You are here

สรุปข่าว CG และคอร์รัปชัน - 8 มีนาคม 2561

ผลสำรวจชี้ชัด..'ทุจริตจัดซื้อ' ปัญหาใหญ่ธุรกิจไทยปี60 - กรุงเทพธุรกิจ

900ล้านคนเอเชียรับ เคยจ่ายสินบนปี'59 - มติชน

สหภาพบินไทยปูดสินบนผู้บริหารรื้อสัญญาปี34-35 - กรุงเทพธุรกิจ

ครม.รื้อเกณฑ์'2สหกรณ์'ออมทรัพย์-เครดิตยูเนี่ยน - มติชน

ส่องปฏิบัติการ ทภ.3 ค้นอบจ.พิจิตร ปูทางสอบใช้งบ-มั่วสุม - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

เปิด'ค่าเรียน'หลักสูตรพิเศษองค์กรอิสระไขข้อสงสัยควักจากไหนบินดูงาน - คม ชัด ลึก

ชีวิตราชการดี๊ดี... งานน้อยเท่าเดิม เพิ่มเติมคือเที่ยวหรู กินอยู่ฟรี - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

คอลัมน์ ต่อ ต้าน คอร์รัปชัน: 'เงินขับเคลื่อนภาคประชาชนต่อต้านคอร์รัปชัน' - แนวหน้า

จัดหนักปราบโกง มรดกสุดท้ายคสช. - โพสต์ทูเดย์

คอลัมน์ ชุมชนคนหุ้น: หุ้นผีดิบคืนชีพ - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

คอลัมน์ แฉทุกวันทันเกมหุ้น: GL แครี่เทรด"อองเซน" - ข่าวหุ้น

ผลสำรวจชี้ชัด..'ทุจริตจัดซื้อ' ปัญหาใหญ่ธุรกิจไทยปี60 - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2560

การทุจริตจัดซื้อจะกลายเป็นภัยที่คุกคามธุรกิจไทยในปี 2560 หลังผลสำรวจของ บริษัท พีดับบลิวซี คอนซัลติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด พบว่า ภาคธุรกิจกว่า 90% เชื่อปีนี้มีโอกาสเกิดการทุจริตจัดซื้อภายในองค์กรของตัวเอง สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากคนในร่วมมือกับคู่ค้า ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดการฮั้วในขั้นตอนการเลือกผู้ค้า แนะตรวจเข้มขั้นตอนการคัดเลือกผู้ค้า อีกทั้งประเมินความพร้อม และตรวจสอบคุณสมบัติพื้นฐาน เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดการทุจริต

"วรพงษ์ สุธานนท์" หุ้นส่วนสายงาน Forensic services บริษัท พีดับบลิวซี คอนซัลติ้ง (ประเทศไทย) บอกในงานสัมมนา PwC Forensics Summit ซึ่งจัดขึ้นเพื่อระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริตในองค์กรจากผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ด้านการตรวจสอบและป้องกันอาชญากรรมทางการเงินของภาครัฐและภาคเอกชน จากทั้งในและนอกประเทศว่า

จากการสำรวจผู้เข้าร่วมงานสัมมนาครั้งนี้กว่า 400 รายพบว่า ผู้ถูกสำรวจมากถึง 93% ระบุว่า มีโอกาสเกิดการทุจริตจัดซื้อ (Procurement fraud) กับธุรกิจที่ดำเนินการในประเทศไทยในช่วงปี 2560-2561 ซึ่งการทุจริตจัดซื้อนี้ ถือเป็นปัญหาและภัยร้ายแรงที่ตรวจพบมากที่สุดเป็นลำดับต้นๆ ทั้งในประเทศไทยและระดับโลก

สอดคล้องกับผลสำรวจอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ PwC's 2016 Global Economic Crime Survey: Economic crime in Thailand ประจำปี 2559 ของ พีดับบลิวซี ประเทศไทย ซึ่งทำการสำรวจองค์กรและ ภาคธุรกิจหลายประเภท ประกอบด้วยบริษัทจดทะเบียน บริษัทเอกชน และหน่วยงาน ภาครัฐในประเทศพบว่า การทุจริตจัดซื้อจะเป็นปัญหาการทุจริตที่ตรวจพบมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของไทยในปีนี้ รองจากการยักยอกสินทรัพย์ (Asset misappropriation) และ การรับสินบนและคอร์รัปชัน (Bribery and corruption) ในอันดับที่ 3

"ปัญหาอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ส่วนใหญ่ ล้วนเกิดขึ้นจากพนักงานภายในองค์กร ซึ่งทำให้ยากต่อการตรวจสอบการทุจริต โดยผลสำรวจในปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ได้เป็น อย่างดี เพราะผู้ถูกสำรวจเกือบ 80% ยอมรับว่า การกระทำทุจริตส่วนใหญ่เกิดจากคนในทั้งนั้น รวมถึงปัญหาการทุจริตจัดซื้อด้วย" วรพงษ์ระบุ

ทั้งนี้ สาเหตุของการทุจริตจัดซื้อที่พบส่วนใหญ่ เกิดจากการที่พนักงานสมรู้ร่วมคิดกับคู่ค้า (Third party vendors) และบ่อยครั้งก็มีการฮั้วในขั้นตอนการเลือกผู้ค้า (Vendor selection process) ดังนั้น จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่องค์กรต่างๆ จะต้องมีการตรวจสอบวิเคราะห์คุณสมบัติพื้นฐาน (Due diligence) ของพนักงานและคู่ค้า และควรครอบคลุมถึงความสัมพันธ์ระหว่างพนักงานกับบุคคลที่สามที่เป็น ผู้ค้าของบริษัทในปัจจุบัน หรือที่อยู่ระหว่างการพิจารณาให้เป็นผู้ค้า (Third party relationships) ด้วย

"หากบริษัทมีการประเมินความพร้อม และตรวจสอบคุณสมบัติพื้นฐานของผู้ค้าตั้งแต่ขั้นตอนการคัดเลือกผู้ค้า ผ่านการค้นหาและสอบทานข้อมูลภูมิหลังโดยทีมงานผู้เชี่ยวชาญ ก็จะช่วยลดความเสี่ยงการเกิดทุจริตในขั้นตอนการประกวดราคา การจัดซื้อจัดจ้าง และการชำระเงินได้"

วรพงษ์ บอกด้วยว่า การทุจริตที่เกิดจากบุคคลที่สามซึ่งเป็นผู้ค้าและคู่ค้าทางธุรกิจของบริษัท (Third party vendors and business partners) อาจทำให้บริษัทเกิดความเสี่ยงที่จะถูกฟ้องร้อง อันเนื่องมาจากความเกี่ยวข้องกับคอร์รัปชัน โดยผลการศึกษาขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและ การพัฒนา (The Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD) พบว่า 75% ของเหตุการณ์คอร์รัปชันจำนวน 427 เหตุที่เกิดขึ้นทั่วโลกตั้งแต่ปี 2542 ล้วนเกี่ยวข้องกับการชำระเงินที่ไม่เหมาะสม ผ่านตัวกลางซึ่งเป็นบุคคลที่สาม (Third party intermediaries)

ในส่วนของประเทศไทย วรพงษ์ ระบุว่า ทุกฝ่ายยังคงต้องร่วมมือกันในการป้องกันและปราบปรามปัญหาอาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น เพราะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของประเทศ ทั้งนี้ จากผลการ จัดอันดับ ดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชันประจำปี 2559 โดยองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International's 2016 Corruption Perceptions Index) พบว่า ไทยตกมาอยู่ที่อันดับ 101 จากทั้งหมด 176 ประเทศ ซึ่งถือเป็นลำดับที่ต่ำที่สุด ในรอบ 3 ปีนับจากปี 2556 ซึ่งเวลานั้นไทยอยู่ในอันดับที่ 102

"ค่าคะแนนดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชันของไทยล่าสุด ถือว่ารั้งท้ายประเทศกลุ่ม เศรษฐกิจบริคส์ และคิวบาที่ถูกคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ สะท้อนให้เห็นว่าทุกฝ่ายยังคงต้องทำหน้าที่ให้ดีกว่านี้ หากต้องการให้ไทยเป็นประเทศที่น่าดึงดูดต่อการเข้ามาลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ"

งานสัมมนา PwC Forensics Summit ในครั้งนี้จะเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนที่ช่วยเสริมสร้างวัฒนธรรมการต่อต้านอาชญากรรมทางการเงินที่แข็งแกร่งให้กับสังคมไทย ซึ่งกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ภาคธุรกิจบรรลุ เป้าหมายอย่างที่กล่าวไป คือ การมีระบบการควบคุมป้องกันที่รอบด้านและตอบสนองได้อย่างทันท่วงที

รวมถึงการขยายขอบเขตการตรวจสอบวิเคราะห์คุณสมบัติพื้นฐาน และครอบคลุมทั้งการรู้จักตัวตนของลูกค้า การตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างพนักงานและบุคคลที่สามที่ทำธุรกิจ หรือกำลังจะทำธุรกิจร่วมกับบริษัท ที่สำคัญไปกว่านั้นคือ ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการป้องกันแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางการเงิน

900ล้านคนเอเชียรับ เคยจ่ายสินบนปี'59 - มติชน ฉบับวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2560

องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ในกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี สำรวจความเห็นเกี่ยวกับการคอร์รัปชั่นในเอเชียแปซิฟิกโดยได้สอบถามกับผู้คนกว่า 20,000 คน ใน 16 ประเทศ พบว่าคนราว 900 ล้านคน ต้องจ่ายเงิน "ค่าน้ำร้อนน้ำชา" เพื่อเข้าถึงการให้บริการสาธารณะในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา โดยผู้ตอบแบบสำรวจ 1 ใน 4 รับว่าเคยจ่ายเงินสินบน ซึ่งพบมากที่สุดในอินเดียและเวียดนาม ขณะที่ประเทศซึ่งพบการจ่ายสินบนน้อยที่สุดคือญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และฮ่องกง

เจ้าหน้าที่ตำรวจคือพนักงานของรัฐที่ถูกระบุว่าเรียกรับสินบนมากที่สุด โดยคนที่ตกเป็นเหยื่อของการเรียกเงินสินบนคือกลุ่มคนยากจน ซึ่งเหตุการณ์เช่นนี้พบมากที่สุดในอินเดีย ปากีสถาน และไทย ขณะที่คนที่มีอายุน้อยกว่า 35 ปี มีแนวโน้มจะถูกเรียกสินบนในการเข้าถึงบริการสาธารณะ แต่หญิงและชายก็ถูกเรียกเงินสินบนไม่ต่างกัน ผู้ตอบแบบสอบถามแค่ 1 ใน 5 รู้สึกว่าการทุจริตลดลงในช่วงที่ผ่านมา แต่ 2 ใน 5 บอกว่าการทุจริตเพิ่มขึ้น และ 1 ใน 3 บอกว่าไม่รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงใดๆ

อย่างไรก็ดี แม้ว่าหลายประเทศต่างส่งเสริมการพัฒนาที่ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม แต่ผู้คนยังคงห่วงกังวลเกี่ยวกับความไม่เสมอภาค ความยากจนที่ยังเป็นปัญหาเรื้อรัง และการถูกตัดโอกาสของคนกลุ่มที่เปราะบาง ทั้งนี้ การคอร์รัปชั่นถือเป็นการบ่อนทำลายความพยายามที่จะทำให้ประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกสามารถบรรลุเป้าหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืนและทำให้เกิดความเท่าเทียมกันในสังคม (เอเอฟพี/องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ)

สหภาพบินไทยปูดสินบนผู้บริหารรื้อสัญญาปี34-35 - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2560

สหภาพบินไทยดอดเข้าให้ข้อมูลสินบนโรลส์-รอยส์ ระบุปมเปลี่ยนแปลงสัญญาจัดซื้อเครื่องยนต์ระหว่างปี 34-35 พร้อมระบุตัวผู้บริหารเกี่ยวข้อง

นายประยงค์ ปรียาจิตต์ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ในฐานะเลขานุการศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) เปิดเผยถึงความ คืบหน้าการตรวจสอบสินบนโรลส์-รอยซ์ว่า ตัวแทนจากสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทย ได้เข้าให้ข้อมูลถึงช่วงเวลาที่เกิดปัญหาดังกล่าวระหว่างปี 2534-2535 ซึ่งเป็นช่วงที่มีการจัดซื้อเครื่องยนต์โรลส์-รอยซ์สำหรับเครื่องบินและพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงสัญญาการจัดซื้อเครื่องยนต์

โดยมีการระบุว่าขณะนั้นมีเจ้าหน้าที่ในระดับผู้บริหารหลายรายเข้าไปเกี่ยวข้อง และเอกสารในส่วนนี้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) มีข้อมูลชัดเจนอยู่แล้วตั้งแต่ผู้บริหารไปถึงผู้กำกับดูแลนโยบาย

นายประยงค์ กล่าวอีกว่า ศอตช.จะตรวจสอบว่ามีการบริหารสัญญาถูกต้องหรือไม่ เพราะการบริหารสัญญาส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ทางการเงินของบริษัท การบินไทย จำกัด และส่งผลถึงรายได้ กำไร-ขาดทุนของบริษัทการบินไทย

โดยผู้เกี่ยวข้องได้ให้ข้อเสนอแนะต่อคณะอนุกรรมการฯถึงแนวทางการตรวจสอบ รวมทั้งการนำผู้กระทำผิดมาลงโทษ ทั้งนี้ ข้อมูลดังกล่าวยังต้องนำมาตรวจสอบเปรียบเทียบข้อมูลหลักฐานที่ได้จากต่างประเทศ และเนื่องจากปัญหาเกิดนานแล้วทำให้ข้อมูลหายาก และผู้ที่ให้ข้อมูลก็ยังไม่สามารถค้นหาเอกสารได้ครบทั้งหมด

นอกจากนี้ ศอตช.ได้มอบหมายให้อาจารย์คณะพาณิชย์ศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจสอบบัญชี แปลข้อมูลและนำมาเทียบเคียงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น เพื่อนำไปประกอบการพิจารณาขยายผล โดยจะนำข้อมูลทั้งสองส่วนที่ได้มาประกอบกันเพื่อชี้ให้เห็นที่มาที่ไปของกระบวน การทั้งหมด

ทั้งนี้ การสอบสวนสินบนโรลส์-รอยซ์ยังดำเนินต่อเนื่อง โดยก่อนหน้านี้คณะกรรมการประสานและเร่งรัดการดำเนินคดีทุจริตระหว่างประเทศที่มี พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นประธาน มีการประชุมนัดแรกไปเมื่อ 27 ก.พ.ที่ผ่านมาร่วมกับ อัยการสูงสุด (อสส.) ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ปลัดกระทรวงยุติธรรม เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ปปง. อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ ผู้บังคับการกองการต่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) และผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้อง

โดยมีการกำหนดทิศทางในการร่วมกันทำคดี และในส่วนของข้อมูลจากหน่วยงานต่างประเทศที่ยังไม่ได้รับ มีการมอบหมายให้ อสส. เป็นหน่วยงานหลักประสานข้อมูลจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตของสหราชอาณาจักร (SFO) อย่างเป็นทางการ ส่วน ป.ป.ช. จะประสานข้อมูลอย่างไม่เป็นทางการ

สำหรับคดีสินบนโรลส์-รอยซ์ แบ่งเป็น 3 ช่วงเวลา ระหว่างปี 2534-2535, 2535-2540, 2547-2548 แต่ 2 ช่วงเวลาแรกที่เกี่ยวข้องกับบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้ข้อมูลค่อนข้างสมบูรณ์แล้วว่า มีใครเกี่ยวข้องบ้าง โดยในการเข้าให้ข้อมูลของสหภาพการบินไทย มีการระบุถึงตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องในช่วงแรกด้วย

ครม.รื้อเกณฑ์'2สหกรณ์'ออมทรัพย์-เครดิตยูเนี่ยน - มติชน ฉบับวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2560

เมื่อวันที่ 7 มีนาคม นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ ได้มีเห็นชอบการแก้ไขหลักเกณฑ์และเงื่อนไขสหกรณ์ 2 ประเภท คือ สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน และสหกรณ์ออมทรัพย์ ตาม พ.ร.บ.สหกรณ์ โดยให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ร่วมกันกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขใหม่ใน 4 ด้านเพื่อสร้างความโปร่งใสและความเข้มแข็งให้แก่สหกรณ์ คือ 1.ความเสี่ยงด้านธรรมาภิบาล โดยมีการกำหนดคุณสมบัติคณะกรรมการสหกรณ์ ผู้จัดการสหกรณ์ ไม่ให้มีผลประโยชน์ทับซ้อน รวมทั้งจำกัดจำนวนสมาชิกสหกรณ์สมทบให้อยู่ในวงจำกัดเท่านั้น

นายพิเชษฐ์กล่าวว่า 2.ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง จะต้องมีการกำหนดการก่อหนี้สินต่อทุน เพื่อป้องกันปัญหาการก่อหนี้ของสหกรณ์ที่เกินตัว รวมทั้งจะต้องมีการกำหนดสินทรัพย์สภาพคล่องไว้ เพื่อให้สหกรณ์สามารถบริหารสินทรัพย์ได้ เมื่อเกิดปัญหาสมาชิกสามารถถอนเงินได้ทันที 3.ความเสี่ยงด้านเครดิต จะต้องมีการกำหนดหลักเกณฑ์การให้กู้ของสมาชิกที่รัดกุมมากยิ่งขึ้น มีการกำหนดงวดชำระหนี้ที่เหมาะสม ไม่ให้ยาวเกินไป รวมทั้งจะต้องป้องกันไม่ให้เกิดลักษณะการกู้วนใน หมู่สมาชิก

นายพิเชษฐ์กล่าวว่า 4.ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติ สหกรณ์ทั้งหมดจะต้องรายงานผลการดำเนินงานให้กับกรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นระยะๆ เพื่อให้กรมสามารถตรวจสอบ และติดตามการดำเนินงานของสหกรณ์ได้ และป้องกันปัญหาการทุจริตภายในสหกรณ์ ซึ่งเชื่อว่าหลังจากนี้ ภายใน 45 วัน ทั้ง 3 หน่วยงานจะสามารถยกร่างและประกาศใช้หลักเกณฑ์และเงื่อนไข ฉบับใหม่ได้

ส่องปฏิบัติการ ทภ.3 ค้นอบจ.พิจิตร ปูทางสอบใช้งบ-มั่วสุม - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2560

ศูนย์ข่าวภาคเหนือ - กรณีทหารกองทัพภาคที่ 3 ร่วมกับ ป.ป.ส.ภาค 6 ฝ่ายปกครอง ระดม กำลังร่วม 200 นาย พร้อมอาวุธ นำสุนัขสงคราม-เครื่องไอรอนสแกน ตรวจค้นอาคาร Press Center, ตึกใหม่ อบจ.พิจิตร และสนามกีฬา จ.พิจิตร ที่อยู่ในบริเวณเดียวกัน พร้อมกับเป้าหมายต้องสงสัยอีกไม่น้อยกว่า 5 จุด เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น

เป็นปฏิบัติการที่มีขึ้น หลัง สตง.ได้ รับเรื่องร้องเรียนว่า อบจ.พิจิตร ใช้เงินงบประมาณ-เงินกู้ กสอ. จำนวน 138 ล้านบาทเศษ สร้างที่ทำการ อบจ.พิจิตร หลังใหม่ บริเวณสนามกีฬาจังหวัดพิจิตร ซึ่งมีการส่งมอบงาน และเบิกจ่ายเงินไปนานแล้วเกือบ 10 เดือน (ส่งมอบงานและตรวจรับงานงวดสุดท้ายเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2559) แต่จนถึงวันนี้ยังไม่สามารถเข้าใช้อาคารหลังดังกล่าวได้ อีกทั้งยังมีการเสนอขอกู้เงินเพิ่มอีก 91 ล้านบาท เพื่อจะตกแต่งภายในและซื้อวัสดุอุปกรณ์เพิ่มเติม

จากนั้น ได้มีคำสั่งให้สำนักตรวจสอบพิเศษภาค 11 (นครสวรรค์) ตรวจสอบอาคารดังกล่าว ซึ่งพบว่า งานก่อสร้างบางรายการ อาจไม่เป็นไปตามแบบ เช่น ประตูห้องจัดเลี้ยง และห้องประชุมสภา ในสัญญาระบุให้ติดตั้งประตูบานเปิดคู่ไม้เนื้อแข็ง เบิกจ่ายเงินไป 1 ล้านบาท แต่ก่อสร้างจริงเป็นประตูไม้อัด ราคาชุดละ 30,000 บาท รวม 5 ชุด ทั้งยังพบข้อสงสัยในงานวัสดุหุ้มเสาอาคารที่ราคากลางตารางเมตรละ 3,200 บาท เทียบกับราคาสืบทราบของ สตง.ตารางเมตรละ 867 บาท นอกจากนี้ สตง.ยังทักท้วงถึงโครงการก่อสร้างโรงจอดรถ ทั้งที่มีลานจอดรถได้กว่า 100 คัน เป็นต้น

นอกจากนี้ สำนักงานตรวจสอบพิเศษภาค 11 ยังได้ตรวจสอบโครงการจ้างขุดบอน และย้ายต้นไม้ใหญ่บริเวณหลังอาคาร อบจ.พิจิตร ที่ใช้งบ 448,000 บาท ย้ายต้นประดู่ขนาดใหญ่ 3 ต้น ไปปลูกหน้าอาคารหลังใหม่ ซึ่งส่งมอบ และตรวจรับต้นไม้ดังกล่าวนี้เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2558 แต่ประดู่ทั้ง 3 ต้น มีสภาพคล้ายแห้งตายแล้ว

ต่อมาได้มีหนังสือด่วนมาก ที่ ตผ 0053 นว/003 จาก น.ส.พศุตม์ณิชา จำปาเทศ ผู้ตรวจเงินแผ่นดินภาค 11 ปฏิบัติราชการแทนผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ส่งตรงถึงนายวีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร ให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีข้อร้องเรียนเรื่องการใช้อาคาร Press Center ที่สร้างจากภาษีของประชาชน เป็นคลับเฮาส์ส่วนตัว และพวกพ้องในการพบปะสังสรรค์..

กระทั่ง วันที่ 2 มีนาคม ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 10.00 น.นายชาติชาย เจียมศรีพงษ์ นายก อบจ.พิจิตร ก็ได้เปิดอาคาร อบจ.พิจิตร หลังใหม่แถลงข่าว โดยมีผู้นำท้องถิ่น ทั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นายก อบต.เทศบาลตำบล พร้อมชาวบ้านที่มาร่วมให้กำลังใจนับพันคน

นายชาติชาย เจียมศรีพงษ์ นายก อบจ.พิจิตร กล่าวว่า ตนโดนหักหลังจากบุคคลกลุ่มหนึ่งมีไม่ถึง 20 คนด้วยซ้ำ รวมถึงกล่าวตำหนิสื่อมวลชนบางสำนักที่ออกข่าวว่าการก่อสร้างอาคาร อบจ.พิจิตร หลังใหม่ ก็เป็นเรื่องที่อยู่ในระหว่างสัญญาค้ำประกันที่ผู้รับเหมารับจ้างต้องรับผิดชอบ ซึ่งขณะนี้ก็แก้ไขตามที่ สตง.ท้วงติงแล้ว

ส่วนเรื่องที่ถูกกล่าวใส่ร้ายว่าใช้สถานที่ ราชการ คือ อาคาร Press Center เป็นที่มั่วสุม ก็ไม่ใช่เรื่องจริง แต่ก็ยอมรับว่าทำงานหลายด้าน ก็ต้องมีข้อบกพร่องบ้าง แต่ไม่ได้มีเจตนาทุจริต อย่างที่ถูกใส่ร้ายจนตกเป็นข่าวแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม อาคาร Press Center ตึก อบจ.พิจิตร หลังใหม่ และสนามกีฬาจังหวัดพิจิตร ก็ถูกทหารจากกองทัพภาคที่ 3 ป.ป.ส.ภาค 6 ฝ่ายปกครอง บุกตรวจค้นแบบละเอียดยิบ

ว่ากันว่า ปฏิบัติการครั้งนี้ เครื่องไอรอนสแกน ตรวจพบสารต้องสงสัยบางอย่าง โดยไม่พบสิ่งผิดกฎหมายใดๆ

แต่ถือเป็นปฏิบัติการ ที่เปิดทางให้ สตง.เข้าตรวจสอบเงื่อนงำ-ข้อครหาต่างๆ ใน อบจ.พิจิตร ได้อย่างเต็มที่มากขึ้น.

เปิด'ค่าเรียน'หลักสูตรพิเศษองค์กรอิสระไขข้อสงสัยควักจากไหนบินดูงาน - คม ชัด ลึก ฉบับวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2560

จากการที่ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน "พิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส" ออกมาระบุว่า สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) กำลังตรวจสอบหลักสูตรขององค์กรอิสระเกี่ยวกับการศึกษาดูงานต่างประเทศ อาทิ หลักสูตรสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลยุติธรรม (หลักสูตร บ.ย.ส.) และศาลปกครอง เป็นต้น

โดยให้เหตุผลที่เริ่มตรวจสอบหลักสูตรพิเศษขององค์กรอิสระก่อนนั้น เนื่องจากปัจจุบันรัฐบาลมีนโยบายให้ประหยัดงบประมาณจึงไม่อนุญาตให้มีการศึกษาดูงานต่างประเทศ การเดินทางไปต่างประเทศขณะนี้จึงมีเฉพาะหลักสูตรต่างๆ ของผู้บริหารระดับสูงขององค์กรอิสระเท่านั้น

นอกจากนี้กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ โดย "ชาติชาย ณ เชียงใหม่" ยังออกมาเปิดเผยว่า พวกเขาเตรียมการร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญห้ามองค์กรอิสระใช้งบประมาณรัฐไปจัดหลักสูตรการอบรมพิเศษ เพื่อป้องกันมิให้ใช้งบประมาณโดยไม่จำเป็นและไม่ให้เป็นการสร้างคอนเนกชั่นกับคนในองค์กร และหากองค์กรใดต้องการจัดหลักสูตรพิเศษต้องใช้วิธีเก็บเงินจากผู้เข้าอบรมเอง รวมถึงห้ามส่งเจ้าหน้าที่ลงรับการอบรมหลักสูตรนั้นๆ ด้วย

ทีมข่าวการเมือง "คม ชัด ลึก" จึงตามล่าหาข้อมูล เพื่อเปิดดูค่าใช้จ่ายตลอดหลักสูตรของแต่ละองค์กรอิสระที่จัดทำการอบรมขึ้นมา ดังนี้

ศาลปกครอง

สำนักงานศาลปกครอง เปิดโครงการ "หลักสูตรกฎหมายปกครองสำหรับผู้บริหารระดับสูง (กปส.)" เริ่มคลอดตั้งแต่ปี 2556 จนถึงปัจจุบัน เปิดมาแล้วทั้งหมด 4 รุ่น มีวัตถุประสงค์เพื่อทำความเข้าใจในหลักกฎหมายมหาชน กฎหมายปกครอง ทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ รวมถึงวิธีพิจารณาคดีปกครอง เพื่อที่จะสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างถูกต้องตามหลักนิติธรรม อีกด้วย

โดยหลักสูตร กปส.นี้ เป็นการเปิดอบรมแบบสมัครใจ เปิดรับสมัครผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการพลเรือน ข้าราชการครู ข้าราชการส่วนท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ของรัฐ ข้าราชการทหารตำรวจและบุคลากรจากหน่วยงานอื่น เช่น รัฐวิสาหกิจ เอกชนและสื่อมวลชนที่สนใจเข้าร่วมอบรม ต้องยื่นเอกสารสมัครเข้ารับอบรมกับสำนักงานศาลปกครอง

หลักสูตร กปส.นี้ มีระยะเวลาอบรมประมาณ 7-8 เดือน นักศึกษาที่เข้ารับการอบรมต้องเสียค่าเล่าเรียนเองประมาณ 175,000 บาทด้วย เนื่องจากสำนักงานศาลปกครองจะไม่มีการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการอบรมตามหลักสูตรนี้แต่อย่างใด

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิด หลักสูตรการพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง (พตส.) วัตถุประสงค์หลักเกี่ยวกับการเลือกตั้ง และพัฒนาบุคลากรทางการเมืองให้มีความเข้าใจซึ่งกันและกันเกี่ยวกับระบบเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งหลักสูตร พตส.นี้ เริ่มคลอดตั้งแต่ปี 2552 จนถึงปัจจุบัน มีนักศึกษารวมทั้งสิ้น 8 รุ่น แต่ละรุ่นจะมีนักศึกษา พตส.ประมาณ 80-100 คน ประกอบด้วยตัวแทนจากพรรคการเมือง หน่วยงานราชการ และภาคเอกชนไม่เกินร้อยละ 15

หลักสูตร พตส.ใช้งบประมาณสนับสนุนการอบรมจากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองของสำนักงาน กกต.ประมาณ 10.5 ล้านบาทต่อ 1 รุ่น ประกอบด้วย 1.ค่าอาหาร 2.ค่าวิทยากร 3.ค่าดูงานภายในประเทศ 3 ครั้ง 4.ค่าสังเกตการณ์การเลือกตั้งในช่วงที่ประเทศมีการจัดเลือกตั้ง โดยจะเป็นการส่งนักศึกษาเข้าร่วมสังเกตการณ์ตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้ง วันลงคะแนนเสียงและการนับคะแนน เพื่อนำมาถึงการสรุปผล ซึ่งส่วนนี้เองจะมีค่าใช้จ่ายในเรื่องของที่พัก ค่าอาหาร และค่าเดินทางรวมอยู่ด้วย และ 5.ค่าศึกษาดูงานที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งในต่างประเทศอีก 1 ครั้ง

สำหรับการดูงานในต่างประเทศ กองทุนพัฒนาพรรคการเมืองจะสนับสนุนค่าใช้จ่ายคนละ 5 หมื่นบาท หากนักศึกษา พตส.คนใดใช้งบเกินก็ต้องเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายเอง ทั้งนี้ สำหรับนักศึกษา พตส.ที่เป็นเจ้าหน้าที่กกต. หากใช้เกินงบสำนักงาน กกต.ก็จะเป็นผู้จ่ายส่วนต่างให้ทั้งหมด ส่วนกกต.ที่เดินทางไปด้วยนั้น สำนักงาน กกต.จะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมดตลอดการเดินทาง

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมานักศึกษา พตส.แต่ละรุ่นเดินทางไป ดูงานการเลือกตั้ง และพรรคการเมือง ในต่างประเทศหลายแห่ง อาทิ สหรัฐอเมริกา สวีเดน สวิตเซอร์แลนด์ ออสเตรีย ญี่ปุ่น เป็นต้น

นอกจากนี้ สำนักงาน กกต.ยังเปิดอบรมหลักสูตรการบริหารงานสำหรับผู้บริหารระดับสูง (กบส.) ซึ่งเป็นหลักสูตรการอบรมผู้บริหารระดับกลางของสำนักงาน กกต.ที่จะขึ้นเป็นผู้บริหารระดับสูง ซึ่งหลักสูตรนี้เริ่มคลอดตั้งแต่ปี 2558 จนถึงปัจจุบัน หลักสูตร กบส.อบรมมาเป็นรุ่นที่ 2 แล้ว มีนักศึกษาประมาณรุ่นละ 70 คน ส่วนใหญ่เป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูง กกต. จากส่วนกลางและภูมิภาคเข้าอบรม เพื่อเสริมสร้างศักยภาพในฐานะนักบริหาร นำไปสู่ผู้บริหารระดับสูงในการขับเคลื่อนนโยบายของ กกต.

สำหรับหลักสูตร กบส. กกต.ได้ทำข้อตกลงกับมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) เพื่อเป็นผู้จัดอบรมหลักสูตรนี้ โดยสำนักงาน กกต.จะจ่ายค่าจ้างให้ มสธ.ครั้งเดียว และให้ มสธ.ไปจัดสรรค่าใช้จ่ายทั้งหมดเอง ไม่ว่าจะเป็นค่าอาหาร ค่าวิทยากร หรือค่าอบรมต่างๆ และค่าศึกษาดูงานต่างประเทศด้วย

ล่าสุด นักศึกษา กบส.รุ่นที่ 2 รวมถึง 5 เสือ กกต. ก็ได้เดินทางไปศึกษาดูงานที่ Japan Election Commission หรือ JEC ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์-5 มีนาคม และที่ The Association of World Election Bodies หรือ A-Web สาธารณรัฐเกาหลีใต้ ระหว่างวันที่ 1-5 มีนาคม ที่ผ่านมาด้วย

ศาลรัฐธรรมนูญ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการโทรศัพท์ไปสอบถามรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับ "หลักสูตรหลักนิติธรรมเพื่อประชาธิปไตย" จากที่ปรึกษาหลักสูตร นปธ. ทั้งวัตถุประสงค์การจัดอบรม รายละเอียดผู้เข้าอบรม รวมถึงการจ้างวิทยากร ค่าอาหาร ค่าการศึกษาดูงานภายในประเทศและต่างประเทศ ค่าที่พัก และค่าเดินทาง ก็ไม่มีการรับสายแต่อย่างใด

หลังจากนั้นผู้สื่อข่าวได้โทรสอบถามจากทีมโฆษกสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ก็ไม่มีคำตอบชี้แจง บอกแต่เพียงว่าให้โทรไปสอบถามผู้อำนวยการกลุ่มงานวิทยาลัยรัฐธรรมนูญ ผู้รับผิดชอบโครงการอบรมหลักสูตร นปธ.นี้ จะรู้รายละเอียดดีที่สุด

เมื่อผู้สื่อข่าวโทรไปสอบถามผู้อำนวยการกลุ่มงานวิทยาลัยรัฐธรรมนูญ ก็บอกปฏิเสธว่า ตนเองไม่ได้เป็น ผอ. และขอเข้าประชุมก่อน ก่อนรีบตัดบทวางโทรศัพท์ทันที

สำหรับโครงการอบรมหลักสูตรหลักนิติธรรมเพื่อประชาธิปไตย (นธป.) เปิดอบรมตั้งแต่ปี 2556 ในสมัยนายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ เป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาให้ความรู้ในเรื่องหลักนิติธรรม การเมือง การปกครอง หลักประชาธิปไตย และหลักสิทธิมนุษยชนที่ถูกต้องตามหลักวิชาการและระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และขับเคลื่อนยุทธศาสตร์และการดำเนินงานของหน่วยงานและสร้างองค์ความรู้ให้แก่ประชาชนเพื่อประโยชน์ของชาติต่อไป

ทั้งนี้ จากการสอบถามผู้ที่เคยเข้ารับการอบรมหลักสูตรดังกล่าว ระบุว่า ทางผู้เข้ารับการอบรมไม่ทราบว่ามีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ เพราะศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นผู้สนับสนุนค่าใช้จ่ายทั้งหมด รวมถึงค่าเดินทางไปดูงานที่ต่างประเทศด้วย

อย่างไรก็ตามหากผู้เข้าร่วมหลักสูตรประสงค์จะอัพเกรดการ เดินทางเช่น อัพเกรดจากชั้นประหยัด เป็นชั้นธุรกิจ หรือชั้นหนึ่ง และ อัพเกรดโรงแรมให้ดีขึ้น ก็สามารถทำได้ แต่ต้องจ่ายค่าส่วนต่างเอง

สำหรับการรับเข้าอบรมจะเป็นการพิจารณาเพื่อเลือกบุคคลตาม แต่ละหน่วยงาน โดยจะส่งจดหมายเชิญ และระบุว่าใครจะเข้าร่วม

หลักสูตร นปธ.เปิดอบรมนักศึกษามาแล้วทั้งสิ้น 5 รุ่น จนถึงปัจจุบัน มีนักศึกษาเข้ารับการอบรมประมาน 52 คนต่อรุ่น ประกอบด้วย ข้าราชการและผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานภาครัฐ เอกชน องค์กรอิสระ และนักวิชาการ โดยหลักสูตร นปธ.จะไม่เปิดให้นักการเมืองเข้ารับการอบรมเหมือนเช่นหลักสูตรอื่นๆ

คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

เปิดหลักสูตร ชื่อว่า หลักสูตรนักบริหารยุทธศาสตร์การป้องกันและปราบปรามการทุจริตระดับสูง (นยปส.) วัตถุประสงค์ เพื่อสร้างผู้นำในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ป้องกันและปราบปรามการทุจริต และสนับสนุนให้เกิดการปฏิบัติงานที่โปร่งใส รวมถึงสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในภารกิจสำคัญ คือ การป้องกันและปราบปรามการทุจริตที่เป็นรูปธรรม

หลักสูตร นยปส.นี้เปิดมาแล้ว 8 รุ่น จนถึงปัจจุบัน มีงบสนับสนุนจากสำนักงาน ป.ป.ช. รุ่นละประมาณ 10 ล้านบาท โดยทางผู้รับการอบรมไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ทั้งค่าอบรมหรือแม้แต่ค่าดูงานต่างประเทศก็ตาม ซึ่งตลอดหลักสูตรจะใช้เวลาเรียนประมาน 8 เดือน มีนักศึกษาอบรมประมาณ 50-60 คนต่อรุ่น ดังนั้นจะเฉลี่ยเป็นค่าใช้จ่ายคนละประมาณ 2 แสนบาท ผู้เข้าอบรมส่วนใหญ่มาจากผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงในหน่วยงาน อธิบดีขึ้นไปหรือเทียบเท่า ตำรวจและทหาร ส.ส.หรือ ส.ว. เป็นต้น

"ปัจจุบันรัฐบาลมีนโยบายให้ประหยัดงบประมาณจึงไม่อนุญาตให้มีการศึกษาดูงานต่างประเทศ การเดินทางไปต่างประเทศขณะนี้จึงมีเฉพาะหลักสูตรต่างๆ ของผู้บริหารระดับสูงขององค์กรอิสระเท่านั้น"

ชีวิตราชการดี๊ดี... งานน้อยเท่าเดิม เพิ่มเติมคือเที่ยวหรู กินอยู่ฟรี - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2560

ชีวิตราชการดี๊ดี... งานน้อยเท่าเดิม เพิ่มเติมคือเที่ยวหรู กินอยู่ฟรี

ฉาวโฉ่ และร้อนฉ่าในโลกโซเชียล ขณะที่ประเทศกำลัง เผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจ และรัฐบาลเองก็ไฟเขียวให้ สตง.เข้ามาตรวจสอบการใช้งบประมาณดูงานอย่างเข้มข้น เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณรัฐบาลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด หากแต่ไม่ทันพ้นเดือน!! เพจเฟซบุ๊กปฏิบัติการหมาเฝ้าบ้านขององค์กรต่อต้านคอร์รัปชันประเทศไทย ได้เผยแพร่ภาพถ่ายจากเฟซบุ๊กแห่งหนึ่ง (ไม่เปิดเผยชื่อ) ถึงการดูงานของภาครัฐแห่งหนึ่ง โดยระบุเป็น "หน่วยงานใต้จมูกนายกฯ ดูงานตรวจราชการที่ Universal Studios"

งานนี้จึงไม่ต่างกับการตบหน้าเย้ยหยันรัฐบาล และ สตง. เพราะภาพการไปดูงานที่ปรากฏ ลัลลา เกินความจำเป็น ยิ่งเมื่อเห็นเจ้าของเพจบรรยายความรู้สึกของคนบางคนที่พูดถึง ."ชีวิตราชการมันดี มีโอกาสดูงานต่างประเทศ ภาษีชาวบ้านซัปพอร์ต แถมกิน เที่ยว ชอป ต้นปีนี้เอง สำนักตรวจราชการ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี จัดศึกษาดูงานการตรวจราชการที่ประเทศสิงคโปร์ เป้าหมายเพื่อสร้างผู้ช่วยผู้ตรวจราชการมืออาชีพ เขียนไว้ในโครงการอย่างนั้น ไปกันเมื่อ 12-15 มกราคมที่ผ่านมา ใช้งบไปร่วม "เก้าแสนหกหมื่นบาท" (960,000 บาท) ก็ให้นึกเจ็บปวดใจยิ่งนัก

ชีวิตราชการมันดีจริง

แม้การเดินทางไปศึกษาดูงานในต่างประเทศนั้น จะไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะหากย้อนดูประวัติศาสตร์ก็ชัดเจนว่าเริ่มในสมัย ร.๕ ที่พระองค์ท่านได้ส่งพระราชโอรส พระราชนัดดาไปศึกษาเล่าเรียน เพื่อไปดู และเอาแบบอย่างที่ดีของการพัฒนาประเทศที่เขาพัฒนากว่าแล้วนำเอาประสบการณ์ความรู้ที่ได้ มาพัฒนาประเทศไทยให้เจริญรุดหน้าทัดเทียมนานาอารยประเทศ ประเทศสยามในสมัยนั้นจึงได้มีที่มาของระบบสาธารณูปโภค และระบบงานสำคัญๆ ของประเทศมากมาย

ต่างจากสมัยนี้ ที่การไปศึกษาดูงานเป็นเรื่องของการใช้เงินงบประมาณประเทศให้แต่สิ้นเปลืองไปเสียเปล่าๆ ประชาชนจะหวังการพัฒนาเปลี่ยนแปลงอะไรๆ แทบไม่ได้เลย บางทีก็เรียกว่าเป็นการเดินทางไปดูงาน ก็เป็นได้เพียงแต่ไปเดินๆ และดูสิ่งของต่างๆ ในต่างบ้านต่างเมืองไปเรื่อยๆ ไม่ได้มีการศึกษาข้อมูลเชิงลึกว่ามีความเป็นมาอย่างไร ทั้งยังไม่มีการตกผลึกความคิดที่จะนำมาพัฒนาบ้านเมืองเราได้อย่างไร สุดท้ายจึงได้แต่ความสนุกสนานไปกับการได้ใช้เงินภาษีของประชาชนให้เพียงแต่หมดไป

เปิดโปรแกรม ทำงานน้อยเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือเที่ยวอย่างหรู กินอยู่แบบฟรีๆ

12 ม.ค.ถึงสิงคโปร์เวลาเย็น ออกชิลนอกเวลางานแบบไม่ผิด กติกา ถ่ายภาพกับรูปปั้นสิงโตทะเลพ่นน้ำ สัญลักษณ์ของสิงคโปร์ที่ไม่ว่าใครก็ต้องถ่ายรูปเป็นที่ระลึก

13 ม.ค.เป็นการเป็นงานกันทั้งวัน เริ่มจากดูการจัดการผังเมืองที่ Urban Redevelopment Authority ช่วงเที่ยงมีเวลาแวะถ่ายภาพที่ The Arts House รัฐสภาเก่าของสิงคโปร์ ตอนบ่ายดูการวางระบบการจราจรที่ Land Transport Authority มื้อเย็นเก็บเมนูดังปูผัดพริก ร้านต้นตำรับ Roland Restaurant ตกค่ำเดินเล่นเลียบชายฝั่ง East Coast ชมวิวชิงช้าสวรรค์ยักษ์ Singapore Flyer

14 ม.ค. เช้าถึงเที่ยงดูการจัดการขยะที่ TUAS South Incineration Plant ดูเหมือนเรื่องการตรวจราชการจะจบกันแค่นี้ ตกบ่ายไปถ่ายรูปกับ Supertree Grove ต้นไม้จำลองขนาดยักษ์ ไฮไลต์หนึ่งของสิงคโปร์ ต่อด้วยด้วยไหว้วัดพระเขี้ยวแก้ว ย่านไชน่าทาวน์ ช่วงค่ำเก็บเมนูสุดยอดบักกุ๊ดเต๋แห่งสิงคโปร์ที่ Song Fa Bak Kut The

15 ม.ค. จัดหนักกับการศึกษาการตรวจราชการที่ Universal Studios สวนสนุกชื่อดังระดับโลก ชอปปิ้งที่ VivoCity ไลฟ์สไตล์มอลล์แห่งใหญ่ที่สุดในสิงคโปร์ จัดปูผัดพริกอีกรอบที่ภัตตาคาร Jumbo Seafood ก่อนบินกลับไทยช่วงดึก

เบ็ดเสร็จดูงานเป็นเรื่องเป็นราวประมาณวันครึ่ง ที่เหลือไปศึกษาการตรวจราชการกันที่อื่น #บิ๊กตู่ว่าไง

สปน.แจง.. เที่ยววันนี้ บ้านเมืองดีวันหน้า!!

หลังกลายเป็นข่าวสะพัดในโลกโซเชียล สำนักตรวจราชการ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) เจ้าของโครงการฝึกอบรม หลักสูตรผู้ช่วยผู้ตรวจราชการมืออาชีพ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2560

ที่พาข้าราชการไปดูงานครั้งนี้ก็ออกมาชี้แจงว่า โครงการดังกล่าวเป็นความร่วมมือของ สปน. กับ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (กพ.) ดำเนินการระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2559 - มกราคม 2560

โครงการดังกล่าวว่า มีการดำเนินการอบรมเป็น 3 ช่วง ประกอบด้วย ช่วงที่ 1 การเสริมสร้างเครือข่ายเพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้เข้ารับการฝึกอบรม ระยะเวลา 3 วัน ณ โรงแรมในต่างจังหวัด ช่วงที่ 2 เสริมสร้างองค์ความรู้ความเข้าใจในบทบาทหน้าที่-รับผิดชอบ สร้างทัศนคติที่ดีและประสบการณ์ในการตรวจราชการ มีการฝึกปฏิบัติรวมเวลา 9 วัน ณ โรงแรมในกรุงเทพมหานคร ช่วงที่ 3 การประชุมเชิงปฏิบัติการ โดยเน้นการลงพื้นที่เพื่อฝึกปฏิบัติการตรวจราชการและการเขียนรายงานผลการตรวจราชการในโครงการที่สำคัญตามนโยบายของรัฐบาล ณ สถานที่/ส่วนราชการในต่างจังหวัด รวมระยะเวลา 3 วัน และช่วงที่ 4 คือดูงานที่ประเทศสิงคโปร์ ใช้งบประมาณ จำนวน 1,350,000 บาท (หนึ่งล้านสามแสน ห้าหมื่นบาทถ้วน)

ทั้งนี้ ในช่วงที่ 4 มีนายจิรชัย มูลทองโร่ย ปลัด สปน. นางเมธินี เทพมณี เลขาธิการ ก.พ. และหัวหน้าผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นที่ปรึกษา มีผู้เข้าอบรมที่เดินทางไปดูงานครั้งนี้ 30 คนเป็นบุคลากรในระบบการตรวจราชการ ซึ่งดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการ ไม่ต่ำกว่าระดับชำนาญการที่ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรผู้ช่วยผู้ตรวจราชการ สปน. ประกอบด้วย ผู้ช่วยผู้ตรวจ สปน. เจ้าหน้าที่สนับสนุนการตรวจราชการของ สำนักตรวจราชการ สปน., ผู้ช่วยผู้ตรวจราชการระดับกระทรวง/เจ้าหน้าที่สนับสนุนการตรวจราชการกระทรวง ผู้ช่วยผู้ตรวจราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.), เจ้าหน้าที่สนับสนุนการตรวจราชการ, เจ้าหน้าที่หรือบุคลากรที่ปฏิบัติหน้าที่สนับสนุนการตรวจราชการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.), บุคลากรในระบบการตรวจราชการ ข้าราชการกรมประชาสัมพันธ์ และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ซึ่งดำรงตำแหน่งทางวิชาการไม่ต่ำกว่าระดับชำนาญการพิเศษ ที่ยังไม่ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรผู้ช่วยผู้ตรวจราชการของสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี

"การเดินไปสิงคโปร์มีวัตถุประสงค์ คือ ไปศึกษาดูงานด้านการตรวจราชการในต่างประเทศ กลุ่มประเทศสมาชิกประชาคม อาเซียนหรือบวกสาม เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบระบบการตรวจราชการของต่างประเทศ โดยนำแนวคิดในการ บริหารจัดการของประเทศต้นแบบ เพื่อเทียบเคียงกับประเทศ ไทย (Benchmarking) และทักษะต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ การตรวจราชการในต่างประเทศที่สามารถนำมาปรับใช้ในการตรวจราชการ รวมระยะเวลา 5 วัน พร้อมทั้งนำเสนอผล การศึกษาดูงาน จัดทำรายงานผลการศึกษาดูงานฉบับสมบูรณ์และพิธีมอบประกาศนียบัตร"

คนทำทัวร์แฉ ทำโปรแกรม 2 ชุด งานน้อยหน่อย เที่ยวมากหน่อย

ข่าวการผลาญงบดูงานต่างประเทศของข้าราชการไทย ปัญหาเรื้อรังทียากจะแก้ไขนี้แหล่งข่าวในแวดวงท่องเที่ยวยอมรับว่า หลายครั้งที่ได้เห็นทัวร์สัมมนาของบรรดาหน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจเวลาไปดูงานต่างประเทศ ส่วนใหญ่พวกนี้จะมอบหมายให้บริษัททัวร์ดำเนินการจัดตารางเวลาให้

"คนที่ติดต่อมา จะบอกระยะเวลาการเดินทางมาให้ว่า จะไประหว่างวันที่เท่าไหร่ถึงวันไหน แล้วให้บริษัททัวร์แนะนำและพาไปเที่ยวยังสถานที่ต่างๆ รวมถึงแหล่งที่กิน ที่ชอปปิ้ง โดยเลือกเอาประเทศต่างๆ ทั้งในแถบยุโรป อเมริกา ออสเตรเลีย เกาหลี ญี่ปุ่น จีน เป็นหลัก เวลาทำโปรแกรมจะทำสองชุด ชุดหนึ่งใส่โปรแกรมดูงานที่เกี่ยวข้องแน่นเอี้ยด ส่วนอีกชุด เป็นโปรแกรมดูงานเช้า-บ่ายเที่ยว ผมเคยเจอคณะดูงานใส่เสื้อแจ๊กเก็ตของหน่วยงานที่เกี่ยวกับความมั่นคง ไปเดินดูงานที่ลาสเวกัส ดีสนีย์แลนด์ ยูนิเวอร์แซลสตูดิโอ ดูอะไรครับ ทำงานหน่วยหนึ่งไปดูอีกอย่างหนึ่ง"

แหล่งข่าวคนเดิมยังบอกอีกว่า การเดินทางออกไปศึกษาดูงานต่างประเทศมักจะมีชุกมากในช่วงใกล้สิ้นปีงบประมาณ เนื่องจากการ "มีเงินเหลือ" ในงบประจำปี จึงจำเป็นต้องใช้เงินให้หมดไป มิฉะนั้น งบที่เหลือก็จะถูกส่งกลับคืนสู่คลัง และในปีงบประมาณถัดไปก็อาจถูกตัดลดงบประมาณลงไป เนื่องจากฐานข้อมูลของการเบิกจ่ายเงินงบประมาณปีที่แล้วมาจะถูกใช้ในการประมาณวงเงินการใช้จ่ายในปีงบประมาณถัดไปนั่นเอง ดังนั้น หน่วยงานราชการหลายแห่งจึงต้องเร่งให้มีการเบิกจ่ายหรือใช้เงินให้หมดไป โดยไม่คำนึงถึงประสิทธิภาพการใช้เงินอย่างคุ้มค่า นอกจากนี้แล้ว หน่วยงานราชการส่วนใหญ่มัก ไม่ได้บรรจุการไปศึกษาดูงานไว้ในแผนงานประจำปี แต่เมื่อเห็นว่าใกล้สิ้นปีงบประมาณแล้วและเงินยังมีอยู่จำนวนหนึ่ง จึง ใช้จ่ายโดยอ้างไปดูงาน .

คอลัมน์ ต่อ ต้าน คอร์รัปชัน: 'เงินขับเคลื่อนภาคประชาชนต่อต้านคอร์รัปชัน' - แนวหน้า ฉบับวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2560

รศ.ดร.ต่อตระกูล ยมนาค และดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค

ต่อภัสสร์ : เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ผมได้รับเชิญไปร่วมการประชุม และเปิดตัวกองทุนรวม "ธรรมาภิบาลไทย"ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ยอมรับเลยว่าตื่นเต้นมาก นี่คือก้าวที่สำคัญมากต่อการต่อสู้กับปัญหาคอร์รัปชันในประเทศไทย เพราะคนที่ก้าว คือภาคการเงินเอกชนซึ่งผมนับถือว่าเป็นกลุ่มคนที่ฉลาดและเก่งมากกลุ่มหนึ่ง ในสังคมไทย พี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ ของผมที่เรียนเก่งๆ ก็ไปอยู่ในวงการการเงิน กันหลายคน ดังนั้นถ้าคนฉลาดและเก่งเหล่านี้ ร่วมกันปฏิญาณตนที่จะเป็น คนดีและพร้อมที่จะต่อสู้กับความชั่วร้ายไปด้วยกันแล้ว ผมเชื่อว่าจะต้องเกิดการ เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีได้อย่างแน่นอน

ต่อตระกูล : นี่เป็นนิมิตหมาย ที่ดีมากจริงๆ แล้วกองทุนรวมธรรมาภิบาล ไทยนี่คืออะไร เล่าให้ฟังหน่อยสิ

ต่อภัสสร์ : ได้ครับ โดยหลักการ แล้วกองทุนนี้ตั้งขึ้นมาเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการกำกับกิจการที่ดีของบริษัทเอกชน และแบ่งปันเงินส่วนหนึ่ง มาเป็นทุนสนับสนุนโครงการต่อต้านการทุจริตต่างๆ ด้วย รายละเอียดคร่าวๆ คือ จะมีกองทุนที่ทั้งลงทุนในหุ้นและกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ(RMF) โดยหุ้นหรือกองทุนที่กองทุนรวม ธรรมาภิบาลไทยจะลงทุนนั้น จะต้องผ่านการกลั่นกรองมาแล้วว่ามีคุณสมบัติการกำกับกิจการที่ดี(CG) พูดง่ายๆ ก็คือ ต้องเป็นบริษัทที่มีระบบป้องกันการทุจริต จ่ายสินบนแล้วเท่านั้น กองทุนนี้จึงจะไป ลงทุนด้วย เป็นการกดดันทางอ้อมให้บริษัท ต่างๆ ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ยกระดับการกำกับกิจการที่ดีของตนเอง

ต่อตระกูล : กองทุนรวมนี้ ใครเป็น ผู้คิดริเริ่ม แล้วใครเป็นคนตั้งกติกาและคุณสมบัติการกำกับกิจการที่ดีของบริษัทเหล่านี้ และจะบริหารจัดการกันอย่างไรล่ะ

ต่อภัสสร์ : กองทุนรวมนี้เกิดจากความร่วมมือขององค์กรต่างๆ มากมาย ได้แก่ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย, มูลนิธิเพื่อคนไทย, สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(TDRI) และสำคัญที่สุดคือบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.) กว่า 14 องค์กร จากทั้งหมด 22 องค์กร ซึ่งมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารรวมกันสูงถึงกว่า 90% ของทั้งอุตสาหกรรมกองทุนรวม นับว่านอกจากจะเป็นก้าวที่สำคัญในการเสริมสร้างธรรมาภิบาลในไทยแล้ว ยังเป็นก้าวที่ใหญ่มากอีกด้วย ที่สำคัญไปกว่านั้นคือ กองทุนนี้ได้อดีตนายกรัฐมนตรีผู้ได้รับการยกย่องในเรื่องความซื่อสัตย์สุจริตอย่างคุณอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน ด้วย ยิ่งทำให้มีความน่าเชื่อถือว่าจะประสบความสำเร็จมากขึ้นไปอีก

ส่วนคนที่ตั้งกติกานั้นมีหลายองค์กรด้วยกัน โดยหลักๆ คือ บริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.) อย่างน้อย 14 องค์กร เริ่มต้นนี้ และสภาธุรกิจตลาดทุนไทย โดยคุณสมบัตินี้จะมีการอ้างอิงจากหลักธรรมาภิบาลการลงทุนสำหรับ ผู้ลงทุนสถาบัน หรือ I Code ที่เพิ่งเปิดตัว กันไปหนึ่งสัปดาห์ก่อนหน้านอกจากนี้ ตัวกองทุนรวมนี้เอง จะมีกลไกการตรวจสอบ ที่เชื่อถือได้ และมีคณะกรรมการทำหน้าที่พิจารณากลั่นกรองอย่างโปร่งใสด้วย ทั้งนี้ในระยะแรก จะมีการคัดเลือกหุ้นที่มาจาก กลุ่มที่ได้รับรางวัลด้านความยั่งยืนประจำ ปี 2559 (SET Sustainability Awards 2016) ซึ่งมีบริษัทจดทะเบียนได้รับการคัดเลือกจำนวน 55 แห่ง แบ่งเป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (SET) จำนวน 50 บริษัท และตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) จำนวน 5 บริษัท

ส่วนการบริหารจัดการนั้น แต่ละ บลจ.จะแยกกันบริหารจัดการในส่วนของตัวเอง เพื่อความคล่องตัวแต่ใช้เงินลงทุนจากกองเดียวกัน ในรายละเอียดนั้น จะประชุมหารือและตกลงร่วมกันต่อไป

ต่อตระกูล : นับเป็นก้าวที่สำคัญ และใหญ่จริงๆ นะ แล้วในด้านการสนับสนุน โครงการเพื่อการต่อต้านคอร์รัปชันล่ะ กองทุนนี้จะช่วยสนับสนุนได้อย่างไร

ต่อภัสสร์ : ในขณะนี้กองทุนรวม ธรรมาภิบาลไทยมีแนวทางที่จะแบ่งรายได้ จากการบริหารกองทุนในสัดส่วน 40% ไปสนับสนุนองค์กรหรือโครงการที่มีแนวคิด ในการเสริมสร้างธรรมาภิบาลและต่อต้านคอร์รัปชัน อาทิ โครงการข้อตกลงคุณธรรม (IP) โดยองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) โครงการแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชัน (CAC) โดยสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD) และโครงการปลูกฝังคุณธรรมด้านธรรมาภิบาล ให้กับเยาวชน เช่น หลักสูตรโตไปไม่โกง ของศูนย์สาธารณประโยชน์และประชาสังคม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA)

ต่อตระกูล : แนวคิดใหม่ของภาคธุรกิจที่จะสละรายได้ส่วนหนึ่งจากการดำเนินธุรกิจของตน ส่งไปสนับสนุนกิจกรรมของภาคประชาชนในการป้องกันและส่งเสริมธรรมาภิบาลจะเป็นรูปแบบที่มั่นคง ยั่งยืน มากกว่ารูปแบบ แบบเดิมๆ นั้นดีมาก เห็นด้วยอย่างมาก เพราะตลอด เวลาที่ผ่านมา จนถึงทุกวันนี้ มีโครงการเสริมสร้างธรรมาภิบาลและต่อต้านคอร์รัปชันที่น่าสนใจมากมาย แต่ไม่ได้รับการสนับสนุน หรือได้รับการสนับสนุนแล้วแต่ขาดตอน จึงต้องหยุดยกเลิกไป เพราะขาดแหล่งทุนที่ยั่งยืน

ที่ผ่านมาเงินสนับสนุนโครงการเหล่านี้มักได้มาจากการเรี่ยไรจากสาธารณะ ได้มากบ้างน้อยบ้าง แล้วแต่ช่วง บางปีถ้าเศรษฐกิจไม่ดี เงินส่วนนี้ก็จะไม่มีเลย โครงการดีๆ ที่ดำเนินอยู่ก็เป็นอันต้อง ยุติไป จะยกตัวอย่างให้เห็นชัด เช่น กองทุน สื่อประชาสังคมต้านคอร์รัปชัน ที่ได้รับเงินทุน จากรัฐบาลพรรคไทยรักไทย ก้อนแรก จำนวน 5 ล้าน มาเพียงครั้งเดียว จากยอด 20 ล้านบาท ที่รัฐบาลนั้นเคยบอกว่าจะให้ การสนับสนุน เหตุเพราะกิจกรรมเริ่มมีการ กระทบกระทั่งกับรัฐบาลบ้าง จึงหยุดการสนับสนุนไป

อีกรูปแบบหนึ่งของการหาทุนมาดำเนินกิจกรรมของภาคประชาชนที่นิยมทำกันมากก็คือการขอรับบริจาคทั่วไป ที่ได้รับการสนับสนุนมากก็คือ เครือข่าย ประชาชนต่อต้านคอร์รัปชัน(คปต.) ซึ่งมี คุณวีระ สมความคิด เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญ ออกรายการ ASTV ของผู้จัดการ เป็นรายการประจำทุกสัปดาห์ ปรากฏว่ามีคนโทรศัพท์เข้ามาบริจาคเงินสนับสนุนเป็นจำนวนมากกว่ารายการอื่นๆ ของสถานี แต่ในที่สุดก็ประสบปัญหาความไม่ต่อเนื่องเหมือนกับโครงการอื่นๆ แล้วก็หยุดชะงักไป

ผมจึงเชื่อว่า แนวใหม่นี้จะมีความยั่งยืน สร้างความมั่นใจให้กับ ผู้ที่มาทำงานเพื่อการต่อต้านคอร์รัปชัน สามารถวางแผนระยะยาวได้ เพื่อการขยายผลอย่างมีประสิทธิภาพและ ประสิทธิผล และยังอยากให้กลุ่มภาค ธุรกิจอื่นๆ ได้ลองคิดทำโครงการเกี่ยวข้อง กับการเสริมสร้างธรรมาภิบาลและต่อต้านคอร์รัปชันในแนวทางที่กลุ่มวิชาชีพของตนถนัด อย่างที่กลุ่มภาคการเงินได้เริ่มกันแล้วนี้ เพราะสุดท้าย คนที่จะได้ประโยชน์จากโครงการเหล่านี้ ก็คือพวกเราทุกคนโดยเฉพาะภาคธุรกิจ เอกชนนี่ล่ะครับ

จัดหนักปราบโกง มรดกสุดท้ายคสช. - โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2560

ต้องยอมรับว่าการเมืองไทยเวลานี้ยังไม่ปรากฏความเคลื่อนไหวที่แสดงถึงนัยทางการเมืองอะไรมากนัก เนื่องจากต่างฝ่ายต่างรอให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพิ่งนำขึ้นทูลเกล้าฯ มีผลบังคับใช้

แน่นอนผลของการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในอนาคตข้างหน้านั้นจะนำมาซึ่งกระบวนการเปลี่ยนผ่านประเทศหลายกระบวนการ หนึ่งในนั้น คือ การจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ จำนวน 10 ฉบับ

ในทางการเมืองแล้วความสนใจพุ่งตรงไปที่ร่างกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง 4 ฉบับ ได้แก่ 1.การเลือกตั้ง สส. 2.การได้มาซึ่ง สว. 3.คณะกรรมการการเลือกตั้ง และ 4.พรรคการเมือง เพราะกฎหมายในกลุ่มนี้มีผลต่อการกำหนดวันเลือกตั้ง

กล่าวคือ เพราะถ้าร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้เมื่อไหร่ นับจากนั้นไปอีก 150 วัน จะเป็นเรื่องของการหย่อนบัตรลงคะแนนเลือกตั้งเพื่อให้มาซึ่งรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

อย่างไรก็ตาม นอกเหนือไปจากกฎหมายเลือกตั้งแล้ว ยังมีกฎหมายลูกอีกกลุ่มที่น่าสนใจไม่แพ้กัน อย่างร่างกฎหมายลูกที่เกี่ยวกับการปราบปรามการทุจริต

พิจารณาท่าทีในทางปฏิบัติของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) แล้ว จะสังเกตเห็นได้ว่าค่อนข้างให้ความสนใจกับกฎหมายลักษณะดังกล่าวพอสมควร ยิ่งกว่ากฎหมาย เลือกตั้งเสียอีก ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ กรธ.จัดทำนั้น กรธ.ได้ให้ชื่อว่า "ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง" จึงทำให้ กรธ.ใส่ใจในรายละเอียดกับกฎหมายปราบทุจริตอยู่ไม่น้อย

สำหรับร่างกฎหมายเกี่ยวกับการปราบโกงที่น่าสนใจมีอยู่ด้วยกัน 3 ฉบับ

1.ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มีประเด็นที่ มาตรา 32

"พนักงานเจ้าหน้าที่อาจใช้เครื่องมือสื่อสารโทรคมนาคม เครื่องมือ อิเล็กทรอนิกส์ หรือด้วยวิธีการอื่นใด ในการสะกดรอยผู้ต้องสงสัยว่ากระทำความผิด หรือจะกระทำความผิดฐานร่ำรวยผิดปกติ หรือทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ หรือทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม..." เนื้อหาของมาตรา 32

2.ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาที่เป็นสาระสำคัญของมาตรา 33 ที่ไม่ให้นับอายุความสำหรับกรณีที่ผู้ถูก กล่าวหาหรือจำเลยหลบหนี

"ในการดำเนินคดีอาญาตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยหลบหนีไปในระหว่างถูกดำเนินคดี หรือระหว่างการพิจารณาคดีของศาล มิให้นับระยะเวลาที่ผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยหลบหนีรวมเป็นส่วนหนึ่งของอายุความ

ในกรณีมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำเลย ถ้าจำเลยหลบหนีไปในระหว่างต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษ มิให้นำบทบัญญัติมาตรา 98 แห่งประมวลกฎหมายอาญามาใช้บังคับ"

3.ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน โดยให้อำนาจคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) ตามมาตรา ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับการดำเนินคดีอาญาอยู่ในมาตรา 24

"ในกรณีที่ผลการตรวจสอบมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการใช้จ่ายเงินแผ่นดิน หรือมีการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบก่อให้เกิดความเสียหายแก่เงิน หรือทรัพย์สินของราชการ ให้สำนักงานฯ ดำเนินการไต่สวนความผิดคดีอาญากับบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิดต่อไป

เว้นแต่กรณีมีผู้บริหารระดับสูงตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง ให้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินแจ้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เพื่อดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจต่อไป"

มองในภาพรวมแล้วนับว่ากฎหมายทั้ง 3 ฉบับที่ว่ามานี้ ที่หน่วยงานเกี่ยวข้องส่งมาให้ กรธ. ล้วนมีลักษณะของการเพิ่มอำนาจให้กับองค์กรอิสระและเพิ่มเงื่อนไขให้สามารถนำคนมารับโทษกรณีได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

แม้ว่าร่างกฎหมายดังกล่าวจะยังไม่สิ้นสุดกระบวนการของ กรธ. แต่ถ้าพิเคราะห์ถึงใจ กรธ.เวลานี้แล้ว ต้องยอมรับว่า กรธ.ก็คล้อยตามเนื้อหาสาระของกฎหมายดังกล่าวอยู่ไม่น้อย

ส่วนหนึ่งเนื่องมาจากสาระสำคัญส่วนใหญ่ตรงกับเจตนารมณ์ของ กรธ.และ คสช.ที่ต้องการปราบปรามการทุจริตให้เด็ดขาด

ดังนั้น คสช.เองก็หวังให้กฎหมายลูกต่างๆ เป็นมรดกไปสู่การปราบทุจริตในอนาคต เพื่อเป็นฐานในการสร้างความชอบธรรมก่อนต้องกลับกรมกองในเร็วๆ นี้

คอลัมน์ ชุมชนคนหุ้น: หุ้นผีดิบคืนชีพ - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2560

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเพิ่งออกประกาศ เร่งให้บริษัทจดทะเบียนที่เข้าข่ายอาจถูกเพิกถอนระยะที่ 3 จำนวน 12 บริษัท แก้ไขเหตุแห่งการเพิกถอน หรือยื่นคำขอขยายเวลาแก้ไขเหตุแห่งการเพิกถอนภายในวันที่ 31 มีนาคม 2560 หากครบกำหนดเวลา ไม่สามารถดำเนินการแก้ปัญหาได้ จะเพิกถอนการเป็นบริษัทจดทะเบียน

คำประกาศเตือนของตลาดหลักทรัพย์ฯดูขึงขังน่ากลัว จนรู้สึกว่า ถ้าบริษัทจดทะเบียนใดไม่สามารถแก้ไขต้นเหตุแห่งการเพิกถอนได้ จะต้องถูกตะเพิดพ้นจากตลาดหุ้น

แต่ในทางปฏิบัติแล้ว ตลาดหลักทรัพย์ฯ พยายามทุกวิถีทาง เพื่อให้บริษัทจดทะเบียนที่มีปัญหาการดำเนินงาน สามารถแก้ไขเหตุแห่งการเพิกถอน และนำหุ้นกลับเข้ามาซื้อขายใหม่

ถ้าไม่ "เหลือขอ" จริงๆ จะไม่ตะเพิดบริษัทจดทะเบียนออกจากตลาดหุ้น และในรอบ 10 ปี มีบริษัทจดทะเบียนที่ถูกเพิกถอนเพียงประมาณ 11 แห่งเท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยมาก

การเปิดโอกาสให้บริษัทจดทะเบียนที่เกิดปัญหา มีเวลาในการแก้ปัญหา มีเจตนาช่วยเหลือผู้ถือหุ้นของบริษัทจดทะเบียนเหล่านี้ เพราะถ้าหุ้นถูกเพิกถอน ผู้ถือหุ้นทุกคนจะได้รับความเสียหาย หุ้นที่ถือติดมือไว้อาจกลายเป็นศูนย์

แต่เจตนาดีของตลาดหลักทรัพย์ กลับเป็นการสร้างวงจรอุบาทว์ และทำให้นักลงทุนต้องเซ่นสังเวยหุ้นเน่าๆ มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น

เพราะความพยายามฟื้นฟูบริษัทจดทะเบียนที่ตายซากคาตลาดหุ้น เปิดช่องให้คนบางกลุ่ม ฉวยโอกาสเข้ามาตักตวงผลประโยชน์ โดยเฉพาะแก๊งปั่นหุ้น ซึ่งสวมรอยเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่กลุ่มใหม่ ก่อนจัดฉากแต่งเนื้อแต่งตัวบริษัท เปลี่ยนโครงสร้างผู้ถือหุ้น เปลี่ยนคณะกรรมการบริษัท และอาจเปลี่ยนชื่อบริษัท

เมื่อแต่งตัวเรียบร้อยและยื่นคำขอนำหุ้นกลับเข้ามาซื้อขายใหม่เสร็จสิ้น จะเริ่มกระบวนการโฆษณาชวนเชื่อ คุยโม้ถึงแนวโน้มกิจการ ล่อหลอกให้นักลงทุนเข้ามาเก็งกำไร

หุ้นที่หลุดจากการถูกเพิกถอน จะมีสภาพเหมือนผีดิบคืนชีพ เพราะเมื่อกลับเข้ามาซื้อขาย จะสูบเงินนักลงทุนอีกรอบ โดยมีนักลงทุนต้องตกเป็นเหยื่อเพิ่มมากขึ้นหลายเท่าตัว จากจำนวนผู้ถือหุ้นเดิมก่อนถูกจับเข้ากลุ่มฟื้นฟูการดำเนินงานเพียงไม่กี่พันคน อาจเพิ่มเป็นหลายหมื่นคนที่เข้าไป "ติดกับ" หุ้นผีดิบคืนชีพ

นโยบายอุ้มบริษัทจดทะเบียนที่ตายซากคากระดาน ความพยายามประวิงเวลา เพื่อให้แก้ปัญหาเหตุแห่งการถูกเพิกถอนได้นั้น กลายเป็นการเพาะพันธุ์หุ้นผีดิบคืนชีพให้กลับมาอาละวาด ก่อความเสียหายในตลาดหุ้นซ้ำสอง และ เมื่อสูบเงินจนหนำใจ แก๊งปั่นหุ้นจะเผ่น ปล่อยลอยแพบริษัทให้กลับสู่ปัญหาเดิม ผลดำเนินงานตกต่ำ ฐานะการเงินย่ำแย่ และเข้าข่ายหุ้นถูกเพิกถอนซ้ำรอย

เพียงแต่การกลับไปอยู่ในข่ายอาจถูกเพิกถอนรอบหลัง จำนวนผู้ถือหุ้นจะพุ่งขึ้นนับหมื่นๆ ราย

หุ้นที่อยู่ในข่ายอาจถูกเพิกถอนระยะที่ 3 จำนวน 12 บริษัท ถ้าเปิดทะเบียนผู้ถือหุ้น จะมีจำนวนผู้ถือหุ้นรายย่อยน้อยมาก บางบริษัทไม่กี่ร้อยคน โดยทั้ง 12 บริษัท มีผู้ถือหุ้นรายย่อยรวมกันทั้งสิ้นไม่เกิน 30,000 ราย

น้อยกว่าหุ้นผีดิบคืนชีพบางตัวที่มีผู้ถือหุ้นรายย่อยค้างยอดดอยอยู่ประมาณ 3 หมื่นรายเสียอีก

หุ้นที่อยู่ในข่ายถูกเพิกถอนทั้ง 12 บริษัท ปัจจุบันแก๊งปั่นคืบคลานเข้าไปสร้างฐานที่มั่นในหลายบริษัท และเตรียมแผนงานไว้แล้ว เตรียมจับหุ้นเน่าใส่ตะกร้าล้างน้ำ จับแต่งเนื้อแต่งตัวใหม่ ก่อนจะสร้างนิยายขายฝัน หลอกล่อนักลงทุนให้หลงเข้าไปเป็นเหยื่อ

ไม่เคยมีใครพูดถึงความเสียหาย จากนโยบายอุ้มบริษัทจดทะเบียนเน่าๆ ไม่เคยมีใครแสดงความรับผิดชอบกับความสูญเสียที่นักลงทุนต้องรับเคราะห์เพราะนโยบายการปล่อยหุ้นผีดิบคืนชีพให้หวนกลับมาอาละวาด

นโยบายการช่วยบริษัทจดทะเบียนที่ "เจ๊ง" คากระดาน เพื่อให้มีโอกาสกลับเข้ามาซื้อขายในกระดานใหม่ จะเป็นวงจรอุบาทว์ที่ก่อความเสียหายให้นักลงทุนซ้ำซาก เพราะไม่มีใครคิดจะทบทวนความล้มเหลวของนโยบายอุ้มหุ้นกลุ่มฟื้นฟูการดำเนินงาน

ถ้ายังไม่เข็ดกับหุ้นผีดิบคืนชีพ เตรียมตัวเจ็บกันได้ เพราะตลาดหลักทรัพย์จะทยอยปล่อยผีหุ้นกลุ่มฟื้นฟูกลับมาหลอกหลอนนักลงทุนเป็นระยะ ตอนนี้อยู่ระหว่างเตรียมการแต่งตัวกลับมาปล้นรอบใหม่.

คอลัมน์ แฉทุกวันทันเกมหุ้น: GL แครี่เทรด"อองเซน" - ข่าวหุ้น ฉบับวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2560

นักลงทุนในตลาดหุ้นไทย และผู้ถือหุ้นของ บริษัท กรุ๊ปลีส จำกัด (มหาชน) หรือ GL ต้องขอบคุณ ผู้ตรวจบัญชีรับอนุญาตเลขทะเบียน 3182 ที่ชื่อ นาย โสภณ เพิ่มศิริวัลลภ สังกัดบริษัท สำนักงาน อีวาย จำกัด เป็นอย่างยิ่ง

เหตุผลคือ หมายเหตุประกอบงบการเงินของผู้ตรวจบัญชีรับอนุญาตรายนี้ เปิดโลกด้านมืดของบริษัทที่มีราคาหุ้นและกำไรร้อนแรงที่สุดระดับหัวแถวของตลาดหุ้นไทยในปี 2559 อย่างหมดจดงดงาม

อาชีพผู้ตรวจสอบบัญชีนั้น ไม่ได้เป็นอาชีพที่ได้มาง่ายดาย และยังมีลักษณะของการทำงานแบบ “ปิดทองใต้ฐานพระ” ดังนั้น จึงอาจทำให้ผู้ว่าจ้างไม่สบายใจได้ง่ายๆ

นายโสภณ ระบุใน หมายเหตุประกอบงบการเงินสิ้นงวดปี 2559 ที่น่าสนใจและมีความผิดปกติว่า “..ข้าพเจ้าขอให้สังเกตหมายเหตุประกอบงบการเงินรวมข้อ11เกี่ยวกับเงินให้กู้ยืมและดอกเบี้ยค้างรับ บริษัทฯได้ให้เงินกู้ยืมแก่บริษัทย่อยในสิงคโปร์โดยบริษัทย่อยนี้ได้ให้บริษัทอื่นสองกลุ่มในเกาะไซปรัสและสิงคโปร์กู้ยืมเงินต่อ ซึ่งผู้กู้เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทฯด้วยและได้นำหลักทรัพย์ส่วนหนึ่งที่เป็นหุ้นของบริษัทฯมาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเงินกู้ยืมจากบริษัทย่อยดังกล่าว…”

ข้อเท็จจริงเพิ่มเติมในหมายเหตุดังกล่าว ระบุเพิ่มเติมว่า อัตราดอกเบี้ยตามสัญญาของเงินให้กู้ยืม (ที่ปล่อยให้กับบริษัทย่อยในสิงคโปร์ แล้วบริษัทย่อยไปคิดอีกต่อจากลูกหนี้ 2 กลุ่มในไซปรัส และสิงคโปร์) มีอัตราสูงถึง ร้อยละ14.5 ถึง 25ต่อปี ทำให้ปีที่ผ่านมา ดอกเบี้ยรับในระหว่างปีจากลูกหนี้กลุ่มเหล่านี้มีจำนวน485ล้านบาท (เฉลี่ยอัตราดอกเบี้ยที่ได้รับประมาณ ร้อยละ17)

รายได้จากดอกเบี้ยรับจากการปล่อยกู้ลูกหนี้ 2 กลุ่มในไซปรัส และสิงคโปร์ ดังกล่าว คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 16 ของรายได้รวมทั้งปีของบริษัท ที่ 2,922.14 ล้านบาท ละหากคำนวณลงลึกตามที่ผู้ตรวจสบิบบัญชีสรุป จะพบว่า “จำนวนเงินนั้นคิดเป็นร้อยละ38ของกำไรรวมของบริษัทฯและบริษัทย่อยในปี2559”

โอ้...แม่เจ้า....ธุรกิจอะไรกำไรมากขนาดนี้

ไม่น่าประหลาดใจที่จะพบว่า ตัวเลขกำไรสุทธิของ GL ที่ระดับ 1,063.84 ล้านบาท เป็นอัตรากำไรสุทธิมากถึงร้อยละ 36.41 และเติบโตจากปีก่อนหน้ามากถึงร้อยละ 82.51

กำไรสุทธิที่โดดเด่นอย่างนี้ ไม่น่าอิจฉาอะไร หากได้มาด้วยความสามารถและวิสัยทัศน์ แถมยังไม่มีข้อเคลือบแคลงใดๆ ในเรื่องที่มาของกำไร แต่ความเห็นของผู้สอบบัญชีอย่างนายโสภณที่ว่า “...เงินให้กู้ยืมเหล่านี้มีหลักทรัพย์ค้ำประกันอันประกอบด้วย อสังหาริมทรัพย์ในเกาะไซปรัสและประเทศบราซิลพันธบัตรรัฐบาลไซปรัส หุ้นในบริษัทอื่นในต่างประเทศและหุ้นของบริษัทฯซึ่งถือโดยผู้กู้...” ซึ่งผู้บริหารของ GL ได้แจ้งว่า “...มูลค่าหลักทรัพย์ค้ำประกัน (รวมถึงหุ้นของบริษัทฯ ซึ่งถูกตีมูลค่าด้วยราคาปิดใน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ณ วันสิ้นปี) มีมูลค่าประมาณร้อยละ 106 และร้อยละ 238 ตามลำดับของจำนวนเงินให้กู้ยืมของผู้กู้สองกลุ่มนี้...”

คำชี้แจงดังกล่าว ได้ถูกผู้สอบบัญชีตั้งคำถามอันสำคัญยิ่งว่า “..ถ้าไม่คิดมูลค่าหุ้นของบริษัทฯที่นำมาค้ำประกันแล้ว(ตามหลักความระมัดระวังที่พึงปฏิบัติในการวิเคราะห์มูลค่าหลักประกันหุ้นของบริษัทผู้ให้กู้ยืมเงิน ไม่ควรถูกคำนวณนับเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันของลูกหนี้ที่บริษัทนั้นได้ให้กู้ยืม)มูลค่าที่เหลือของหลักทรัพย์ค้ำประกันคิดเป็นมูลค่าประมาณร้อยละ60 และ ร้อยละ53ตามลำดับ...”

วงเงินค้ำประกันเงินกู้ต่ำกว่ามูลหนี้ที่ปล่อยออกไป เป็นแค่โจทย์ของแรก เพราะยังมีข้อที่สองตามมาคือ “...ลูกหนี้กลุ่มเหล่านี้มีกำหนดชำระคืนเงินต้นแตกต่างกันตามระยะเวลาตั้งแต่3เดือน ถึง3ปี โดยมีกำหนดการจ่ายชำระเงินต้นคืนเมื่อถึงวันสิ้นสุดของสัญญา มีลูกหนี้บางรายที่เมื่อถึงกำหนดจ่ายชำระเงินต้นคืนในระหว่างปี แต่บริษัทย่อยได้ขยายตารางการชำระหนี้ให้ลูกหนี้เหล่านั้นออกไปอีก2-3ปี โดยยอดเงินให้กู้ยืมที่มีการแก้ไขสัญญาขยายตารางการชำระหนี้มีจำนวนประมาณ 2,129 ล้านบาท (59 ล้านเหรียญสหรัฐ)

ทั้ง 2 ข้อนี้แหละ ทำให้เกิดคำถามว่าด้วย “ความโปร่งใส” ของธุรกรรม GL ที่มีผู้ถือหุ้นใหญ่โดยพฤตินัย ขึ้นมาทันที

GL ไม่ได้ทำธุรกรรมปล่อยสินเชื่อปกติเสียแล้ว แต่กำลังทำธุรกรรม “แครี่เทรดข้ามชาติ” อย่างไม่ต้องสงสัย...

ญี่ปุ่นคือ ต้นกำเนิดของธุรกรรม แครี่ เทรดข้ามชาติ โดย เริ่มต้นจากการทำ เยน แครี่ เทรด เมื่อ 3 ทศวรรษก่อน กู้ยืมดอกเบี้ยในญี่ปุ่นที่ต่ำมาก ไปหากำไรจากตลาดที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงผ่านตลาดตราสารหนี้ ตลาดหุ้น และตลาดปริวรรตเงินตราระหว่างประเทศ

ไม่แปลกอะไร หากว่ามรดกจากเยน แครี่เทรด หลายทศวรรษก่อน จะตกทอดและถูกดัดแปลงโดยผู้บริหารของ GL…ก็ “ม้าแก่ชำนาญทาง”...นี่นา

คำถามเลยไปถึงว่า การที่หุ้นของ GL วิ่งสวนตลาด จากระดับปลายปี 2558 ที่ระดับ 18 บาท มาเป็น เหนือ 55 บาท (กว่า 3.5 เท่า) ในปีที่ผ่านมา เกิดจากวาระซ่อนเร้นอะไรบางอย่าง...อ๊ะป่าว!!!

หรือจะเข้าทำนอง “อัฐยายซื้อขนมยาย” กินกำไรหลายต่อ...รวมทั้งราคาหุ้น

ราคาหุ้น GL ร่วงเหมือนใบไม้หลุดจากขั้ว 5 วันรวด หลังจากตลาดรู้เรื่องหมายเหตุผู้สอบบัญชี นับตั้งแต่ 1 มีนาคมที่ระดับ 56 บาท มาถึงล่าสุดที่ 48.00 บาท วานนี้

แม้ผู้บริหารญี่ปุ่นอย่างนายมิทซึจิ โคโนชิตะ ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร จะให้บริษัทประชาสัมพันธ์ไทย “อมพระ” ออกมา “แก้ต่าง” ว่าไม่มีปัญหาอะไร...แต่ใครเลยจะเชื่อ

ยามนี้ วิกฤตศรัทธา ทำให้นักลงทุนพากันทิ้งหุ้น GL แบบ “กามิกาเซ่” ...เพราะเลิกไว้วางใจกับ โมเดลธุรกิจ “แครี่เทรด “อองเซน”...เสียแล้วน่ะสิ

“อิ อิ อิ”