You are here

สรุปข่าว CG และคอร์รัปชัน - 9 สิงหาคม 2560

Death of official in custody will not affect probe of Phuket land:DSI - THE NATION

บิ๊กป้อมป้อง'ป๊อด'ร่ำรวยผิดปกติแค่เรื่องเก่า - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

ชงปฏิรูปตำรวจ ชี้ญี่ปุ่นโมเดล กระจายอำนาจ แยกหน้าที่ส่วนกลางกับท้องถิ่น - เดลินิวส์

'สมชัย'ท้าพนันตัดหัวระบบ'แยกเบอร์'แก้ซื้อเสียงไม่ได้ - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

คอลัมน์ ชุมชนคนหุ้น: แกะรอยพฤติกรรมล้ำลึก"โพลาร์" - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา

คอลัมน์ ต่อ ต้าน คอร์รัปชัน: คุณอานันท์ ปันยารชุน นายกรัฐมนตรีผู้บัญญัติคำว่า'โปร่งใส' - แนวหน้า

คอลัมน์ เปลวสีเงิน คนปลายซอย: เลือกตั้งแบบไหนไม่โกง? - ไทยโพสต์

ถอดรหัสปฏิรูปตำรวจญี่ปุ่นค่าตอบแทนสูง-ไร้การเมืองแทรก - กรุงเทพธุรกิจ

คอลัมน์ ผ่าประเด็นร้อน: ปูหนาวกรรมคดีจำนำข้าว เมื่ออัยการมั่นใจพยานหลักฐานแน่น - แนวหน้า

คอลัมน์ เรียงคนมาเป็นข่าว - มติชน

Death of official in custody will not affect probe of Phuket land:DSI - THE NATION Issued date 9 August 2017

THE NATION

THE DEATH of a former land official will not affect the ongoing process to cancel land-rights documents he illegitimately issued for two seaside plots of land in Phuket, which are now worth about Bt910 million,authorities have said.

Department of Special Investigation (DSI) deputy chief Pol Lt-Colonel Prawut Wongsrinil yesterday said legal proceedings related to the illegitimate issuance of landrights documents would continue.

He was referring to Tawatchai Anukul, a former land official who was arrested last year on allegations that he illegitimately issued documents for four land plots. Tawatchai died while in DSI custody.

Last week, the Criminal Court ruled out the possibility that Tawatchai had committed suicide and police are preparing to investigate further to determine who caused his death.

Prawut said apart from Tawatchai, there were two other defendants in the case.

"One has already confessed and been sentenced to two years in jail.The other defendant has been fighting his case in court but the trials are about to conclude, with just one more witness to testify. Soon the ruling will come out," Prawut said.

He added that there was clear evidence that land-rights documents for two of land plots were illegitimately issued. The land department has already been informed.

"As for [the documents for] two other plots issued by Tawatchai, we will investigate further," he said.

In a related development,Metropolitan Police Commissioner Pol Lt-General Sanit Mahathavorn recently said investigators were preparing to inquire into Tawatchai's death. "If the probe identifies suspects, we will charge them. And if suspects are [government] officials of C8 [executive] level up, we will submit an investigation report to the National Anti-Corruption Commission," Sanit said.

"But if those involved are officials below C8 level, we will submit the investigation report to the Office of Public Sector Anti-Corruption Commission."

บิ๊กป้อมป้อง'ป๊อด'ร่ำรวยผิดปกติแค่เรื่องเก่า - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2560

"บิ๊กป้อม"ป้อง"ป๊อด"ร่ำรวยผิดปกติแค่เรื่องเก่า

ผู้จัดการรายวัน 360 - "ประวิตร" อ้างคดีน้องชาย "พัชรวาท" ร่ำรวยผิดปกติ เป็นเรื่องเก่า โวยสื่อทั้งนั้นที่หยิบยกขึ้นมาสร้างประเด็น ขณะที่ป.ป.ช.อยู่ระหว่างสอบพยานเพิ่มเติม ด้าน "วัชระ" ชง ป.ป.ช.สอบ "ฉัตรชัย-ดวงพร" มีเอี่ยวโครงการระบายข้าวสต๊อกรัฐ ส่อทุจริต ชี้ทำเป็นขบวนการฮั้วประมูล อ้างคำสั่งนายกฯ กีดกันเอกชนรายอื่น แฉปล่อยให้ บริษัทที่มีคดีกับราชการ-โดนฟ้องร่วมจีทูเก๊ ร่วมประมูลข้าวได้เฉย แนะเช็กเส้นทางการเงิน-เส้นทางเดินของข้าว รู้เบื้องหลังขบวนการนี้แน่ "สุวพันธุ์" เผยกรมบังคับคดีส่งคำชี้แจงปมยึดทรัพย์ "ยิ่งลักษณ์" ให้ศาลปกครองแล้ว "บิ๊กป้อม" เบรกมวลชนที่จะเดินทางมาให้กำลังใจ "ปู" บอกจะมาทำไม ไม่ต้องมา

ผู้จัดการรายวัน360 - พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ระบุ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. ยังมีคดีร่ำรวยผิดปกติอยู่ในชั้นสำนวน ป.ป.ช. ว่า ตนไม่ทราบรายละเอียด คงเป็นเรื่องเก่า นานมาแล้ว และที่ถูกจับตามองเรื่องน้องชายนั้น ก็ไม่เกี่ยวอะไรกับตน เพราะน้องชายตอนนี้ก็อายุ 60 กว่าปีแล้ว ขณะที่ตนก็ 70 ปี จะไปห่วงอะไรอีก

เมื่อถามว่ามองว่าเป็นการหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาเพื่อหวังโจมตี พล.อ.ประวิตร หรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า เป็นสื่อทั้งนั้นที่เป็นคนยกประเด็นขึ้นมา

สำหรับคดี พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. มีผู้ยื่นร้องเรียนตั้งแต่ปี 2553 โดยป.ป.ช.ได้รับเรื่องไว้ เมื่อวันที่ 26 มี.ค.53 มีข้อกล่าวหา 2 ข้อหา 1. มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ โดยร่วมกันเป็นเจ้าของคอกม้า "รุ่งโรจน์ รุ่งพัชร" ตั้งอยู่ที่หุบเขาแก่งคอย มูลค่าร้อยล้านบาท และ 2. พฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ โดยทำนิติกรรมอำพราง ด้วยการจดทะเบียนจัดตั้ง หจก.สมถวิลรีสอร์ท ซึ่งมี นางสมถวิล วงษ์สุวรรณ ภรรยา และ นางสาวนวพร วงษ์สุวรรณ ลูกสาวของผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 เป็นหุ้นส่วน เพื่อเป็นเจ้าของสมถวิลรีสอร์ท มูลค่ากว่าร้อยล้านบาท ตั้งอยู่ หมู่ที่ 9 ต.บางพลีน้อย อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ

สำหรับสถานะของคดีดังกล่าว ป.ป.ช.ได้ตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนฯ เมื่อปี 57 และเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาได้คัดค้าน ต่อมา ป.ป.ช.ได้แจ้งผลการคัดค้านดังกล่าวแก่ผู้ถูกกล่าวหา และคณะอนุกรรมการได้ไต่สวนครั้งแรก เมื่อวันที่ 26 ก.ย.57 ต่อมา ในปี 58 ได้สอบปากคำพยานบุคคล และรวบรวมพยานหลักฐาน กระทั่งต้นปี 60 จึงได้ลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุ ล่าสุด ในเดือน พ.ค. 60 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้สรุปข้อเท็จจริง เสนอคณะอนุกรรมการไต่สวนพิจารณาแล้ว ซึ่งคณะอนุกรรมการไต่สวนได้ดำเนินการสอบปากคำพยานบุคคลต่อ ซึ่งต้องติดตามต่อไปว่า ผลสอบกรณีส่อว่าร่ำรวยผิดปกติของ พล.ต.อ.พัชรวาท ในยุคที่ พล.ต.อ. วัชรพล ประสารราชกิจ เป็นประธาน ป.ป.ช. จะมีบทสรุปอย่างไร

ชง ป.ป.ช.สอบ "ฉัตรชัย" โกงระบายข้าว

ขณะที่วานนี้ (8 ส.ค.) นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช. นางสุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช. รวมทั้งสำเนาถึง กรรมการ ป.ป.ช.ทั้งหมด เพื่อให้ตรวจสอบกรณี พล.อ. ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ และเจ้าหน้าที่ของรัฐ ร่วมกับเอกชน ทำการทุจริตโครงการระบายข้าวหรือไม่ โดยมีนายสุทธิ บุญมี ผู้อำนวยการสำนักการข่าวและกิจการพิเศษ สำนักงาน ป.ป.ช. เป็นผู้รับมอบหนังสือ

นายวัชระ กล่าวว่า ตนได้ติดตามความไม่โปร่งใส ความผิดปกติ ของการประมูลระบายข้าวมาอย่างต่อเนื่อง และมีข้อสงสัยถึงพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่รัฐเอื้อประโยชน์ให้บางกลุ่มบางพวกในลักษณะการฮั้วประมูล รวมทั้งมีการตัดสิทธิเอกชนบางราย ที่เข้าข่ายการเลือกปฏิบัติ เนื่องจากมีข้อมูลว่า บริษัทที่ถูกตัดสิทธิ์จากการเข้าทำสัญญาและร่วมประมูลข้าวในสต๊อกของรัฐ ในส่วนของข้าวอุตสาหกรรม ที่ไม่ใช่คน และสัตว์กิน บริษัทแห่งนั้นมีวัตถุประสงค์ และดำเนินธุรกิจตามที่ได้แจ้งต่อกรมการค้าต่างประเทศจริง แต่ถูกนำเรื่องที่ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจในอดีตกว่า 20 ปีที่แล้ว มาเป็นเหตุผลในการตัดสิทธิ์ ยิ่งไปกว่านั้นยังปล่อยให้บริษัทใหม่ ที่ไม่เคยมีประวัติการดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับข้าวอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นขนาดโรงงาน กำลังการผลิต และพื้นที่จัดเก็บสต๊อกข้าวเลย เข้ามาประกวดราคา จึงขอให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบ กรณีของกลุ่ม บริษัท ข้าวไชยพร จำกัด และกลุ่มบริษัท พี.เอส.ซี. สตาร์ช โปรดักส์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งทราบว่า เคยมีปัญหากับทางราชการ และถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด รวมทั้งกำลังถูกฟ้องในคดีทุจริตโครงการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) แต่ยังได้เข้ามาซื้อข้าวใน งวด 1/2560 และ งวดที่ 2/2560 ด้วย ตลอดจนบุคคลที่เกี่ยวข้องกับ บริษัท กรุงไทยพืชผล จำกัด ที่เข้าประมูลข้าว และได้รับอนุมัติให้ซื้อข้าวได้ แต่มีประวัติการกระทำผิดกับทางราชการมาก่อนเช่นกัน

จากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น จึงนำมาซึ่งข้อสงสัยว่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ หรือ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ มีความประพฤติมิชอบ และรู้เห็นเป็นใจ ปล่อยให้เกิดเหตุการณ์ที่กล่าวไปแล้ว หรือไม่ ซึ่งตนก็เคยร้องเรียนให้ทำการตรวจสอบ แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบใดๆ ทั้งยังมีข่าวปรากฏว่า มีการอ้างอิงถึงคำสั่งของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (นบข.) ให้เอกชนรายหนึ่ง เป็นผู้ขาดคุณสมบัติการเป็นผู้เสนอซื้อข้าวสาร ถึงขนาดจะริบหลักประกันซองด้วย จึงสงสัยว่าเป็นคำสั่งของนายกฯ จริงหรือไม่ และคณะอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว และกรรมการ นบข. คนอื่นๆ รู้เรื่องหรือไม่

"ต้องตรวจสอบจากกลุ่มพ่อค้าที่เข้าทำสัญญาซื้อขายข้าวกับรัฐ เพราะมีกลุ่มพ่อค้าข้าว ที่ได้ชนะการประมูลแล้ว แต่กลับนำเอาข้าวอุตสาหกรรมออกขายไปให้คนบริโภค ซึ่งสามารถตรวจสอบได้จากหลักฐานการจำหน่ายข้าว หรือเส้นทางเดินของข้าว และการทำธุรกรรมทางการเงิน แหล่งที่มาของจำนวนเงิน ตลอดจนถึงกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมการเงินกับทุกฝ่าย และกระบวนการผลิตของกลุ่มพ่อค้าข้าว ที่ได้ทำสัญญาไว้กับรัฐ และผลิตผลจากการผลิตข้าวอุตสาหกรรมที่ประมูลได้ ว่าผลิตผลนั้นได้ผลิตมาจากข้าวอุตสาหกรรมของรัฐหรือไม่" นายวัชระ กล่าว

ด้านนายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมว.ยุติธรรม กล่าวถึง กรณีศาลปกครองให้กรมบังคับคดีส่งความเห็นประกอบการพิจารณาคำร้องขอทุเลาคำสั่งปกครองให้ยึดทรัพย์ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า กรมบังคับคดีไม่ได้รายงานเรื่องนี้มาที่ตน แต่คงมีการชี้แจงศาลปกครองไป เพราะคิดว่าศาลปกครองคงต้องการข้อมูลว่า กรมบังคับคดี มีหลักการทำงานอย่างไร ซึ่งการดำเนินการกรณีนี้ของกรมบังคับคดี ได้ทำตามหลักเกณฑ์เหมือนกับคดีอื่น นโยบายของกระทรวงยุติธรรม เรายึดหลักกฎหมาย ถูกเป็นถูก ผิดเป็นผิด

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กล่าวถึง มาตรการในการรับมือมวลชน ที่จะเดินทางมาให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในวันที่ 25 ส.ค.นี้ ภายหลังจากมีการตรวจสอบเรื่องรถตู้ที่ขนคนมาว่า ไม่มีมาตรการอื่นเพิ่มเติม ซึ่งตนได้บอกไปแล้วว่า ไม่ต้องมา จะมาทำไม

พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. ในฐานะเลขาฯ คสช. กล่าวว่า ตอนนี้อยู่ในช่วงการประเมินสถานการณ์ ว่าจะมีมวลชนเดินทางมาให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในวันที่ 25 ส.ค. ที่ศาลฎีกาฯ นัดฟังคำตัดสินในคดีจำนำข้าว ทั้งนี้ในช่วงสัปดาห์หน้า ตนจะเชิญทุกส่วนที่เกี่ยวข้องที่ดูแลด้านความปลอดภัยเข้าประชุม เพื่อกำหนดแนวทาง คิดว่าจะมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลเป็นหลักเหมือนกับทุกครั้งที่ผ่านมา ตนมองว่าไม่น่าห่วงอะไรมากนัก.

ชงปฏิรูปตำรวจ ชี้ญี่ปุ่นโมเดล กระจายอำนาจ แยกหน้าที่ส่วนกลางกับท้องถิ่น - เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2560

"ปัญญา" เตรียมนำข้อมูลซื้อขายตำแหน่งภาค 8 ถกในที่ประชุมปฏิรูปตำรวจ แก้ปัญหาแต่งตั้งในอนาคต ขณะที่สัมมนาปฏิรูปตำรวจ ชูตัวอย่างกระจายอำนาจ แบบญี่ปุ่น แบ่งหน้าที่ตำรวจส่วนกลางจากตำรวจท้องถิ่น มีคณะกรรมการด้านความปลอดภัยสาธารณะดูแล ปลอดอิทธิพล-การเมืองแทรก หนุนตำรวจใกล้ชิดชุมชน นักวิชาการเตือนเร่งปฏิรูปตำรวจ รับมืออาชญากรรมโลกออนไลน์ที่มาพร้อมกับการก่อการร้าย

เมื่อวันที่ 8 ส.ค. ที่ห้องประชุมวรรณ ไวทยากร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ กรุงเทพฯ จัดงานสัมมนาเรื่องการปฏิรูปตำรวจตามวาระแห่งชาติ ในหัวข้อ การกระจาย อำนาจกับการปฏิรูปกิจการตำรวจของประเทศญี่ปุ่น โดยมี ผศ.ดร.วสันต์ เหลืองประภัสร์ ผอ.สำนักงานสัญญาธรรมศักดิ์เพื่อประชาธิป ไตย พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร อดีตรองอธิบดีกรมตำรวจ ผศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงศ์ พูตระกูล สถาบันอาชญาวิทยาและการบริหารงานยุติธรรม และนายเคสุเกะ โฮซากะ ผู้ช่วยทูตฝ่ายตำรวจประจำสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทยเข้าร่วม

ผศ.ดร.วสันต์ กล่าวว่า ตำรวจของประเทศญี่ปุ่นถือเป็นตำรวจที่มีภาพลักษณ์ดีและเป็นที่ยอมรับของคนในสังคม โดยญี่ปุ่นเคยปฏิรูปตำรวจครั้งใหญ่เมื่อปี 1952 ครั้งนั้นปรับโครงสร้างตำรวจออกเป็น 2 ระดับ คือ 1.หน่วยงานตำรวจระดับชาติ มีหน้าที่หลักคือการกำหนดนโยบาย สร้างระบบ จัดระเบียบ นำเสนอกฎหมายที่เกี่ยวข้อง จัดงบอุดหนุนให้หน่วยงานตำรวจระดับจังหวัด 2. ตำรวจระดับจังหวัด มีหน้าที่หลักคือการสืบสวนสอบสวน ดูแลความเรียบร้อยปลอดภัย งานจราจร ในส่วนของประเทศไทยการมีโครงสร้างแบบรวมศูนย์ทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นและถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับการใช้อำนาจหน้าที่มิชอบ ดังนั้น การกระจายอำนาจที่เปิดโอกาสให้ตัวแทนภายนอกและประชาชนมีส่วนร่วมจึงน่าจะเป็นทางออกปัญหาได้

ด้าน นายเคสุเกะ กล่าวถึงรูปแบบตำรวจญี่ปุ่นว่าจะมีลักษณะเป็นตำรวจท้องถิ่นที่ดูแลกันเองใน 47 จังหวัด โดยปกครองในลักษณะของกองบัญชาการระดับจังหวัด ขณะที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะทำหน้าที่ควบคุมดูแลอีกทางหนึ่ง หน้าที่โดยหลักตำรวจภูธรระดับจังหวัดจะเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมดรวมถึงการสืบสวนสอบสวน ระดับสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะไม่สามารถเข้ามาก้าวก่ายการดำเนินคดีหรือเข้าไปดูแลการสอบสวนคดีได้ ยกเว้นเป็นคดีใหญ่หรือมีภัยพิบัติขนาดใหญ่ โดยตำรวจญี่ปุ่นจะไม่แยกระหว่างการสืบสวนกับสอบสวน แต่กรณีที่ยื่นให้อัยการแล้วเห็นต้องสอบสวนเพิ่มก็อาจดำเนินการเองได้ ขณะที่ความสัมพันธ์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติของญี่ปุ่นและรัฐบาล นายกรัฐมนตรีจะไม่มีอำนาจสั่งการโดยตรง เพราะจะมีคณะกรรมการด้านความปลอดภัยสาธารณะคอยกำกับดูแลอีกทางหนึ่ง เช่นเดียวกับกองบัญชาการตำรวจภูธรระดับจังหวัดก็จะมีคณะกรรมการดังกล่าวในระดับจังหวัดเป็นผู้ดูแล แต่ผู้ว่าราชการจังหวัดก็ไม่มีอำนาจสั่งการได้เช่นกัน วิธีนี้ทำให้หน่วยงานปลอดจากการเมือง

นายเคสุเกะ กล่าวต่อว่า ในช่วงที่ ปฏิรูปญี่ปุ่นมีแนวคิดเน้นการกระจายอำนาจและเป็นกลางทางการเมือง ซึ่งในช่วงแรกการกระจายอำนาจก็มีปัญหาจากการที่มีตำรวจประจำเมืองนับพันแห่ง ทำให้กำลังพลไม่ เพียงพอจัดการอาชญากรรมขนาดใหญ่ ทั้งนี้แม้ญี่ปุ่นจะขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศปลอดภัยอันดับต้น แต่ 15-20 ปีที่ผ่านมาเคยตกอยู่ในสถานการณ์ที่ความปลอดภัยลดต่ำลง ได้รับเสียงวิจารณ์ว่าไม่สามารถเป็นที่คาดหวังของประชาชนได้ แต่ก็พยายามปรับปรุง โดยจุดแข็งของตำรวจญี่ปุ่นที่เห็นได้ชัดคือความร่วมมือกับชุมชน แม้เป็นคดีเล็กน้อยก็จะไม่เห็นความล่าช้า ขณะที่เงินเดือนตำรวจซึ่ง 70% จบมหาวิทยาลัย หากเปรียบเทียบแล้วจะพบว่าได้รับเงินเดือนมากกว่าข้าราชการระดับเดียวกันประมาณ 10% จึงมีคุณภาพชีวิตค่อนข้างดี ทำให้มีความระมัดระวังทำงาน โดยเฉพาะการจับกุมที่ญี่ปุ่นขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่ระวังการจับกุมมากกว่าประเทศอื่น ๆ เพราะหากไม่ถูกสั่งฟ้องจะถือเป็นความผิดพลาดของตำรวจ ดังนั้น ตำรวจจึงทำงานโดยยึดหลักฐานที่เป็นรูปธรรม หากไม่มั่นใจจะไม่จับกุมเด็ดขาด

นายเคสุเกะ ยังชี้ให้เห็นถึงข้อแตกต่างระหว่างตำรวจไทยกับญี่ปุ่นว่าตามที่ให้แนว คิดว่าตำรวจเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ตำรวจญี่ปุ่นจะทำงานอยู่ในจังหวัดเดียวจนเกษียณ ไม่มีโยกย้ายออกจากพื้นที่ ในส่วนของการคอร์รัปชั่นแม้จะมีน้อยแต่ก็ยังมีอยู่ ญี่ปุ่นมีกำลังพลประมาณ 290,000 นาย ในจำนวนนี้ยอมรับว่าต้องมีทั้งคนดีและคนไม่ดี แต่ก็ต้องควบคุม ซึ่งการตั้งด่านในญี่ปุ่นหากพบว่าจะมีการมอบเงินให้เป็นการแลกเปลี่ยน ตำรวจจะจับกุมทันที

ขณะที่ พล.ต.อ.วสิษฐ กล่าวถึงข้อสังเกตที่เห็นได้ชัดข้อหนึ่งคือตำรวจญี่ปุ่นมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับประชาชน มีความอ่อนน้อม ต่างจากไทยที่มักถูกร้องเรียนเรื่องพฤติกรรม ในการผลักดันปฏิรูปหลายครั้งเคยมีการพูด ถึงการปรับเงินเดือน เพราะถือว่าตำรวจทำงานบนความเสี่ยงแต่กลับได้เงินเดือนเหมือนข้าราชการอื่น เช่น สมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เคยเสนอให้พนักงานสอบสวนได้รับเงินเดือนเหมือนกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และอัยการ แต่ก็ไม่สำเร็จ อีกประเด็นสำคัญที่เป็นอุปสรรคให้การปฏิรูปไม่สำเร็จคือการทอนอำนาจจากส่วนกลาง โดยเฉพาะผบ.ตร. แม้จะยอมรับกันมานานว่าอำนาจที่กระจุกตัวในส่วนกลางทำให้เกิดปัญหา เช่น การแต่งตั้งโยกย้ายให้พ้นจากตำแหน่งได้ มุมหนึ่งอาจ มองเป็นความศักดิ์สิทธิ์ ทำให้คนไม่กล้าทำผิด แต่ลึก ๆ แล้วอาจมองได้ว่าไม่เป็นธรรม เพราะยังไม่ผ่านการสอบสวนว่ามีมูลหรือไม่ กลับใช้อำนาจโยกย้ายข้ามจังหวัดได้ ซึ่งทุกคนล้วนมีครอบครัว การย้ายแต่ละครั้งจึงต้องย้ายไปทั้งครอบครัว ประเด็นนี้ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการกระจายอำนาจอีกข้อหนึ่ง

ส่วน ผศ.พ.ต.ท. ดร.กฤษณพงศ์ ชี้ให้เห็นว่าจากการศึกษาและพูดคุยกับผู้เกี่ยวข้องสะท้อนให้เห็นว่าการปฏิรูปตำรวจควรต้องเกิดขึ้น เพราะแนวโน้มอาชญากรรมโลกในอีก 10 ปีข้างหน้าจะเปลี่ยนไป อาชญากรรมโลกออนไลน์จะเพิ่มขึ้นและน่ากลัวมากขึ้นโดยมาคู่กับการก่อการร้าย ดังนั้น ตำรวจต้องมีประสิทธิภาพให้มากขึ้น

วันเดียวกัน พล.ต.อ.ปัญญา มาเม่น จตช. กล่าวว่า ผลตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการซื้อขายตำแหน่งในพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 8 ซึ่งตนเป็นประธาน ถือว่าดำเนินการเสร็จสิ้นแล้วตามคำสั่งของ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ส่วนการร้องเรียนในพื้นที่อื่นนั้น ผบ.ตร. ไม่ได้สั่งการให้ตรวจสอบแต่อย่างใด แต่หากพบว่ามีการร้องเรียนเรื่องการซื้อขายตำแหน่งเกิดขึ้นจเรตำรวจก็จะยังคงรับเรื่องราวร้องทุกข์ดังกล่าว สำหรับรายละเอียด 3 นายตำรวจและพฤติกรรมการกระทำผิดนั้นไม่ขอเปิดเผยในรายละเอียด ทั้งนี้เชื่อว่าคณะทำงานชุดสืบสวนข้อเท็จจริงฯที่มี พล.ต.อ.สุเทพ เดชรักษา รอง ผบ.ตร.เป็นประธาน ในการทำงาน จะทำให้ทราบในรายละเอียดชัดเจนขึ้น

พล.ต.อ.ปัญญา กล่าวอีกว่า ในฐานะ ที่ตนเป็นหนึ่งในคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจ ข้อมูลประเด็นการซื้อขายตำแหน่ง การบริหารงานบุคคล รวมทั้งข้อมูลอื่น ๆ จะนำเสนอ ในที่ประชุมของคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจ ชุดใหญ่ที่มี พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ เป็นประธาน เพื่อให้ปัญหาได้รับการแก้ไข เกิดความเป็นธรรมในการแต่งตั้งโยกย้ายในอนาคต.

'สมชัย'ท้าพนันตัดหัวระบบ'แยกเบอร์'แก้ซื้อเสียงไม่ได้ - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ผู้จัดการรายวัน360 - "มีชัย" ยอมรับแนวคิด "มาร์ค" เสนอตัดเบอร์ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ทำซื้อเสียงยากขึ้น แต่ยังควรคงเบอร์ไว้ เพื่อความสะดวกของประชาชน แขวะ "สดศรี" เพิ่งเกิดจึงไม่รู้ไทยเคยมีระบบต่างเบอร์ "มาร์ค" เปิดไลน์ให้ประชาชนโหวต 3 ทางเลือก "แยกเบอร์-เบอร์เดียว-ไม่มีเบอร์" "สมชัย" ท้าพนันตัดหัวให้ กรธ.ประกาศรับผิดชอบ หากระบบใหม่แก้ซื้อเสียงไม่ได้ "พรเพชร" เผยส่งร่าง พ.ร.ป.พรรคการเมืองให้นายกฯแล้ว ส่วนจะเลิกคำสั่ง คสช.ห้ามพรรคการเมืองทำกิจกรรมหรือไม่ ขึ้นอยู่กับ คสช.พิจารณา

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.)กล่าวถึงข้อเสนอของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ให้ยกเลิกเบอร์ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.โดยให้ใส่ชื่อผู้สมัคร และโลโก้พรรคการเมือง แทนระบบต่างเขตต่างเบอร์ว่า เป็นแนวทางที่จะช่วยให้การซื้อเสียงยากขึ้น แต่ยังเห็นว่าการกำหนดเบอร์ ยังมี ความจำเป็นเพราะประชาชนยังมี ความคุ้นเคยเกี่ยวกับเรื่องเบอร์ผู้สมัคร และต้องคิดถึงประชาชนที่ไม่รู้หนังสือด้วย โดยได้ตรวจสอบแล้วว่า การเลือกตั้งของประเทศไทย มีมาแล้ว 27 ครั้ง ก็เพิ่งจะมีในระยะหลังที่ใช้ระบบเบอร์เดียว คือ ตั้งแต่มีระบบบัญชีรายชื่อ กับเขตเลือกตั้ง ซึ่งทำเพื่อความสะดวก จึงมีบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ เพื่อเลือกพรรคการเมือง และเลือกผู้สมัคร ส.ส.เขต

ส่วนกรณีที่ นางสดศรี สัตยธรรม อดีต กกต.และที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย ระบุว่า ประเทศไทยไม่เคยใช้ระบบต่างเขต ต่างเบอร์มาก่อนนั้น คิดว่านางสดศรี คงเพิ่งเกิด จึงคิดว่าไม่เคยมีระบบนี้มาก่อน แต่การที่ กรธ. กำหนดให้ผู้สมัครแต่ละพื้นที่ มีเบอร์ต่างกัน จะช่วยลดปัญหาการซื้อเสียง แต่ไม่ได้หมายความว่าปัญหานี้จะหมดไป

นายมีชัย ยังกล่าวว่า ระบบแยกเบอร์ ไม่ทำให้เกิดความยุ่งยากในการนับคะแนน เพราะแต่ละหน่วย สามารถนับคะแนนได้อยู่แล้ว ไม่ได้นำมาเทรวมกันแล้วนับ แต่ละเขตก็ประกาศผลในหน่วยเลือกตั้ง ไม่ใช่ประกาศผลรวมทั้งประเทศ รวมถึงการนำคะแนนเพื่อมาคำนวณระบบบัญชีรายชื่อ ก็ไม่ยุ่งยาก เพราะเวลารายงานก็ต้องแจ้งชื่อ เบอร์ผู้สมัคร และพรรคการเมืองอยู่แล้ว ซึ่งหากระบบนี้จะทำให้การประกาศผลเลือกตั้งช้าไปบ้าง 1 - 2 ชั่วโมง ก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะเดิมกำหนดให้ประกาศผลอย่างเป็นทางการภายใน 30 วัน แต่ครั้งนี้ให้ประกาศผลภายใน 60 วัน

ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้เปิดกิจกรรมสอบถามความเห็นประชาชน ผ่านระบบไลน์ส่วนตัว ชื่อ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ประเด็นเรื่อง "โหวตบัตรเลือกตั้ง" ผู้สมัครจากพรรคเดียวกันในแต่ละเขตเลือกตั้งทั้งประเทศควรจะ ??? หลังจากที่ กรธ. กำหนดเนื้อหาในร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.แบบแยกเบอร์ แทนที่พรรคเดียวกันจะเป็นเบอร์เดียวกันทั่วประเทศ เหมือนในอดีต โดยเปิดให้ประชาชนทั่วไป เข้าไปลงคะแนนเลือกใน 3 คำตอบ คือ 1. ใช้หมายเลขเดียวกัน 2. ไม่จำเป็นต้อง เป็นหมายเลขเดียวกัน และ 3. บัตรเลือกตั้งใส่เฉพาะชื่อผู้สมัคร และโลโก้พรรค ไม่มีหมายเลข ซึ่งประชาชนสามารถเข้าไปโหวตแสดงความเห็นผ่านไลน์ดังกล่าวได้ จนถึงเวลา 18.00 น. ของวันที่ 8 ส.ค.

ก่อนหน้านี้ นายอภิสิทธิ์ ได้เสนอความเห็นว่า หาก กรธ.ต้องการแก้ปัญหาซื้อสิทธิขายเสียง ควรยกเลิกเบอร์ แต่ให้ใส่เฉพาะชื่อผู้สมัคร และโลโก้พรรค ก็พอ

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กต. กล่าวถึงแนวคิดของ นายอภิสิทธิ์ ว่า เป็นเรื่องที่สามารถทำได้ หากผู้สมัครทุกคนมีชื่อเสียง และเป็นที่รู้จักเหมือนกับนายอภิสิทธิ์ แต่ในความเป็นจริง ผู้สมัครไม่ได้เป็นคนมีชื่อเสียงทุกคน การกำหนดให้ไม่มีเบอร์ แต่ให้ไปเลือกจากรายชื่อ และโลโก้พรรค จะทำให้เกิดความสับสนได้

นายสมชัย ยังท้าพนันตัดหัวกับ กรธ.ว่า หากมีความมั่นใจว่า ระบบใหม่นี้จะช่วยแก้ปัญหาการซื้อสิทธิ ขายเสียง ให้ประกาศว่า ถ้ามีการซื้อเสียงเกิดขึ้น กรธ.ขอรับผิดชอบ ทั้งนี้เห็นว่าแนวคิดของ กรธ.ที่ให้แต่ละเขตเลือกตั้งได้เบอร์ไม่เหมือนกัน ก็ไม่ช่วยเรื่องลดปัญหาการทุจริตเลือกตั้ง เพราะการทุจริตเกิดในพื้นที่ไม่ได้เกี่ยวกับหมายเลข โดยพิจารณาได้จากการเลือกตั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ไม่มีเบอร์ แต่กลับเป็นการเลือกตั้งที่มีการทุจริตมากที่สุด

นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวถึงเรื่องนี้ว่าเป็นเพียงความเห็นเบื้องต้น ซึ่ง กรธ. คงจะฟังความเห็นรอบด้านว่าพรรคการเมือง ประชาชน ว่าอย่างไร โดย กรธ. มีสิทธิทบทวน เพราะยังไม่ได้เขียนกฎหมาย แต่ที่มีการท้วงติงจากพรรคการเมือง และประชาชน ก็เพราะเปลี่ยนแปลงไปจากที่เคยปฏิบัติ ซึ่งในส่วนของ สนช. จะรอดูร่างกฎหมายว่ามีการรับฟังความเห็นประชาชนตาม มาตรา 77 วรรค 2 หรือไม่ แต่ในขณะนี้ยังไม่ขอวิจารณ์

นายพรเพชร กล่าวด้วยว่า ได้ส่งร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง ให้นายกรัฐมนตรีแล้ว เมื่อวันที่ 7 ส.ค. ที่ผ่านมา ส่วน คสช.จะยกเลิกคำสั่ง คสช.เกี่ยวกับการห้ามพรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมทางการเมืองหรือไม่ เป็นเรื่องที่ คสช.จะพิจารณาว่า คำสั่งดังกล่าวเป็นอุปสรรคต่อการที่พรรคการเมืองต้องดำเนินการตามกฎหมายพรรค การเมืองใหม่ หรือไม่.

คอลัมน์ ชุมชนคนหุ้น: แกะรอยพฤติกรรมล้ำลึก"โพลาร์" - ผู้จัดการรายวัน 360 องศา ฉบับวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2560

บริษัท โพลาริส แคปปิตัล จำกัด (มหาชน) หรือหุ้นโพลาร์ ถูกตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สั่งให้ชี้แจงข้อมูลอีกครั้ง ล่าสุดถูกสังให้เปิดเผยรายละเอียดการถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด เมื่อวันที่ 3 สิงหาคมที่ผ่านมา

โพลาร์ติดค้างคำชี้แจงกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และตลาดหลักทรัพย์หลายประเด็นแล้ว และแม้จะถูกขีดเส้นตายเงื่อนเวลาที่ต้องชี้แจง แต่ฝ่ายบริหารโพลาร์ยังคงเพิกเฉยต่อคำสั่ง

ธุรกรรมสำคัญๆ ของโพลาร์ ซึ่งจะต้องแจ้งข้อมูลให้ตลาดหลักทรัพย์รับทราบในทันที แต่ฝ่ายบริหารบริษัทฯ กลับจงใจปกปิดมาตลอดการยื่นขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลาง เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคมที่ผ่านมา ผู้บริหารโพลาร์ไม่ได้แจ้งข้อมูลให้ตลาดหลักทรัพย์รับรู้ทั้งที่เป็นข้อมูลที่มีนัยสำคัญต่อการดำเนินงาน

การยื่นคำร้องขอถอนคำร้องฟื้นฟูกิจการเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคมที่ผ่านมา คณะกรรมการบริษัทไม่ได้แจ้งเหตุผลหรือมีคำอธิบายอย่างไร ทั้งที่เพิ่งยื่นขอฟื้นฟูกิจการไปไม่ถึง 2 เดือน

ส่วนการที่ผู้ถือหุ้นบางกลุ่มจัดประชุมเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคมที่ผ่านมา ฝ่ายบริหารบริษัทฯ ไม่แจ้งให้ผู้ลงทุนทั่วไปรับทราบ

ล่าสุด การถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ผู้บริหารโพลาร์ไม่ยอมแจ้งข้อมูลให้ตลาดหลักทรัพย์รับทราบทั้งที่เป็นข้อมูลสำคัญ และมีผลกระทบโดยตรงต่อผู้ถือหุ้น

ไม่มีใครรู้แล้วว่า สถานการณ์หุ้นโพลาร์ในปัจจุบันเป็นอย่างไร จะฟื้นฟูกิจการได้หรือไม่ จะแก้ปัญหาหนี้สินอย่างไร

มีเพียงผู้บริหารโพลาร์เท่านั้นที่กุมความลับไว้ทุกอย่าง มีเพียงคณะกรรมการ บริษัทฯ เท่านั้นที่จะชี้แจงได้ว่า เกิดอะไรขึ้นกับหุ้นโพลาร์ และสถานการณ์ความ เลวร้ายในบริษัทจดทะเบียนแห่งนี้ เริ่มต้นจากจุดไหน ใครเป็นผู้ก่อ คณะกรรมการ บริษัทฯ ต้องรับผิดชอบหรือไม่

แต่คณะกรรมการและฝ่ายบริหารโพลาร์ไม่มีใครออกมา "ให้การ" ใดๆ กับผู้ถือหุ้น และดูเหมือนจะดื้อแพ่งกับคำสั่งของ ก.ล.ต.และตลาดหลักทรัพย์ โดยไม่ยอมชี้แจงข้อมูลใดภายในเงื่อนเวลาที่กำหนด

หุ้นโพลาร์ ถูกพักการซื้อขายตั้งแต่วันที่ 1 6 พฤษภาคมที่ผ่านมา เนื่องจาก ไม่สงงบการเงินไตรมาสแรกปี 2560 ภายในเวลาที่กำหนด

หลังจากนั้นบริษัทจดทะเบียนแห่งนี้มีแต่ข่าวร้าย งบการเงินที่ถูกจัดทำให้ดูดี แต่เพียงไม่กี่วันหลังประกาศงบฯ คณะกรรมการ บริษัทฯ กลับแจ้งว่า บริษัทมีหนี้สินล้นพ้นตัว จนต้องยื่นขอฟื้นฟูกิจการ ก่อนถูกสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด

การบริหารงานของโพลาร์เป็นเรื่องที่ ก.ล.ต.และตลาดหลักทรัพย์ จำเป็นต้องตามตรวจสอบหาพฤติกรรมความผิดปกติ เพราะในรอบ 3 ปี มีการเพิ่มทุนจดทะเบียนนับสิบครั้ง แต่เงินเพิ่มทุนถูกนำไปทำอะไร และเหตุใดผลดำเนินงานจึงขาดทุนต่อเนื่อง

การซื้อทรัพย์สินแต่ละรายการ มีความโปร่งใสหรือไม่ การวางเงินมัดจำซื้อที่ดินย่านพหลโยธินจำนวน 350 ล้านบาท ซึ่งยังไม่มีข่าวว่าได้รับคืน จะได้รับคืนหรือไม่ และคณะกรรมการบริษัทฯต้องรับผิดชอบขนาดไหน

การปล่อยกู้ 160 ล้านบาทให้บริษัท ไซมิส แอ็คคอม จำกัด คณะกรรมการมีหลักเกณฑ์พิจารณาอย่างไร และจะเกิดปัญหาการเรียกหนี้คืนหรือไม่

ธุรกรรมต่างๆ ในโพลาร์ มีความซับซ้อนซ่อนเงื่อน การเพิ่มทุนขายบุคคลในวงจำกัด (พีพี) ทั้งการซื้อทรัพย์สิน รวมทั้งการจ่ายมัดจำ การซื้อทรัพย์สินด้วยเงินก้อนโต และการปล่อยกู้บริษัทอื่น ทั้งที่ฐานะทางการเงินของโพลาร์ง่อนแง่น

ก.ล.ต.กำลังลุยตรวจค้น ตามแกะรอยพฤติกรรมความผิดของผู้บริหารโพลาร์ ซึ่งเป็นวาระที่สำคัญมาก เพราะโพลาร์จะเป็นเบาะแสในการตรวจสอบหุ้นอีกหลายตัวที่มีพฤติกรรมเดียวกับโพลาร์

ถ้าดำเนินคดีกับกลุ่มคนที่ทำให้ผู้ถือหุ้นโพลาร์ได้รับความเสียหายได้ ก.ล.ต.ก็สามารถขยายผลเอาผิดกับผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนอีกนับสิบแห่งที่มีพฤติกรรมเดียวกับโพลาร์

หุ้นที่เพิ่มทุนถี่ สูบเงินจากผู้ถือหุ้นแล้วนำไปซื้อทรัพย์สินในราคาที่แพงเกินจริง ขณะที่ผลดำเนินงานขาดทุนทั้งปีทั้งชาติ ผู้ถือหุ้นรายย่อยได้รับความเสียหาย อยู่ในข่ายที่ ก.ล.ต.ต้องตรวจคนทั้งสิ้น

ผลงานตรวจค้น อาจพบความจริงที่น่าตกใจ โดยผู้อยู่เบื้องหลังหุ้นที่มีพฤติกรรมเหมือนโพลาร์นับสิบบริษัท อาจเป็นคนกลุ่มเดียวกันก็ได้

และคนเพียงกลุ่มเดียวนี่แหละที่ก่อความเสียหายให้นักลงทุนนับแสนคน.

คอลัมน์ ต่อ ต้าน คอร์รัปชัน: คุณอานันท์ ปันยารชุน นายกรัฐมนตรีผู้บัญญัติคำว่า'โปร่งใส' - แนวหน้า ฉบับวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2560

รศ.ดร.ต่อตระกูล ยมนาค และดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค

ต่อตระกูล: วันพุธที่ 9 สิงหาคมนี้ ตรงกับวันครบรอบวันเกิดปีที่ 85 ของ คุณอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้บัญญัติศัพท์ไทยจากคำภาษาอังกฤษ "Transparency" มาเป็นคำไทยว่า "โปร่งใส" และประกาศนโยบายรัฐบาลต้องโปร่งใสเป็นรัฐบาลแรก ที่สำคัญคุณอานันท์ไม่ใช่เพียงแต่พูด แต่ได้ลงมือทำจริงเป็นตัวอย่างด้วย ในรัฐบาลทั้งสองสมัยเมื่อกว่า 25 ปีที่ผ่านมา

ต่อภัสสร์: ช่วงที่คุณอานันท์เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ผมยังอายุเพียง 5 ขวบ เลยไม่ทันได้รับรู้สภาพสังคมและการเมืองในสมัยนั้น แต่จากการศึกษาประวัติศาสตร์นโยบายสาธารณะไทย โดยเฉพาะจากหนังสือคอร์รัปชัน: ข้าราชการ นักการเมือง และนักธุรกิจ โดย รศ.ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์, รศ.ดร.นวลน้อย ตรีรัตน์ และผศ.นพนันท์ วรรณเทพสกุลก็พบว่า คุณอานันท์มีบทบาทสำคัญในการปรับปรุงโครงสร้างการเมืองการปกครองของประเทศไทยอย่างมาก โดยเฉพาะในด้านการเสริมสร้างธรรมาภิบาล ทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว

ในระยะสั้นนั้น ทันทีที่คุณอานันท์เข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยแรก ได้ทบทวนและแก้ไขสัญญาหลายโครงการขนาดใหญ่ที่มีความสุ่มเสี่ยงต่อการทุจริต เช่น โครงการรถไฟฟ้าลาวาลินที่มีการขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์กันมาก จนต้องยกเลิกไป โครงการ โฮปเวลล์ที่มีงบประมาณมหาศาลแต่กลับมีรายละเอียดโครงการเพียงไม่กี่หน้ากระดาษ โครงการประมูลขยายบริการโทรศัพท์ 3 ล้านเลขหมายที่องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยเสียเปรียบคู่สัญญาเอกชนอย่างมาก โครงการประมูลสัมปทานดาวเทียมไทยคมที่มีการคัดเลือกผู้ชนะการประมูลอย่างไม่เหมาะสม และโครงการสัมปทานโทรคมนาคมที่มีความไม่โปร่งใสทำให้รัฐเสียเปรียบอย่างมาก คุณอานันท์หยิบสัญญาโครงการเหล่านี้มารื้อ เพื่ออุดช่องโหว่ที่รัฐจะเสียเปรียบ ช่วยรักษาผลประโยชน์ให้แก่ชาติอย่างมหาศาล

ส่วนในระยะกลางนั้น คุณอานันท์ได้เข้ามาปรับปรุงระบบการจัดซื้อจัดจ้างเพื่ออุดช่องโหว่ป้องกันการทุจริต เช่น กำหนดให้โครงการที่มีมูลค่ามากกว่า 1 พันล้านบาทต้องใช้วิธีการประมูล ถ้าเหลือผู้ประมูลรายเดียวต้องยกเลิกการประกวดราคานั้น แล้วจัดประกวดใหม่ การซื้อหรือการจ้างแบบเหมารวม (turnkey) ที่มีโอกาสเกิดการทุจริตสูงต้องได้รับมติจากคณะรัฐมนตรีก่อนจึงจะสามารถดำเนินการได้ เป็นต้น ทั้งหมดนี้ถูกบรรจุอยู่ในระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 ที่ยังใช้กันมาจนถึงทุกวันนี้ และเพิ่งมีแนวทางที่จะพัฒนาขึ้นมาเป็น พ.ร.บ. ในเร็วๆนี้

ส่วนในระยะยาว คือวิสัยทัศน์ของคุณอานันท์ที่ก้าวไกลกว่าคนทั่วไปในยุคเดียวกันมาก เห็นได้จากขณะนั้นนักวิชาการและผู้ออกแบบนโยบายสาธารณะยังคุยกันเรื่องการปราบปรามการทุจริตด้วยการออกกฎหมายเพิ่มขึ้นเป็นหลัก แต่คุณอานันท์ ล้ำหน้าเสนอเรื่องการป้องกันการทุจริตโดยการสร้างความโปร่งใสว่าเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากกว่าการไปไล่จับคนโกงมาลงโทษทีละคน ซึ่งนี่เป็นหลักการสำคัญที่นักวิชาการทั่วโลกกำลังให้ความสนใจในปัจจุบันและประเทศไทยกำลังมุ่งพัฒนาอยู่ในวันนี้ นับได้ว่าคุณอานันท์มีความคิดก้าวไกลกว่าคนทั่วไปเกือบ 30 ปีเลยทีเดียว

ต่อตระกูล: ส่วนตัวผมเอง ทันได้เห็นสภาพสังคมไทยช่วงที่คุณอานันท์เป็นนายกรัฐมนตรี และมีโอกาสเห็นตัวตนความเป็นนักประชาธิปไตยของคุณอานันท์โดยตรง ในช่วง 3 ปีที่ได้ร่วมทำงานเป็นประธานคณะทำงานศึกษาและติดตามปัญหาคอร์รัปชัน ในสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติรุ่นแรกที่มีคุณอานันท์เป็นประธานสภาฯ ผมได้พบวัฒนธรรมการทำงานแบบประชาธิปไตยที่ไม่ค่อยได้เห็นในการทำงานขององค์กรอื่นๆในประเทศไทย ที่ผมประทับใจที่สุดคือการที่คุณอานันท์ในฐานะประธานสภาฯมักจะใช้คำพูดว่าผม "ขอคิดดังๆว่าอย่างนี้นะ" แทนคำพูดที่ผู้ใหญ่ไทยมักจะเริ่มพูดด้วยคำว่า "ผมเห็นว่า" หรือ "ผมคิดว่า" ซึ่งเป็นประโยคสำคัญที่จะมาปิดกั้นไม่ให้ผู้น้อยด้วยอายุหรือตำแหน่งต่ำกว่ากล้าคิดเห็นแตกต่าง

ที่ผมยกเรื่องวัฒนธรรมประชาธิปไตยขึ้นมา เพราะประชาธิปไตยกับการต่อต้าน คอร์รัปชันนั้นเป็นของคู่กัน วิธีแก้ไขคอร์รัปชันทั้งหลาย ไม่ว่าการให้ประชาชนมีส่วนร่วม การสร้างความโปร่งใส หรือการ สร้างกลไกความรับผิดชอบนั้น ล้วนแต่เป็นหลักการประชาธิปไตยทั้งสิ้น ดังนั้นวัฒนธรรมประชาธิปไตยที่คุณอานันท์ส่งเสริม จึงเป็นการวางรากฐานการแก้ปัญหาคอร์รัปชันที่ยั่งยืน

ต่อภัสสร์: เรื่องความยั่งยืนในการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันนั้น ผมประทับใจกับปาฐกถาตอนหนึ่งของคุณอานันท์ในการเปิด การสัมมนาวิชาการเรื่องสังคมโปร่งใสไร้ทุจริต เมื่อปี พ.ศ.2543 ว่า "ลำพังแต่กลไก ทางกฎหมายอย่างเดียว ต่อให้มีหลักนิติธรรมอย่างไรก็ไม่เพียงพอสำหรับการแก้ไขปัญหาการทุจริต เราจึงจำเป็นต้องสร้างองค์ประกอบต่างๆในสังคมไทย เพื่อสนับสนุนให้กลไกต่างๆมีประสิทธิภาพมากขึ้น องค์ประกอบเหล่านี้ มีสามประการคือ ประการแรก สังคมต้องมีความโปร่งใสรัฐจะให้ข้อมูลข่าวสารกับประชาชนอย่างเดียวไม่พอเพียง ต้องสร้างกลไกให้ประชาชนตั้งคำถามได้ในกรณีที่ส่อแววการทุจริต ประการที่สอง สังคมต้องสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องทันการและครบสมบูรณ์ด้วยประการที่สาม สังคมต้องสร้างกลไกความรับผิดชอบที่ ตรวจสอบได้เพราะหากขาดกลไกการตรวจสอบความโปร่งใสก็เกิดขึ้นได้ลำบาก หรือถ้ามีแต่ความโปร่งใสแต่ตรวจสอบใครไม่ได้ก็ยากที่ความโปร่งใสจะพาเราไปถึงจุดหมายปลายทาง"

ต่อตระกูล: อันนี้เห็นด้วยมาก ทุกวันนี้เรามีข้อมูลข่าวสารจากภาครัฐออกมาสู่สังคมมากขึ้นแต่ยังไม่มีคนมากพอที่มาช่วยอ่าน ช่วยตรวจสอบ ดังนั้นเราต้องสร้างกลไกนี้ให้เกิดขึ้นในสังคมด้วยการสร้างจิตวิญญาณสาธารณะและความตื่นตัวในการตรวจสอบการทำงานของ ผู้ใช้อำนาจรัฐ

สุดท้ายนี้ผมและต่อภัสสร์ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย รวมทั้งพระสยาม เทวาธิราช และพลังแห่งความยึดมั่นในชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ จงดลบันดาลให้คุณอานันท์ ปันยารชุน และครอบครัว เจริญด้วยอายุ วรรณะ สุขะ และพละ เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาชาติบ้านเมือง และเป็นแบบอย่างที่ดีทางความคิดสำหรับผู้บริหารประเทศต่อไปครับ

คอลัมน์ เปลวสีเงิน คนปลายซอย: เลือกตั้งแบบไหนไม่โกง? - ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2560

plew_seengern@yahoo.com

plewseenger@gmail.com

คึกคักขึ้นมาทันตาเห็น กรธ.เขาไปคิดสูตรเลือกตั้ง ส.ส.มา พยายามจะอุดรูรั่วสิ่งที่เกิดในอดีต เปลี่ยนจากแบ่งเขตเบอร์เดียว คือผู้สมัครจากพรรคการเมืองเดียวกัน ใช้เบอร์เดียว กันในทุกเขตเลือกตั้ง

มาเป็นให้ผู้สมัครแต่ละคนจับสลากเบอร์ของตัวเองตามลำดับของการสมัคร คือ...ใครมาก่อนได้เบอร์ต้นๆ มาหลังก็ได้ท้ายๆ

ฉะนั้น เขตที่มี ส.ส.ได้มากกว่า ๑ คน ผู้สมัครจากพรรคเดียวกันจะได้คนละเบอร์

เป็นวิธีการเลือกตั้งที่น่าสนใจ!กรธ.ให้เหตุผลว่า ทำให้ซื้อเสียงได้ยากขึ้นให้ ส.ส.มีอิสระจากพรรคมากขึ้น ขจัด ส.ส.เสาไฟฟ้า นักการเมืองนอมินี ถามว่านี่คือของใหม่ใช่หรือไม่? คล้ายกับการเลือกตั้งเมื่อปี ๒๕๕๐ ที่ใช้ระบบการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเรียงเบอร์ แต่ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว

ที่ว่าเหมือนการเลือกตั้งปี ๒๕๕๐ คือ ผู้สมัครแต่ละพรรคได้เลขคนละเบอร์ แต่วิธีการได้มาซึ่งหมายเลขนั้นต่างกัน

ปี ๒๕๕๐ ผู้สมัครจากพรรคเดียวกันจะได้หมายเลขเรียงกัน เช่น พรรค ก. จับสลากได้ลำดับแรกก็ได้เบอร์ ๑, ๒, ๓ ไป พรรค ข. จับได้ลำดับถัดไปได้เบอร์ ๔, ๕, ๖ เป็นต้น

แต่ของใหม่ ใครมาก่อนได้เบอร์ ๑ ถัดไปก็เบอร์ ๒ โดยไม่อิงกับพรรคการเมืองแต่อย่างใด

เรียกง่ายๆ แบ่งเขตไม่เรียงเบอร์ นับแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ มีการเลือกตั้งมาแล้ว ๒๗ ครั้ง ระบบการเลือกตั้งแตกต่างกันไป

เลือกตั้งครั้งที่ ๑ วันที่ ๑๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๗๕ เลือกตั้งทางอ้อม

๒.วันที่ ๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๘๐ เลือกตั้งแบบเขตเดียวเบอร์เดียว

๓.วันที่ ๑๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๘๑ เลือกตั้งแบบเขตเดียวเบอร์เดียว

๔.วันที่ ๖ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๙ เลือกตั้งแบบเขตเดียวเบอร์เดียว

๕.วันที่ ๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๘๙ เลือกตั้งแบบเขตเดียวเบอร์เดียว

๖.วันที่ ๒๙ มกราคม พ.ศ. ๒๔๙๑ เลือกตั้งแบบรวมเขต

๗.วันที่ ๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๙๒ เลือกตั้งแบบรวมเขต

๘.วันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๙๕ เลือกตั้งแบบรวมเขต

๙.วันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๐๐ เลือกตั้งแบบรวมเขต

๑๐.วันที่ ๑๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๐๐ เลือกตั้งแบบรวมเขต

๑๑.วันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๒ เลือกตั้งแบบรวมเขต

๑๒.วันที่ ๒๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๑๘ เลือกตั้งแบบแบ่งเขตผสมรวมเขต

๑๓.วันที่ ๔ เมษายน พ.ศ. ๒๕๑๙ เลือกตั้งแบบแบ่งเขตผสมรวมเขต

๑๔.วันที่ ๒๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๒ เลือกตั้งแบบแบ่งเขตผสมรวมเขต

๑๕.วันที่ ๑๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๖ เลือกตั้งแบบแบ่งเขตผสมรวมเขต

๑๖.วันที่ ๒๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๒๙ เลือกตั้งแบบแบ่งเขตผสมรวมเขต

๑๗.วันที่ ๒๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๓๑ เลือกตั้งแบบแบ่งเขตผสมรวมเขต

๑๘.วันที่ ๒๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๕ เลือกตั้งแบบแบ่งเขตผสมรวมเขต

๑๙.วันที่ ๑๓ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๕ เลือกตั้งแบบแบ่งเขตผสมรวมเขต

๒๐.วันที่ ๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๓๘ เลือกตั้งแบบแบ่งเขตผสมรวมเขต

๒๑.วันที่ ๑๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๙ เลือกตั้งแบบแบ่งเขตผสมรวมเขต

๒๒.วันที่ ๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๔ เลือกตั้งแบบแบ่งเขตบัญชีรายชื่อ

๒๓.วันที่ ๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๘ เลือกตั้งแบบแบ่งเขตบัญชีรายชื่อ

๒๔.วันที่ ๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๙ เลือกตั้งแบบแบ่งเขตบัญชีรายชื่อ

๒๕. วันที่ ๒๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ เลือกตั้งแบบแบ่งเขตบัญชีรายชื่อ

๒๖.วันที่ ๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ เลือกตั้งแบบแบ่งเขตบัญชีรายชื่อ

และครั้งที่ ๒๗ วันที่ ๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๗ ใช้วิธีการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตบัญชีรายชื่อ

....จะเห็นว่าระบบการเลือกตั้งนับแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เปลี่ยนไปมา ลองผิดลองถูก วิวัฒนาการเรื่อยมา

๘๕ ปีที่ยังไม่สามารถหาระบบการเลือกตั้งที่เหมาะสมกับประเทศไทยมากที่สุดได้

ปัญหาใหญ่ของการเลือกตั้งมีอยู่ไม่กี่เรื่อง หลักๆ คือการซื้อสิทธิ์ขายเสียง เพราะการที่พรรคการเมืองมีนายทุน หรือตระกูลการเมืองเป็นเจ้าของ

ขณะเดียวกันประชาชนไม่มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ทำให้การ เลือกตั้งเป็นเพียงเครื่องมือเข้าสู่อำนาจ ไม่สะท้อนระบอบประชา ธิปไตยที่แท้จริง

เราถึงมีนายกรัฐมนตรีแบบทักษิณ ชินวัตร ที่เคยประกาศว่า

"ผมตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อม จังหวัดไหนมอบความไว้วาง ใจให้เราต้องดูแลเป็นพิเศษ แต่เราต้องดูแลคนทั้งประเทศด้วย แต่เวลาจำกัด ต้องเอาเวลาไปจังหวัดที่เราได้รับความไว้วางใจมากเป็นพิเศษ จังหวัดที่ไว้วางใจเราน้อยต้องเอาไว้ทีหลัง ไม่ใช่ไม่ไป คิวต้องเรียงอย่างนี้ ผมเป็นคนพูดตรงไปตรงมา"

นี่คือนิยามคำว่าประชาธิปไตยและการเลือกตั้ง ที่ผิดเพี้ยน ประชาธิปไตยถูกตีความว่าเป็นเรื่องของเสียงข้างมาก เสียงข้างมากต้องการอย่างไร ประเทศต้องเอาตามนั้น เราจึงผ่านประสบการณ์อันเลวร้าย จากการบริหารราชการแผ่นดินโดยรัฐบาลเสียงข้างมากที่ไม่ให้ความสำคัญเสียงข้างน้อย

มองเสียงข้างน้อยเป็นอุปสรรคทางการเมือง ขณะที่ฝ่ายนิติบัญญัติเสียงข้างมาก ลักหลับผ่านกฎหมาย เสียบบัตรแทนกัน เป็นพฤติกรรมที่ไร้จริยธรรม ไม่สนใจความถูกผิด

เพียงเพราะเชื่อกันว่าตัวเองเป็นเสียงข้างมากนับเป็นเรื่องน่าหดหู่ การเลือกตั้งในประเทศไทย ไม่เคยปลอดการซื้อสิทธิ์ขายเสียง จะโทษนักการเมืองเพียงฝ่ายเดียวคงไม่ได้

ประชาชนเองก็มีส่วนต้องรับผิดชอบกับความล้มเหลวในการปกครองระบอบประชาธิปไตย

การเลือกตั้งไม่ใช่สูตรสำเร็จที่จะได้นักการเมืองที่ดี ไม่ว่าจะเลือกตั้งด้วยวิธีไหน มักมีคนเลวเล็ดลอดเข้าสู่การ เมืองได้เสมอ เพราะการเลือกตั้งแต่ละแบบล้วนมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป

แต่จำเป็นต้องค้นหาวิธีที่จะทำให้คนเลวเล็ดลอดเข้าสู่การ เมืองให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้

ตอบยากครับว่า ระบบการเลือกตั้งแบบ แบ่งเขตไม่เรียงเบอร์ ที่ กรธ.เสนอนั้น จะสามารถอุดรูรั่วได้ดีแค่ไหน "มีชัย ฤชุพันธุ์" ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญยืนยันว่าวิธีนี้จะทำให้การซื้อเสียงทำได้ยากขึ้น

แต่เมื่อไปฟังนักการเมือง โดยเฉพาะจากพรรคเพื่อไทย จะได้มุมมองในทิศตรงข้าม

เช่น นายนพดล ปัทมะ มองไม่เห็นว่าการใช้เบอร์ต่างกันในแต่ละเขต หรือยกเลิกการใช้เบอร์ไปเลยจะป้องกันการซื้อเสียงได้อย่างไร

"ถ้าคนจะซื้อมันก็ซื้อวันยังค่ำ""ผมว่าการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มข้นและสร้างจิตสำนึกน่าจะป้องกันการซื้อเสียงได้ดีกว่า"

ก็จริงครับ!ตราบใดที่นักการเมืองยังซื้อเสียงจากประชาชน ขณะที่ประชาชนยังต้องการที่จะขายเสียงให้นักการเมือง มันไม่มีทางแก้ไขอะไรได้

แต่การบังคับใช้กฎหมายที่เข้มข้น ป้องกันการซื้อเสียงได้ดีกว่าเช่นนั้นหรือ?

ที่จริงพรรคเพื่อไทยมีประสบการณ์ตรงในเรื่องนี้ น่าจะตอบคำถามได้ดีที่สุด

การใช้ยาแรงด้วยการยุบพรรคการเมือง ตัดสิทธิ์ทางการเมืองกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่พบว่าทุจริตการเลือกตั้ง นับว่าเป็นยาแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมา

พรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชนถูกยุบ เพราะทุจริตการเลือกตั้ง แต่ถามว่าบริวารของทักษิณเคยยอมรับการบังคับใช้กฎหมายหรือไม่?

ปัญหาความขัดแย้งในชาติที่เกิดขึ้น ก็มาจากสาเหตุเหล่านี้

การเลือกตั้งแบบใหม่ของ กรธ. แก้ปัญหาซื้อขายเสียงได้ระดับหนึ่ง อย่างน้อยก็เป็นเพราะนักการเมืองตั้งตัวไม่ติด เนื่องจากรูปแบบการเลือกตั้งที่เปลี่ยนไป ทำให้บริหารจัดการได้ยากขึ้น

แต่ประชาชนจะไม่ยุ่งยากตามไปด้วย อย่าเป็นห่วงประชาชนเลยครับ ไม่ว่าเลือกตั้งแบบไหน ประชาชนปรับตัวได้เสมอ

คนไทยเก่งเรื่องตัวเลข วิถีชีวิตอยู่กับตัวเลขมาตลอด ตีหวย ยังยากกว่าแยกแยะหมายเลขผู้สมัคร ส.ส. ฉะนั้นเมื่อนักการเมืองไม่ยอมปรับตัว การจะปล่อยให้การเลือกตั้งเป็นไปแบบเดิมๆ ก็จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรเลย

เมื่อปรับที่คนไม่ได้ ก็ต้องเปลี่ยนที่กติกา แต่หากคาดหวังให้การซื้อสิทธิ์ขายเสียงหายไป ไม่มีทางอื่น คนต้องเปลี่ยน

ยากครับ! เพราะแค่เปลี่ยนกติกานิดๆ หน่อยๆ นักการเมืองยังดิ้นเป็นไส้เดือนถูกน้ำร้อนลวก.

ผักกาดหอม

ถอดรหัสปฏิรูปตำรวจญี่ปุ่นค่าตอบแทนสูง-ไร้การเมืองแทรก - กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2560

กรุงเทพธุรกิจ ในขณะที่คณะกรรมการการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม(ตำรวจ) หรือคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจ ที่มีพล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ เป็นประธาน เดินหน้าศึกษาการปฏิรูปสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตามนโยบายของรัฐบาล สำนักงานสัญญาธรรมศักดิ์เพื่อประชาธิปไตย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็ได้จัดเสวนา "การกระจาย อำนาจกับการปฏิรูปกิจการตำรวจ : บทเรียน และประสบการณ์จากประเทศญี่ปุ่น"

โดยมี นายเคสุกะ โฮซากะ ผู้ช่วยทูตฝ่ายตำรวจ สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจาประเทศไทย พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร อดีตรองอธิบดีกรมตำรวจ และ พ.ต.ท.กฤษณพงค์ พูตระกูล สถาบันอาชญาวิทยาและการบริหารงานยุติธรรม พร้อมนักวิชาการ ร่วมเสนอความเห็น

นายเคสุกะ ชี้ว่าโครงสร้างตำรวจของญี่ปุ่นแบ่งออกเป็น 2 ระดับ คือ 1.หน่วยงานในระดับชาติ (National Police Agency) หรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีภารกิจหลักในการวางนโยบาย เช่น การสร้างระบบ การจัดระเบียบ การปรับปรุงกฎหมายอาญา ร่างกฎหมาย ยกเว้น หากมีคดีอาชญากรรมใหญ่ๆ สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะเข้าไปร่วม แก้ไขคดี

2.หน่วยงานระดับจังหวัด (Prefecture Police) ที่จะเป็นกองบัญชาการตำรวจภูธรจังหวัด มีภารกิจหลักในการดูแลความเรียบร้อยในพื้นที่ เช่น การสืบสวนสอบสวน ดูแลความปลอดภัย โดยจะมีสถานีตำรวจประมาณ 1,200 แห่ง สาขาย่อยที่เป็นตำรวจชุมชนอีก 13,000 แห่ง มีหน้าที่ป้องกันอาชญากรรม ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของตำรวจในระดับจังหวัด โดยหน่วยงานระดับนี้จะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการด้านความปลอดภัยสาธารณะ

การบริหารงาน มีลักษณะแยกออกจากกัน ส่วนกลางจะไม่มีสิทธิ์ก้าวก่ายการทำงานหรือสั่งการกับหน่วยงานระดับจังหวัดโดยตรง ทำให้ตำรวจมีความเป็นกลางมีความเป็นอิสระทางการเมือง และเป็นประชาธิปไตย คนที่เป็นตำรวจใน จังหวัดนั้นๆ จะทำงานจนเกษียณอายุ มีการโยกย้ายน้อยมาก ทำให้เป็นจุดแข็งของตำรวจญี่ปุ่นคือ เป็นผู้ประสานความร่วมมือกับชุมชน อาสาสมัคร เพื่อป้องกันอาชญากรรม

ขณะที่ป้อมตำรวจ จะพบเห็นได้ในทุกๆพื้นที่ เมื่อมีคดีเกิดขึ้น ทำให้การสืบสวนสอบสวนเร็ว ไม่ว่าจะเป็นคดีเล็กหรือคดีใหญ่การสอบสวนจะต้องดำเนินการอย่างละเอียดก่อนการจับกุม เพราะหากอัยการไม่รับฟ้องก็จะถือเป็นความผิดพลาดของตำรวจ ส่วนเงินเดือนตำรวจจะมากกว่าข้าราชการระดับเดียวกันถึง 10%ซึ่งเป็นส่วนสำคัญให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น ทำให้การคอร์รัปชันน้อยลง

ด้านพล.ต.อ.วสิษฐ กล่าวว่า โครงสร้างตำรวจญี่ปุ่นกับของไทยคล้ายๆกันเพียงแต่ตำรวจญี่ปุ่นมีการกระจายอำนาจและแบ่งแยกอำนาจกันชัดเจน มีคณะกรรมการด้านความปลอดภัยสาธารณะดูแลตำรวจในระดับจังหวัด ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับส่วนกลาง และเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ฝึกฝนเรื่องการเข้าถึงประชาชนด้วยความอ่อนน้อม

ส่วนอัตราเงินเดือนก็สูง ขณะที่ ประเทศไทยผบ.ตร.มีอำนาจทุกอย่างทั้งเรื่องงบประมาณ การโยกย้าย มีแต่ การกระจายคนเท่านั้นอำนาจก็ยังคงอยู่ส่วนกลาง

นอกจากนี้ยังมีหน่วยงานอื่นๆที่ไม่ใช่ตำรวจเอามาฝากไว้ที่ตำรวจ เช่น สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง(ตม.) ที่มีหน้าที่แค่ตรวจคนเข้าเมืองไม่มีอำนาจในการจับกุมหรือปราบปราม ต่างกับญี่ปุ่นที่ตม.อยู่กับกระทรวงยุติธรรม ตำรวจป่าไม้ เป็นต้น ซึ่งต้องมีปรับโครงสร้างใหม่ ส่วนการสืบสวนสอบสวนตนยังเห็นว่าควรต้องอยู่สำนักงานตำรวจ แห่งชาติต่อไป

แต่ควรมีความเป็นอิสระไม่ต้องถูกแทรกแซงไม่ว่าจะกรณีใดๆทั้งสิ้น

ทั้งนี้ การปฏิรูปตำรวจต้องทำอย่างเร่งด่วนที่สุด การตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศตำรวจ ชุดที่มีพล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ เป็นประธานนั้น กว่าจะปฏิรูปเสร็จก็ต้องรอไปอีกนาน ดังนั้นอยากให้ นายกฯใช้มาตรา 44 ทำให้เกิดการปฏิรูปให้เร็วที่สุดไม่เช่นนั้นรัฐบาลใหม่มาก็ไม่รู้ว่าจะสานต่อแนวทางปฏิรูปที่รัฐบาลชุดนี้ทำไว้หรือไม่

พ.ต.ท.กฤษณพงศ์ กล่าวว่า การปฏิรูปตำรวจต้องให้ความสำคัญในเรื่องของความเป็นมืออาชีพ การบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งปัจจุบันปัญหาอาชญากรรมจะมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยเฉพาะอาชญากรรมในโลกไซเบอร์และการก่อการร้าย ดังนั้นจึงต้องเตรียมพร้อมรับมือ

สิ่งที่ต้องทำคือ การทำให้ตำรวจปลอดจากการแทรกแซงทางการเมือง ซึ่งต้องทำให้เร็วที่สุด โดยพ.ร.บ.ตำรวจ ปี 2542 ให้นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ในคณะกรรมการตำรวจโดยตำแหน่ง ซึ่งต้องแก้ไข เพราะเป็นการรวมศูนย์อำนาจเนื่องจากองค์กรตำรวจอยู่ภายใต้การบริหารของนักการเมือง

ขณะที่ประเทศอื่นๆ เช่น อังกฤษ ญี่ปุ่น มีการคานอำนาจและแยกออกจากกัน ซึ่งการให้ตำรวจเป็นมืออาชีพทำงานใกล้ชิดประชาชน ควรให้ประชาชนมีส่วนร่วมจัดตั้งคณะกรรมการระดับภูมิภาคและระดับชาติที่มาจากหลากหลายอาชีพ เพื่อให้มีการกระจายอำนาจอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะต้องมีความพร้อมในเรื่องของเครื่องมือ อุปกรณ์ เทคโนโลยีที่ทันสมัย เช่น ต้องมีเครื่องสแกนลายนิ้วมือ รถสายตรวจต้องติดตั้งระบบอุปกรณ์ที่ทันสมัย ไม่ว่าจะเป็นกล้อง เครื่องสแกนนิ้ว รวมไปถึงการจัดสรรงบประมาณ เพื่อประโยชน์ในและสนับสนุนการพัฒนาระบบงานตำรวจ

นายวสันต์ เหลืองประภัสร์ ผู้อำนวยการ สำนักงานสัญญาธรรมศักดิ์เพื่อประชาธิปไตย มธ. กล่าวว่า ตำรวจญี่ปุ่นถือเป็นหนึ่งในประเทศ ที่มีภาพลักษณ์ที่ดีในสังคม คนญี่ปุ่นให้การยอมรับ และยกให้ตำรวจเป็นที่พึ่งพาในปัญหาต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น โดยการปฏิรูปตำรวจครั้งใหญ่ เกิดขึ้นเมื่อปี 1952 โดยปรับโครงสร้างตำรวจให้มีหน่วยงาน 2 ระดับ คือทั้งระดับจังหวัดและระดับชาติ ซึ่งโครงสร้างตำรวจไทยค่อนข้างรวมอำนาจไว้ที่ศูนย์กลาง ประชาชนส่วนหนึ่งยังคงขาดความเชื่อมั่นในการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และตั้งคำถามเกี่ยวกับการใช้อำนาจ หน้าที่โดยมิชอบ ตลอดจนการทำงานที่ไม่โปร่งใสในบางกรณี

"การกระจายอำนาจจะเป็นการเปิดโอกาสให้ตัวแทนภายนอกและประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น เป็นหนึ่งในทางออกของการแก้ปัญหากิจการตำรวจในประเทศไทย"

สำหรับการปฏิรูปตำรวจในประเทศไทย ที่ได้จัดตั้งคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจที่ไปเมื่อเร็วๆ นี้นั้น ภาครัฐและหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องสามารถพิจารณา และเลือกแนวคิดที่เป็นประโยชน์เพื่อประยุกต์ใช้กับการวางทิศทางการปฏิรูปกิจการตำรวจไทยอย่างเหมาะสม เพื่อให้การปฏิรูปดังกล่าว สามารถแก้ปัญหาได้จริง และทำให้การปฏิบัติงานของตำรวจเกิดประสิทธิภาพสูงสุด และส่งผลให้เป็นที่ยอมรับของประชาชนไทยมากขึ้น

นางสาววรรณภา ติระสังขะ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มธ.กล่าวเสริมว่า การปฏิรูปกิจการตำรวจในประเทศไทย ควรมุ่งเน้นแก้ปัญหาใน 3 ประเด็นหลัก ประกอบด้วย 1.บทบาทหน้าที่ เนื่องจากภารกิจตำรวจ ถือเป็นการจัดบริการสาธารณะรูปแบบหนึ่ง เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชน นั่นคือความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สิน

ดังนั้น ควรพิจารณาทบทวนถึงบทบาทหน้าที่ของตำรวจในด้านการ "ป้องกัน" มากขึ้น เพื่อลดการ "ปราบปราม" หลังการเกิดเหตุต่างๆ โดยภารกิจหลักของตำรวจในต่างประเทศ เช่น ในสหภาพยุโรป และประเทศฝรั่งเศส จะเน้นไปที่การป้องกัน มากกว่าการปราบปราม

2. โครงสร้าง เนื่องจาก ในปัจจุบันตำรวจไทยยังมีโครงสร้างแบบข้าราชการ ส่งผลให้เกิดแสวงหาตำแหน่งและการโยกย้ายสังกัดเพื่อความเติบโต อันอาจทำให้ไม่สามารถฝึกฝนทักษะที่ถนัดเฉพาะทางได้อย่างเต็มที่เนื่องด้วยปัจจัยด้านตำแหน่งและผลตอบแทน ฉะนั้นแล้วจึงควรมีการจัดการระบบโครงสร้างของตำรวจใหม่ โดยแบ่งตามความเชี่ยวชาญ และทักษะเฉพาะในด้านต่างๆ 3. การแก้ปัญหาในด้านภาพลักษณ์ของตำรวจไทย โดยหากมีการพิจารณาปรับแก้ในเรื่องบทบาทหน้าที่ และโครงสร้าง อาจเอื้อต่อการพัฒนาในด้านภาพลักษณ์ไปพร้อมกัน

จุดแข็งของตำรวจญี่ปุ่นคือ เป็นผู้ประสานความร่วมมือกับชุมชน อาสาสมัคร เพื่อป้องกันอาชญากรรม"

คอลัมน์ ผ่าประเด็นร้อน: ปูหนาวกรรมคดีจำนำข้าว เมื่ออัยการมั่นใจพยานหลักฐานแน่น - แนวหน้า ฉบับวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ทีมข่าวการเมือง

นายสุรศักดิ์ ตรีรัตน์ตระกูล อธิบดีอัยการ สำนักงานการสอบสวน คณะทำงานในคดีที่สำนักงานอัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯหุ่นเชิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่คดีโครงการรับจำนำข้าวโดยปล่อยให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์เบื้องต้นกว่า 5 แสนล้านบาท เปิดเผยว่าขณะนี้ได้ร่างคำแถลงปิดคดีเพื่อยื่นต่อองค์คณะศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้ภายในกำหนดวันที่ 15 ส.ค.นี้แน่นอน โดยคำแถลงปิดคดีจะมีรายละเอียดจำนวนมากและครบถ้วนสมบูรณ์ในทุกประเด็น

สำหรับคดีประวัติศาสตร์นี้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนัดอ่าน คำพิพากษาในวันที่ 25 ส.ค.นี้

อธิบดีอัยการกล่าวแสดงความมั่นใจในพยานหลักฐานที่ฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังไต่สวนพยานโจทก์และจำเลยครบทุกปากแล้ว

การที่จะประเมินเค้าลางแนวโน้มผลคำพิพากษาของศาลในวันที่ 25 ส.ค.นี้ นั้นต้องทำความเข้าใจในเบื้องต้นก่อนว่า ฝ่ายอัยการในฐานะโจทก์ไม่ได้ฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ฐานทุจริต แต่ฟ้องฐานที่เป็นนายกฯและเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ แต่กลับส่อเจตนาหรืออาจจะรู้เห็นเป็นใจปล่อยปละละเลยให้โครงการรับจำนำข้าวมีการทุจริตอย่างมโหฬารและสร้างความเสียหายแก่ประเทศอย่างร้ายแรง ทั้งๆ ที่หลายฝ่ายได้ทักท้วงและเตือน

หากยังจำกันได้ช่วงการดำเนินนโยบายโครงการรับจำนำข้าวยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ภายใต้สโลแกน "ทักษิณคิด ยิ่งลักษณ์ทำ" ด้วยการรับจำนำข้าว ทุกเมล็ดในราคาตันละ 15,000 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าราคาตลาดถึงเท่าตัวทำให้รัฐบาลไทยกลายเป็นผู้ผูกขาดรับซื้อข้าวจากชาวนาทั้งประเทศมาเก็บไว้ปริมาณมหาศาลหลายสิบล้านตัน ซึ่งการรับจำนำข้าวที่ผิดหลักการรับจำนำอย่างสิ้นเชิงด้วยการกำหนดราคาสูงกว่าตลาดมากแน่นอนว่าชาวนาที่นำข้าวมาจำนำย่อมไม่ไถ่ถอนข้าวคืนแน่ ผลก็คือรัฐบาลต้องแบกรับภาระทางการคลังรับซื้อข้าวทุกเมล็ดมาเก็บไว้ในโกดังจนข้าวล้นประเทศขายไม่ออกรอเสื่อมสภาพ จนในที่สุดรัฐบาลถังแตกเกิดภาระหนี้เงินกู้มหาศาล ซึ่งองค์กรระหว่างประเทศ อาทิ ธนาคารโลก หรือกองทุนการเงินระหว่างประเทศ(ไอเอ็มเอฟ) ตลอดจนนักเศรษฐกิจระดับโลกหลายคนได้เตือนว่าโครงการรับจำนำข้าวจะนำไทยไปสู่หายนะ

นอกจากนี้หลายฝ่ายในไทยไม่ว่าจะเป็นสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) คณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) สถาบัน วิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงการคลัง สมาคมผู้ค้าข้าว หรือพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็น ฝ่ายค้านขณะนั้นก็อภิปรายในสภาชี้ให้เห็นการทุจริตรวมทั้งผลกระทบอย่างร้ายแรงที่จะเกิดกับโครงการ รับจำนำข้าว

แม้แต่ ดร.วีรพงษ์ รามางกูร อดีตประธาน ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ได้ทักท้วงตักเตือนน.ส.ยิ่งลักษณ์ หลายครั้งให้ทบทวนโครงการรับจำนำข้าวก่อนการคลังและวงจรข้าวของประเทศ ทั้งระบบจะพังพินาศ เพราะโครงการรับจำนำข้าวเปิดช่อง ให้มีการทุจริตอย่างมโหฬารและจะสร้างความเสียหาย แก่ประเทศอย่างร้ายแรง โดย ดร.วีรพงษ์ ถึงกับ เคยยื่นเอกสารคัดค้านโครงการรับจำนำข้าวกับมือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ พร้อมกับให้สัมภาษณ์สื่อทำนายว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์จะพังเพราะโครงการรับจำนำข้าว

แม้กระทั่งเกิดกรณีชาวนาทั่วประเทศฆ่าตัวตายไปกว่า 10 ราย เพราะรัฐบาลยิ่งลักษณ์ถังแตกค้างค่าจำนำข้าวชาวนานานข้ามปี และมีชาวนาทั่วประเทศลุกฮือประท้วงทวงค่าจำนำข้าว แต่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กลับเมินเฉยต่อคำเตือนทั้งหลาย ยืนกรานเดินหน้าโครงการรับจำนำข้าวต่อไปภายใต้การบงการของพี่ชาย

สำหรับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ช่วงนี้ดูโหงวเฮ้งแล้วหม่นหมองเหมือนรู้ชะตากรรมตัวเองเพราะคนเรานั้นอาจสร้างภาพหลอกตัวเอง ไม่ได้ ที่ผ่านมาจึงเห็นน.ส.ยิ่งลักษณ์ มักจะเดินสายบนบานศาลกล่าว ไหว้พระและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในจังหวัด ต่างๆ หวังให้ตัวเองรอดพ้นชะตากรรม โดยล่าสุดไปไหว้พระธาตุดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่ บ้านเกิด

แต่ตามหลักพุทธศาสนานั้นบาปบุญคุณโทษ แยกบัญชีกันอย่างชัดเจนอย่างรู้เท่าทันพวกคนทำชั่วแต่ หัวหมอ อย่างโจรบางคนปล้นฆ่าแล้วนำเงินที่ปล้น ส่วนหนึ่งไปทำบุญหวังล้างบาปซึ่งเป็นคนละเรื่องและไม่มีผลต่อการล้างบาปแต่อย่างใด เพราะบาปส่วนบาป บุญก็ส่วนบุญแยกต่างหากจากกัน กล่าวคือ หากทำชั่วก็ต้องรับผลกรรมชั่วที่ก่อไว้ ส่วนหากทำบุญก็รับผลบุญที่ทำไว้ไม่สามารถนำมาหักกลบลบล้างกันแบบพวกหัวหมอได้

คดีโครงการรับจำนำข้าวถือเป็นคดีประวัติศาสตร์ ที่ต้องจับตาเพราะอาจจะพิสูจน์หลักกฎแห่งกรรมตลอดจนสร้างบรรทัดฐานว่า ใครก็ตามไม่ว่ายิ่งใหญ่มีอำนาจอิทธิพลแค่ไหนหากสร้างความเสียหายแก่ชาติบ้านเมืองอย่างร้ายแรงต้องรับโทษตามความผิดไม่ลอยนวลเหมือนที่ผ่านๆ มา

คอลัมน์ เรียงคนมาเป็นข่าว - มติชน ฉบับวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2560

พลุน้ำแข็ง

...เก้าอี้ของ ชินโสะ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น เผชิญกับภาวะสั่นคลอนอย่างหนัก เพราะมีเรื่องอื้อฉาวพัวพันกับ "คณะรัฐมนตรี" ของเขาหลายคน คะแนนนิยมตกต่ำขนาดหนัก กระทั่งว่าก่อนหน้านี้ไม่กี่เดือน พรรคต้นสังกัดของเขาต้องพ่ายแพ้ต่อการเลือกตั้งท้องถิ่นใน "กรุงโตเกียว"

...หลังสัญญาณอันตรายผ่านไปได้ไม่นาน "อาเบะ" ตัดสินใจครั้งสำคัญด้วยการ "ปรับคณะรัฐมนตรี" โละบรรดาเสนาบดีที่ก่อเรื่องไม่ดีไม่งามออก แล้วเลือกผู้มีประสบการณ์ ที่แสดงให้เห็นถึงความน่าเชื่อถือเข้ามาดำรงตำแหน่งสืบแทนจำนวนหลายคน

...ดึง "มืออาชีพ" มุ่งเน้นผลงาน สร้างภาพลักษณ์ใหม่ แค่ประเดี๋ยวเดียว ข้อมูลอ้างอิงจากผลสำรวจของสื่อหลายสำนักไม่ว่า "ไมนิจิ" หรือ "สำนักข่าวโตเกียว" ระบุออกมาในทิศทางเดียวกันว่า คะแนนนิยมของ "อาเบะ" เพิ่มขึ้นโดยพลัน ไม่น้อยกว่า 10-20 จุด การยกเครื่อง "คณะรัฐมนตรี" กระแสสะวิงกลับ ต่ออายุให้อยู่ในศูนย์อำนาจได้ดีตราบเท่าทุกวันนี้

...รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในปัจจุบัน มีสถานะเหมือนกับ "อาเบะ" เมื่อ 6-7 เดือนก่อน คือตกที่นั่ง "ขาลง" สัมผัสได้จากผลสำรวจของโพลทุกสำนัก หนังคนละม้วนกับอดีต คะแนนนิยมลดวูบอย่างน่าใจหาย

...แม้ว่า "โดยที่มา" ระหว่างรัฐบาล "อาเบะ" กับ "ลุงตู่" จะขึ้นบกกันคนละอ่าวคนละแหลม ความสง่างามจะคนละเบอร์ แต่ไม่ว่าเวอร์ชั่นไหน เมื่อ ครม.เผชิญกับสภาพ "ขาลง" การอยู่รอดที่ชาญฉลาด ประการแรกเลยคือ "ปรับคณะรัฐมนตรี"ปัญหาแรกที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุด ติดลบตัวแดงเถือกคือ "ปัญหาเศรษฐกิจ"ที่รุมเร้ายังแก้ไม่ตกสักด้าน ส่งผลกระทบต่อประชาชนทั้งเรื่องของใช้ราคาแพง ราคาผลผลิตตกต่ำ

...ดึง "มืออาชีพ" มาเสริมใยเหล็กให้ทีมเศรษฐกิจเป็นหนึ่งเดียว เพื่อขับเคลื่อนควบคู่กับ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ไม่ใช่วัดครึ่งกรรมการครึ่ง การบริหารจัดการเหยียบตาปลากันตลอด "นโยบายหลัก" ไม่เป็นโล้เป็นพาย มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ราคาพืชผล เผชิญกับวิบากกรรมหนัก

..."เหลือเชื่อ" ปัญหาที่ติดแผ่นชาร์ต ในลำดับที่ 2 กองเชียร์พากันอึ้งกิมกี่เอามากๆ คือ "ทุจริตคอร์รัปชั่น" จากผลสำรวจล่าสุดพบว่า พุ่งพรวดถึงร้อยละ 76.61 ตลกร้ายอย่างยิ่ง รัฐบาล "บิ๊กตู่" เปลี่ยน "จุดแข็ง" ให้เป็น "จุดอ่อน" อย่างปาฏิหาริย์

..."ทุจริตคอร์รัปชั่น" เป็นผนังทองแดงกำแพงเหล็กที่ทหารนำมาเป็นเงื่อนไข "ปฏิวัติ-รัฐประหาร" จนเป็นผลสำเร็จ แต่ปัจจุบันดูจากผลโพล แสดงว่า ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง

..."พล.อ.ประยุทธ์" ดึงเพื่อนพ้องน้องพี่ ที่ซื่อสัตย์ สุจริต ไว้เนื้อเชื่อใจได้จากวงการทหารมานั่งเก้าอี้เสนาบดีกันจำนวนหลายคน แต่ "มนุษย์" ไม่ใช่พระอิฐพระปูน ย่อมหลงสีเสียง มาขึ้นสวรรค์เอาตอนแก่ชรา "ผลประโยชน์" เลยนำพาให้เสียผู้เสียคนไปหลายราย

...ไผเป็นไผ ใครอิริยาบถ "ผิดปกติ" เชื่อล้านเปอร์เซ็นต์ว่า "บิ๊กตู่" รู้อยู่แก่ใจดีกว่าใครเพื่อน และเชื่อขนมกินได้ล่วงหน้าเลยว่า ในไม่ช้าไม่นาน อาจจะเป็นก่อนเดือนตุลาคมเสียด้วยซ้ำ จะมีการ "ปรับ ครม." ผ่าตัดใหญ่ ดึง "มืออาชีพ" มากู้กระแสนิยม