You are here

FAQ

คำถามการสมัครเข้าร่วมโครงการแนวร่วมปฏิบัติฯ

 
1. บริษัทที่สนใจจะสมัครเข้าร่วมโครงการแนวร่วมปฏิบัติฯ ต้องทำอย่างไร ?

ตอบ บริษัทที่ต้องการประกาศเจตนารมณ์เข้าร่วมโครงการฯ จะต้องเป็นบริษัทเอกชนที่จดทะเบียนหรือประกอบธุรกิจในประเทศไทย (ยกเว้นรัฐวิสาหกิจที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์)

การสมัครเข้าร่วมโครงการทำได้โดย

  • ให้ประธานคณะกรรมการบริษัทหรือผู้บริหารสูงสุดของบริษัทลงนามในใบคำประกาศเจตนารมณ์ 2 ชุด พร้อมทั้งกรอกแบบแสดงข้อมูลบริษัท 1 ชุด และลงนามโดยบุคคลคนเดียวกัน
  • จัดส่งฉบับจริงทั้งหมดมาที่ฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการแนวร่วมปฏิบัติฯ เพื่อแจ้งการขอสมัครเข้าร่วม ตามที่อยู่ของสำนักงาน IOD  ชั้น 3 อาคารวิทยาการตลาดทุน 2 , เลขที่ 2/9 หมู่ 4โครงการนอร์ทปาร์ค ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพ 10210 ระบุหน้าซ่องถึง "ฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการแนวร่วมปฏิบัติฯ"
  • ประธานคณะกรรมการแนวร่วมปฏิบัติฯ จะลงนามรับทราบการเข้าร่วมและจะจัดส่งใบประกาศเจตนารมณ์ที่ประธานกรรมการแนวร่วมปฏิบัติลงนามแล้วกลับคืนไปให้ 1 ชุด พร้อมเอกสารแนบ

สำหรับบริษัทที่ประกาศเจตนารมณ์และผ่านการอนุมัติแล้วรายชื่อของบริษัทท่านจะปรากฎในเอกสาร รายชื่อบริษัทที่แสดงเจตนารมณ์เข้าแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริต

เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการสมัครทั้งหมด ท่านสามารถ Download ได้ที่ www.thai-cac.com หัวข้อ "เข้าร่วมกับ CAC"

อนึ่ง คณะกรรมการแนวร่วมปฏิบัติขอสงวนสิทธิที่จะชะลอการอนุมัติเข้าร่วมโครงการฯและขอให้บริษัทชี้แจงข้อเท็จจริงตามกรณีที่บริษัทปรากฎข่าวเกี่ยวข้องหรือมีคดีความ หรือถูกสอบสวนจากหน่วยงานของรัฐหรือองค์กรกำกับดูแล และ/หรือ ปราฎข่าวเกี่ยวข้องกับการทุจริตของบริษัทของท่าน และ/หรือ กรรมการ/ผู้บริหาร ภายในระยะเวลา 2 ปี นับตั้งย้อนหลังจากวันที่ประกาศเจตนารมณ์

 

 

2. หากบริษัทยังไม่พร้อมทำตามข้อตกลงในคำประกาศเจตนารมณ์ได้ครบจะสามารถขอสมัครได้หรือไม่ ?

ตอบ การเข้าร่วมโครงการ CAC เป็นไปตามความสมัครใจของบริษัท  ด้วยเหตุนี้ บริษัทที่สนใจจะเข้าร่วมจึงควรตระหนักดีว่า การเข้ามามีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งเป็นเรื่องของพฤติกรรมและการตัดสินใจการประกอบธุรกิจรูปแบบหนึ่งนั้นเป็นสิ่งที่แก้ไขได้

หากคณะกรรมการบริษัทและผู้บริหารระดับสูงของบริษัทท่านเห็นว่าเรื่องนี้เป็นสิ่งสำคัญ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมขององค์กรท่านก็สามารถกระทำได้ ด้วยการออกนโยบายและวางระบบป้องกันการทุจริตรวมไปถึงการต่อต้านการทุจริตทุกรูปแบบร่วมกับบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกันต่อไป

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันที่พบบ่อย คือ คนในภาคเอกชนจะกล่าวโทษวฝ่ายรัฐ ซึ่งควรเป็นผู้เริ่มแก้ไขก่อน แต่สำหรับวัตถุประสงค์ของโครงการ CAC นี้ การแก้ปัญหาคอร์รัปชันจะสำเร็จได้ต้องเริ่มต้นจากภาคเอกชน เริ่มต้นภายในบริษัทของตนเองก่อน ด้วยการปฏิเสธการจ่ายเงินสินบนทุกรูปแบบ

การยอมทำตามความเชื่อเดิมที่ว่า "ถ้าไม่จ่ายก็ไม่ได้งาน หรืองานไม่เดินนั้น" ก็เท่ากับว่าบริษัทท่านเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาและย่อมมีความผิดตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามการทุจริตและกฎหมายอื่นๆที่เกี่ยวข้อง โดยคณะกรรมการบริษัทและผู้บริหารจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ

 

 

3. ภายหลังจากบริษัทประกาศเจตนารมณ์แล้ว บริษัทจะต้องทำอะไรบ้าง ?

ตอบ บริษัทที่ลงนามประกาศเจตนารมณ์เข้าร่วมโครงการ CAC แล้ว บริษัทสามารถเริ่มต้นจัดทำการประเมินความเสี่ยงทุจริต (Corruption Risk Assessment) ของบริษัทท่านได้เลยและนำข้อมูลที่ได้มาใช้ในการสอบทานระบบควบคุมภายในตามแบบประเมินตนเอง (71 ข้อ) หรือทำการวิเคราะห์ช่องโหว่ของระบบที่มีอยู่ (Gap Analysis)

ทั้งนี้ หากบริษัทยังไม่มีการกำหนดนโยบายต่อต้านการทุจริต และ/หรือ วิธีการนำโยบายไปสู่การปฏิบัติจริง บริษัทควรเริ่มต้นด้วยการสื่อสารทำความเข้าใจกับกรรมการบริษัทและผู้บริหารระดับสูงให้เข้าใจถึงเหตุผลและความจำเป็น จากนั้นจึงถ่ายทอดนโยบายและขั้นตอนการทำงานให้แก่พนักงานในแต่ละฝ่ายที่รับผิดชอบโดยตรงต่อความเสี่ยงคอร์รัปชัน ให้เข้าใจถึงเหตุผลและวิธีการปฏิบัติในแต่ละเรื่อง โดยเฉพาะการป้องกันการจ่ายสินบนในรูปแบบต่างๆ

ทั้งนี้ บริษัทควรเปิดเผยข้อมูลการดำเนินงานวางระบบควบคุมภายในเพื่อป้องกันคอร์รัปชันในรายงานประจำปี หรือช่องทางสื่อสารที่สาธารณะชนเข้าถึงได้

เมื่อบริษัทกรอกรายละเอียดในแบบประเมินตนเองได้ครบถ้วนตามเกณฑ์ที่กำหนด และจัดทำรายการเอกสารอ้างอิงเสร็จเรียบร้อย บริษัทสามารถยื่นขอรับรองมาที่ฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการแนวร่วมปฏิบัติได้ทุกไตรมาส โดยวันปิดรับคือวันที่ 15 ของเดือนสุดท้ายของแต่ละไตรมาส (รายละเอียดโปรดดูที่หัวข้อ "การยื่นขอรับรอง")

สำหรับบริษัทที่ผ่านการรับรองแล้ว บริษัทจะต้องชักชวนคู่ค้า บริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกันตัวมาร่วมโครงการ เพื่อกำหนดนโยบายต่อต้านการทุจริตไปพร้อมกัน

นอกจากนี้ บริษัทสามารถเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆที่ IOD จัดขึ้นและสามารถแจ้งเบาแสหรือให้ข้อมูลเกี่ยวข้องกับการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐ หรือเสนอแนะนโยบาย วิธีการ แก้ไขปัญหาประสิทธิภาพการให้บริการของหน่วยงานรัฐที่บริษัทท่านต้องติดต่อเป็นประจำ หรือรวมกลุ่มบริษัทเข้าประมูลงานกับรัฐ โดยขอให้มีการนำ “ข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact)” มาใช้ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานรัฐ ซึ่งจะช่วยให้มีการติดตามตรวจสอบและเปิดเผยข้อมูลโครงการทุกขั้นตอนจากบุคคลที่มีความรู้ความชำนาญและมีความเป็นกลาง ซึ่งจะช่วยบริษัทไม่ต้องถูกเรียกรับสินบน หรือ ป้องกันการเสนอสินบนของบริษัทที่ไม่อยากแข่งขันในการประมูล

 

 

 

4. ก.ล.ต จัดทำ Anti-Corruption Progress Indicator และ CAC ผู้จัดทำ แบบประเมินตนเอง (71 ข้อ) ทั้ง 2 ฝ่ายใช้เกณฑ์ประเมินบริษัทแบบเดียวกันหรือไม่ ถ้าไม่ จำเป็นหรือไม่ที่บริษัทต้องทำการตอบเกณฑ์ประเมินจากทั้งหรือไม่ ?

ตอบ เกณฑ์ประเมินของทั้ง 2 ฝ่าย ไม่เหมือนกัน ความแตกต่างอยู่ที่ เกณฑ์ประเมิน Anti-Corruption Progress Indicator ของก.ล.ต.ที่ร่วมจัดทำกับสถาบันไทยพัฒน์ เป็นการประเมินจากผลการเปิดเผยข้อมูลด้านการต่อต้านการทุจริตของบริษัทจดทะเบียนในแบบ 56-1 โดยไทยพัฒน์จะเป็นผู้ไปประเมนและรวบรวมผลแต่ละบริษัท แบ่งตามระดับความก้าวหน้า 0-5 โดยระดับดังกล่าวนั้น ได้ใช้ข้อมูลเชื่อมโยงกับการประกาศเจตนารมณ์เข้าร่วมกับ CAC ของบริษัท เป็นเกณฑ์พิจารณาให้ระดับความก้าวหน้าเท่ากับ 2 และใช้ข้อมูลบริษัทที่ผ่านการรับรองจาก CAC เป็นเกณฑ์พิจารณาให้ระดับความก้าวหน้าเท่ากับ 4

กล่าวโดยสรุป บริษัทที่ประกาศเจตนารมณ์เข้าร่วม CAC แล้วขอให้ดำเนินการจัดทำนโยบายและแนวปฏิบัติเพื่อป้องกันการทุจริตคอร์รัปชันภายในบริษัทของท่านให้สำเร็จเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ เท่านี้ก็เพียงพอที่จะตอบได้ทุกเกณฑ์ประเมิน  ที่สำคัญบริษัทควรทราบว่า การจัดทำนโยบายและระบบป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่นและการจ่ายสินบน เป็นเพียงหนึ่งใน สอง พันธกิจหลักของ CAC พันธกิจอีกข้อที่สำคัญกว่าคือการรวมตัวของบริษัทเพื่อสร้างความร่วมมือระหว่างบริษัทเอกชนกดดันให้ให้มีการแก้ไขเปลี่ยนสาเหตุที่ทำให้เกิดการเรียกรับสินบนและขจัดอุปสรรคที่ขัดขวางการประกอบธุรกิจอย่างเท่าเทียมที่เกิดจากการคอร์รัปชัน

 

 

คำถามเรื่อง ขั้นการยื่นขอรับรอง

 

1. บริษัทที่ลงนามในคำประกาศเจตนารมณ์จะต้องเข้าร่วมกระบวนการให้การรับรองทุกบริษัทหรือไม่ ถ้าไม่ประสงค์จะขอรับการรับรองจะได้หรือไม่ ?

ตอบ บริษัทที่ประกาศเจตนารมณ์ขอเข้าเป็นแนวร่วมปฎิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านทุจริต (CAC) แล้วจะต้องยื่นขอรับรองจากคณะกรรมการแนวร่วมปฏิบัติฯ  ภายในระยะเวลาไม่เกิน 18 เดือนนับจากวันที่ได้ลงนามประกาศเจตนารมณ์ และหากพ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าว ชื่อบริษัทจะถูกถอดออกจากบัญชีรายชื่อ

 

 

2. ในกรณีที่ บริษัทลูกมีบริษัทแม่เป็นผู้ตรวจสอบบัญชีอยู่แล้ว จำเป็นต้อง จ้างผู้สอบบัญชีรายอื่นหรือไม่ ?

ตอบ บริษัทสามารถเลือกรับการสอบบัญชีได้จาก ผู้สอบบัญชีที่มาจากบริษัทแม่ หรือ บริษัทผู้สอบบัญชีภายนอกของบริษัทแม่ หรือ ผู้สอบบัญชีที่จ้างแยกต่างหากก็ได้ ซึ่งในกรณีที่จ้างแยกต่างหาก ผู้สอบบัญชีจะต้องเป็นบริษัทผู้สอบบัญชีที่อยู่ในทะเบียนของก.ล.ต.

ทางเลือกดังกล่าว สามารถใช้ได้กับทั้งบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์และบริษัทที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

 

 

3. สำหรับบริษัทที่มีบริษัทในเครือสมัครเข้าร่วม CAC มากกว่า หนึ่งแห่ง จะสามารถทำเอกสารชุดเดียวกัน เพื่อขอการรับรองพร้อมกันทีเดียวได้หรือไม่ หรือต้องแยกเป็นรายบริษัท ?

ตอบ การยื่นขอรับการรับรองต้องยื่นขอเป็นรายบริษัทนิติบุคคล เพราะฉะนั้นแต่ละบริษัทที่เป็นนิติบุคคลก็จะต้องมีเอกสารเป็นของตนเอง แม้บริษัทแม่จะไม่มีการประกอบธุรกิจแต่มีบริษัทลูกประกอบธุรกิจเป็นหลัก การยื่นขอรับรองก็จะต้องแยกยื่นเป็นรายบริษัท

ในกรณีที่เป็นบริษัทในเครือเดียวกันก็สามารถใช้ คณะกรรมการตรวจสอบ/ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตชุดเดียวกันได้ ส่วนเอกสารที่ยื่นขอการรับรองจะต้องแยกเป็นรายบริษัท

 

 

4. คุณสมบัติและการเลือกใช้ผู้ตรวจสอบภายในของบริษัท กรณีที่เป็นบริษัทไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์และเป็นบริษัทสาขาของบริษัทข้ามชาติ ?

ตอบ ในกรณีที่เป็นบริษัทสาขาของบริษัทข้ามชาตินั้น สามารถเลือกให้ผู้ตรวจสอบภายในของบริษัทแม่ในต่างประเทศทำหน้าที่ตรวจทานแบบประเมินตนเองของบริษัทลูกในประเทศไทยได้

ทั้งนี้ คุณสมบัติของผู้สอบทานนั้นจะต้องเป็นอิสระจากฝ่ายบริหารของบริษัทในประเทศไทย

หรือ บริษัทสามารถเลือกผู้ตรวจสอบภายในของบริษัทหรือจะจ้างผู้ตรวจสอบภายในอิสระ มาทำหน้าที่สอบทานแบบประเมินตนเองก็ได้ ส่วนการลงนามรับรองผลการตรวจแบบประเมินนั้น เป็นหน้าที่ของประธานคณะกรรมการตรวจสอบบริษัท(ในไทย)หรือฝ่ายบริหารของบริษัทแม่ในต่างประเทศที่ทำหน้าที่ตรวจสอบภายในของบริษัทสาขาที่ประกอบธุรกิจในประเทศไทย  โดยในกรณีหลังบริษัทจะต้องจัดส่งเอกสารแสดงความเป็นอิสระของผู้ลงนามรับรองในแบบประเมินตนเอง

 

 

5. ถ้าปัจจุบันบริษัทมีคณะกรรมการที่ดูแลเรื่องบรรษัทภิบาล หรือคณะกรรมการที่ดูแลเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคม ฯ บริษัทจะสามารถเลือกใช้คณะกรรมการเหล่านี้เป็นผู้ตรวจสอบภายในของบริษัทได้หรือไม่ ?

ตอบ ไม่ได้ เนื่องจากการตรวจสอบตามแบบประเมินตนเองนี้เป็นเรื่องที่ควรจะให้คณะกรรมการตรวจสอบ เป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง เพราะประเด็นต่างๆที่ระบุไว้ในแบบประเมินตนเองนั้นเป็นเรื่องที่คณะกรรมการตรวจสอบจะต้องดำเนินการอยู่แล้ว

 
 
6. การสอบทานแบบประเมินตนเองควรให้ คณะกรรมการตรวจสอบตรวจก่อนที่จะเสนอให้คณะกรรมการบริษัทพิจารณาลงนามใช่หรือไม่ ?

ตอบ ใช่ เนื่องจาก การสอบทานความถูกต้องแบบประเมินตนเองและเอกสารอ้างอิงทุกอย่างที่ใช้ เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการตรวจสอบ ก่อนที่จะเสนอให้ประธานกรรมการบริษัทลงนามรับรองเอกสารเพื่อยื่นมาคณะกรรมการแนวร่วมปฎิบัติฯ
 

 

7. หากบริษัทยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นรับรองก่อนครบกำหนด 18 เดือน และถ้าบริษัทได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการแนวร่วมปฏิบัติฯ (CAC Council) กรอบระยะเวลาที่ได้รับการขยายเพิ่มนั้นจะมีระยะเวลานานเท่าใด ?

ตอบ หากบริษัทยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นรับรองก่อนครบกำหนด 18 เดือน บริษัทจะได้รับการต่อระยะเวลาออกไปมากที่สุดไม่เกิน 6 เดือน ทั้งนี้ ปัจจัยที่จะพิจารณาได้รับการต่อระยะเวลายื่นขอรับรอง ขึ้นอยู่กับความคืบหน้าของบริษัทในการจัดทำแบบประเมินตนเองให้สมบูรณ์

 

 

8.  บริษัทที่ประกาศเจตนารมณ์ไปแล้วก่อนวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2558 และยังไม่ผ่านการรับรองจะมีระยะเวลาในการยื่นแบบประเมินตนเองฯ และเอกสารอ้างอิงเท่าใด ?

ตอบ มีระยะเวลา 18 เดือน สำหรับบริษัทที่ประกาศเจตนารมณ์แต่ยังไม่ผ่านการรับรองให้ใช้วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2558 เป็นวันเริ่มต้นนับระยะเวลา 18 เดือนที่จะต้องยื่นแบบประเมินตนเองฯ และเอกสารอ้างอิง (ในรูปแบบ e-doc) โดยจะครบกำหนดวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2559 ซึ่งเป็นวันปิดรับการยื่นขอรับรองประจำไตรมาส 4

ทั้งนี้ หากบริษัทไม่สามารถยื่นได้ทันเวลา บริษัทสามารถขอต่อเวลากับทาง IOD ก่อนหมดเวลา 3 เดือน

 

 

9. การต่ออายุใบรับรองเมื่อครบระยะเวลา 3 ปี จะต้องใช้ข้อมูลภายในระยะเวลาเท่าใด ?

ตอบ บริษัทจะต้องใช้ข้อมูลย้อนหลังเพียงหนึ่งปี เพื่อขอรับรอง สมมติว่าบริษัทผ่านการรับรองในปี 2556 ใบรับรองนั้นจะมีอายุไปอีก 3 ปีนับตั้งแต่วันที่ผ่านการรับรองจึงจะสิ้นสุด (2559) เมื่อต้องยื่นขอรับรองในรอบถัดไป บริษัทจะต้องจัดเตรียมข้อมูลเพื่อยื่นขอรับรอง โดยใช้ฐานข้อมูลของปีก่อนครบกำหนด (2558) เพื่อตรวจสอบและยื่นขอการรับรอง

 

10. หากบริษัทยื่นขอการรับรองและไม่ผ่าน จะหมายความว่าบริษัทนั้นไม่มีความโปร่งใสหรือไม่ ?

ตอบ จุดประสงค์ของกระบวนการรับรองของ CAC นี้ออกแบบมาเพื่อเป็นกระยวนการเรียนรู้และส่งเสริมให้บริษัทเอกชนไทยพัฒนาระบบควบคุมภายในตามความเสี่ยงคอร์รัปชันที่เหมาะสมกับธุรกิจ ดังนั้น การตอบแบบประเมินตนเองนี้จึงไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อ "สอบให้ผ่าน" ตามที่เข้าใจ หากแต่เป็นเครื่องมือให้บริษัทได้นำมาใช้ พิจารณาความพร้อมของระบบควบคุมภายในที่เหมาะสมและเพียงที่จะป้องกันคอร์รัปชันและการจ่ายสินบนผ่านช่องทางๆต่างของบริษัทได้

สำหรับบริษัทที่ยื่นขอรับรองและคณะกรรมการแนวร่วมปฏิบัติฯ ยังไม่มีอนุมติให้การรับรองนั้นก็เป็นเพราะบริษัทยังขาดข้อมูลที่เพียงพอและน่าเชื่อได้ว่ามีการดำเนินการในเรื่องนั้นได้ คณะกรรมการแนวร่วมปฏิบัติฯ จะให้ฝ่ายเลขานุการแจ้งกลับไปยังบริษัทเพื่อปรับปรุงหรือขอให้บริษัทจัดส่งข้อมูลเพิ่มเติม เมื่อบริษัทได้ทำการปรับปรุงข้อบกพร่องที่แจ้งไปแล้วนั้นก็สามารถยื่นขอรับรองกลับเข้ามาได้ตามปกติ

 

11. อะไรคือกระดาษทำการ (Working Paper) ?

ตอบ  กระดาษทำการ (Working Paper) คือ เอกสารระบุมาตรฐานการสอบทานแบบประเมินตนเองที่ CAC ได้พัฒนาร่วมกับสภาวิชาชีพบัญชี ฯ และจะเริ่มต้นนำมาใช้ตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นไป

ตามแผนการทำงานของ CAC คาดว่าจะจัดทำกระดาษทำการให้แล้วเสร็จภายในปีพ.ศ. 2559  พร้อมทั้งจัดทำหลักสูตรอบรมผู้ตรวจสอบภายในและผู้สอบบัญชี ที่ CAC ร่วมจัดทำกับสภาวิชาชีพบัญชี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ตรวจสอบภายในของบริษัท หรือ ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ที่จะทำหน้าที่สอบทานแบบประเมินตนเองรับทราบ วิธีการปฏิบัติให้เป็นไปตามมาตรฐานเดียวกัน  โดยบริษัทที่จะยื่นขอรับรองตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 เป็นต้นไป จะต้องส่งกระดาษทำการมาพร้อมกับแบบประเมินตนเองและรายการเอกสารอ้างอิงด้วย

 

12. จะทำเรื่องยื่นขอขยายระยะเวลา จะต้องทำอย่างไร (Extension Request) ?

ตอบ  เขียนจดหมายขอขยายระยะเวลาส่งมาที่ฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการแนวร่วมปฏิบัติฯ เรียนประธานคณะกรรมการแนวร่วมปฏิบัติฯ และลงนามโดย ประธานกรรมการ หรือ CEO ของบริษัท พร้อมระบุรายละเอียด ดังนี้

- อธิบายสาเหตุที่ทำให้ล่าช้า / สาเหตุของปัญหาหรืออุปสรรคที่ทำให้การจัดไม่เป็นไปตามแผน
- กรอบระยะเวลาที่บริษัทคาดว่าจะส่งเอกสารยื่นขอรับรองได้ (ขอขยายเวลาได้สูงสุดไม่เกิน 6 เดือน)
- Email ผู้ประสานงานของบริษัท เพื่อแจ้งผลให้ทราบ
 
 
13. ถ้าบริษัทยื่นขอรับรองแล้วแต่ยังไม่ทราบผลการรับรองภายใน 18 เดือน จะถือว่าบริษัทหมดอายุและต้องถูกถอดจากบัญชีรายชื่อบริษัทประกาศเจตนารมณ์หรือไม่ ?
ตอบ  “ไม่” เพราะ 18 เดือนใช้จับเวลายื่นขอรับรองของบริษัทเท่านั้น ไม่เกี่ยวข้องกับกระบวนการพิจารณาเอกสาร ทั้งนี้ หากบริษัทยังไม่ได้รับการรับรอง บริษัทจะต้องกลับไปแก้ไขประเด็นที่คณะกรรมการแนวร่วมปฏิบัติแนะนำ และส่งกลับมาให้คณะกรรมการแนวร่วมปฏิบัติฯ พิจารณาในรอบไตรมาสถัดไป แต่หากพ้นจากขั้นตอนนี้แล้วบริษัทยังไม่ได้รับรอง และเลยกำหนดระยะเวลา 18 เดือน บริษัทจะถูกเว้นวรรคการเข้าร่วม 6 เดือน และสามารถกลับมาประกาศเจตนารมณ์ใหม่อีกครั้งได้
 
 
14. บริษัทจะทราบผลการรับรองได้เมื่อไร ?
ตอบ  ประมาณ 1 เดือนครึ่ง ถึง สองเดือน นับจากวันปิดรับประจำไตรมาส (วันทำการ) โดยฝ่ายเลขานุการ CAC จะแจ้งผลให้บริษัทรับทราบผ่าน Email ของผู้ประสานงานบริษัทที่ระบุในแบบประเมินตนเอง
 

 

คำถามเกี่ยวกับ การตอบแบบประเมินตนเอง

 

1.หากบริษัท มีการระบุเรื่องการต่อต้านทุจริตอยู่ในคู่มือจรรยาบรรณ (Code of Conduct)และได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการบริษัทแล้ว และมีการประชาสัมพันธ์ให้พนักงานทุกระดับได้รับทราบอยู่แล้ว ในกรณีนี้จะถือว่าบริษัทมีนโยบายต่อต้านทุจริตอยู่แล้วหรือไม่ จำเป็นจะต้องแยกออกมาเป็นนโยบายต่อต้านทุจริตโดยเฉพาะหรือไม่ ?

ตอบ จำเป็นต้องแยกนโยบายการต่อต้านทุจริตออกมาให้ชัดเจน (ตามที่ระบุข้อ 1-7 ของแบบประเมินตนเอง)

 

 

2.ข้อ ที่ 10 “ขั้นตอนในการปฎิบัติได้รับการอนุมัติโดยคณะกรรมการบริษัท” ในทางปฎิบัติจริง ขั้นตอนของบริษัทไม่จำเป็นรายงานถึงคณะกรรมการทุกครั้งไป ไม่ทราบแนวปฎิบัติในข้อนี้บริษัทควรจะทำอย่างไร ?
ตอบ ก่อนเริ่มต้นทำแบบประเมินตนเอง ผู้ประสานงานของบริษัทควรเสนอแผนการทำงานให้คณะกรรมการบริษัทอนุมัติ เพื่อที่จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ปฎิบัติงานเองในการประสานงานภายใน และสามารถใช้รายงานการประชุมของคณะกรรมการบริษัท เป็นเอกสารอ้างอิงในเรื่องที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ยังเป็นการแสดงถึงความตระหนักของคณะกรรมการบริษัทในการต่อต้านทุจริต

 

 

3. ข้อ 18 ถ้าบริษัทไม่มีนโยบายให้เงินสนับสนุนพรรคการเมืองจะต้องมีขั้นตอนอย่างไรบ้างเพราะในเมื่อบริษัทไม่มีนโยบายอยู่แล้ว จำเป็นจะต้องมีขั้นตอนหรือไม่ และเพราะเหตุใดประเด็นการให้การช่วยเหลือทางการเมืองจึงไม่อยู่ในภาคบังคับ ?

ตอบ แม้บริษัทจะไม่มีนโยบายให้การสนับสนุนพรรคการเมืองอยู่แล้วก็ตาม แต่เพื่อสร้างความมั่นใจในอนาคตที่อาจจะเกิดเหตุหรือกิจกรรมอื่นใดก็ตามที่อาจจะโยงหรือพัวพันกับลักษณะการให้การช่วยเหลือทางเมืองทั้งโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม บริษัทจึงควรจะมีระบบ/มาตรการ ขึ้นเพื่อรองรับเหตุเหล่านี้ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ทั้งนี้การมีอยู่ของระบบ/ขั้นตอนการปฎิบัติเพื่อป้องกันที่ว่านี้ เป็นเรื่องของการสร้างความเชื่อมั่นได้ว่านโยบายที่ไม่ให้การช่วยเหลือทางการเมืองได้ถูกนำไปปฎิบัติได้จริงและป้องกันได้

ส่วนเหตุที่ไม่เป็นข้อบังคับ เป็นเพราะต้องการให้บริษัทเริ่มตระหนักประเด็นการทุจริตคอร์รัปชั่นนั้นครอบคลุมถึงเรื่องการให้การช่วยเหลือพรรคการเมืองได้เช่นกัน

 

4. การประเมินความเสี่ยงคอร์รัปชัน (Corruption Risk) จำเป็นต้องมีหรือไม่ (ข้อ 12-14) ?

ตอบ จำเป็น เพราะการประเมินความเสี่ยงคอร์รัปชันเป็นเรื่องเฉพาะของแต่ละบริษัท และเป็นต้นทางการจัดวางระบบควบคุมภายในที่เหมาะสม รวมไปถึงการกำหนดนโยบายหรือมาตรการรองรับต่างๆที่จะตามมาของบริษัท

โดยการประเมินความเสี่ยงคอร์รัปชั่น บริษัทจะต้องระบุถึงความเสี่ยงคอร์รัปชันทั้งหมดที่อาจจะเกิดขึ้น โดยเฉพาะการจ่ายสินบนรูปแบบต่างๆ ในแต่ละขั้นตอนของการดำเนินธุรกิจและสัมพันธ์กับใครบ้าง โดยเฉพาะกับหน่วยงานรัฐที่บริษัทต้องติดต่อขอรับบริการ ทำสัญญาธุรกิจ หรือ ขออนุญาตตามกฎหมายต่างๆ

ทั้งนี้ บริษัทที่จะยื่นขอรับรองต้องระบุความเสี่ยงคอร์รัปชันให้ชัดเจน ไม่ควรนำความเสี่ยงจากการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย (Compliance Risk) หรือ การฉ้อโกง (Fraud Risk) มารวมในรายงานความเสี่ยงคอร์รัปชัน

 

 

5. นโยบายการให้และรับของขวัญนั้น จะมีความหมายเท่ากับการไม่ยอมรับของขวัญใดๆเลยหรือไม่ เพราะเรื่องนี้อาจจะส่งผลกระทบต่อการสร้างความสัมพันธ์กับคู่ค้า ภายใต้บริบทสังคมแบบไทยๆ (ข้อ 29-33) ?

ตอบ การออกแบบนโยบายในเรื่องการให้และรับของขวัญของแต่ละบริษัท นั้นควรจะเป็นนโยบายเพื่อใช้สื่อสารไปยังคู่ค้ากลุ่มต่างๆ ว่าบริษัทของท่านมีนโยบายการให้และรับของขวัญที่เขียนไว้เป็นลายลักษณ์อย่างชัดเจนและได้ถูกนำมาปฎิบัติ โดยนโยบายการให้และรับของขวัญในบางบริษัท อาจกำหนดจุดรวมศูนย์สำหรับการรับและให้ของขวัญ โดยไม่ต้องผ่านถึงตัวบุคคล หรือบริษัทอาจจะรวบรวมของขวัญที่ได้รับไปบริจาคเพื่อสาธารณกุศล หรือ บางบริษัทก็ทำจดหมายชี้แจงถึงนโยบายการไม่รับของขวัญใดๆเลยแก่คู่ค้า หรืออาจจะขอเพียงให้ส่งแค่การ์ดอวยพรก็เพียงพอแล้ว หรือ ขอให้คู่ค้านั้นนำส่งสินค้าหรือบริการที่ดีมีคุณภาพ ในราคาที่สมเหตุสมผลต่อบริษัท

สำหรับวิธีการสื่อสาร (ข้อ 33) ที่เพียงพอนั้น บริษัทสามารถกำหนดวิธีการสื่อสารได้ตามเหมาะสม แต่ต้องมั่นใจว่าคู่ค้าและผู้ที่เกี่ยวข้องจะได้รับทราบการมีอยู่ของนโยบายที่บริษัทยึดถือปฏิบัติ

 

6. ในกรณีที่บริษัทแม่นำแบบประเมินตนเองไปปรับใช้ก่อน แต่บริษัทลูกนั้นยังไม่พร้อมบริษัทแม่จะยังไม่สามารถยื่นขอรับรองได้ใช่หรือไม่ (ข้อ 40) ?

ตอบ จุดประสงค์ข้อคือการแจ้งให้บริษัทลูกทราบว่าบริษัทแม่มีนโยบายต่อต้านคอร์รัปชันเท่านั้น ยังไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่าบริษัทลูกสามารถปฏิบัติตามนโยบายนั้น

อย่างไรก็ตาม การประเมินผลนั้นยังไม่ได้มีขอบเขตหรือต้องการให้บริษัท หรือประธานคณะกรรมการตรวจสอบ/ผู้สอบบัญชีต้องให้การรับรองว่าระบบดังกล่าวมี การนำไปปฎิบัติในระดับของบุคคลที่สามหรือบริษัทลูก

 

 

7.อะไรคือความหมายของคำว่า “การควบคุมบุคคลที่สาม (Third Party) อย่างมีประสิทธิภาพ” ที่ระบุไว้ในข้อที่ 41 (What is meant by effective control and third party in Clause 41?)
 

ตอบ บริษัทจะต้องเป็นผู้ระบุว่า ใครบ้างที่อยู่ภายใต้การควบคุม/กำกับดูแลของบริษัท และบริษัทจะต้องประเมินความเสี่ยงของคนกลุ่มเหล่านี้ว่าสามารถสร้างความเสี่ยงให้เกิดแก่บริษัทได้หรือไม่ ถ้าสามารถทำให้เกิดได้บริษัทก็จะต้องเข้าไปควบคุมสั่งการให้ บุคคลที่สามที่เกี่ยวข้องทางธุรกิจ ให้ปฎิบัติตามนโยบายของบริษัท เพราะมิฉะนั้นผลเสียหายที่เกิดจาก บุคคลที่สามที่เกี่ยวข้องทางธุรกิจ ก็อาจจะส่งผลย้อนกลับมาที่ตัวบริษัทเองได้ ดังนั้นการตัดสินใจว่าใครบ้างคือ บุคคลที่สามที่เกี่ยวข้องทางธุรกิจ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของบริษัทเป็นสำคัญ

บุคคลที่สามที่เกี่ยวข้องทางธุรกิจ อยู่บนหลักการที่ว่าบุคคลที่สามเป็นผู้ที่อาจถูกถือได้ว่า เป็นตัวแทนหรือเครื่องมือของบริษัทในการทำคอร์รัปชั่น

ดังนั้น การควบคุมบุคคลที่สามอย่างมีประสิทธิภาพนั้น มีความหมายเช่นเดียวกับคำนิยามที่ใช้ในมาตรฐานทางบัญชี ซึ่งจะนิยามการเป็นบุคคลที่สามจาก สัดส่วนการถือครองหุ้นและความเป็นเจ้าของ( % of shareholding and ownership) และรูปแบบของการบริหารจัดการ (level of control) ฉะนั้น หากจะนิยามความหมายของบุคคลที่สามในบริบทที่เฉพาะเจาะจงลงไปก็คือ เป็นบุคคลที่ถูกตีความได้ว่าเป็นตัวแทนของบริษัทหรือเป็นผู้ที่สามารถกระทำการใดๆในนามของของบริษัทได้

ตัวอย่างของการควบคุมอย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่

  • บริษัทลูก ซึ่งมีบริษัทแม่ถือครองหุ้นมากกว่า 50 % (Subsidiary company)
  • บริษัทร่วม (Associate company) เป็นบริษัทที่ถูกบริษัทแม่หรือบริษัทอื่นเข้าไปถือหุ้นของบริษัทไม่ว่า ทางตรงหรือทางอ้อมตั้งแต่ 20% ขึ้นไป แต่ไม่เกิน 50%
  • บริษัทประเภทอื่นๆ ที่บริษัทแม่ถือครองหุ้นเพียง 20 % หรือน้อยกว่านั้น แต่บริษัทแม่มีอำนาจตัดสินใจทั้ง ทางตรงและทางอ้อม ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเงิน และ นโยบายการบริหารของบริษัท

    บุคคลที่สามนั้นจึงรวมเฉพาะ “ตัวแทน” และ “ความสัมพันธ์หลักทางธุรกิจ”

 

 
8. ความหมายของคำว่า “ระบบควบคุมภายในที่มีประสิทธิภาพ” ที่ระบุในข้อที่ 61 คืออะไร ?

ตอบ ในบริบทของคำที่ว่านี้ กล่าวโดยทั่วไปจะมีความหมายว่า บริษัทมีองค์ประกอบทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมภายในบริษัทแล้วหรือไม่ ยกตัวอย่างเช่น การตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ การติดตามประเมินผลและการรายงาน และขอเน้นว่าจุดมุ่งหมายของข้อนี้คือการสอบทานว่า บริษัทได้สร้างระบบควบคุมภายในที่มีประสิทธิภาพและเพียงพอที่จะป้องกันความเสี่ยงคอร์รัปชันของบริษัทหรือไม่

ตัวอย่างของระบบควบคุมภายในที่มีประสิทธิภาพในการต่อต้านทุจริต ได้แก่

  • ดูแลการลงบันทึกทางการเงินให้ถูกต้อง
  • กำหนดนิยามหน้าที่ความรับผิดชอบไว้อย่างชัดเจน
  • สร้างแนวทางปฎิบัติที่ชัดเจนสำหรับการเบิกจ่ายและการจัดซื้อจัดจ้าง
  • ประสานความร่วมมือกับผู้ตรวจสอบที่มีอำนาจ
  • จัดช่องทางสำหรับแจ้งข้อมูลการทุจริตและประพฤติมิชอบ

    ระบบทั้งหลายเหล่านี้ต้องสามารถดำเนินการและติดตามได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล

 

9. ข้อ 67 ระบุว่า“บริษัทมีขั้นตอนการปฏิบัติเพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีรายการใดที่ไม่ได้รับการบันทึก หรือไม่สามารถอธิบายได้ หรือรายการที่เป็นเท็จ” บริษัทควรมีเอกสารหลักฐานอะไรบ้างที่จะแสดงถึงการมีอยู่ของกระบวนดังกล่าว ?

ตอบ    บริษัทสามารถดูตัวอย่างรายการเอกสารอ้างอิงได้ที่ ตัวอย่างรายการเอกสารอ้างอิง

นอกจากนี้ บริษัทยังสามารถใช้กระบวนการทางบัญชีสำหรับการตรวจสอบการทำธุรกรรมทั้งหมดของบริษัททั้งการจ่ายเงินและใบเสร็จ ซึ่งจะต้องมีการบันทึกไว้ในรายการบัญชีของบริษัทให้เพียงพอต่อเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในตัวชี้วัดที่ 61

ตัวอย่างของขั้นตอนการบันทึกทางบัญชี ได้แก่

  • นโยบายที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมทั้งหมด ทั้งที่เป็นรายการบัญชีประจำและการทำบัญชีแบบพิเศษจำเป้นต้องมีการบันทึกไว้ทั้งหมด
  • การใช้แบบฟอร์มที่กำหนดตัวเลขไว้ล่วงหน้า
  • แบบรายการทุกประเภทจะต้องมีการจดบันทึก รวมทั้ง Voided forms
  • การออกแบบหน้าที่ความรับผิดชอบในขั้นตอนการจัดทำเอกสารของตำแหน่งงานไว้เป็นลายลักษณ์อักษร
  • การใช้ระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาควบคุมและตรวจสอบความสมบูรณ์ของระบบ ข้อจำกัดและการใช้ดุลยพินิจ

 

 

10. จำเป็นหรือไม่ที่บริษัทต้องส่งเอกสารหลักฐานอ้างอิง ?

ตอบ นับตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2558 หรือการยื่นขอรับรองภายในไตรมาส 3/2558 บริษัทที่จะยื่นขอรับรองต้องส่งหลักฐานเอกสารอ้างอิงในรูปแบบ E-document ในแผ่น CD-ROM มาพร้อมกับแบบประเมินตนเอง โดยบริษัทต้องจัดส่งมาที่สำนักงาน IOD

ทั้งนี้ ในกรณีที่ใช้ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต บริษัทต้องจัดส่งรายงานผลการสอบทานมาด้วย

 

 

 

11. วิธีจัดทำเอกสารหลักฐานอ้างอิงที่ใช้ตอบในแบบประเมินตนเอง สามารถทำในรูปแบบใดได้บ้าง ?

ตอบ CAC  ขอแนะนำให้บริษัทจัดทำเอกสารในรูปแบบอิเล็กทรอนิส์ในไฟล์แบบ PDF ซึ่งสามารถรวบรวมเอกสารต่างๆเข้ามาเชื่อมโยงเป็นไฟล์เดียวกันได้ และสะดวกต่อการสืบค้นข้อมูลโดยใช้การสร้าง link เชื่อมโยงข้อมูลที่ตอบในแต่ละข้อไปยังหน้าที่มีหลักฐานอ้างอิงปรากฎอยู่

(ศึกษาวิธีการทำ โปรดดู https://acrobatusers.com/tutorials/creating-and-editing-links)

 

 

คำถาม การตรวจสอบตามวิธีการที่ตกลงร่วมกัน

1. รายงานที่ผู้สอบบัญชีออกให้ เป็นลักษณะให้การรับรองหรือไม่?

ตอบ การตรวจสอบตามวิธีการที่ตกลงร่วมกัน” (Agreed Upon Procedure) เป็นเพียงแค่ขั้น Fact Finding ซึ่งผู้สอบบัญชีก็จะต้องเข้าไปตรวจสอบเอกสารหลักฐาน และโดยประสบการณ์ของผู้สอบบัญชี จะประเมินได้ว่าหลักฐานนั้นพอเพียงเหมาะสมหรือไม่ เมื่อเปรียบเทียบกับการมีอยู่จริงของสิ่งที่ฝ่ายบริหารของบริษัทได้ไว้ ถ้าผู้สอบบัญชีเห็นว่าเหมาะสมก็จะตัดสินใจตอบว่า “ใช่” ได้ ในกรณีที่ตอบว่า “ไม่ใช่” หมายความว่า ผู้สอบบัญชีตรวจดูแล้วพบว่ายังมีบางประเด็นที่ขาดเอกสารหลักฐานที่พอเพียงและความเหมาะสมตามขนาดของกิจการ ในระหว่างที่ผู้สอบบัญชีตรวจสอบอยุ่นั้น ผู้สอบบัญชีจะไม่ออกรายงานเองโดยพละการ แต่จะมีการปรึกษาหารือกับคณะทำงานร่วมกันกับบริษัทอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น ผู้สอบบัญชีสามารถเรียกให้บริษัทมารับทราบและอธิบายถึงประเด็นปัญหาที่พบได้ ในขณะเดียวกันผู้สอบบัญชีก็สามารถให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อบริษัทนำกลับไปพิจารณาเพื่อปรับปรุงตามแนวทางปฎิบัติที่ดี และผลสุดท้ายในรายงานของผู้สอบบัญชี ก้เชื่อแนว่าจะต้องเขียนว่า “ใช่” ในทุกกรณี เพราะบริษัทจะมี External Party เพิ่มอีกหนึ่งท่าน ซึ่งเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ มาช่วยตรวจทาน แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ให้ข้อมูลแก่บริษัท เพื่อให้ช่วงต้นของการตั้งระบบต่อต้านทุจริตมีความเพียงพอและเหมาะสม

 

 

2. ขนาดตัวอย่างและระยะเวลา เช่น ค่าของขวัญ ค่าเอนเตอร์เทน การตรวจจะตรวจสอบมากขนาดไหน ระยะเวลาเท่าใด ?

ตอบ ตามขบวนการตรวจสอบจะแบ่งงออก 2 ระดับ ขั้นแรกคือ การตรวจการมีอยู่ของแนวปฎิบัติ และ ขั้นสอง คือ การตรวจความมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล สิ่งกล่าวถึงในคำถามคือ รายละเอียดที่ใช้สำหรับการตรวจในขั้นตอนที่สอง ซึ่ง การตรวจสอบตามวิธีการที่ตกลงร่วมกัน” (Agreed Upon Procedure) เป็นการตรวจในขั้นแรก คือการตรวจหาแนวปฎิบัติ นโยบาย ในเรื่องนั้นๆ ไม่มีตัวอย่างหรือ กลุ่มตัวอย่างที่ต้องสุ่มตัวอย่าง เพราะอยู่ในขั้นตอนที่สอง ซึ่งเป็นตรวจหาการปฎิบัติจริงที่เกิดขึ้น ตามนโยบายและแนวปฎิบัติ