หากไม่มาพิจารณากันอย่างจริงจังว่า...

แล้วจะจัดการกับปัญหานี้อย่างไร?ที่เราเห็นการไล่จับโกงกันวันนี้ ส่วนใหญ่มาจากการร้องเรียน จากบุคคลภายนอก จากนักศึกษา จากประชาชน ผู้ได้รับผลกระทบ

แต่การจับโกงโดยระบบตรวจสอบของรัฐเองนั้น มีน้อยมาก

นั่นแสดงให้เห็นว่า ระบบตรวจสอบภายในของหน่วยงานราชการแทบทุกหน่วยงาน ไร้ประสิทธิภาพอย่างสิ้นเชิง

ยกตัวอย่างง่ายๆ กรณีโกงอาหารกลางวันเด็ก มีหลักฐานให้เห็นทนโท่ทุกวัน นั่นคือจานอาหารของเด็ก แล้วหลุดรอดมาได้อย่างไรเป็นปีๆ

ระบบตรวจสอบของกระทรวงศึกษาธิการมีหรือไม่ ทำ งานกันหรือเปล่า?

การที่รัฐบาลเอาแต่ประกาศปราบโกง แต่กลับไม่ลงไปดูพื้นฐานของปัญหาเลย ไม่มีทางที่จะแก้ไขปัญหาได้

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เคยสอบถามหน่วยงานราช การหรือไม่ว่า ระบบตรวจสอบภายในทำงานมีประสิทธิภาพหรือไม่

หรือ...รัฐบาลเคยคิดจะรื้อระบบตรวจสอบทุกระดับกันอย่างจริงจังบ้างหรือไม่

วันนี้มีการพูดกันมาก เรื่องปราบคอร์รัปชัน นายกฯ ลุงตู่ ไปพูดหลายเวที แต่ดูเหมือนไม่มีใครกลัว

ผอ.โรงเรียนเล็กๆ ยังไม่กลัวคำขู่ของหัวหน้า คสช.เลย ครับ...ขู่ไปทั้งชาติก็แทบไม่มีผลในทางปฏิบัติ หากไม่ลงไปล้วงลึกระบบตรวจสอบทุกระดับชั้นกันอย่างจริงจัง

วันนี้ระบบตรวจสอบของหน่วยงานราชการ ส่วนใหญ่อยู่ในสภาพ ชงเองกินเอง พวกกันทั้งนั้น หรือไม่ก็ไม่เคยทำงานเชิงรุกเลย รอคนมาร้องอย่างเดียว

บางคราวร้องไปให้ตายก็ไร้การตรวจสอบ เพราะคนตรวจสอบกับคนโกงเป็นพวกกัน

การโกงยังมีอีกมากในทุกระดับ เพียงแต่เรื่องยังไม่แดงออกมา

การโกงยังดำเนินต่อไปไม่มีหยุดพัก และไม่กลัวถูกจับได้ ก็ดูสภาพความเป็นจริงที่เป็นอยู่ จับการโกงเงินคนจนได้ โกงเงินชาวเขาก็ดำเนินอยู่ จับเงินทอนพระวัดนี้ได้ วัดโน้นก็ยังทอนกันต่อไป

จับมาเท่าไหร่แล้ว พวกโกงอาหารกลางวันเด็กก็ยังโกงอยู่ หลุดจากโกงตรงนี้ เดี๋ยวก็มีโกงที่อื่นต่อพอทีกับวาทกรรมปราบโกง ถึงเวลาที่รัฐบาลต้องเรียกทุกกระทรวง ทบวง กรม มาคุยรื้อระบบตรวจสอบกันใหม่ ทำอย่างมืออาชีพ

ไม่ต้องไปคิดให้ไกล หรือสวยหรู เอาแค่ให้ทุกหน่วยงานราชการมีระบบตรวจสอบที่เข้มแข็ง และจริงจัง

คอร์รัปชันเมืองไทยก็แทบจะสูญพันธุ์.

EDITORIAL: Could be a LONG WAIT for fugitive ex-monk GERMANY MIGHT WELL GRANT ASYLUM TO CHAMNONG IAM-INTRA, ACCUSED OF EMBEZZLING A FORTUNE WHILE IN - THE NATION Issued date 7 June 2018

Aformer senior Buddhist monk wanted by police for allegedly laundering millions in embezzled state funds is reportedly seeking asylum in Germany after managing to flee Thailand. German authorities have refused to hand over the former Phra Phrommedhi to a Thai police team led by national police chief Pol General Chakthip Chaijinda, which flew to Frankfurt in the hope of escorting the fugitive ex-monk back to Thailand to face justice.

The monk is now known by his lay name, Chamnong Iam-intra, following a royal command stripping his monastic rank along with those of six other high-ranking monks implicated in the embezzlement scandal involving more than Bt350 million. He was the last of the seven suspects to be apprehended.

It will be interesting to see on what grounds the former monk requests asylum and whether Germany will grant it. The German government is apt to grant asylum if the applicant faces political persecution back home or requires protection as a refugee or subsidiary protection. Asylum can also be given to prevent deportation.

Criminals often flee their countries to escape the law. A lengthy criminal record might well land them back home if they're arrested abroad, but fugitives with little or no history of breaking the law - such as this exmonk and several prominent Thai politicians - are less likely to be extradited. Thus they seek asylum in their host country. The practice of granting asylum and refugee status, though, greatly complicates the legal process for the fugitives' homelands.

It is surely fair for victims of political or religious persecution or other unfair treatment at home, or whose lives were in danger due to armed conflict, to be granted asylum or refugee status. But in too many cases, the applicants are nothing more than common criminals fleeing deserved punishment.

Thai politicians charged with corruption at home flee abroad and take advantage of this system. They might have cheated citizens or the state of billions of baht and personally gained from government projects illegally. Yet most live in luxury overseas on the wealth they amassed dishonestly while in office.

There is no problem if the authorities overseas grant asylum or refugee status after taking all pertinent details into consideration, including the nature of the case against the applicant. If that is done, the best the applicants can hope for is a delay in their extradition, since they will be sent home once disqualified for special status.

However, given the global stature of Thailand's military-led government, the chances of Chamnong being extradited are slim. The fact that the current administration came to power through an Army coup could instead support his claim, if he chooses to make it, that he faces political persecution at home. The claim could convince the German courts, even in a case of alleged embezzlement of state funds.

The system of granting asylum and refugee status can thus end up unintentionally helping actual lawbreakers escape due justice in their home countries. It would be too much to hope that every bogus refugee and asylum seeker is screened out.

All details relevant to the applicant's case should be carefully and fairly considered in determining whether asylum or refugee status is allowed. This is for the sake of justice, even justice in a developing country ruled by a military junta.

คอลัมน์ ขยายปมร้อน: หรือว่าสปริตจะมีแค่ในนักกีฬา - คม ชัด ลึก ฉบับวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2561

จักรวาล ส่าเหล่ทู

"ให้ไปเรียกร้องกับนักกีฬา" วลี ดังกล่าวคือคำตอบของ "ดอน ปรมัตถ์วินัย" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ หลังจากถูกถามเรื่องการแสดงสปิริตถึงกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าอาจขาดคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรีได้ เนื่องจากภรรยาถือหุ้นในธุรกิจเกิน 5% ซึ่งถือเป็นลักษณะต้องห้ามของรัฐธรรมนูญ

ถ้าว่าตามหลักการแล้ว รมว.ต่างประเทศ ยังคงเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ เพราะยังไม่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่าเขามีความผิด หรือ ขาดคุณสมบัติหรือไม่ แต่ทว่าคำตอบสั้นๆ ของเขานั้น กลับสร้างความสะเทือนใจให้คนในสังคมไม่น้อย ราวกับเรื่องของ "สปิริต" เป็นเรื่องเฉพาะในหมู่มวลนักกีฬา แต่อย่าถามหากับคนทำงานการเมือง ยิ่งท่าที ของคณะรัฐมนตรี (ครม.) จากคำบอก เล่าของดอน ที่ระบุว่า "นายกรัฐมนตรีไม่ได้พูดอะไรกับเรื่องนี้เนื่องจากมองว่าเป็นเรื่องเล็ก" ซึ่งเรื่องนี้ก็กลายเป็นมาตรฐาน ของรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งไปโดยปริยาย

หากยังจำกันได้กรณีคล้ายๆ แบบนี้ก็เคยเกิดขึ้นกับคนในรัฐบาลมาแล้ว อย่างกรณีของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กับเรื่องราวนาฬิกาหรูเรือนหนึ่งที่ไม่ได้ชี้แจงที่มาต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ช่วงแรกๆ ของข่าวที่ปรากฏ เจ้าตัวปฏิเสธที่จะตอบคำถามนี้กับสื่อมวลชน จนนักข่าวต้องไปรู้จากคนใกล้ชิดของรองนายกฯ ว่านาฬิกาหรูที่เห็นนั้นยืมเพื่อนมา

แต่หลังจากนั้นก็มีข่าวปรากฏจำนวนนาฬิกาที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ กว่าเจ้าตัวจะระบุเองว่าเป็นนาฬิกาของเพื่อน ก็ถูกเปิดเผยไปร่วม 25 เรือนเสียแล้ว ซึ่งไม่แปลก ที่คนในสังคมจะสงสัยในเรื่องดังกล่าว เพราะหากคิดตามความเข้าใจทั่วๆ ไป ก็คง เป็นไปได้ยากที่เพื่อนให้ยืมนาฬิกามากขนาดนี้ ไหนจะเหมาะเจาะที่เพื่อนบางคนเสียชีวิต แล้ว

ซึ่งขณะนี้เรื่องนาฬิกาหรูสุดอลเวง อยู่ในขั้นตอนการสอบสวนความจริงของป.ป.ช. ซึ่งเราก็ต้องรอกันต่อไป แต่ที่ผ่านมาระหว่างที่มีข่าวฉาวดังกล่าวสังคมก็เรียกร้องให้รองนายกฯ แสดงสปิริตบ้าง แต่ก็ไร้สัญญาณ ดังกล่าว แถมนายกรัฐมนตรียังออกตัวปกป้องอย่างเห็นได้ชัด

แม้แต่ในส่วนแม่น้ำอีกสายอย่างสมาชิกสภานิติบัญญติแห่งชาติ (สนช.) เองที่ก็มีปมร้อน อย่าง 7 สนช. ที่ขาดการประชุม แต่ชื่อที่น่าจับตาก็คือ พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา นอกจากจะเป็นน้องชายแท้ๆ ของ นายกรัฐมนตรี ยังเป็นสนช. ที่ขาดการประชุมเยอะที่สุดในช่วง 1 มกราคม 2559-29 มิถุนายน 2559 ที่มาลงมติเพียง 6 ครั้ง จาก 458 ครั้ง แต่รับเงินเดือนเต็มๆ ทุกเดือน ซึ่งระหว่างที่มีข่าวดังกล่าว ขณะนั้นก็ยังไม่มีสัญญาณ การแสดงสปิริตจากเจ้าตัว จนท้ายที่สุด สนช. เปิดประชุมลับฟันธง 7 สนช. ไม่ผิดจริยธรรม แม้จะลาเกินกำหนดตามข้อบังคับการประชุม สนช. ก็ตามหลังจากนั้นที่ประชุมยังได้แก้ ข้อบังคับการประชุมสนช.ด้วยการตัดเงื่อนไขการสิ้นสุดสมาชิกภาพสนช.ที่ให้สมาชิกต้องมาแสดงตนเพื่อลงมติในการประชุม สภามากกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนครั้งที่มีการลงมติทั้งหมดในกรอบระยะเวลา 90 วัน ออกไป เป็นอันว่าปัญหาแบบนี้ไม่เกิดขึ้นอีกแน่ๆ ในขณะที่สังคมก็ได้แต่พยักหน้ายอมรับกันไป

ยังมีอีกหลายๆ กรณีที่เขย่าคำถาม ต่อมาตรฐานจริยธรรม และการแสดงสปิริต ภายใต้การนำโดยรัฐบาล คสช. ที่ไม่ได้มาตามวิธีปกติ ภายใต้ข้ออ้างเพื่อความสงบสุข และจะเปลี่ยนแปลงปฏิรูปโฉมหน้าการเมืองไทยให้เปลี่ยนไปจากสมัยของนักการเมือง ปกติ แถมหลายๆ ครั้งที่ รัฐบาลพยายามเคลมตัวเองเสมอว่า ไม่เหมือนนักการเมืองทั่วๆ ไป หากแต่มีความตั้งใจจริง แต่ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา คำถามหรือความสงสัยในเรื่องการเมินเฉยต่อการแสดงออกถึงข่าวคราวที่มีความคลุมเครือต่อจริยธรรม กลับไม่ได้แตกต่างจากสมัยรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แถมในบางครั้งยังมีการเรียกร้องให้รวมถึงวางมาตรการนักการเมืองมีสปิริต มีจริยธรรมอีกด้วย

เรามักจะได้เห็นการเรียกร้องจากสังคมทางอ้อมในเรื่องให้คนการเมืองแสดงสปิริตอยู่เสมอ ผ่านโซเชียลมีเดีย เช่นการแชร์ข่าวคนระดับรัฐมนตรีที่ต่างประเทศลาออกเพียงเพราะมีข่าวฉาว หรือแสดงการรับผิดชอบไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เพื่อเป็นการขอโทษสังคม แม้ว่าจะยังไม่มีผลตัดสินที่ชัดเจน พร้อมคอมเมนต์วิจารณ์ให้ย้อนดูประเทศไทยอย่างสนุกสนานทั้งนี้การแสดงสปิริต ไม่ได้หมายถึงการลาออกเท่านั้น เพราะอาจถูกมองว่ายอมรับผิดโดยปริยายก็ได้แต่ถึงกระนั้น ยังมีอีกหลากหลายทาง เช่นการพักงาน การคืนเงินเดือน และอื่นๆ อีกมาก เรื่องแบบนี้แม้จะไม่มีเขียนในระเบียบต่างๆ แต่ถ้าตั้งใจแสดงออกเพื่อให้สังคมเห็น อย่างไรคนในสังคมก็ย่อมที่จะเข้าใจได้อยู่แล้ว ว่าตามตรงคืออยู่ที่ใจจะทำหรือไม่ก็เท่านั้น

เอาเป็นว่ามาจนวันนี้มาตรฐานจริยธรรมของรัฐบาลชุดนี้สังคมคงจะได้เห็นอะไรชัดขึ้น การที่มีคำพูดว่าไม่เหมือนรัฐบาลที่มีวิธีปกติแบบยุคก่อนๆ ก็อาจจะต้องชั่งใจเชื่อ สักหน่อย ณ เวลานี้ ก็คงต้องเชื่อตามที่ รมว.ต่างประเทศกล่าวเอาไว้ถึงกรณีการแสดงสปิริตว่า..."ให้ไปเรียกร้องกับนักกีฬา"

คอลัมน์ จันทราท่าพระอาทิตย์: อย่าถามหาสปิริต"ลุงตู่" - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2561

โดย: สุนันท์ ศรีจันทรา

ใครที่ฟังนายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ตอบคำถามเกี่ยวกับข้อเรียกร้องให้แสดงสปิริต คงรู้สึกละเหี่ยใจกับบรรทัดฐานทางการเมืองของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

นายดอนไม่ได้ตอบคำถามว่า จะแสดงสปิริตทางการเมืองหรือไม่ แต่ไล่ให้ไปเรียกร้องสปิริตจากนักกีฬา และเป็นการแสดงท่าทีให้รู้ว่า จะไม่ลาออกจากตำแหน่ง

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติด้วยเสียง 3 ใน 2 ระบุว่า นายดอนเข้าลักษณะต้องห้ามการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ เนื่องจากภรรยาถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทในสัดส่วนมากกว่า 5% ของทุนจดทะเบียน โดยไม่แจ้งสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ภายใน 30 วัน นับจากรับตำแหน่ง

และ กกต.เตรียมส่งมติที่ชี้ขาดว่า นายดอนขาดคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรีให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

กระแสสังคมได้เรียกร้องและกดดันให้นายดอนแสดงสปิริต โดยลาออกจากตำแหน่ง เพื่อสร้างบรรทัดฐานทางการเมือง

แต่ไม่มีปฏิกิริยาตอบรับจากนายดอน ซึ่งพยายามเบี่ยงกระแสเรียกร้องของสังคม โดยอ้างว่า ครม.ไม่มีการพูดถึงมติ กกต.ไม่มีใครซีเรียส และตนเองไม่รู้สึกหวั่นไหวกับแรงกดดันอะไร

ท่าทีของนายดอนคือ อยู่ในตำแหน่งต่อไป กอดเก้าอี้รัฐมนตรีไว้ให้แน่นและนาน โดยไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับกระแสสังคมที่ต้องการให้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์เป็นแบบอย่างในการสร้างบรรทัดฐานทางการเมือง

การไล่ให้สังคมไปเรียกร้องสปิริตจากนักกีฬา เป็นการตอกย้ำว่า คนที่ก้าวขึ้นมาเป็นรัฐมนตรี ไม่ได้มีสำนึกถึงการแสดงสปิริตมากกว่านักกีฬา

และถ้านักกีฬาเข้าใจหรือมีสำนึกในสปิริตมากกว่ารัฐมนตรี ควรให้นักกีฬาเข้ามาเป็นรัฐมนตรี และไล่คนที่เป็นรัฐมนตรีไปเป็นนักกีฬาดีกว่า

การเรียกร้องให้รัฐมนตรีในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์แสดงสปิริตทางการเมือง เมื่อมีพฤติกรรมฉาวโฉ่ ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก แต่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว กรณีนาฬิกาหรูของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี

ประชาชนทุกภาคส่วนเคลื่อนไหวถามหาสปิริตกันแทบคอแตก สังคมกดดันอย่างหนัก แต่ พล.อ.ประวิตรไม่ยอมแสดงสปิริต และใช้วิธีแสดงอารมณ์ใส่สื่อมวลชนที่ถามถึงปมนาฬิกาหรู จนสื่อมวลชนระอาใจที่จะถามถึงนาฬิกาหลายสิบเรือนที่ยืมเพื่อนมาใส่

เพราะถ้าถามถึงปมนาฬิกาหรูเมื่อใด พล.อ.ประวิตรจะสวมบท "คนใบ้" ไม่ตอบคำถามใดๆ ทั้งสิ้น จนเกิดข้อตกลงอย่างไม่เป็นทางการ ห้ามสื่อมวลชนถามพล.อ.ประวิตรถึงประเด็นนาฬิกาเพื่อนโดยปริยาย

เมื่อพล.อ.ประวิตรทนกระแสโจมตี ทนต่อข้อเรียกร้องขอให้แสดงสปิริตทางการเมืองได้ ยังกอดเก้าอี้แน่น และอยู่ในตำแหน่งต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทำไมนายดอนจะเลียนแบบ พล.อ.ประวิตรไม่ได้

ทำไมจะต้องลาออกจากตำแหน่ง และถ้าลาออก พล.อ.ประวิตรจะอยู่อย่างไร ในเมื่อถูกกระแสสังคมเรียกร้องให้แสดงสปิริตเหมือนกัน

ประชาชนเคยตั้งความหวังว่า รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์จะเป็นรัฐบาลที่ดี มีบรรทัดฐานทางการเมืองสูงกว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง รัฐมนตรีแต่ละคนต้องมีสำนึกทางการเมืองสูง

แต่กรณีนาฬิกาหรูของ พล.อ.ประวิตร และมติ กกต.ที่ตัดสินว่า นายดอนขาดคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรี เป็นสิ่งที่พิสูจน์ว่า รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้มีสปิริตทางการเมืองเหนือกว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแต่อย่างใด

ความหวังที่จะได้เห็นมาตรฐานทางการเมืองใหม่จากรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์จบสิ้นลงโดยสมบูรณ์แล้ว แม้สังคมจะไม่ท้อแท้ในการตอแย ถามหาการแสดงสปิริตกับนายดอน และยังติดใจในปมนาฬิกาหรูของ พล.อ. ประวิตรอยู่ก็ตาม

แต่ข้อเรียกร้องของสังคม ไม่สามารถสร้างแรงกดดันใดกับรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ได้ ไม่อาจทำให้นายดอนตระหนักถึงการแสดงสปิริต ทั้งที่ 4 ปีในเก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ ไม่ได้มีผลงานเป็นชิ้นเป็นอัน โดยเฉพาะการติดตามตัวนายทักษิณ ชินวัตร และนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กลับมาลงโทษ

รัฐมนตรีที่ประชาชนเชื่อมั่นว่า ต้องมีสำนึกทางการเมืองเหนือกว่าคนทั่วไป แต่รัฐมนตรีในรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์กลับหาสำนึกไม่ได้ ประเทศนี้จะถามหาสปิริตจากใครได้อีกล่ะ.

นาจิบยืนยันความร่วมมือกับจีนโปร่งใส ผู้ว่าการธนาคารกลางมาเลเซียลาออก - เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2561

อดีตนายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัค เผยแพร่แถลงการณ์เมื่อวันพุธ มีสาระสำคัญเกี่ยวกับโครงการท่อส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ มูลค่า 9,400 ล้านริงกิต (ราว 76,704 ล้าน บาท) ที่กระทรวงการคลังในสมัยรัฐบาลของเขาลงนามร่วมกับรัฐวิสาหกิจด้านการก่อสร้างและการพลังงานของจีน ที่กรุงปักกิ่ง เมื่อปีที่แล้ว แต่รัฐบาลมาเลเซียชุดปัจจุบันของนายกรัฐมนตรีดร.มหาเธร์ โมฮัมหมัด กล่าวหาว่ามีการทุจริตนั้น "ไม่เป็นความจริง"

ขณะเดียวกัน นายนาจิบกล่าวด้วยว่า เขาและทีมงานมีเอกสารเป็นหลักฐานยืนยันอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร ว่าข้อตกลงดังกล่าวเป็นไปอย่างโปร่งใสตั้งแต่การเจรจาเมื่อ 2 ปีก่อน และแสดงความเชื่อมั่นว่าโครงการดังกล่าวดำเนินการตามกรอบของกฎหมายทุกประการ แถลงการณ์ดังกล่าวของอดีตผู้นำมาเลเซียเป็นการตอบโต้คำกล่าวของนายลิ้ม กวน เอ็ง รมว.คลัง ซึ่งเชื่อว่าโครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของมหากาพย์คอร์รัปชั่นในกองทุน วันเอ็มดีบี โดยรัฐบาลมาเลเซียชุดที่แล้วจ่ายเงินมากถึง 8,250 ล้านริงกิต (ราว 67,320 ล้านบาท) หรือราว 88% ของมูลค่าข้อตกลงในโครงการนี้ทั้งหมด ให้กับสำนักงานท่อส่งปิโตรเลียมจีน (ซีซีพีบี) แต่โครงการก่อสร้างกลับแล้วเสร็จไปเพียง 13% เท่านั้น นับตั้งแต่เริ่มก่อสร้างเมื่อปี 2559

ในอีกด้านหนึ่ง นายมูฮัมหมัด อิบราฮิม ยื่นหนังสือต่อดร.มหาเธร์ ขอลาออกจากตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารกลางมาเลเซีย หลังมีรายงานว่าเงินมูลค่า 2,000 ล้านริงกิต (ราว 16,320 ล้านบาท) ที่เป็นเงินจากการขายที่ดินรัฐผืนหนึ่ง ซึ่งรัฐบาลของนายนาจิบนำมาฝากไว้กับธนาคารกลาง ถูกนำไปใช้ชำระหนี้บางส่วนให้กับวันเอ็มดีบี.