You are here

สรุปข่าว CG และคอร์รัปชัน - 8 ตุลาคม 2561

คอลัมน์ คิดเป็นเห็นต่าง: ถึงเวลา Disrupt คอร์รัปชั่นกันเถอะ - โพสต์ทูเดย์

วงการหมอส่อระอุ ย้ายผอ.รพ. - ไทยรัฐ

ก้าวสู่ปี4'บิ๊กแป๊ะ'จัดแถวตร.ห้ามไถ! - ไทยโพสต์

ตร.สอบคดีทุจริตสหกรณ์เลย - มติชน

'บิ๊กอู๋'ชี้ โกงเงินคนพิการไม่พบรัฐเอี่ยว - มติชน

คอลัมน์ จุดนัดพบ: ความสำคัญของคู่ค้า - โพสต์ทูเดย์

สกู๊ปหน้า 1: 'ข้อตกลงคุณธรรม'สัญญา'สกัดโกง' ตัดวงจร'โฟกัสที่คน' - เดลินิวส์

Good Guy Run วิ่งปลุกกระแสคนไทยไม่เอาคอร์รัปชัน - คม ชัด ลึก

คอลัมน์ จับกระแส: จับตา 'กุลิศ' เคลียร์เผือกร้อน - กรุงเทพธุรกิจ

คอลัมน์ ขอ ชัด ชัด: ประมูลแหล่งก๊าซใหญ่ที่สุดของไทย'เอราวัณ-บงกช' - แนวหน้า

คอลัมน์ กระจกไร้เงา: ภาคต่อศึกชิงแหล่งปิโตรเลียม - ไทยโพสต์

แนะปฏิรูปสอบสวน-ดึงอัยการป้อง'แพะ' - คม ชัด ลึก

คอลัมน์ เห็นมาอย่างไรเขียนไปอย่างนั้น: NO TIPS - เดลินิวส์

สั่งจำคุก15ปี ปธน.เกาหลีใต้ เซ่นคอร์รัปชั่น - โพสต์ทูเดย์

คอลัมน์ คิดเป็นเห็นต่าง: ถึงเวลา Disrupt คอร์รัปชั่นกันเถอะ - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2561

พิษณุ พรหมจรยา

ที่ปรึกษาแนวร่วมปฎอิบัติของภาคเอกชนไทย ในการต่อต้านทุจริต (CAC)

ถือเป็นธรรมเนียมไปแล้วที่แนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการ ต่อต้านการทุจริต (CAC) จะจัดงานสัมมนาใหญ่ประจำปีในช่วงปลายปี โดยในปีนี้ CAC จะจัดงาน National Conference on Collective Action against Corruption ครั้งที่ 9 ขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 11 ต.ค. 2561 ที่โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ ในหัวข้อ "Disrupting Corruption"

หัวข้อของงานในปีนี้ ต้องถือว่าเข้ากับยุคสมัยที่เทคโนโลยีพัฒนา ไปอย่างรวดเร็ว จนส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้าง (Structural Change) ขึ้นในแทบทุกวงการธุรกิจ สิ่งที่อยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้มีคำเรียกที่เข้าใจกันทั่วไปว่า Disruption

คำว่า Disruption เป็นศัพท์ทางธุรกิจที่มีความหมายพิเศษเฉพาะ ซึ่งถ้าจะอธิบายแบบง่ายๆ ให้เห็นภาพ ก็คือ บริบทในการทำธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป โดยมีสาเหตุหลักมาจากการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ยกระดับคุณภาพสินค้าและบริการ ซึ่งทำให้เกิดธุรกิจรูปแบบใหม่ที่สามารถให้บริการและตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้ดีกว่าธุรกิจแบบดั้งเดิม และยังให้คุณค่า (Value) แก่ผู้บริโภคที่มากขึ้นด้วย

หากเราหันมองดูรอบๆ ตัว ทั้งวิถีชีวิต และทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวเราล้วนแต่ถูก Disrupt ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของการเลือกซื้อสินค้าและบริการที่เปลี่ยนมาอยู่บน Platform แบบ E-Commerce การชำระเงินผ่าน QR Code หรือระบบชำระเงินยุคใหม่ที่ไม่ต้องอาศัยธนาคารพาณิชย์ หรือการเสพสื่อต่างๆ ผ่านช่องทางออนไลน์ แทนสื่อแบบดั้งเดิม ฯลฯ

ในอีกด้านหนึ่ง ต้องถือว่าเรากำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของประวัติศาสตร์ ที่เปิดโอกาสให้เราสามารถแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่นใน รูปแบบที่ไม่เคยมีมาก่อนได้ โดยอาศัยเทคโนโลยีด้านต่างๆ ที่ก้าวหน้าไปมากในปัจจุบันมาผนวกเข้ากับข้อมูลดิจิทัลที่มีอยู่มากมายในรูปแบบของ Big Data มาพัฒนาและประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มความโปร่งใส ปรับปรุงระบบงานและติดตามตรวจสอบหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งจะเป็นเงื่อนไขสำคัญในการ Disrupt ปัญหาคอร์รัปชั่นที่เกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน ทำให้การต่อสู้กับปัญหาคอร์รัปชั่นมีความหวังมากขึ้น

ในงานสัมมนาวันพฤหัสบดีนี้ คุณ Angela Joo-Hyun Kang ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งและ Executive President ของ Global Competitiveness Empowerment Forum (GCEF) จะมาเล่าถึงตัวอย่างที่น่าสนใจของประเทศเกาหลีใต้ ว่าทำอย่างไรถึงสามารถปลุกสำนึกต้านโกงให้กับคนทั้งชาติ จนเกิดเป็นพลังที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงผู้นำสูงสุดทางการเมืองของประเทศได้สำเร็จ

นอกจากนั้น ก็ยังมีการเสวนากลุ่ม โดยคุณนนทวัฒน์ พุ่มชูศรี กรรมการผู้จัดการ เอคเซนเชอร์ ประจำประเทศไทย จะพูดถึงการนำ Blockchain และเทคโนโลยีสมัยใหม่อื่นๆ มาใช้เป็นเครื่องมือในการ Disrupt คอร์รัปชั่น ในขณะที่คุณสุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ หรือเครดิตบูโร จะพูดถึงการนำ Credit Profile ของตัวบุคคล หรือองค์กรธุรกิจมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ส่วนคุณปฏิพัทธ์ สุสำเภา กรรมการผู้จัดการ บริษัท โอเพ่นดรีม จะมาแชร์ประสบการณ์การพัฒนาระบบ Social Reporting ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการรายงานปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นได้

ในช่วงบ่ายของงานสัมมนา จะมีการกล่าวปาฐกถาพิเศษ โดย ดร.มานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) (ACT) ในหัวข้อเผ็ดร้อนที่ใช้ชื่อว่า "เสือดำ, หมูป่า, และนาฬิกาเพื่อน..." สามเรื่องนี้เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันอย่างไร ต้องคอยติดตามรับฟังแบบคำต่อคำ ต่อด้วย ดร.ธานี ชัยวัฒน์ ผู้อำนวยการศูนย์เศรษฐศาสตร์พฤติกรรมและการทดลอง คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะมาพูดถึง "การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อตรวจหาความขัดแย้งของผลประโยชน์" ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการใช้ Big Data ให้ตรวจสอบพฤติกรรมของผู้กำหนดนโยบายว่าได้มีการแสวงหาประโยชน์ส่วนตัวในระหว่างที่อยู่ในตำแหน่งหน้าที่บ้างหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ต่อให้เทคโนโลยีล้ำสมัยแค่ไหน จะเป็น Blockchain หรือ Big Data ก็ไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ด้วยตัวมันเอง การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อคนนำเทคโนโลยีมาใช้ประโยชน์เท่านั้น เพราะฉะนั้นความท้าทายที่แท้จริงของบ้านเมืองเราไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยี แต่อยู่ที่ว่าการปรับเปลี่ยนมุมมองและแนวความคิดของคน ทั้งระดับนโยบายและระดับปฏิบัติ เพื่อนำเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาประยุกต์ใช้

แน่นอนว่าการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการภาครัฐย่อม Disrupt การให้บริการแบบเดิมๆ ซึ่งเป็น กระบวนการที่ประชาชนทั่วไปมองว่าทั้ง "ใหญ่ ยาว เยอะ" และก่อให้เกิดแรงต่อต้านการเปลี่ยนแปลงจากฝั่งผู้ปฏิบัติ หรือผู้ที่ได้ประโยชน์จากความไร้ประสิทธิภาพของระบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งแรงต่อต้านนี้ผมเรียกเล่นๆ ว่า "Block Change"

ถึงที่สุดแล้ว เทคโนโลยียุคใหม่อย่างเช่น Blockchain จะชนะ Block Change ได้หรือไม่ ก็อยู่ที่พวกเราทุกคนจะช่วยกันส่งเสียงสนับสนุน สร้างแรงกดดันทางสังคมให้มีพลังมากๆ มีแค่เพียงวิธีนี้เท่านั้นที่จะสร้างเงื่อนไขให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้จริง ต้องเริ่มที่เราครับ อย่ามัวรอใคร

สำหรับงานสัมมนาในวันพฤหัสนี้ ผมไม่แน่ใจว่าตอนนี้ที่นั่งเต็มหมดแล้วหรือยัง ถ้ามีท่านใดสนใจรับฟังและยังไม่ได้จองที่นั่ง ลองติดต่อสอบถามดูได้ที่คุณสุทธินี โทร.02-955-1155 ต่อ 404 หรือ suthinee@thai-iod.com นะครับ

วงการหมอส่อระอุ ย้ายผอ.รพ. - ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2561

ก่อเกิด-ขัดแย้ง ชมรม รพศ.ค้าน 'พ.ชนบท' หนุน!

ชมรม รพศ./รพท.” จี้ "ปลัด สธ." ออกหนังสือระงับคำสั่งโยกย้ายแต่งตั้ง ผอ.โรงพยาบาลศูนย์ ชี้ไม่มีคำสั่งจะส่งผลผู้ปฏิบัติงานต้องเข้ารายงานตัวในที่ใหม่ 8 ต.ค.นี้ พร้อมตั้งข้อสังเกตทำไมไม่ปฏิบัติตามกติกา พ้อทำลายขวัญกำลังใจบุคลากรที่ทำงาน ด้าน “หมอสุขุม” ตอบสั้น ขอรอดูก่อน ขอบคุณทุกฝ่ายที่ให้ความสนใจ ขณะที่ “หมอเกรียงศักดิ์” ประธานชมรมหมอชนบท ที่ย้ายจาก ผอ.รพ.ชุมแพ ไปเป็น ผอ.รพ.ขอนแก่น ลั่นหากกดดันจนปลัด สธ.ทบทวนคำสั่ง ชมรมแพทย์ชนบทจะหอบหลักฐานร้องนายกฯ-ป.ป.ช.

จากกรณี นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เซ็นหนังสือโยกย้ายข้าราชการระดับสูงของ สธ. เมื่อวันที่ 2 ต.ค.ที่ผ่านมา จนเกิดกระแสความไม่เห็นด้วยเป็นวงกว้างถึงขั้นบุคลากรในโรงพยาบาลหลายแห่ง แต่งชุดดำและถือป้ายประท้วง ทั้งที่ จ.ขอนแก่น จ.เลย รวมถึงกรณีของ นพ.บรรพจน์ สุวรรณชาติ อดีต ผอ.โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ ที่มีคำสั่งย้ายไปเป็น ผอ.รพ.เลย ถึงขั้นยื่นหนังสือลาออก จน นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.สาธารณสุข ต้องหารือด่วนและให้ปลัด สธ.ทบทวนคำสั่งดังกล่าว พร้อมระบุถึงสาเหตุที่ต้องใช้วิธีสรรหา ผอ.โรงพยาบาลศูนย์นั้น

ต่อมาเมื่อวันที่ 7 ต.ค. นพ.โมลี วนิชสุวรรณ ประธานชมรมโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป (รพศ./รพท.) กล่าวว่า ตั้งแต่ชมรม รพศ. รพท. และชมรมนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด ไปยื่นหนังสือคัดค้านคำสั่งดังกล่าว จนบัดนี้ยังไม่เห็นหนังสือจากทางปลัด สธ. ในการระงับคำสั่งก่อนหน้านี้ เพราะหากไม่มีคำสั่งระงับก็จะส่งผลกระทบ เนื่องจากข้าราชการต่างๆ ที่ถูกย้ายจะต้องเดินทางเพื่อไปรับตำแหน่งใหม่ภายในวันที่ 8 ต.ค.นี้ทันที เพราะถ้าไม่ทำก็ขัดต่อการปฏิบัติหน้าที่ ปัญหาคือแม้ทุกวันนี้จะทราบกันดีอยู่แล้วว่าปลัด สธ.ให้สัมภาษณ์ว่าจะมีการทบทวนเรื่องนี้ เพื่อให้เกิดธรรมาภิบาลที่แท้จริง และเป็นไปตามขั้นตอนที่ควรจะเป็น แต่ถ้าไม่มีประกาศตามราชการออกมาก็ไม่มีผลใดๆอยู่ดี จึงไม่ทราบว่าขณะนี้ทาง สธ.จะดำเนินการอย่างไรต่อ

“สิ่งสำคัญเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น ต้องมีคำสั่งระงับการรายงานตัวจากทางปลัด สธ.ออกมา แต่จนบัดนี้ยังไม่มี ทั้งๆที่จะถึงวันที่ 8 ต.ค.อยู่แล้ว ตนก็ไม่รู้ว่าจะต้องรออะไรอีก ซึ่งหากสุดท้ายปลัด สธ.ไม่ทำ ก็จะขัดต่อการให้สัมภาษณ์ไปก่อนหน้านี้ว่า พร้อมจะทบทวน และไม่ใช่ รมว.สาธารณสุข ล้วงลูก แต่เพราะขั้นตอนเป็นไปตามกติกาที่วางไว้ และเรื่องการคัดเลือกผู้อำนวยการโรงพยาบาลก็มีขั้นตอนชัดเจนมา 1-2 ปี โดยยึดตามต้นแบบของกรมการแพทย์ ซึ่ง นพ.ปิยะสกลเคยให้นโยบายไว้ว่าวิธีการคัดเลือกของกรมการแพทย์ เป็นวิธีที่ดีเพราะมีการสอบถาม และผ่านคณะกรรมการอย่างเป็นทางการ ซึ่งให้โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไปของ สธ.ก็ทำรูปแบบนี้ด้วย ทั้งนี้ การโยกย้ายโดยตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 1 ชุดทำหน้าที่คัดเลือกโดยมีตัวแทนจากหลายฝ่ายมาร่วมสรรหาที่ดำเนินการมา 1-2 ปีแล้ว แต่ครั้งนี้กลับไม่มี และจริงๆ ตามธรรมเนียมการโยกย้ายก็ต้องมีเหตุผลให้เจ้าตัวทราบหรือบอกกล่าว แต่กลับไม่มีก็กลายเป็นการทำลายขวัญกำลังใจบุคลากรที่ทำงาน และหลายคนก็หวั่นๆว่าไม่รู้ตัวเองจะถูกย้ายโดยไม่ทราบสาเหตุอีกเมื่อไหร่” นพ.โมลีกล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีที่เกิดขึ้นชมรมแพทย์ชนบทเตรียมยื่นหนังสือร้องนายกฯ ว่า หากทบทวนแสดงว่ามีการล้วงลูก นพ.โมลีกล่าวว่า นพ.สุขุมให้สัมภาษณ์ชัดเจนว่าตนเองไม่ทราบขั้นตอนนี้ และก็ยืนยันเองว่าไม่มีการล้วงลูก ซึ่งตามขั้นตอนก็มีกรรมการ และไม่ใช่เพิ่งทำครั้งนี้ มีการทำมาก่อนแล้ว ส่วนจะไปร้องหรือไม่ อย่างไร ตนไม่ทราบ ทราบแค่ว่าถ้าปลัด สธ.ทำตามนโยบาย รมว.สาธารณสุขและเดินตามที่ประกาศว่าจะทบทวน โดยเริ่มจากออกคำสั่งระงับการรายงานตัว และตั้งคณะกรรมการขึ้นมา พร้อมหารือฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทุกอย่างก็จะเดินไปได้

“พวกผมไม่ได้ต้องการจะแบ่งพรรคแบ่งฝ่ายว่าโรงพยาบาลศูนย์กับโรงพยาบาลชุมชน หรือชมรมแพทย์ชนบท เพราะเราทำงานในกระทรวง ก็พี่น้องกัน แต่แค่อยากให้ทุกอย่างเดินไปตามระบบที่เคยวางไว้ เพราะในสมัย นพ.โสภณ เมฆธน และ นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข เป็นปลัด สธ.ก็คัดเลือกตามวิธีนี้ คือมีกรรมการคัดเลือกเป็นไปตามขั้นตอน”

นพ.โมลีกล่าวและว่าการแต่งตั้งครั้งนี้เกิดคำถามจริงๆ อย่างขอนแก่น ทาง ผอ.โรงพยาบาลขอนแก่น พัฒนาโรงพยาบาลจนดีขึ้น ทำมา 3 ปี ตามกรอบการย้ายปกติจะมีระยะเวลา 4 ปี แต่ครั้งนี้ย้ายไปอยู่โรงพยาบาลพระปกเกล้า แม้จะอยู่ในระดับโรงพยาบาลศูนย์ แต่ก็มีขนาดเล็กลง และไม่ใช่โรงพยาบาลศูนย์หลักของเขต ก็เกิดคำถามว่าผิดอย่างไร ขณะที่ผู้อำนวยการโรงพยาบาลกาฬสินธุ์ที่ทำเรื่องขอลาออก เพราะถูกย้ายไปโรงพยาบาลเลยนั้นก็พัฒนาโรงพยาบาลจนดีขึ้น และเพิ่งอยู่ได้เพียง 1 ปี โดยปกติยังไม่ย้ายกัน ก็เกิดคำถามว่าทำผิดอะไรถึงย้ายผู้อำนวยการโรงพยาบาลกาฬสินธุ์ให้ไปอยู่โรงพยาบาลเล็กลงอีกด้วย สิ่งเหล่านี้ต้องมีคำตอบให้สังคม

ต่อมาในช่วงเย็น ผู้สื่อข่าวสอบถามไปยัง นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ถึงการออกหนังสือชะลอการมารับตำแหน่งผู้อำนวยการ รพ.แล้วหรือไม่ นพ.สุขุมกล่าวเพียงสั้นๆว่า ขอให้รอดูก่อน ขอบคุณทุกฝ่ายที่ให้ความสนใจ

ขณะเดียวกัน ก็ได้รับการเปิดเผยจาก นพ. เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ผอ.โรงพยาบาลชุมแพ จ.ขอนแก่น ที่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผอ.รพ.ขอนแก่น กล่าวถึงกระแสคัดค้านคำสั่งแต่งตั้งโยกย้าย ผอ.โรงพยาบาลศูนย์หลายแห่ง ว่า วันที่ 8 ต.ค.นี้ จะเดินทางไปรายงานตัวต่อผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น และนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด (นพ.สสจ.) ขอนแก่น จากนั้นช่วงบ่ายจะเข้ารับตำแหน่งและปฏิบัติงานที่ รพ.ขอนแก่นทันที

ผู้สื่อข่าวถามว่าจะเป็นการเดินทางไปรับตำแหน่ง ท่ามกลางกระแสคัดค้านและเรียกร้องให้ปลัด สธ.ทบทวนคำสั่งหรือไม่ นพ.เกรียงศักดิ์กล่าวว่า การเดินทางครั้งนี้เป็นไปตามคำสั่งเวียนของปลัด สธ.ที่ให้ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเดินทางไปรายงานตัวในวันที่ 8 ต.ค.และขณะนี้ยังไม่มีคำสั่งเป็นอื่นใด ส่วนหากมีการทบทวนคำสั่งตามคำแนะนำของ รมว. สธ.แล้วต้องกลับไปอยู่ที่เดิมนั้น

นพ.เกรียงศักดิ์ กล่าวว่า คำสั่งดังกล่าวเป็นไปตามกฎหมาย และอยู่ในอำนาจของปลัด สธ. ในส่วนของการคัดค้านก็ดำเนินการไปได้ตามสิทธิ แต่หากมีการกดดันจนต้องทบทวนและเปลี่ยนแปลงใดๆ ตนถือว่าได้รับความเสียหาย และเชื่อว่ามีอีกหลายคนที่จะได้รับผลกระทบด้วย ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น ในส่วนนี้ ชมรมแพทย์ชนบท ซึ่งตนเป็นสมาชิกและเป็นประธานชมรมฯจะรวบรวมข้อมูลหลักฐานไปยื่นร้องเรียนต่อนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ฐานมีการแทรกแซงการทำงานของปลัด สธ.ต่อไป แต่ขณะนี้ขอรอดูท่าทีก่อน

เมื่อถามถึงกระแสที่หลายฝ่ายมองว่ายังไม่เหมาะสมที่จะขึ้นเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลศูนย์ นพ.เกรียงศักดิ์กล่าวว่า มั่นใจว่ามีคุณสมบัติครบถ้วนกับตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลศูนย์ และถือว่าขึ้นตำแหน่งนี้ช้ากว่าอีกหลายคนที่เป็นรุ่นน้องด้วยซ้ำ

ก้าวสู่ปี4'บิ๊กแป๊ะ'จัดแถวตร.ห้ามไถ! - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2561

สโมสรตำรวจ * ก้าวสู่ปีที่ 4 เก้าอี้ ผบ.ตร. "บิ๊กแป๊ะ" มอบนโยบายจัดระเบียบตำรวจนอกแถวสร้างภาพลักษณ์องค์กร ฟุ้งต้องจัดแถวตำรวจให้อยู่ในระบบ ฮือฮา! ฉายวีดิทัศน์สะท้อนด้านลบตำรวจ มีทั้งรีดไถ เมาเหล้า ให้ดูเป็นตัวอย่าง

เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม ที่สโมสรตำรวจ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำ รวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นประธานการสัมมนามอบนโยบายการบริหารราชการของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ 2561 เพื่อกำหนดนโยบายบริหารงานให้กับทุกหน่วยในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

มีผู้เข้าร่วมสัมมนามอบนโยบาย จำนวน 485 นาย เป็นผู้บังคับบัญชาระดับ ตร. 24 นาย, ผู้บัญชาการ (ผบช.) หรือตำแหน่งเทียบเท่า 41 นาย, รองผู้บัญชาการ (รอง ผบช.) หรือตำแหน่งเทียบเท่า 151นาย, ผู้บังคับการ (ผบก.) หรือตำแหน่งเทียบเท่า 279 นาย หลังเสร็จสิ้นฤดูการแต่งตั้งโยกย้ายระดับนายพลวาระปี 61 และในวันนี้เป็นการมอบนโยบายการบริหารงานให้กับข้าราชการตำรวจอีกครั้งของ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ที่ดำรงตำแหน่งเก้าอี้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ก้าวสู่ปีที่ 4 ปี ซึ่งเป็นคนแรกของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่อยู่ในตำแหน่งนานที่สุด

ก่อนเริ่มการมอบนโยบายได้มีการฉายวีดิทัศน์การทำงานในรอบ 3 ปีที่ผ่านมาของ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ผบ.ตร. ที่บรรลุเป้าหมายหลายมิติ ทั้งการพัฒนาองค์กร ที่ไดัรับการสนับจากรัฐบาล ยานพาหนะ อาวุธยุทธภัณฑ์ เครื่องมือสื่อสารที่ครบวงจร รวมทั้งการเพิ่มสมรรถภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ การสืบสวนสอบสวนระดับสากลมาตรฐานเดียวกันกับเอฟบีไอของสหรัฐอเมริกา การ เตรียมความพร้อมของหน่วยปฏิบัติการพิเศษ การปราบปรามอาชญากรรม

การบังคับใช้กฎหมายและสนองนโยบายของรัฐบาล เช่น การปราบปรามยาเสพติด กำหนดแผนระดับลดปัญหายาเสพติด สร้างภูมิคุ้มกันให้กับเด็กและเยาวชน ปัญหาการค้ามนุษย์ ค้าประเวณีที่ประสบผลสำเร็จจากการจัดอันดับจากเทียร์ 3 เป็นเทียร์ 2 ปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาจากระดับถูกเฝ้าจับตามองพิเศษเป็นระดับเฝ้าจับตามอง การแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ

และช่วงท้ายของวีดิทัศน์ได้สรุปผลการบริหารงานของ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา สามารถกอบกู้ศักดิ์ศรีให้เป็นที่ยอมรับของประชาชน เป็นผู้นำที่สามารถประสานเป็นปึกแผ่นกับผู้บัญชาการทุกเหล่าทัพ ขับเคลื่อนเหล่าทัพสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล และจะนำข้าราชการตำรวจสู่ปีที่ 4 ไปด้วยกัน และเพื่อให้งานตำรวจมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลประชาชนได้รับการอำนวยความสะดวกและบริการที่รวดเร็ว เสมอภาค เป็นธรรม มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินมากขึ้น มีความหวาดกลัวภัยน้อยลง เชื่อมั่นในการอำนวยความยุติธรรมและการบังคับใช้กฎหมายที่โปร่งใส สะดวกและรวดเร็ว ส่งผลให้สังคมประเทศชาติมีความมั่นคงและสงบสุข

สะท้อนภาพด้านลบ

นอกจากนี้ วีดิทัศน์ยังได้มีการนำเสนอข้อมูล ตัวอย่างข่าวสารที่สะท้อนภาพลักษณ์ด้านลบของตำรวจ อาทิ การรับสินบน การวางตัวไม่เหมาะสม เมาสุรา โดยนำเสนอข้อมูลข้าราชการตำรวจที่ถูกดำเนินการทางวินัยในปีงบประมาณ 2560 รวม 3,197 นาย ตามความผิดข้อร้องเรียนต่างๆ ให้ออกจากราชการไปแล้วถึง 265 นาย รวมถึงการร้องเรียนพนักงานสอบสวนที่ไม่สามารถบริการประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพในเรื่องต่างๆ

ก่อนมอบนโยบาย พล.ต.อ.จักรทิพย์เปิดเผยว่า แนวนโยบายในการทำงานปี 62 ยังคงยึดแนวทางเดิม ตั้งแต่ปี 59 มีด้วยกัน 6 ภารกิจหลัก 1.การพิทักษ์ปกป้องและเทิดพระ เกียรติเพื่อสร้างความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ 2.การรักษาความมั่นคงและความเรียบร้อยในสังคม 3.การป้องกันปราบ ปรามและลดระดับอาชญากรรม 4.การแก้ไข ปัญหายาเสพติดในทุกมิติ 5.การเร่งรัดขับ เคลื่อนกระบวนการปฏิรูปองค์กรตำรวจในยุคประชาคมอาเซียน 6.การเสริมสร้างความ สามัคคีและการบำรุงขวัญข้าราชการตำรวจ

ผบ.ตร.เผยต่อว่า ที่เพิ่มเติมมาในนโยบายปี 62 คือนำส่วนข้อบกพร่องของการทำงานหลายปีที่ผ่านมานำมาแก้ไข มีอยู่หลายๆ เรื่องด้วยกัน เช่น เรื่องการร้องเรียนต่างๆ เรื่องร้องเรียนเงินกู้สหกรณ์จังหวัดเลย เรื่องเกี่ยวกับพนักงานสอบสวน ต้องนำมาใช้เป็นโจทย์ให้ผู้บัญชาการแต่ละภาค ผู้บังคับการไปตอบโจทย์ ปัญหาต่างๆ ที่ได้รับการร้องเรียนแต่ละปีมีผู้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดประมาณ 3,000 ราย

"ต้องจัดแถวตำรวจเหล่านี้ให้อยู่ในระบบ เช่นพนักงานสอบสวนนัดคู่กรณีมา สอบ แต่ตัวเองไม่มาต้องให้รออยู่ 2-3 ชั่วโมง หรือให้ผู้เสียหายไปหาพยานหลักฐานเอง เพราะประชาชนที่มาโรงพักต้องได้รับความสบายใจกลับไป"

เขากล่าวว่า สิ่งเหล่านี้จะนำมาเป็นโจทย์ให้ผู้บัญชาการแต่ละภาค หัวหน้าแต่ละสถานี ไปแก้ไขปัญหา เพราะโรงพักเป็นสิ่งที่ประชาชนให้ความสำคัญมากที่สุด ใครได้รับความเดือดร้อนก็ต้องมาโรงพัก

"การทำงานในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา ที่ผมเป็นผู้นำองค์กร ให้ประชาชนเป็นคนตัดสิน สิ่งไหนที่ผิดพลาดก็นำมาแก้ไข ผมไม่ใช่เป็นคนไม่ยอมรับความจริง ถ้ามีตำรวจนอกแถวก็ดำเนินการตามระเบียบวินัย"

เมื่อถามว่า ต้นปีหน้าก็จะเข้าสู่การเลือกตั้ง ได้มีการมอบนโยบายตรงนี้ด้วยหรือไม่ พล.ต.อ.จักรทิพย์เผยว่า ได้มีการมอบนโยบายให้เจ้าหน้าที่ตำรวจนำไปปฏิบัติ ให้ไปดูข้อกฎหมายทั้งหมด พ.ร.บ., พ.ร.ป. และคำสั่ง คสช.ต่างๆ ศึกษาให้ถ่องแท้

แบ่งงานรอง ผบ.ตร.

ส่วนการมอบหมายลักษณะงาน 6 ด้าน ให้ รอง ผบ.ตร. รับผิดชอบ ประกอบไปด้วย 1.งานด้านป้องกันปราบปรามอาชญากรรม มอบหมายให้ พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้กำกับดูแลและบริหารราชการสั่งและปฏิบัติราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

2.งานด้านความมั่นคงและกิจการพิเศษ มอบหมายให้ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้กำกับดูแลและบริหารราชการสั่งและปฏิบัติราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

3.งานด้านกฎหมายและคดี มอบให้ พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้กำกับดูแลและบริหาร ราชการสั่งและปฏิบัติราชการแทนผู้บัญชา การตำรวจแห่งชาติ

4.งานจเรตำรวจ มอบหมายให้ พล.ต.อ. สุชาติ ธีระสวัสดิ์ จเรตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้กำกับดูแลและบริหารราชการสั่งและปฏิบัติราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

5.งานบริหาร มอบหมายให้ พล.ต.อ. รุ่งโรจน์ แสงคร้าม รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้กำกับดูแล และบริหารราชการสั่งและปฏิบัติราชการแทนผู้บัญชา การตำรวจแห่งชาติ และ

6.งานสืบสวนสอบสวน มอบหมายให้ พล.ต.ท.ชัยวัฒน์ เกตุวรชัย รักษาราชการแทนรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้กำกับดูแลและบริหารราชการสั่งและปฏิบัติราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตั้งแต่ช่วงเช้าได้มีเจ้าหน้าที่หน่วยเก็บกู้และตรวจสอบวัตถุระเบิด หรืออีโอดี และสุนัขตำรวจกองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ (191) เข้าตรวจสอบเอกซเรย์พื้นที่อย่างละ เอียด ขณะที่ช่างภาพทั้งภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวต้องนำอุปกรณ์มาตรวจจากเจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาลเช่นเดียวกัน

วันเดียวกันนี้ หลัง พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รรท.ผบช.สตม. และ พ.ต.อ.พนัญชัย ชื่นใจธรรม รรท.ผบก.สส.สตม. และชุดสืบสวน สตม. เข้าขอความร่วมมือคอนโด สตาร์วิว เพื่อตรวจสอบชาวต่างชาติที่พักอาศัยว่าตรงกับที่แจ้งไว้กับตำรวจตรวจคนเข้าเมืองหรือไม่

จากการตรวจสอบพบมีชาวต่างชาติหลายคนแจ้งที่อยู่อาศัยตรงกับที่แจ้งไว้กับตำรวจตรวจคนเข้าเมือง แต่พบว่าส่วนใหญ่คนไทยซึ่งเป็นเจ้าของห้องเช่ากลับไม่แจ้งถิ่นที่อยู่ของชาวต่างชาติให้ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองทราบ จึงมีความผิดตามกฎหมาย ขณะนี้อยู่ระหว่างเรียกตัวเจ้าของห้องชุดมาดำเนินการตามกฎหมาย ซึ่งความผิดดังกล่าวมีโทษแค่ปรับเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ตำรวจได้จับกุมนายลี ซึงกึน (MR.LEE SEUNGKUN) อายุ 42 ปี สัญชาติเกาหลีใต้ ซึ่งอาศัยในคอนโดฯ ดังกล่าวด้วย และจากการตรวจสอบ พบว่านายลี ซึงกึน ได้หนีคดีฉ้อโกง 7 คดีที่ประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งมูลค่าความเสียหาย 190 ล้านวอน หรือประมาณ 6,000,000 บาท.

ตร.สอบคดีทุจริตสหกรณ์เลย - มติชน ฉบับวันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2561

เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจ แห่งชาติ (ตร.) เปิดเผยถึงความคืบหน้า กรณีกลุ่มข้าราชการตำรวจเดินทางมายื่นหนังสือร้องเรียน ต่อ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. เรื่องการทุจริตในโครงการกู้รวมหนี้ สหกรณ์ออมทรัพย์ ภ.จว.เลย เนื่องจาก 193 นาย ได้รับความเดือดร้อน ว่า หลังจากที่มีคำสั่งให้ พล.ต.ต.สุทิพย์ ผลิตกุศลธัช อดีต ผบก.ภ.จว.เลย และพวกรวม 5 นาย ออกจากราชการไว้ก่อน พร้อมตั้งกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง และต่อมามีการตรวจสอบพบ ข้าราชการตำรวจอีก 15 นาย มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยรับโอนเงินจากกลุ่มบุคคลที่กระทำความผิดในคดีนี้ ทาง ตร.จึงมีคำสั่งให้ข้าราชการตำรวจทั้ง 15 นาย มาปฏิบัติหน้าที่ที่ ศปก.ตร. พร้อมตั้งกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป

พ.ต.อ.กฤษณะกล่าวว่า เมื่อวันที่ 2 ตุลาคมที่ผ่านมา ได้มีการจับกุมผู้เกี่ยวข้องอีก 12 ราย ส่วนหนึ่งเป็นข้าราชการกระทรวงยุติธรรม และได้มีคำสั่งให้ข้าราชการตำรวจมาปฏิบัติหน้าที่ยัง ศปก.ตร. พร้อมตั้งกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมอีก 8 นาย กรณีพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องรับโอนเงินจากกลุ่มบุคคลที่กระทำความผิด และพนักงานสอบสวนในคดีนี้อีก 11 นาย กรณีละเว้นการปฏิบัติหน้าที่"

"ขณะนี้พนักงานสอบสวนได้ออกหมายเรียกพยานเพื่อมาให้ปากคำประมาณ 300 คน ซึ่งได้นัดหมายในสัปดาห์หน้าเป็นต้นไป โดยจะกำหนดสถานที่เข้าพบ ภาคเหนือ ที่ จ.เชียงใหม่ ภาคใต้ ที่ จ.สุราษฎร์ธานี ภาคตะวันออก ที่ จ.ชลบุรี ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ จ.ขอนแก่น" พ.ต.อ.กฤษณะกล่าวว่า ขณะนี้ยึดทรัพย์ไปแล้ว 2 ครั้ง มูลค่าทรัพย์สินประมาณ 180 ล้าน บาท และยังมีผู้นำเงินสดมาคืนแล้วประมาณ 12 ล้านบาท ผู้ต้องหาเข้ามอบตัวแล้ว 25 คน เหลืออีก 12 คน จะได้ติดตามตัวมาดำเนินคดีต่อไป

'บิ๊กอู๋'ชี้ โกงเงินคนพิการไม่พบรัฐเอี่ยว - มติชน ฉบับวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2561

เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม ที่กระทรวงแรงงาน พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายวิวัฒน์ ตังหงส์ รองปลัดกระทรวงแรงงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีโกงเงินคนพิการตามมาตรา (ม.) 33 และ ม.35 แห่ง พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิต พ.ศ.2560 และที่แก้ไขฉบับเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2 ) พ.ศ.2556 แถลงผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีข้อร้องเรียนทุจริตเงินคนพิการ

พล.ต.อ.อดุลย์แถลงว่า ตามที่นายปรีดา ลิ้มนนทกุล ประธานเครือข่ายพิทักษ์สิทธิคนพิการ และคณะ ร้องเรียนหน่วยงานรัฐหลายแห่งให้ตรวจสอบการละเมิดสิทธิและปฏิบัติไม่เป็นธรรมกับคนพิการ ตาม ม.33 และ ม.35 จึงตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง 9 เรื่อง ภายใน 15 วัน จากการตรวจสอบข้อมูลทั่วไป ข้อมูลเฉพาะกรณีจากผู้ร้อง กลุ่มผู้พิการที่ให้ข้อเท็จจริงรวม 150 ราย และลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการประกอบการผู้พิการ พบ 6 เรื่อง เป็นข้อร้องเรียนเดิม ระหว่างปี 2559-2560 มีข้อบกพร่องและมีการประสานให้หน่วยงานเข้าแก้ไขแล้ว ส่วนอีก 3 เรื่อง เป็นเรื่องร้องเรียนใหม่ พบมีข้อบกพร่อง 1 เรื่อง

"สรุปภาพรวมพบมีผู้พิการยังไม่ได้รับสิทธิตาม ม.33 และ ม.35 จำนวน 200 คน ความเสียหาย 14 ล้านบาท โดเป็นจำนวนเงินที่ส่งเข้ากองทุนตาม ม.34 หลังจากนี้จะส่งข้อมูลให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป พร้อมจ่ายเงินทดแทนให้ผู้เสียหาย" พล.ต.อ.อดุลย์กล่าว

นายวิวัฒน์แถลงว่า นายปรีดาให้ข้อมูล รวม 2 ครั้ง พบผู้พิการไม่ได้รับสิทธิตามกฎหมาย โดย 9 เรื่องที่ร้องเรียนเกี่ยวข้องกับการจ้างคนพิการ จำนวน 2 เรื่อง และเกี่ยวกับการให้สิทธิและใช้สิทธิตาม ม.33 และ ม.35 จำนวน 6 เรื่อง และเรื่องที่คาบเกี่ยวกับ ม.33 และ ม.35 จำนวน 1 เรื่อง

นายวิวัฒน์แถลงอีกว่า ปี 2561 มีผู้พิการในประเทศไทยรวมทั้งสิ้น 1.9 ล้านคน มีสถานประกอบการเข้าข่ายต้องจ้างแรงงานผู้พิการ 64,750 คน โดย ม.33 เป็นการจ้างงานโดยตรงระหว่างผู้พิการกับผู้ประกอบการ มีการจ้างงานแล้ว 36,315 คน ในจำนวนนี้ กระทรวงแรงงานช่วยเหลือขึ้นทะเบียนคนพิการที่ประสงค์จะทำงานและประสานงานส่งต่อเพื่อให้นายจ้างคัดเลือกและบรรจุงาน 1,565 คน ส่วน ม.34 มีการส่งเงินเข้ากองทุนส่งเสริมคุณภาพชีวิตคนพิการของ พม.ที่ไม่ได้ใช้สิทธิตาม ม.33 และ ม.35 เมื่อปี 2560 มีสถานประกอบการ 1,200 แห่ง จ่ายเงินทดแทนจ้างผู้พิการ 14,623 คน เป็นเงิน 1,500 ล้านบาท คิดอัตราตามค่าจ้างขั้นต่ำ 1 คน คูณ 1 ปี ของผู้พิการที่ไม่ถูกจ้างงาน เท่ากับ 109,500 บาทต่อปี และ ม.35 เป็นกรณีสถานประกอบการให้สิทธิผู้พิการเข้าร่วมโครงการส่งเสริมประกอบอาชีพ 7 ประเภท เช่น ให้สัมปทานขายสินค้า จัดอุปกรณ์ฝึกอาชีพ ล่ามภาษามือ ฯลฯ ซึ่งมีผู้พิการใช้สิทธิ 12,499 คน แต่กระทรวงแรงงานจะร่วมดำเนินการพิจารณาเห็นชอบโครงการที่ผู้ประกอบการเสนอ

"การตรวจสอบชั้นนี้ ยังไม่พบเจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงานเกี่ยวข้อง รวมถึงไม่พบข้อบกพร่องหรือนัยยะสำคัญที่ส่งผลต่อ ม.35" นายวิวัฒน์กล่าว

คอลัมน์ จุดนัดพบ: ความสำคัญของคู่ค้า - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2561

สิริพร สงบธรรม

ที่ปรึกษาสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย

ฟังคำว่า "คู่ค้า" แล้วคุณอาจเฉยๆ ไม่เห็นจะเกี่ยวอะไรกับฉันเลย ใช่ไหม เรื่องของใครก็ของมัน แต่มีกรณีศึกษาที่เกิดขึ้นจริง ทำให้เราได้ข้อคิดว่า สิ่งแวดล้อมย่อมมีผลกับการทำงานของเรา ตระหนักรับรู้ได้ในยุคนี้ ไม่ต้องรอชาติหน้า

เรื่องเล่าจากภาคสนามของจริง ไม่อิงดราม่า เมื่อวันดีคืนมืดเดินทางมาถึง คู่ค้าที่ค้าขายกันมานานกว่า 15 ปี จนไว้วางใจ มีการทุจริต โกงลูกค้า เสียหายกว่าร้อยล้าน สูญเงิน เสียใจ เสียความมั่นใจที่หุ้นส่วนธุรกิจพึงมีต่อกัน วันนี้ส่งผลให้หุ้นของบริษัทนี้ ถูกแขวนห้ามการซื้อขาย

ลองมาฟัง "ความสำคัญของคู่ค้า" กันพอเป็นสังเขป"บริษัทจี" ผู้ผลิตและจำหน่ายเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วน และเหล็กแผ่นหนา นำไปเป็นวัตถุดิบ ของอุตสาหกรรมรถยนต์ ส่วนประกอบของวัตถุดิบ คือ สินแร่เหล็ก และเศษเหล็ก ซึ่งนำเข้าจากต่างประเทศกระบวนการผลิต เป็นโรงงานอุตสาหกรรม ประเภทอุตสาหกรรมหนัก ใช้ไฟฟ้าจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เป็นเชื้อเพลิง เพราะเป็นความร้อนที่มีเสถียรภาพต่อคุณภาพของชิ้นงาน

โรงงานแห่งนี้เปิดทำการมาตั้งแต่ปี 2526 นัยว่ายังทันสมัย ผู้ถือหุ้นใหญ่เป็นตระกูลดังเป็นอุตสาหกรรมที่ต้องใช้เงินลงทุนสูงมาก ทุนจดทะเบียนเฉียด 5 หมื่นล้านบาท มียอดขายราวปีละกว่า 2 หมื่นล้านบาท

ยุคแรกของการพัฒนาอุตสาหกรรมทดแทนของประเทศไทย จนเข้าสู่ยุคการส่งออกที่รุ่งเรือง ยุคการค้าเสรี การแข่งขันสูง ยักษ์ใหญ่อย่างประเทศจีนเปิดประเทศ การแข่งขันจึงรุนแรง มาร์จิ้นที่เคยมี เริ่มบางลง ราคาตลาดอาจถูกเทดัมพ์ในบางจังหวะของเวทีการค้าโลก กลายเป็นสินค้าที่ปรับตัวได้ยาก ผู้ประกอบการต้องทนรับสภาพแบกต้นทุน และราคาขายที่แกว่งๆ ในรอบ 4 ปีของการค้าขาย พบว่าขาดทุนสุทธิหลักพันล้านบาท และอาจนับได้ว่า ติดกลุ่มธุรกิจ Sun Down แต่ข้อดีของธุรกิจนี้ คือ การผลิตตามคำสั่งซื้อของลูกค้า ซึ่งต้องค้าขายกันล่วงหน้าเป็นปีๆ ผลิตเท่าที่ลูกค้าสั่ง ไม่ต้องเร่ขายเหล็ก ซึ่งไม่ใช่สินค้าที่ใช่ในชีวิตประจำวัน อย่าง สบู่ ยาสีฟัน

ลำพังการทำธุรกิจก็พบกับความยากเย็นอยู่แล้ว แต่พบว่าเกิดมีกรณีการยักยอกเศษเหล็กที่นำเข้าจากต่างประเทศ เพื่อเข้าโรงงานหลอม ฟังดูขำๆ ยังกับว่าเป็นเรื่องเล่าคดีทุจริต กินหิน กินทราย กินสะพาน นี่กินเหล็กษแล้วนี่เป็นภาคเอกชน เป็นไปได้อย่างไร...

เมื่อเดือน ก.ย.กลายเป็นคดีชิ้นโบแดงของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จับ ผู้ต้องหากว่า 20 คน ยักยอกเหล็ก เหตุการณ์ยักยอกเหล็กเกิดขึ้นในบริษัทคู่ค้าจากต่างประเทศ ที่มาตั้งสาขาในเมืองไทย ความเป็นสากลที่ทำงานกระจายไปราว 65 ประเทศทั่วโลก ทำให้ได้รับความน่าเชื่อถือยิ่งนัก แบรนดิ้งของบริษัทแม่ระดับดีมาก พอมาตั้งสาขาในประเทศใด มักจะมีการจ้างคนท้องถิ่นนั้นมาช่วยทำงาน งานผู้บริหารและลูกจ้างคนไทย เป็นคนลงมือเอง เป็นกระบวนการที่รู้เห็นเป็นใจ ด้วยการโกงตาชั่ง ด้วยระบบรีโมทคอนโทรล เหล็กราวกว่า 5,000 ตัน มูลค่ามากกว่าหลักร้อยล้านบาท (ประเมินค่าเบื้องต้น เพราะยังไม่สามารถหาปริมาณเหล็กที่แท้จริง ที่สูญหายไปได้-ใครช่วยไปชั่งน้ำหนักได้บ้างล่ะ) จึงเป็นมูลเหตุให้ บริษัทจี ส่งงบการเงินประจำไตรมาสแรกปี 2561 ไม่ทันตามกำหนด และถูกสั่งพัก ห้ามการซื้อขาย ตามที่ปรากฏ

ผลกระทบไม่ได้เกิดจากการทำธุรกิจของตัวเอง แต่เป็นการเกิดขึ้นกับบริษัทคู่ค้ากระทบชิ่งมา น่าแค้นใจจริง ไหน...ใครกัน ใครว่าคู่ค้าไม่สำคัญ

ทำให้หวนคิดถึงแคมเปญรณรงค์ของสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD) ว่า การประกาศเจตนารมณ์ของการต่อต้านคอร์รัปชั่น ไม่เพียงทำกันเฉพาะบริษัทจดทะเบียน หากเป็นไปได้ ควรชวนคู่ค้ามา รับรู้และเข้ากระบวนการลงนามใน MOU ทำแบบทดสอบตระหนักรู้ถึงความเสียหายของการไม่ซื่อสัตย์ของสิ่งแวดล้อมของเรา

สกู๊ปหน้า 1: 'ข้อตกลงคุณธรรม'สัญญา'สกัดโกง' ตัดวงจร'โฟกัสที่คน' - เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2561

"แค่เปิดโอกาสให้มีบุคคลที่ 3 เข้าไปสังเกตการณ์โครงการประมูลต่าง ๆ ก็ถือว่าช่วยตัดวงจรการทุจริตลงไปได้แล้ว." ...เป็นการระบุโดย ประมนต์ สุธีวงศ์ ในฐานะประธาน องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT ถึงความสำคัญของ "กลุ่มบุคคลที่ 3" ที่ทางองค์กรดังกล่าวได้พยายามผลักดันให้เป็น "หนึ่งในกลไกสกัดกั้น-ป้องกันปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น" ที่เกี่ยวข้องกับโครงการต่าง ๆ ของภาครัฐที่มีภาคเอกชนดำเนินการ เหมือนที่หลาย ๆ ประเทศที่พัฒนาแล้วได้นำกลไกหรือโมเดลดังกล่าวนี้มาใช้ โดยในส่วนของประเทศไทยนั้น การผลักดันการดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องนี้...

เกิดขึ้นภายใต้แนวคิด 'ข้อตกลงคุณธรรม"

มุ่งที่เป้าหมาย 'เพื่อทำให้เกิดธรรมาภิบาล"

ทั้งนี้ ในโอกาสที่ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน หรือ ACT ได้เข้าพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ ประชา เหตระกูลบรรณาธิการบริหาร และคณะกองบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ "เดลินิวส์" เมื่อเร็ว ๆ นี้ นอกจากการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและเผยความคืบหน้าที่ทางองค์กรฯได้ดำเนินการมากว่า 7 ปีแล้ว ทางประธาน ACT ยังได้ให้ข้อมูลผ่าน "สกู๊ปหน้า 1 เดลินิวส์" ถึงกรณี 'ข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact)"ซึ่งได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2558 จนถึงปัจจุบัน ที่ก็เป็น "อีกกลไก"...

ที่นำมาใช้ 'เพื่อการปราบโกง-ปราบทุจริต"

ข้อมูลโดยสังเขปในกรณีนี้ มีการแจกแจงไว้ว่า...'ข้อตกลงคุณธรรม"เกิดจากแนวคิดรัฐบาลที่กำหนดให้ การป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริตเป็นยุทธศาสตร์และวาระแห่งชาติ โดยให้ทุกส่วนราชการ หน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐ มีมาตรการหรือแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบ มุ่งเน้นการสร้างธรรมาภิบาลในการบริหารงาน ตลอดจนส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพื่อป้องกันการทุจริต โดยได้เริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นหลังจากเมื่อวันที่ 3 ก.พ. 2558 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้นำกลไกดังกล่าว ซึ่งพัฒนาโดย องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International)มาเป็นกลไกป้องกันการทุจริตในโครงการจัดซื้อจัดจ้างต่าง ๆ ให้นำมาใช้กับ โครงการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานภาครัฐ

'ข้อตกลงคุณธรรมจะเป็นลายลักษณ์อักษรที่ถูกกำหนดไว้ในสัญญาจัดซื้อจัดจ้าง โดยมีหลักใหญ่ใจความในการให้คำมั่นว่า.จะไม่กระทำการใด ๆ ที่ส่อไปในทางทุจริต โดยจะมีการลงนามร่วม 3 ฝ่าย ได้แก่ หน่วยงานรัฐ ภาคเอกชนหรือผู้เสนอราคา และภาคประชาสังคมหรือผู้สังเกตการณ์"...ทางประธาน ACT ให้ข้อมูลไว้

พร้อมแจกแจงอีกว่า...ในส่วนของ ภาคประชาสังคม หรือ "ผู้สังเกตการณ์ (Observer)" นั้น เป็นรูปแบบที่มีหลาย ๆ ประเทศได้นำมาใช้เป็นอีกกลไกป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่นมานานแล้ว แต่ในประเทศไทยเพิ่งจะมีการดำเนินการไม่กี่ปีมานี้ โดยกระบวนการของ บุคคลที่ 3 ที่เข้ามาในฐานะ ผู้สังเกตการณ์อิสระการจัดซื้อจัดจ้าง นั้น ผู้ที่เป็นผู้สังเกตการณ์ที่เข้ามาในกระบวนการนี้ จะมีการคัดสรรจากผู้ทรงคุณวุฒิด้านที่เกี่ยวข้องกับโครงการแต่ละโครงการที่ได้มีการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งจะเข้ามาเพื่อสังเกตการณ์อย่างใกล้ชิด ตั้งแต่การจัดทำร่างขอบเขตของงาน (TOR) ไปจนถึงสิ้นสุดสัญญาของโครงการ

ผู้สังเกตการณ์ จะทำหน้าที่ ให้ข้อสังเกต ข้อท้วงติง ในการประมูลจัดซื้อจัดจ้างโครงการต่าง ๆ เพื่อให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรมและโปร่งใสซึ่งหน่วยงานรัฐและเอกชนต้องเปิดเผยข้อมูลต่อผู้สังเกตการณ์ และถ้าผู้สังเกตการณ์พบว่าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่ปฏิบัติตาม 'ข้อตกลงคุณธรรม"ก็จะรายงานข้อสังเกตให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องรับทราบ

ทั้งนี้ ในกรณีที่ได้รายงานความผิดปกติไปแล้ว แต่ไม่มีการแก้ไข จนอาจเกิดความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายต่อโครงการดังกล่าวขึ้น ผู้สังเกตการณ์ก็จะรายงานให้ คณะกรรมการความร่วมมือป้องกันการทุจริต ได้รับทราบ เพื่อให้เข้าไปตรวจสอบโครงการนั้น รวมถึงนำรายงาน เผยแพร่ต่อสาธารณะเพื่อให้สังคมรับทราบถึงความผิดปกติซึ่งประธาน ACT ได้ให้ข้อมูลไว้อีกว่า...ผลการดำเนินการตั้งแต่ปี 2558-2561 นั้น ได้มีโครงการต่าง ๆ เข้าร่วม 79 โครงการ คิดเป็นมูลค่าโครงการรวม 1,111,313.47 ล้านบาท โดยมีโครงการที่ได้ลงนามไปแล้วจำนวน 45 โครงการ ซึ่งช่วยให้ประหยัดงบประมาณได้แล้วถึง 71,127 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 32.85 ของมูลค่าทั้งหมด โดยยกตัวอย่างการทำหน้าที่ของ "ผู้สังเกตการณ์" ว่า...

'อย่างโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ที่ดำเนินการในรูปแบบ PPP (Public-Private-Participation) ที่จากเดิมโครงการนี้ข้อเสนอของผู้รับสัมปทานคือ 265,345 ล้านบาท แต่หลังจากมีการส่งคณะผู้สังเกตการณ์เข้าร่วม ก็ทำให้ผลการเจรจายุติลงที่ราคา 227,888 ล้านบาท หรือลดลงไป 37,457 ล้านบาท"...ประธาน ACT ระบุ และว่า...

อย่างไรก็ตาม กรณี 'ผู้สังเกตการณ์"กลไกที่เสริมกลไก 'ข้อตกลงคุณธรรม"นั้น ขณะนี้ยังมี "ข้อจำกัด" เรื่อง "จำนวนบุคลากร" ที่จะเข้ามาทำหน้าที่นี้ ที่ต้องเป็น ผู้มีความเป็นกลาง และเชี่ยวชาญในสาขาวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับโครงการต่าง ๆ โดยถึงแม้ทางองค์กรฯจะคัดเลือกได้แล้ว 214 คน และมีผู้ผ่านการอบรมแล้ว 201 คน และมีการส่งลงโครงการต่าง ๆ แล้ว 128 คน แต่บุคลากรที่จะมาทำหน้าที่ก็ยังไม่เพียงพออยู่ดี เนื่องจากการคัดสรรบุคคลที่เหมาะสมจะมาทำภารกิจนี้มีข้อจำกัดอยู่มากพอสมควร ซึ่งนี่ก็เป็นอีกโจทย์ที่จะต้องเร่งหาแนวทางเพื่อลดอุปสรรคในการเฟ้นหาผู้มาทำหน้าที่...

'ผู้สังเกตการณ์สกัดกั้นการโกง" ในโครงการรัฐ

ควบคู่กับ 'ข้อตกลงคุณธรรม" ที่เป็นอีกกลไก

เหล่านี้สำคัญ.ในยุคที่ 'กลโกงซับซ้อนยิ่งขึ้น".

Good Guy Run วิ่งปลุกกระแสคนไทยไม่เอาคอร์รัปชัน - คม ชัด ลึก ฉบับวันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2561

เพราะเป้าหมายงานวิ่งอาจไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการส่งเสริมให้คนไทยมีสุขภาพดีเท่านั้น

แต่พลังของงานวิ่งยังกำลังเป็นหนึ่งกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์สำคัญของสังคมในวันนี้ไม่น้อย ในการสร้างพลังเชิงบวกและพลังจิตสาธารณะให้กับคนในสังคมหลายต่อหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นปรากฏการณ์ "ก้าวคนละก้าว"ที่นักร้องคนดัง ตูน บอดี้สแลม เลือกนำประโยชน์ของการออกกำลังมาจุดประกายชวนคนไทยร่วมทำความดีบริจาคช่วยเหลือโรงพยาบาล หรืองาน "วิ่งด้วยกัน" ซึ่งจัดโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดกิจกรรมวิ่งระหว่างคนไทยจิตอาสาที่พร้อมใจมาวิ่งบัดดี้คู่กับผู้พิการ เป็นการสร้างแรงกระเพื่อมให้สังคมไทยในการดึงให้คนพิการออกมาใช้ชีวิตร่วมกับคนทั่วไปในสังคม เป็นต้น

2 ธันวาคม 2561 ที่จะถึงนี้ อาจกำลังจะเป็นอีกครั้งของการปลุกกระแสสังคมเชิงบวกกับการชวนคนไทย ต้านภัยคอรัปชัน ในกิจกรรมงานเดิน-วิ่ง กู๊ด กาย รัน (Good Guy Run) อีกงานวิ่งที่หวังสร้างพลังความดีด้วยการสร้างความซื่อสัตย์ มีคุณธรรมในสังคมนักวิ่งและชวนชาวไทยร่วมเจตนารมย์ไม่เอาคอร์รัปชัน

งานเดิน-วิ่ง กู๊ด กาย รัน ซึ่งกำลังจัดขึ้นเป็นครั้งแรก โดยความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) และสมาพันธ์ชมรมเดิน-วิ่งเพื่อสุขภาพไทย

พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานกรรมการ ป.ป.ช. กล่าวว่า โดยปกติแล้ว ในวันที่ 9 ธันวาคมของทุกปี สหประชาชาติจะกำหนดให้เป็นวันต่อต้านคอรัปชันสากล ซึ่งสำนักงาน ป.ป.ช. ร่วมกับภาคีเครือข่าย จัดงาน วันต่อต้านคอร์รัปชันสากล (ประเทศไทย) เพื่อประกาศเจตนารมณ์ต่อต้านการทุจริตอย่างต่อเนื่อง

แต่สำหรับในปีนี้ มีความพิเศษยิ่งขึ้น เพราะเป็นปีแรกที่ต้องการนำหลักส่งเสริม สุขภาพร่วมบูรณาการกับการสร้างสังคม ส่งเสริมความดีร่วมต้านการทุจริต จึงร่วมกับ สสส. องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) และสมาพันธ์ชมรมเดิน-วิ่งเพื่อสุขภาพไทย จัดกิจกรรมเดิน-วิ่ง "กู๊ด กาย รัน ครั้งที่ 1" เพื่อแสดงพลังของทุกภาคส่วนในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตทุกรูปแบบ "งานเดิน-วิ่งนี้ ถือเป็นแนวคิดที่ตั้งใจ อยากให้คนไทยทุกคนมาร่วมกันแม้จะเป็นกิจกรรมครั้งแรกแต่เราหวังว่าจะไม่ใช่ ครั้งสุดท้ายซึ่งกิจกรรมนี้จะเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมเชิดชูคนดี มีคุณธรรม และสร้างจิตสำนึกที่ถูกต้องเพื่อเป็นต้นแบบของสังคมอย่างยั่งยืน

เพราะการจะแก้ไขปัญหาไม่ใช่เฉพาะเรื่องของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในการป้องกัน แต่ประเทศไทยกำลังจะสร้างสังคมที่ปราศจากการทุจริตคอร์รัปชัน"

ด้าน ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า สสส. มีวิสัยทัศน์เพื่อทุกคนบนแผ่นดินไทยมีขีดความสามารถ สังคม สิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาวะ การส่งเสริมให้ประชาชนมีกิจกรรมทางกาย ลดพฤติกรรมเนือยนิ่งในชีวิตประจำวัน โดย "การวิ่ง" เป็นกิจกรรมทางกายที่ทำได้ง่ายและมีประโยชน์ต่อสุขภาพ ทั้งการเพิ่มความสมบูรณ์แข็งแรงของร่างกาย และการลดความเสี่ยงต่อการ เจ็บป่วยและการเสียชีวิตจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) หากคนไทยมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอจะช่วยลดความสูญเสียชีวิตจากโรค NCDs ได้ถึง 11,129 รายต่อปี และลดต้นทุนค่ารักษาพยาบาลได้ถึง 5,977 ล้านบาท

"คนไทยเป็นโรคเกี่ยวกับวิถีชีวิต เป็นส่วนใหญ่ การเดินวิ่งเป็นวิธีพื้นฐานสำคัญอย่างหนึ่งที่มาขยับมีกิจกรรมทางกาย ซึ่งน่าดีใจที่งานวิ่งกำลังเป็นที่นิยมในคนไทย มีกิจกรรมงานวิ่งปีหนึ่งเป็นพันงาน

ทั้งยังมีการใช้งานวิ่งมาร่วมกับการรณรงค์ด้านต่างๆ รวมถึงต่อต้านคอร์รัปชันและ ชวนให้คนเป็นคนดี อย่างที่ท่านประธาน ป.ป.ช. ได้กล่าวไว้ว่าหัวใจของการแก้ปัญหาเรื่องคอร์รัปชัน ไม่ใช่การไล่ล่าหรือปราบปราม แต่เป็นการสร้างวัฒนธรรมความดี ซึ่งต้องแทรกซึมให้เกิดขึ้นในสังคม สังเกตได้ว่านักวิ่งถ้าวิ่งบ่อยๆ จะเป็นคนมีจิตสาธารณะสูง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นChange Agent ในการทำความดี"

ดร.มานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) กล่าวว่า แอ็ค (ACT) คือองค์กรเอกชนที่ต้องการเป็นพลังสังคม ขับเคลื่อนให้การคอร์รัปชันเป็นสิ่งที่คนไทยและสังคมไทยยอมรับไม่ได้ ความดีและความซื่อสัตย์สามารถสร้างได้โดยเริ่มจากตัวเราเอง ซึ่งการวิ่งเป็นกิจกรรมที่ต้องแข่งขันกับตัวเอง รักษาความซื่อสัตย์ เพราะทุกคนต้องเคารพกฎกติกา ไม่เอาเปรียบผู้อื่นด้วยการโกงหรือลัดเส้นทางวิ่ง นอกจากนี้ นักวิ่งยังสามารถส่งต่อความดีด้วยการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เพื่อนนักวิ่ง งานวิ่งครั้งนี้ทุกคนสามารถแสดงพลังความดีให้คนทั้งประเทศได้เห็นว่าเริ่มต้นแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันได้ง่ายๆ ด้วยตัวเราเอง

"การจะเอาชนะคอร์รัปชันจะไม่มีวันประสบความสำเร็จได้ ถ้าไม่มีความร่วมมือจาก ทุกคน เพื่อปลุกกระแสความตระหนักถึงภัยร้ายคอรัปชัน และเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามา มีส่วนร่วม ร่วมแสดงเจตนารมย์ที่จะคอรัปชัน ผมเชื่อว่าความดีความซื่อสัตย์ต้องเริ่มได้จาก ตัวเราเอง การวิ่งเป็นเกมกีฬาที่นอกจากต้องแข่งขัน กับตัวเองแล้ว ยังต้องรักษาความซื่อสัตย์ด้วยตัวเอง ไม่ให้โกงหรือลัดเส้นทาง นอกจากนี้นักวิ่งยังสามารถเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่การทำ ความดี" เลขาธิการเอซีทีกล่าว

สำหรับการจัดแข่งขัน งานเดิน-วิ่ง กู๊ด กาย รัน จัดแบ่งเป็น 3 ระยะ คือ 10 กม. 5 กม. และ 1.5 กม. นักวิ่งทุกคนจะได้รับ เสื้อวิ่ง เหรียญที่ระลึก และสายรัดข้อมือ "GOOD GUY" ภายหลังเข้าเส้นชัยร่วมกิจกรรมการแปรอักษรเป็นสัญลักษณ์รูปมือ ผู้สนใจร่วมงานสามารถสมัครได้ตั้งแต่วันที่ 8 - 31 ตุลาคม นี้ ทาง www.thaijogging.org หรือเฟซบุ๊กแฟนเพจ Good Guy Run และร่วมส่งต่อภาพถ่ายนักวิ่งสู่นักวิ่งด้วยกันกิจกรรม "Good Guy Run Usfie Share ทำดีแล้วบอกต่อ" เพื่อเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้คนไทยลุกขึ้นมาออกกำลังกายและร่วมสร้างความดีอย่างต่อเนื่อง

โดยนอกจากเชิญชวนคนมาร่วมงานวิ่งแล้ว ผู้จัดการ สสส.ยังแนะนำทิ้งท้ายว่า สำหรับคนที่สนใจเข้าร่วมงานวิ่งครั้ง แต่ยังไม่เคยวิ่งมาก่อน หรือต้องการเตรียมตัวให้พร้อมก่อนจะเข้าร่วมกิจกรรมงานวิ่ง สสส.ได้จัดทำคู่มือเกี่ยวกับ การวิ่ง 10 สัปดาห์ สู่ชีวิตใหม่

"ถ้าทุกคนปฏิบัติตามคู่มือนี้จนครบ ผมเชื่อว่าจะช่วยให้ทุกคนมีความพร้อมสำหรับการเข้าร่วมงานวิ่งในครั้งนี้ได้" ดร.สุปรีดากล่าว

คอลัมน์ จับกระแส: จับตา 'กุลิศ' เคลียร์เผือกร้อน - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2561

ณัฐณิชา ดอนสุวรรณ

หลัง "กุลิศ สมบัติศิริ" ปลัดกระทรวงพลังงาน คนใหม่ เข้าปฏิบัติงานอย่างเป็นทางเมื่อวันที่ 1 ต.ค.ที่ผ่านมา ก็ดูเหมือนว่าจะมีเรื่องร้อนๆ ให้ท่านปลัดใหม่ต้องแสดงฝีมือเต็มที่ ประเดิมเรื่องแรก ท่านปลัดใหม่ ก็โชว์ความกล้าหาญ ใช้อำนาจการเป็นประธานคณะทำงานกลั่นกรองกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน (กองทุนอนุรักษ์ฯ) สั่งรื้อหลักเกณฑ์พิจารณาอนุมัติโครงการสำหรับปี 2561 (เพิ่มเติม) ภายใต้ กลุ่มโครงการ "ไทยนิยมยั่งยืน" วงเงิน 5,200 ล้านบาท และงบปี 2562 วงเงิน 10,448 ล้านบาทใหม่ทั้งหมด แม้ว่าคณะทำงานกลั่นกรอง ชุดเดิมจะวางหลักเกณฑ์และคัดกรองโครงการไว้ระดับหนึ่งแล้ว แต่เพื่อลบข้อครหา ให้เกิดความโปร่งใสถูกต้องตามระเบียบในทุก ขั้นตอนนั้น

ท่านปลัดก็ขอใช้ความรู้ความสามารถในฐานะเป็นข้าราชการภายใต้ กระทรวงการคลังมาก่อน ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องรู้ระเบียบปฏิบัติเป็นอย่างดี เพื่อนำมาใช้พิจารณาคำขอต่างๆ ให้สามารถตอบคำถามของสังคมได้ชัดเจน ว่าทำไมโครงการถึงได้รับการอนุมัติงบ

รวมถึงอีกเรื่องสำคัญคือ การแต่งตั้งผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ที่ว่างลง หลังโยกย้าย "ทวารัฐ สูตะบุตร"ไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงพลังงาน ซึ่งอย่าลืมว่าการโยกย้าย ครั้งนี้ ก็มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าอาจเกี่ยวข้องกับข้อร้องเรียนกรณีความไม่โปร่งใสการดำเนินงานของกองทุนอนุรักษ์ฯ ทั้ง 2 ปีงบประมาณดังกล่าว

ดังนั้น ไม่แปลกนักที่ยังไม่มีการเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อแต่งตั้ง ผอ.สนพ.คนใหม่สักที และเรื่องนี้เจ้ากระทรวงพลังงาน "ศิริ จิระพงษ์พันธ์" ก็เปิดทางเต็มที่ ให้เป็นอำนาจพิจารณาของท่านปลัด ซึ่งท่านปลัดก็รับลูก เตรียมตั้งคณะกรรมการขึ้นมาทำหน้าที่ในการสรรหาบุคคลที่มีคุณสมบัติและผลการดำเนินงานที่เหมาะสมที่จะคว้าเก้าอี้ ผอ.สนพ.คนต่อไป แต่ก็นับว่าต่างจากที่ผ่านมา ที่มักใช้วิธีคัดเลือกผู้เหมาะสม ขึ้นดำรงตำแหน่งโดยไม่ต้องสรรหาเป็นการภายใน ก็มองได้ว่าคงยึดตาม ระเบียบราชการเป๊ะ และอาจต้องการแนวร่วมในการตัดสินใจ ซึ่งก็ต้องลุ้นว่า ข้าราชการคนไหนจะแสดงผลงานเข้าตาท่านปลัด เพราะตำแหน่งนี้ถือว่าเป็นหน่วยงานมันสมองด้านพลังงานของประเทศด้วย

นอกจากนี้ ยังต้องสานต่อการเปิดประมูลสำรวจและผลิตปิโตรเลียม 2 แหล่งในอ่าวไทยที่จะหมดอายุปี 2565-2566 คือแหล่งเอราวัณและ บงกช ที่กระบวนการเดินหน้ามาถึงขั้นตอนยื่นข้อเสนอด้านเทคนิค เมื่อวันที่ 25 ก.ย.ที่ผ่านมา ก็ชัดเจนว่ามีเจ้าของสัมปทานเดิม 2 รายคือ ปตท.สผ.และเชฟรอน ยื่นแข่งชิงเค้กทั้ง 2 แหล่ง

โดยตามกรอบที่กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ตั้งเป้าหมายไว้จะเหลือเวลาราว 2 เดือนเท่านั้น ที่จะคัดเลือกผู้ชนะการประมูลเพื่อนำเสนอรายชื่อต่อ ครม.ในเดือน ธ.ค.นี้ ดังนั้นท่านปลัดในฐานะประธานคณะกรรมการปิโตรเลียมโดยตำแหน่ง จะเป็นหัวหอกสำคัญในการกลั่นกรอง ข้อเสนอต่างๆ บนเงื่อนไขสำคัญคือ ราคาก๊าซต้องไม่แพงไปกว่าปัจจุบัน และผลตอบแทนแก่รัฐ ที่จะทำให้ประเทศได้ประโยชน์สูงสุด รวมไปถึงการรับมือกับกลุ่มผู้คัดค้านการเปิดประมูลครั้งนี้ ที่มีความพยายาม ให้ชะลอการเปิดประมูลเพื่อปรับแก้กฎหมาย โดยต้องการให้ใช้ระบบสัญญาจ้างผลิต (SC) แทนระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต (PSC)

ก็ถ้ามั่นใจว่ารูปแบบ "ทีโออาร์" ที่กำหนดไว้เป็นแนวทางที่เหมาะสมดีกับประเทศที่สุดแล้ว ก็หวังว่าท่านปลัดจะหนักแน่นและเดินหน้า กระบวนการประมูลไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ได้ เพื่อให้เกิดความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ

คอลัมน์ ขอ ชัด ชัด: ประมูลแหล่งก๊าซใหญ่ที่สุดของไทย'เอราวัณ-บงกช' - แนวหน้า ฉบับวันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2561

อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี

การเปิดประมูลแหล่งเอราวัณ(แปลงสำรวจหมายเลข G1/61) และแหล่งบงกช (แปลงสำรวจหมายเลข G2/61) ที่กำลังจะหมดอายุสัมปทาน ปี 2565 และ 2566 ตามลำดับ ซึ่งมีความพยายามดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2559 แต่ก็ต้องเลื่อนกำหนดออกไปด้วยกระแสคัดค้านจากภาคประชาชน

ฟังว่าภาคประชาชนเป็นห่วงเรื่องการรักษาสิทธิ ในทรัพยากรของชาติและความมั่นคงทางพลังงาน ด้วยการเสนอให้เพิ่มวิธีการที่รัฐจะได้ประโยชน์ มากขึ้น รวมถึงแนวทางการจัดตั้ง "บรรษัทพลังงานแห่งชาติ" เพื่อให้รัฐมีสิทธิบริหารจัดการทรัพยากรปิโตรเลียมได้เต็มที่

การกำหนดสเปกวิธีการได้ประโยชน์ของรัฐจะอยู่ใน พ.ร.บ.ปิโตเลียม (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2560 เดิมรัฐได้ประโยชน์เป็น "เงิน" คือวิธี "สัมปทาน"โดยการแก้กฎหมายครั้งนี้ ได้เพิ่มทางเลือกใหม่อีก 2 ทาง ที่ทำให้รัฐได้ประโยชน์เป็น "ของ" คือวิธี "แบ่งปันผลผลิต" (Production Sharing Contract : PSC) และ วิธี "จ้างบริการ" (Service Contract : SC)

PSC ระบบแบ่งปันผลผลิต รัฐต้องเป็นเจ้าของทรัพยากรส่วนหนึ่ง และ SC ระบบจ้างบริการ รัฐต้องเป็นเจ้าของทรัพยากรทั้งหมด ดังนั้นการจะบรรลุวัตถุประสงค์ "ให้รัฐมีอำนาจ จัดการทรัพยากรของชาติ" ต้องมีการตั้ง "บรรษัทพลังงานแห่งชาติ" ที่รัฐถือหุ้น 100% เพื่อเข้ามา ถือกรรมสิทธิ์ทรัพยากร แต่ทว่าแนวคิดการตั้งบรรษัท เป็นเพียง "ข้อสังเกต" มิได้ถูกเขียนมีสภาพบังคับใน พ.ร.บ.ปิโตรเลียม

ข้อสังเกต กำหนดเพียงว่า "ให้คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาภายใน 60 วัน เพื่อพิจารณาศึกษารายละเอียดของรูปแบบและวิธีการ ในการจัดตั้งบรรษัทที่เหมาะสมภายใน 1 ปี" เท่านั้น

มาจนถึงตอนนี้ก็เลยเวลา 1 ปีแล้ว การศึกษา แนวทางตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติที่เหมาะสม ถูกเก็บไว้ในลิ้นชัก ส่วนกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน ก็เดินหน้าเปิดประมูลแหล่งเอราวัณ-บงกช โดยใช้ระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิตแทนการใช้ระบบสัมปทาน

สิ่งที่น่ากังวลคือ หากไม่ตั้งบรรษัทที่รัฐถือหุ้น 100% เข้าถือ "ของ" ที่รัฐจะได้ ก็เท่ากับว่า ต้องใช้เครื่องมือเดิมเพื่อชี้นำราคาพลังงานในตลาด นั่นคือ "ปตท." รัฐวิสาหกิจที่เป็นบริษัทมหาชน

ผมเชื่อว่า เวลารัฐมีนโยบายช่วยเหลือประชาชนที่จะต้องทำให้ ปตท.ต้องขาดทุนหรือกำไรลดลงบ้างจะทำไม่ได้ เพราะจะถูกข้ออ้างที่ว่า "ผู้บริหารกลัวโดนผู้ถือหุ้นฟ้อง" จะเห็นอาการบ่งชี้ว่าเป็น รัฐก็ไม่ใช่ เอกชนก็ไม่เชิง

ตัวอย่างที่น่าสนใจ "ปิโตรนาส มาเลเซีย"รัฐบาลถือหุ้น 100% และขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรี แม้ในมาเลเซียจะถูกวิจารณ์กันเรื่องความโปร่งใส แต่ถ้านำข้อดีเรื่องนายกรัฐมนตรีเป็นผู้บริหารโดยตรง ประกอบกับการสร้างกลไกตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ ก็น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการควบคุมดูแลราคาพลังงานให้เกิดประโยชน์กับประชาชน

ปัจจุบัน การประมูลจาก 7 ขั้นตอน ดำเนินมาถึงขั้นตอนที่ 5 แล้ว เอกชนที่ยื่นประมูลยังคงเป็น 2 เจ้ายักษ์ใหญ่ โดยแหล่งเอราวัณ มีผู้ยื่น 2 ราย คือ เจ้าของสัมปทานเดิม "บริษัท เชฟรอน ประเทศไทย โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) จับคู่กับบริษัท มิตซุยออยล์เอ็กโปลเรชั่น คัมปานี ลิมิเต็ด ของญี่ปุ่น ในสัดส่วน 76:24" แข่งกับ "บริษัท ปตท.สผ.เอนเนอร์ยี่ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ในเครือ ปตท.สผ. คู่กับ บริษัท เอ็มพีจี 2 (ประเทศไทย) จำกัด ในเครือมูบาดาลาของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สัดส่วน 60:40"

ส่วนแหล่งบงกช มีผู้ยื่น 2 รายเช่นกัน คือ เจ้าของสัมปทานเดิม "บริษัท ปตท.สผ.เอนเนอร์ยี่ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) สัดส่วน 100%"แข่งกับ "บริษัท เชฟรอน ประเทศไทย โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) จับคู่กับบริษัท มิตซุยออยล์ เอ็กโปลเรชั่น คัมปานี ลิมิเต็ด สัดส่วน 76:24"

ถ้าทุกอย่างราบรื่นคาดว่าการประมูลจะได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีภายในเดือน ธ.ค. นี้ และจะสามารถลงนามสัญญาได้ภายในเดือน ก.พ. 2562 ... นั่นหมายความว่าจะอยู่ในช่วงเลือกตั้งพอดี

ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อแบบนี้ จะทำอะไรก็ระวังหน่อยนะครับ เดี๋ยวมันจะเหมือนเรื่อง "คืนท่อก๊าซ"ยุครัฐบาลทักษิณมีการแปรรูป ปตท. จาก การปิโตรเลียมฯ เป็น "บริษัทมหาชน" ให้เอกชนมาลงทุนและซื้อขายหุ้น ปตท. ได้ในตลาดหลักทรัพย์ ต่อมา เป็นคดีความว่าการแปรรูปนั้นชอบหรือไม่ ศาล วางหลักไว้ประมาณว่า แปรรูปได้ แต่อะไรที่ปตท.ได้มาโดยใช้ "อำนาจมหาชน" คือมีสิทธิพิเศษกว่าเอกชนต้องคืนหลวง ซึ่งนั่นก็คือ "ท่อก๊าซ" ส่วนที่ว่าถ้าไม่สวมหมวกความเป็นรัฐแล้วจะไม่สามารถทำได้โดยง่าย ซึ่งท่อส่วนนี้แหละต้องคืนหลวง ต่อมา ธ.ค.2550 มติ ครม.ยุคพลเอกสุรยุทธ์ สั่งให้ กระทรวงการคลังและพลังงาน ไปตกลงกันว่าคืนท่อก๊าซกันเท่าไรอย่างไร และให้สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ตรวจ หากขัดแย้งกันก็ให้กฤษฎีกาตีความตัดสิน

เวลาผ่านไป 1 ปี 25 ธ.ค. 2551 มีหนังสือถึงศาลว่าแบ่งท่อเสร็จแล้ว ทันทีวันรุ่งขึ้น 26 ธ.ค. 2551 ศาลประทับลงนามรับทราบว่าแบ่งท่อตามคำพิพากษาเสร็จแล้ว แต่ทว่าภายหลังมีหนังสือจาก สตง. แจ้งว่า ยัง "ส่งคืนท่อก๊าซไม่ครบ" ประมาณว่ารัฐขาด รายได้ 32,613 ล้านบาท ยุ่งละทีนี้เพราะฝ่าย ปตท. เค้าก็ยืนยันว่าได้ปฏิบัติการตามแผนถูกต้อง ศาลก็โอเคแล้ว แต่มุมคนนั่งดูบอก อ้าวเฮ้ย สตง. เค้าไม่เห็นด้วยนะ มันจะแบ่งเสร็จได้ยังไง มันไม่ตรงกับมติครม.อะ นี่ยังถกเถียงกันถึงวันนี้เลย

มุมที่ชวนคิดคือ "ทำไมเร่งทำในช่วงสุญญากาศ ทางการเมือง" เพราะช่วง 25-26 ธ.ค.2551 รัฐบาลสมชายไม่อยู่แล้ว และรัฐบาลอภิสิทธิ์ก็ยังไม่มีอำนาจเพราะนายกฯอภิสิทธิ์ยังไม่ได้แถลงนโยบายต่อสภา ถ้าใครจำได้การแถลงนโยบายต่อสภาของนายกฯ อภิสิทธิ์ วันที่ 30 ธ.ค. 2551 ไม่ได้แถลงที่สภา เพราะมีม็อบจึงต้องไปแถลงกันที่กระทรวงต่างประเทศ อันนี้หลายคนยังติดใจถึงวันนี้ว่าเรื่องคืนท่อก๊าซ มันแปลกๆ

มาคราวนี้จะปิดจ๊อบประมูลแหล่งก๊าซธรรมชาติ ที่ใหญ่ที่สุดของไทย ให้ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อรัฐบาลอีกแล้ว รัฐบาลดูดีๆ นะครับ ควรตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติ ให้เสร็จก่อนดีมั้ย ก็เข้าใจว่าไม่ควรช้า แต่รีบเร่งแบบนี้ ระวังประวัติศาสตร์ซ้ำรอย

คอลัมน์ กระจกไร้เงา: ภาคต่อศึกชิงแหล่งปิโตรเลียม - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2561

ณัฐวัฒน์ หาญกล้า

คิดอยู่แล้วว่าจะต้องเป็นประเด็นขัดแย้ง และมีผู้ต่อ ต้านเหมือนกับโครงการอื่นๆ ด้านพลังงาน เนื่อง จากการเปิดประมูลแหล่งปิโตรเลียมในอ่าวไทยที่จะหมดอายุ ทั้งแหล่งเอราวัณที่จะหมดอายุในปี 2565 และแหล่งบงกชที่จะหมดอายุในปี 2566 มีบางกลุ่มคนที่มองว่าเป็นการขายทรัพยากรของประเทศให้บริษัทต่างชาติหรือเอกชนรายใหญ่ของไทยเข้ามากอบโกยทำกำไร รวมทั้งเงื่อนไขการประมูลอาจจะส่งเสริมให้กับคนบางกลุ่มเท่านั้นมาโดยตลอด

และก็เป็นอย่างที่ว่าจริงๆ สืบเนื่องจากการเปิดประมูลโครงการดังกล่าวผ่านขั้นตอนมาหลายขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นการเรียกผู้สนใจหารือถึงเงื่อนไขการประมูล การเปิดพิจารณาคุณสม บัติผู้สนใจก่อนที่จะยื่นประมูล และการเปิดให้เข้าชมข้อมูลการผลิตของทั้ง 2 โครงการ โดยที่ผ่านมาก็พอจะได้ยินผ่านหูผ่านตามาบ้างว่ามีบริษัทอะไรบ้างที่สนใจที่จะร่วมประมูลจริงๆ และยื่นตรวจสอบคุณสมบัติเข้ามา

ซึ่งก่อนที่จะมีการเปิดยื่นซองประมูลในวันที่ 25 ก.ย.ที่ผ่านมา กลุ่มผู้ต่อต้านนำโดยนางสาวรสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติด้านพลังงาน ออกมากล่าวว่า การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน หรือ นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ จะทำการเปิดประมูลแหล่งเอราวัณและบงกชนั้นเข้าข่ายประพฤติมิชอบ ทำให้รัฐบาลเสียหาย เนื่องจากไม่ตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ประ มูลรายหนึ่งที่มีข่าวเกี่ยวกับการซื้อขายน้ำมันเถื่อน

แต่ด้วยความมั่นใจของนายศิริ การเปิดประมูลดังกล่าวจึงดำเนินไปท่ามกลางทั้งเสียงคัดค้านและเสียงเชียร์สนับสนุนจากหลายกลุ่ม ทั้งด้านสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) โดยนายบวร วงศ์สินอุดม รองประธานสภา กล่าวว่า ทาง ส.อ.ท.มีความเป็นห่วงหากการประมูลล่าช้าไปมากกว่านี้ จะกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมเพราะค่าไฟจะสูงขึ้น และอุตสาหกรรมเป้าหมายในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ก็จะไม่เกิดขึ้น

นางสาวอัปสร กฤษณะสมิต ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ สร.ปตท. กล่าวว่า สร.ปตท.ขอแสดงจุดยืนต้องการให้รัฐบาลเร่งตัดสินใจในสิ่งที่จะทำให้ประเทศและประชาชนไม่เสี่ยงกับการขาดแคลนพลังงาน หรือตกอยู่ในภาวะที่ต้องใช้พลังงานในราคาที่สูงเกินความจำเป็น จึงต้องการให้รัฐบาลดำเนินการตามแผนที่กำหนด เนื่องจากมีความล่าช้ามาก ทำให้เสียโอกาสในการนำทรัพยากรของประเทศมาใช้ในเวลาที่เหมาะสมกับความจำเป็น ขณะเดียวกัน ยังขอสนับสนุนการเปิดประมูลที่มีกำหนดเวลาที่ชัดเจน เพื่อปกป้องคนงานทั้งหมดในกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานและห่วงโซ่อุปทานทั้งปิโตรเลียมขั้นต้น และปิโตรเลียมขั้นปลาย

นายพนมทวน ทองน้อย รองประธานบริหารสหภาพ แรงงานรัฐวิสาหกิจ (สร.กฟผ.) กล่าวว่า เป็นห่วงการรักษาความมั่นคงต่อเนื่องของพลังงาน ซึ่งทาง ทสร.กฟผ.หวังให้การประมูลครั้งนี้มีความเป็นธรรมโปร่งใส ตรวจสอบได้ เป็นประโยชน์ต่อประเทศและประชาชนส่วนรวม เรื่องนี้ถือว่าข้อมูลทั้งสองด้านอาจไม่ตรงกัน ทำให้มีมุมมองและความคิดไม่เข้าใจกัน

และเมื่อวันที่ 25 ก.ย.ที่ผ่านมา ตลอดทั้งวันที่เปิดรับซองการประมูลก็มี 2 บริษัทหลัก คือ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) เข้ายื่นประมูลทั้ง 2 แหล่งการผลิต โดยในแหล่งบงกชได้มีการร่วมทุนกับบริษัท เอ็มพี จี 2 (ประเทศไทย) จำกัด ขณะที่บริษัทเชฟรอน ประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ก็มีการเข้ายื่นซองประมูลทั้ง 2 แหล่งเช่นเดียวกัน และได้ร่วมทุนกับบริษัท มิตซุยออยล์ เอ็กซ์โปลเรชั่น คัมปานี ลิมิเต็ด ด้วยซึ่งถือว่าเป็นศึกชิงแหล่งระหว่าง 2 บริษัทยักษ์อย่างชัดเจน

ขณะที่การต่อต้านจะมีเสียงดังขึ้นมาบ้างก่อนที่จะถึงวันยื่นซอง แต่หลังจากนั้นก็ไม่สามารถที่จะล้มการดำเนินงานต่อไปได้ ซึ่งการประมูลเดินหน้าไปตามกำหนดการที่ตั้งไว้ และจะใช้ระยะเวลาประมาณ 2 เดือนในการพิจารณาหาผู้ชนะ ยังไงก็ตามเชื่อว่าการประมูลครั้งนี้ก็ต้องมีคนเข้ามาต่อต้านอีกอยู่ดี ไม่น่าจะจบลงได้อย่างสวยงาม ซึ่ง 2 บริษัทที่ร่วมประมูล และกระทรวงพลังงานก็ต้องเหนื่อยหน่อยที่จะพยายามสร้างความมั่นใจกันต่อไป.

แนะปฏิรูปสอบสวน-ดึงอัยการป้อง'แพะ' - คม ชัด ลึก ฉบับวันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2561

สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จัดเสวนาหัวข้อ "ตำรวจยัดข้อหาประชาชนจะต่อสู้และปฏิรูประบบสอบสวนอย่างไร ?" เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม จัดโดยเครือข่ายประชาชนปฏิรูปตำรวจ(คป.ตร) Police Watch ซึ่งมีเหยื่อและญาติผู้ต้องหาที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจยัดข้อหามาร่วมเสวนา 3 กรณี โดยมี ร.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร ผู้เขียนหนังสือ "วิกฤติตำรวจและงานสอบสวน จุดดับกระบวนการยุติธรรม" เป็นผู้ดำเนินรายการ

น.ส.จินดา ศรีสมัย ผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้กระทำผิดครอบครองยาเสพติด กล่าวว่า เหตุเกิดเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2554 ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจยัดยาใช้วิธีการซ้อม บังคับให้ยอมรับว่าครอบครองยาเสพติดที่สถานบันเทิง ซึ่งตำรวจเข้าใจว่าตนชื่อ "เก๋" ตามที่สายลับบอกมา จากนั้นตำรวจตามไปจับที่ปั๊มน้ำมันพื้นที่สำโรง จ. สมุทรปราการ ขณะกำลังไปขึ้นรถ แล้วยังโดนตบ ถามว่า "มีของไหม" มีการค้นห้องพักและเอาของที่มีราคาไป หยิบเงินไปหมื่นกว่าบาท ระหว่างที่ไป บก.น.1 ก็ยังมีการซ้อม บอกว่าถ้าอยากกลับบ้านก็ขอมีเพศสัมพันธ์กับตำรวจ 4 คน ขอเงิน 2 แสนบาท ถ้าไม่สามารถเอาเงินมาได้ก็จะเพิ่มยาเสพติดให้

"ได้ให้รายละเอียดต่อศาลว่าถูกซ้อม และเป็นเรื่องที่ไม่มีการนำพยานบุคคลที่อยู่ในเหตุการณ์เป็นหลักฐาน โดยศาลชั้นต้นลงโทษ 9 ปี 4 เดือน ติดไปแล้วกว่า 3 ปี ต่อมาตำรวจคนเดิมไปทำเหตุการณ์เช่นนี้กับคนอื่นอีกจึงทนไม่ได้จึงขอให้กระบวนการยุติธรรมปรับปรุงเพราะประชาชนเดือดร้อนมากแล้วและได้ฟ้องกลับตำรวจที่จับกุมในข้อหากักขังหน่วงเหนี่ยวทำร้ายร่างกายและตบทรัพย์" น.ส.จินดา กล่าว

นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวว่า ตามมาตรา 131 ป.วิอาญา เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนต้องรวบรวมหลักฐานทุกชนิดเพื่อพิสูจน์ตัวผู้กระทำผิดและพิสูจน์ให้เห็นความผิดหรือความบริสุทธิ์ของผู้ต้องหาด้วย ดังนั้นต้องไม่มีอคติต่อผู้ต้องหาและหากไม่ได้รับความยุติธรรมขอให้ผู้ต้องหายื่นเรื่องให้อัยการสูงสุดขอความเป็นธรรม มีสิทธิที่จะดำเนินคดีกับเจ้าพนักงานสอบสวนภายในอายุความที่กำหนด เป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อการตรวจสอบได้ โดยผู้ต้องหาหรือญาติขอความรู้ต่ออัยการฝ่ายคุ้มครองสิทธิเพื่อขอคำแนะนำ อย่าปล่อยให้ศาลตัดสินไปแล้วจึงมาร้อง และอย่าเชื่อว่าจะมีการวิ่งเต้นไม่ให้อัยการสั่งไม่ฟ้องได้

"ปัญหาการสอบสวนของไทย อัยการไม่ได้ลงไปสอบสวนด้วยแต่แรก ทั้งนี้อัยการสามารถให้ความรู้แก่ประชาชนได้ ขอเรียกร้องประชาชนเมื่อมีปัญหาให้ไปหาอัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายในจังหวัดนั้นๆ แม้ว่าเรื่องนั้นจะเกิดในพื้นที่คนละจังหวัดก็ตาม คนจนสามารถขอไต่สวนขอสู้คดีแบบอนาถาต่อสู้ทั้งสามศาล อย่างไรก็ตามระบบของ ไทยขณะนี้ทำให้อัยการทำงานได้เพียงเท่านี้" นายโกศลวัฒน์ กล่าว

ดร.น้ำแท้ มีบุญสล้าง อัยการจังหวัดคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดีจังหวัดกาญจนบุรี กล่าวว่า ฟังเรื่องของ น.ส.จินดาแล้วสะท้อนใจ ตนได้ยินเรื่องเหล่านี้มาแทบทุกวันจนกลายเป็นเรื่องปกติ เรื่องแบบนี้ในต่างประเทศหากมีความผิดพลาดเมื่อเห็นปัญหาต้องรีบแก้ไข แต่ประเทศไทยจะรีบแก้ตัว และปกปิดความจริง กรณีแบบเดียวกับ น.ส.จินดา มีมากมาย ประเทศใดที่มีการคอร์รัปชั่นมาก ตัวชี้วัดคือกระบวนการยุติธรรม ซึ่งกระบวนการยุติธรรมไทย เกิดการจับผิดและยัดข้อหา รีดเงินกันมากมาย พนักงานสอบสวนไม่รวบรวมหลักฐานหรือสอบสวนเพิ่มเติมตามจริงเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ตามมาตรฐานสากล ไม่ว่าจะเป็นระบบซิวิลลอว์หรือคอมมอนลอว์ ระบบกล่าวหาหรือไต่สวน เมื่อตำรวจจับผู้ต้องหาไปแล้วจะรีบแจ้งอัยการทันที และไม่ควรรอให้ประชาชนต้องวิ่งไปหาสื่อหรือต้องหาคนช่วยเอง

"การปฏิรูปของไทยต้องยอมให้อัยการสามารถลงไปดูหรือรับรู้เมื่อมีการจับกุม และการที่ดำเนินคดีควรมีหลายหน่วยงานดำเนินคดีได้ เช่น ปกครอง อัยการ ส่งพยานหลักฐานฟ้องเองได้ ที่น่าสงสัย การยึดยาเสพติดของไทยมีปัญหามาก ทำให้ตำรวจเอายาไปยัดยาให้ใครก็ได้ จับ 1 หมื่นเม็ด เหลือ 1 พันเม็ด แล้ว 9 พันเม็ดไปไหน ซึ่งในต่างประเทศเขาจะให้อัยการเข้าไปตรวจสอบด้วยแต่แรก เพื่อไม่ให้ตำรวจนำยาที่ไม่รายงานไปยัดให้ใครได้ การทำงานของเราไม่มีมาตรฐานแม้แต่ขั้นตอนเดียว" ดร.น้ำแท้ กล่าว

ร.ต.อ.ดร.วิเชียร ตันศิริคงคล ประธานหลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยบูรพา กล่าวว่า การที่สอบสวนไม่มีการบันทึกภาพและเสียงทำให้เกิดปัญหา หากมีอุปกรณ์เหล่านี้จะเห็นว่าผู้ต้องหามีบาดแผลจากการซ้อม ทรมาน เมื่อมีการจับกุม พนักงานสอบสวนไม่สอบเพิ่มเติม หลายกรณีไม่มีการถ่วงดุล มีการจับกุมข้ามเขต เช่น กรณีไปจับกุม น.ส.จินดาในเขตปากน้ำ แสดงว่าต้องรู้จักใครในพื้นที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติควรนำกรณีผิดพลาดต่างๆ ไปปรับปรุงการทำงานที่ผิดพลาด เพราะเกิดขึ้นทั้งในนครบาลและต่างจังหวัด เชื่อว่ามีแบบนี้อีกเป็นแสนราย

"ดังนั้นกระบวนการยุติธรรมต้องเลิกการทำงานของคนคนเดียวที่สามารถจับกุมเอง หาหลักฐาน สอบเองและทำคดีเอง แบบนี้คนไทยมีสิทธิติดคุกง่ายมาก และต้องเลิกการใช้สายลับ มาเป็นการใช้นิติวิทยาศาสตร์ให้มากขึ้น ในเรื่องของยาเสพติด แต่แปลกจับขนาดนี้ แต่ยาเสพติดก็ยังเพิ่มขึ้น" ร.ต.อ.ดร.วิเชียร กล่าว

ขณะที่ นายวรนารภ ภูมิถาวร อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา กล่าวว่า ตำรวจต้องให้ผู้ต้องหาอ่านสำนวนคดีก่อนเซ็นชื่อด้วย ปัญหาสำคัญมาจากการสอบสวนตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ กรณีจับกุมนำตัวไปรีดไถเรื่องที่เกิดขึ้น ตนก็เป็นแพะถูกหลอกมาเยอะ กว่าสำนวนมาสู่ศาลแทบไม่เหลืออะไรแล้ว คนที่ถูกจองจำเป็นผู้บริสุทธิ์เยอะ ตนถึงกรวดน้ำให้ผู้บริสุทธิ์ทุกวัน ขอฝากในเรื่องประชาชนไม่ได้รับความยุติธรรมให้ไปหาอัยการคุ้มครองสิทธิ และขอให้การปฏิรูปตำรวจ นำคนที่เป็นแพะเข้าไปประชุมด้วย คณะกรรมการปฏิรูปควรจะเคยต้องคดีมาก่อนถึงจะปฏิรูปตำรวจสำเร็จ

ส่วน นายธนากร เจริญรุ่งเรือง บิดาของนายราชศักดิ์ เจริญรุ่งเรือง ที่ถูกตำรวจชุดสืบสวนภูธรจังหวัดปราจีนบุรีจับกุมข้อหายาเสพติด แต่ศาลฎีกายกฟ้องและกำลังฟ้องเรียกค่าเสียหาย 30 ล้านบาท กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ตำรวพยายามยัดข้อหายาเสพติดหญิงสาว โดยมีลูกชายพยายามเข้าไปช่วย และถูกเอาถุงข้าวสารครอบหัวเพื่อเอาทรัพย์สินไปโดยทำการซ้อมเพื่อให้ยอมรับ โดยนำผู้ต้องหาหญิงและลูกชายกลับไปที่บ้านเพื่อค้นหายาเสพติด ที่อ้างว่าพบยาเสพติด 716 เม็ดโดยบอกว่ามียาเสพติดในกระเป๋ากางเกงของผู้ต้องหาทั้งสองคนละ 10 เม็ด และ 6 เม็ด และให้ชี้จุดที่ซ่อนยาข้างบ้าน

"แต่การบันทึกการจับกุมขณะที่จำเลยถูกมัดไพล่หลังมีพิรุธทั้งเวลา หลักฐานที่ไม่สอดคล้องกัน ในฐานะพ่อจึงต้องต่อสู้เพื่อลูกโดยดำเนินคดีจากหลักฐานของตำรวจเองก็เป็นดาบคืนสนอง ซึ่งผู้ต้องหาหญิงดังกล่าวบอกในภายหลังว่า ตำรวจหลอกให้ไปกดเงินเอทีเอ็มให้ 50,000 บาท แต่เวลาที่ตำรวจบันทึกเป็นเวลาที่ต่างจากเวลาที่กดเงินจริง" นายธนากร กล่าว

เช่นเดียวกับ นายสมศักดิ์ ชื่นจิตร บิดาของนักเรียนชั้น ม.6 ที่ถูกตำรวจปราจีนบุรี ยัดข้อหาวิ่งราวทรัพย์ กล่าวว่า ลูกชายถูกจับแล้วซ้อม ใช้ถุงขยะครอบหัวเพื่อให้ยอมรับว่าครอบครองสร้อยทองที่อ้างว่าไปชิงทรัพย์จากผู้หญิงคนหนึ่ง และทำการตรวจสอบปัสสาวะอ้างว่าพบสารเสพติด แต่มีญาติมาช่วยได้ทันและพาไปตรวจที่โรงพยาบาล ผลคือไม่พบสารเสพติด ต่อมาตำรวจได้ขอเงิน 50,000 บาท ทราบว่าเป็นตำรวจชุดเดียวกันกับคดีของนายราชศักดิ์

ทั้งนี้ผู้เสียหายถูกกระชากสร้อยจริง แต่ผู้เสียหาย เห็นแก่ตัว ที่ชี้ผู้บริสุทธิ์ว่าเป็นผู้กระทำผิดเพื่อให้ได้ทองคืน ต่อมามีการพบผู้กระทำผิดตัวจริง แต่ผู้เสียหายยังไม่ยอมถอนคำพูด ยังชี้ว่าลูกชายเป็นคนผิดจริง จึงเกิดคดีขึ้นสองกรณี โดยคดีหนึ่งศาลสั่งไม่ฟ้อง ศาลชั้นต้นลงโทษเจ้าหน้าที่ตำรวจเพียงคนเดียว ยศ พ.ต.ท. ลงโทษเพียง 1 ปี 4 เดือน แต่ต่อมารอลงอาญา เพราะตำรวจมีประวัติที่ไม่เคยกระทำผิดในวิชาชีพ ตนจะสู้ต่อขออุทธรณ์ต่อไป

"ได้ไปร้องเรียนมาแล้วทุกกระทรวง ถึง 50 หน่วยงานรัฐในรอบ 7 ปี ไม่สามารถช่วยได้ ก็แค่ปาหี่ และทุกที่บอกเหมือนกันว่ากำลังดำเนินการ พยายามให้คิดว่าเป็นเรื่องของเวรกรรมที่ไม่มีใครอยากฟัง รอว่าถ้ามีกระทรวงเวรกรรมผมก็จะไปร้องอีก ขณะนี้ครอบครัวชื่นจิตรหมดเนื้อหมดตัวและเสียสุขภาพจิตกับตำรวจอย่างมาก ผมไปร้องที่อำเภอบ้านสร้างก็หาว่าผมติดยาเสพติด ลูกชายสะสมความเครียดมาก ใส่ชุดนักเรียนไปร้องเรียนกลายเป็นโรคหวาดระแวงซึมเศร้าจากการถูกซ้อมทรมาน ที่เรียกว่า PDSD จึงขอใบรับรองจากสถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ว่าไปร้องต่อศาลซึ่งศาลก็วินิจฉัยตามนั้น วันตัดสินของศาลชั้นต้น ศาลได้พยายามไกล่เกลี่ยและให้อภัยด้วยการรับเงินไปเสีย แต่โจทก์ไม่ยินดีที่จะรับเงิน และจะเรียกร้องค่าเสียหายต่อไป" นายสมศักดิ์กล่าว

คอลัมน์ เห็นมาอย่างไรเขียนไปอย่างนั้น: NO TIPS - เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2561

อนุภพ

เห็นข้อมูลเขียนโดย ตระกองขวัญ ใน PANTIP.COM แล้ว มันสะท้อนใจได้หลายอย่าง

ตระกองขวัญ เขียนไว้ว่า

...เรารู้กันดีนะครับ แต่เราทำไม่รู้ แล้วก็แก้ไขปัญหาแบบ ผิดวิธี แทบทุกเรื่อง

เหมือนเรื่อง ลอตเตอรี่แพงเกินราคา ก็รู้แต่ทำไม่รู้

ทำเป็นแก้ปัญหา เพื่อให้เห็นว่า พยายามแก้เท่านั้น ไม่ได้ต้องการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง

ผักชีโรยหน้า สักพัก ทุกอย่างก็เหมือนเดิม แบ่งสันปันส่วน...เหมือนเดิม

ใครไป สำนักงานขนส่ง ก็ต้องเจอ หน้าม้า วิ่งใส่

อย่างการไปทำ ประกันรถยนต์ ให้หน้าม้าจัดการ แค่รอ ไม่ต้องทำเอง

หน้าม้าได้ไป 15% จากยอดเงินทำประกัน บริษัทประกันตั้งโต๊ะในสำนักงานขนส่งเหมือนเป็นเจ้าพนักงานซะเอง

เรียบร้อยแล้วก็ส่งเอกสารให้ เจ้าหน้าที่ขนส่ง ตรงนี้ คนของบริษัทประกันก็ได้...เหลือเป็น เงินประกัน จริง ๆ แค่ครึ่ง

แล้วมีหรือ ขนส่ง จะไม่มี...และ ทำไม ประกันรถยนต์เราควรถูกกว่านี้ตั้งครึ่งยังได้ แต่ไม่ได้ ก็เพราะกลไกมันแบบนี้ เป็นเรื่อง ...เป็นทีม

ปัญหาเรื่อง NO TIPS ปฏิเสธไม่ได้หรอกว่านี่คือเรื่องที่สร้างผลประโยชน์ให้เจ้าหน้าที่รัฐ แทนที่จะแก้ปัญหาที่ระบบ กลไก บุคลากร กลับชูป้ายประจานความไม่เอาไหนตัวเอง

ทำไม ประเทศที่เขาพัฒนาแล้ว เรื่องผลประโยชน์นอกกฎหมายแทบเป็นศูนย์ ทำไม เขาไม่มีปัญหาแบบนี้ ก็เพราะ เขาแก้ปัญหาจริงจัง ไม่มีเรื่องรับประทาน ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากและซับซ้อนอะไรเลย

แค่การกรอกเอกสารก็กลายเป็น แหล่งหาผลประโยชน์ นอกลู่นอกทาง

รู้เห็นแต่ไม่แก้ เพราะ ถ้าแก้ ผลประโยชน์จะหาย ก็เล่นลิเกกันไป

ใครมารับตำแหน่งใหม่ก็จะโชว์...ว่าปราบกันจริงจัง... ให้รู้ว่าไผเป็นไผ สักพัก ก็เข้าที่เข้าทาง ทุกอย่างเหมือนเดิม

NO TIPS แต่ถ้าไม่มี TIPS ก็กรอกเอกสารไม่ได้ ทำไง? รอเป็นวันงั้นเหรอ?

ก็เล่น วางระบบ สร้างกลไก ให้มี การคอร์รัปชั่น แล้วก็ ตะโกน ไม่เอาการโกง เกลียดการโกง แต่ ไม่เคย ที่จะสร้างระบบ วางกลไกไม่ให้มีช่องโกง เอาแต่เล่นลิเก "คนดีศรีแผ่นดิน" ไปวัน ๆ เชิดชู "คนดี" แต่ บดบี้ "ระบบ"...

ข้างต้นนี้นับได้ว่าเป็นความคิดเห็นที่ คนไทยทั้งประเทศ ทราบกันดีว่า มันกำลังเกิดขึ้นใน ทุกแห่งหน ของประเทศ

พอเกิดเรื่องไม่ดีไม่งามขึ้นมาก็จะ ขึ้นป้าย ว่า NO TIPS เป็นการยอมรับ ความเลวร้ายในแวดวงราชการ และ เป็นการประจาน พวกเดียวกันเอง ทั้ง ๆ ที่ น่าจะมีวิธีอื่นที่ดีกว่า ขึ้นป้าย NO TIPS

ตระกองขวัญ เสนอว่า ควรที่จะแก้ปัญหาที่ระบบ กลไก บุคลากร มากกว่าขึ้นป้าย NO TIPS นั่นแหละเป็นวิธีการที่ถูกต้องที่สุด

ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองของเราคิดกัน ได้ แค่ขึ้นป้าย NO TIPS เท่านั้นหรือ ขึ้นป้ายแล้ว แน่ใจได้อย่างไร ว่า TIPS จะไม่เกิดขึ้นอีก ใหม่ ๆ อาจไม่เกิด แต่นานวันเข้า TIPS ก็กลับมาหลอกหลอนใครต่อใครอีกเหมือนเดิม

ถ้าไม่รู้จะทำอย่างไรลองไป ศึกษา กระทรวงการต่างประเทศเขาดูซิว่า ทำไม เขาจึงสามารถให้บริการทำพาสปอร์ตให้แก่ประชาชนได้ใน เร็ววันเร็วชั่วโมง การบริการของเขาเข้าขั้น เกรดเอ ทุกคน ต่างเอ่ยปากชม

แต่หน่วยราชการอื่น รอป้าย NO TIPS มาช่วยปราบ ไม่มี TIPS ทุกอย่างจะยืดยาด ยากเย็นไปหมด

จากนี้ไปป้าย NO TIPS คงเกิดขึ้นอีกหลายหน่วยงานของราชการ อายคนทั้งโลกเขาบ้างหรือไม่คร้าบ พี่น้องเครือข่าย NO TIPS ทั้งหลาย.

สั่งจำคุก15ปี ปธน.เกาหลีใต้ เซ่นคอร์รัปชั่น - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2561

โพสต์ทูเดย์ - ศาลสั่งจำคุก 15 ปี อดีตประธานาธิบดีเกาหลีใต้รายที่ 4 "อีมยองบัค" ฐานยักยอก-รับสินบนซัมซุง

ศาลแขวงกลางกรุงโซลตัดสินจำคุกอดีตประธานาธิบดี อีมยองบัค ของเกาหลีใต้ 15 ปี และปรับเป็นเงิน 1.3 หมื่นล้านวอน (ราว 377 ล้านบาท) จากความผิดในคดีคอร์รัปชั่น นับเป็นประธานาธิบดีคนที่ 4 ของเกาหลีใต้ที่ถูกจำคุกเพราะคดีทุจริต และมีขึ้นหลังคดีอดีตประธานาธิบดี ปาร์กกึนเฮที่ถูกตัดสินจำคุกไป 24 ปีก่อนหน้านี้

ศาลตัดสินว่า อีในวัย 76 ปี มีความผิดจริงในข้อหายักยอกเงิน 2.46 หมื่นล้านวอน (ราว 715 ล้านบาท) จาก บริษัท ดีเอเอส ซึ่งเป็นบริษัทชิ้นส่วน ยานยนต์ของตนเอง นอกจากนี้ ยังมี ความผิดจริงในข้อหารับสินบนจากบริษัท ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ บริษัทอื่นๆ และจาก ผู้บริหารหน่วยข่าวกรอง โดยอีถูกกล่าวหาว่ารับสินบนเกือบ 6,000 ล้านวอน (ราว 175 ล้านบาท) จากซัมซุงเพื่อใช้อำนาจประธานาธิบดีให้อภัยโทษ อีกุนฮี ประธานซัมซุงที่ถูกจำคุกในคดีหนีภาษี

ในวันเดียวกัน ศาลอุทธรณ์ตัดสินให้ปล่อยตัว ชินดองบิน ประธานกลุ่มบริษัท ล็อตเต้ กรุ๊ป โดยให้รอลงอาญา 4 ปี จากโทษจำคุก 30 เดือน ที่ถูกศาลชั้นต้นตัดสินก่อนหน้านี้ในความผิดกรณีติดสินบนและการกระทำผิดในหน้าที่ ซึ่งทำให้ล็อตเต้เผชิญภาวะสุญญากาศผู้นำเกือบ 8 เดือน ขณะที่ก่อนหน้านี้ศาลก็เพิ่งมีคำตัดสินให้ปล่อยตัว อีแจยอง รองประธานบริษัท ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ จากคดีติดสินบนที่เกี่ยวกับอดีตประธานาธิบดีปาร์กกึนเฮเช่นกัน